ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำปี 2569 โดยเสนอปรับโครงสร้างงบประมาณของกรมชลประทานลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำไปเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในระบบดิจิทัล การจัดการน้ำอัจฉริยะ การสนับสนุนชุมชน และการติดตามตรวจสอบงบประมาณอย่างโปร่งใส พร้อมเน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในภาคการเกษตร
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ผู้แทนราษฎรคนจอมทอง ท่าข้าม บางขุนเทียนครับ ท่านประธานครับ วันนี้จะมาพูดในส่วนของการอภิปรายในส่วนของ งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปี ๒๕๖๙ ถ้าหน้าจอมาแล้วผมรบกวนขึ้นสไลด์ ให้หน่อยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
โดยผมยืนยันว่า งบประมาณปีนี้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นทำมาได้ดีมาก สิ่งที่ผมจะมาพูดเพิ่มเติม นั่นคือการเปลี่ยนจากการสร้างให้ เป็นสร้างร่วม ช่วยจัดงบตรงนี้ สร้างร่วมตรงนี้ผมหมายถึง ว่าการให้ประชาชนเกษตรกรนั้นมีส่วนร่วมในงบประมาณ ๒๕๖๙ ปีนี้ครับ ด้วยตัวของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นปีนี้ได้รับประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราดูย่อยลงมา เหลืองบกรมชลประทานจะอยู่ที่ประมาณ ๘๗,๐๐๐ ล้านบาท และย่อยลงมาเป็น กรมการข้าว เป็นการพัฒนาที่ดิน ทีนี้ผมอยากให้ไปดูในส่วนของกรมชลประทานนิดหนึ่งครับ วันนี้ผมจะมาช่วยในการแตกย่อย ให้ดูว่างบกรมชลประทานก็จะแบ่งเป็น ๓ ส่วนใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบุคลากร รายจ่ายของหน่วยงาน แล้วก็รายจ่ายบูรณาการ ทีนี้ข้อเสนอของผมนั้นนั่นก็คือผมจะช่วย จัดใหม่ งบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ให้มีการปรับสัดส่วนให้มากขึ้น มาเพิ่มในส่วนของงบพัฒนา เครื่องมือดิจิทัลระบบ IOT ตรวจวัดน้ำ แล้วก็งบสนับสนุนชุมชนในการจัดการน้ำเอง และงบ ตัวนี้มันก็คืองบที่กรมชลประทานยังคงต้องดูแลอย่างต่อเนื่องเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง อะไร เรามาดูว่าผมจะจัดอย่างไร ๘๗,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นงบพื้นฐานที่ได้รับมา เราจะเอา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ตัวนี้มาเป็นข้อเสนอ โดย ๑๐ เปอร์เซ็นต์นี้เพื่อให้ถึงมือเกษตรกรโดยตรง ที่มากขึ้น ๓ ส่วนใหญ่ ๆ ที่ผมจะเสนอนั่นก็คือบูรณาการพัฒนาเกษตรกรมูลค่าสูงนี้เพิ่มขึ้นมา เป็น ๔,๒๐๐ ล้านบาท Smart Water อีก ๔,๐๐๐ ล้านบาท และระบบติดตามงบประมาณ อีก ๕๐๐ ล้านบาท ผมจะย่อยให้ดูว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์นั้นสามารถพาไปถึงงบประมาณพี่น้อง เกษตรกรได้อย่างไร เพียงปรับนิดเดียวครับ อย่างแรก งบบูรณาการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูง ๔,๒๐๐ ล้านบาท ตัวนี้ครับ กรมชลประทานสามารถทำร่วมกับกรมอื่น ๆ ในกระทรวง ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น ยกตัวอย่างการประกันราคาผลผลิต ๑,๕๐๐ ล้านบาท เพื่อลด ความเสี่ยงจากการตลาดแล้วก็ภัยธรรมชาติที่เราเจอกันในปัจจุบัน อบรมอาชีพทางเลือก การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน แล้วก็การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก โดยตัวนี้เป็นตัวที่ประชาชน จะร่วมกันสร้างขึ้นมาผมจะยกตัวอย่างอีกนิดหนึ่งเขาเรียกว่า Water User Groups ครับ การพัฒนา Water User Groups จะเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเกษตรกร แล้วเราจะ ลดความขัดแย้งเกี่ยวกับน้ำ สร้างความเข้มแข็งในชุมชน ให้ประชาชนนั้นได้จัดงบประมาณ และได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำตรงนั้นขึ้นมาเอง อีกอันหนึ่งครับ ๔,๐๐๐ ล้านบาท เป็นโครงการของ Smart Water ที่ผมพยายามจัดงบมาให้ดู โดยที่ผมจะมุ่งเน้นนั่นก็คือเรื่อง ของการสนับสนุน IoT Sensor ระบบควบคุมอยู่ที่ ๒,๖๐๐ ล้านบาท โดยใช้เทคโนโลยีตรงนี้ ควบคุมชลประทานทั้งประเทศได้ทั้งหมด นี่คือตัวเลขที่แท้จริง นอกเหนือจากนี้ลงมาก็จะเป็น ในส่วนของระบบน้ำปุ๋ยอัจฉริยะ สนับสนุนโดรนการเกษตร พัฒนาแพลตฟอร์ม อบรมเกษตร เทคโนโลยีแล้วก็ทำฟาร์มและเกษตรต้นแบบจังหวัดละ ๑ แห่ง เพื่อให้เป็นสาธิตต้นแบบ ให้เกษตรนั้นได้เรียนรู้ในทุก ๆ จังหวัด ด้วยงบประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท แล้วผมยืนยันว่า ตัวระบบ IoT นั้นเป็นส่วนสำคัญมาก ผมยกตัวอย่าง IoT พี่น้องประชาชนถาม ปูอัดมันคืออะไร ผมยกตัวอย่างประตูระบายน้ำ ไม่ต้องบ้านใกล้เรือนเคียง บางทีประตูระบายน้ำเปิดปิด ไม่ดี บางทีประชาชนก็ร้องมาว่าวันนี้เรือออกไม่ได้ บางทีเปิดปิดไม่ดีน้ำก็ท่วมเข้าบ้านครับ เพราะว่าตัว Error Human นั้นมันมีอยู่มาก การพัฒนา IoT ตอนนี้ปรับงบนิดเดียว สามารถ ทำได้ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นตัวนี้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างครบวงจรของ กรมชลประทาน และอีกอย่างหนึ่งถามว่า IoT นั้นมีผลกระทบอย่างไรกับกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ต้องบอกว่าดีมากครับ จะสามารถจัดการน้ำร่วมกันทำให้เกิดปริมาณน้ำ ที่เป็นความต้องการที่แท้จริงตามพืชผล สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้ร้อยละ ๒๐ แล้วขณะเดียวกันก็ต้องพูดตรง ๆ ว่าใช้น้ำได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะว่าน้ำไม่ถูกทิ้งไว้ กลางทางเหมือนเพลงโปเตโต้ เพราะฉะนั้นน้ำจะลดได้ประมาณ ๑๕-๒๕ เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรนั้นจะสามารถประหยัดและลดต้นทุน เพิ่มผลิตภัณฑ์ให้กับตัวเองได้ และท้ายที่สุด อีกอันหนึ่งคือโครงการระบบติดตามงบประมาณอย่างที่พวกเราพูดถึงว่างบประมาณสามารถ ตรวจสอบได้ วันนี้ที่ผมจัดงบมาให้ดูเพื่อให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นเป็นตัวอย่างว่า การพัฒนางบประมาณติดตามงบนั้นสามารถใช้งบเพียงแค่ ๕๐๐ ล้านบาทแปลงมานิดเดียวเอง สามารถพัฒนาแพลตฟอร์มเผยแพร่งบ ประมาณ ๒๐๐ Dashboard อีกประมาณ ๑๐๐ ช่องทางร้องเรียนแจ้งเบาะแสอีกประมาณ ๘๐ ล้านบาท อบรมผู้ตรวจสอบประชาชน ๗๐ ล้านบาท และอีกสิ่งสำคัญนั่นคือ Third Party ที่มาตรวจสอบแทนข้าราชการอีก ๕๐ ล้านบาท นั่นหมายความว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นนั้น หากปรับแผนตรงนี้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นิดเดียวครับ จะสามารถพัฒนางบประมาณตัวนี้ ให้พี่น้องประชาชนนั้นได้จับต้องได้ แล้วผมยืนยันว่าสิ่งที่ผมเสนอนั้นผมไม่ได้เสนอที่จะ ลดงบ แต่เพียงเสนอช่วยปรับแผนเปลี่ยนความคิดนิดหน่อยเพื่อให้งบตรงนี้ ทรัพยากร สำคัญ ๆ ตรงนี้ถึงมือของพี่น้องเกษตรกรไทย แล้วก็ท้ายที่สุดอยากให้ทุกคนเชื่อมั่น ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การนำของท่านนฤมลว่าปีนี้จะเป็นปีที่เอางบประมาณ พี่น้องประชาชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทุกบาททุกสตางค์ ขอบคุณมากครับ