ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ตั้งข้อสังเกตต่อร่าง พ.ร.บ. รฟม. ที่แก้ไขมาตรา 65 ซึ่งเปิดช่องให้หักรายจ่ายสนับสนุนตั๋วร่วมก่อนส่งคืนคลัง โดยมองว่าอาจกระทบรายได้แผ่นดินและขาดความโปร่งใส พร้อมแสดงความกังวลต่อการใช้จ่ายงบประมาณของ รฟม. ที่อยู่นอกการควบคุมของสภารวมถึงการชดเชยโครงการค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายให้ผู้ประกอบการเอกชน ซึ่งขัดหลักความเหมาะสมและเป็นการใช้ภาษีอุดหนุนเชิงพาณิชย์โดยไม่ลดภาระประชาชนโดยตรง จึงเรียกร้องให้ปรับแนวทางเป็นการสนับสนุนผ่านกลไกตั๋วร่วมและโครงสร้างราคาที่เป็นระบบมากกว่า
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. รฟม. ฉบับนี้แม้จะมีการแก้ไขไม่กี่มาตรา แต่กลับส่งผลต่อรายได้ของ รฟม. ที่ต้องส่งคืนให้กับประเทศและระเบียบวินัยการเงิน การคลังเป็นอย่างมาก ปัญหาหลักของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้อยู่ที่มาตรา ๘ ซึ่งเป็นการแก้ไข มาตรา ๖๕ ใน พ.ร.บ. รฟม. ฉบับปัจจุบัน ใน พ.ร.บ. รฟม. ฉบับปัจจุบันที่ใช้กันอยู่นั้น เมื่อ รฟม. มีรายได้จากการเดินรถ รฟม. สามารถหักรายจ่ายทั่ว ๆ ไป เช่น ค่าดำเนินการ ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคา เมื่อหักแล้วเหลือเงินก็ต้องส่งเงินคืนคลังเหมือนรัฐวิสาหกิจ อื่น ๆ เพื่อให้ประเทศไทยเรามีเงินมาใช้ในงบประมาณต่อไป แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังแก้ไข ในมาตรา ๖๕ คือเพิ่มรายการรายจ่ายที่จะสามารถหักได้จากรายได้ของ รฟม. ก่อนที่จะ นำเงินส่งคืนคลัง โดยอนุญาตให้หักรายจ่ายประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินสำรอง ตามมาตรา ๑๑ เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ หรือการสงเคราะห์อื่น ๆ หรือเงินลงทุน และตัว Highlight สำคัญอยู่ที่วรรคสองที่รัฐบาลเพิ่มขึ้นมาครับ คือเงินที่ รฟม. จ่ายเพื่อ ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการในกรณีที่มีการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในบริการ ขนส่งสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับกิจการรถไฟฟ้า ถ้าผมแปลง่าย ๆ ก็คือเปลี่ยนจากปกติที่ รฟม. ต้องนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั่วไป เหลือเท่าไรส่งคืนคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน แล้วรัฐ ก็มาทำงบประมาณ ทำเรื่องคำของบประมาณขึ้นมา ทำนโยบาย ๒๐ บาทก็มาให้สภาอนุมัติ งบประมาณแล้วเอาไปทำ เปลี่ยนไปเป็นคือรัฐบาลจะเปิดช่องกฎหมายใหม่โดยการตัดหน้า เอาเงิน รฟม. ก่อนที่จะคืนคลังนั้นไปทำ ๒๐ บาทตลอดสาย จน รฟม. อาจจะไม่เหลือเงิน ส่งคืนคลัง ปัญหามีแน่นอนครับ หลัก ๆ อยู่ ๕ ประเด็นด้วยกัน
๑. กระทบกับรายได้ของรัฐ เพราะเงินที่ รฟม. ก็จะส่งคืนคลังน้อยลง และการทำ ๒๐ บาทตลอดสายอาจทำให้ไม่เหลือเงินส่งคืนคลังเลย
๒. เปิดช่องให้ รฟม. ใช้จ่ายเงินได้มั่วมากขึ้น โดยอ้างว่าเป็นการส่งเสริม ระบบตั๋วร่วมบังหน้า เสมือนเป็นการตีเช็คเปล่า ให้ รฟม. ใช้ดุลยพินิจของตัวเองในการใช้เงิน
๓. ทำให้สภาขาดการตรวจสอบที่เหมาะสมในการใช้จ่ายงบประมาณของ รฟม. เพราะว่าจะทำให้ตรวจสอบได้ยากขึ้น เพราะเป็นการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณ และหลายรัฐวิสาหกิจชอบอ้างว่าสภาไม่มีสิทธิตรวจสอบพวกเขา ไม่มีสิทธิตรวจสอบ การใช้เงิน เพราะเขาพวกเขาไม่ได้ใช้เงินหลวง เพราะพวกเขาไม่ได้ขอเงินหลวง นี่คือข้ออ้าง ของหลายรัฐวิสาหกิจที่พูดเช่นนี้
๔. รฟม. มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐ แต่กลับสามารถเอารายได้ของ รฟม. ไปจ่ายให้กับผู้ประกอบการเอกชนรายอื่น ๆ ที่มีสถานะเป็นคู่แข่งกับ รฟม. โดยการ ทำชดเชยโครงการ ๒๐ บาทตลอดสาย อันนี้ไม่เหมาะสมครับ
๕. จริง ๆ แล้วเรามี พ.ร.บ. ตั๋วร่วมที่ตัวผมก็เป็นกรรมาธิการด้วย แล้วก็ได้ เสนอเข้าสู่สภาเรียบร้อยแล้ว เพราะเราแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้าเกิดรัฐบาลอยากจะทำ ๒๐ บาทตลอดสาย ก็ควรไปใช้ค่าโดยสารร่วม ไปใช้กลไกผ่าน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม แต่รัฐบาลกลับ ไม่ได้เอา พ.ร.บ. ตั๋วร่วมมาบรรจุในวาระนี้ ต้องบอกว่าอย่างนี้ครับ จุดยืนของพรรคประชาชน และ สส. ทุกคน ผมเชื่อว่าเราเห็นตรงกันคือการลดค่าโดยสารให้กับพี่น้องประชาชนครับ แน่นอนถ้าผู้ประกอบการลดราคาให้ยิ่งถูกก็ต้องยิ่งดีครับ แต่การลดค่าโดยสารโดยเอาเงินของคนทั้งประเทศไปโถมเข้าไป มันไม่ใช่การลดราคา ท่านประธานครับ สิ่งที่พรรคประชาชนสนับสนุนคือการลดราคาค่าโดยสารโดยการจัดการที่ ตัวผู้ประกอบการแก้ไขโครงสร้างราคา ดึงพวกเขาเข้าสู่ระบบตั๋วร่วมทำค่าโดยสารร่วม ตัดค่าแรกเข้าที่ซ้ำซ้อนที่เมื่อพอเราต้องการเปลี่ยนสายเรากลับต้องมาจ่ายค่าแรกเข้าอีก ที่ ๑๕ บาทต่อครั้ง และการให้เอกชนที่ได้ประโยชน์จากการขยายโครงข่ายขนส่งมวลชนของ ภาครัฐ โครงข่ายรถไฟฟ้าของภาครัฐนั้นจนทำให้ตัวเองมีผู้โดยสารมากขึ้น มีกำไรมากขึ้น ยอมที่จะลดราคาค่าโดยสารของตัวเองลงตามสัดส่วนที่เหมาะสม แต่สิ่งที่รัฐบาลทำคือการใช้ เงินแก้ปัญหา เพียงเพื่อบอกว่าจะทำนโยบายนี้สำเร็จแล้ว นโยบายเสร็จแล้ว ลดราคาได้แล้ว แต่ถามจริง ๆ มันลดจริง ๆ หรือครับ รัฐบาลแค่เปลี่ยนจากการใช้เงินจากกระเป๋าขวาของ พี่น้องประชาชนไปจ่ายแทนกระเป๋าซ้ายของพี่น้องประชาชน โดยการให้ รฟม. ที่เป็นเงินของ ประเทศจ่ายแทนพี่น้องประชาชนแค่นั้นเอง ซึ่งเงิน ๒ กระเป๋านี้คือเงินของประชาชน เหมือนกันครับ แล้วเดี๋ยวพอรัฐบาลมีปัญหา สุดท้ายก็ต้องมาแก้ไขขอขึ้นภาษี ขอปรับ โครงสร้างภาษีอยู่ดี ที่สำคัญต้นเรื่องมาจากการที่รัฐบาลเจรจากับผู้ประกอบการไม่สำเร็จ หรือเปล่าตามที่ท่านหาเสียงไว้ ท่านอดีต ต้องขอเอ่ยนาม ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน สมัยหาเสียงท่าน Post เฟซบุ๊กเอง วันที่ ๓๐ เดือน ๔ ปี ๒๕๖๖ ท่าน Post ว่าเราจะ เร่งเจรจากับทุกภาคส่วนเพื่อลดค่าโดยสารลงให้เหลือ ๒๐ บาทตลอดสาย แล้วยังสัมภาษณ์ ต่อด้วยว่าในรายการของมติชนบอกว่าจะทำให้ได้ภายใน ๓ เดือนเมื่อเป็นรัฐบาล แต่สิ่งนี้ ไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ท่านพูดไม่เคยเกิดขึ้น และท่านประธานรู้ไหมว่าการทำ ๒๐ บาทตลอดสาย ต้องใช้เงินเท่าไร และผู้ประกอบการจะรวยขึ้นเท่าไร ผมคำนวณมาให้คร่าว ๆ ปัจจุบันก่อนที่ เราจะอุดหนุนมีผู้โดยสารใช้ประมาณ ๑.๗ ล้านเที่ยวต่อวัน จากสถิติเราจ่ายค่ารถไฟฟ้า โดยเฉลี่ยประมาณ ๓๔ บาทต่อเที่ยว นั่นหมายความว่าผู้ประกอบการทั้งโครงข่ายรถไฟฟ้า จะมีเงินรวมกัน มีรายได้ต่อวัน ประมาณ ๕๗.๘ ล้านบาท แต่หลังจากที่เราเอาภาษีไปอุด ๒๐ บาทตลอดสายนั้น สมมุติผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถามว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มาจากไหนท่านประธานอาจจะจำได้ตอนที่เขามีนโยบาย ๗ วัน ขึ้นรถไฟฟ้าฟรี ตอนนั้น มีผู้โดยสารมาใช้บริการประมาณ ๒.๔ ล้านเที่ยวต่อวัน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเก็บ ๒๐ บาท ตลอดสาย แน่นอนไม่เกิน ๒.๒ ล้านเที่ยวต่อวันแน่นอน ส่วนผู้ประกอบการก็ยังคงเก็บ ค่าโดยสารในราคาเดิมอยู่ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายที่พี่น้องประชาชนจ่ายโดยเฉลี่ยต่อเที่ยวก็คือ ๓๔ บาทต่อเที่ยวเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเปลี่ยนไปเป็นเก็บจากประชาชนโดยตรง ๒๐ บาท และให้รัฐบาลอุดหนุนอีก ๑๔ บาท แต่รวมกันก็ยังเฉลี่ยที่ ๓๔ บาทอยู่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นการทำ ๒๐ บาทตลอดสายจะทำให้ไม่มีผู้ประกอบการได้รับมีรายได้เพิ่มขึ้นไป เป็น ๗๔.๘ ล้านบาทต่อวัน ก็คือเพิ่มขึ้นประมาณ ๒๐ ล้านบาทต่อวัน แล้วถ้าเกิดดูว่าต่อปี ผู้ประกอบการจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ๖,๒๐๕ ล้านบาทฟรี ๆ จากนโยบายของภาครัฐ โดยที่ ผู้ประกอบการไม่ต้องทำการตลาด ไม่ต้องลดค่าโดยสาร ไม่ต้องทำอะไรเลยอยู่นิ่ง ๆ ครับ ส่วนภาครัฐต้องจ่ายเงินอุดหนุน ๑๔ บาทต่อเที่ยว หรือเป็นเงิน ๑๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ในการอุดหนุนการทำโครงการ ๒๐ บาทตลอดสาย ซึ่งแน่นอนถ้าเกิดเราเอารายได้ตัว ๖,๐๐๐ ล้านบาท มาหักลบกับตัว ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท มันอาจจะลดน้อยลง รัฐบาลอาจจะ อุดหนุนน้อยลง แต่ถ้าเกิดไม่หักและจ่ายเต็ม ๆ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีก็จะกระทบกับ งบประมาณของประเทศมหาศาลได้ ผมจึงอยากถามคำถามไปยังท่านผู้ชี้แจงให้ช่วยชี้แจง ให้สังคมชัด ๆ คำถามผู้ชี้แจงก็คือท่านจะนำรายได้ของเอกชนที่เพิ่มขึ้นจากการทำโครงการ ๒๐ บาทตลอดสาย แล้วมีลูกค้ามากขึ้นมาหักลบกับเงินที่รัฐต้องชดเชยอุดหนุนหรือไม่ และถ้ามีการหักลบ หักลบด้วยจำนวนเงินเท่าไร เต็มจำนวนหรือแค่บางส่วน และหลังจาก หักแล้วนโยบายนี้จะทำให้เอกชนมีกำไรเพิ่มขึ้นกี่พันล้าน และ ๒๐ บาทตลอดสายที่จะทำ คือสายละ ๒๐ บาท หรือขึ้นทุกสายเปลี่ยนกี่รอบก็ได้ รวมกันแล้วตลอดตั้งแต่ต้นทาง ยันปลายทางจ่ายแค่ ๒๐ บาท สุดท้ายคือนอกจากการเอาเงินของประชาชนไปอุดหนุนแล้ว ท่านไม่มีวิธีคิดวิธีอื่นแล้วหรือไม่ที่ทำให้ค่าโดยสารลดลง สุดท้ายหนึ่งในข้ออ้างของรัฐบาลท่านประธานครับ ในการแก้ไข พ.ร.บ. รฟม. คือบอกว่า ไม่อยากใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศไปอุดหนุนรถไฟฟ้าให้คนกรุง จึงต้องใช้เงินของ รฟม. ไปอุดหนุนแทน ผมก็ไม่อยากให้ท่านอ้างแบบนี้ เพราะจริง ๆ แล้วเงิน รฟม. ก็คือเงินของ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเหมือนกัน นโยบาย ๒๐ บาท ผมย้ำเลยว่า ณ เวลานี้ที่รัฐบาล จะทำนั้นไม่ได้เป็นการลดค่าโดยสารผ่านการทำค่าโดยสารร่วม หรือใช้กลไกตั๋วร่วมแต่อย่างใด แต่เป็นการเอาเงินจากกระเป๋าซ้ายของพวกเรามาจ่ายแทนกระเป๋าขวาของพวกเรา เหมือนเดิม การแก้กฎหมายเพื่อเปิดช่องให้รัฐบาลตัดหน้าใช้เงินของ รฟม. ก่อนที่จะ ส่งคืนคลังได้นั้นคือการขวางไม่ให้เงินนอกงบประมาณที่เมื่อส่งคืนคลังแล้วจะกลายเป็นเงิน งบประมาณนั้นถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใส และเป็นการปล่อยให้รัฐบาลใช้เงินนอก งบประมาณตามอัธยาศัยได้โดยที่ไม่ต้องผ่านสภา ซึ่งเป็นการใช้เงินโดยผิดวิธี ผิด พ.ร.บ. วินัย การเงินการคลัง ด้วยสาเหตุนี้ผมจึงไม่สามารถเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ ขอบคุณครับ