ธีรัจชัย พันธุมาศ หารือเรื่องพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับที่ ๒ และเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมและทันสมัย รวมถึงการลงทุนในการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยไซเบอร์และจัดทำแผนการศึกษาตระหนักรู้ในเรื่องนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคประชาชน ขออนุญาตอภิปรายพระราชกำหนดมาตรการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) ที่รัฐบาลเสนอมา พระราชกำหนด เป็นกฎหมายเร่งด่วนที่ฝ่ายบริหารนั้นออกมาสามารถที่จะบังคับใช้ได้เลย ต้องมีความจำเป็นเร่งด่วนกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง แต่พระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นฉบับที่ ๒ ฉบับที่ ๑ พอฟังได้ว่ามันจำเป็นเร่งด่วน จำเป็น ต้องออก เพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่ฉบับที่ ๒ ทำไมถึงมาออกซ้ำ เพื่อที่จะให้ อาชญากรรม มันต้องเร่งด่วนกันทุกครั้งเสมอ ออกพระราชกำหนดกันเคยชิน อันนี้เป็น วัฒนธรรมการออกกฎหมายที่ค่อนข้างที่ฝ่ายบริหารนั้นทำโดยไม่ค่อยรักษาธรรมเนียม ประเพณีที่ควรจะเป็น ทางที่ดีควรจะเป็นพระราชบัญญัติเพื่อจะทำให้สภาแห่งนี้ได้มีการออก กฎหมายโดยละเอียดรอบคอบ สำหรับพระราชกำหนด ฉบับที่ ๒ นั้น มีจุดแข็งเรื่องเน้นการ ชดเชยความเสียหายให้อย่างรวดเร็ว โดยกำหนดให้สำนักงาน ปปง. สามารถคืนเงินให้แก่ ผู้เสียหายโดยไม่ต้องขึ้นศาล หากตรวจสอบได้ว่าเงินที่อายัดเป็นเงินของผู้เสียหายจริง มาตรการนี้ช่วยลดภาระของระบบยุติธรรมและเร่งให้รับความยุติธรรมแก่ผู้เสียหาย การกำหนดกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างงานต่าง ๆ แก่หน่วยงานรัฐ เช่น ธนาคาร ผู้ให้บริการมือถือ หน่วยงานกำกับดูแล ถือเป็นความสำคัญในการสร้างเครือข่ายป้องกัน อาชญากรรมอย่างมีประสิทธิภาพอันนี้คือจุดแข็ง การตั้งศูนย์ ศปอท. เพื่อรวบรวมการ จัดการอย่างเบ็ดเสร็จและแสดงถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างระบบทำงานบูรณาการ ตอบสนอง ปัญหาอย่างรวดเร็วในส่วนนี้ อันนี้คือเป็นจุดแข็งของพระราชกำหนดฉบับที่ ๒ ฉบับนี้ แต่จุดแข็งมันก็ยังมีจุดอ่อนของพระราชกำหนด เพราะว่ามันไม่ได้ผ่านสภาในการกลั่นกรอง สิ่งที่ดูในเนื้อในของด้านใน เราดูในส่วนของตัวมาตรา ๔/๑ มาตรา ๔/๑ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เพื่อประโยชน์แห่งมาตรา ๘/๑๐ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์แห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติและกรรมการทางอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดมาตรฐานหรือมาตรการป้องกัน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรานี้เขียนไว้ดีนะครับ ให้เขียนรายละเอียด เพื่อเป็น มาตรการบังคับในมาตรา ๘/๑๐ แต่ไม่มีบทบังคับ ถ้าไม่ทำ แล้วถ้าทำไม่ได้เอื้อต่อกฎหมาย ฉบับนี้ ไม่มี กฎหมายต้องมีสภาพบังคับเพื่อให้เกิดความยุติธรรม แต่กฎหมายฉบับนี้ เป็นความอะไรก็ไม่ทราบหรือเป็นความเร่งด่วนของฝ่ายบริหารก็ไม่ทราบ ไม่มีการบังคับว่า ถ้าไม่ทำแล้วมีความผิดอะไรบ้าง ดังนั้นถ้าเกิดเขาไม่ทำ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มาตรการในการบังคับใช้ ในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีก็ไม่เกิดขึ้น นี่คือความบกพร่องของกฎหมายฉบับนี้ เรามาดูในส่วนของมาตรา ๘/๑๐ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาก็พูดถึงการให้สถานะ การเงินจากเมื่อสักครู่ หรือผู้บริการปฏิบัติตามมาตรฐานหรือมาตรการเพื่อป้องกัน อาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม สำนักงานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการอื่น ให้เป็นคนที่กำกับ แต่ไม่ได้ระบุโทษไว้ว่า ถ้าไม่ทำแล้วมีโทษอย่างไร ถามว่ากำหนดแบบนี้มันจะป้องกันเทคโนโลยีได้หรือครับ กฎหมายให้อำนาจองค์กรต่าง ๆ ในการที่จะออกกฎระเบียบขึ้นมา กฎหมายกว้างออกมา เพื่อจะกำหนด แต่ทำไมไม่มีโทษถ้าเขาไม่ทำ และระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นกฎหมายระดับรอง ที่ย่อที่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ก็ต้องออกมาลักษณะนั้นมันรัดกุมในการป้องกันอาชญากร เทคโนโลยีหรือไม่ครับ นี่คือข้อบกพร่องสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ และมันยังไม่เห็นเลยว่า มันจะป้องกันได้อย่างไร สิงคโปร์เขาระบุไว้ชัดเจนเลย ความเสียหายอย่างร้ายแรงมีอะไรบ้าง ๑ ๒ ๓ เขากำหนดไว้ชัด ถ้ามีอาชญากรรมเทคโนโลยีมาไม่เตือน มีคนมาหลอกลวงโทรมา หลอกให้โอนเงินไม่เตือน ตั้งแต่การโทรมา ถ้าธนาคารไม่เตือน ไม่ทำแบบ Realtime มีโทษรับผิดชอบเท่าไร ถ้าไม่เตือนไม่ทำอะไรเลย รับผิดชอบเท่าไร และไม่ต้องฟ้องศาล มาตรา ๘/๑๐ นั้น จะต้องพิสูจน์ชั้นศาล และเอื้อต่อกลุ่มทุนทั้งหลาย กลุ่มทุนธนาคาร กลุ่มทุนโทรคมนาคม กลุ่มทุนออนไลน์ต่าง ๆ ทั้งหมด สามารถพิสูจน์ได้ ถ้าปฏิบัติตาม เงื่อนไขที่หน่วยงานนั้นกำหนดแล้ว ไม่ต้องรับผิดได้ และแบบนี้ภาระพิสูจน์ตกแก่ใคร ตกแก่ประชาชนผู้เสียหาย ต้องพิสูจน์เขาหรือครับ เขาพิสูจน์ง่ายนิดเดียวว่าทำตามเงื่อนไขแล้ว ๑. มาตรา ๔/๑ ไม่กำหนดว่าจะต้องออกเงื่อนไข ๒. กำหนดเงื่อนไขอะไรก็ได้แล้วแต่กรณี อิสระเสรีจะออกแบบเกี๊ยะเซียะกับกลุ่มทุนก็ได้ พอถูก Call Center หลอกลวงไปแล้วก็ พิสูจน์แค่บอกว่าทำตามเงื่อนไขแล้วไม่ต้องรับผิด แล้วไปพิสูจน์ชั้นศาล ๕ ปี ๓ ปี ๕ ปี ๑๐ ปีกว่าจะได้สตางค์ แล้วอันนี้หรือคือเป็นกฎหมายที่เอื้อต่อการป้องกันอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี ผมได้ทำกระทู้ไป ๒ ครั้งถามนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี DE มาตอบ ๒ ครั้ง เดือนตุลาคม ถ้าจำไม่ผิดเดือนตุลาคม ๒๕๖๗ แล้วก็ช่วงประมาณปลายปีหรือต้นปี ๒๕๖๘ รัฐมนตรีบอกว่าเตรียมมาตรการไว้หมดแล้ว แต่พอเห็นกฎหมายนี้ผมเฮ้อไป ๑ ครั้งแล้วครับ อันนี้ก็เฮ้ออีก ๑ ครั้ง มันไม่สามารถเอื้อได้เลยนะครับ ยังเอื้อต่อกลุ่มทุน ยังเกรงใจต่อ กลุ่มทุนอยู่ไม่ลดละ
อีกประเด็นหนึ่งผมอยากจะให้ดูอีกเรื่องหนึ่งคือมาตรา ๗ ครับท่านประธาน มาตรา ๗ เขาบอกว่าในกรณีที่ปรากฏพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการใช้บริการ โทรคมนาคมเพื่อกระทำความผิดทางอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะปรากฏตามข้อมูล ตามวรรคหนึ่งหรือโดยพยานหลักฐานใดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสอบสวนพิเศษนั้น แจ้งขึ้นไป กรณีอย่างนี้ต้องปรากฏพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหลักการอาญามีมูลหรือไม่ เชื่อว่ากระทำผิดหรือไม่ ปราศจากความสงสัยว่าทำผิดหรือไม่ นั่นคืออยู่ในชั้นศาลนะครับ คือระดับอัยการเลยนะครับ หลักฐานอันปรากฏอันควรเชื่อไว้ถึงจะส่ง แล้วจะทันการณ์ ได้อย่างไรต้องไปหาหลักฐานก่อนถึงจะส่งว่ามีการทำผิดในส่วนของอาชญากรรมทาง เทคโนโลยีแล้ว ของสิงคโปร์เขาใช้อย่างนี้เขาใช้คำว่ามีเหตุอันควรเชื่อ มีเหตุนะครับ แค่มีเหตุ ไม่ต้องปรากฏหลักฐาน มีเหตุเขาแจ้งดำเนินคดีอายัด Block ป้องกันได้เลย แต่นี่ต้องใช้ระบบ หนาแน่นเหมือนพิสูจน์ในชั้นอัยการนะครับ มีหลักฐานอันควรเชื่อว่านี่คือข้อบกพร่องแล้วจะ แก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเขามีเทคโนโลยีทันสมัยและเปลี่ยนแปลงตลอด ได้อย่างไร นี่คือข้อบกพร่องนะครับ ผมเรียนต่อเพิ่มเติมนะครับ ยังมีจุดอ่อนอีกมากมาย อีกประการหนึ่งที่กฎหมายฉบับนี้ไม่มีก็คือการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำสำหรับ อุปกรณ์เทคโนโลยีที่จำหน่ายในประเทศ ทำให้ประเทศไทยยังไม่สามารถป้องกันปัญหาตั้งแต่ ต้นทางเหมือนประเทศออสเตรเลีย การที่ผู้บริโภคสามารถซื้ออุปกรณ์ที่มีช่องโหว่ด้านความ ปลอดภัยได้อย่างง่ายดายอาจส่งผลให้ภายหลัง อุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องมีระบบป้องกันด้วย แต่ของเรานั้นเรื่องนี้ปล่อยปละละเลยอย่างไรก็ได้ อุปกรณ์จะแย่อย่างไร จะสามารถทำให้ แก๊ง Call Center สามารถ Chat เข้าไประบบต่าง ๆ อย่างไร ไม่มี นี่คือด้านพื้นฐาน ๒. ขาดการประสานงานกับต่างประเทศในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งอาชญากร ข้ามชาติตามกัมพูชา เมียนมา มาเลเซียหรือลาวต่าง ๆ ที่ล้อมประเทศไทยนั้น เราไม่มี กฎหมายที่ให้ความสำคัญในการประสานเลย ที่ปอยเปตเอย เมียววดีเอย หรือที่อื่นเอย เราไม่มีกลไกในกฎหมายฉบับนี้ ทำไมไม่เน้นในการข้ามชาติละครับ ในเมื่อฐานท่านอยู่ที่ ต่างประเทศ อยู่ริมขอบตะเข็บชายแดน หรือว่าไปไกลประเทศจีนก็มี กฎหมายนี้ไม่เคย มองเลยครับ แล้วเขาทำจากต่างประเทศแล้วเราจะป้องกันได้อย่างไรครับ
อีกประการหนึ่งคือการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาหรือผู้กระทำผิดต่างประเทศ เราได้ทำสนธิสัญญา อนุสัญญาพหุภาคี ทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ หรือไม่ ที่จะดูแล้วว่า ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ขึ้นไปจะดำเนินคดีติดตามเขามาดำเนินคดีได้อย่างไร ในเมื่อฐานจริง ๆ มันอยู่ต่างประเทศไม่ได้อยู่ประเทศไทย แต่เรากฎหมายฉบับนี้อุตส่าห์ออกด่วนแล้ว แต่ก็ยัง ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะอาชญากรรมเหล่านี้เป็นอาชญากรรม ข้ามชาติอย่างร้ายแรง ถัดมาอีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับปัจจุบันการใช้เทคโนโลยี Artificial Intelligence และ Machine Learning ในการวิเคราะห์พฤติกรรมที่ผิดปกติ การพัฒนาระบบนี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการลงทุนในการ วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยไซเบอร์ และจัดทำแผนการศึกษาตระหนักรู้ถึงอย่างเป็น ระบบนั้น กฎหมายเดี๋ยวนี้ไม่มีการพูดถึงเลยนะครับ เป็นกฎหมายที่ตาย ไม่มีการพัฒนาแบบพลวัตร ที่จะติดตามความปลอดภัยเทคโนโลยี ระบบการศึกษาแบบนี้ควรจะมีหน่วยงาน ศปอท. อะไรก็ได้ต้องทำและศึกษาพัฒนาอย่างเป็นระบบเพื่อตาม เพราะว่ามันมีการพัฒนา อย่างเป็นพลวัตรในอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเหล่านี้ ผมเรียนอย่างนี้ในส่วนของกฎหมาย อันนี้ดีกว่าเดิม แต่ไม่ใช่ดีสามารถที่จะป้องกันได้โดยจริง โดยอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงขอให้ทาง ฝ่ายรัฐบาลกลับไปรับข้อเสนอที่ผมได้อภิปรายในสภาแห่งนี้เข้าไปปรับปรุง เพราะกฎหมายนี้ ไม่สามารถแก้ได้ แต่ถ้าเกิดกฎหมายฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติเราสามารถมาแก้ไขและทำให้ รัดกุมกว่านี้ และฝากรัฐบาลอย่าทำกฎหมายแบบที่ลวก ๆ แบบนี้ออกมาเลย ขอให้ทำ กฎหมายที่คำนึงถึงประชาชน ถ้าเป็นไปได้ใช้เป็นกฎหมายที่ผ่านสภาแห่งนี้ดีกว่านะครับ ขอบคุณมากนะครับ