จุลพงศ์ อยู่เกษ สภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน หารือเรื่องพระราชกำหนดฉบับ 2 ฉบับ และถามรัฐมนตรีว่า มาตรา 4, 5, 7, 7/1, 8/1, 26/1 ในพระราชกำหนดฉบับ 2 ฉบับนี้ มีความจำเป็นและเร่งด่วนหรือไม่
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลา ๑๐ นาทีนี้อภิปรายและตั้งคำถามไปยังผู้ชี้แจงเกี่ยวกับ พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้เป็นพระราชกำหนดที่แก้ พระราชกำหนดฉบับเดิม ตอนนั้นเมื่อปี ๒๕๖๑ ทุกท่านก็คงทราบว่าสถานการณ์ตอนนั้น มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน คำถามผมก็คือว่าตัวพระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ที่มาออกตอนนี้ มันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ จริงหรือเปล่า โดยเฉพาะวรรคสองว่ามีความจำเป็น เร่งด่วน ท่านรัฐมนตรีท่านชี้แจงว่ามีปัญหาทางกฎหมาย แต่ท่านไม่บอกว่ามีปัญหาทางด้าน กฎหมายอย่างไร ผมเห็นมีผู้ชี้แจงหลายท่านมานั่งอยู่บนบัลลังก์ เราพร้อมที่จะสนับสนุน พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ แต่ช่วยยกตัวอย่างมาหน่อยได้ไหมครับ แต่ละมาตรานี้มีความจำเป็น และเร่งด่วนอย่างไร โดยหลักการแล้วสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ควรจะพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติ กรณีพระราชกำหนดเป็นการลิดรอนอำนาจของสภาให้กับฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นผมจึงถือว่าต้องเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด แน่นอนครับ เคยมีคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นคำวินิจฉัยของคณะรัฐมนตรี แต่เพื่อที่จะได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกทั้งหลายไม่ว่าท่านจะเป็นท่านรัฐมนตรี หรือผู้ที่แจ้งช่วยยกตัวอย่างให้เห็นหน่อยได้หรือไม่ คงจะใช้เวลาไม่มากหรอกครับ เอาทาง ปฏิบัติเลยว่าท่านมีปัญหาอย่างไรครับ ทำไมท่านถึงจำเป็นต้องออกเป็นพระราชกำหนด เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ วรรคห้า ได้บอกไว้ว่าถ้าสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา อนุมัติพระราชกำหนดนั่นคือพระราชกำหนดเดิมที่ท่านขอแก้ไข ให้พระราชกำหนดนั้นมีผล ใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป ช่วยยกตัวอย่างให้เห็นหน่อยครับ ถ้าเป็นทีละมาตรา จะยิ่งดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมขอดูพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีก่อน กรณีมาตรา ๔ มาตรา ๕ แล้วไปแก้มาตรา ๔ ผมอ่านแล้วมีความจำเป็น เร่งด่วนอย่างไร ไม่เอาทฤษฎีนะครับ เพราะว่าในรัฐธรรมนูญบอกว่าต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน แสดงว่าหน่วยงานราชการมีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ ถึงจะต้องออกเป็นพระราชกำหนด ฉบับนี้ กรณีมาตรา ๗ มาตรา ๗/๑ โดยเฉพาะมาตรา ๘/๑ การกำหนดให้สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษรายงานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนี้ อันนี้เป็นเรื่องบริหารหรือเปล่า ทำไมเป็นเร่งด่วน หรือว่าบางมาตราเร่งด่วน บางมาตรา ไม่เร่งด่วน แต่เพื่อความสะดวกในการบริหารงานท่านเลยเอามาใส่ไว้ในพระราชกำหนด ฉบับนี้ อันนั้นคือพระราชกำหนดฉบับแรก ส่วนพระราชกำหนดฉบับที่ ๒ ก็คือพระราชกำหนด การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๒๖/๑ ผมมีความรู้น้อย ทำงานกฎหมายในต่างประเทศมาหลายประเทศ ท่านที่มาชี้แจงช่วยชี้แจง ให้ผมหน่อยได้หรือไม่ว่ามาตรานี้สามารถจะใช้บังคับได้จริง ๆ เช่นไร มาตรานี้ว่าอย่างไรครับ มาตรานี้บอกว่าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตามมาตรา ๒๖ วรรคสาม ที่มีลักษณะ อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการให้บริการแก่ผู้ให้แก่บุคคลซึ่งอยู่ใน ราชอาณาจักร ก็แปลว่าในความเข้าใจของผม ถ้าผิดถูกอย่างไรท่านช่วยชี้แจงด้วย ไม่ว่าใครที่อยู่ประเทศไหนก็ตามถ้ามีในลักษณะนี้ถือว่าเป็นการประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล ในราชอาณาจักรถูกต้องหรือไม่ครับ แล้วปัญหามันเกิดอย่างไรครับ ขอให้ท่านช่วยยกตัวอย่าง มาให้สภาแห่งนี้ได้รับทราบว่าทำไมท่านถึงจะต้องมากำหนดเป็นพระราชกำหนด แล้วกรณี ถ้าผมเข้าใจถูกนะครับ ท่านไปถือว่าเขาประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรนี้เราตามไปเก็บภาษี ได้หรือไม่ครับ ก็ถือว่าเขามาประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรไทย ผมตอบได้เลยนะครับ เพราะบางประเทศกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับไม่ได้หรอกครับ ผมดีใจนะครับท่านประธาน ที่มีผู้ชี้แจงจากภาคปฏิบัติหลายท่าน แล้วผมคาดหวังว่าขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง รัฐมนตรีว่าท่านรัฐมนตรีกำกับระดับนโยบาย ก็อาจจะเปิดโอกาสให้ผู้ชี้แจงในภาคปฏิบัติ ได้ช่วยชี้แจงประกอบทีครับ ถ้าเป็นมาตราได้ยิ่งดี แล้วไม่มากเลย รวมทั้งหมดประมาณ ๗-๘ มาตราเท่านั้น ท่านอธิบายสั้น ๆ ยกตัวอย่างมานิดหนึ่ง ท่านมีปัญหาอะไร ทำไมสำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงไม่มีอำนาจรายงานไปยังสำนักงานปราบปรามการฟอกเงิน ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ