วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ชี้แจงความจำเป็นเร่งด่วนในการต่ออายุพระราชกำหนดเพื่อปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ที่กระทบเศรษฐกิจและสร้างความไม่เชื่อมั่นในระบบการเงิน โดยเน้นการบูรณาการกลไกการป้องกัน การระงับการโอนเงิน และการคืนเงินให้ประชาชนผ่านศูนย์ ศปอท. ที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบเดียวกัน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะขออนุญาตชี้แจงในหลาย ๆ ประเด็นที่ทางท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้กรุณาให้ข้อสังเกต แล้วก็คำถามเอาไว้นะครับ กราบเรียนว่าในการดำเนินการ ในเรื่องของพระราชกำหนดฉบับนี้เป็นความพยายามร่วมกัน เพราะฉะนั้นในหลาย ๆ ประเด็นจะมีผู้ที่ชี้แจงในประเด็นเฉพาะเรื่องต่อจากผมนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ประเด็นที่เป็นประเด็นหลัก ๆ สำคัญคงจะเป็นประเด็นที่ว่าทำไมถึงต้องออกพระราชกำหนด แล้วก็พระราชกำหนดนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนมากน้อยขนาดใด ถ้าท่านได้ทราบถึงประเด็น ของการออกพระราชกำหนดในปี ๒๕๖๖ ซึ่งในขณะนั้นความจำเป็นเร่งด่วนที่มีความสำคัญ และกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจก็คือว่าเรามีการหลอกลวงออนไลน์มากกว่า ๑,๐๐๐ เรื่องต่อวัน มีมูลค่าเสียหายมากกว่า ๑๐๐ หรือ ๒๐๐ ล้านบาทต่อวัน ซึ่งในกระบวนการในการทำงาน ตามพระราชกำหนดฉบับเดิมได้สร้างกลไกสำคัญขึ้นมาตัวหนึ่งคือตัวคณะกรรมการที่มีการ บูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็สร้างมาตรการในการที่จะลดปัจจัยที่เป็น ปัจจัยเสี่ยงในการที่ทำให้เกิดการหลอกลวง กราบเรียนว่าหลังจากที่ใช้พระราชกำหนด ดังกล่าวมาเป็นเวลา ๒ ปี เราก็พบว่าประเด็นต่าง ๆ แผนประทุษกรรมก็มีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ว่าสถานการณ์แม้ว่าจะดูดีขึ้นมีการหลอกลวงในลักษณะความเสียหายที่ลดลง ต่ำกว่าหลักร้อยล้านบาทต่อวันก็ดี ความเป็นจริงความสำคัญในเรื่องนี้ก็คือว่าถ้าหากว่า การหลอกลวงซึ่งทั่วโลกก็เห็นเป็นประเด็นเดียวกันว่าเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการหลอกลวง แล้วทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ การหลอกลวงต่าง ๆ เหล่านี้กลายเป็นปัญหา ของโลก เพราะฉะนั้นเราได้เห็นประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้แล้วพบว่าถ้าเราสามารถที่จะลดปัจจัย ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการดำเนินการในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะทำให้ความเสียหาย ในระบบนี้ลดลง ในขณะเดียวกันความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจจะสามารถกลับคืนมาได้ เพราะฉะนั้นการที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยลักษณะเร่งด่วนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าไม่ดำเนินการจะเกิดความเสียหายซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ในภาพรวม กราบเรียนอย่างนี้ว่าในการดำเนินการในเรื่องของพระราชกำหนดได้แยก การทำงานออกมาซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับปัจจัยอีกหลาย ๆ ด้านซึ่งพระราชกำหนดนี้ ไม่ได้เข้าไปดำเนินการ แต่พระราชกำหนดนี้มุ่งเน้นในการที่จะจัดการกับปัญหา เรื่องการหลอกลวงออนไลน์สิ่งที่เราดำเนินการออกเป็น ๓ กล่องใหญ่ ๆ ก็คือ ๑. การตัด กระบวนการการเชื่อมต่อที่จะทำให้ประชาชนถูกหลอกลวง ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นกรณีของการ จัดการปัญหาเรื่อง SIM ม้า การจัดการปัญหาเรื่องการหลอกลวงในการโฆษณาออนไลน์ ที่มากับกระแสของสื่อ Social Media กล่องที่ ๒ เป็นการป้องกันว่าถ้าหากมีการหลอกลวงแล้ว จะลดปัญหาเรื่องการโอนเงินหรือการยักย้ายเม็ดเงินไป ซึ่งอันนี้เป็นจุดหลักที่ได้ดำเนินการ ในการออก พ.ร.ก. ฉบับเก่าในเรื่องการกำหนดให้การเปิดบัญชีม้าเป็นโทษทางอาญา แต่ว่า ในกระบวนการที่จะต้องมีการปิดล็อก แล้วทำให้การระงับการโอนเงินเกิดขึ้นเร็วขึ้นเป็นสิ่งที่ ยังต้องเร่งรัด รวมถึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งก็คือว่าในการปิดและระงับการโอนเงินถ้าหากว่ากลไก ที่เราตรวจสอบแล้ว แล้วพบว่าการระงับการโอนเงินไปกระทบกับบัญชีผู้บริสุทธิ์ ถ้าไม่สามารถ ดำเนินการในส่วนนี้ได้จะทำให้เกิดผลเสียหาย เพราะฉะนั้นจึงได้มีการปรับปรุงแนวทาง ในการบริหารจัดการในส่วนนี้ และอีกส่วนหนึ่งก็คือในเรื่องของการจัดการกับปัญหาที่ท่านได้ยก เป็นประเด็นขึ้นมาก็คือในเรื่องของการจัดการในการที่เม็ดเงินไหลผ่านในระบบของการขาย Cryptocurrency ซึ่งเรื่องนี้สิ่งที่มันเป็นจุดสำคัญก็คือว่าเมื่อเงินของบัญชีลูกค้าถูกหลอกลวง แล้ววิ่งผ่านบัญชีม้าจำนวนมาก สุดท้ายจากแผนประทุษกรรมของเรา เราทราบว่าเงินจำนวน มากจะไหลผ่านเข้าระบบ P2P ในการขาย Cryptocurrency เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพยายาม จะจัดการกับ ๓ กล่องนี้คือความสำคัญ แล้วใน ๓ กล่องที่เป็นเรื่องการระงับการโอนเงิน ยังต้องถูกเสริมด้วยการคืนเงินให้กับประชาชนด้วย เพราะว่าขณะนี้มีเงินจำนวนมากที่เราใช้ทั้งระบบยึด ระบบระงับ และระบบที่ไม่มีคนมา ติดต่อเนื่องจากมีการ Freeze บัญชี มีเม็ดเงินจำนวนมากที่ต้องเข้าสู่ระบบการโอนเงิน กลับไปยังผู้ที่มีส่วนได้เสียอันนี้คือจุดสำคัญ การทำงานในระบบของการทำงานที่เป็นไซโล จะไม่สามารถทำงานได้ สิ่งที่พระราชกำหนดนี้ถูกสร้างขึ้นมาคือการสร้างศูนย์ ศปอท. ซึ่งแต่เดิมเป็นศูนย์ที่เป็นการตั้งโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในลักษณะการ ประสานความร่วมมือ แต่การออกกฎหมายในลักษณะอย่างนี้จะเป็นการออกกฎหมาย ที่ทำให้ศูนย์นี้มีอำนาจหน้าที่ สามารถจัดการระบบ Integration ต่าง ๆ เป็นระบบเดียวกันได้ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากสังคมโลกในระดับหนึ่งว่าสิ่งที่เราดำเนินการอยู่นี้ เป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นประเด็นต่อมาที่อยากจะขออนุญาตชี้แจงเพราะมี คำถามอยู่ในหลาย ๆ ประเด็นก็คือการร่วมรับผิดของผู้มีส่วนในการที่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่อง อาชญากรรมออนไลน์ ในมาตรา ๘/๑๐ ผมกราบเรียนท่านอย่างนี้ว่า ๘/๑๐ เป็นปัจจัยสำคัญ ที่เราถูกยกขึ้นมาในการที่จะบอกว่าทุกคนมีความรับผิดชอบในการป้องกัน ปัญหาที่จะเกิดนี้ ซึ่งเราได้มุ่งเน้นไปที่ ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการทางด้านธนาคารกับ ทางด้าน ก.ล.ต. ผู้ประกอบการทางด้านของการโทรคมนาคม และส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องของ สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งในส่วนนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นจุดสำคัญในการที่จะให้การ หลอกลวงผ่านระบบต่าง ๆ ที่เราใช้สื่อสังคมออนไลน์ลดลงไปได้ ทีนี้ประเด็นเป็นอย่างนี้ครับ มีหลายท่านได้พูดถึงว่าทำไมเราไม่เขียนให้มันละเอียด เขียนไปเลยว่าถ้าทำอย่างนี้ผิด ทำอย่างนี้จะต้องถูกปรับ จริง ๆ ระบบนี้ไม่ใช่ระบบการปรับ แต่เป็นระบบที่บอกว่าถ้าเรา พบว่ามีความเสียหายและเราตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วว่าท่านมีส่วนเกี่ยวข้องมันเป็นการ สร้างภาระตัวหนึ่งที่ท่านจะต้องมาร่วมรับผิด เพราะฉะนั้นส่วนนี้มีความเป็นลักษณะที่มีความ ยืดหยุ่น ความจริงที่ท่านได้มีการยกกฎหมายของต่างประเทศ เราได้ทำงานร่วมกับ ต่างประเทศโดยใกล้ชิด สิ่งที่เราพบในส่วนหนึ่งก็คือว่าเขาแนะนำมาในระดับหนึ่งว่า ถ้าสามารถเขียนที่มีความเป็นลักษณะที่ยืดหยุ่นได้จะทำให้เราสามารถปรับกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ได้ ฉะนั้นสิ่งที่เราเขียนในกรอบนี้คือการให้ Regulator ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร แห่งประเทศไทย ก.ล.ต. กสทช. และคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นคน กำหนดมาตรฐาน การกำหนดมาตรฐานนี้จะเป็นตัวสำคัญที่บอกว่าถ้าท่านไม่ทำตาม มาตรฐานนี้ท่านจะต้องมีส่วนร่วมในความรับผิด ซึ่งอันนี้สุดแล้วแต่ว่าใครเป็นคนชี้ให้รับผิด อาจจะไปศาล อาจจะจบในชั้นของการจัดการในด้านนอกก็ได้ นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้เรา ไม่ได้เขียนลึกลงไปในขณะนั้น แต่ว่ากราบเรียนว่าทุกหน่วยงานในขณะนี้กำลังพิจารณา ในการออกเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งกราบเรียนว่าในส่วนการบริหารจัดการคณะกรรมการที่ตั้งโดย พระราชกำหนดตามปี ๒๕๖๖ เป็นคณะกรรมการที่จะทำหน้าที่ในจุดสำคัญในการที่ทำให้ เกิดการเชื่อมโยงและเอาสิ่งที่ท่านสมาชิกได้กรุณาให้คำแนะนำไปสู่แนวทางปฏิบัติ ก่อนที่จะ ส่งต่อให้กับประเด็นของทางผู้แทนท่านอื่น ในประเด็นสุดท้ายที่ผมขออนุญาตชี้แจงอย่างนี้ว่า ประเด็นเรื่อง P2P ความจริงตอนที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอร่าง กฎหมาย เราไม่ได้บอกให้ Ban P2P เราเสนอเป็นแนวทางว่าถ้า P2P แล้วมาถึงเอาเงินจาก ประเทศไทยออกไปสิ่งนี้ไม่ควรจะทำได้ ถ้าจะทำได้จะต้องได้รับอนุญาตโดยรับข้อยกเว้นจาก ทาง ก.ล.ต. ทีนี้เวลาพอเราเสนอเรื่องนี้เข้าไปในคณะกรรมการกฤษฎีกา สิ่งที่ทาง คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ข้อสังเกต ทางเราได้เห็นตัวร่างและเราก็เห็นว่าแนวทางนี้ เป็นแนวทางที่น่าจะสอดคล้องกับแนวทางในทางสังคมซึ่งไม่ได้แตกต่าง กล่าวคือว่าเมื่อไร ก็ตามที่ P2P หรือแพลตฟอร์มที่อยู่ในต่างประเทศดำเนินการและมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ประเทศไทย การดำเนินการนั้นจะถูกกำกับโดยกฎหมายของทาง ก.ล.ต. ซึ่งถ้าเขาไม่ได้รับ อนุญาตเขาจะทำไม่ได้ และถ้าเขาขออนุญาตมาก็เป็นกรณีที่เราสามารถที่จะดู แล้วก็ปกป้อง และสร้างความสมดุลว่าการทำ P2P ในกรอบที่อยู่ในประเทศไทย ที่คนไทยดูแลจะสามารถ ทำได้มากน้อยเพียงใด อันนี้จึงเป็นหลักการเดียวกัน ผมกราบเรียนว่าทางกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมไม่ได้เห็นแตกต่าง เราเห็นพ้องกับทางกฤษฎีกา แล้วเราเห็นว่าร่างที่ออกมานี่น่าจะสอดคล้องและทำให้ธุรกิจกับ การป้องกันอาชญากรรมสามารถดำเนินการไปได้ ผมขออนุญาตท่านประธานส่งต่อให้กับทาง ผู้ชี้แจงท่านอื่น เพราะมีประเด็นอีกหลายประเด็นตามหน่วยงานครับ ขอบพระคุณครับ