พิชัย ชุณหวชิร หารือภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดยเน้นปัญหาการลงทุนที่ลดลงครึ่งหนึ่งในรอบเกือบ 10 ปี ซึ่งส่งผลต่อการจ้างงานและโครงสร้างการส่งออก โดยเฉพาะภาคเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ พร้อมชี้ให้เห็นความจำเป็นในการผลักดันเศรษฐกิจผ่านภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณที่สูงต่อเนื่อง
กราบเรียนท่านประธานสภาแล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ผมได้ฟังท่านผู้นำ ฝ่ายค้าน ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็ขอเรียนว่าผมได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก ๆ ส่วน หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งผมมีแค่ ๒ เรื่องที่อยากจะเพิ่มเติมจากข้อมูลที่ท่านให้นอกจากจะมี ประโยชน์แล้วประโยชน์มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อข้อสมมุติฐานหรือข้อเท็จจริงมันเป็นไปตามที่ ท่านคาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเรื่องหนี้ ไม่ว่าจะเรื่องการเจริญเติบโตหรือไม่ว่าจะเรื่องปัญหาเชิง โครงสร้างนะครับ อีกเรื่องหนึ่งก็คือในการแก้ปัญหามันจะต้องมีสิ่งใดที่มันจะต้องมาก่อน มาหลัง จะแก้สิ่งเหล่านี้มันแก้ไม่ได้ ถ้าสิ่งหนึ่งที่ ๑ ที่ ๒ ไม่มี ดังนั้นผมขอเรียนโดยสรุปคร่าว ๆ ดังนี้ครับ มุ่งตรงมาที่งบประมาณก่อนเพื่อที่จะให้ท่านประกอบการอภิปราย จะได้มองว่า วันนี้เป็นอย่างไร แล้วก็มองไปข้างหน้า ผมเองก็กังวลใจในฐานะที่เป็นประชาชนคนใดคนหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เข้าใจสถานการณ์แล้วก็มองคิดว่าปัญหาที่เราเห็นทุกวันนี้เราจะต้องแก้ไขให้ ได้ อันที่ ๑ ก็คือทุกคนคงอยากจะเห็นว่าประเทศไทยมีการกินดีอยู่ดี มีการใช้จ่ายที่เติบโต ซึ่งในเชิงของท่านแล้ว ก็หมายถึงว่าน่าจะมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจของการผลิตด้วยเพื่อให้ เกิดการจ้างงานไปโดยทั่วถึง ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนสั้นแคบลง ผมก็อยากจะเรียนให้ ท่านทราบว่าจริง ๆ แล้วโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยถ้าผมจะเรียนให้ท่านทราบ ย้อนหลังไปตอนช่วงที่เราเคยมีจีดีพี ๖-๑๐ เปอร์เซ็นต์ คือมากกว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา แล้วก็ ตอนช่วงที่อยู่ ๖ เปอร์เซ็นต์ผมจะให้ท่านเห็นภาพดังนี้ว่างบประมาณของภาครัฐจะเป็นแค่ ส่วนน้อย เพราะจริง ๆ หน้าที่ของภาครัฐไม่มีหน้าที่ประกอบธุรกิจ ไม่มีหน้าที่ในการลงทุน เพื่อการส่งออก มีหน้าที่ทำเพื่อให้โครงสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่จะต้องจับต้องได้ โดยเฉพาะสาธารณูปโภคหรือโครงสร้างต่าง ๆ เหล่านี้มีความพร้อม เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และลดค่าใช้จ่ายให้กับภาคเอกชน หรือโดยสรุปแล้วโครงสร้างเศรษฐกิจที่แท้จริงจะต้อง ผลักดันได้ด้วยโครงสร้างทางเอกชน ผมยกตัวอย่างให้ดูว่าช่วงที่เรามี ๖-๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ จะช่วง ๖ เปอร์เซ็นต์ก็ตามแต่ เมื่อเราเอาเงินลงทุนทั้งหมดทั้งภาครัฐและเอกชนมาวางไว้ ข้างหน้า เราจะพบเลยว่าช่วงนั้นการลงทุนทั้งหมดเป็นประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์บวกลบของจี ดีพี ยกตัวอย่างเช่น ในปี ๒๕๔๐ ขนาดของเศรษฐกิจตอนช่วงก่อนมีวิกฤติเราประมาณ ๑๑ ล้านล้านบาท การลงทุนเราอยู่ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็แปลว่ามีการลงทุนทางภาคเอกชนสูง ภาครัฐ ไม่เยอะหรอกครับ สาธารณูปโภคตอนนั้นก็มีแค่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การประปาส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง มีเป็นส่วนน้อยเดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็นว่าทำไมถึง ส่วนน้อย แม้กระทั่งปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นว่าถ้าเราจะผลักดันเศรษฐกิจแล้วเรา จะต้องสร้างความพร้อมแก้ปัญหาทางเชิงสร้างเพื่อให้เอกชนและผู้ลงทุน ภาคเอกชน ผมหมายถึงภาคเกษตรกรรมด้วย เพราะคือการลงทุนทางภาคเกษตรกรรม แต่มาวันนี้ การลงทุนทั้งหมดในช่วงเกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาหยิบถัวเฉลี่ยมาอยู่ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์บวกลบ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าการลงทุนในประเทศไทยมันหายไปครึ่งหนึ่ง แน่นอนครับเครื่องจักร ตัวนี้มันไม่เดิน แล้วถ้าเรามาดูแล้วก็คือลงทุนภาคเอกชนมันหายไป ผู้นำหายไปไม่มีของ ใหม่ ๆ เข้ามา SMEs ลดไป Supply Chain ลดไป ผู้ค้าน้อยลงมองไม่เห็นโอกาสของการ ส่งออกก็ไม่เกิดการจ้างงาน ข้อที่ ๒ ก็คือสินค้าที่เราส่งออกหรือบริการที่เราส่งออกมี Value added น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตร ส่งออก ๑๐๐ บาท ต้นทุนบางอย่าง ๙๐ บาท แต่มีบางชนิดต้นทุน ๑๐๐ บาทก็มี คือส่งไปไม่ได้กำไรเลยทำงานฟรี นั่นคือปัญหา เชิงโครงสร้างของการลงทุนทางภาคเกษตรกรรม ดังนั้นสิ่งที่ผมจะเรียนให้เห็นว่าถ้าท่านจะ ผลักดันอย่างไรก็ไม่ได้ เมื่อสักครู่นี้ผมเห็นว่าไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเกิดการสับสนว่าเรามีเงินกอง อยู่บนโต๊ะ อย่างเช่น เราใช้งบประมาณอยู่ ๓.๘ ของรัฐบาล และประกอบกับเงินที่อยู่ใน รัฐวิสาหกิจอีก ๓.๘ ผมอยากจะเรียนว่านั่นคือการลงทุน ถ้าเรามองก็เหมือนการลงทุนของ รัฐบาล แต่จริง ๆ แล้วนั่นคือการทุนโดยตรงเพื่อเอกชน เพราะว่าหลายส่วนเขาก็ดูเพื่อเลี้ยง ตัวเอง สามารถบริหารตัวเอง สิ่งที่เราทำก็คือให้ต้นทุนถูกที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟฟ้า เรื่องน้ำ พวกนั้นจริง ๆ แล้วเขาก็มีหนี้อยู่ เป็นหนี้สาธารณะ แต่จริง ๆ แล้วเขาเลี้ยงตัวเองได้ ผมก็อยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วภาพหนี้สาธารณะที่เราเห็นอยู่ เดี๋ยวผมจะเรียนให้ทราบว่า ที่เราเห็น ๑๒ ล้านล้านบาท ประกอบด้วยอะไร และในมุมมองข้างนอกเขาเห็นว่าอะไร ทีนี้ เพื่อจะมาดูอีกครั้งหนึ่งว่าการขาดดุลของเราผมอยากจะให้มองในมุมมองของคนข้างนอกบ้าง เราขาดดุลมา ๘๕๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณมาติดกัน ๒ ปี ซึ่งสูง ๔ เปอร์เซ็นต์กว่า ถามว่าสูงไหม ถ้ามองอย่างนี้สูงครับ ถ้ามองจากมุมมองข้างนอกเขาอยากจะเห็นว่าไม่ควร จะเกิน ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ควรเกิน ๓.๒๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า มีเรื่องหนึ่งในระบบงบประมาณของทุกประเทศ หรือเฉพาะประเทศไทยก็แล้วแต่ ใน ๘๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการคืนเงินต้นอยู่ด้วย ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ความหมายคือว่า ใน ๑๒ ล้านล้านบาท เราต้องคืนเงินต้นไป ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และเราก็กลับมากู้ใหม่ และเราเรียกว่าขาดดุล ขาดดุลจริง ๆ ก็คือ ๗๐๐,๐๐๐ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเรารวม อันนี้จริง ๆ การขาดดุลจริงก็คือ ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า ในแง่ของ Cash Flow มันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนว่าในการทำตัวเหล่านี้เวลาเราคำนวณมาจริง ๆ เราเห็นว่า ขาดดุลว่ามัน ๔ เปอร์เซ็นต์กว่าจริง ๆ Net Effective จริง ๆ แล้วมันแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า เท่านั้นเอง แต่ผมกำลังดูอยู่ว่าในการขาดดุลที่เราทำไปข้างหน้าเรามีการปรับอยู่ทุกปี โดยเฉพาะปีนี้ผมพยายามที่จะให้ลดว่าเรามีงบรายจ่ายประจำกับงบรายจ่ายลงทุน พยายาม จะไปลดรายจ่ายประจำให้ได้ แต่งบรายจ่ายประจำส่วนใหญ่จะผูกพันกับระบบราชการทั้งนั้น ซึ่งในทางปฏิบัติก็แน่นอนเราจะต้องมาปรับปรุงเรื่องเหล่านี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เรื้อรัง มายาวนาน แต่ผมก็อยากจะเรียนให้เห็นว่าถ้าเราย้อนหลังไปเมื่อตอนที่ทำงบประมาณเมื่อ ปีกว่าเราจะเห็นว่าในปีนี้ถ้าหยุดแล้ว หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะต้องปรากฏอยู่ที่ ๖๗ หรือ ๖๘ เปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ ข้อเท็จจริงแล้วมันจะอยู่ที่ ๖๔ เปอร์เซ็นต์ เมื่อ Quarter ที่ ๑ ความหมายอะไรครับ เพราะทุกครั้งมันก็จะมีการคืนเงินต้น และงบประมาณมันก็ไม่ได้ใช้ เท่านั้นจริง มันมีการผูกมา ข้อถัดมาหนี้เหล่านี้ได้รวมหนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค แล้วก็การประปานครหลวง ซึ่งสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง ยกเว้นบาง รัฐวิสาหกิจเท่านั้นเอง แต่ในทางปฏิบัติเราเอาหนี้เหล่านี้มารวมในหนี้สาธารณะหมด นี่คือ เรื่องที่ ๑ ส่วนทางรายได้ผมก็อยากจะเรียนว่าถึงแม้ว่าจะมีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปจีดีพี ที่เราเคยคิดว่าเราน่าจะผลักดันให้มันเกินเหนือ ๓ ขึ้นไป วันนี้มีการปรับลงมาก็แล้วแต่ มุมมอง อาจจะมองกันที่ ๑.๘ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมก็คาดว่าในปีนี้การเก็บรายได้ของเรา ปีนี้น่าจะอยู่ในเป้าหมายได้ เพราะฉะนั้นเงินขาดดุลคงคลังไม่น่าจะมากไปกว่าเดิม แล้วก็ ในการทำเหล่านี้เมื่อมองไปข้างหน้านี้เรามีการปรับหลายอย่างไปข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น มีเรื่องของงบประมาณปี ๒๕๖๘ ท่านอาจจะบอกว่าเราเปลี่ยนงบการใช้ งบประมาณ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับ ท่านพูดถูกครับ ของเดิมขณะที่ เศรษฐกิจมันกำลังจะขึ้นอยู่เรามีความรู้สึกว่ามันค่อย ๆ ไต่เพดานมาจาก ๑.๙ มาเป็น ๒.๕ แล้วเราก็คิดว่ามันอาจจะยืนอยู่ที่ ๓ โดยประมาณ หรือ ๓ เศษ แล้วเราก็คิดว่าค่าเงินเฟ้อ อาจจะสูงขึ้นได้หน่อยเกิน ๑ ถ้านโยบายการเงินถูกต้อง พอเรามองอย่างนั้นขึ้นมาเราก็คิดว่า ถ้าการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้เอาตรงเข้าไป และภาวะที่ประชาชนมีความจำเป็นเราจึงใส่เม็ดเงิน ลงไปเพื่อใช้จ่าย เราก็จะเห็นยอดการบริโภคเพิ่ม อาจไม่เห็นยอดการอื่น ๆ เพิ่ม แต่วันนี้ เราคิดว่ายอดการส่งออกมันน่าจะได้รับผลกระทบ สิ่งที่เราทำแล้วก็คือแทนที่จะเอาเม็ดเงิน ใส่ไปให้ผู้บริโภค เราก็จะใส่ขึ้นไปเพื่อสร้างความพร้อม เพราะเรามีความคิดว่าจากนี้ไป วันข้างหน้าการบริหารประเทศงบประมาณ หรือรายได้ควรจะต้องมองรายได้ที่เกิดจาก ภายในประเทศมากขึ้น เราคงจะไม่พึ่งพาการส่งออกให้มากเท่านั้น ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย มีปัญหาน่าจะมีปัญหาเกือบ ๆ ทุกประเทศหมด เพราะฉะนั้นโครงสร้างของการเตรียม ความพร้อมเพื่อจะให้โครงสร้างของการผลิตให้มันหันกลับมาอยู่ภายในประเทศมากขึ้น ดังนั้นก็อาจจะบอกว่าการขุดคลองอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น แต่ว่าเนื่องจากการใช้งบประมาณ ของ ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท เรามีข้อจำกัดเรื่องเวลา แล้วก็สถานการณ์เราก็จำเป็นที่จะต้องทำ อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะเรียนให้ทราบ อยากจะฝากว่าการทำงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ นี้ เราได้ทำอยู่บนพื้นฐานของเดิม ก็อยากจะให้ท่านผู้แทนช่วยกรุณาช่วยกันดูแลงบให้ละเอียด แล้วท่านสามารถที่จะแปรญัตติหรืองบอะไรก็แล้วแต่ เพื่อจะทำงบที่อาจจะไม่ตรงประเด็นกับ ที่เราเคยคิด สามารถมาอยู่ในพื้นที่ที่เราจะสามารถจัดสรรให้ไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เพราะฉะนั้นปัญหาในเชิงโครงสร้างนี้ผมคิดว่าท่านอาจจะมองเห็นว่าเป็นการทำระยะสั้น ไม่ได้ผลอะไร แต่ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เสนอขึ้นมานี้มันเป็นสิ่งที่ทางพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น สส. ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ในเขตได้เคยเสนอขึ้นมา จริง ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในส่วนที่ทางสภาพัฒน์เขาได้ทำใส่ไว้ในตะกร้าแล้ว ผมมามองดูแล้ว มีจำนวนถึงเกือบ ๔ ล้านล้านบาท บางโครงการเป็นโครงการระยะยาว บางโครงการเป็น ระยะปานกลาง ปัญหาก็คือต้องแก้น้ำอย่างถาวร ต้องแก้ระบบไฟอย่างถาวร โลจิสติกส์ อย่างถาวร ผมก็อยากจะเห็นโครงการนั้นในการจัดต่อไป เราจะต้องเอาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เรื่องการท่องเที่ยวก็เช่นเดียวกันครับเราก็คงที่จะต้องเปลี่ยนวิธีแล้วให้สอดคล้องกับ พฤติกรรมของผู้มาท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อว่าในการเปลี่ยน งบประมาณนี้เราคงจะเอางบประมาณมาดู แต่เราต้องเชื่อว่าในการทำงบประมาณต่าง ๆ เหล่านี้เราจะสนับสนุนให้ภาคเอกชนเกิดความรู้สึกที่มี Trust and Confidence และนำไป ซึ่งการลงทุนในวันข้างหน้า ฉะนั้นผมก็ขอเรียนว่างบประมาณที่จัดปีนี้เราก็มั่นใจว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่เราเริ่มรู้แล้วว่าสถานการณ์โลกมันเปลี่ยนไป แล้วคงไม่ได้เปลี่ยนในระยะเวลา อันสั้น เราคงจะต้องปรับเปลี่ยนใหม่ให้โครงสร้างของเศรษฐกิจพึ่งพาภายในประเทศมากขึ้น แล้วเราจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วปัญหาเชิงโครงสร้างนั้นสามารถแก้ได้ ๒ จุด ใหญ่ ๆ ก็คือ ๑. จากงบประมาณรัฐ อันที่ ๒ เกิดจาก Matching Fund ที่ท่านทำนั้น สามารถคิดได้ ระบบที่ ๓ ก็คือโดยให้เอกชน แล้วก็ให้มีรายได้ตรงนั้นสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ แล้วก็สนับสนุนเรื่องพีพีพี ให้มากขึ้นเพื่อจะให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเกิดการลงทุน ที่อยู่นอกงบประมาณที่มากขึ้น ผมก็ขออนุญาตเรียนตามนี้ก่อนนะครับว่างบประมาณที่จัดนี้ ได้คำนึงถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราจะแก้ไข แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะใช้ Categorize หรือแบ่งประเภทก็หนีไม่พ้นที่เป็นงบประจำหรืองบรายจ่ายลงทุน เห็นด้วยในการที่เราจะต้องเร่งปรับปรุงระบบราชการให้มีความทันสมัยและเล็กลง เพราะจุดนี้ เป็นจุดที่สำคัญที่สุด ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่สามารถแก้ได้ แต่ก็คงเรียนให้ทราบ ผมได้ทำแผน เอาไว้เบื้องต้นเพื่อจะนำแผนมา Plug อีกทีหนึ่ง การขาดดุลจะอยู่ในระดับ ๓-๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ความหมายคืออะไรครับ ถ้าเราสามารถขาดดุลในระดับ ๓-๓.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วเราสามารถ ยืนระดับ Real GDP อยู่ที่ ๓ ค่าเงินเฟ้ออยู่สัก ๑.๕ และเป็น ๔.๕ เราก็สามารถที่จะมี เขาเรียก Debt Capacity สร้างหนี้ได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของ ๔.๕ มันก็จะ Square พอดี แปลว่าทุกครั้งที่เรามีการขาดดุลอยู่ระหว่าง ๓-๓.๕ และเราสามารถ Achieve เศรษฐกิจ ในขณะนี้ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็จะอยู่ Keep อยู่ในระดับเดิมตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการที่หนี้จะลงได้ก็คือการ Maintain เศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แล้วก็สร้างการขาดดุลที่เหมาะสม ทำไมต้องขาดดุล ผมก็ยังคิดว่าประเทศไทยยังอยู่ในเขต เอเชีย ยังเป็นเด็กที่ยังไม่โต อยู่ใน Growth County เพราะฉะนั้นเราจะต้องสร้างงบอย่าง ขาดดุล อีกสักพักหนึ่ง เพราะว่าอีกปัญหาหนึ่งก็คือเราต้องเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของ ประเทศไทยใหม่ ดังนั้นการขาดดุลจึงเป็นเรื่องจำเป็นอยู่ แต่เมื่อขาดดุลแล้วเราจะคำนึงถึง เรื่องหนี้ที่เกิดขึ้นต้องให้สมดุล ให้หนี้ต่อจีดีพีอยู่ในระดับที่เรายอมรับได้ครับ ขอบคุณครับ