เอกราช อุดมอำนวย หารือร่างพระราชกำหนดป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยตั้งข้อสังเกตถึงปัญหากระบวนการคืนเงินให้ผู้เสียหาย เขตอำนาจศาลที่อาจสร้างอุปสรรคต่อประชาชนในต่างจังหวัด รวมถึงภาระการพิสูจน์ความรับผิดของสถาบันการเงิน พร้อมเสนอให้มีการกำหนดมาตรฐานและโปรโตคอลที่ชัดเจนเพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายและคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนราษฎรคนดอนเมือง จากพรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ผมก็เห็นด้วยกับพระราชกำหนดมาตรการ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) ซึ่งจริง ๆ ในร่างนี้ในเนื้อหา ก็มีประเด็นที่ผมอยากจะอภิปรายนิดหนึ่ง แต่ว่าก็อยากจะพูดถึงกระบวนการการออก กฎหมาย เพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้ารัฐบาลใส่ใจเรื่องนี้จริง ๆ จะต้องนำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการทั้งระบบมาดู แล้วก็ไม่ใช่มาต่อเป็นลักษณะ Jigsaw แบบนี้ ผมยกตัวอย่าง ในเรื่องของกระบวนการในการยื่นคำร้องต่อศาล ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซึ่งก็จะมีการให้ อำนาจศาลในการระงับธุรกรรมกับหรือผู้ให้บริการในกรณีที่ถูกฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์ แต่ว่า ในขณะเดียวกันการยื่นคำร้องดังกล่าวก็มีข้อถกเถียงทั้งเรื่องของกระบวนการ เช่น ต้องไป ทำตามประกาศคณะกรรมการดิจิทัลของกระทรวง DE อีก หรือว่ากระบวนการขั้นตอน ในการยื่นคำร้องต่อศาล ศาลสั่งไปแล้วต้องไปถึงผู้ประกอบการอีก และผู้ประกอบการต่าง ๆ ลงทะเบียนอยู่ในประเทศไทยไหม แล้วก็เขตอำนาจในการบังคับจะไปถึงบริษัทที่อยู่ต่างชาติ จะให้ความร่วมมืออย่างไรได้บ้าง เรื่องนี้จริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ทดเอาไว้ แต่สำหรับร่างใน พ.ร.ก. นี้จริง ๆ ท่านประธานที่ผมติดเลยก็คือ ในมาตรา ๘/๒ ซึ่งเรื่องนี้ เขาเขียนกระบวนการเรื่องของประโยชน์ในการคืนเงินให้กับพี่น้องประชาชน หมายถึงว่า กรณีที่โดนหลอกแล้ว เขาวางมาตรการเอาไว้ว่าทำอย่างไร ผมก็ขอเล่าสั้น ๆ ก็คือว่า เพื่อประโยชน์ในการคืนเงินผู้เสียหายจากอาชญากรรม มีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สถาบันการเงิน ให้ส่งรายงานข้อมูลธุรกรรมไปยังสำนักงาน ปปง. แล้วก็ให้เลขาธิการ ปปง. เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอาจจะขอให้หน่วยงานรัฐหรือว่าสถาบันอื่น ๆ สนับสนุนเข้าร่วมปฏิบัติการได้ แต่สุดท้ายตรงนี้ก็เป็นแค่รายงาน แล้วก็ตรวจสอบ แต่กระบวนการจริง ๆ อยู่ที่ ๘/๒ เพราะ ๘/๒ เขาเขียนเอาไว้ว่าในกรณีของการตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วก็จะต้องไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อนว่าบัญชีเงินฝากหรือบัญชี อิเล็กทรอนิกส์นี้เกี่ยวข้อง แล้วในประกาศก็เปิดอยู่ ๒ ช่องทาง ช่องทางแรกใครที่บอกบัญชี ที่เป็นบัญชีม้า ถ้าเป็นทรัพย์สินของตัวเองจะคัดค้านยื่นภายใน ๙๐ วัน ผมเข้าใจถูก แล้วก็ ถ้าเป็นผู้เสียหายก็สามารถยื่นคำร้องเพื่อขอรับเงินคืนได้ แต่ถ้าหากว่ามีการโต้แย้ง หมายความว่าถ้าคณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบตามวรรคหนึ่งแล้ว ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของ คณะกรรมการธุรกรรมว่าด้วยการคืนเงิน หมายความว่าอาจจะมีความเห็นไม่คืนให้หรือ คืนไม่ครบ คืนไม่หมด อะไรก็ตาม สมมุติเป็นลักษณะแบบนั้น กฎหมายเขียนเอาไว้ใน พ.ร.ก. นี้ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นปัญหามาก เพราะว่า ศาลแพ่งเขตอำนาจแน่นอนอาจจะ แต่เขตผู้เสียหายที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่อยู่เฉพาะ ในกรุงเทพมหานคร มันมีผู้เสียหายที่อยู่ทั้งจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดไกล ๆ ถ้าจะต้อง มายื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง มันก็เป็นอุปสรรคต่อกระบวนวิธีพิจารณาความพอสมควร ทั้งเรื่อง ของระยะเวลา อุปสรรค แม้ว่าศาลแพ่งจะเปิดให้มีการพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม แต่ประชาชนทั่วไปไม่ได้เข้าใจหรือเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่าย ๆ ก็ต้องไปหา ผู้เชี่ยวชาญ ทนายความ มายื่นคำร้องอีก ดังนั้นจริง ๆ เรื่องนี้ถ้าถูกพิจารณาในชั้น พระราชบัญญัติ แน่นอนว่ากรรมาธิการก็จะมีสิทธิโต้แย้งแล้วได้ปรับแก้ไข ถูกไหมครับ ว่าอย่างน้อยเรื่องเขตอำนาจของศาลแพ่ง มันน่าจะกระจายไปถึงศาลต่าง ๆ จังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชน อย่างนั้นศาลจังหวัดอื่น ๆ ก็ว่างเลยสิครับ มีแต่ศาลแพ่งที่งานเยอะอยู่จังหวัดเดียวใช่ไหมครับ นี่เรื่องที่ ๑ หรือเรื่องที่ ๒ ท่านได้ เตรียมความพร้อม ถ้าเป็นรายงานของพระราชบัญญัติ แน่นอนก็จะมีข้อสังเกตที่ไปถึง คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ว่าเรื่องนี้มีการทำแบบนี้เกิดขึ้น น่าจะเปิดช่องทาง ทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ประชาชนยื่นคำร้องได้ อย่างน้อยสำนักงานศาลยุติธรรมก็รับข้อเสนอ ของรัฐบาลไปดำเนินการในเรื่องนี้ได้ แม้ว่าท่านจะบอกว่ามันดำเนินการอยู่แล้ว แต่ในทาง ปฏิบัติจริง ๆ มันไม่ได้ง่ายสำหรับประชาชน ดังนั้นก็เป็น ๒ เรื่องที่ถ้าเป็นไปได้จริง ๆ พ.ร.ก. นี้ ก็ต้องใช้ไป แต่ว่าสุดท้ายท่านก็ต้องมาวางทั้งระบบ เพราะมันก็ยังมีช่องว่าง มีเรื่องที่ต้อง ถกเถียงกันเหมือนที่ท่านรังสิมันต์ โรม พูดใช่ไหมครับ เรื่องของ P2P สรุปจะควบคุมอะไร อย่างไร
สุดท้ายเรื่องของกระบวนการพิจารณาคดีในศาล ก็คือเรื่องของเขตอำนาจศาล เป็นเรื่องที่อยากจะฝากเอาไว้ และสุดท้ายก็คือเรื่องของการตั้งข้อหลักสันนิษฐานว่ากฎหมาย เขียนเอาไว้ว่าให้สถาบันและผู้ประกอบการ พูดง่าย ๆ ก็คือต้องมีรับผิดชอบ คือหลักต้อง รับผิดชอบก่อน แต่ว่ามีข้อยกเว้นว่า เว้นแต่พิสูจน์ หมายความว่าให้โอกาสสถาบันการเงิน พิสูจน์ซึ่งโอเคมันก็ทั่วไป มันก็ต้องแบบนั้น แต่ว่าผมตั้งคำถามแบบนี้ว่าในขณะที่หน่วยงาน เอกชนทำงานกับคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ คณะกรรมการกระจายเสียง กสทช. อะไรต่าง ๆ แน่นอนว่าย่อมมีความพร้อมด้านเอกสารในการสืบ ในการดึงข้อมูลมากเพียงพอ แต่ในขณะเดียวกันกลายเป็นว่าพอเขียนหลักแบบนี้ แล้วก็ยกเว้นเอาไว้ให้เกิดช่อง ในการพิสูจน์ ก็จะเป็นภาระกับประชาชนในการแบบโต้แย้งพยานหลักฐานพอสมควร ดังนั้นสิ่งสำคัญเลย คือมาตรการที่ท่านจะกำหนดจริง ๆ แล้วท่านควรจะบี้ให้ชัดว่าหน่วยงานใดทำตามมาตรฐาน หรือทำตาม Protocol ที่หน่วยงานวางเอาไว้ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดข้อโต้แย้งนะครับ อย่างเช่น ถ้าสมมุติว่ายังมีแบงก์ไหนปล่อยให้มีการเปิดบัญชีม้าถือว่าตกจากมาตรฐานหรือไม่ เท่ากับว่า ภาระการพิสูจน์นั้นคุณปิดประตูตายไปเลย ขอบพระคุณท่านประธานครับ