ชัชวาล แพทยาไทย อภิปรายร่างงบประมาณปี 2569 ในฐานะตัวแทนประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรงบประมาณที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจจากกลุ่มบน โดยละเลยความต้องการของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบกลางและการล้มเหลวของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายสวัสดิการที่เคยสัญญาไว้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณปี ๒๕๖๙ ในฐานะของตัวแทนพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรและ พี่น้องราษฎรคนตัวเล็ก ๆ ที่ฝากความหวังไว้กับพวกเราในสภาแห่งนี้ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานที่เคารพครับ จุดยืนของผม และพรรคไทยสร้างไทยในการอภิปรายครั้งนี้คืองบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ยังไม่ตอบโจทย์ เกษตรกรและราษฎรตัวเล็ก ๆ เพราะรัฐบาลยังคงมุ่งเน้นใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นยอดบน ของพีระมิดแทนที่จะฟื้นฟูจากฐานรากของพีระมิดเพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี ๒๕๖๙ ที่รัฐบาลเสนอนี้ วงเงินรวมสูงถึง ๓.๗๘ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลบอกว่าจะเก็บรายได้เพิ่มขึ้นและพยายามลดการขาดดุลเหลือ ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านลองคิดดูสิว่าตัวเลขนี้ก็ยังสูงมากอยู่ดี นั่นหมายความว่าเรายัง ต้องกู้เงินมาใช้จ่ายอีกเยอะการตั้งงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องแบบนี้ รัฐบาลอ้างว่า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ผมกังวลคือ ถ้าเงินกู้เหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้สร้างผลสัมฤทธิ์ที่ดีจริง ๆ หนี้สาธารณะของเราก็จะพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะกลายเป็น ภาระหนักอึ้งของลูกหลานเราในอนาคต และจะไปเบียดบังงบประมาณที่เราควรจะเอาไป พัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ พอเราเจาะลึกลงไปในรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณ จะยิ่งเห็นชัดเลยว่าทำไมผมถึงบอกว่างบประมาณฉบับนี้ยังคงเน้นกระตุ้นยอดบนของพีระมิด และละเลยการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ก่อนอื่นผมมีข้อสังเกตว่างบประมาณเพื่อ เกษตรกรและคนตัวเล็กอยู่ตรงไหนกันแน่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับงบประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แม้จะดูเหมือนเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับปัญหาที่พี่น้องเกษตรกร ทั้งประเทศกำลังเผชิญ ทั้งปัญหาหนี้สิน ราคาผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วม การขาดแคลนแหล่งน้ำ งบประมาณแค่นี้มันพอไหม และที่สำคัญกว่านั้นคือ งบประมาณที่จัดสรรลงไปนั้น เป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุดและยั่งยืน หรือเป็นการแก้ปัญหา เฉพาะหน้าแบบเดิม ๆ ที่ทำกันมาโดยตลอด พี่น้องเกษตรกรชาวร้อยเอ็ด พี่น้องเกษตรกร จากทั่วทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ ฝากคำถามมายังผู้แทนราษฎรอย่างผม ผู้แทน ราคา มันสำปะหลัง ราคาข้าวโพด ราคากระเทียม แหม ราคาปาล์ม ราคายาง ราคามัน ราคางัว มันคือถืกคักแหน่แถะ ป่านใด๋มันสิขึ้น ผู้แทน ราคาข้าวปีนี้มันสิเป็นจังใด๋ เฮ็ดนาเป็นตา ได้ค่าปุ๋ยบ่ เงินค่าเกี่ยวข้าวไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นตาได้คึดต่อคือปีที่ผ่านมาบ่ นี่คือตัวอย่าง เสียงสะท้อนของพี่น้องเกษตรกรไทย พี่น้องเกษตรกรหลายท่าน ตอนนี้เป็นกังวลอย่างมาก สถานการณ์ราคาพืชผลทางการเกษตรที่คาดว่าจะตกต่ำต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์ เศรษฐกิจสังคม การเมืองโลกที่ถาโถมเข้ามา ผลกระทบไม่ได้เกิดแค่พืชหรือสัตว์ชนิดใด ชนิดหนึ่งครับ แต่คาดว่าจะลามไปถึงสินค้าเกษตรแทบทุกตัวและส่งผลกระทบต่อรายได้ ความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรโดยตรง พอผมไปดูงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผมพบว่ามีการจัดสรรงบประมาณ ไว้สำรองเพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพืชผลตกต่ำแค่ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่า น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของปัญหาและจำนวนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จากทั่วประเทศ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่ารัฐบาลมีมาตรการรับมืออย่างไรกับปัญหาราคา ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำเกือบทุกชนิดทั้งพืชและสัตว์ และยิ่งมีงบประมาณในการแก้ไข ปัญหาอยู่เพียงน้อยนิดเช่นนี้จะแก้ไขปัญหาได้จริงหรือ ท่านประธานครับ งบกลางปีนี้สูงถึง ๖๓๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๑๖.๗ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด แม้จะลดลง จากปีก่อนแต่ก็ยังเป็นเงินก้อนที่ใหญ่มากและมักจะขาดรายละเอียดที่ชัดเจนในการใช้จ่าย โดยเฉพาะรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ทำให้เราตรวจสอบยาก สิ่งนี้เปิดช่องให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินภาษีของ ประชาชน งบกลางก้อนโตโปร่งใสแค่ไหน หรือแค่เป็นทางผ่านไปสู่กระเป๋าใครบางคนหรือไม่ ถ้าหากรัฐบาลจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนทำไมไม่นำงบประมาณส่วนนี้ ไปจัดสรรลงในกระทรวง กรม ที่มีภารกิจชัดเจนและสามารถตรวจสอบติดตามผลงาน ไม่ง่ายกว่าหรือ แทนที่จะเก็บไว้เป็นอำนาจของส่วนกลางซึ่งอาจไม่ได้ตอบสนองความ ต้องการของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลมักจะอ้างว่าจัดทำ งบประมาณตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยปีนี้ยุทธศาสตร์ที่ได้รับงบประมาณสูงสุดคือ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม และด้านการพัฒนาส่งเสริมศักยภาพ ทรัพยากรมนุษย์ฟังดูดี แต่ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนความกังวลนี้คือกรณีที่รัฐบาลได้เคย ให้คำมั่นสัญญาไว้กับพี่น้องประชาชนว่าจะจัดสรรเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินอุดหนุน เด็กแรกเกิดอย่างถ้วนหน้า โดยมีการพูดถึงตัวเลขในระดับ ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือนขึ้นไป แต่จนถึงวันนี้ผ่านมา ๒ ปีงบประมาณ ครึ่งสมัยของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลยังไม่สามารถ ทำตามที่สัญญาไว้ได้ สิ่งที่ทำได้จริงมีเพียงการช่วยเหลือผ่านกลุ่มเฉพาะบางกลุ่มเช่น กลุ่มเปราะบางเท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ระบบที่ต้องการรับการช่วยเหลือต้องมานั่งพิสูจน์ความจน หรือความเปราะบางของตนก่อนจะเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนกันเป๊ะกับรัฐบาลที่ท่าน เคยด่าไว้ที่จะแจกอะไรก็ต้องพิสูจน์ความจน ทั้งที่ในความเป็นจริงการช่วยเหลือ ด้านสวัสดิการควรมีลักษณะถ้วนหน้าเพื่อสร้างความเสมอภาคอย่างแท้จริง พิสูจน์กัน จนซ้ำซาก สวัสดิการถ้วนหน้าเป็นแค่ความฝันหรือไม่ ดังนั้นจึงมีข้อเรียกร้องว่ารัฐบาล ควรจัดสรรงบประมาณไปยังด้านสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยเฉพาะในช่วง เวลาที่ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความไม่มั่นคง ทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดขอให้ท่านย้อนกลับไปดูนโยบายสวัสดิการของแต่ละพรรค ที่ร่วมรัฐบาลด้วย ท่านเคยให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ก่อนเลือกตั้งอย่างไร ทำให้ ตรงปกด้วยครับ สิ่งที่พรรคไทยสร้างไทยและผมเห็นคือปัญหาความเหลื่อมล้ำในเชิงพื้นที่ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง แม้จะมีการพูดถึงงบประมาณมิติเชิงพื้นที่ แต่การจัดสรรจริง ยังคงผ่านระบบราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคแบบเดิม ๆ ทำให้งบประมาณไม่สามารถ ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของแต่ละท้องที่ได้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็เช่นกัน งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการสูงถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เราเห็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการปฏิรูปการศึกษาที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงโลกยุคใหม่เช่นทักษะดิจิทัล เอไอ Green Economy ที่จะช่วยให้ลูกหลานของเกษตรกรและราษฎรตัวเล็ก ๆ ในต่างจังหวัด ให้มีโอกาสในการประกอบอาชีพที่มั่นคงและมีคุณภาพที่ดีขึ้นได้จริงหรือ เพียงแค่ประเด็นเรื่องการบรรจุครูซึ่งยังขาดแคลนกว่า ๕๐,๐๐๐ อัตราทั่วประเทศ โดยเฉพาะ โรงเรียนในชนบทและโรงเรียนที่ขาดแคลน ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำความไม่พร้อม ของระบบการศึกษาไทยได้อย่างชัดเจน สิ่งที่น่ากลัวน่ากังวลรัฐบาลยังคงใช้งบประมาณเพื่อ รักษาระบบเดิม ๆ ที่ไม่ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย และไม่สามารถสร้างโอกาส ใหม่ ๆ ให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างแท้จริง หากยังปล่อยให้การจัดทรัพยากร ดำเนินไปโดยไม่คำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของท้องถิ่น เด็กในชนบทก็ไม่มีโอกาสได้รับ การศึกษาที่มีคุณภาพ และโตขึ้นมาด้วยความฝันที่ต้องถูกจำกัดไว้เพียงเพราะเกิดผิดที่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอย้ำอีกครั้งว่างบประมาณปี ๒๕๖๙ ยังไม่ตอบโจทย์ของ เกษตรกรและราษฎรคนตัวเล็ก ๆ ทั่วประเทศในระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพราะว่า รัฐบาลยังคงมุ่งเน้นใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นยอดพีระมิด แทนที่จะฟื้นฟูจากฐานรากอย่าง ยั่งยืน และที่สำคัญที่สุดคือการใช้งบประมาณต้องโปร่งใส หยุดการทุจริตคอร์รัปชันและ หยุดหลอกลวงประชาชน ผมขอยกตัวอย่างการโยกงบประมาณโครงการแจกเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท เฟส ๓ มูลค่า ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท การที่รัฐบาลโยกงบประมาณก้อนใหญ่นี้ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยอ้างว่าจะนำไปใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมเห็นด้วยกับการ ปรับงบประมาณในส่วนนี้ แต่การกำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ เสนอแผนของบประมาณ จำนวนมหาศาลนี้ภายในระยะเวลาเพียงแค่ ๓ วัน มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีโครงการใด สามารถผ่านการศึกษาความเป็นไปได้ วิเคราะห์ผลกระทบและตอบโจทย์ของเศรษฐกิจ ของประชาชนภายในระยะเวลาเพียงแค่นี้ สิ่งนี้จะทำให้สังคมตั้งคำถามอย่างกังวลอย่างยิ่งว่า นี่อาจจะเป็นการโกงแบบ Fast Tax หรือไม่ เป็นการเร่งใช้งบประมาณโดยการขาดความ รอบคอบ ขาดการตรวจสอบเพื่อผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ หลายฝ่ายกังวลว่าโครงการ ที่เสนอเข้ามาจะวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ขุดลอก ก่อสร้าง จัดอบรม สัมมนา ดูงาน ซื้อครุภัณฑ์ ซึ่งเป็นโครงการที่ง่ายต่อการรั่วไหลและอาจเป็นเพียงโครงการบังหน้าที่เอื้อ ต่อการทุจริต ภาษีของประชาชนไม่ใช่เงินทอนของใคร ท่านประธานที่เคารพครับ งบกลางปีนี้ ๖๓๒,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ในมือของท่านนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล และยังคงไม่มีความชัดเจนในการจัดสรร ขาดรายละเอียดที่ประชาชนจะตรวจสอบ สิ่งนี้ ยิ่งลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและพี่น้องประชาชนต่อความโปร่งใสของรัฐบาล งบประมาณของประเทศไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่ง ในขณะที่รัฐบาล อาจจะพยายามนำเสนอตัวเลขเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะฟื้นตัว หรือพยายามบอกว่าทุกอย่าง กำลังไปได้ดี แต่ความเป็นจริงที่พี่น้องประชาชนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันนั้น มันแตกต่างกัน โดยสิ้นเชิง วิกฤติชีวิตคนไทยหนี้ท่วมหัวตัวไม่รอด ค่าครองชีพพุ่ง รายได้หด ข้าวแกง ขึ้นทุกวัน เงินเดือนไม่ขยับ นี่คือปากท้องที่กำลังลำบาก หนี้ครัวเรือนท่วมหัวพุ่งเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หมายถึงคนไทยหนี้ท่วมหัวตัวไม่รอดวิกฤตินี้คืบคลานเข้าสู่ ทุกครัวเรือน แรงงานนอกระบบไร้หลักประกันกว่า ๒๐ ล้านคน ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีเงินเก็บ หากเจ็บป่วยครอบครัวก็ลำบาก ความเหลื่อมล้ำสุดขีด คนรวย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถือครอง ทรัพย์สินมากกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ รวยกระจุก จนกระจาย คนส่วนใหญ่ ไร้โอกาส ผู้ประกอบการไทยล้มตาย ร้านค้าเงียบเหงา แหล่งท่องเที่ยวซบเซา สินค้าจีน ราคาถูกทะลักเข้าทำลายอาชีพ และโอกาสของคนไทย ภัยธรรมชาติซ้ำเติม เกษตรกร ต้องเจอราคาผลผลิตที่ตกต่ำ ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติและต้นทุนที่สูงขึ้น ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เป็นวิกฤติชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ ที่ทำให้หลายคนท้อแท้ บ้างก็หันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อหวังพลิกให้ชีวิตกลับมาดีขึ้น บ้างก็หัน ไปพึ่งยาเสพติดเพื่อที่จะปลอบใจช้ำ ๆ หาความสุขชั่วคราวให้กับตนเอง สุดท้ายกลับกลายมา ทำลายชีวิต ท่านลองคิดดูสิครับ ถ้าเศรษฐกิจเราดีขึ้น คนไทยมีงานทำ มีเงินที่จะใช้จ่าย ในชีวิตอย่างมีความสุข ไม่มีใครไปพึ่งยาเสพติดหรอก ไม่มีใครอยากหาความสุขแบบชั่วคราว จริงหรือไม่ ท่านประธานครับ นี่คือสภาพที่ประชาชนกำลังเผชิญ ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ การที่รัฐบาลยังคงวางแผนงบประมาณเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ตระหนักว่านี่คือยามวิกฤติ ทั้งเงินเฟ้อสูง หนี้ท่วม แต่กลับใช้งบประมาณมาแบบปกติ เหมือนบ้านเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะ วิกฤติเลยครับ การบริหารที่ล้มเหลว นโยบายที่ไม่ต่อยอดโครงสร้างเศรษฐกิจจึงจะกลายเป็น ภัยเงียบที่กำลังกัดกินและถ่วงอนาคตของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมและ พรรคไทยสร้างไทยขอเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการต่อไปดังนี้ หากต้องการใช้งบประมาณ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริงและยั่งยืน ๑. หยุดการจัดงบแบบแบ่งกันกิน หยุดคอร์รัปชัน เชิงนโยบาย ต้องวางแผนระยะยาว แก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่ใช่หวังผล ระยะสั้นหรือเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง ประการที่ ๒ สร้างงาน สร้างรายได้ที่มั่นคงและ ยั่งยืนจากฐานราก สนับสนุน SMEs ฟื้นฟูเกษตรกร ปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมไทยให้เข้าสู่ High Technology ๓. เพิ่มงบลงทุนอย่างจริงจังในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องตัวเล็ก ๆ เช่น วางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบทั่วประเทศ ลดต้นทุนการผลิตสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งต้นทุนสินค้าการเกษตร ปฏิรูปการศึกษาและพัฒนา ทักษะแรงงานให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ สร้างหลักประกันทาง สังคมที่เข้มแข็งแข็งแรงให้แรงงานนอกระบบ ๕. เพิ่มความโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกการ ใช้จ่ายโดยเฉพาะงบกลาง และงบที่ถูกโยกมาอย่างเร่งด่วนต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการตรวจสอบ และข้อที่ ๖ ข้อสำคัญ ใช้งบประมาณอย่างระมัดระวัง ยิ่งกว่าการใช้เงิน ในกระเป๋าของตัวเองเพราะงบประมาณในเวลานี้อาจถือเป็นเงินก้อนสุดท้ายของประเทศ ที่จำเป็นต้องใช้ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่วิกฤติอย่างชัดเจน รัฐบาลจึงต้องใช้งบประมาณ อย่างมีสติ รอบคอบ และมองไกล ไม่ใช่เพียงแค่ใช้เพื่อความนิยมชั่วคราวหรือเพื่อสร้างภาพ ในระยะสั้น แต่ต้องมุ่งเน้นการลงทุนที่สร้างความมั่นคงทางสังคม เศรษฐกิจในระยะยาว ทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ไปต้องสามารถตรวจสอบได้ และตอบคำถามของพี่น้องประชาชนว่า กำลังนำพาประเทศสู่อนาคตที่ดีขึ้นได้อย่างไร ข้อ ๗ ข้อสุดท้าย รัฐบาลต้องหารายได้เพิ่ม อย่างเร่งด่วนและจริงจังกับการปรับโครงสร้างรายได้ของประเทศ เช่นการปฏิรูประบบภาษี ให้มีความเป็นธรรมขึ้นทั้งภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีก้าวหน้า เพื่อลดการพึ่งพา งบประมาณขาดดุลในระยะยาว และเลิกคิดแต่จะกู้ เลิกคิดแต่จะพนัน ถึงเวลาปฏิรูป โครงสร้างรายได้แล้วครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนจบผมขอวิงวอนรัฐบาลและผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ โปรดฟังเสียงของพี่น้องประชาชน คนตัวเล็ก ๆ งบประมาณไม่ใช่แค่ตัวเลข มันคือลมหายใจคือชีวิตของพี่น้องประชาชน ทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านจะใช้ไม่ใช่เงินของท่าน แต่คือเงินของแรงงานของคนไทยทุกคน ในประเทศนี้ วันนี้เกษตรกรแบกหนี้ต้นทุนการผลิตสูง แรงงานไร้หลักประกัน ความเหลื่อมล้ำ รุนแรง ยังใช้งบประมาณราวกับสถานการณ์บ้านเมืองเป็นปกติ แต่ความจริงเรากำลังเผชิญวิกฤติ รัฐบาลได้โปรดคิดให้มาก ได้โปรดมองดูตาของพี่น้องประชาชน ตระหนักให้มากกว่านี้ว่านี่ เป็นเงินก้อนสุดท้ายคืออนาคตของชาติ อย่าให้งบ ๒๕๖๙ เป็นเพียงแค่ร่องรอยการแบ่งกันกิน หรือการหาเสียงล่วงหน้าที่ทิ้งภาระไว้ให้กับประชาชนทั่วทั้งประเทศ ขอให้งบประมาณฉบับนี้ เป็นงบแห่งความรับผิดชอบที่ตอบโจทย์ชีวิตและมีความโปร่งใสไร้ทุจริตอย่างแท้จริง ด้วยความเคารพครับท่านประธาน