ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หารือร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยสนับสนุนให้พิจารณาด้วยกระบวนการนิติบัญญัติปกติอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความโปร่งใสและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เมื่อผมทราบว่าคณะรัฐมนตรีจะเสนอร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบ ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ฉบับนี้เข้าสู่สภา ผมเองก็ให้ความสนใจเป็นพิเศษ ที่ให้ความสนใจ เป็นพิเศษนั้น เพราะว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไปเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของแผ่นดินที่สำคัญ อย่างยิ่ง นั่นก็คือเป็นทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งตั้งแต่เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว มีการประเมินกันเอาไว้ว่าทรัพย์สินในส่วนนี้มีมูลค่ามากกว่า ๑ ล้าน ล้านบาท ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดระเบียบ ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ที่บัญญัติขึ้นตั้งแต่ในยุครัฐบาล คสช. ตั้งแต่ในปี ๒๕๖๑ ซึ่งการ ออกกฎหมายในครั้งนั้นส่งผลให้การบริหารจัดการ และดูแลพระราชทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป อย่างมีนัยสำคัญ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญอย่างไรบ้าง ชื่อเรียก Crown Property หรือทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เคยเรียกกันว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในรัชสมัยก่อนหน้านี้ก็ได้เปลี่ยนเป็นทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ และชื่อเรียกทรัพย์สิน ส่วนพระองค์ก็เปลี่ยนเป็นคำว่าทรัพย์สินในพระองค์ กล่าวโดยสรุปคือเปลี่ยนจากคำว่า ส่วน เป็นคำว่า ใน และไม่เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเรียกอย่างเดียวเท่านั้น ในแง่ของการดูแล และการบริหารจัดการพระราชทรัพย์ทั้งสองส่วนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย กล่าวคือในรัชสมัย ก่อนหน้านี้ การดูแลทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์หรือ Crown Property แตกต่าง ไปจากการดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์คือแยกกันดู การดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์จะเป็นไป ตามพระราชอัธยาศัย แต่การดูแลทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นจะดูแล โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ผลของกฎหมายในยุค คสช. ในปี ๒๕๖๑ ทำให้เส้นแบ่งตรงนี้เบลอลงไป ทำให้เราไม่มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินที่เป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นการเฉพาะอีกแล้ว แต่ได้ เปลี่ยนไปเป็นสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยการดูแลและบริหารจัดการพระราชทรัพย์ ทั้งหมดทั้ง ๒ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์หรือทรัพย์สินที่เป็นส่วนของสถาบัน พระมหากษัตริย์นั่นเอง ล้วนแต่ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย พระองค์จะทรงมอบหมาย ให้สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์นี้ บุคคลใดหน่วยงานใดเป็นผู้จัดการพระราชทรัพย์ ทั้ง ๒ ส่วนก็ได้ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน สำหรับพระราชทรัพย์ในส่วนที่เป็นของ สถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ซึ่งไม่ใช่ส่วนของพระองค์ เราจะมีวิธีในการบริหารจัดการดูแล อย่างไร ให้ทรัพย์สินของแผ่นดินในส่วนนี้มีความมั่นคงสถาพรที่สุด เพื่อธำรงไว้ซึ่ง พระเกียรติยศและพระราชสถานะภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะมาถกเถียงกันในวันนี้ เพราะร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอ เข้ามาในวันนี้นั้น ไม่ได้มีเนื้อหาสาระที่ไปกระทบหรือส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการดูแลพระราชทรัพย์ทั้ง ๒ ส่วน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญที่ผม ได้กล่าวมานี้นั้น ได้กระทำเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ในยุครัฐบาล คสช. สาระสำคัญจริง ๆ ของ กฎหมายฉบับนี้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนชื่อจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ตามกฎหมายปี ๒๕๖๑ ไปเป็นสำนักงานพระคลังข้างที่แต่เพียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ครับ ท่านประธาน พวกผมไม่ได้มีประเด็นอะไรที่จะคัดค้านในร่างกฎหมายฉบับนี้ที่รัฐบาลเสนอมา แต่อย่างไรก็ตามในฐานะผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ผมอยากให้การเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ มีกระบวนการที่เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติปกติ ไม่อยากให้มีการเสนอร่างกฎหมาย ฉบับนี้ด้วยกระบวนการพิเศษ เช่น การพิจารณา ๓ วาระรวด ผ่านกรรมาธิการเต็มสภาให้จบ เพียงแค่ ๑ วันที่คณะรัฐมนตรีเสนอมา เพราะถ้ายิ่งเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ที่เป็นพระประมุขของชาติ สภาของเรายิ่งต้องควรพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน รวมถึงต้อง ระมัดระวังไม่ให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย หรือการตั้งคำถามในหมู่พี่น้องประชาชน สุดท้ายผมขอยืนยันกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผู้แทนราษฎรของพรรค ประชาชนจะทำหน้าที่พิทักษ์ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ Constitutional Monarchy ซึ่งก็คือระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้ รัฐธรรมนูญ เราจะระมัดระวังไม่ให้กฎหมายใดถูกติฉินนินทา หรือมีข้อครหาได้ว่ามีใคร ที่มีความพยายามในการทำให้หลุดพ้นไปจากกรอบที่ว่านี้ ที่พระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง อันเป็นการรักษาพระราชสถานะของประมุขให้ปราศจากจากการเมือง อย่างแท้จริง ดังนั้นท่านประธาน ถึงแม้พวกผมจะสามารถรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้ แต่พวกผมไม่อาจเห็นด้วยกับกระบวนการที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ให้มีการใช้ คณะกรรมาธิการเต็มสภา เพื่อเร่งรัดกระบวนการในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ครับ ก่อนที่จะปิดการอภิปรายผมอยากเสนอท่านประธานดังนี้ครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๐ วรรคสอง อาจจะเป็นในเรื่องของการเขียนบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรที่วรรคตอน ไม่ชัดเจนครับ เนื่องจากตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๐ วรรคสอง เขียนไว้ว่า เมื่อ ครม. ร้องขอ หรือ สส. ๒๐ คนเสนอญัตติ และที่ประชุมอนุมัติ ผมอยากเสนอให้ท่านประธานทำหน้าที่ในฐานะ ประธานวินิจฉัยให้เด็ดขาดว่า คำว่า และที่ประชุมอนุมัติ นี้บังคับใช้กับกรณีที่ ครม. เสนอ ด้วยหรือไม่ ต้องเกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ เพื่อให้กระบวนการการพิจารณากฎหมาย ในฉบับนี้มีความรอบคอบและรัดกุมครับ ขอบคุณครับท่านประธาน