จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือเกี่ยวกับความท้าทายของรายได้รัฐในปี ๒๕๖๙ จากผลกระทบเศรษฐกิจโลก และเสนอให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ภาษี
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากก็ดึกแล้วผมจะพยายามอธิบายให้กระชับที่สุด สำหรับงบ ปี ๒๕๖๙ ในเบื้องต้น ถ้าเราดูที่รายได้อยู่ที่ ๒.๙๒ ล้านล้านบาท ก็เป็นตัวเลขที่ท้าทาย พอสมควร เนื่องจากตอนทำงบออกมาเป็นการทำช่วงต้นปี ๒๕๖๘ ยังไม่เกิดเหตุการณ์ วันที่ ๒ เมษายน หลังจากเกิดเหตุการณ์วันที่ ๒ เมษายน ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้มีการประกาศ เก็บอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตราที่สูงมาก ประเทศไทยของเราก็โดน ๑๐ บวก ๓๖ ซึ่งถือว่าสูงมาก แต่ก็ยังโชคดีที่มีการขยายเวลาออกไปก่อนจนกระทั่งเดือนกรกฎาคม ต้นเดือนถึงจะมีการตัดสินว่าจะมีการเก็บในอัตราเท่าไร ผลตัวที่ว่านี้มันทำให้ตัวเลข ทางเศรษฐกิจของเราที่ผ่านมาค่อนข้างดีมาโดยตลอด จนถึงเดือนมีนาคม ๒๕๖๘ เริ่มมีความ ไม่แน่นอนเกิดขึ้น ยอดส่งออกที่พวกเราทำได้ดีมาก แล้วก็น่าจะพอรักษาโมเมนตัมได้ จนกระทั่ง ถึงเดือนมิถุนายน ก็ไม่แน่นอนว่าหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร รวมทั้งยอดนำเข้าที่อาจจะมีการ นำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ในกรณีที่กรมศุลกากร ของเราไม่ได้กวดขัน ไม่ได้ตรวจสอบอย่างกวดขันอย่างเข้มงวดเพียงพอ ก็จะมีสินค้านำเข้า เข้ามาจำนวนมาก ซึ่งผลดังกล่าวก็จะทำให้ผลผลิตของโรงงานในประเทศของเราลดลง ประชาชนของเราก็จะมีงานทำน้อยลง รายได้น้อยลง โรงงานขายได้น้อย แวตน้อย กำไร ที่โรงงานได้ก็น้อย ภาษีเงินได้น้อย ผลกระทบทั้งหลายต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้การพยายาม จัดเก็บภาษีเงินได้ รวมทั้งรายได้อื่น ๆ ให้ได้ถึง ๒.๙๒ ล้านล้านบาท เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ดีมันก็มีทางออกทุกปัญหาก็มีทางออก ทางออกอันหนึ่งที่สามารถกระทำได้ และน่าจะได้ผลเป็นอย่างดีคือการลดดอกเบี้ยนโยบาย ถ้าหากว่ามีการลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือลงสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ อาจจะลดครั้งละ ๐.๒๕ หรือบางครั้งอาจจะ ๐.๕ ก็ได้ แต่ว่าลดให้เหลือสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ก็จะทำให้เศรษฐกิจของเรา มีการขยายตัวอย่างน่าพอใจ เศรษฐกิจของเราจะขยายตัวมากขึ้น และภาระที่รัฐบาลต้อง ชำระหนี้เมื่อดอกเบี้ยลดลง ภาระที่ใช้ในการชำระหนี้ก็จะน้อยลง เมื่อภาระชำระหนี้น้อยลง รัฐบาลก็จะมีเงินเหลือมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น การลดดอกเบี้ยนโยบายจึงเป็นสิ่ง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง อีกส่วนหนึ่งที่ช่วยได้คือการลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด ปัจจุบันนี้ ประชาชนเป็นหนี้สินมากกว่า ๑๖ ล้านล้านบาท และ ๒ ใน ๓ เป็นเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตที่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยสูงถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของ ประเทศไทย มาตรา ๖๕๔ เขียนไว้ชัดเจนว่าการเก็บดอกเบี้ยนั้นเก็บเกินกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ แต่ก็มีสถาบันการเงินที่ได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถเก็บอัตรา ดอกเบี้ยสูงกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ได้คือบัตรเครดิตก็ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ สินเชื่อส่วนบุคคลก็ ๒๔ เปอร์เซ็นต์กรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่มีก็ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ อัตราดอกเบี้ยที่สูงตัวนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การบริโภคซึ่งถือเป็น ๕๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หรือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีของประเทศไทยระหว่างช่วงนี้ลดลงเป็นอย่างมาก ดูตัวเลขง่าย ๆ เลย คนที่ติดหนี้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท จ่ายดอกเบี้ย P-Loan ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ปีหนึ่งก็คือ ๒๕,๐๐๐ บาท ถ้าสามารถลดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ ที่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็จ่ายดอกเบี้ยเพียง ๑๕,๐๐๐ บาท ก็จะมีเงินเหลืออีก ๑๐,๐๐๐ บาท มาใช้จ่าย แล้วก็ มาทำอย่างอื่น ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็มีเงินเหลือมา ๑๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก็เหลือ ๕๐,๐๐๐ บาท ส่วนนี้ถ้าปรับได้เชื่อได้เลยว่าปริมาณการบริโภค ปริมาณการลงทุนต่าง ๆ ของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อการบริโภคมากขึ้นโรงงานในประเทศของเรา ก็จะผลิตสินค้ามากขึ้น คนงานก็จะมีงานทำมากขึ้น รัฐบาลก็ได้แวตมากขึ้น ในขณะเดียวกัน เมื่อโรงงานมีกำไรก็จ่ายภาษีเงินได้ปลายปีเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นก็จะทำให้โอกาสที่เราจะจัดเก็บ อัตราภาษีให้ได้ถึง ๒.๙๒ ล้านล้านบาท หรือมากกว่านั้นมีความเป็นไปได้ถ้าหากว่ามีการ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุดลงให้เหลือเพียงแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอัตรานี้ถ้าถามว่า ธนาคารยังมีกำไรอยู่หรือไม่ ก็ยังมีกำไรอยู่ เพราะว่าเงินฝากของประชาชนไปฝากไว้กับ ธนาคาร ๐.๕ หรือ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง อีกส่วนหนึ่งที่ช่วยได้คือการเพิ่ม Money Supply หรือปริมาณเงินเข้าไปในระบบ ซึ่งผมก็ลองคำนวณดูคร่าว ๆ น่าจะเพิ่มสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเพิ่มแค่ Money Supply หรือปริมาณเงินไม่พอครับ จะต้องมีการเพิ่ม สภาพคล่องด้วย เนื่องจากปัญหาของเราในปัจจุบันนี้เมื่อมีการเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปในระบบ เกิดปัญหาว่าธนาคารพาณิชย์แทนที่จะไปปล่อยกู้ให้ธุรกิจ กลับไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ประชาชนฝากเงิน ๐.๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๑ เปอร์เซ็นต์บ้าง ก็ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ๒.๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๓ เปอร์เซ็นต์บ้าง ก็ทำให้ธุรกิจไม่สามารถได้รับเงินกู้มาทำธุรกิจหรือ สภาพคล่องที่ปัจจุบันนี้ระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ ประชาชนกับประชาชน ที่แต่เดิมเคยมีการให้ Trade Finance ปัจจุบันนี้ Trade Finance ส่วนนั้นก็หายไป จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้อง เพิ่มปริมาณเงินแล้วก็จะต้องเพิ่มสภาพคล่องด้วย อีกส่วนหนึ่งครับ การลดค่าเงินบาทให้ เป็นไปตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจครับ ปัจจุบันเงินบาทอยู่ประมาณ ๓๒ ถ้าทำให้อยู่ที่ ประมาณ ๓๘ ทุกอย่างจะดีขึ้นหมด ส่งออกจะดีขึ้น นำเข้าจะลดลง สินค้าเกษตรที่เคยขายได้ ๑ ดอลลาร์ ๓๒ บาท ก็จะขายได้ ๓๘ บาท ข้าวเปลือกที่เคยมีราคา ๑๖ บาท ก็จะขายได้ ๑๙ บาท ทุเรียนที่เคยขายได้ ๑๕๐ บาท ก็จะขายได้ ๑๘๐ บาทต่อกิโลกรัม ก็จะเป็นสิ่งที่มี ประโยชน์อย่างยิ่งครับ สุดท้ายนี้ผมมีข้อเสนอเล็กน้อย คือในเรื่องของงบประมาณเราดูกันว่า ด้วยโครงสร้างปัจจุบัน ๑๘.๙ เปอร์เซ็นต์ หลายคนบอกว่าเยอะเกินไป แต่ถ้าหากเรา ไปเทียบกับต่างประเทศ อเมริกามีอัตราส่วนของงบประมาณต่อจีดีพี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ จีน ๒๗ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าเราที่ ๑๘.๙ เปอร์เซ็นต์มากเลย ถ้าหากมีการปรับในส่วนนี้ ลองมานั่งคิดกันดี ๆ เรานำงบประมาณส่วนเกินมาลงในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ หรือโครงสร้างงานด้านดิจิทัล แล้วทำให้โครงสร้าง ต่าง ๆ เหล่านี้เสร็จก่อนกำหนด หรือเสร็จก่อนคู่แข่งของเราก็จะทำให้เงินลงทุนจาก ต่างประเทศไหลเข้าประเทศไทยก่อนที่จะไปประเทศอื่น ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศ ไทยเจริญเติบโตอย่างน่าพอใจ ขอบคุณครับท่านประธานครับ