วรายุทธ ชี้งบก่อสร้างรัฐพุ่ง ทบทวนใช้ไม่คุ้ม-ล่าช้าต่อเนื่อง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘

วรายุทธ ทองสุข อภิปรายร่างงบประมาณปี 2569 โดยตั้งข้อสังเกตถึงการจัดสรรงบให้ศาลและองค์กรอิสระที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องแต่ขาดประสิทธิภาพในการใช้จ่าย โดยเฉพาะงบก่อสร้างที่สูงเกินความจำเป็นและล่าช้า เช่น กรณี ป.ป.ช. ที่มีมูลค่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับขนาดองค์กร พร้อมยกตัวอย่างโครงการของ สตง. ศาล และอัยการที่ยังค้างอยู่หลายพันล้านบาทจากปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานและทำสัญญาล่าช้า ส่งผลให้การพัฒนาด้านนิติธรรมไม่ก้าวหน้า จึงเรียกร้องให้ทบทวนการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพยากรในภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง

นายวรายุทธ ทองสุข จันทบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายวรายุทธ ทองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๑ พรรคประชาชน วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ครับ โดยผมขออภิปรายในส่วนของงบประมาณของหน่วยงานศาลและองค์กรอิสระ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ทำไมผมถึงเลือก อภิปรายงบประมาณของหน่วยงานศาลและองค์กรอิสระ เนื่องจากองค์กรเหล่านี้ถือว่า เป็นองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจและความประพฤติของพวกเราทุกคนที่นั่งกันอยู่ใน ห้องประชุมสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งคณะรัฐมนตรี ฝั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายค้านหรือเป็นฝ่ายรัฐบาลถ้าพวกเราทำตัวมีปัญหาเมื่อไร บรรดาหน่วยงานตรวจสอบ เหล่านี้ก็พร้อมที่จะตรวจสอบและเอาผิดให้พวกเรายุติการปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง ได้ตลอดเวลาครับ หน่วยงานศาลและองค์กรอิสระเหล่านี้ใครตรวจสอบได้บ้าง พวกผม ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจหรือถอดถอนคนที่ ใช้อำนาจในองค์กรเหล่านี้ได้เลยครับ องค์กรเหล่านี้กลับใช้การตรวจสอบกันเอง แล้วเรา ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะตรวจสอบองค์กรเหล่านี้บนข้อจำกัดแบบนี้ได้อย่างไร ก็แต่มีเวทีงบประมาณนี้ครับที่พวกเราสามารถตรวจสอบการจัดและการใช้จ่ายงบประมาณ ของศาลและองค์กรอิสระได้ผ่านการอภิปรายในที่ประชุมสภาแห่งนี้ และผ่านการพิจารณา ของกรรมาธิการวิสามัญและอนุกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นหลังจากนี้ เราต้องยอมรับความ เป็นจริงว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ เราตรวจสอบงบประมาณของศาลและองค์กรอิสระน้อยเกินไป ก็อาจจะเป็น เพราะว่าเราเกรงใจหน่วยงานตรวจสอบเหล่านี้มากเกินไปหรือเปล่า ทั้งที่การใช้งบประมาณ ของศาล อัยการ และองค์กรอิสระก็มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณเช่นกัน รูปธรรมที่สุดกรณีตึก สตง. ใช้เวลาสร้างนานมาก แต่กำหนดเสร็จเลื่อนแล้วเลื่อนอีก หรือโครงการก่อสร้างอื่น ๆ ของหน่วยงานพวกนี้ก็มีปัญหาเรื่องผู้รับเหมาทิ้งงานและก่อสร้าง ล่าช้า งบประมาณที่ตั้งมาไม่ได้เบิกจ่าย ทำให้ประเทศเสียโอกาสในการนำงบประมาณมาทำ อย่างอื่น แทนที่จะสามารถทำได้เลยในปีงบประมาณนั้น ๆ ในงบประมาณปี ๖๙ ที่รัฐบาล เสนอมานั้นกลุ่มหน่วยงานประเภทศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ ได้รับการจัดสรร งบประมาณรวมกัน ๕๔,๗๗๓ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๒,๘๓๐ ล้านบาท โดยแบ่งเป็น งบบุคลากร ๓๔,๘๓๒ ล้านบาท เป็นงบดำเนินงานและงบลงทุนของหน่วยงาน ๑๙,๙๔๐ ล้านบาท หากดูย้อนหลัง ๕ ปีที่ผ่านมางบหน่วยงานของศาลและองค์กรอิสระเทียบจาก ปี ๒๕๖๕ กับปี ๒๕๖๙ ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ ณ ขณะนี้โตขึ้น ๓๒ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบ กับการโตของงบประมาณของประเทศที่โตขึ้นเพียง ๒๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ต้อง แปลกใจ เพราะหน่วยงานเหล่านี้มีอิสระในการบริหารองค์กรของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง อัตรากำลังคนได้เองมีระเบียบใช้จ่ายเงินเป็นของตัวเอง ถึงแม้ว่างบของหน่วยงานศาลและ องค์กรอิสระจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ตัวชี้วัดระดับนานาชาติไม่ว่าจะเป็น Rule of Law Index หรือดัชนีระบบนิติธรรมและคอร์รัปชัน Perception Index หรือดัชนีการรับรู้ทุจริต คะแนนและอันดับของประเทศไทยไม่ได้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเลยและอยู่รั้งท้ายของโลก เสียด้วยซ้ำ สะท้อนให้เห็นว่างบประมาณที่เราจัดสรรไปให้องค์กรเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ ความยุติธรรมและลดปัญหาการคอร์รัปชันของประเทศให้ดีขึ้นเลย เมื่อเห็นคะแนนของ ประเทศไทยเป็นแบบนี้ผมก็เลยมีคำถามกับความเหมาะสมในการจัดสรรงบประมาณให้กับ ศาล องค์กรอิสระเหล่านี้ที่ไล่แต่ตรวจสอบคนอื่น แต่ตัวเองกลับเข้าไปตรวจสอบยากมาก แล้วผลงานที่สะท้อนผ่านดัชนีระดับนานาชาติก็ฟ้องว่าการจัดสรรงบให้บรรดาหน่วยงาน ตรวจสอบของไทยมีปัญหา อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าศาล องค์กรอิสระ และอัยการ มีงบรวมกัน กว่า ๕๔,๗๗๓ ล้านบาท และงบที่หน่วยงานเหล่านี้สามารถใช้ได้จริง ๆ ที่ไม่ใช่งบบุคลากรก็มี เกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท งบก้อนใหญ่ ๆ ที่ผมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมคืองบก่อสร้าง ที่สูงถึง ๕,๑๐๓ ล้านบาท หากเอา ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท มาแยกเป็นรายหน่วยงาน Top 3 ได้แก่ ๑. สำนักงานศาลยุติธรรม ๑,๗๗๖ ล้านบาท สักงานอัยการสูงสุด ๑,๓๑๕ ล้านบาท และสำนักงาน ป.ป.ช. ๑,๑๗๖ ล้านบาท ศาลกับอัยการเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งหมด ประมาณ ๘-๙ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณหน่วยงาน ยังไม่เท่าไรท่านประธานครับ แต่สำนักงาน ป.ป.ช. ที่ขนาดองค์กรเล็กกว่าศาลหรืออัยการประมาณ ๓ เท่านี่ แต่กลับมี งบก่อสร้างเป็นสัดส่วนสูงถึง ๒๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาหน่วยงานองค์กรอิสระ เมื่อผมไล่ไปสืบค้นโครงการก่อสร้างของศาล อัยการและองค์กรอิสระทั้งจากเอกสาร งบประมาณขาวคาดแดงตามเว็บไซต์และตามสื่อ Social ต่าง ๆ ที่มีภาคประชาชน ได้ทำการขุดคุ้ยถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการก่อสร้างเหล่านี้ ผมสามารถสรุปปัญหา โครงการก่อสร้างของหน่วยงานกลุ่มนี้ได้อยู่ ๓ ประการ ๑. ความพร้อมในการทำสัญญา จัดซื้อจัดจ้าง ๒. ปัญหาในการบริหารสัญญาก่อสร้าง และ ๓. การก่อสร้างที่เกินความ จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงาน

ประการแรก ปัญหาเรื่องความพร้อมในการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง บรรดา โครงการก่อสร้างที่ศาล อัยการและองค์กรอิสระขอมาแต่ละปี ๆ โดยเฉพาะพวกโครงการ ก่อสร้างผูกพันหลายปีมักมีปัญหาเรื่องของการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างล่าช้าไม่ทันกับ ปีงบประมาณที่ขอมา ผมขอยกตัวอย่างของสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งมีการเปิดเผยข้อมูล รายงานความคืบหน้าของรายการก่อสร้างและควบคุมงาน ณ เดือนมกราคม ๒๕๖๘ ที่สำนักบริหารอาคารและที่ดินออกแบบและก่อสร้าง ซึ่งมีทั้งหมด ๔๕ โครงการ เมื่อไล่เลียง ดูโครงการทั้ง ๔๕ โครงการ จะเห็นด้วยว่ามีโครงการหลายโครงการมากที่มีความล่าช้าในการ ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง และในบรรดาโครงการก่อสร้างที่ยังไม่ได้ทำสัญญา ๒๕ โครงการ เป็นโครงการที่เริ่มตั้งงบประมาณก่อนปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ถึง ๑๖ โครงการ หมายความว่า อะไร ของบประมาณไว้ แต่ไม่สามารถทำสัญญาจ้างคนมาก่อสร้างได้ อย่างเช่นโครงการ ก่อสร้างสำนักงานอัยการจังหวัดตราดที่เริ่มตั้งงบปี ๒๕๖๕ แต่นี่ผ่านไป ๓ ปีแล้วยังทำ สัญญาก่อสร้างไม่ได้ โดยมีเหตุผลว่าอยู่ระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการราคากลาง หรือ โครงการที่เริ่มตั้งงบประมาณปี ๒๕๖๗ มีเพียงแค่โครงการเดียวที่สามารถทำสัญญา ได้ทันในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ โครงการเดียวที่ผมจะพูดถึงครับคือโครงการสร้างที่จอดรถ สำนักงานอัยการภาค ๔ ส่วนโครงการที่เหลือนั้นยังไม่ได้มีการเซ็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างอะไร ทั้งสิ้น ซึ่งมีหลากหลายเหตุผลที่มีการระบุไว้และยังไม่ได้ทำสัญญาจัดจ้าง เช่นอยู่ระหว่าง ดำเนินการจัดทำแบบรูปรายการ อยู่ระหว่างจัดทำราคากลาง ยกเลิกประกวดราคาเนื่องจาก มีผู้เสนอเพียงรายเดียว เหตุผลเหล่านี้ที่ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของอาคารของอัยการสูงสุด ล่าช้าไม่ทันกับปีงบประมาณที่ขอ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความพร้อมของโครงการที่ จริง ๆ แล้วยังไม่ได้มีความพร้อม แต่ได้งบประมาณมาแล้วก็ยังไม่ได้สร้างสักที ทำให้รัฐ เสียโอกาสที่จะใช้งบประมาณกับโครงการที่มีความพร้อมจริง ๆ

ประการที่ ๒ ปัญหาเรื่องการบริหารสัญญาก่อสร้างล่าช้า ปัญหานี้เป็นปัญหา ที่หน่วยงานศาลและองค์กรอิสระเป็นกันเยอะ อย่างที่มีการขุดคุ้ยอาคารสิ่งปลูกสร้างของ สำนักงานศาลยุติธรรม หรือ สตง. ที่เป็นอาคารที่สร้างไม่เสร็จ ที่มีสาเหตุหลักมาจาก ผู้รับเหมาทิ้งงาน โครงการก่อสร้างลักษณะนี้มีเยอะ เห็นได้ตามาภาพข่าว ตาม Social ทั่วไปเลย ตัวอย่างเพจคิดทำทิ้ง หรือเพจของชมรม Strong ต้านทุจริต ที่เขาตามไปขุดคุ้ย โครงการผู้รับเหมาตึกทิ้งร้างทั่วประเทศ เพราะมันสามารถเห็นได้โดยเป็นที่ประจักษ์ ผมขอเริ่มจากโครงการก่อสร้างของ สตง. ที่เรารู้ กันดีว่าโครงการสร้างตึก สตง. ส่วนราชการที่เพิ่งถล่มไปนั้น ก่อสร้างยืดเยื้อล่าช้ามา อย่างยาวนาน พอเกิดเหตุการณ์ตึกถล่มขึ้น ก็มีคนไปขุดเจอโครงการก่อสร้างของสำนักงาน สตง. จังหวัดที่มีปัญหาเรื่องผู้รับเหมาทิ้งงานก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนด อย่างน้อยเขาเจอ ๔ โครงการ ท่านประธานครับ ๑. สตง. จังหวัดพะเยา กำหนดสร้างเสร็จปี ๒๕๖๖ แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้างไม่รู้จะกลับมาสร้างอีกเมื่อไร ๒. สตง. จังหวัดร้อยเอ็ด โครงการ หยุดชะงักไปแล้ว ๘ เดือน ตอนนี้ก็ต้องมาลุ้นว่าจะได้ผู้รับเหมาใหม่เมื่อไรเช่นกัน ๓. สตง. จังหวัดตาก สร้างปี ๒๕๖๕ กำหนดเสร็จ ปี ๒๕๖๗ อันนี้หนักเลย ได้แค่โครงสร้าง ชั้นเดียว และ ๔. สตง. จังหวัดนครนายกที่เริ่มสร้างตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ถูกผู้รับเหมาทิ้งงาน ๒ รอบ ตามข่าวล่าสุดได้ผู้รับเหมารายที่ ๓ แล้ว ตอนนี้ก็กำลังก่อสร้าง และกำหนดแล้วเสร็จ ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๘ ผมเพิ่งไปเช็กวันนี้มาเลย ณ ปัจจุบันก็ยังสร้างไม่เสร็จ โครงการ ทั้ง ๔ โครงการที่มีมูลค่ารวมกว่า ๒๐๐ ล้านบาทที่ผมกล่าวมา ผมไม่เห็นในงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ก็ฝากทางกรรมาธิการงบประมาณติดตามต่อว่าโครงการเหล่านี้จากนี้จะเอา อย่างไร ส่วนศาลและอัยการก็ไม่แพ้กัน ๒ องค์กรนี้มีงบก่อสร้างในปีนี้รวมกันกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อไปดูโครงการเก่า ๆ พบว่าสำนักงานศาลยุติธรรมที่โครงการก่อสร้างที่ถูก ผู้รับเหมาทิ้งงานและเสร็จไม่ทันกำหนดยังมีการตั้งผูกพันงบประมาณต่อกันอีกหลาย ๆ ปี ถึง ๖ โครงการ รวมมูลค่าโครงการทั้งหมด ๒,๘๙๔ ล้านบาท ส่วนของสำนักอัยการสูงสุด มีประชาชนขุดเจอ ๑ โครงการ คือโครงการอาคารสำนักงานอัยการสูงสุดธนบุรี มูลค่า โครงการ ๑๙๓ ล้านบาท ก็ถูกผู้รับเหมาทิ้งงานอีกเช่นกัน แต่รายงานความคืบหน้า ณ เดือนมกราคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมาที่ผมได้พูดถึงก่อนหน้านี้ก็มีโครงการประเภทผู้รับเหมา ทิ้งงานเช่นกัน ซึ่งมีถึง ๕ โครงการ แล้วก็ต้องจ้างผู้รับเหมาใหม่มาก่อสร้าง บางโครงการ โดนทิ้งงานถึง ๒ รอบด้วยกัน

ประการสุดท้ายคือการก่อสร้างที่เกินความจำเป็นสร้างไปทำไม อย่างที่เราเห็นใน กรณีของตึก สตง. ที่เพิ่งถล่มไป ที่สร้างใหญ่เกินความจำเป็น เป็นตึกหรูถึง ๓๐ ชั้น มี Sky Lounge มีห้องผู้บริหารที่ใช้เฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากอิตาลี สุขภัณฑ์ระดับ High end เลย แต่นี่ไม่ได้มีแค่ สตง. ที่มีตึกหรู สำนักงาน ป.ป.ช. ที่ระยะหลังมีงบก่อสร้างเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด ก็โครงการก่อสร้างที่ไม่รู้ว่าจะสร้างไปทำไมเช่นกัน โครงการก่อสร้างนี้เป็นส่วนหนึ่งของค่าก่อสร้างที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. ส่วนกลาง อยู่ตรงสนามบินน้ำนี่เอง ปี ๒๕๖๙ ตั้งงบประมาณไว้ ๓๓๗ ล้านบาท ตั้งเป็นปีสุดท้ายแล้ว จากมูลค่ารวมทั้งหมด ๗๔๗ ล้านบาท ถือเป็นงบก่อสร้างก้อนใหญ่ของ ป.ป.ช. ที่อยู่ใน งบประมาณปี ๒๕๖๙ ผมก็สงสัยจริง ๆ ว่าทำไมส่วนต่อขยายที่ทำการ ป.ป.ช. ที่มีอยู่แล้ว หลายตึกมันสร้างอะไรเพิ่มอีกตั้ง ๗๐๐ กว่าล้านบาท พอค้นดูเอกสารแบบก่อสร้างของ โครงการนี้ก็พบว่าเป็นการขยายระยะที่ ๕ แล้ว คือการสร้างอาคารใหม่อีก ๓ อาคารคือ อาคาร ๑๐ อาคาร ๑๑ เรียกสั้น ๆ Package A และอาคาร ๑๒ Package B ปรับปรุงอาคาร ๕ Package C และทำทางเชื่อม Package D อาคารอื่น ๆ ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรเท่าไร เพราะส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ใช้ทำงานตามหน้าที่ของ ป.ป.ช. เฟอร์นิเจอร์ก็ราคาปกติไม่ได้ หรูหราอะไรเหมือนกับตึก สตง. แต่ผมมีปัญหากับความจำเป็นในการสร้างตึกอาคาร ๑๒ ที่เป็นตึก ๑๒ ชั้น ที่ใน TOR ระบุว่าเป็นอาคารห้องประชุมสัมมนาศูนย์ฝึกและทดสอบ สมรรถภาพร่างกายและห้องพัก เข้าใจว่าเป็นตึกฝึกอบรมของสถาบันการป้องกันและ ปราบปรามทุจริตแห่งชาติ สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งปัจจุบันมีตึกของสถาบันฝึกอบรมอยู่แล้ว ภาพในรูปตึกก็ยังสวยดูดีไม่ได้มีความทรุดโทรมใด ๆ เลย ทำไมสำนักงาน ป.ป.ช. ถึงต้องหา ทำสร้างใหม่และสร้างใหญ่ถึง ๑๒ ชั้น ๖๙ ห้องพัก พร้อมทั้งห้องอาหาร ห้องเอนกประสงค์ สนามกีฬาในร่ม Fitness สระว่ายน้ำ ถ้าที่ฝึกอบรมของท่านไม่พอจริง ๆ ผมขอแนะนำ ส่วนราชการอื่นที่เขามีศูนย์ฝึกอบรมอยู่แล้ว ท่านไปขอเช่าเขาก็ได้ อย่างสนามกีฬาในร่ม การสร้างสนามบาสของ ป.ป.ช. อีก ๑ สนาม เพราะข้าง ๆ ตึกท่านก็มีสนามกลางแจ้งอยู่แล้ว ๑ สนาม สภาพก็ยังดี ใช้งานได้ปกติ หรือว่าท่านจะทุบของเก่าทิ้งแล้วจะสร้างตึกใหม่ เนื่องจากอากาศมันร้อนหรืออย่างไร สรุปแล้วท่านเป็นองค์กรอิสระหรือจะเป็นโรงเรียน ประจำครับ หรือจะเป็น Spot Complex หรือว่าจะเป็นโรงแรมกันแน่ ท่านประธานที่เคารพ เราจะเห็นประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณก่อสร้างของศาล อัยการและองค์กรอิสระ ที่ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการนำงบประมาณที่นำไปใช้แล้วได้สิ่งก่อสร้างที่สร้าง ไม่เสร็จ ที่สร้างแล้วล่าช้า ที่ของบแล้วยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างในปีงบประมาณที่เริ่มขอ และที่ไม่รู้ว่าจะสร้างไปทำไม ผมอยากฝากให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ พิจารณาตัดงบผูกพันที่เริ่มตั้งใหม่ในปี ๒๕๖๙ ของ หน่วยงานศาล อัยการและองค์กรอิสระ ที่มีการเริ่มตั้งงบปี ๒๕๖๙ รวมกัน ๖๗๓ ล้านบาท และมูลค่าทั้งโครงการที่ผูกพันต่อไปอีกในปีงบประมาณถัดไปรวมกัน ๓,๙๔๐ ล้านบาท เพราะอย่างไรก็แล้วแต่หน่วยงานเหล่านี้ก็ยังสามารถทำงานได้ ไม่ได้มีความจำเป็นต้องมี ตึกใหม่ ขอให้ไปดำเนินการตึกเก่า ๆ ที่ยังสร้างไม่เสร็จ หรือยังไม่ได้ทำสัญญาจ้าง ให้เรียบร้อยก่อน เพราะตอนนี้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการ กอบกู้เศรษฐกิจของประเทศให้รอดพ้นจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งวันนี้ เราก็ไม่รู้ว่าเราจะได้รับผลกระทบรุนแรงแค่ไหน สุดท้าย ท่านประธานครับ หากเศรษฐกิจ ของประเทศและประชาชนไม่รอด พวกท่านทั้งหลายก็ไม่รอดเช่นกัน เพราะองค์กรของ พวกท่านอยู่ได้ก็เพราะเงินภาษีของประชาชนครับ ขอบคุณครับ