ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ แจ้งประธานที่ประชุมก่อนนำเสนอข้อมูล โดยตั้งข้อสังเกตถึงการจัดสรรงบประมาณปี 2569 ที่ให้ความสำคัญกับการก่อสร้างอาคารราชการในหน่วยงานความมั่นคงมากกว่าการลงทุนเพื่อประชาชนโดยตรง และตั้งคำถามถึงความคุ้มค่ารวมทั้งความเชื่อมั่นที่รัฐบาลต้องการสร้างผ่านการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ประเวศ สะพานสูง พรรคประชาชน
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ ก่อนหน้านี้ผมได้ติดตามข่าวเห็นท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้มีการมอบนโยบาย ในการจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๖๙ ตอนนั้นเมื่อเดือนมกราคมท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ บอกว่าการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้จะต้องทำให้พี่น้องประชาชนเชื่อว่าข้าราชการจำนวน ๒ ล้านคน จะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ๖๖ ล้านคนได้ ขณะเดียวกันหลังจากนั้นเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางท่านรองโฆษกรัฐบาลท่านก็ออกมาบอกว่าโครงการก่อสร้างของรัฐนี้ จะเป็นการช่วยในการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในการที่จะพัฒนาในเรื่องของการจ้างงาน เรื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ตอนแรกผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทั้งสองท่านนี้หมายความว่า อะไร จนกระทั่งผมได้มาดูรายละเอียดในส่วนของงบประมาณปี ๒๕๖๙ ก็จะพบว่า งบประมาณปี ๒๕๖๙ มีอยู่ทั้งหมด ๓.๗๘ ล้านล้านบาท ในส่วนนี้เป็นงบลงทุน ๕๖๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ใน ๕๖๙,๐๐๐ กว่าล้านบาทเป็นค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปแล้ว ๔๔๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็น ๗๘ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นการ ก่อสร้างเยอะมาก แล้วนี่เป็นตัวเลขเพียงแค่ขั้นต่ำที่ผมเองได้หามาเจอเท่านั้นเอง การก่อสร้างมากขนาดนี้ก็ต้องบอกว่ามันไม่ได้มีเรื่องที่ผมติดใจเลย ถ้าหากว่าพี่น้องประชาชน ได้ประโยชน์ แต่ถ้าท่านไปดูในเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญท่านก็จะเห็นว่าการจัดลำดับ ความสำคัญของงบประมาณท่านมีการให้ถนนกับการจัดการน้ำเป็นดับ ๑ และอันดับ ๒ ก็จริง แต่สิ่งที่มาเป็นอันดับ ๓ แทนที่มันจะเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ แต่กลับกลายเป็นการสร้างอาคารราชการ อาคารราชการมีทั้งหมดประมาณงบประมาณที่ได้ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ได้เยอะมากกว่าการพัฒนาโรงเรียน แล้วก็โรงพยาบาลเสียอีก หรือว่าอันนี้หรือเปล่าที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านบอกว่าจะต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า ข้าราชการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนได้ ท่านก็เลยคิดอย่างนี้ ท่านก็เลยคิดว่าจะต้องสร้าง ตึกอาคารราชการให้ทั่วถึงจะได้ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นอย่างนั้นหรือเปล่า แล้วงบก้อนนี้ ไม่ได้น้อย งบผูกพันถ้ารวมงบผูกพันแล้วเป็น ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถือว่าเป็นงบที่เยอะมากครับ ผมก็เลยพาไปดูว่าหน่วยงานไหนที่มีการสร้างอาคารราชการมากที่สุดท่านก็จะพบว่า หน่วยงานที่สร้างสำคัญมากที่สุดที่เป็นอาคารราชการก็คือเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สร้างเยอะที่สุด ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทปีเดียว นับเฉพาะอาคารราชการ แต่ถ้ารวมผูกพันล่อไป ๒๔,๐๐๐ เยอะมาก เยอะที่สุด แต่ถ้าไล่ลงมาท่านก็จะเห็นว่ามันก็จะมีสำนักปลัดกระทรวง ต่าง ๆ ก็ไล่ลงมา ซึ่งส่วนใหญ่ต่อปีไม่เยอะหรอก แต่ว่าที่เยอะผูกพันกันเพียบ แต่ถ้าเกิด ต่อปีเยอะท่านก็จะเห็นว่าก็จะมีกองทัพบก มีกรมปกครองที่ค่อนข้างจะมาก อันนี้เป็น ภาพใหญ่ ๆ ท่านอาจจะเห็นไม่ชัดผมพาท่านไปดูในรายละเอียด เริ่มที่ Champion ของเรา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานนี้จัดเต็ม สร้างกันไปปีเดียวล่อกันไปเฉียด ๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผ่านมาเรื่องของตำรวจเราพูดกันมาตลอดปัญหาที่เรามองว่าตำรวจควรที่จะมีการปฏิรูป ตำรวจ เนื่องจากว่าเราอยากที่จะให้พี่น้องตำรวจได้รับการดูแลที่ดีขึ้นและดูแลประชาชน ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น แต่ว่าในเอกสารงบประมาณ ผมเองไปไล่ดู ข้างในก็มีโครงการปฏิรูป ตำรวจจริง ๆ ชื่อของการปฏิรูประบบงานตำรวจ งบประมาณ ๓,๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งพอดู ข้างในแทนที่มันจะเป็นการปฏิรูปตำรวจแบบที่ผมตั้งใจ แบบที่ผมคาดหวังเอาไว้ แต่มัน กลายเป็นว่าข้างใน ๗๘ เปอร์เซ็นต์ของงบปฏิรูปตำรวจกลายเป็นเรื่องของการก่อสร้าง สร้างอาคาร สร้างที่พักอาศัย สร้างแฟลต สร้างเรือนแถวต่าง ๆ ๒,๔๐๐ กว่าล้านบาท ๑๑๕ แห่ง ไม่น้อยนะครับ ผมย้ำอีกครั้งเรื่องของโครงการปฏิรูปตำรวจของรัฐบาลชุดนี้ ภายใต้นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ๗๘ เปอร์เซ็นต์ คือการก่อสร้างอาคาร เช่นเดียวกันมันก็ยัง มีเรื่องของโครงการอีกชื่อโครงการหนึ่ง ก็คือโครงการบังคับใช้กฎหมายอำนวยความยุติธรรม และบริการประชาชน ในส่วนนี้ด้านใน ๑,๘๓๙ ล้านบาท ก็เป็นการก่อสร้างอาคารที่ทำการ สร้างโรงพัก สร้างที่ต่าง ๆ มากมาย รวมสร้างอื่น ๆ ๓๐๐ กว่าล้านบาท รวมกันไปก็ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมหมด ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท จำได้ไหมในเรื่องของโรงพักที่สร้างไม่เสร็จ โรงพักที่มีแต่เสา เกิดเหตุโด่งดังที่เป็นข่าที่ผ่านมาทุกท่านทราบดีใช่ไหม จะปล่อยให้มันเกิด แบบนี้หรือเปล่า ผมก็ต้องถามท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเพราะว่านี่คือสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ดูแลโดยตรงอยู่แล้ว ปีเดียว ๔,๖๐๐ ล้านบาท ผูกพัน ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท จะเอาแบบนี้หรือ จะให้มันเกิดขึ้นแบบนี้หรือครับ ไม่ใช่แค่ตำรวจ ทหารเองก็ไม่ได้น้อยหน้า เรื่องของทหารก็ถือว่าเป็นอีกยอดนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่นเดียวกัน เพราะว่ามีการทำรวมกันทั้งกระทรวงกลาโหมปีเดียว ๘,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารวม ผูกพัน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท มาครบทุกเหล่า ตั้งแต่กองทัพบก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ สำนักปลัด กองบัญชาการกองทัพไทย ที่ต่างกันหน่อยทหารนี่รู้งานกว่า เนื่องจากว่า ตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณผมคิดว่าท่านประธานก็คงทราบ ถ้าเกิดโครงการที่มี งบประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไปจะต้องเข้า ครม. จะต้องมีการประชุมชี้แจงกับหน่วยงาน ต่าง ๆ ทำเรื่องต่าง ๆ มากมาย ทีนี้ทางกระทรวงกลาโหมหน่วยงานต่าง ๆ นี่รู้งาน ท่านก็จะ เห็นว่าแต่ละโครงการที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงกลาโหมมันไปสุดแค่ ๙๕๐ ๙๕๐ ๙๔๐ เพียบ ท่านดูโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค ทำท่อ ทำอะไรไม่รู้ ๙๕๐ แล้วก็ไล่มาบางโครงการเห็นว่าไม่ได้ทำอีไอเอด้วยไม่รู้จริงหรือเปล่า อันนี้เลยไม่แน่ใจกับการ ทพยายามที่จะไม่ถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาทแบบนี้มันเป็นการป้องกันไม่ให้พลเรือนเข้าไปยุ่งเรื่อง ทหารหรือเปล่า อันนี้ผมฝากทางท่านนายกรัฐมนตรี ฝากทางท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม ช่วยไปดูด้วยว่ามันเป็นแบบนี้หรือเปล่า แล้วท่านทราบเรื่องหรือเปล่า ทีนี้ท่านประธานผมพา ท่านมาดูนอกเหนือจากเรื่องของตำรวจกับทหาร ผมคิดว่าแต่ละท่านได้มีการไถฟีด เล่นเฟซบุ๊ก เล่น Twitter อยู่แล้ว ท่านก็คงทราบว่าหน่วยงานราชการมีการสร้างอาคาร ใหม่ ๆ ย้ายไปสำนักงานแห่งใหม่ ที่ทำการแห่งใหม่กันมาก ทีนี้ผมก็เลยพาย้อนมาดูในช่วง ๖ ปีที่ผ่านมาไม่ต้องไกล ท่านจะเห็นว่ามีการสานต่อแนวทางในการก่อสร้างกันมาอย่าง ต่อเนื่อง สานต่อจากรัฐบาลที่แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ไล่มาเลย ก็จะมีเรื่องของกระทรวง มหาดไทย ตึก สตง. ที่ทุกท่านทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้น หรือว่า ก.พ.ร. อันนี้เป็นรัฐบาลที่แล้ว แต่พอมาต่อเนื่องมารัฐบาลชุดนี้หรือรัฐบาลผสมพันธุ์ ข้ามขั้ว ก็จะเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๙ ไล่มาเลย ปี ๒๕๖๗ ปีแรกมาผ่าน งบประมาณกระทรวงมหาดไทย ระยะที่ ๒ พอมาปี ๒๕๖๘ เรื่องของ ป.ป.ท. พอมา ปี ๒๕๖๙ คมนาคม นี่ยังไม่รวมโครงการของหน่วยงานอื่น อย่างเช่น ส.ป.ก. ที่ก็สร้างอาคาร แห่งใหม่เช่นเดียวกัน ทีนี้มาดูทีละอันกันหรือไม่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เรามาเริ่มกัน ในเรื่องโครงการที่หนักกระเป๋าที่สุด นั่นคือศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย โครงการนี้ ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนหนึ่งผ่านงบประมาณสมัยรัฐบาลที่แล้ว อีกส่วนหนึ่งผ่านงบประมาณสมัยรัฐบาลชุดนี้ โครงการนี้ ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นการย้าย กระทรวงมหาดไทยจากที่เดิมที่เกาะรัตนโกสินทร์ย้ายออกมา แต่โดยปกติเราอาจจะชินที่เรา ได้ยินกันในข่าวบ่อย ๆ ได้ยินกันว่าย้ายศูนย์ราชการ ย้ายสถานที่ราชการ เพื่อลดความแออัด ย้ายออกไปไกล ๆ แต่กลายเป็นอันนี้แค่ย้ายข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ย้ายออกมาแค่ ๓-๔ กิโลเมตร มาอยู่คลองสาน มันเลยกลายเป็นว่าต่อไปเราก็จะมีอาคารศูนย์ราชการมหาดไทย บรรยากาศดี ๆ แบบนี้ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา Chic Chic Cool Cool บรรยากาศดี ไม่รู้หน้าตา ข้างในเป็นอย่างไรพาไปดูครับ ด้านในท่านจะเห็นว่าตึกจะหน้าตาแบบนี้ แต่ละกรมจะมีตึกหรู เป็นของตัวเอง ชั้น ๑ ชั้น ๕ ใช้สอยร่วมกันแต่ละตึก แต่ว่าชั้น ๖ ขึ้นไปก็จะแยกเป็นรายกรม พอแยกไปแต่ละกรมก็อาจจะมีความสูงที่ต่างกันก็จะไล่มา สูงสุดก็จะมีเรื่องของกรมการปกครอง ๒๑ ชั้น ต่ำสุดสำนักปลัด ๑๔ ชั้น ความสูงที่แตกต่างกันจริง ๆ ผมไม่แน่ใจว่าเอามาจากอะไร ตอนแรกผมคิดว่ามาจากอัตรากำลัง มาจากจำนวนข้าราชการ หรือว่าภารกิจอะไรต่าง ๆ จริง ๆ ก็ไม่น่าใช่พอผมไปไล่ดู พอเปรียบเทียบในเรื่องของกรมต่าง ๆ ที่ได้พื้นที่ใช้สอยก็จะ ไล่มาตั้งแต่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ ตารางเมตร ไล่มาจนถึงประมาณสัก ๒๓,๐๐๐ ตารางเมตร ก็เป็นสูงสุด ทีนี้แต่ละกรมพอเฉลี่ยออกมาพอผมคิดเทียบกับอัตรากำลัง เทียบว่าจำนวนพื้นที่ ต่อคนเป็นเท่าไร ปรากฏว่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๒๐ ตารางเมตรต่อคน ซึ่งก็ถือว่าสูงกว่า เกณฑ์มาตรฐานของโลกซึ่งกำหนดเอาไว้ที่ ๑๐-๑๕ ตารางเมตรต่อคน ของเรานี่เฉลี่ย ๒๐ ตารางเมตร แต่ที่เฉลี่ย ๒๐ ตารางเมตร เพราะมี ๒ กรมที่มีการดึง Mean ขึ้นไป นั่นคือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ๓๐.๖ ตารางเมตรต่อคน หรือว่ารองลงมาคือ กรมพัฒนาชุมชน ๒๖.๗๗ ตารางเมตรต่อคนเห็นตัวเลขแบบนี้ ผมคิดว่าข้าราชการทุกคน ก็คงมีขนาดพื้นที่เทียบเท่ากับการได้คอนโดมิเนียม ๑ ห้องเป็นห้องขนาดสตูดิโอ แต่ถ้าเกิดว่า ข้าราชการตัวเล็กตัวน้อยที่ทำงานให้พี่น้องประชาชนเหนื่อย ๆ ได้แบบนั้นผมไม่ติดใจ แต่ท่านไปดูรายละเอียดข้างในดีกว่าว่าตกลงแล้วเขาเอาพื้นที่ไปทำอะไร เริ่มจากกรมพัฒนา ชุมชนชั้นสูงสุดท่านประธานเชื่อไหม ชั้นสูงสุดของกรมพัฒนาชุมชนห้องใหญ่ที่สุดคือห้อง แสดงความภาคภูมิใจ ห้องแสดงความภาคภูมิใจคืออะไรใช่ไหม ห้องแสดงความภาคภูมิใจ ผมเดาว่าน่าจะเป็นห้องที่เก็บถ้วยรางวัล เก็บประกาศนียบัตร ก็คงได้รับมาในที่ต่าง ๆ แต่ที่ ผมงงถ้าเราภาคภูมิใจนักหนาโดยธรรมชาติเราน่าจะอยากโชว์ เราน่าจะอยากที่จะเอาไว้ให้ คนดูเยอะ ๆ ถ้าอย่างนั้นควรจะไว้ชั้นล่างหรือเปล่า ควรจะเอาไว้ชั้น ๑ เพื่อให้พี่น้อง ประชาชน ควรที่จะเอาไว้ให้ข้าราชการได้เยี่ยมชมอย่างทั่วถึงหรือเปล่า แต่อันนี้ท่านเอาไว้ ชั้นบนสุดกลายเป็นว่าเก็บไว้ให้ท่านอธิบดีท่านภาคภูมิใจอยู่คนเดียว ก็ยังงงว่าจะไม่แบ่งปัน ความภาคภูมิใจอย่างไรเลย อันนี้ผมก็ยังงง มันกลายเป็นว่าอย่างนี้ท่านประธาน มันกลายเป็น ว่าถ้าหากว่าน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา จะมีการมาดูงานแน่นอนท่านก็ต้องพาน้อง ๆ ขึ้นไปดู ความภาคภูมิใจ แต่กว่าจะขึ้นไปถึงบนนั้น เปลี่ยนลิฟต์กันไปไม่รู้กี่รอบกว่าจะถึงก็จะวุ่นวาย ข้าราชการเขาอีก แล้วผมถามว่ามันสำคัญไหมห้องแสดงความภาคภูมิใจ ถ้ามันสำคัญ ทำไม กรมอื่นไม่มี ทำไมถึงมีแค่กรมพัฒนาชุมชนกรมเดียว ผมยกตัวอย่างกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น ห้องแสดงความภาคภูมิใจไม่มีแน่นอน แต่ว่ามีห้องแต่งตัวผู้บริหารแทน แน่นอน ในส่วนของอธิบดี รองอธิบดี จะมีห้องน้ำในตัวเรื่องธรรมดา แต่ว่ามีห้องแต่งตัวเหมือนอยู่ คอนโดจริง ๆ เป็นคอนโดที่ห้องใหญ่กว่าห้องสตูดิโอด้วย แน่นอนครับ อย่างที่ท่านอาจจะบอกว่าผู้บริหารเขาก็ต้องมีการออกงานใช่ไหมครับ มีชุดกากี มีชุดขาว มีชุดอะไรต่าง ๆ ชุดสีต่าง ๆ มากมาย แต่ผมก็งงว่าถ้ามันสำคัญแบบนั้นจริง ทำไมกรมพัฒนาชุมชนเขาไม่มีห้องแต่งตัวบ้าง หรือว่ามาตรฐานมันอยู่ตรงไหน เรื่องของ ผังห้อง เรื่องของเป็น Plan อาคาร หน้าตา มาตรฐานมันเป็นอย่างไร มันควรที่จะเป็นอย่างไร ทำไมแต่ละกรมมันถึงหน้าตาไม่เหมือนกัน หรือว่ามันเป็นเพราะว่ามันแล้วแต่ว่าเป็นไปตาม Request หรือเปล่าว่าอธิบดีคนไหนอยากจะได้ห้องแสดงความภาคภูมิใจ อธิบดีคนนี้ อยากจะได้ห้องแต่งตัว อธิบดีคนนี้อยากจะได้ห้องอาบน้ำอะไรว่าไป ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน กรณีอันนี้ผมคิดว่าผมฝากท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านรองนายกรัฐมนตรีช่วยตอบได้ไหมครับ แล้วท่านอย่าบอกว่าท่านเพิ่งจะมา ท่านยังมาไม่ทัน งบมันผ่านไปก่อนหน้านี้แล้ว เพราะว่า จริง ๆ วันนี้เอาจริง ๆ ท่านก็ขนข้าราชการมาเยอะแยะไปหมดมาอยู่ที่สภาแห่งนี้ ผมก็ยังงง ว่ามันจะไม่มีแม้แต่คนเดียวเลยหรือครับที่ทราบว่าสุดท้ายใครเป็นคนขอให้มันมีเรื่องแบบนี้ ขึ้นมา ทีนี้ออกจากกระทรวงมหาดไทย ไปต่อในส่วนของสำนักงาน ป.ป.ท. ก็คือเรื่องของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ชื่อหน่วยงานก็ดีแล้ว หน่วยงานนี้อยู่ภายใต้ท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรงคุมเอง ไม่ต้องโยนใคร วิสัยทัศน์ดีด้วย ผมชอบมากครับ ขับเคลื่อนธรรมาภิบาล บูรณาการ ป้องกันเชิงรุก ทุจริตภาครัฐลดลง ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา ดีครับ แต่ถ้าเป็นไปได้ผมว่าดีกว่านี้คือท่านเริ่มจากโครงการ ของท่านเองก่อน ท่านมีโครงการในการก่อสร้างอาคารส่วนกลางแห่งใหม่ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันยังไม่ได้ตัวผู้รับจ้าง ยังหาผู้รับเหมา แต่ผมว่าที่น่าสนใจ ถึงแม้ว่า ป.ป.ท. ยังไม่ได้จ้าง แต่กรมโยธาธิการและผังเมืองเขาจ้างไปก่อนแล้ว เขาจ้างต่าง ๆ โครงการย่อย ๆ เล็ก ๆ ในการที่จะออกแบบอาคารของ ป.ป.ท. ถ้าท่านไปไล่ดูก็จะมีแบ่งย่อยเป็น ๕ โครงการ มีตั้งแต่เรื่องของการเขียนแบบสถาปัตย์ เขียนแบบวิศวะ เรื่องของทัศนียภาพอะไรต่าง ๆ น่าสนใจไหมท่านประธาน ท่านก็คงทราบดีตามเรื่องของกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ถ้าต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท สามารถใช้วิธีเฉพาะเจาะจงเลือกได้ว่าอยากให้ใครได้งาน อยากที่จะให้ใคร เป็นผู้รับจ้างได้งานของโครงการนี้ ปรากฏว่าท่านดูเกณฑ์ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านตั้งราคาไว้ ๔๙๘,๐๐๐ บาท กับอีกอันหนึ่ง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านตั้งราคาไว้ ๔๙๗,๕๐๐ บาท ดูจงใจมาก มันน่าสงสัยว่ามันเป็นอย่างไร แล้วไม่ใช่แค่เรื่องราคา ไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ มันยังมีเรื่อง ของวันที่ในการจัดจ้างด้วย ถ้าท่านดูท่านจะเห็นว่าสิ้นปีงบประมาณคือวันที่ ๓๐ กันยายน แต่ว่ามันมี ๓ โครงการที่มีการจ้างในช่วงต้นเดือนและกลางเดือนกันยายน ๒-๓ สัปดาห์ ก่อนสิ้นปีงบประมาณจ้างไปรวดเดียว ๓ โครงการ ๓ กันยายน ๙ กันยายน ๑๖ กันยายน และที่น่าสนใจกว่านั้นท่านประธาน ผมคิดไปคิดมาผมนั่งอ่านชื่อ เขียนแบบสถาปัตย์ เขียนแบบวิศวะ ทำไมต้องแยกโครงการ ทำไมไม่รวมกัน หรือว่าถ้ารวมกันแล้วมันจะไปเกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท มันจะทำให้ท่านเลือกไม่ได้ว่าใครจะได้งานนี้ จะทำให้ท่านต้องไปเข้าเรื่อง ของ e-Bidding ต้องไปแข่งขันกัน มันเป็นแบบนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนี้จริงมันเข้าเกณฑ์ ในเรื่องของการที่จะแบ่งซื้อแบ่งจ้างและผิด พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง อันนี้เรื่องใหญ่ ผมฝาก ป.ป.ท. ภายใต้ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ท่านตรวจสอบด้วยนะครับ เพราะว่าเป็นหน้าที่ของท่านอยู่แล้ว และแน่นอนครับ ในเรื่องของโครงการก่อสร้างอาคาร ต่าง ๆ ของภาครัฐ เราเห็นข่าวกันมาตลอด ผมเองเป็นกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ได้รับเรื่องเยอะแยะมากมายท่านประธาน ตั้งแต่ กสทช. สร้างไม่เสร็จ สำนักงบประมาณโดน เทงานโน่นนี่นั่น ศาลสร้างไม่ตรงแบบโน่นนี่นั่นเจอปัญหาเยอะแยะมากมาย เงินภาษีพี่น้อง ประชาชนเราจะปล่อยไปแบบนี้หรือครับ แล้วในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ เราก็ยังมีหลาย โครงการที่ต่อคิวรอที่จะเข้าสู่การพิจารณาของพวกเราในวันนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง คมนาคมแห่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐสภา หรือว่าจะเป็นอีกหลายเรื่อง อย่างเช่น อาคาร ส.ป.ก. แห่งใหม่ หรือว่ากรมส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งใหม่ก็จะสร้างอาคารแห่งใหม่เช่นเดียวกัน โครงการละ ๘๐๐-๙๐๐ ล้านบาท ก็ไล่มา ท่านก็นับ ๆ ดูว่าปี ๒๕๖๙ ของบเพิ่มมากแค่ไหน ผมหวังว่ามันจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก นอกจากส่วนกลางผมพาไปดูส่วนภูมิภาคบ้างครับ ส่วนภูมิภาคก็สร้างไม่เยอะเช่นกัน ถ้านับเป็นงบผูกพันรวมล่อไป ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไล่ดูตั้งแต่ศาลากลางจังหวัด บ้านพักผู้ว่าราชการ ที่ว่าการอำเภอ วัฒนธรรมจังหวัด ส.ป.ก. จังหวัด ศึกษาจังหวัด โยธาจังหวัด อะไรต่าง ๆ มากมาย ยังมีเยอะแยะที่ผมไม่ได้รวมเข้ามาอีก เป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะอย่างไรต่อดี ที่สำคัญถ้าเกิดนับรวมหมด โครงการก่อสร้างอาคาร ราชการทั้งหมด เฉพาะที่ผมรวบรวมได้ปีเดียว ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมผูกพันด้วย ๙๕,๒๖๙ ล้านบาท เกือบถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว แน่นอนถ้าผมรวมครบเกินแน่นอน ผมไม่เข้าใจว่า ความจริงแล้วเรามีแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจที่มีการใช้มาตั้งแต่ ๒๐ ปีที่แล้ว ประกาศกันมา ๒๐ ปีที่แล้ว ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าหลาย ๆ ภารกิจของหน่วยงานที่กำลังสร้าง อาคารกันขึ้นมาใหม่ มันจะต้องมีการถ่ายโอนให้ท้องถิ่นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำ บัตรประชาชน การอนุญาตให้ตั้งสถานบริการโรงแรม จราจร สัมปทานขนส่ง สิ่งเหล่านี้ มันต้องถ่ายโอนให้ท้องถิ่นอยู่แล้ว แล้วที่ท่านสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ แบบนี้ มันมีแต่ จะทำให้ท้องถิ่นเล็กลงทุกวัน มีแต่จะทำให้ส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคใหญ่โตขึ้นทุกวัน แล้วเมื่อไรเราจะมีการกระจายอำนาจ เราจะกระจายอำนาจสำเร็จกี่โมง ดังนั้นที่ผมหรือว่า เพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชน จากพรรคฝ่ายค้านที่เราพูดกันมา อภิปรายกันมานาน ๆ เราไม่ได้มีเรื่องของวัตถุประสงค์อะไรไม่ดีเลย สิ่งที่เราตั้งใจคือเราเห็นว่างบประมาณของ ประเทศมันถูกใช้ไปแบบนี้ เราเห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยพี่น้องประชาชนกำลังลำบาก เกิดปัญหา เกิดวิกฤติเศรษฐกิจมากมาย มีเรื่องภาษีทรัมป์ มีเรื่องโน่นนี่นั่น เราก็คิดว่า เราอยากที่จะช่วยท่านในการหาเงินครับ ดังนั้นผมก็อยากเชิญชวนทุกท่านและผมก็อยากจะ บอกตรงนี้ว่าแน่นอนพวกเราพรรคประชาชน เราคงไม่สามารถที่จะรับหลักการในส่วนของ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณในปีนี้ได้ แต่ว่าสุดท้ายถึงแม้ว่ามันอาจจะผ่านอยู่ดี ถ้าหากว่ามันผ่าน อยู่ดี ผมก็อยากเชิญชวนเพื่อนสมาชิกผ่านท่านประธานให้ไปดูด้วยกันว่าโครงการไหน ที่ตัดได้บ้าง ตัดไม่ได้บ้าง ไปดูรายละเอียดก็ได้ครับ ตอนนี้ผมอาจจะยังไม่ได้ชี้ก็ได้ว่า อันไหนควรตัด อันไหนไม่ควรตัด ก็ลองไปไล่ดูว่าเอกสารหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วเราไป ร่วมกันตัดด้วยกันในชั้นกรรมาธิการกับอนุกรรมาธิการแล้วกลับมาพิจารณาในสภาในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ขอบคุณครับ