นพดล ปัทมะ สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2569 โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณอย่างมีทิศทางและนโยบายที่ชัดเจนเพื่อรับมือกับความท้าทายทั้งภายในประเทศและบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ การสูงวัยของประชากร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรการกีดกันทางการค้า และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน ส่งเสริมการศึกษาในแนวทางอนาคต และใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมทั้งในมิติภายในประเทศและการดำเนินนโยบายต่างประเทศบนพื้นฐานผลประโยชน์ชาติและความร่วมมือพหุภาคี
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นผมกราบ เรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับท่านผู้นำฝ่ายค้านที่บอกว่าประเทศไทยยังมีอนาคต ยังมีทางออก แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับท่านก็คือผมคิดว่างบประมาณนี้ไม่ล้มเหลวครับ รัฐบาลก็ยังไม่ล้มเหลว แล้วก็ประชาชนจะได้ประโยชน์ ผมจะกราบเรียนต่อไปว่าเราจะได้ ประโยชน์อย่างไรต่อไป วันนี้ผมลุกขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ในฐานะที่เป็นสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ด้วยเวลาที่จำกัดประมาณ ๒๘ นาที คงไม่สามารถอภิปรายครอบคลุมในทุกประเด็น แต่จะพูดถึง ๓-๔ ประเด็นที่สำคัญครับ ท่านประธาน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ประเด็นแรก ก็คือสถานการณ์โลก และความท้าทายของประเทศไทยนำมาสู่ความจำเป็นในการจัดงบประมาณที่สอดคล้อง หรือ รองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วก็ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการจัด งบประมาณของรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพในระหว่างที่อภิปรายนี้ผมอาจจะต้องเสนอแนะ แนวทางนโยบาย หรือการทำงานในบางเรื่องให้แก่คณะรัฐมนตรีและรัฐบาลได้ไปพิจารณา เพราะผมคิดว่าเม็ดเงินอย่างเดียวไม่พอครับ จะต้องมีทิศทางและมีนโยบายที่ชัดเจน มีคนพูด บอกว่าเรือใบที่ออกจากฝั่ง ถ้าไม่รู้ว่าจะไปจอดเทียบท่าไหนหรือไม่รู้จะไปไหน แม้มีลมส่ง ท้ายก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นผมเลยจำเป็นที่จะต้องเกริ่นนำในแนวคิดที่ผมจะกราบเรียน ให้ที่ประชุมสภาแห่งนี้ได้พิจารณา ประเทศไทยในขณะนี้เผชิญกับความท้าทายหลายเรื่อง ผมอยากจะกราบเรียนเป็นความท้าทายเบื้องต้นมีอยู่ ๕ ประการ ซึ่งความท้าทายอันนี้ไม่ใช่ เกิดขึ้นเมื่อปีนี้ มีอยู่ข้อเดียว เท่านั้นที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแข่งขันทางภูมิ รัฐศาสตร์ วิกฤติผู้สูงอายุสุดขีดนี้ก็เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางสภาพ ภูมิอากาศก็เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่ง จริง ๆ ก็คือประเทศสหรัฐอเมริกาอาจจะเกิดเพิ่งเกิดขึ้น รุนแรงขึ้น แล้วก็การเปลี่ยนแปลง อย่างเฉียบพลันทางเทคโนโลยี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องมาปูพื้นก่อน เพื่อจะบอกว่า รัฐบาลนี้ได้จัดงบประมาณบนพื้นฐานของความท้าทาย ๕ เรื่อง แล้วคุณจะจัดการปัญหานี้ อย่างไร สถานการณ์ ๕ เรื่องนี้อย่างที่กราบเรียนท่านประธาน ผมเริ่มจากสถานการณ์แรกก็ คือเรื่องของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์หรือ Geopolitics อันนี้เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่า สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน ต่างแข่งขันกันในเวทีระหว่างประเทศในด้านการทหาร ความมั่นคง เทคโนโลยี และบทบาทในโลก ดังนั้นจึงนำมาซึ่งการแข่งขันและความขัดแย้งในบางพื้นที่ของ โลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน เหตุการณ์ในตะวันออกกลาง เหตุการณ์ในคาบสมุทร เกาหลี ช่องแคบไต้หวัน และท้ายที่สุดเมื่อไม่นานก็เหตุการณ์ระหว่างปากีสถานกับอินเดีย เป็นต้น แม้กระทั่งพม่าก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราจะต้องพิจารณา ท่านประธานที่เคารพ เนื่องจาก ระเบียบโลกใหม่เกิดขึ้นลักษณะนี้มันจึงนำมาซึ่งข้อจำกัดในการจัดทำนโยบายต่างประเทศ ของไทย โชคดีที่เข้าใจว่ามีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั่งอยู่ในที่นี้ด้วย ข้อจำกัดนี้มีความท้าทายว่าไทยจะถูกให้เลือกข้างหรือไม่ ว่าเลือกข้างจีน หรือเลือกข้าง สหรัฐอเมริกา ในเรื่องของความท้าทายเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลกนี่มี ๔ ข้อ ที่ผมอยากจะกราบ เรียนให้ทางรัฐบาลได้ไปพิจารณา ความท้าทายนี้ไม่ใช่ความท้าทายใหม่ แต่ผมจะบอกว่าจะ จัดสรรงบประมาณอย่างไร มีอยู่ ๔-๕ ประเด็น ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักในการดำเนินนโยบาย ต่างประเทศ
๑๐๔/๑
ประเด็นแรก ก็คือโลกเปลี่ยนแต่ผลประโยชน์ของไทยจะต้องเหมือนเดิม จะต้องไม่เปลี่ยนแปลง ก็คือนโยบายต่างประเทศที่ดีที่สุดคือนโยบายที่เอาประโยชน์ชาติ เป็นธงนำ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเทศไทยเป็นประเทศขนาดกลาง เป็นประเทศเรียกว่า Middle Power เป็นประเทศไม่เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่ เพราะฉะนั้นในการดำเนินนโยบาย ต่างประเทศหลังพิงฝาของเราก็คือกฎหมายระหว่างประเทศ สถาบันพหุภาคีไม่ว่าจะเป็น องค์การสหประชาชาติ WTO หรือกลไกต่าง ๆ ของสหประชาชาติ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่เรียกว่า Rule Based International Order คือเราต้องยึดกฎเป็นหลัก แต่ขณะนี้มีความ ท้าทายของการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ยึดกฎเป็นหลัก
ประเด็นที่ ๓ การดำเนินความสัมพันธ์ต่างประเทศ เราต้องไม่เข้าไปเป็น คู่ขัดแย้ง และดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างสมดุล ในเรื่องนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ ประมาณ ๑,๙๕๒ ล้านบาท เพื่อที่จะดำเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะที่ไม่ได้เข้าเป็น คู่ขัดแย้งในการเมืองระหว่างประเทศ
ประเด็นที่ ๔ คือเรื่องของการสนับสนุนสันติภาพและความรุ่งเรืองให้ชัดเจน อันนี้หมายความว่าอย่างไรครับ ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก เราต้องวางตำแหน่งของเรา ในลักษณะที่เป็นผู้ส่งเสริมอย่างแข็งขันในสันติภาพและความรุ่งเรืองในโลกนี้ มันจะทำให้เรา เข้าไปเจรจา เข้าไปอำนวยประโยชน์ในการเจรจา คล้าย ๆ เป็น Broker เป็นผู้ที่จะให้ คู่ขัดแย้งมาเจรจาเพื่อสร้างสันติภาพ อันนี้เป็นบทบาทที่ประเทศไทยสามารถทำได้ อย่างเช่น ที่จีนและสหรัฐอเมริกาเคยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการพูดคุยกัน เป็นต้น และเรื่องพม่า ที่เราควรจะเข้าไปสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งรายละเอียดคงไม่มีเวลา ๒๘ นาทีที่จะพูดครับ
วิกฤติที่ ๒ หรือความท้าทายที่ ๒ นอกจาก Geopolitics แล้วก็คือเรื่องของ วิกฤตผู้สูงอายุ ท่านประธานครับ คนตายมากกว่าคนเกิด ตอนนี้แก่ยากตายช้า มันจึงกระทบ โครงสร้างประชากรทั้งโลกไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย สหประชาชาติได้ประมาณการไว้ว่า ภายใน ๒๕ ปี หรือปี ๒๐๕๐ จะมีคนสูงอายุ เขาเรียก ๖๐ ผมก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย จะมีคนสูงอายุ ๒,๐๐๐ ล้านคน ซึ่งทำให้โลกจะมีผู้สูงอายุหรือผู้อาวุโสมากขึ้นเยอะ หันมาดู ประเทศไทย สหประชาชาติบอกว่าประเทศไทยอัตราการเกิดลดลงถึง ๗๑ เปอร์เซ็นต์ ลดลง ถึง ๘๑ เปอร์เซ็นต์ ในรอบ ๗๔ ปี ประเทศไทยเป็นประเทศที่อัตราการเกิดน้อยลำดับ ๓ ของโลก เกาหลี จีน ไทย แล้วก็ญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นปัญหาการเกิดน้อย การที่ทำให้สังคมเราเข้าสู่ ผู้สูงอายุจึงต้องมีนโยบายและมีงบประมาณที่จัดสรร จริงอยู่มันเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องไปทำ การบ้าน ขณะเดียวกันคู่สมรสที่แต่งงานแล้วก็ต้องช่วยรัฐบาลทำการบ้านด้วยครับ เพราะว่า มันเป็นภารกิจที่เราจะต้องเพิ่มจำนวนประชากรให้แก้ไขปัญหาเรื่องผู้สูงอายุ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปัญหาผู้สูงอายุกระทบอย่างไร มันจะสัมพันธ์กับงบประมาณ ๑. แรงงาน น้อยลงแล้ว คนทำงานน้อยลง ๒. ภาระการเงินการคลังในการไปดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น เราก็ เหลือเงินน้อยที่จะไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องของการศึกษาต่าง ๆ และที่สำคัญคือ เราจัดเก็บภาษีได้น้อยลง อันนี้คือสิ่งซึ่งกระทบจากโครงสร้างประชากร แล้วก็ความท้าทาย เรื่องของผู้สูงอายุ
ประเด็นที่ ๓ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ ท่านสมาชิกบางท่านอาจจะบอกว่างบประมาณ ไม่ทันกาลไม่ทันสมัย เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ก็คือเรื่องของโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิอากาศ โลกเรามีอยู่ใบเดียวไม่มี Planet B ดาราบางคนอาจจะมีโลกหลายใบ แต่คนส่วนใหญ่มีโลกใบเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องรักษา บางคนบอกว่าจะไปอยู่อาศัยที่ Mars ที่ดาวอังคาร ผมบอกว่าคุณรักษาโลกนี้ให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะไปดาวอังคาร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลเอาจริงเอาจังและได้จัดสรรงบประมาณนับแสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เดี๋ยวผมจะกราบเรียนต่อไปครับ ภัยพิบัติธรรมชาติที่บ่อยขึ้น ทรัพยากรที่ ร่อยหรอลง น้ำท่วม ฝนแล้ง รวมทั้งการทำลายที่ทำกินของประชาชนที่มีฐานะยากจน เพราะว่าต้องอพยพต้องหนีภัย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้กระทบค่อนข้างสูง แล้วเป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่มหาอำนาจบางประเทศมีแนวคิดที่จะถอนตัวออกจากข้อตกลง Paris เรื่องอากาศ ซึ่งผม คิดว่าเรามีหน้าที่ทางศีลธรรมครับที่จะผลักดันให้ข้อตกลง Paris ได้ดำเนินต่อไป อันนี้คือ เรื่องของความท้าทายอันที่ ๓
อันที่ ๔ การกีดกันของประเทศเศรษฐกิจใหญ่ก็คือนโยบายขึ้นภาษีของทรัมป์ (Trump) นั่นเองถ้าจะพูดตรงประเด็น Reciprocal Tariff จริง ๆ ไม่ใช่ภาษีตอบแทน มันเป็นภาษีตอบโต้ ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายที่เอาผลประโยชน์ของอเมริกา มาก่อน ขึ้นอัตราภาษีทั่วโลกอย่างที่เราเคยอภิปรายในสภามาแล้ว ทำให้ขณะนี้ประเทศไทย ยังอยู่ในอัตราภาษี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราหวังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่อยู่แล้ว ท่านเป็นหัวหน้าคณะในการไปเจรจา ก็หวังว่าเขาจะรับนัดโดยเร็ววัน แล้วก็กำหนดวันเจรจา ความสำเร็จของเราหวังว่าจะได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในการที่จะส่งสินค้าออก ผู้บริโภคที่ สหรัฐอเมริกาแต่ก่อนเคยซื้อสินค้าไทย ๑๐๐ บาท ก็อาจจะต้องจ่ายราคา ๑๑๐ บาท ถ้าเรา ได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเอาใจช่วยรัฐบาลที่จะเจรจาให้สำเร็จ ดังนั้นนโยบายที่เราเห็นตั้งแต่ เรื่องของการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่ จริง ๆ จะบอกว่า New World Order ระเบียบ โลกใหม่ จริง ๆ ผมอยากจะใช้ New World This Order มันเป็นระเบียบโลกใหม่หรือ ระเบียบใหม่ที่โลกไร้ระเบียบ โลกที่ไร้ระเบียบมันไม่ใช่ระเบียบแล้ว เพราะอะไรครับ แต่ก่อน การดำเนินนโยบายต่างประเทศนี้ประเทศต่าง ๆ จะถ้อยทีถ้อยอาศัยมาคุยกันมาตกลงกัน เขาเรียก Multilateralism ก็คือพหุภาคี ตอนนี้มันกำลังจะกระจายมาสู่ Bilateral หรือ ทวิภาคี หลังจากนั้นตัดสินใจฝ่าย เดียวเลย ก็คือ Unilateralism นั่นเอง เราจะเห็นการขึ้น ภาษี เดี๋ยวจะขึ้นเท่านั้น เดี๋ยวขึ้นประเทศนี้เท่านี้ เดี๋ยวชะลอไปก่อน เพราะฉะนั้นมันสร้าง ความไม่แน่นอนในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งเราจะต้องนำเข้ามาสู่การพิจารณา
ประเด็นสุดท้าย ก็คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงฉับพลันของเทคโนโลยีซึ่งจะ กระทบอะไร ๑. กระทบการงานในอนาคตจะหายไปร่วม ๑๐๐ ล้านตำแหน่ง เพราะว่าเอไอ เพราะว่า Machine Learning รวมทั้งเทคโนโลยีทั้งหลายที่คนทำซ้ำ ๆ ก็จะตกงาน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเตรียมตัวซึ่งรัฐบาลก็มีการจัดสรรงบประมาณในการที่จะมาเตรียม ความพร้อมในการจะสร้างทักษะทางเทคโนโลยี รวมถึงให้มีเขาเรียกว่า Creativity เอไอ ไม่สามารถแทนคนได้ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นเราต้องสอนให้คนมีความคิดสร้างสรรค์นะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเราเห็นความท้าทายทั้ง ๕ ประการใหญ่ ๆ หลายเรื่องเกิดขึ้นมาก่อนหลายปีแล้ว เพราะฉะนั้นการจัดสรรงบประมาณมันจึงไม่ได้ล้าสมัย อะไร อาจจะมีเรื่องของนโยบายภาษีทรัมป์เท่านั้นเองที่เปลี่ยนแปลงเข้ามา สถานการณ์โลก ที่ท้าทายสร้างความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจโลกนี้มันเกิดอะไรขึ้นครับ ประการแรกเลย การค้าโลกถดถอย เศรษฐกิจโลกถดถอย มีปัญหาเรื่องของภาษาเศรษฐศาสตร์เก๋ไก๋นะครับ ห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain ก็คือว่าเราส่งออกได้น้อยลง ทีนี้ผลกระทบต่อประเทศไทย เป็นการเฉพาะ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยหอการค้าได้พยากรณ์ว่าปีนี้ถ้าเรา ภาษียังสูงอยู่จะกระทบการส่งออกของไทยไปต่างประเทศประมาณตัวเลขกลม ๆ ประมาณ ๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะกระทบจีดีพีประมาณลบ ๑.๙ กว่า ๆ ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ อย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังได้พูดไปว่าปีนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟได้ประมาณการว่า ทั่วโลกปีนี้จีดีพีจะเติบโต ๒.๘ ปีหน้า ๓.๐ ไอเอ็มเอฟประเมินของไทยจะลดลงเหลือ ๑.๘ ธนาคารโลกก็บอกว่าไทยจะลดลง ๑.๘ สภาพัฒน์เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ก็บอกว่าไทยจะ ลดลงเหลือ ๑.๘ เฉลี่ย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องความท้าทายที่เราจะต้องมาปรับนโยบาย แล้วก็ปรับเม็ดเงินงบประมาณให้มันสอดคล้องกัน ผมเข้าใจครับ อันนี้เป็นเรื่องของความ ยากลำบากที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ แต่ชีวิตต้องเดินหน้าครับ ผมสวดให้ประเทศไทย ให้ผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจไปได้ แต่ก่อนสวดเฉพาะตอนเช้า แต่ตอนนี้เพิ่มรอบค่ำ แล้วก็หวังว่า อีกหน่อยคงจะไม่ต้องเพิ่มรอบบ่ายในการสวดให้เราผ่านพ้นไปได้นะครับ ถ้าพูดถึงเพลงที่ กำลังฮิตอยู่ขณะนี้มันต้องถือว่าเราต้องสู้ไปด้วยฝ่าฟันไปด้วยกัน ฤดูที่แตกต่างกัน อดทน วันฝนพร่ำ วัยรุ่นเขาพูดอย่างนั้นนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กลับมาเรื่องประเด็นต่อไปผมมีเวลานิดเดียว ๑๕ นาที ด้วยสถานการณ์ ด้วยข้อจำกัดของสถานการณ์โลกและความท้าทาย จะเรียก Megatrends ก็แล้วแต่ เราจึงต้องมาปรับงบประมาณเพื่อตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลง แล้วก็สร้างอนาคตให้กับประเทศไทย มาดูว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ประเทศไทย ยังไม่เป็น Fail State ประเทศไทยยังมีทางออก ประเทศไทยยังมีความหวัง เวลาผมวาดรูป ผมไม่ชอบใช้สีดำหรือสีเทา ผมใช้สีเขียว สีฟ้า สีแดง ผมมองโลกอย่างสดใสอย่างมีความหวัง แล้วผมจะมาชี้ให้ท่านประธานได้เห็นว่าเรามีความหวังอย่างไร ทีนี้จุดสำคัญที่เราจะต้องดู ก็คือเราจะต้องเตรียมความพร้อมรู้เท่าทัน ก็คือเราต้องรู้สถานการณ์ ซึ่งผมกราบเรียนไปแล้ว ว่าเราเผชิญกับอะไรบ้าง ขณะเดียวกันเราต้องมองอนาคตปรับตัวยืดหยุ่น ปรับตัวบนพื้นฐาน ของความจริง อันนี้เป็น ๒ หลักที่เราต้องทำ มาดูเรื่องของทิศทาง เมื่อสถานการณ์โลก เปลี่ยนแปลงฉับพลันหลังจากต้นเดือนเมษายนมีนโยบาย Reciprocal Type ของทรัมป์ (Trump) จึงทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องเลื่อนการแจก Digital Wallet ครั้งที่ ๓ ไปก่อน อันนั้นเป็นความจำเป็น และผมคิดว่ารัฐบาลมีความกล้าหาญในการที่จะนำเงิน ๑.๕๗ ล้านบาทเพื่อเอามาใช้ในโครงการต่าง ๆ ตัวอาจจะเล็กไปนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น โครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ระบบน้ำ Software พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กระจายเงิน ไปสู่เศรษฐกิจฐานราก SML ต่าง ๆ ในเวลาที่จำกัด ๑.๕๗ ล้านบาท ผมมั่นใจว่าจะใช้อย่างมี ประสิทธิผล แล้วก็ขอให้ทางรัฐบาลได้กำชับด้วยให้ใช้อย่างมีประสิทธิผล ถ้าท่านใช้ไม่ดีมีการ ทุจริตอาจจะโดนมาตรา ๑๕๗ เพราะฉะนั้นได้ช่วยกำชับด้วย
ประเด็นที่สำคัญประเด็นหนึ่ง อีก ๗ นาทีท่านประธานที่เคารพครับ เรามาดู การจัดสรรงบประมาณในเม็ดเงินในด้านต่าง ๆ โจทย์ของรัฐบาลก็คือ ๑. ลดความเสี่ยง จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่เพิ่มโอกาสในการจะสร้างความเติบโตในอนาคต เขาเรียกว่า ลดความเสี่ยง หาเรื่องเติบโตให้อนาคต เพราะฉะนั้นประเทศไทยมีทางออก มันยังมีอนาคต ประเด็นแรกการลดความเสี่ยงให้พี่น้องประชาชน เรารู้ว่าปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์มันกระทบ ประเทศไทยค่อนข้างมาก รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ ๕,๔๐๐ กว่าล้านบาทเศษ เพื่อที่จะ ให้ไทยมีบทบาทนำ มีความเป็นเอกภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ปกป้อง ผลประโยชน์ของชาติ มีบทบาทเด่นในอาเซียน รวมทั้งการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้วย อันนี้ผมคิดว่าเอาใจช่วยกระทรวงการต่างประเทศที่จะไปดำเนินการให้สำเร็จ โดยเฉพาะ ผมฝากเรื่องเดียว ฝากท่านประธานไปสู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็คือ เรื่องพม่า ปัญหา PM2.5 ปัญหา Call Center ปัญหายาเสพติด ปัญหาผู้อพยพของพม่า แก้ไม่ได้เลยถ้าเราไม่สามารถเจรจาสร้างสันติภาพในพม่า ท่านเห็นไหมครับ เวลาบอกว่า กลุ่มบางกลุ่มผลิตยาเสพติด พม่าบอกว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เขาดูแล เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มี สันติภาพพม่าไม่สามารถเข้าไปดูแลทุกพื้นที่ เขาก็จะมีข้ออ้างในลักษณะนี้เราก็แก้ปัญหา ไม่จบ แก้ไขปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุ ถ้าน้ำท่วมก็ต้องปิดก๊อก อันนี้เป็นเรื่องการต่างประเทศ ที่ผมฝาก วิกฤติผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุยังมีสูงอายุธรรมดาอีกนะท่านประธาน วิกฤติผู้สูงอายุคือ Age Society แต่ถ้าเป็น Super Age Society คือว่าสูงอายุสุดขีด ประเทศไทยอีกประมาณ ๖ ปีจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสุดขีด ก็คือคนประมาณ ๒๘ เปอร์เซ็นต์เป็นคนสูงอายุ ก็ดีใจ หลาย ๆ ท่านนั่งข้าง ๆ ผมคงจะมีเพื่อนเพิ่มขึ้นเยอะ ท่านประธานที่เคารพครับ เราได้จัดสรร งบประมาณประมาณ ๗๘๖ ล้านบาท ถ้าท่านดู ๗๘๖ ล้านบาทเพื่อรองรับผู้สูงอายุตามข้อ ๒ แล้วก็มีข้อ ๔ ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทรองรับ เช่นการพัฒนาผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิต อาจจะตัวเล็กนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน เช่น คุณภาพสถานดูแลผู้สูงอายุ การฝึกอาชีพ การพัฒนาศักยภาพต่าง ๆ เดี๋ยวนี้นิยมพูดกันคือ Reskill Upskill ก็คือเสริมทักษะเดิม เพิ่มทักษะใหม่ เป็นต้น ท่านประธานครับ นอกจากนั้นรัฐบาลในสภาวะที่กระทบต่อผู้คนกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็น เด็ก สตรี คนชรา ผู้พิการ ผู้บกพร่องทางร่างกาย กลุ่มนี้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ ๑๓,๒๒๔ ล้านบาท ประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผมว่าคำนี้ไม่มีใครมีลิขสิทธิ์ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะฉะนั้นเราดูแลกลุ่มเปราะบางด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาวะ ภูมิอากาศที่บางท่านอภิปรายว่ารัฐบาลไม่ได้เตรียมการ จัดลำดับความเร่งด่วนไม่ได้ ไปดูงบประมาณในส่วนนี้เตรียมไว้เยอะ เขาเรียกว่ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณยุทธศาสตร์ ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะดูแลเรื่องโลกร้อน ดูแลเรื่องมลพิษ ดูแลเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรต่าง ๆ ประมาณ ๑๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ไม่น้อยครับ จริง ๆ อยากจะได้มากกว่านี้ แต่งบประมาณจำกัด ประมาณ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท ปีนี้ก็เอาเท่านี้ไปก่อน แต่ขอให้ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ
ท้ายที่สุดท่านประธานที่เคารพครับ มีเรื่องของการลดมาตรการกีดกัน ทางการค้าก็มีงบประมาณประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท การส่งเสริมสร้างความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็การพัฒนาด้านคมนาคม และโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง เพื่อทำให้สินค้าไทยแข่งขันกับตลาดโลกได้ เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จัดสรรไว้ ๒๑๑,๙๐๐ กว่าล้านบาท ผมฝาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐบาล การสูญเสียจากความปลอดภัยบนถนน Road Safety ปีหนึ่งสูญเสียเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามาดูการจัดงบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่สูญเสีย ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หักลบไปเราได้ประโยชน์ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่แน่นอนมันไม่ได้สัมพันธ์กันแบบนั้น แต่ผมอยากจะกราบเรียนให้สังคมไทยได้เอาจริงเอาจัง กับความปลอดภัยบนถนนซึ่งติดระดับโลกโดยองค์การอนามัยโลกแล้ว แล้วก็หลายเรื่อง การบริหารสัญญามันต้องหาร ๒ ผมมีความรู้สึกสัญญาบางเรื่องมันนานเกินไป มอเตอร์เวย์ ไปโคราช มอเตอร์เวย์ไปกาญจนบุรี บางทีผมรู้สึกนานเกินไป ท่านประธานเคยผ่านถนน พระรามสองไหมครับ ที่เรียกว่าถนนเจ็ดชั่วโคตร บางทีเราสงสัยว่าคุณตกลงอย่างไร บริหาร สัญญาอย่างไร ผมคิดว่ามันไม่ควรจะเจ็ดชั่วโคตร เอาสัก ๒ ชั่วโคตรก็ยังดี ผมว่าการก่อสร้าง ที่นานเกินไปรังแต่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ถนนด้านล่าง แล้วก็ประเทศไทย แล้วก็คนไทย ต้องสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปค่อนข้างมาก ฝากท่านกระทรวงคมนาคมด้วย
ท่านประธานครับ มาเรื่องของการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ที่ฉับพลัน ซึ่งใช้จัดสรรงบประมาณ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ปรากฏใน PowerPoint ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน มาเรื่องการสาธารณสุข ผมชื่นชมรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ท่านเอาจริงเอาจังกับเรื่องมาตรการเชิงป้องกัน ทำให้คนสุขภาพดีก่อน ก่อนที่จะมาป่วย ให้ความสำคัญกับกรมอนามัยพอ ๆ กับกรมการแพทย์ เรื่อง NCD ที่ท่านพยายามผลักดัน เรื่องการลด Carb การบริโภคให้มันดีขึ้นก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมก็ทำต่อไป เราน่าจะประหยัด งบประมาณได้ นโยบายพรรคไทยรักไทยเคยประสบความสำเร็จ เรื่องของการดูแล ๓๐ บาท รักษาทุกโรคหรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้รับคำชื่นชมไปทั่ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่า นโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้ผลักดันเรื่อง ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ทุกที่ด้วยนะครับ จะเป็น นโยบายที่ผู้คนจดจำ ใช้งบประมาณประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากก็คือทุนมนุษย์ นักเศรษฐศาสตร์เขาบอกว่าคุณจะมี ที่ดิน มีเทคโนโลยี มีเงินก็ตาม ถ้าคุณไม่มีคน แล้วหลายประเทศนักลงทุนไม่มาประเทศไทย เพราะไม่มีคน ไม่มีคนที่เขาต้องการ มีคนแต่ไม่มีคนที่มีทักษะที่เขาต้องการ อันนี้เราต้อง เตรียมความพร้อม รัฐบาลก็ได้จัดสรรงบประมาณอย่างที่ท่านเห็นครับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ๒๐๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ให้ทุกคนเข้าสู่ระบบการศึกษา ผมชื่นชมรัฐบาล ถ้าท่านไปดูใน เล่มแผ่นสีชมพู ยุทธศาสตร์ในการสร้างคุณภาพการศึกษาเตรียมไว้ถึง ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วยุทธศาสตร์ในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ๙๓,๐๐๐ ล้านบาท ปัญหาการศึกษามีอยู่ ๒ เรื่อง ปัญหาแฝด เหมือนอินจัน ๑. คือคุณภาพ ๒. คือโอกาสที่จะ ได้เรียนหนังสือ เพราะฉะนั้นผมชื่นชมที่รัฐบาลเห็นปัญหานี้แล้วก็พยายามที่จะแก้ กองทุน กสศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่น่าชื่นชมมาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาทำงาน เหน็ดเหนื่อย ที่เด็กของเราเพราะจนเขาไม่ได้เรียนไม่ใช่แล้วครับ อยากเรียนต้องได้เรียน อยากรู้ได้รู้ ความจนไม่ได้พรากลูกหลานของเราออกจากโรงเรียน อันนั้นต้องเติมเงินให้ สุดท้ายเขาเรียกว่าการพัฒนาตลอดชีวิต ใช้การเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือการพัฒนาทุกช่วงชีวิต ประมาณ ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นนโยบายที่รัฐบาลได้จัดสรรไว้ ผมมีข้อเสนอแนะอย่างนี้ การศึกษาพูดมาเยอะ เรามีกระทรวงศึกษาธิการ เรามีกระทรวง อว. เรามีคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ เดี๋ยวเราจะมี พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เราให้ความสำคัญการศึกษา ทั้งในรัฐธรรมนูญด้วย แต่ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ๒ ปีแล้ว ๓-๔ ปีแล้วยังไม่ได้ผ่านตั้งแต่ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ เรามีองค์กรเต็มไปหมด แต่ PISA หมายถึงว่าการจัดลำดับ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ การอ่านก็ยังต่ำ ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษก็ยังต่ำ เวียดนามเขาตั้งเป้าแล้วว่าภายในกี่ปีเด็กจะต้องพูดภาษาอังกฤษได้ทุกคน ภาษาอังกฤษ จะเป็นภาษาที่ ๒ ของเขา แล้วก็เอไอเขาสอนตั้งแต่มัธยมศึกษา เขาสอนตั้งแต่ประถมศึกษา เพราะฉะนั้นผมฝากเราต้องโฟกัส แล้วทำให้ได้คือ ๑. สอนให้คนคิดให้เป็น คุณภาพของคน ไม่ใช่คุณภาพของความรู้ อยู่ที่คุณภาพของความคิด อันที่ ๒ คือเอไอต้องสอนตั้งแต่ ประถมศึกษา ประถมศึกษาปีที่ ๖ ต้องรู้เอไอแล้ว อันที่ ๓ ภาษาอังกฤษคุณต้องให้เขาพูด ได้แล้ว วันศุกร์ต้องพูดภาษาอังกฤษทั้งหมดเลย อันที่ ๔ คือ STEM วิชาก็คือวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรม STEM เทคโนโลยี มาเลเซียดอกเตอร์มหาธีร์บอกว่าภาษาพวกนี้ มันเป็นภาษาสากล เด็กเราต้องรู้ภาษาอังกฤษ ไม่ยากครับ เริ่มจากพวกนี้ก่อน มีอยู่ ๔ ข้อ ที่ผมเสนอ ประโยชน์ของการศึกษาคืออะไร คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น อันนี้คือปรัชญาของ การศึกษา คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ลิซ่า ซู ทุกท่านคงรู้จักลิซ่า ซู เป็น CEO Of The Year ของ TIME Magazine จบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก จาก MIT Massachusetts Institute of Technology เขาบอกว่าการศึกษาคุณพูดสั้น ๆ เลย คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น นั่นคือการศึกษา ถ้าคิดไม่เป็นคุณก็มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เพราะฉะนั้นปรัชญานี้ จึงต้องเอาจริงเอาจัง ท่านประธานครับ ผมขอเวลานิดเดียว นอกจากจะลดความเสี่ยงหาเรื่อง เติบโตในอนาคต มันมีการเติบโตที่ประเทศไทยต้องไม่สะเปะสะปะแล้ว ประเภทจะแข่ง ไส้อั่วโลก บั้งไฟโลก พวกนี้ต้องลดลง เราจะต้องอยู่ใน Mindset ของโลกแล้ว เรื่องแรกก็คือ ไทยแลนด์จะต้องเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลกให้ได้ ประเทศไทยนะครับ ขอประทานโทษครับ ประเทศไทยจะจ้องอยู่ใน Budget list ของคนที่ก่อนตายคุณต้องมา ประเทศไทย นักท่องเที่ยวหลายคนมาประเทศไทย ก่อนกลับประเทศเขาบอกสถานที่ที่เขา เกลียดที่สุดในประเทศไทยคืออะไรรู้ไหมครับ ผมก็ตกใจ คือผู้โดยสารขาออกครับ เขาอยาก อยู่ประเทศไทย เขารักประเทศไทย เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวสร้างรายได้เร็วที่สุด ทำได้ง่าย ที่สุด แม้มีปัญหาปัญหาปวดใจเรื่องแท็กซี่ เรื่องความปลอดภัย ผมไม่มีเวลาสาธยายมาก รัฐบาลจัดสรรงบ ๑๘,๐๐๐ ขอต่อจะจบแล้วอีกไม่นานครับ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทสำหรับการ ท่องเที่ยว เรื่องของ Entertainment Complex ซึ่งจริง ๆ Entertainment Complex เอนคอม มันไม่ใช่กาสิโน มันมีอะไรมากกว่านั้น ก็เป็นการสร้างรายได้ สิงคโปร์ประเทศ ที่ฉลาดที่สุด ญี่ปุ่นฉลาดที่สุดเขาทำไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็ลองมาแลกเปลี่ยนกันครับ ผมว่า เราฟังความเห็นซึ่งกันและกัน เขามีความบอกว่าอย่าเพิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเอง นักปรัชญาก็บอกบางทีผมไม่เชื่อในความเชื่อของผมเพราะผมอาจจะคิดผิด เพราะฉะนั้น มาแลกเปลี่ยนกันอย่าเพิ่งค้านก่อนออกจากบ้าน เรื่องที่ ๓ เรื่องของ Wellness กับ Medical Hub อันนี้ชัดเจนครับ รัฐบาลจัดสรรเงิน ๓,๓๔๐ ล้านบาท ประเทศไทยเก่งในเรื่อง ของสุขภาพ ในเรื่องของศูนย์กลางการแพทย์ อันนี้ไม่สะเปะสะปะแน่นอนครับ อันที่ ๔ คือมหาอำนาจทางด้านอาหาร เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วเป็นเรื่องของครัวไทยสู่ครัวโลก แต่ตอนนี้ประเทศไทยต้องเป็นมหาอำนาจทางด้านอาหารแล้ว อาหารไทยเป็นที่ชื่นชอบ ต้องสร้างระบบน้ำ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ ๑๓๔,๖๖๐ ล้านบาท ไม่มีน้ำมันปลูกไม่ได้ น้ำ ปุ๋ย ดิน เทคโนโลยี พันธุ์พืช ขอฝากเตือนไปยังกรมพัฒนาที่ดินด้วยเวลาตรวจคุณภาพดิน ท่านใช้เวลานานเกินไป เพื่อเราจะดูความเป็นกรด เป็นด่าง สารอินทรีย์ในดิน เพราะฉะนั้น ฝากด้วย
สุดท้ายครับ ท่านประธาน ผมคงไม่มีเวลามากไปกว่านี้ ก็คือเรื่องของการ ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท การวิจัยและพัฒนาน่าชื่นชม R&D ต่อจีดีพีเราสูงขึ้น ๑๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธาน ผมอยากจะจบอย่างนี้ แม้เราจะมี งบประมาณมากเพียงไรก็ตาม มีแผนการดีอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าเราไม่สามารถแก้ไขปัญหา พื้นฐานอยู่ ๔ เรื่องได้ ผมว่ามันก็เท่านั้น มันจะแก้ยาก เรื่องแรกคือเรื่องของคนก็คือ ทุนมนุษย์ การศึกษา ผมพูดไปแล้วจำเป็นเป็นเรื่องที่พูดมานานแต่แก้ยังไม่ได้ เรื่องที่ ๒ คือเรื่องหลักนิติรัฐและนิติธรรม ไม่ใช่แค่คนไทย มันเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นของประเทศ เรื่องที่ ๓ คือป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน อย่าให้งบประมาณที่เราผ่านไปถึงประชาชน เหลือแต่ไม้ บางทีไม้ยังไม่เห็น เหลือครึ่งหนึ่ง เพราะเอาไปทำไม้จิ้มฟันอีก ข้อที่ ๔ คือ ประสิทธิภาพภาครัฐเรามีเอไอแล้ว เรามีปัญญาประดิษฐ์ เราต้องมี อีไอ มีไอ กับอี ไม่ใช่ ภาษาไทยเอไอ อีไอก็คือความฉลาดในการที่ทำงานให้สำเร็จจำเป็น และประเด็นที่ ๕ ประเทศไทยไม่มีเวลาลองผิดลองถูกหรือสะเปะสะปะ ต้องโฟกัสแล้วเดินหน้าแล้วทำจริงจัง อย่างที่หลายท่านพูด เราต้องเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส อย่าเปลี่ยนวิกฤติเป็นวิบัติ ผมจบลง ด้วยคำพูดอย่างนี้ว่าสถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก เราเชื่อมั่นว่าเราจะไม่ใช่ ผู้ตาม แต่เราจะเป็นผู้ปรับตัวเชิงรุก เราจะออกแบบอนาคตที่สอดคล้องกับโอกาสใหม่ ลดความเสี่ยงจากระเบียบโลกใหม่ที่กำลังสั่นคลอน ไม่ว่าสถานการณ์ไปอย่างไรก็ตาม เราต้องรักษาผลประโยชน์ของคนไทยให้ได้ เพราะว่าประชาชนสำคัญที่สุด พรรคเพื่อไทย หัวใจคือประชาชนครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ