รวี เล็กอุทัย หารือปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ขยายตัวอย่างรุนแรง พร้อมเสนอสนับสนุนกฎหมายป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์เพื่อเสริมประสิทธิภาพการปราบปราม และตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชัดเจนในหลายประเด็น ทั้งกระบวนการคืนเงินแก่ผู้เสียหาย การกำหนดอำนาจสอบสวน การจัดลำดับความสำคัญในการชดใช้ค่าเสียหาย และภาระงานของเจ้าหน้าที่ จึงเรียกร้องให้ปรับปรุงระบบจัดการคดีให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม โดยให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายทุกรายอย่างเท่าเทียม ไม่เพียงพิจารณาจากมูลค่าความเสียหายเท่านั้น
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผู้ได้รับผลกระทบ เป็นวงกว้างและเป็นจำนวนมากครับ และก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล ผมเห็นด้วยมาตั้งแต่พระราชกำหนดป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๑) ที่แม้จะเป็นกฎหมายที่ตอนแรกดูเหมือนจะมีการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ พี่น้องประชาชนอยู่บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอสไลด์ถัดไปด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
สำหรับการพิจารณาพระราชกำหนด ฉบับที่ ๒ นี้ที่มีการเพิ่มเติมมาตรการป้องกันอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการป้องกัน สาเหตุที่เกี่ยวกับการนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับอาชญากรรมทาง เทคโนโลยีไปซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบและระงับธุรกรรมได้อย่าง ทันท่วงที มาตรการป้องกันการใช้บริการโทรคมนาคมไปกระทำความผิด มาตรการป้องกัน การนำข้อมูลบุคคล หรือผู้ถึงแก่กรรมไปใช้กระทำความผิด รวมถึงมาตรการกำหนด กระบวนการคืนเงินแก่ผู้เสียหายให้เป็นไปโดยเร็วที่สุด และมาตรการกำหนดให้สถาบัน การเงิน ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมและสื่อสังคมออนไลน์ ต้องมี ส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายด้วย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้จะช่วยในการรักษาความปลอดภัย และรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ ของประเทศ ถัดไปครับ ท่านประธานครับ โดยสาระของ พ.ร.ก. ฉบับที่ ๒ นี้ผมเห็นด้วยใน หลักการ โดยเฉพาะกระบวนการในการคืนเงินแก่ผู้เสียหายให้เป็นไปโดยเร็ว ซึ่งจะเป็น ประโยชน์อย่างมากแก่พี่น้องประชาชน แต่อย่างไรก็ดีปัญหาและข้อกังวลที่ผมอยากชี้ให้เห็น ที่ถึงแม้ว่าจะมี พ.ร.ก. ๒ ฉบับนี้แล้ว นั่นก็คือกลุ่มผู้เสียหายและช่องทางในการถูกหลอกลวง ยังคงสามารถเกิดขึ้นได้อยู่ และรวมถึงกระบวนการดำเนินคดีที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหา ให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังครับ ในการพิจารณาครั้งนี้ ผมมีข้อสังเกตและข้อสงสัยบางประการที่อยากจะฝากและสอบถามไปยังผู้ชี้แจงด้วยครับ
ประเด็นแรก คือในมาตรา ๙ ที่ได้เพิ่มความเป็นมาตรา ๘/๑ และมาตรา ๘/๒ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย ปัญหาที่พบก็คือเงินในบัญชีของ ผู้กระทำผิดมักจะมีไม่เพียงพอในการใช้คืนให้กับผู้เสียหายทั้งหมด ดังนั้นควรจะมีการ กำหนดให้ชัดไปเลยว่าในเรื่องของการจัดลำดับการคืนเงินและมูลค่าที่จะต้องชดใช้นั้น เพื่อจะได้ไม่มีข้อโต้แย้งกรณีเกิดปัญหาได้เงินคืนไม่ครบ หรือผู้ใดควรจะได้ก่อนหรือหลัง
ประเด็นที่ ๒ คือในมาตรา ๙ เพิ่มความเป็นมาตรา ๘/๕ ผมมีข้อสังเกตว่า ยังไม่ได้มีการระบุอำนาจในการสอบสวนคดีอาญา หรือเรื่องขอลำดับการร้องทุกข์ที่ชัดเจน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อมีผู้เสียหายได้ร้องไปที่ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ศปอท. ปัญหาที่ทำให้เกิดข้อติดขัดในการสอบสวนนั่นก็คือ การยังไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการสอบสวน จะต้องเป็นท้องที่ หรือจะต้องเป็นส่วนกลาง และอำนาจการสอบสวนนั้นครอบคลุมความผิดอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีทั้งหมดหรือไม่ เพราะอาจติดข้อจำกัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา ที่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเป็นผู้มีอำนาจในการสอบสวนเท่านั้น ซึ่งหากเป็น เช่นนั้น หากเรื่องต้องส่งกลับไปที่สถานีตำรวจท้องที่เป็นผู้รับทำ นั่นหมายถึงการวนกลับไปสู่ ระบบเดิม นั่นก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดอยู่แล้วต้องมานั่งรับเรื่อง เขียนสำนวน และกองเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรมทั้งหมดไว้ที่สถานีตำรวจเป็นภูเขา ทำให้กระบวนการ สอบสวนก็จะยังคงมีความล่าช้าและไม่ทันกาลอยู่ดี ดังนั้นควรมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ สอบสวนในเรื่องนี้ให้ชัดเจนด้วยครับ เพื่อไม่ให้มีการขัดกันของตัวบทกฎหมาย และใน มาตรา ๘/๕ (๒) เรื่องการระงับการทำธุรกรรม ผมมีข้อเสนอแนะว่าควรจะมีการระงับสิทธิ ในการเปิดบัญชีใหม่ในทุกธนาคารชั่วคราวจนกว่าจะมีการสอบสวนว่าไม่ได้มีการกระทำ ความผิดจริง หรือเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว โดยมีข้อคิดเห็นจากงานสอบสวนที่เกิดกรณีผู้ต้องหานั้น โดนอายัดบัญชีแล้วแต่คดียังไม่เสร็จสิ้นก็ไปเปิดบัญชีใหม่ได้เรื่อย ๆ ทำให้ยังสามารถมีการ หลอกลวงต่อไปได้อีก ดังนั้นหากมีการระงับสิทธิในการเปิดบัญชีไว้ชั่วคราวก็จะเป็นการช่วย ลดความเสียหายลงได้เช่นเดียวกันครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ
ประเด็นสุดท้ายจากประเด็นปัญหาทั้งหมดที่ผมได้พูดมาจึงนำไปสู่คำถาม ที่ผมคิดว่าเป็นสาระสำคัญที่อยากจะช่วยให้ท่านผู้ชี้แจงในวันนี้ช่วยเก็บไปพิจารณา นั่นก็คือ ๑. จากสถิติอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหากเปรียบเทียบระหว่างสัดส่วนคดีที่ได้รับแจ้งความ ต่อสัดส่วนการจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีมีสัดส่วนต่อกันเท่าไร ๒. ระยะเวลาในชั้น พนักงานสอบสวนโดยเฉลี่ยแล้วต้องใช้เวลานานเท่าไร และ ๓. ภาระงานของพนักงาน สอบสวนและพนักงานอัยการ ๑ คน มีอัตราส่วนภาระต่อคดีมากน้อยเพียงใด ท่านประธานครับ เพราะผมเชื่อว่าคำตอบของคำถามเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเรียนรู้ปัญหาและนำไปสู่ การยกระดับกระบวนการสอบสวน การดำเนินคดี และการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความ เสียหายให้มีประสิทธิภาพและความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น สุดท้ายครับ ผมหวังว่าการมีพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) นี้ จะมีส่วนช่วยในการเพิ่มศักยภาพของกระบวนการป้องกันและ ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับพี่น้องประชาชน แล้วผมขอฝาก ความหวังไปยังทุกหน่วยงานและทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจในการทำงาน อย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้กับพี่น้องประชาชน โดยอย่าให้ความสำคัญแต่เพียง ของด้านมูลค่าของความเสียหายเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นยอดที่มากหรือน้อยก็ตามทุกคน ล้วนแต่เป็นผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนเช่นเดียวกัน ยิ่งหากนำจำนวนทั้งหมดมา รวมกันแล้ว มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ยิ่งมหาศาลไม่ต่างกันเลยครับ ขอบพระคุณครับ