ณัฐพงษ์ วิจารณ์งบฯ 69 ไร้วิสัยทัศน์-เร่งกู้โดยไม่ลงทุนอนาคต

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ วิพากษ์งบประมาณปี 2569 ที่ไร้ทิศทางและยังยึดแนวทางเดิม ขาดการปรับยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป โดยชี้ว่าปัญหาหลักไม่ใช่ขาดเงิน แต่ขาดรัฐบาลที่บริหารอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเรียกร้องให้เปิดข้อมูลงบประมาณอย่างโปร่งใส จัดสรรงบแบบมีเป้าหมาย และใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างร่วมเพื่อเชื่อมโยงทรัพยากรจากทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิผล ทั้งยังเตือนว่าการดำเนินต่อไปแบบนี้อาจนำไปสู่จุดล้มเหลวของประเทศได้

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธานครับ ผมขอเปิดการอภิปรายนี้ด้วยความเข้าใจท่านนายกรัฐมนตรีครับ เข้าใจ คำแถลงนโยบายของท่าน เปิดมาหน้าที่ ๒ ครับ ท่านแถลงงบประมาณครั้งนี้ด้วยการใช้ ตัวเลขประมาณการจีดีพีจากสภาพัฒน์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ประมาณการไว้ว่า จีดีพีจะเติบโต ๒.๓ ถึง ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ผมเข้าใจดีเพราะอะไรครับ เพราะถ้าท่าน นายกรัฐมนตรีใช้ตัวเลขที่สภาพัฒน์ปรับล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่มีค่ากลาง อยู่ที่ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ จะกระทบต่อประมาณการการจัดเก็บรายได้ของรัฐและกระทบ ต่อโครงสร้างงบประมาณทั้งหมด ท่านนายกรัฐมนตรีจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแถลง งบประมาณนี้ด้วยตัวเลขเก่า แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมคาดหวังอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรี ลงมือปรับ คือปรับคำแถลงนโยบายฉบับนี้ด้วยมือของท่านเอง ไม่ใช่คำแถลงนโยบายที่เป็น เหมือนเดิมมาตลอด ๖-๗ ปีที่ผมได้ทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรที่สำนักงบประมาณเขียนมาให้ท่าน เพราะอะไรการปรับครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีถึงมีความจำเป็น เพราะผมกำลังสงสัยว่า เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ปรับ งบเลยไม่เปลี่ยน คนไทยจึงต้องรับกรรม ท่านประธานครับ ผมจะขอใช้เวลาในการอภิปรายครั้งนี้ราว ๆ ๔๐ นาที โดยแบ่งการอภิปรายออกเป็น ๗ ส่วน เพื่อให้ท่านผู้ฟังทุกท่านติดตามการอภิปรายครั้งนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

เริ่มจากส่วนที่ ๑ จะพูดถึงภาพรวมของงบปี ๒๕๖๙ เพื่อแสดงให้ทุกท่าน เห็นว่าสุขภาวะการคลังของประเทศในปัจจุบันเป็นอย่างไร ที่ถึงแม้ปีนี้รัฐบาลเบ่งงบจนเกือบ เต็มกรอบ แต่เรายังคงเหลืองบประมาณไปใช้กับโครงการใหม่ ๆ ได้น้อยนิด

ส่วนที่ ๒ ผมจะอภิปรายให้ทุกท่านเห็นว่าโลกนี้เปลี่ยนไปแล้วโอบล้อม ประเทศไทยเต็มที่ นโยบายอะไรที่รัฐบาลเคยใช้ได้ประสบผลสำเร็จในอดีตนำมาใช้ในปัจจุบัน ไม่ได้อีกแล้ว เครื่องจักรที่สำคัญของประเทศไทยในอดีตไม่ว่าจะเป็นการส่งออก ท่องเที่ยว การเกษตร ได้รับผลกระทบทุกตัว ประเทศไทยถูกกระแทกจากทุก ๆ ทาง

ส่วนที่ ๓ ผมจะอภิปรายให้ทุกท่านเห็นว่างบประมาณฉบับนี้เป็นงบสูตรเดิม จะชี้แจงให้ทุกท่านเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นปัญหาใหญ่ ๆ ทั้ง ๕ ด้าน เพื่อตอกย้ำ ให้ทุกท่านเห็นว่าปัญหาที่พวกเราเจออยู่ในตอนนี้ไม่ใช่วิกฤตทางการคลัง แต่เป็นวิกฤติ ทางการเมือง

ส่วนที่ ๔ จะชี้ให้รัฐบาลเห็นเงินทั้งหมดในกระเป๋า เพื่อทำให้ทุกท่านเห็นว่า ประเทศไทยในขณะนี้ไม่ได้ขาดเงิน แต่ขาดรัฐบาลที่บริหารประเทศเป็น หากท่านมองเห็น เงินทั้งหมดในกระเป๋าแล้วบูรณาการเงินทั้งหมดมาใช้ มองเห็นเงินแผ่นดินที่อยู่ในหน่วยงาน ของรัฐทุกหน่วยให้พุ่งเป้าไปในทิศทางเดียวกัน ท่านจะจัดสรรงบประมาณมาได้ดีกว่านี้ครับ

ส่วนที่ ๕ ว่าในเรื่องของความคุ้มค่า ทำอย่างไรให้ใช้เงินงบประมาณ ๑ บาท ได้ผลหลายเด้ง ซึ่งผมจะขอลงรายละเอียดไปในไส้ในของงบปี ๒๕๖๙ อีกสักเล็กน้อย เพื่อตอกย้ำในประเด็นเมื่อสักครู่ว่าประเทศเราไม่ได้ขาดเงิน แต่ขาดวิธีการใช้งบประมาณ ที่มีประสิทธิภาพ

ส่วนที่ ๖ ต้องการจะตอกย้ำอีกสัก ๑ ครั้งถึงส่วนต้นที่ผมได้อภิปรายไปว่า นายกรัฐมนตรีไม่ปรับงบประมาณเลยไม่เคยเปลี่ยน ทั้งไม่ปรับทิศ ไม่ปรับทาง และไม่ปรับทีม จนทำให้พวกเราต้องเริ่มตั้งคำถามว่าในตอนนี้ประเทศไทยมีผู้นำประเทศที่คอยบริหาร ราชการแผ่นดินอยู่จริง ๆ หรือไม่

ส่วนที่ ๗ ส่วนสุดท้ายที่คนไทยทุกคนมารับกรรมร่วมกัน ผมต้องการอภิปราย ในส่วนนี้เพื่อเตือนสติรัฐบาลว่าถ้าหากท่านยังคงจัดงบประมาณอยู่แบบนี้จะมีใคร ในประเทศนี้ที่ต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างต่อเนื่องอีกบ้าง ก่อนที่จะสรุปปิดท้าย การอภิปรายในครั้งนี้ว่าประเทศไทยในขณะนี้เราอยู่ในช่วงสถานการณ์เกือบล้มครับ ที่ถ้าหากพวกเราไม่รีบแก้ตั้งแต่วันนี้ เราจะไม่ใช่เกือบ แต่จะกลับลุกขึ้นมาไม่ได้อีก

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับผมขอเริ่มจากส่วนที่ ๑ นั่นก็คือในส่วนของภาพรวมว่าปี ๒๕๖๙ เป็นปีที่ ๒ ติดต่อกันที่รัฐบาลเพื่อไทยตั้งงบขาดดุลสูงจนเกือบชนเต็มเพดาน โดยกำหนดกรอบ งบประมาณรายจ่ายไว้ที่ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท ในขณะที่มีการประมาณการรายได้ของรัฐไว้ เพียง ๒.๙๒ ล้านล้านบาท ส่งผลให้ต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ย้ำอีกครั้งนะครับ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีเป็นตัวเลขเก่า ถ้าท่านใช้จีดีพีตัวเลขใหม่ที่มีการปรับลดลงมาแล้วสัดส่วนตรงนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงเท่านั้นในปี ๒๕๖๘ เป็นปีที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยทำสถิติถูกบันทึกเอาไว้ว่าท่านกู้ เพื่อชดเชยการขาดดุลเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีที่สูงที่สุดในรอบ ๓๖ ปีนับตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ตั้งแต่ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเก็บสถิติตลอดมา สิ่งที่น่ากังวลในตอนนี้ ผมอยากย้ำให้ทุกท่าน เห็นว่าสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องของการกู้ แต่คือเรื่องที่รัฐบาลกำลังจะใช้เงินเกินตัวโดยไม่มี แผนการลงทุนและการหารายได้มารองรับ เพราะพวกเรากำลังจะกู้โดยไม่มีแผนอะไรเลยนี่ ละครับ ไม่มียุทธศาสตร์ใด ๆ เลยนี่ละครับ ไม่มีการเชื่อมโยงกับการสร้างศักยภาพของ ประเทศไทยในอนาคต มีแต่กู้ซ้ำ ๆ ไปลงกับโครงการเดิม ๆ ไม่ได้สร้างรายได้ ไม่ได้สร้าง อนาคตให้กับประเทศ และแม้ว่าปีนี้จะเป็นปีที่รัฐบาลเบ่งงบประมาณออกมาสูงจนเต็ม เพดาน สูงถึง ๓.๗ ล้านล้านบาท แต่งบประมาณที่เราเอาไปใช้ได้จริงเป็นดังสไลด์นี้เลยครับ ท่านประธาน ขวามือสุดแท่งสีน้ำเงิน เรามีพื้นที่ทางงบประมาณเหลืออยู่น้อยเหมือนเดิม สผ ฟังเผิน ๆ เหมือนจะคิดใหม่ทำใหม่ แต่เมื่อลงไปดูในวิธีการจัดการจริง ตอกย้ำอีกหนึ่งครั้งว่า รัฐบาลไม่มีภาพอะไรในหัวเลย เพราะอะไรครับ มันคือการโยนเงิน ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗,๘๕๐ แห่งทั่วประเทศ ส่งคำของบประมาณเข้ามาให้ทัน ภายใน ๓ วัน และถึงแม้ท่านจะมีการขยายกรอบระยะเวลาแล้วก็ตาม วิธีการแบบนี้ แสดงให้เห็นว่านโยบายของรัฐบาลไม่มีแผนแม่บท ไม่มีวิสัยทัศน์ร่วม ไม่มีเป้าหมาย ระดับประเทศ ลองมาให้พวกเราจัดสรรงบประมาณสิครับ น้ำประปาสะอาดทั่วทั้งประเทศ เรื่องขนส่งสาธารณะด้วยรถเมล์ EV มีอีกหลาย ๆ อย่างที่พัฒนาอนาคตของลูกหลานได้ดี กว่านี้ นี่ไม่ใช่การกระจายอำนาจอย่างมียุทธศาสตร์ แต่เป็นการกระจายภาระไปให้ท้องถิ่น คิดแทนรัฐบาลครับ หรือไม่ผมก็ตั้งคำถามว่าเป็นการกระจายผลประโยชน์ไปให้เฉพาะกลุ่ม เครือข่ายที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลที่เขารู้ข่าวล่วงหน้า ถึงจะสามารถจัดทำโครงการ จัดทำคำขอ เข้ามาได้ทันภายในกำหนดกรอบระยะเวลาอันสั้นนี้ใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้ สะท้อนอย่างชัดเจนว่าเรากำลังมีรัฐบาลที่ขาดเจตจำนงในการบริหารประเทศ พวกผมกล้า พูดได้ว่าการอภิปรายงบ ๒๕๖๙ ในครั้งนี้ บทการอภิปรายพวกผมเตรียมโดยใช้ข้อมูลงบ ปี ๒๕๖๘ เพราะไส้ในของงบประมาณแทบไม่ได้เปลี่ยนเลย เราเพิ่งมาปรับตัวเลขกันจริง ๆ ก็คือตอนที่เล่มงบประมาณออกช่วงสัปดาห์สุดท้ายนี่ละครับ ความไร้ภาพนี้ไม่ใช่เรื่องความ บังเอิญ แต่เกิดจากความไร้สภาพของรัฐบาลในการบริหารประเทศ พรรคประชาชน และพรรคร่วมฝ่ายค้านจึงขอใช้เวทีนี้เพื่ออภิปรายชี้ให้ทุกคนเห็นว่าสังคมไทยยังมีความหวัง ประเทศไทยยังมีทางออก ประชาชนคู่ควรกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีที่ดีกว่านี้ครับ

ท่านประธานครับ ผ่านไปกับภาพรวมของงบปี ๒๕๖๙ เรามาต่อกันใน ส่วนที่ ๒ ในปีที่โลกปั่นป่วน อุณหภูมิโลกที่ร้อนแรง การค้าที่รุนแรง เศรษฐกิจโลก ที่เปราะบาง เรายังใช้งบประมาณสูตรเดิม ๆ ที่ล้มเหลวกันมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ในงบปี ๒๕๖๙ นี้ ท่านจะจัดงบแบบพอให้ ผ่าน ๆ ไปอีกปีไม่ได้ มันคือคำตอบ งบปี ๒๕๖๙ ว่าประเทศไทยจะฝ่าวิกฤตินี้ไปได้หรือไม่ สำหรับอุณหภูมิโลกที่ร้อนแรงครับ ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในสถานการณ์ที่ เลวร้ายและย่ำแย่ที่สุด ประเทศไทยมีโอกาสสูญเสียจีดีพีได้สูงถึง ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ภาคส่วนที่ คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือการท่องเที่ยวและภาคการเกษตร อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ ไม่ใช่การจัดสรรงบประมาณแบบสะเปะสะปะ ปล่อยให้ ส่วนราชการต่างคิดต่างทำกันเอง งบลงทุนส่วนใหญ่ของประเทศทุกท่านทราบไหมครับ เอาไปทำกับอะไร งบลงทุนส่วนใหญ่ของประเทศเอาไปตัดถนน ขุดคลอง หรือไม่ก็สร้างตึก ผมขอยกตัวอย่างอีกสักเล็กน้อยในเรื่องของการท่องเที่ยวและการเกษตร ในขณะที่ดัชนี ความยั่งยืนทางด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ ๗๐ ดัชนี ความปลอดภัยในด้านการท่องเที่ยวร่วงอีก ๑ ครั้งลงมาอยู่ในอันดับที่ ๑๐๒ แต่งบประมาณ ด้านการท่องเที่ยวเรายังจัดสรรไปทำอะไรครับ กระตุ้น Demand เชิญชวนนักท่องเที่ยวให้ เข้ามาเที่ยวมากขึ้น โดยไม่ลงทุนกับการปรับปรุงปัญหาภายในของพวกเราเอง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความปลอดภัยที่วันนี้นักท่องเที่ยวจีนเขาไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยในประเทศครับ รวมถึงความยั่งยืนในการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ เป็นทรัพย์สมบัติที่ดีที่สุดของคนไทย ในด้านการเกษตรถ้ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทุก ๆ ปีสามารถนำไปพัฒนาแหล่งน้ำนอกพื้นที่เขตชลประทานได้ปีละ ๕.๕ ล้านไร่ ผมย้ำอีกครั้ง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พัฒนาแหล่งน้ำในเขตพื้นที่นอกชลประทาน ได้ ๕.๕ ล้านไร่ ถ้าเราจัดสรรต่อเนื่องแบบนี้ต่อไป ๑๐ ปี ๕๕ ล้านไร่ทั้งประเทศเกษตรกร จะมีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรเป็นตัวเลือกนอกเขตชลประทานที่ดีกว่านี้ครับ

ข้อที่ ๓ ถ้าเรามีรัฐบาลที่มีสมาธิในการพัฒนาประเทศ จัดสรรงบประมาณ อย่างตรงจุดเราจะได้งบประมาณที่ดูแลคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม การศึกษาและสวัสดิการ ที่ทั่วถึงและเพียงพอ ไม่ใช่งบประมาณที่ทำให้การศึกษาไปไหน การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับต่ำและต่ำมาก งบประมาณด้านสวัสดิการซึ่งเป็นงบอุดหนุนรายหัวไม่ควรจะ ตั้งขาด แต่ก็ตั้งขาดและตกหล่นทุก ๆ ปี ผมขอยกตัวอย่าง สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าที่มีการ ออกข่าวด้านนี้ของรัฐบาลออกไป ปรากฏว่าเอาเข้าจริง ๆ ในงบปี ๒๕๖๙ ก็ยังตั้งไม่ถ้วนหน้า อีกเช่นเคย ปัญหาเด็กตกหล่นก็ยังเกิดซ้ำ ๆ อยู่ต่อเนื่องทุกปี มาถึงในปี ๒๕๖๙ นี้

ข้อที่ ๔ เราจะได้เห็นงบประมาณที่โปร่งใส เห็นทั้งเงินในและเงินนอก งบประมาณที่แฝงตัวอยู่ในธุรกิจกองทัพ รัฐวิสาหกิจและรัฐพาณิชย์ต่าง ๆ ถูกเปิดเผยให้มี การตรวจสอบ มีการจัดทำงบประมาณแบบรวบยอด มองเห็นทั้งข้อมูลฝั่งรายได้ รายจ่าย และภาระทางการคลังอื่น ๆ ของรัฐที่ไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในนิยามของคำว่าหนี้สาธารณะ รวมถึงการมองเห็นข้อมูลตั้งแต่ชั้นคำของบประมาณ ทุกวันนี้ผมทราบข่าวจาก คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ เคยมีหนังสือมาถึง คณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าถ้ามีลายเซ็นยินยอมจากรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในการส่งข้อมูลคำขอ งบประมาณมาให้กับสภา สำนักงบประมาณยินดีที่จะเป็นตัวกลางในการส่งข้อมูลคำขอ งบประมาณมาให้กับสภา แต่วันนี้ผมไปตามกันเอง ตามรัฐมนตรีทีละคน ได้ลายเซ็นมาหลาย กระทรวงแล้ว แต่สำนักงบประมาณยังไม่ส่งมาให้ ท่านนายกรัฐมนตรีผมรบกวนนิดหนึ่ง ไปฝาก ผอ. สำนักงบประมาณนิดหนึ่ง ช่วยปฏิบัติตามลายเซ็นรัฐมนตรีและหนังสือที่สำนัก งบประมาณตอบมาให้กับสภาที

ข้อที่ ๕ สุดท้ายเราจะได้เห็นงบประมาณที่ท้องถิ่นมีสัดส่วนรายได้ต่อรัฐ ส่วนกลางที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ผ่านการเร่งรัดการถ่ายโอนภารกิจที่งานไปพร้อมกับเงิน และเงินไปพร้อมกับคน ส่งเสริมให้ท้องถิ่นเป็นกลไกหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ประชาชนและเป็นกลไกเสริมในการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกับรัฐบาล ไม่ใช้งบประมาณที่ สัดส่วนรายได้ท้องถิ่นไม่เคยเพิ่มขึ้น ๒๘-๒๙ เปอร์เซ็นต์มากี่ปีแล้ว ไม่เคยเกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมา แถมรัฐบาลยังไปแอบอ้างผิดฝาผิดตัวว่าการใส่เงินลงทุนลงไปใน SML กองทุน SML เท่ากับการกระจายอำนาจ นักปกครองที่ไหนก็รู้ สส. ที่ไหนก็รู้ว่าไม่ใช่

ทั้งหมด ๕ ข้อนี้คือความล้มเหลวเชิงโครงสร้างทั้งระบบงบประมาณที่ ล้มเหลว รัฐบาลที่ล้มเหลว ประชาชนจึงได้งบประมาณสูตรเดิม งบประมาณในปีนี้จึงเป็น เพียงแค่การจัดกลุ่มตัวเลขในเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ใช่การจัดลำดับ ความสำคัญว่าอะไรมีความสำคัญก่อนหลังสำหรับพ่อแม่พี่น้องประชาชน และผมยืนยัน ยืนยันว่าการจัดทำงบประมาณสูตรใหม่ ไม่ใช่สูตรเดิมสามารถทำได้ สิ่งที่ผมถืออยู่ในมือนี้ ผล การศึกษาของคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ เล่มรายงาน Budget Reform หรือข้อเสนอในการปฏิรูปงบประมาณ ข้างในมีร่าง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณฉบับใหม่ที่จะทำให้เราได้ทั้ง ๕ ข้อ ที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ อีก ๑ กฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญปลดล็อกท้องถิ่นที่จะทำให้ท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขคุณภาพชีวิต ของประชาชน และเป็นกลไกเสริมในการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกับรัฐบาล แต่วันนี้ถึงพวกผม เสนอร่างกฎหมาย ๒ ฉบับนี้เข้ามา ท่านคิดว่าผ่านสภาไหมครับ ผมก็คิดว่าไม่ผ่านหรอกครับ ไม่ผ่านเพราะการเมืองไทยยังล้มเหลว ร่างรัฐธรรมนูญก็เห็น ๆ กันอยู่ รัฐบาลสักแต่ตั้งงบ เพื่อให้มีงบไปใช้ ไม่ได้คิดงบเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงใด ๆ งบลงทุนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงยังคงเอาไปตัดถนน ขุดคลอง และสร้างตึกอยู่แบบทุกวันนี้ มองไม่เห็นภาพรวมหรือการ ลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ใด ๆ เลยแม้แต่น้อย

ท่านประธานครับ จากงบประมาณสูตรเดิมผมอยากให้ความหวังกับท่าน ประธานและประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไปถึงในส่วนที่ ๔ อยากย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้ ขาดเงิน ประเทศไทยในตอนนี้ถ้าจะฝ่าพ้นวิกฤติไปได้เราต้องเริ่มจากการตั้งคำถามใหม่ให้ถูก ว่าประเทศไทยมีทรัพยากรในมืออยู่จริง ๆ เท่าไร งบประมาณแผ่นดินปีละ ๓.๗๘ ล้าน ล้านบาทนั้น เป็นเพียงแค่งบก้อนเดียวที่พวกเราพิจารณากันอยู่ในสภาตอนนี้ แต่ถ้าพวกเรา จะพาประเทศฝ่าพ้นวิกฤติไปได้ รัฐบาลต้องบริหารเงินแผ่นดินเป็นครับ เงินแผ่นดินในที่นี้ที่หมายถึงเงินที่อยู่ในหน่วยงานของรัฐทุก ๆ หน่วยก้อนที่ ๑ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท สีส้มด้านล่างในสไลด์ ผมไม่พูดซ้ำ ก้อนที่ ๒ เงินที่อยู่ในรัฐวิสาหกิจ ปี ๒๕๖๗ รัฐวิสาหกิจมีรายจ่ายรวมกัน ๔ ล้านล้านบาท ถ้าเราตัดส่วนที่ซ้ำกับก้อนที่ ๑ คือตัดส่วนที่ซ้ำ กับก้อนสีส้มที่เป็นเงินอุดหนุนจากรัฐส่วนกลางไปให้รัฐวิสาหกิจอีก ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เราจะเหลือก้อนที่ ๒ ที่เป็นก้อนสีชมพูอีก ๓.๘๖ ล้านล้านบาท ๓.๘๖ ล้านล้านบาทนี้ เท่า ๆ กับงบประมาณรายจ่ายประจำปี ก้อนที่ ๓ นั่นก็คืองบประมาณรายจ่ายท้องถิ่นทั่วทั้ง ประเทศ มีตัวเลขรวมในปี ๒๕๖๗ ๗๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมไม่ขอลงรายละเอียดในการ คำนวณ ตัดส่วนเงินอุดหนุนที่ซ้ำกับก้อนสีส้มและรวมเงินสะสมที่ท้องถิ่นมีอยู่ในบัญชีเงินฝาก ธนาคารมีอยู่ในกระเป๋า ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมกันราว ๆ ก้อนสีเหลืองอีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก้อนส่วนสุดท้ายก้อนส่วนที่ ๔ ผมไม่มีตัวเลขประมาณการไม่ได้ แต่รู้ว่ามีบริษัท พัฒนาเมืองหลายแห่งเป็น ๑๐ แห่ง รวมถึงธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ที่เขา พร้อมที่จะร่วมลงทุนกับรัฐบาลในการพัฒนาเมือง ที่สามารถพัฒนาประเทศได้ร่วมกัน เราลองรวมตัวเลขออกมาทั้งหมดเฉพาะเท่าที่เรามีตัวเลข สิ่งที่รัฐบาลมีทรัพยากรในมือ เท่ากับประมาณ ๗-๘ ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ไม่ใช่ ๓.๗๘ ล้านล้านบาทอย่างเดียวเท่านั้น แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือไม่มีใครไปเชื่อมโยงเม็ดเงินเหล่านี้ เข้าหากัน รัฐวิสาหกิจต่างคน ต่างใช้ ต่างคิด และต่างลงทุนกันตามลำพัง ท้องถิ่นส่วนใหญ่ ใช้งบประมาณไปตามหน้าที่ ไม่มีการเชื่อมโยงกับเป้าหมายระดับประเทศ บริษัทพัฒนาเมือง ที่เขามีความพร้อม มีเงิน อยากจะพัฒนาบ้านเกิดตัวเองก็ทำไม่ได้ เพราะกฎระเบียบของ ภาครัฐกดทับเอาไว้ ยกตัวอย่างบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองที่เขามีเงินทุนและความรู้ที่พร้อม จะทำรถไฟฟ้ารางเบาในจังหวัด เรียกได้ว่าทุนพร้อม คนพร้อม เมืองพร้อม แต่รัฐบาล ไม่พร้อม ทำให้โครงการนี้ในปัจจุบันก็ยังเดินหน้าไม่ไปไหน นอกจากนี้รัฐบาลยังสามารถใช้ กลไกการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างเช่น Green Procurement ได้ครับท่านประธาน เพื่อใช้เงิน แผ่นดินในการเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน Supply Chain ในประเทศ มีการลงทุนใน เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่รักษ์โลกมากยิ่งขึ้น ผมยกตัวอย่าง อย่างเช่นการผลิต Green Cement ในประเทศ เราสามารถใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อกำหนดให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วย ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจ กรม กระทรวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐ อื่นใด ต่อไปนี้จะก่อสร้างอะไรใช้ Green Cement เป็นสัดส่วนเท่าไร ดีไหม หรือกรณี การจัดการขยะที่ปัจจุบันท้องถิ่นหลาย ๆ แห่ง ชุมชนหลาย ๆ ชุมชน มีปัญหาเรื่อง การจัดการขยะ เพราะท้องถิ่นมีเทคโนโลยีที่ไม่เพียงพอ ไม่ดีพอ เงินลงทุนเขามีจำกัด จะดีกว่าไหมถ้ารัฐบาลออกแบบการลงทุน เอาเงินสะสมของท้องถิ่น ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทำ Matching Fund ท้องถิ่น สมทบให้อีกเท่าตัวเป็น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเหนี่ยวนำให้ เกิดการลงทุนการจัดการขยะในประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ และจะยิ่งดีมากยิ่งขึ้น ถ้ารัฐบาลมีการตั้งเงื่อนไขว่าจะให้สิทธิพิเศษ ถ้ามีการใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยบริษัท ในประเทศไทย ทั้งกลไกการจัดซื้อจัดจ้างและกลไกในการใช้เงินลงทุนนั้น ควรจะครอบคลุม ไปถึงรายจ่ายทั้งหมดของหน่วยงานของรัฐ เงินแผ่นดินที่ผมว่ามานี้ซึ่งครอบคลุมถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ไม่ใช่เพียงแค่ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีอย่างที่เป็นอยู่ รัฐบาลที่บริหารเป็น ย่อมเข้าใจและรู้จักใช้กลไกนี้ นำมาออกแบบนโยบายแบบที่เปิดกว้างและจูงใจ เปิดกว้าง อย่างไร เปิดกว้างให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศร่วมกัน จูงใจอย่างไร จูงใจให้ ทุกคนร่วมลงทุนไปในทิศทางเดียวกัน และสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนในประเทศเห็น ทางออกและมีภารกิจเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาประเทศ นี่ใช่ไหมคือโฉมหน้าของ รัฐบาลที่ประชาชนคนไทยอยากเห็น และถ้าเราจะใช้พลังเหล่านี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่สำคัญกว่าการมองเห็นเงินในกระเป๋า ๗-๘ ล้านล้านบาทนั้น คือการรู้จักใช้เงินในกระเป๋า ให้เกิดผลทวีคูณในระบบเศรษฐกิจ

มาต่อในส่วนที่ ๕ ก็คือการยิงเงินบาทเดียวให้ได้ผลหลายเด้ง ท่านประธานครับ ประเทศไทยในตอนนี้ไม่ใช่ประเทศที่ขาดเงิน ผมย้ำอีก ๑ ครั้ง แต่เราขาดวิธีการใช้เงิน ขาดการลงทุนอย่างมีเป้าหมาย ๑ บาทจากรัฐสามารถกลายเป็นหลายบาทได้ในระบบเศรษฐกิจ ถ้าเราใช้ในรูปแบบที่ถูกต้อง แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเรายังคงใช้อย่างกระจัดกระจาย แบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ๑ บาทจากรัฐจะกลายเป็น ๐ ครับ ๐ ในที่นี้คืออะไร สูญหายไปใน ระบบราชการ ลองมาดูตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในงบปี ๒๕๖๙ ผมเจาะลงไปในไส้ในอีกสัก เล็กน้อย งบการจัดการน้ำ รัฐบาลทุ่มงบประมาณลงไปกับตลิ่ง เขื่อน คลอง มากกว่าการเพิ่ม พื้นที่รับน้ำและการพัฒนาระบบเตือนภัย งบการเกษตร รัฐบาลเน้นใช้งบประมาณไปกับการ เยียวยา แต่ไม่มีการลงทุนเพื่อลดต้นทุนและพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ งบ Soft Power กลายเป็นงบจัด Event ที่ซ้ำซ้อน ไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เกม ภาพยนตร์ หรือ วัฒนธรรมชุมชน งบสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ด้านนี้ ๔ เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในบรรดาทุก ยุทธศาสตร์ แถมยังเน้นงานสร้างซ่อมมากกว่าการจัดการเชิงระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ฟื้นฟูพื้นที่ที่มีความเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อม สุดท้ายตัวอย่างที่ผมจะยกในวันนี้ครับ งบสวัสดิการคนพิการที่ยังคงตกหล่น กระจัดกระจาย ซ้ำซ้อน ขาดการเข้าถึงอุปกรณ์พื้นฐาน นี่ใช่ไหมครับคือสิ่งที่พวกเราต้องช่วยกันเปลี่ยน เปลี่ยนวิธีการตั้งงบแบบเดิมไปสู่การตั้ง งบประมาณแบบใหม่ที่ให้ผลทวีคูณ ตัวอย่างที่ผมจะยกตัวอย่างเป็นน้ำจิ้มเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านจะยกตัวอย่างที่เจาะลึกมากกว่าผม ข้อที่ ๑ ยกตัวอย่าง เช่น งบประมาณเพื่อประกันสินเชื่อให้ SMEs จะสามารถสร้างตัวคูณในระบบ เศรษฐกิจได้สูงถึง ๗ เท่า งบช่วยเหลือเกษตรกร เปลี่ยนจากการแจกเป็นการลงทุนแบบมี เป้าหมาย สนับสนุนเครื่องจักรให้กับเกษตรกรเฉพาะพื้นที่ เฉพาะพืช และเฉพาะเวลา เพื่อให้ เกษตรกรลดการเผา ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และลดโลกร้อน Matching Fund กับท้องถิ่น ผมพูดไปแล้ว ขออนุญาตไม่พูดซ้ำ รวมถึง Green Procurement ที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้

ทุกท่านครับ จากทั้งหมดที่ผมอภิปรายมา ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมของงบ ปี ๒๕๖๙ โลกที่เปลี่ยนไป แต่งบประมาณไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประเทศไทย ขาดในตอนนี้ไม่ได้ขาดเงิน แต่ขาดวิธีการใช้เงินอย่างคุ้มค่า ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถึงแม้ท่านจะไม่ได้เป็นคนที่ทำงบประมาณด้วยตัวเอง แต่ท่านคือคนที่คุมสำนักงบประมาณ ด้วยตัวเองครับ เมื่อท่านปล่อยให้ประเทศไทยใช้งบอย่างไร้เป้าหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เคย ปรับทิศ ไม่เคยปรับทาง ไม่เคยปรับทีม พวกเราจึงต้องตั้งคำถามกันในวันนี้ว่าประเทศไทย มีคนที่คอยทำหน้าที่เป็นผู้นำรัฐบาลอยู่จริงหรือไม่ เราต่างทราบกันดีครับท่านประธาน ระบบราชการแบบไทยที่กระทรวง ทบวง กรม ทำงานกันแยกฝ่าย แยกส่วน ต่างคนต่างวิ่ง ถามว่าวิ่งอะไร วิ่งงบประมาณ ยิ่งจำเป็นต้องมีผู้นำที่กล้ากำหนดทิศทางครับ เชื่อมเป้าหมาย ของประเทศเข้าด้วยกัน กล้าตัดงบที่ไม่จำเป็นออก แต่สิ่งที่เราเห็นในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ตรงกันข้ามทุกสิ่งที่ผมพูดมาอย่างสิ้นเชิง นายกรัฐมนตรีไม่เคยลงมือปรับ ไม่เคยลงมา ดูว่าเป้าหมายที่ตัวเองประกาศไว้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน มีการตั้งงบเข้ามาจริง หรือไม่ ไม่เคยสั่งให้หน่วยงานที่ตั้งเป้าหมาย Over เกินจริงต้องกลับมาปรับทบทวนเป้าหมาย ให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงเสียใหม่ และที่สำคัญไม่เคยตัดครับ ไม่เคยตัดโครงการที่ ซ้ำซ้อน ทับซ้อน ไร้ผลเชิงยุทธศาสตร์ เพราะถ้าท่านเคยทำเราคงไม่เห็นงบ Soft Power ที่หมดไปกับการจัด Event และ PR เราคงไม่เห็นนโยบาย OFOS ที่ตั้งเป้าหมายอบรม แรงงาน ๕ ล้านคน แต่ทำได้จริงเพียงแค่ไม่ถึงหมื่น เราคงไม่เห็นงบ Startup ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่หมดไปกับการสร้างตึก ไม่ได้ช่วยพัฒนา Startup อะไรเลย เราคงไม่เห็นงบ SMEs ๔,๑๐๐ กว่าล้านบาท ที่หมดไปกับการอบรม แทนที่จะช่วยเหลือให้พวกเขาเข้าถึงตลาดและแหล่งทุน ได้ดียิ่งขึ้น เราไม่เห็นงบประมาณที่จะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรครับ แต่สิ่งที่เราเห็นก็คืองบที่รัฐบาลชำระหนี้คืน ธ.ก.ส. มากกว่า ไม่ได้ผิดอะไรนะครับ แต่รัฐบาล ควรจะให้ความสำคัญกับการยกระดับเกษตรกรมากกว่านี้ สุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันครับ เราคงไม่เห็นงบประมาณบุคลากรที่เพิ่มขึ้นใน ๓ เหล่าทัพ สวนทางกับนโยบายปฏิรูปกองทัพ อย่างสิ้นเชิง ผมขอเตือนท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ไม่ใช่แค่การจัดทำงบประมาณที่ผิดพลาด แต่คือกระจก สะท้อนไปยังตัวท่าน ว่าท่านไม่มีเป้าหมายให้กับประเทศซึ่งท่านได้ละเลยต่อการทำหน้าที่ ในฐานะผู้นำรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากทุกท่านยังจำได้ ในวันแถลงนโยบาย นายกรัฐมนตรีประกาศชัดต่อรัฐสภาและประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่าจะปฏิรูประบบ ราชการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เมื่อสักครู่ในคำแถลงงบประมาณก็ยังมีอยู่ครับ แต่วันนี้แค่การจัดทำงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ท่านได้ตั้งไว้ ท่านยังทำไม่ได้ครับ เราจึงยังคงเห็นร่างหน้าตางบประมาณที่เหมือนเดิม โครงการเหมือนเดิม ล้มเหลวเหมือนเดิม ทั้งที่ประเทศไทยในปี ๒๕๖๙ จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เรายังคงมีงบประมาณสูตรเดิมครับ เปรียบเสมือนว่าประเทศไทยไม่มีนายกรัฐมนตรีอยู่ในประเทศนี้ ทุกท่านครับ ในขณะที่ รัฐบาลเอาเวลาไปสาละวนใช้กับการแก้สมการทางการเมืองมากกว่าการแก้งบประมาณ ให้กับประเทศ คนไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติแบบเต็มตัว เมื่อผู้นำไม่กล้าปรับเพื่อที่จะเปลี่ยน สุดท้ายคนที่รับกรรมก็คือประชาชนคนไทยทั้งประเทศ และนี่คือส่วนสุดท้ายที่ผมจะอภิปราย ในช่วง ๕ นาทีต่อจากนี้เพื่อสรุปปิดครับ

ท่านประธานครับ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรมที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลัก ของประเทศ ตอนนี้รายได้ถดถอย สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน แพ้เพื่อนบ้านครับ เขาถีบคันเร่งแซงหน้าเราไปหมดแล้ว ๔ เดือนแรกในปี ๒๕๖๘ มีธุรกิจเลิกกิจการเกือบ ๔,๐๐๐ ราย เพิ่มขึ้นในช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง ๓๐๐ ราย โดยเดือนที่ผ่านมาครับ ธุรกิจที่ ยกเลิกประกอบกิจการสูงสุด ๓ อันดับแรก คือก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์และร้านอาหาร เป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงและการนำเข้าสินค้าถูก เถื่อน เข้าประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น บ้านพักคนชราก็ยังมีไม่พอ เด็กแรกเกิด ที่ขาดโอกาส เบี้ยเด็กก็ยังไม่ได้ถ้วนหน้า คนพิการก็ยังได้รับสวัสดิการที่ไม่ทั่วถึง แรงงาน ที่ค่าครองชีพก็สูงขึ้นทุกปี แต่ค่าแรงของพวกเขาแทบไม่เคยปรับขึ้น แล้วเมื่อหันไปดูตัวเลข ในเศรษฐกิจมหภาค ตัวเลขจากสภาพัฒน์ที่ผมพูดไว้ตั้งแต่ตอนต้นการอภิปรายครับ มีการปรับลดลงมาอยู่ที่ ๑.๓-๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้กระทบต่อรายได้ของรัฐ ต่อจีดีพี ในอนาคต กระทบต่อขีดความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลในอนาคต และผมอยากจะ ย้ำอีกครั้ง ไม่ได้ผิดที่การกู้ ไม่ใช่ว่าเพราะประเทศเราไม่มีเงิน แต่ประเทศเราไม่มีผู้นำที่รู้จักใช้ อำนาจในการที่จะเปลี่ยนงบประมาณที่ล้มเหลว เพื่อไม่ให้ประเทศล้มเหลวไปด้วย ท่านประธานครับ ผมอยากย้ำอีก ๑ ครั้ง สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ใช่วิกฤติทางการคลัง แต่คือ วิกฤติทางการเมือง เป็นวิกฤติของสถาบันรัฐไทย ที่เริ่มมีลักษณะเป็นระบบขูดรีด ตามที่ Acemoglu และ Robinson ได้เขียนไว้ใน Why Nations Fail ว่าอะไรครับ ประเทศที่ ล้มเหลว ไม่ได้ล้มเหลวจากการขาดเงิน แต่ล้มเหลวเพราะชนชั้นนำจงใจรักษาระบบ ที่ตัวเองได้ผลประโยชน์ไว้ ไม่เคยปรับเปลี่ยนเพื่ออนาคตของคนส่วนใหญ่และประชาชน ในประเทศ ประเทศไทยเดินทางมาไกลมากครับ เดินทางมาดิ่งไกลมากจริง ๆ เพียงแค่ ๑ ช่วงอายุคนเท่านั้น จากเดิมที่เราเคยเกือบจะเป็นเสือตัวที่ ๕ ตอนนี้เกือบจะเป็นรัฐล้มเหลว ตามสไลด์ในหน้านี้ครับ เขามีมิติในการเป็น Checklist ว่าเราได้กี่ข้อ ถ้าได้ ๒๕ ข้อขึ้นไป จาก ๓๒ ข้อ คือเราเริ่มเข้าสู่การเป็นรัฐล้มเหลวแล้ว เราเกือบจะเป็นเสือตัวที่ ๕ และตอนนี้ เกือบจะเป็นรัฐล้มเหลว ถ้าหากเรายังคงจัดทำงบประมาณอยู่แบบเดิมที่ไม่เปลี่ยน นายกรัฐมนตรียังทำงานแบบเดิมที่ไม่ปรับ เราจะไม่ใช่แค่เกือบครับ แต่เราจะกลับลุกขึ้นมา ไม่ได้อีก วันนี้ถึงแม้ประเทศไทยยังไม่ใช่รัฐล้มเหลวที่สมบูรณ์ โครงสร้างรัฐอาจจะยังไม่พัง แต่ความเชื่อมั่นของพ่อแม่พี่น้องประชาชนพังไปแล้ว เมื่อโครงสร้างของรัฐไม่เปลี่ยน คนในอำนาจที่อยู่ในอำนาจไม่ปรับ สุดท้ายคนที่รับกรรมคือคนไทยทั้งประเทศ ในเมื่อ พวกท่านคิดเองไม่ได้ ๓ วันต่อจากนี้ ผมและเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านจะมาช่วยชี้ช่องตัด บอกช่องใช้ ช่วยท่านหาเงินและบอกกลวิธีในการใช้งบประมาณทุกภาคส่วน รวมถึงเงิน แผ่นดินทั้งหมดครับ เพราะในสถานการณ์ประเทศที่วิกฤติที่สุดเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว มีสงครามการค้า เข้ามากระทบ ส่งออกติดลบ ราคาสินค้าทางการเกษตรมีปัญหา ในฐานะที่พวกผมเป็น ผู้แทนราษฎรในวันนี้ จึงไม่ใช่การอภิปรายเพื่อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ล้มเหลวอยู่แล้ว ให้ล้มเหลวมากยิ่งขึ้น แต่คือการทำหน้าที่อภิปรายเพื่อยืนยันกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน คนทั้งประเทศว่าประชาชนยังมีความหวัง ประเทศไทยยังมีทางออก ลูกหลานไทยยังมี อนาคต ความหวังของประเทศนี้คือรัฐบาลที่ต้องรู้จักใช้อำนาจ ไม่ใช่รัฐบาลที่แสวงหาอำนาจ ทางออกของประเทศนี้คือกลไกการเมืองในระบบรัฐสภาและนักการเมืองที่มาจากการ เลือกตั้งที่พวกผมจะช่วยกันปกป้องไม่ให้ล้มเหลว ไม่ให้ประเทศล้มเหลวไปด้วย รัฐสภานี้ ต้องเป็นสถาบันที่ปกป้องประเทศนี้ไว้ครับ อนาคตของลูกหลานคือข้อเสนอที่พวกผม จะอภิปรายเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีทุกท่านต่อจากนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะฟัง ข้อเสนอที่เพื่อนสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านของผมจะอภิปรายต่อจากนี้อีก ๓ วัน เพราะการ จัดงบประมาณในครั้งนี้จะเป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตาย ไม่ใช่แค่ความอยู่รอดของคนไทย แต่รวมถึง อนาคตของประเทศนี้ทั้งประเทศด้วย ขอบคุณครับ