สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แถลงและอภิปรายร่าง พ.ร.บ. รฟม. ที่รัฐบาลเร่งผลักดันเพื่อระดมทุนอุดหนุนค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาท โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยเงินภาษีประชาชน ทั้งที่ รฟม. มีหนี้สินเกือบ 6 แสนล้านบาทและต้องได้รับการอุดหนุนต่อเนื่อง พร้อมท้วงติงการเร่งพิจารณากฎหมายโดยไม่เป็นไปตามขั้นตอน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงร่างกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญจากกระบวนการที่ขาดความโปร่งใส โดยเฉพาะมาตรา 65 ที่แก้ไขนอกรอบและขัดหลักวินัยการเงินการคลัง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการแทรกแซงจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ที่ทำให้กระบวนการขาดความรอบคอบและเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน ขณะเดียวกันยังวิพากษ์ร่างกฎหมายที่เปิดช่องให้ รฟม. กู้เงินและใช้จ่ายโดยไม่ผ่านคลัง มองว่าเป็นการลักลอบอุดหนุนนโยบายนั่งรถไฟ 20 บาทตลอดสายอย่างไม่ยั่งยืน และคัดค้านการใช้เงินกองทุน รฟม. 1,600 ล้านบาทเพื่อลดภาระค่าเดินทาง ชี้ควรใช้กลไกค่าโดยสารร่วมตามร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วมแทน เพื่อความเป็นระบบและคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว.
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
วันนี้ผมขอร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือเรียกสั้น ๆ ว่า รฟม. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มาแบบด่วน ๆ ก็คือเรื่องนี้เข้าครม. เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคมปีนี้ เมื่ออาทิตย์ ที่แล้วนี้เอง วันนี้วันที่ ๒๘ แล้วก็เข้ามาในการประชุมวิสามัญครั้งนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ววิสามัญ ครั้งนี้เปิดมาเพื่อการพิจารณางบประมาณเป็นหลัก แล้วก็ พ.ร.บ. นี้ก็เข้ามาแบบด่วน ๆ ถามว่า พ.ร.บ. นี้เข้ามาทำไม จริง ๆ มาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้รัฐบาล อันนี้ท่านรัฐมนตรี สุริยะเป็นคนให้ข่าวเองในภาพด้านซ้ายว่า ครม. ไฟเขียวแก้ พ.ร.บ. รฟม. ดึงเงินสะสมมา อุดหนุนรถไฟฟ้า ๒๐ บาท มั่นใจเดินหน้าทันเป้าหมายกันยายนนี้ ด้านคลังติงคำนึงเรื่อง ความคุ้มค่า ซึ่งที่เขาติงมาก็เป็นเรื่องจริง แล้วผมก็จะอภิปรายในวันนี้ว่าเนื้อหาสาระใน พ.ร.บ. นี้เป็นอย่างไร แต่โดยข้อเท็จจริงที่ อยากให้ทราบโดยทั่วกัน คือเรื่องนี้ ครม. เห็นชอบให้แก้ พ.ร.บ. ตามร่างที่ยื่นเข้ามา เมื่ออาทิตย์ที่แล้ววันที่ ๒๐ พฤษภาคม โดยในข่าวท่านรัฐมนตรีก็ให้เหตุผลว่าที่ รฟม. มีเงิน สะสมอยู่ประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเท่าที่ผม Check ข้อมูลดูก็ไม่น่าจะใช่เป็นเรื่องจริง ว่ามันไม่ได้มีเงินกองอยู่ตรงนั้น แล้วต่อให้มีเงินก็ต้องไม่ลืมว่า รฟม. เป็นหนี้มหาศาล แล้วแต่ละปีนี้ก็ต้องให้รัฐเอาเงินไปอุดหนุนมากอยู่แล้ว แต่ตอนนี้รัฐบาลต้องการจะโยก กระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา แต่สุดท้ายประชาชนก็ต้องจ่ายอยู่ดี ข้อเท็จจริงก็คือ รฟม. มีหนี้สิน อยู่หลายแสนล้านบาท แล้วก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขทางบัญชีล่าสุดจากงบการเงิน ที่ตรวจโดย สตง. คือประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๙๙,๗๙๙ ล้านบาท คือหนี้สินของ รฟม. ณ ปัจจุบัน ฉะนั้นแต่ละปีรัฐต้องเทเงินเข้าไปอุดหนุนหน่วยงานหลายหมื่นล้าน ตัวเลข ล่าสุดในขาวคาดแดงที่เราจะพิจารณากันหลังจากนี้ระบุ ๓๓,๒๕๘ ล้านบาท ดังนั้นสถานะ ของ รฟม. ไม่ได้ร่ำรวย หรือกระทั่งยืนด้วยตัวเองยังไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองด้วยซ้ำ รัฐต้องควักเงินไปอุดหนุนทุกปี ๆ แล้วหนี้ก็เกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลนี้จะแก้ พ.ร.บ. เพื่อมาล้วงกระเป๋าเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ตัวเองเป็นคนก่อขึ้นจากนโยบาย ที่ไม่สมเหตุสมผลมาอุดหนุนค่าโดยสารเพิ่มเติม อันนี้ต้องถามท่านรัฐมนตรีว่าท่านทราบ หรือยังว่า Operating Cost คือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จ้างพนักงาน จ่ายค่าไฟ ค่ายาม อะไรต่าง ๆ แต่ละปีเท่าไร รายได้มันพอไหมกับต้นทุนเอาแค่ Operating Cost แต่ท่านก็จะ ไปลดราคาอีก แล้วก็เอาเงินของคนทั้งประเทศมาช่วยกันอุดอีก แล้วตอนนี้พอหาเงินไม่ได้ อะไรต่าง ๆ ก็จะไปล้วงกระเป๋า รฟม. อันนี้คือสถานการณ์ปัจจุบัน อันนี้คือเหตุผลจริง ๆ ที่เขายื่นมาแบบด่วน ๆ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เราต้องไม่ลืมว่านโยบายนี้คืออะไร อันนี้ ผมย้อนกลับไปตอนที่รัฐบาลตั้งหลังเลือกตั้งนะครับ สิ่งที่หาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ ก็บอกว่าจะทำรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย โดยจะใช้วิธีเจรจาเพื่อลดราคา ไม่ได้บอกจะใช้ เงินแผ่นดิน ไม่ได้บอกจะใช้เงินภาษี เงินงบประมาณ หรือแม้ไปควักเงิน รฟม. แล้วต้องไป จ่ายคืนอยู่ดี มันก็คือเงินแผ่นดิน แต่ท่านบอกว่าท่านจะเจรจาเพื่อลดราคา ที่ผมบอกว่า นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายทำไม่ได้ไปแล้วก็เพราะเงื่อนไขที่ประกาศไว้สำคัญ ๔ ข้อ ข้อที่ ๑ รัฐบาลประกาศว่าจะทำทุกสายคือสารพัดสี อย่างเช่นว่าสีเขียว สีน้ำเงินจะต้องเป็น ๒๐ บาท ทุกวันนี้ก็ยังไม่ใช่ ข้ามสายอย่างเช่นว่าข้ามจากเขียวไปน้ำเงิน รัฐบาลบอกว่าต้องจ่าย ๒๐ บาท ไม่ได้จ่าย ๔๐ บาท แต่ทุกวันนี้เกินกว่านั้นมากก็ยังทำไม่ได้ ตอนแรกรัฐบาลประกาศอันนี้ ในภาพ ผมให้คลิปให้นาทีอะไรไปเปิดดูได้ ท่านเศรษฐาตอนปี ๒๕๖๖ พูดไว้ว่า ๓ เดือน แต่ตอนนี้ก็เข้าใจว่าขอเลื่อนเป็น ๒ ปีที่จะพยายามทำให้เสร็จในเดือนกันยายน ๒๕๖๘ แล้วถึงมาแบบด่วน ๆ อย่างวันนี้ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือตอนหาเสียงไว้ ตอนที่โฆษณาไว้บอกว่า จะเจรจาเพื่อลดราคา แต่สุดท้ายไม่ใช่ คือเอาเงินของคนทั้งประเทศไปอุด มันก็คือเงิน แผ่นดิน เพราะว่าตามหลักถึงแม้เป็นรายได้ของ รฟม. แต่สุดท้ายก็ต้องเข้าคลัง แล้วคลัง ก็ต้องผันเงินออกมาอยู่ดี เป็นเงินของคนทั้งประเทศ หรือว่าถ้าหนี้ก่อไว้แทนที่จะเอาเงิน ไปใช้หนี้ สุดท้ายรัฐก็ต้องมาใช้หนี้ มันก็เป็นเงินแผ่นดิน เป็นเงินของประชาชนอยู่ดี ซึ่งวันนั้น ผมก็เคยเตือนแล้วว่าต้องมีร่างกฎหมายถึงจะทำได้ กฎหมาย พ.ร.บ. ราง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ซึ่งตอนนี้เราก็อยู่ในระหว่างการพิจารณา จริง ๆ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว รอเข้าสภาอยู่ จริง ๆ ถ้าจะเดินนโยบายจริง ๆ ควรจะใช้ผ่านช่องทางให้ถูกต้อง ไม่ใช่ไป ล้วงกระเป๋ามาแบบนี้ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมก็เสร็จแล้ว กำลังจะรอเข้าสภาในวาระ ๒ อยู่แล้ว ผมก็เคยเตือนไว้อีกว่าอย่าละเลยรถเมล์ ต้องทำค่าโดยสารร่วม ซึ่งใน พ.ร.บ. ตั๋วร่วมก็มี เรื่องนี้ ผมเตือนไว้แล้วว่าสายสีเขียวและสายสีส้มมีปัญหา ส่วนที่โฆษณาว่าทำแดงกับม่วง อะไรอันนั้นมันง่าย แล้วรัฐบาลก่อน ๆ ก็เคยทำมาแล้วมันอยู่ในความควบคุมดูแลของรัฐ แต่สุดท้ายก็คือเอาเงิน ไปโปะ แล้วผมก็บอกไว้แล้วว่ามันใช้เงินอุดหนุนแน่นอน ไม่ได้เป็นไปตามที่หาเสียงไว้ ดังนั้น นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายทำไม่ได้ไปแล้วตามเงื่อนไขที่เคยประกาศไว้ แต่ตอนนี้พยายาม จะทำใหม่ด้วยวิธีล้วงกระเป๋า รฟม. ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง สิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่จะทำ ๒๐ บาทตลอดสายแบบไร้ฐานคิด เพราะถ้าท่านไม่คิดแล้วอยู่ ๆ กำหนด ๒๐ บาท ท่านไม่ลดให้เหลือ ๕ บาทไปเลยล่ะ ต้องดูด้วยว่าต้นทุนในการดำเนินการ หรือที่เรียกว่า Operating cost มันเท่าไร สัญญาแต่ละสัญญาที่เซ็น ๆ กันไว้นี่มันเป็นเท่าไร เพราะฉะนั้น Solution ที่เหมาะสมกับบริบทของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็คือ ควรจะทำ ๘-๔๕ บาทตลอดทาง รถเมล์เชื่อมรถไฟฟ้าอันนี้รายละเอียดก็ให้ไว้แล้วไปดูใน QR code ได้เรื่องนี้ผมเคยอภิปรายแล้ว ไม่ใช่จะเอาใจแต่ผู้ใช้รถไฟฟ้าแต่ต้องมองขนส่ง สาธารณะอย่างเป็นระบบ คิดจากต้นทางไปปลายทาง ไม่ใช่แค่จากสถานีรถไฟฟ้าหนึ่ง ไปอีกสถานี อันนี้คือสิ่งที่ควรจะเป็น และถ้าเดินตาม พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ก็ควรจะเดินอย่างนี้ ดังนั้นร่าง พ.ร.บ. รฟม. ที่เราพิจารณากันวันนี้ผมจึงไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลหลัก ๆ ๔ ประการที่ผมจะอภิปรายให้ฟัง
ข้อที่ ๑ เร่งรีบแซงคิวมาอย่างน่าเกลียด คือแซงคิวมาเพียบ แม้แต่ Entertainment Complex ที่รัฐบาลอยากได้หนักหนาก่อนปิดสภาเราถกเถียงกันใหญ่นี่ ก็ถูกแซงคิวมา นิรโทษกรรมก็ยังโดนแซง นี่ผมให้ QR Code ไปดู อันนี้คือระเบียบวาระ การประชุม เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุม แล้วเราจึงมาเปิด วิสามัญในวันนี้ แต่แทนที่เราจะพิจารณาเรื่องด่วน ๆ ที่ค้าง อันนี้คือแซงทุกอย่างเลย ตัวเลข ก็คือระเบียบวาระปกติก่อนปิดสมัยประชุมมีเรื่องค้างพิจารณาอยู่ ๕๑ เรื่อง ซึ่งเวลามีเรื่อง จาก ครม. หรือเร่งด่วนเข้ามามันก็แซง ๕๑ เรื่อง ไปอยู่ ๙ เรื่อง นอกจากนั้นมีคิวพิเศษอีก พ.ร.บ. ที่เราตกลงกันว่าให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนอีกก็ค้างอยู่ ๕ เรื่อง คือ Top Priority ๕ เรื่อง เร่งด่วนนี่ ๙ เรื่อง แล้วข้างล่างถึงจะเป็น ๕๑ เรื่อง แต่ พ.ร.บ. รฟม. แทนที่มาต่อคิว ข้างล่าง หรือมาจาก ครม. แทนที่จะมาต่อเรื่องด่วนเป็นเรื่องสุดท้ายเรื่องที่ ๑๐ อันนี้แซง ทุกอย่างขึ้นมาก่อน มาประชุมสภาวิสามัญในวันนี้
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะว่าร่างที่เราจะพิจารณากันในวันนี้ ร่างที่ เข้าสภานี่แตกต่างจากร่างที่รับฟังความคิดเห็นมาก อันนี้ไป Download ดูได้ ผมเอามาตรา สำคัญ ๆ มาให้ดู ส่วนเอกสารเต็มอยู่ในมือของทุกท่านแล้ว ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือในเรื่อง ของมาตรา ๖๕ ท่านจะดูได้จากในภาพว่าฉบับของ พ.ร.บ. ปัจจุบันที่ใช้กันอยู่นี่แสดงดัง Column ด้านซ้ายจะสั้น ๆ อย่างนี้ ฉบับที่รับฟังความคิดเห็นหน้าตาอย่างนี้ ส่วนฉบับที่ เข้าสภาวาระ ๑ ที่เราพิจารณากันมีความแตกต่างอย่างนัยสำคัญโดยเฉพาะในวรรคสอง คือมันมีการแก้นอกรอบกันบานเลย ไม่ได้เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ขั้นตอนปกติก็คือ หน่วยงานเสนอมา รับฟังความคิดเห็น แล้วก็เข้า ครม. แต่อันนี้เขาทำ Track คู่ขนานกันคือ คมนาคมกับกระทรวงการคลังไปคุยกันนอกรอบ แล้วเอาร่างใหม่ยัดแซงเข้ามา อ้างว่าผ่าน กระบวนการอะไรต่าง ๆ แล้ว แล้วก็ ครม. เอาไปพิจารณาอนุมัติกัน ซึ่งข้อถกเถียงอะไร ต่าง ๆ ก็คือมีความน่ากังวลเรื่องของวินัยการเงินการคลัง ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง ผมเอาเหตุผล มาแสดงให้ท่านดู วินัยการเงินการคลังนี่เป็นเรื่องสำคัญของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่ จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ลด แลก แจก แถมไปเรื่อยอย่างที่รัฐบาลจะทำ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๒ เขียนไว้ว่ารัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง อย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นยังมี พ.ร.บ. ต่างหาก ที่ชื่อว่า พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง มาตรา ๗ เขียนไว้ว่าต้องพิจารณาความคุ้มค่า ต้นทุน และผลประโยชน์ แต่เรื่องนี้แทนที่จะถกเถียงให้ตกผลึกอะไรต่าง ๆ กลับแก้ไขกันนอกรอบ และเร่งเข้ามาในสภานี้ ใน ครม. ก็มีการแก้กันจนนาทีสุดท้าย นี่มติที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ ๒๐ ให้ตัดข้อ ๗ ข้อ ๙ และข้อ ๘ ให้ไปเปลี่ยนแปลงตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
ประเด็นที่ ๓ เนื้อหาการแก้ไขไม่ได้ตั้งใจทำให้ รฟม. ดีขึ้น แต่เป็นการแก้ พ.ร.บ. เพื่อมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลก่อขึ้น คือล้วงกระเป๋า รฟม. มาทำ ๒๐ บาท ตลอดสายแบบฉาบฉวย แล้วเงินก็พอที่จะผลาญได้แค่ ๒ ปี แต่จะสร้างปัญหาให้กับประเทศ ในระยะยาว อันนี้คือประเด็นที่แก้ไขในมาตรา ๙ (๖) คือเดิมเขียนไว้ว่าออกพันธบัตรหรือ ตราสารอื่นเพื่อใช้ในการลงทุน แต่ไปเพิ่มข้อความว่าหรือเพื่อประโยชน์แก่กิจการของ รฟม. คือพูดง่าย ๆ เป็นการยัดข้อความหรือเพื่อประโยชน์แก่กิจการของ รฟม. เข้าไปให้สามารถ ตีความได้อย่างกว้างขวาง คือเป็นช่องเปิดให้กู้เงินโดยอาจจะไม่ต้องใช้ในการลงทุนก็ได้ จากเดิมที่บอกว่าต้องลงทุน หรืออาจจะกู้มาแจกหมายความว่าเอาไปอุดหนุนค่าโดยสารให้ ต่ำกว่า Operating Cost ให้เป็นไปตามนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย ซึ่งไม่ได้สมเหตุสมผล เท่าไร อย่างที่บอกถ้าท่านไม่คิดอะไรแบบนี้จะเอา ๒๐ บาท ท่านไม่ลดให้เหลือ ๕ บาทเลย คือต้องคิดว่าต้นทุนเป็นเท่าไร แต่สุดท้ายประชาชนทั้งประเทศก็ต้องมาช่วยกันจ่ายอยู่ดี ตามมาตรา ๖๕ วรรค ๓ คราวนี้มาดูมาตรา ๖๕ ที่แก้ไข ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ของร่างพระราชบัญญัติที่เราพิจารณากันในวันนี้ มีความน่ากังขาถึงวาระที่ซ่อนเร้น โดยเฉพาะ ประเด็นของวรรคสองที่เพิ่มเข้ามา คือเป็นการขยายขอบเขตค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เพื่อสร้างทางลัดในการใช้เงินแผ่นดินโดยไม่ผ่านคลัง คือปกติรัฐวิสาหกิจถูกมองเหมือนบริษัท มีรายได้ มีรายจ่าย เหลือเท่าไรพูดง่าย ๆ กำไรก็ต้องส่งคืนคลัง แล้วคลังค่อยพิจารณาว่า จะจัดสรรให้มากขึ้นหรือน้อยลงจากก้อนที่ส่งคืนคลัง เพราะว่าต้องไปดูความสำคัญของเรื่อง อื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่ว่าเอาตัวเองเป็นใหญ่ดูแต่เรื่องนี้เรื่องเดียว แต่อันนี้จะสร้างทางลัดให้ หยิบเงินมาใช้โดยตรงได้ผ่านกองทุนแทนที่จะเข้าคลังก่อน นอกจากนั้นยังเปิดช่องให้ รัฐมนตรีล้วงกระเป๋า รฟม. มาทำนโยบาย ๒๐ บาท แต่อย่างที่เรียนว่าสุดท้ายประชาชน ก็ต้องจ่ายคืนอยู่ดี หน่วยงานนี้ไม่ได้กำไร หน่วยงานนี้รัฐอุดหนุนตั้งเยอะ ที่เห็นเป็นตัวเลข กำไรมันไม่ได้กำไรจริง มันกำไรเพราะว่ารัฐเอางบประมาณไปอุดหนุนในแต่ละปีร่วม ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วหน่วยงานก็มีหนี้มากถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามีเงินเหลือจริง ทำไมไม่ไปใช้หนี้ก่อน แต่นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย คนที่จะได้รับประโยชน์จริง ๆ ก็คือ ทุนใหญ่เจ้าของสัมปทานจะรวยแบบพุงกางเลย ถามว่าทำไมรวยแบบพุงกางก็เพราะว่ามี Induced Demand เดิมประชาชนจ่ายอยู่เท่านี้ อยู่ ๆ พอไปลดราคาเยอะ ๆ คนก็จะใช้ มากขึ้น แต่ว่าส่วนแบ่งต่อหัวเอกชนเขาได้รับเท่าเดิม เพราะฉะนั้นรายได้แล้วก็กำไรของ ผู้ประกอบการจะมากขึ้น แต่สุดท้ายประชาชนอาจจะรู้สึกว่าวันนี้ถูกลงซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่สุดท้ายก็ต้องมาจ่ายคืน เพราะฉะนั้นนโยบายนี้จะเกิด Induced Demand ซึ่งคนที่ได้ ประโยชน์จริง ๆ จาก Induced Demand เพราะรัฐไปอุดหนุนส่วนหนึ่งก็คือนายทุนผู้รับ สัมปทาน
ข้อสุดท้ายที่ผมไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. นี้ ผมเห็นความสำคัญของการ ลดภาระค่าเดินทาง แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ ผ่านกลไกค่าโดยสารร่วมใน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ซึ่งที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ. ตั๋วร่วมก็เห็นตรงกันแล้ว ทุกอย่างพร้อม อยู่ในนั้นแล้ว แทนที่จะเอามาพิจารณาก่อน กลับกลายเป็นว่าจะมายัดเรื่องนี้ แล้วจะเอาเงิน จาก รฟม. ไป Dump ลงกองทุนมันไม่ได้ มันต้องคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวด้วย กฎหมายคือเครื่องมือในการดำเนินนโยบาย แต่ต้องใช้อย่างเหมาะสมและคำนึงถึงผลกระทบ ในระยะยาว เราต้องเลือกว่าเราจะทำแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างที่รัฐบาลจะทำทางล้ด ชั่วคราว โดยการล้วงกระเป๋า รฟม. แก้ พ.ร.บ. รฟม. เพื่อล้วงกระเป๋า รฟม. หรือเราจะทำ อย่างที่ควรจะเป็น ทำผ่าน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม มาดูกันว่าเท่าไรจึงเหมาะสม จะทำอย่างไรให้รถเมล์ ทำงานร่วมกับรถไฟฟ้า ค่าโดยสารรถเมล์เป็นเท่าไร ค่าโดยสารรถไฟฟ้าเท่าไร ทำขนส่ง สาธารณะอย่างเป็นระบบ ต้องคิดให้ดี ไม่ใช่แก้ พ.ร.บ. เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้าจะแก้ พ.ร.บ. ก็ต้องทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น ทำ รฟม. ให้ดีขึ้น ค่อยมีเหตุผลจะแก้ แต่ทุกวันนี้ที่เราพิจารณากันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผล ๔ ข้อที่ผมกล่าวมา ผมก็เลยไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ รฟม. ที่เข้ามาพิจารณาในวันนี้ด้วย ๑. เร่งรีบ แซงคิวมาอย่างน่าเกลียด ๒. ร่างที่เรากำลังพิจารณาต่างจากร่างที่รับฟังความคิดเห็นมาก ๓. เนื้อหากไม่ได้ตั้งใจทำให้ประเทศมันดีขึ้น แต่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลนี้ก่อขึ้นมาเอง แล้วก็ ๔. หากท่านคิดจะลดค่าเดินทางจริง ๆ ควรทำผ่านกลไกค่าโดยสารร่วม ใน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ที่พร้อมเข้ามาพิจารณาในสภาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโดยสรุป พ.ร.บ. นี้มีมาเพื่อ ล้วงกระเป๋า รฟม. ๑,๖๐๐ ล้านบาท เพื่อมาทำนโยบาย ๒๐ บาท ให้อยู่ได้แค่ ๒ ปีด้วย ไม่ได้ อยู่อย่างยั่งยืนจีรัง แต่ที่เหลือคือหนี้ คือหนี้ที่ทุกคนต้องร่วมกันจ่าย และการตัดสินใจของ รัฐบาลหน้าว่าจะเอาอย่างไรต่อกับเรื่องนี้ แล้วการที่จะไปเลิกทำนโยบายแบบนี้ แน่นอนครับ ประชาชนก็อาจจะไม่พอใจเพราะเคยจ่ายถูก แต่ว่ามันถูกอย่างไม่สมเหตุสมผลนะครับ เพราะฉะนั้นการเสนอแก้ พ.ร.บ. แบบเร่งด่วนในครั้งนี้ไม่ได้เสนอมาเพื่อแก้ปัญหาให้ รฟม. แต่เสนอมาเพื่อแก้ปัญหาที่รัฐบาลสร้างขึ้นจากนโยบายที่ไม่สมเหตุสมผล ๒๐ บาทตลอดสาย เลยจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการล้วงกระเป๋า ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้ใช้ในการ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้รัฐบาลได้เพียง ๒ ปีในการอุดหนุนนโยบาย ๒๐ บาท แต่จะสร้างปัญหา ในระยะยาวจากการที่รัฐบาลใหม่ต้องมาอุดหนุนค่าโดยสารในปีต่อ ๆ ไป และเสียโอกาส ในการพัฒนาขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัด เลิกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสร้างปัญหา ระยะยาวได้แล้ว หากต้องการจะลดภาระค่าเดินทางในกรุงเทพฯ ควรใช้กลไกค่าโดยสารร่วม ผ่าน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ซึ่งต้องมีการคำนวณค่าโดยสารร่วมที่เหมาะสม ไม่ใช่กำหนดมาแบบ มั่วซั่ว ไร้ฐานคิด แบบที่รัฐบาลกำลังทำอยู่นี้ ดังนั้นผมและพรรคประชาชนจึงไม่รับหลักการ เพราะนี่คือการผลาญเงินแผ่นดินแบบมากเกินจำเป็น รัฐต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้ ต้องรู้จัก การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่ใช่ว่าสักแต่จะทำนโยบายประเภทลดแลก แจกแถมไปเรื่อย แล้วสุดท้ายก็ต้องกู้มาโปะ เอากลับไปคิดให้ดีก่อน ส่วนเรื่องแก้ปัญหา ค่ารถไฟฟ้าแพงนี่ รอพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม แล้วมาสร้างค่าโดยสารที่สมเหตุสมผล ร่วมกัน ร่วมระหว่างรถเมล์กับรถไฟฟ้า Balance ให้ดีระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด ขอบคุณครับท่านประธาน