แพทองธาร เสนองบประมาณ 69 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน เน้นเศรษฐกิจ-ความมั่นคง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘

แพทองธาร ชินวัตร แถลงและชี้แจงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วงเงินไม่เกิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเน้นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดขยายตัวร้อยละ 2.3–3.3 และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่หนี้สาธารณะยังต่ำกว่าเกณฑ์กฎหมายกำหนด รัฐบาลจึงมีความสามารถในการใช้งบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจัดสรรเงินสนับสนุนโครงการสำคัญในหลายมิติ ทั้งการป้องกันภัยพิบัติ ความมั่นคงภายในและไซเบอร์ การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การส่งเสริมการท่องเที่ยว วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม เกษตรกรรมยั่งยืน และโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งทุกรูปแบบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างรอบด้าน

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านค่ะ ดิฉัน แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้

หลักการ

ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นจำนวนไม่เกิน ๓,๗๘๐,๖๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นหกร้อยล้านบาท) โดยเป็นการ ตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลังเป็นจำนวน ๑๒๓,๕๔๑,๐๖๐,๒๐๐ บาท (หนึ่งแสนสอง หมื่นสามพันห้าร้อยสี่สิบเอ็ดล้านหกหมื่นสองร้อยบาท)

เหตุผล

เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้มีกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับใช้จ่าย ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙ ท่านประธานที่เคารพ

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่รัฐบาลนำเสนอต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมี เสถียรภาพ ต่อยอดการพัฒนาภาคการผลิตและบริการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและความเสมอภาคทางสังคม ดูแลคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของประชาชน ผ่านดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทต่าง ๆ และนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์สูงสุด ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภาวะเศรษฐกิจทั่วไป

ตามแถลงภาวะเศรษฐกิจของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ณ วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ เศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๖๘ คาดว่าจะขยายตัว ในช่วงร้อยละ ๒.๓-๓.๓ โดยมีแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐ การบริหารการบริโภคภายในประเทศ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดจากภาระหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง และมี ปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ และความผันผวนในภาคเกษตร สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ ๐.๕-๑.๕ และดุลบัญชีเงินสะพัดเกินดุลร้อยละ ๒.๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

เศรษฐกิจในปี ๒๕๖๙ คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ ๒.๓-๓.๓ โดยมีปัจจัย สนับสนุนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ในขณะที่การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า ของประเทศเศรษฐกิจหลัก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศยังเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดว่า จะอยู่ในช่วงร้อยละ ๐.๕–๑.๕ และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ ๒.๓ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ฐานะการคลัง

หนี้สาธารณะคงค้าง ณ เดือนมีนาคม ๒๕๕๘ มีจำนวน ๑๒,๐๘๐,๘๐๙.๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๖๔.๔ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบการ บริหารหนี้สาธารณะ ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดไว้ต้องไม่เกิน ร้อยละ ๗๐ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๘ มีจำนวนทั้งสิ้น ๒๕๒,๑๒๔.๘ ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับและรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ฐานะและนโยบายการเงิน

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากนโยบายการค้าโลก อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจากราคาน้ำมันดิบโลกและ มาตรการภาครัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาค่าครองชีพและลดต้นทุนของภาคธุรกิจด้านภาวะ การเงินโดยรวมยังตึงตัว คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย นโยบายเป็นร้อยละ ๑.๗๕ ต่อปี ในการประชุมเดือนเมษายน ๒๕๖๘ เพื่อให้สอดคล้องกับ แนวโน้มเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งสามารถดูแลภาวะการเงินให้ เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป

สำหรับฐานะการเงินด้านการด้านต่างประเทศของไทยอยู่ในเกณฑ์ดี มูลค่า เงินสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ มีจำนวน ๒๓๗,๐๔๕.๗ ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ ๒.๔ เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งจัดว่าอยู่ใน ระดับที่แข็งแกร่ง นโยบายการคลังและความสัมพันธ์ระหว่างรายรับและงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง

ภายใต้สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ รัฐบาล จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงสนับสนุนการฟื้นตัวและส่งเสริมอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับ ที่เหมาะสม โดยประมาณการจัดการเก็บภาษีจากอากรสุทธิ การขายสิ่งของและบริการ รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น รวมทั้งสิ้น จำนวน ๓,๐๖๑,๖๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑.๓ จากปีก่อน และหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตาม พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน ๑๔๑,๐๐๐ ล้านบาท คงเหลือเป็น รายได้สุทธิที่สามารถนำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายของรัฐบาล จำนวน ๒,๙๒๐,๖๐๐ ล้านบาท และกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็นรายรับทั้งสิ้น ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท เท่ากับวงเงินงบประมาณรายจ่าย สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. ๒๕๖๙

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท จำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน ๒,๖๕๒,๓๐๑.๓ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๗๐.๒ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน ๑๒๓,๕๔๑.๑ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๓.๓ รายจ่ายลงทุน จำนวน ๘๖๔,๐๗๗.๒ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๒๒.๙ และรายจ่ายชำระคืนเงินกู้ จำนวน ๑๕๑,๒๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๔.๐ โดยรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ที่เป็นรายจ่าย ลงทุนกรณีการกู้เพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน ๑๐,๕๑๙.๖ ล้านบาท

ทั้งนี้สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่าย ขอจำแนกการนำเสนอตามกลุ่ม งบประมาณ และยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ดังนี้ ๑. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ ประกอบด้วย

๑.๑ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง จำนวน ๖๓๒,๙๖๘.๘ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๑๖.๗ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๒ งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ จำนวน ๑,๔๐๘,๐๖๐.๓ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓๗.๒ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๓ งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ จำนวน ๙๘,๗๖๗.๘ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๒.๖ ของวงเงินงบประมาณ จำนวน ๙ เรื่อง ได้แก่

๑. ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

๒. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

๓. ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

๔. เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย

๕. บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

๖. ป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด

๗. พัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต

๘. รัฐบาลดิจิทัล

๙. สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

๑.๔ งบประมาณรายจ่ายบุคลากร จำนวน ๘๒๐,๘๒๐.๘ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๒๑.๗ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๕ งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน จำนวน ๒๗๔,๕๗๖.๘ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๗.๓ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๖ งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ จำนวน ๔๒๑,๘๖๔.๔ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๑.๒ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๗ งบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน ๑๒๓,๕๔๑.๑ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓.๓ ของวงเงินงบประมาณ ๒. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ จำแนกตามยุทธศาสตร์การ จัดสรรงบประมาณ

กำหนดไว้จำนวน ๖ ยุทธศาสตร์ ๑ รายการ มีรายละเอียดการดำเนินงานที่ สำคัญ สรุปได้ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ : ด้านความมั่นคง

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๔๑๕,๓๒๗.๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๑.๐ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อพัฒนาความมั่นคงของประเทศ จำแนก การดำเนินงานสำคัญ ดังนี้

๑) การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณ ๑,๔๗๕.๐ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยมีการสูญเสียและเหตุการณ์รุนแรงลดลงร้อยละ ๙๐ เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๐ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการใช้ภาษาที่ หลากหลาย ระงับยับยั้งการบ่มเพาะทางความคิดที่อาจบิดเบือนจากหลักศาสนา ตลอดจน ขยายความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศและภาคประชาชน

๒) การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งบประมาณ ๕,๔๑๘.๓ ล้านบาท เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศแนวหน้าในภูมิภาคอาเซียน มีเกียรติภูมิ อำนาจต่อรอง และได้รับการยอมรับในสากล เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างอำนาจแบบนุ่มนวล ดำเนินการเพื่อสันติภาพตามกรอบสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึง ส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและทางทหารกับมิตรประเทศ จัดทำเขตการค้าเสรี และเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในประชาคมโลก

๓) การป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด งบประมาณ ๕,๔๖๒.๓ ล้านบาท เพื่อให้ปัญหายาเสพติดได้รับการแก้ไข เด็ก เยาวชน ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนรู้เท่าทันและปลอดภัยจากยาเสพติด จับกุมผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้มีอิทธิพล รวมถึง ร่วมมือกับต่างประเทศในการควบคุมและสกัดกั้นยาเสพติด ตลอดจนให้การช่วยเหลือ ผู้เสพยาเสพติดให้เข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างการยอมรับและให้โอกาสทางสังคมกับผู้ที่ได้รับการบำบัด สามารถกลับมาใช้ชีวิต ในสังคมได้ตามปกติ

๔) การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ งบประมาณ ๑๓,๔๓๖.๑ ล้านบาท เพื่อพิทักษ์รักษาและธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์และ สถาบันหลักของชาติ สร้างความผูกพันที่ดีระหว่างสถาบันหลักและประชาชน ความจงรักภักดี และเป็นที่เคารพยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยภายใต้การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

๕) การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง งบประมาณ ๒๓,๘๔๒.๐ ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ป้องกันภัยคุกคาม ภัยอาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงทางชายแดน ชายฝั่งทะเล โดยเสริมสร้าง ขีดความสามารถในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มีการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการ พังทลายของตลิ่งริมแม่น้ำตามชายแดนระหว่างประเทศและพื้นที่ชายฝั่งทะเล เพื่อป้องกัน การสูญเสียดินแดนของประเทศ และมีระบบป้องกันเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี ตลอดจนติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการทำประมงให้เป็นไปตามกฎหมาย

๖) การพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติและระบบบริหารจัดการ ภัยพิบัติ งบประมาณ ๒๖,๖๘๕.๕ ล้านบาท เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในการเตรียมความพร้อมช่วยเหลือ ป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยและภัยพิบัติ โดยพัฒนาระบบเตือนภัยให้รองรับและครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัย ทั่วประเทศ ระบบพยากรณ์เตือนภัยล่วงหน้า และฝึกอบรมบุคลากรให้มีทักษะและ สมรรถนะในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งลดความเสียหายและป้องกัน การพังทลายของพื้นที่ตลิ่งริมแม่น้ำภายในประเทศ ด้วยเขื่อนป้องกันตลิ่งความยาว ไม่น้อยกว่า ๒๖๑,๖๐๐ เมตร

๗) การรักษาความสงบภายในประเทศ การพัฒนาศักยภาพ การป้องกัน ประเทศ และความพร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ งบประมาณ ๙๒,๕๑๙.๙ ล้านบาท เพื่อให้ ประชาชนมีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อำนวยความยุติธรรมและบริการ ประชาชน รวมถึงส่งเสริมให้หน่วยงานด้านความมั่นคงมีความพร้อมที่จะเผชิญภัยคุกคาม ทุกรูปแบบ พัฒนาระบบงานข่าวกรองและขีดความสามารถของกองทัพด้านการพัฒนา ประเทศ การช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกัน ประเทศและพลังงานทหาร

๘) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ ๔๐,๖๒๑.๕ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๒๐๕,๘๖๗.๓ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนภารกิจ ด้านความมั่นคง พัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข พัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวมและจัดการปัญหา แรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ : ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๓๙๔,๖๑๑.๖ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๐.๕ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มีเสถียรภาพและยั่งยืน จำแนกการดำเนินงาน สำคัญ ดังนี้

๑) การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ งบประมาณ ๔๗๐.๑ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจ และสังคม โดยขยายการค้าการลงทุนชายแดนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด่านศุลกากร ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

๒) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล งบประมาณ ๑,๕๕๕.๔ ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในส่วนของโครงข่ายสื่อหลัก และบรอดแบนด์ ความเร็วสูงที่มีคุณภาพ มั่นคง ปลอดภัย ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยส่งเสริมการลงทุนและ ใช้ทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน อาทิ การบริการคลาวด์ภาครัฐพร้อมมาตรการ เฝ้าระวังภัยคุกคามไซเบอร์และตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ การตรวจสอบเหตุการณ์ ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล แก้ปัญหาแพลตฟอร์มออนไลน์ สร้างความตระหนักรู้ และเพิ่ม ประสิทธิภาพการช่วยเหลือประชาชนด้านคดีและภัยออนไลน์

๓) การพัฒนาความมั่นคงทางพลังงาน งบประมาณ ๑,๙๓๕.๘ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและพัฒนาปัจจัยแวดล้อมในการจัดหาพลังงานและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านพลังงานทั้งระบบให้มีความมั่นคง โดยรักษาอัตราการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว ในประเทศไม่น้อยกว่า ๑๔๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน สนับสนุนการผลิตและใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงกำกับดูแล กลไกตลาดพลังงานให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม

๔) การขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ งบประมาณ ๔,๐๔๔.๕ ล้านบาท เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นกลไกสำคัญในการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันทุน ทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการ สร้างมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ สร้างเครือข่ายความร่วมมือและเครือข่ายธุรกิจ สนับสนุน การผลิตภาพยนตร์ไทยในการสร้างเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในระดับสากล และสนับสนุนสิทธิประโยชน์และแหล่งเงินทุน

๕) การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็งแข่งขันได้ งบประมาณ ๔,๑๙๖.๐ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและสร้างขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการไทย มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ขยายตลาด และมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้ประกอบการ ชุมชน ให้มีความรู้และพัฒนาทักษะของการเป็นผู้ประกอบการที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน มีการใช้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าและบริการ ส่งผลให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสังคม

๖) การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต งบประมาณ ๕,๘๘๔.๒ ล้านบาท เพื่อเพิ่มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ ๔.๘ โดยส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรม ชีวภาพและอาหารแห่งอนาคต บริการทางการแพทย์ เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และอากาศยาน เป็นต้น

๗) การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว งบประมาณ ๘,๐๗๕.๑ ล้านบาท เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศ โดยมีเป้าหมาย เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว ๓.๕ ล้านล้านบาท และอันดับการพัฒนาการเดินทางและการ ท่องเที่ยวให้อยู่ ๑ ใน ๒๘ ของโลกด้วยการส่งเสริมการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สนับสนุนการสร้างความหลากหลายด้านการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับความต้องการเดินทาง ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กลุ่มคุณภาพ กลุ่มกีฬา กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มความสนใจ พิเศษไม่น้อยกว่า ๔๐ ล้านคน รวมทั้งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายในการถ่ายทำ ภาพยนตร์ต่างประเทศ นำเสนอและรักษาจุดเด่นด้านขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย รวมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้กับ นักท่องเที่ยว

๘) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก งบประมาณ ๘,๓๔๑.๑ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการลงทุนจริงในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง และระบบ สาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้สะดวก และเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ เช่น พัฒนา โครงข่ายขนส่งทางถนน ระยะทางไม่น้อยกว่า ๑๐๒.๖ กิโลเมตร โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมสามสนามบิน เป็นต้น ยกระดับและพัฒนาศูนย์การแพทย์ครบวงจร ผลิตและพัฒนา บุคลากรให้มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อรองรับอุตสาหกรรม เป้าหมายไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐ คน และถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่และเกษตร อัจฉริยะ ๔๐ ชุมชน

๙) การพัฒนาพื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ งบประมาณ ๑๑,๔๖๗.๗ ล้านบาท เพื่อกระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมในทุกภูมิภาคของประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ระบบสี่อสารด้วยเทคโนโลยีระบบดิจิทัล ที่ทันสมัย รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยเพื่อยกระดับความน่าอยู่ ของเมือง โดยใช้แผนผังภูมินิเวศเป็นกรอบในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชนบทมั่งคั่ง เกษตรยั่งยืน และอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ รวมถึงผังพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งโบราณคดี ประเพณี และอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยสนับสนุนการวางผังเมือง ๔๑ ผัง และจัดรูปที่ดิน ๒,๑๙๔ ไร่

๑๐) การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม งบประมาณ ๑๙,๘๒๘.๓ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อรองรับการต่อยอดสู่อุตสาหกรรม พัฒนาบุคลากร ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้มีทักษะสูงขึ้น ไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ ราย รวมถึงพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรม Semiconductor, EV และ AI ให้มีการจ้างงาน ในภาคอุตสาหกรรมไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ ราย และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการธุรกิจ ฐานนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายให้สามารถแข่งขันในระดับสากล อันจะส่งผล ให้เกิดการสร้างรายได้รวมไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท

๑๑) การเกษตรสร้างมูลค่า งบประมาณ ๓๕,๐๕๔.๙ ล้านบาท เพื่อยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันและผลิตภาพด้านการผลิตภาคเกษตรเพิ่มขึ้น โดยส่งเสริม ระบบเกษตรแปลงใหญ่ จำนวน ๒๙๘,๓๔๐ ไร่ บริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตาม แผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) จำนวน ๖๑,๔๓๕ ไร่ ส่งเสริม การพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาศักยภาพ กระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตร ยกระดับ ผ้าไหมให้ได้การรับรองมาตรฐานและสร้างมูลค่าสินค้าหม่อนไหมเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๐ ส่งเสริม การผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเข้าสู่ระบบ มาตรฐานความปลอดภัย ก่อสร้างแหล่งน้ำนอกเขตชลประทานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ กักเก็บและบรรเทาปัญหาภัยแล้ง สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรและ ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ๗๐ แห่ง อนุรักษ์ฐานทรัพยากรชีวภาพทางการเกษตร ๓๘ แห่ง พัฒนาความเข้มแข็งการผลิตในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตร ๑,๕๑๐ กิจการ ๙๘ ผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการจัดการผลผลิตอย่างเป็นระบบและครบวงจร สร้างเกษตรกร รุ่นใหม่และส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งช่วยเหลือเกษตรกรในการแก้ไขปัญหา ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าเกษตร

๑๒) การพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ งบประมาณ ๒๑๑,๙๖๓.๐ ล้านบาท เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลด ต้นทุนโลจิสติกส์และนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สนับสนุน ให้เกิดการขนส่งอย่างต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ บำรุงรักษาและกำกับดูแลการคมนาคมให้มี ความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เช่น ทางถนน ก่อสร้างและบำรุงทาง ๑๓๔,๙๑๐ กิโลเมตร และปรับปรุงจุดเสี่ยงบริเวณอันตราย ๓,๙๕๖ แห่ง ทางราง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมการขนส่งทางราง อาทิ รถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย ระบบ รถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อสร้างทางรถไฟ สายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม และปรับปรุงบำรุงรักษาทางรถไฟ ทางน้ำ พัฒนาท่าเรือ ๒๕ แห่ง ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง ๑๔ แห่ง และรักษาสภาพทางน้ำ ๘๓ แห่ง และทางอากาศ พัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยาน ๒๖ แห่ง เพื่อรองรับผู้โดยสาร ๕๔ ล้านคน รวมถึงพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และตรงต่อเวลา

๑๓) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ ๓๘,๑๑๒.๙ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๔๓,๖๘๒.๖ ล้านบาท เพื่อสนับสนุน ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า โดยยกระดับการพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจ กำลังคน วัฒนธรรม ประเพณี และ ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขยายโอกาสทางการค้าและ การลงทุน โดยมีมูลค่าที่ขอรับการสนับสนุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ๑,๐๐๐ ล้านบาท ควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตประชาชน ยุทธศาสตร์ที่ ๓ : ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๖๐๕,๙๒๗.๓ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๐ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ คู่คุณธรรมและคุณภาพชีวิตที่ดี จำแนกการดำเนินงานสำคัญ ดังนี้

๑) การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม งบประมาณ ๓,๔๔๗.๗ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม มีส่วนร่วม ในกิจกรรมเทิดพระเกียรติ กิจกรรมด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และร่วมอนุรักษ์ สืบสาน ตระหนักถึงคุณค่ามรดกศิลปวัฒนธรรมไม่น้อยกว่า ๑๑.๘ ล้านคน รวมทั้งพัฒนาทุน ทางวัฒนธรรมเพื่อต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ และนำไปสู่การเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นไทยสู่สากล

๒) การเสริมสร้างศักยภาพการกีฬา งบประมาณ ๓,๘๓๒.๗ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายและเล่นกีฬาเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง โดยสนับสนุน ศูนย์บริการกีฬาและอุปกรณ์ พัฒนาบุคลากรด้านการกีฬา นันทนาการ และวิทยาศาสตร์ การกีฬาอย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานสากล ตลอดจนมุ่งเน้นการพัฒนาเยาวชน สู่ความเป็นเลิศด้านกีฬาอาชีพและกีฬาระดับนานาชาติ

๓) การเสริมสร้างให้คนมีสุขภาวะที่ดี งบประมาณ ๗๑,๘๖๘.๐ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ได้ มาตรฐานสากล ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมการผลิตแพทย์ พยาบาล บุคลากร ด้านสาธารณสุขไม่น้อยกว่า ๔๒,๔๐๐ คน และกระจายแพทย์ไปสู่ชนบท ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ คนต่อปี ยกระดับระบบสาธารณสุขและระบบบริการสุขภาพที่ทันสมัย เพื่อให้ ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้อย่างทันเวลาและรองรับการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม การแพทย์ สนับสนุนการพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ระบบ การดูแลสุขภาพจิต ระบบการแพทย์ฉุกเฉินและระบบส่งต่อ สนับสนุนเครื่องมือ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อรองรับโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ รวมทั้งส่งเสริม การทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน ๑,๐๗๕,๑๖๓ คน และภาคีเครือข่ายให้มีศักยภาพในการจัดการสุขภาพชุมชนได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน รวมทั้ง พัฒนาแพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก และสมุนไพรไทย เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

๔) การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การเรียนรู้ และศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต งบประมาณ ๗๓,๕๓๑.๑ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนา อย่างเต็มศักยภาพ มีสุขภาวะที่ดี สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อสร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำ โดยปฏิรูประบบการศึกษาและปรับรูปแบบการเรียนการสอน สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มที่สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา สนับสนุน ทุนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ไม่น้อยกว่า ๑๓,๐๐๐ คน ยกระดับการผลิต และพัฒนาศักยภาพทางวิชาชีพกำลังคนอาชีวศึกษา ๖๐,๐๐๐ คน พัฒนาครูและบุคลากร ทางการศึกษาให้เป็นครูยุคใหม่ สนับสนุนการคืนครูให้นักเรียนไม่น้อยกว่า ๗๓,๐๐๐ คน พัฒนาการจัดการเรียนรู้สะตีมศึกษา (STEAM Education) สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ผลิตและพัฒนากำลังคนอุดมศึกษาและกลุ่มแรงงานให้มีทักษะและสมรรถนะสูง สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน และรองรับภาคอุตสาหกรรมและบริการอุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พัฒนา ทักษะวิชาชีพและอบรมอาชีพระยะสั้นให้กับกลุ่มเป้าหมาย ๑,๒๗๙,๓๓๐ คน ตลอดจน ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้รับการพัฒนาศักยภาพและทักษะอาชีพไม่น้อยกว่า ๓๕,๔๐๐ คน ให้สามารถประกอบอาชีพที่เหมาะสม พึ่งพาตนเองได้อย่างมีความสุข

๕) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ ๒๓,๕๓๓.๘ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๔๒๙,๗๑๔.๐ ล้านบาท เพื่อสนับสนุน การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ น้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ในการพัฒนาสังคมและชุมชนในท้องถิ่น ยุทธศาสตร์ที่ ๔ : ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๙๔๒,๗๐๙.๒ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๔.๙ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับสวัสดิการพื้นฐาน บริการสาธารณะอย่างทั่วถึงเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ จำแนกการ ดำเนินงานสำคัญ ดังนี้

๑) การบริหารจัดการที่ดิน ทรัพยากรดิน และการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก งบประมาณ ๓,๙๓๐.๑ ล้านบาท เพื่อเพิ่มการกระจายหรือการถือครองที่ดินทำกินให้กับ เกษตรกรและประชาชนอย่างเข้าถึงได้และเป็นธรรม พัฒนาแนวทางการพิสูจน์สิทธิ ในที่ดินและระบบการออกเอกสารสิทธิ โดยมีการสำรวจและรังวัดรูปแปลงโฉนดที่ดิน ให้แก่ประชาชน ๘๖,๐๐๐ แปลง ตรวจสอบหนังสือเอกสารสิทธิที่ดินในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ๔,๐๔๒ หมู่บ้าน จัดระเบียบการใช้ที่ดินและจัดทำแผนการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ ในระดับพื้นที่ รวมถึงพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร ๒,๕๔๐ ราย ส่งเสริมการผลิต การตลาด และ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน พัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ๒๖,๔๕๔ กลุ่ม/ราย ให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล

๒) มาตรการแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มและ การรองรับสังคมสูงวัย งบประมาณ ๑๔,๐๑๐.๘ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้รับการคุ้มครองและมีสวัสดิการสังคมที่เพียงพอ เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต สามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานของรัฐและโอกาสทางสังคมได้ อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย โดยสร้างที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคง ๓,๓๗๐ ครัวเรือน บ้านพอเพียง ๑๕,๖๒๕ ครัวเรือน พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร และสนับสนุน ให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงแหล่งสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ตลอดจนการเตรียม ความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ มีความมั่นคงในทุกมิติ อาทิ ปรับสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุให้เหมาะสมไม่น้อยกว่า ๑๓,๖๐๐ แห่ง ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึง ระบบและนวัตกรรมการดูแลสุขภาพ ๓ ล้านคน และสนับสนุนการจัดการศพผู้สูงอายุ ตามประเพณี ๑๕๓,๙๒๗ ราย

๓) การส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ งบประมาณ ๒๖,๕๒๕.๒ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดให้เป็นศูนย์กลางความเจริญ ทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นให้ภาคประชาชนมีบทบาทในการกำหนด ทิศทางการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งบูรณาการแผนให้สอดคล้องกันในทุกระดับ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ โดยให้ ความสำคัญกับสัดส่วนของจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด นำไปสู่การยกระดับคุณภาพ ชีวิต กระจายรายได้ให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ตลอดจนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ จากศักยภาพของฐานทรัพยากรในแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติทุนทางวัฒนธรรม และทุนทางสังคม

๔) การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและสังคม งบประมาณ ๑๐๑,๖๔๑.๒ ล้านบาท เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า ๙,๕๒๗,๓๐๐ คน ส่งเสริมและสนับสนุนกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๙,๔๐๐ คน พัฒนาศักยภาพครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา สนับสนุน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน ๗,๙๕๐ คน รวมทั้งสนับสนุนสินเชื่อ เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรผ่านกองทุนฟื้นฟูและ พัฒนาเกษตรกร ๒,๐๑๔ ราย ส่งเสริมกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการและสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง

๕) การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น งบประมาณ ๓๘๐,๑๔๔.๕ ล้านบาท เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองได้ในทุกมิติ ประชาชนในพื้นที่ได้รับบริการสาธารณะที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงผ่านการดำเนินงานที่สำคัญ อาทิ สนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๙๕๑,๔๖๖ คน สนับสนุนอาหารเสริม (นม) ๔,๙๖๗,๖๕๘ คน และอาหาร กลางวัน ๕,๕๑๕,๓๑๑ คน สนับสนุนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ๑๒,๖๘๔,๔๕๕ คน เบี้ยยังชีพ ความพิการ ๒,๒๕๘,๕๙๑ คน รวมถึงสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำเสียและขยะในระดับ จังหวัด ส่งเสริมและพัฒนาภาคเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม การค้า และการลงทุน ตลอดจนส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงนโยบายและการบริหารจัดการระหว่างส่วนภูมิภาค และส่วนกลาง เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดบริการสาธารณะได้อย่างคล่องตัวและมี ประสิทธิภาพ

๖) การสร้างหลักประกันและพลังทางสังคม งบประมาณ ๔๐๗,๑๑๙.๐ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองและมีหลักประกันทางสังคม โดยเพิ่มความสะดวก จากบริการพื้นฐานการแพทย์ใกล้บ้านผ่านนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชน ใบเดียว ไม่น้อยกว่า ๔๗,๕๐๒,๐๐๐ คน สนับสนุนเบี้ยเด็กแรกเกิดถึง ๖ ปี ไม่น้อยกว่า ๒,๖๒๐,๗๐๐ คน ส่งเสริมการสร้างหลักประกันสังคม และสวัสดิการสำหรับแรงงานในระบบ และนอกระบบให้สามารถเข้าถึงระบบประกันสังคมอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม จัดประชารัฐ สวัสดิการเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยไม่น้อยกว่า ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ คน ส่งเสริม อาชีพแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ๙๔,๑๒๐ คน และประชาชนในหมู่บ้านเป้าหมายเข้าถึง แหล่งทุน ๕๐,๐๐๐ คน รวมถึงสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อให้เกิดการ พัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

๗) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐาน งบประมาณ ๖๖๕.๖ ล้านบาท และ ค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๘,๖๗๒.๘ ล้านบาท เพื่อให้การดำเนินภารกิจ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีประสิทธิภาพภาพและเกิดความคุ้มค่า รวมทั้งสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติเพิ่มโอกาสให้ทุกภาคส่วน เป็นกำลังของการพัฒนาประเทศในทุกระดับ ยุทธศาสตร์ที่ ๕ : ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๑๔๗,๒๑๖.๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓.๙ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจ สีเขียว เศรษฐกิจภาคทะเล ส่งเสริมการรับมือกับภัยธรรมชาติ การจัดการมลพิษและสุขภาพ ประชาชน และการบริหารจัดการผลิตภาพน้ำทั้งระบบ จำแนกการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

๑) การจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม งบประมาณ ๑,๑๔๔.๒ ล้านบาท เพื่อให้ประเทศมีการบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพโดยแก้ปัญหาขยะ ทุกประเภท ป้องกันและแก้ปัญหาการลักลอบ กำจัดหรือฝังกลบกากอุตสาหกรรม บริหาร จัดการการใช้ทรัพยากรดิน ส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร จัดการคุณภาพอากาศ ของแต่ละพื้นที่ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพิ่มขีดความสามารถของท้องถิ่นในการจัดการ สิ่งแวดล้อมและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการ รับมือกับภัยธรรมชาติและ PM 2.5 ส่งเสริมการสร้างพฤติกรรมของประชาชนในการดูแล รักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการสร้างมลพิษที่ยั่งยืน

๒) การจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ งบประมาณ ๒,๓๖๘.๓ ล้านบาท เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกโดยรวมลดลง ๖๙ ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าหรือคิดเป็นร้อยละ ๑๒.๔๓ จากกรณีปกติส่งเสริมนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) และลด ผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสริมสร้างขีด ความสามารถในการลดมลพิษอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก พัฒนาประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

๓) การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และป้องกันการทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติ และการสนับสนุนการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม งบประมาณ ๗,๖๖๐.๙ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ ป้องกัน อนุรักษ์ และรักษาพื้นที่ป่าในความดูแล ๙๙ ล้านไร่ พัฒนาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภท ๙,๖๐๔ ไร่ ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ ๓๗,๓๐๐ ไร่ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้รับการป้องกัน และควบคุมไฟป่าไม่น้อยกว่า ๒๗.๓ ล้านไร่ ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสีเขียว และรักษาสมดุลของระบบนิเวศท้องถิ่น รวมทั้งสนับสนุน การมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และป้องกันการทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๔) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเสริมสร้างประสิทธิภาพ การบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำ งบประมาณ ๑๐๗,๔๘๕.๗ ล้านบาท เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง ด้านน้ำเพิ่มขึ้น โดยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยเพิ่ม ประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ จัดหาแหล่งน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค ผ่านการจัดหาแหล่งน้ำสำรองเพื่อระบบประปา ๑๕๔,๓๘๗ ครัวเรือน สร้างความมั่นคง ด้านน้ำทั้งภาคการผลิต เกษตร และอุตสาหกรรม ให้มีต้นทุนน้ำใช้อย่างสมดุล มีพื้นที่ รับประโยชน์จากแหล่งน้ำเพิ่มขึ้น ๔๓๘,๔๑๖ ไร่ ปริมาณน้ำฝนจากการปฏิบัติการฝนหลวง ในพื้นที่การเกษตรและอ่างเก็บน้ำ ๑,๖๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตร การจัดการน้ำท่วมและ บรรเทาสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ ๓๑๔,๒๓๕ ไร่ ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ธรรมชาติ พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำเสีย ๑,๒๔๓ แห่ง อนุรักษ์ฟื้นฟู สภาพป่าต้นน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ๙๗,๑๓๔ ไร่ ปลูกป่า ฟื้นฟู ๑๖,๓๕๐ ไร่ และพื้นที่ชลประทานเดิมได้รับการปรับปรุง ๘๑๓,๐๒๔ ไร่

๕) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ ๑๐,๘๒๖.๕ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๑๗,๗๓๑.๓ ล้านบาท เพื่อรักษาพื้นที่ ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติให้มีความสมบูรณ์ สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรดิน และแร่ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สนับสนุนการ ปฏิบัติการฝนหลวง พัฒนาแหล่งอนุรักษ์พันธุ์พืช รวมทั้งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคม เศรษฐกิจภาคทะเล โดยจัดการลดปริมาณขยะและของเสียลงสู่ทะเล อนุรักษ์สัตว์ทะเล หายากใกล้สูญพันธุ์ ฟื้นฟูปะการังและหญ้าทะเล ตลอดจนฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและ ชายฝั่งโดยการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและประชาชน ยุทธศาสตร์ที่ ๖ : ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๖๐๕,๔๔๓.๖ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๐ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐ ให้มีขีด สมรรถนะสูง โดยเปลี่ยนผ่านไปสู่ราชการทันสมัยในระบบดิจิทัล การจัดการปัญหาทุจริตและ ประพฤติมิชอบ จำแนกการดำเนินงานสำคัญ ดังนี้

๑) การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ งบประมาณ ๙๖๑.๒ ล้านบาท เพื่อทำให้ประเทศไทยปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยปลูกฝังวิธีคิด ปลุกจิตสำนึก ให้มีพฤติกรรมซื่อสัตย์สุจริต พัฒนาศักยภาพเครือข่าย เฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส มุ่งเน้นการ “ป้องนำปราบ" ขับเคลื่อนมาตรการและแนวทางในการป้องกันการทุจริตของหน่วยงาน ภาครัฐ โดยมีเป้าหมายค่าดัชนีการรับรู้การทุจริตอยู่ในอันดับ ๑ ใน ๔๕ และ/หรือ ได้คะแนน ไม่ต่ำกว่า ๕๖ คะแนน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานคดีทุจริต และการบังคับใช้ กฎหมาย

๒) รัฐบาลดิจิทัล งบประมาณ ๖,๙๒๑.๗ ล้านบาท เพื่อยกระดับการเปลี่ยน ผ่านดิจิทัลภาครัฐให้ยืดหยุ่น คล่องตัว หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ดิจิทัลเพื่อให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยการเตรียมความพร้อม พื้นฐานที่จำเป็น (Fundamental) เพื่อรองรับการให้บริการ และผลักดันหน่วยงานภาครัฐ ให้มีระดับบริการและการดำเนินงานตามนโยบาย Cloud First พัฒนาแพลตฟอร์มบริการ พื้นฐานหรือเครื่องมือดิจิทัลกลางภาครัฐด้วย AI โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และบูรณาการ ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มบริการแบบเบ็ดเสร็จเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ

๓) การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม งบประมาณ ๑๗,๘๘๑.๐ ล้านบาท เพื่อพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา โดยทบทวนความจำเป็นและความเหมาะสมของกฎหมายที่มีอยู่ ลดข้อจำกัดด้านกฎหมาย แก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย พัฒนาและบูรณาการฐานข้อมูลกลางด้านกฎหมายของ ประเทศ บังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปด้วยความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลเป็นช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ตลอดกระบวนการพิจารณาคดี ส่งเสริมและบริหารจัดการให้กระบวนการยุติธรรมมีความเสมอภาค ปราศจากการเลือก ปฏิบัติ และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

๔) การพัฒนาบริการประชาชนและการพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ งบประมาณ ๓๐,๒๙๖.๘ ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบการบริการภาครัฐให้สามารถติดต่อ ราชการได้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ลดค่าใช้จ่าย และตรวจสอบได้ โดยบูรณาการงานในพื้นที่ และการบริหารราชการส่วนภูมิภาค การขับเคลื่อนศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ พัฒนาการ ให้บริการทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลสารสนเทศ และรังวัดที่ดินแก่ ประชาชน ๑๓ ล้านราย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ขยายฐานภาษีและ ปรับปรุงระบบภาษีให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจของประเทศ พัฒนาระบบการคลังล่วงหน้า ระยะปานกลางและระยะยาว มีการปรับสมดุลภาครัฐให้เหมาะสมกับภารกิจ ตลอดจนสร้าง บุคลากรภาครัฐให้มีความรู้ ความสามารถ ควบคู่ไปกับหลักระบบคุณธรรม

๕) การสนับสนุนด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ภาครัฐ งบประมาณ ๔๐๘,๓๓๗.๗ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐสามารถ ปฏิบัติงานและให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการดำเนินงานด้านนิติบัญญัติ และเป็น ค่าใช้จ่ายตามสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ของบุคลากรภาครัฐที่กำหนดไว้ในงบกลาง ได้แก่ เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ เงินสมทบ เงินชดเชยของข้าราชการ และเงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ

๖) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐาน งบประมาณ ๒๕,๘๙๐.๔ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๑๑๕,๑๕๒.๘ ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบงานของ ภาครัฐและพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน เกิดความ คุ้มค่าในการดำเนินภารกิจของรัฐ รายการค่าดำเนินการภาครัฐ

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้ จำนวน ๖๖๙,๓๖๕.๕ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๗.๗ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยมิได้คาดหมายสำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ และชดใช้ เงินคงคลัง ดังนี้

แผนงานบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน ๑๒๓,๙๖๐.๐ ล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การเยียวยาหรือบรรเทาความ เสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง ภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ และเงิน ชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง รวมทั้งการกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงวินัยทางการคลัง

การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน ๔๒๑,๘๖๔.๔ ล้านบาท เพื่อให้ การบริหารจัดการหนี้และการชำระหนี้ภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ สูงสุดต่อเศรษฐกิจ

รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน ๑๒๓,๕๔๑.๑ ล้านบาท เพื่อเป็น รายจ่ายชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว ตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม

สำหรับเอกสารประกอบได้มีการจัดทำให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการ งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ ดังนี้

๑. คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙

๒. รายรับรายจ่ายเปรียบเทียบระหว่างปีที่ล่วงมาแล้ว ปีปัจจุบันและปีที่ขอ ตั้งงบประมาณรายจ่าย แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๑ (เล่มคาดส้ม)

๓. คำอธิบายเกี่ยวกับประมาณการรายรับและวิธีหาเงินส่วนที่ขาดดุลแสดงไว้ ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๒ (เล่มคาดเขียว)

๔. คำชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง ซึ่งรวมถึงการแสดง ผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้จ่ายงบประมาณและความสอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ชาติ แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๓ (เล่มคาดแดง) และฉบับที่ ๔ (เล่มคาดเหลือง)

๕. รายงานเกี่ยวกับสถานะทางการเงินโดยรวมของรัฐวิสาหกิจ แสดงไว้ใน เอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๕ (เล่มคาดม่วง)

๖. รายงานเกี่ยวกับสถานะเงินนอกงบประมาณและแผนการใช้จ่ายเงินนอก งบประมาณโดยรวมของหน่วยรับงบประมาณ แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๗ (เล่มคาดชมพู)

๗. คำอธิบายเกี่ยวกับหนี้ของรัฐบาลทั้งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันและหนี้ที่ เสนอเพิ่มเติม แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๕ (เล่มคาดม่วง)

๘. ผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของปีงบประมาณ ที่ล่วงมาแล้ว แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๖ (เล่มคาดน้ำเงิน)

๙. ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ สรุป

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ที่รัฐบาลเสนอในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ภายใต้ข้อจำกัดด้านรายได้ และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก รัฐบาลจึงดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลเพื่อรักษา เสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยกำหนดวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๓,๗๘๐,๖๐๐ ล้านบาท เพื่อให้ หน่วยรับงบประมาณใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ทั้งในด้านความมั่นคง การสร้างความสามารถในการ แข่งขัน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม การดูแลทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศ สามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายงบประมาณอย่าง แท้จริง และเกิดผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป