ศุภโชค ศรีสุขจร กล่าวในที่ประชุมสภาในฐานะ ส.ส. นครปฐม เขต 1 จากพรรคชาติไทยพัฒนา โดยเน้นย้ำถึงวิกฤติการหดตัวของประชากรที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้รัฐเพิ่มการลงทุนในคุณภาพชีวิตของเด็กแรกเกิดและครอบครัวยุคใหม่เพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างเป็นระบบ ทั้งยังเสนอให้ปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายิเป็นอย่างน้อย 1,400 บาทต่อเดือน ขยายโครงการนักบริบาลผู้สูงอายุ แก้ปัญหางบประมาณไม่เพียงพอในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และเรียกร้องการปฏิรูประบบงบประมาณและโครงสร้างภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายสาธารณะอย่างมีเป้าหมาย
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศุภโชค ศรีสุขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคชาติไทยพัฒนา
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ ผมขอร่วมอภิปราย ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ แต่ก่อนอื่นก่อนที่ผมจะพูดถึง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายผมขออนุญาตเล่าถึงปัญหาวิกฤติที่ประเทศของเรา กำลังเผชิญอยู่ นั่นคือปัญหาวิกฤติประชากรและปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในประเทศไทย ท่านประธานครับ วันนี้ประเทศของเราอยู่ในจุดที่เปลี่ยนทางประชากร ที่สำคัญ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต แต่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้ เรากำลังเผชิญกับอัตรา เด็กเกิดใหม่ที่น้อยลงกว่าจำนวนคนเสียชีวิตอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ ๒ และยังมีแนวโน้มที่จะ ลดลงอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่จำนวนและคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวไทย ปรากฏการณ์นี้คือจุดเริ่มต้นของการหดตัวของฐานประชากรอย่างถาวร ในปี ๒๕๖๖ มีเด็กเกิดใหม่เพียง ๔๘๕,๐๐๐ คน กลับกันมีคนเสียชีวิตถึง ๕๖๓,๐๐๐ คน ซึ่งหากเรายัง ไม่ลงมือวางรากฐานในวันนี้ ไม่ถึง ๒๐ ปีข้างหน้าคนหนุ่มสาวจะกลายเป็นทรัพยากร ที่ขาดแคลนที่สุดของประเทศของเรา เมื่อคนเกิดน้อย แต่มีคนที่อายุยืนยาวขึ้น ประเทศไทย จึงกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ในปี ๒๕๖๕ ที่จะมาถึงนี้เราจะมีผู้สูงอายุที่อายุเกิน ๖๐ ปี ราว ๑๔ ล้านคน แล้วในอีก ๑๐ ปีข้างหน้าตัวเลขนี้จะทะลุ ๒๐ ล้านคน นั่นคือ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศท่านประธาน เมื่อสังคมสูงวัยมีคนมากเกินไป ย่อมหมายถึงงบประมาณรายจ่ายประจำที่ภาครัฐต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล เบี้ยยังชีพ การจัดสรรงบประมาณเพื่อสวัสดิการต่าง ๆ นอกจากนี้ยังกระทบต่อภาคแรงงาน ที่หายไปในตลาดอย่างไม่มีวันหวนกลับมา สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของ เศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศของเรา สุดท้ายปัญหาทั้งหมดนี้ กระทบต่อประชาชนทุกกลุ่มของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ที่ไม่สามารถเลี้ยง ดูแลตัวเองได้อย่างมั่นคง เขาเหล่านั้นจึงไม่กล้าที่จะสร้างครอบครัว ไม่กล้าที่จะมีลูก เพราะวันนี้ค่าครองชีพพุ่งสูงแต่รายได้หยุดนิ่ง เพราะวันนี้ค่าดูแลพ่อแม่ไม่พอจะเอา อะไรไปเลี้ยงดูลูก เพราะวันนี้สวัสดิการยังไม่ทั่วถึงจะฝากชีวิตไว้กับอนาคตได้อย่างไร และเพราะวันนี้เศรษฐกิจของประเทศเรายังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง การจัดทำร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นต้องคำนึงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศ รวมไปถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต ในวันนี้เองผมขอแบ่งปัญหาหลัก ๆ ของประเทศของเรา ออกเป็น ๒ ปัญหาด้วยกัน นั่นคือ ๑. ด้านเศรษฐกิจ และ ๒. คือปัญหาด้านสังคม โดยเฉพาะโครงสร้างของประชากรในประเทศ ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงใด กระทรวงหนึ่งมันคือวาระแห่งชาติครับ ซึ่งต้องการความร่วมมือของทุกหน่วยงานในภาครัฐ ต้องมีทั้งงบประมาณ มีกลไก มีวิสัยทัศน์ ที่เชื่อมโยงและบูรณาการกันจริง ๆ ซึ่งหากเรา เข้าไปดูในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ผมเองต้องขอชื่นชม ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกท่านที่เล็งเห็นถึงปัญหานี้ โดยมีการตั้งงบประมาณในการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ และด้านการ สร้างโอกาส และความเสมอภาคในสัดส่วนถึง ๔๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่าย ทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามกระทรวงที่ถือเป็นแม่งานในการแก้ไขปัญหาวิกฤติประชากรครั้งนี้ คือกระทรวง พม. กลับได้รับงบจัดสรรจากงบประมาณทั้งหมด ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์ จากงบประมาณ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท ปัญหาวิกฤติประชากรครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะคนไทย ไม่อยากมีลูก หรือเพราะการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมเพียงอย่างเดียว แต่คำตอบนั้นฝังลึก อยู่ในสิ่งที่เรียกว่าคุณภาพชีวิต วันนี้คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่สามารถยืนด้วยลำแข้งของ ตัวเองได้อย่างมั่นคง ค่าครองชีพยังคงสูงขึ้น รายได้หยุดนิ่ง โอกาสในระบบเศรษฐกิจรวมอยู่ กับกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม ในขณะที่เขาเหล่านั้นยังเลี้ยงดูตัวเองไม่ไหว ภาระจากผู้สูงอายุ ในบ้าน พ่อแม่ที่กำลังแก้ลงก็เข้ามาทับซ้อนอย่างเต็มรูปแบบ พวกเขาเหล่านั้นกลายเป็น Sandwich Generation ที่จะต้องแบกภาระทั้งต้นน้ำ ทั้งปลายน้ำของครอบครัว จึงไม่ใช่เรื่อง น่าแปลกเลยว่าทำไมคนวัยทำงาน คนวัยรุ่นไม่ต้องการที่จะมีลูก ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่อยากมี แต่เขาไม่มีโอกาสที่จะมี เมื่อเราหันกลับมาดูในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๖๙ ถึงแม้ว่าทางท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พวกเรามีความพยายาม ที่จะปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำ แต่งบประมาณรายจ่ายประจำก็ยังสูงถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด งบลงทุนยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ขณะที่สัดส่วนของงบ ที่จัดไปเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนโดยตรงไม่สอดคล้องกับวิกฤติที่ เกิดขึ้นจริง ผมขออนุญาตหยิบยกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เบี้ยเด็กแรกเกิด คำขอของกระทรวง พม. ขอแบบถ้วนหน้า แต่ได้รับจัดสรรแบบเท่าเดิม ท่านประธานที่เคารพ การลงทุนในช่วง ปฐมวัยถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศตามรายงานขององค์การยูนิเซฟ การลงทุน ในโปรแกรมการศึกษาปฐมวัยคุณภาพสูงสำหรับเด็กด้อยโอกาส สามารถให้ผลตอบแทน ทางเศรษฐกิจและสังคมสูงถึง ๗-๑๐ เท่าของเงินที่ลงทุนไป อย่างไรก็ตามงบประมาณ ในปี ๒๕๖๙ ของกรมกิจการเด็กและเยาวชนได้เสนอคำของบประมาณเพื่อเบี้ยเด็กแรกเกิด แบบทถ้วนหน้าจำนวนกว่า ๒๓,๑๗๑ ล้านบาท ทุกท่านฟังดูแล้วอาจจะมาก แต่ถ้าเทียบกับ งบประมาณทั้งหมดเป็นเพียงแค่ ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ได้รับการจัดสรรแบบไม่ครบถ้วน ทำให้ มีเด็กอีก ๖๐๐,๐๐๐ กว่าชีวิตที่ยังตกหล่นจากระบบสวัสดิการ แต่น่าเสียดายที่มีเพียงท่าน รัฐมนตรีกระทรวง พอ. ท่านวราวุธ ศิลปอาชา ที่ท่านเห็นความคุ้มค่าของการลงทุนนี้
ประเด็นที่ ๒ เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบระบบขั้นบันไดที่พอจะไต่ครับ แม้จะมีการจัดสรรเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามช่วงอายุ ๖๐๐ ๗๐๐ ๘๐๐ ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน อย่าว่าค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพเลยครับ ผมเองลงพื้นที่พบพี่น้องประชาชนผู้สูงอายุ คำว่า เบี้ยยังชีพ มันไม่พอเลี้ยงชีพหรอกครับ ลำพังเงินเบี้ยยังชีพที่ได้รับผู้สูงอายุส่วนมากก็จะเอา ไปให้ลูกให้หลานที่เงินเดือนไม่พอที่จะใช้ในแต่ละเดือน มันไม่พอเลี้ยงชีพหรอก เบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุขั้นต่ำในประเทศควรอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า ๑,๔๐๐ บาทต่อเดือน เพื่อให้ครอบคลุม ระดับเส้นค่าความยากจนของผู้สูงวัยในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำหรือคนที่ อยู่นอกระบบประกันสังคม และอีกเช่นเคยเพียงท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ที่ท่านเห็นถึงความสำคัญของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ท่านเองได้มีการเสนอเป็น ๑,๐๐๐ บาท ถ้วนหน้า แต่ด้วยข้อจำกัดงบประมาณของเราทำให้นโยบายนี้ยังไม่ได้การตอบรับ
อย่างไรก็ตามถึงแม้เบี้ยยังชีพไม่เพิ่มไม่เป็นไร ยังโชคดีที่รัฐบาลยังเห็น ความสำคัญโครงการเรือธงของกระทรวง พม. นั่นคือโครงการนักบริบาลผู้สูงอายุครับ ยังได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๘ ท่านประธานครับ ยังมีผู้สูงอายุอีกจำนวนมากที่ไม่มี บุตรหลานดูแล เพราะวันนี้คนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ผู้สูงอายุ ต้องอยู่ตามลำพังหรืออยู่กับผู้สูงอายุด้วยกัน โดยไม่มีเวลาหรือความรู้ในการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ หรือทำกิจวัตรประจำวัน ดังนั้นโครงการนักบริบาลผู้สูงอายุของกรมกิจการ ผู้สูงอายุจึงเป็นหนึ่งโครงการที่มาตอบโจทย์ในปัญหานี้โดยตรง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่ม บุคลากรที่สามารถดูแลผู้สูงอายุแบบถึงบ้าน ลดภาระของโรงพยาบาลและหน่วยบริการสุขภาพ และสร้างงานให้กับท้องถิ่นท้องที่กับกลุ่มวัยกลางคนที่มีเวลาและพร้อมทำงานให้กับเรียกว่า การดูแลผู้สูงวัย ตัวเลขในคำของบประมาณประจำปี ๒๕๖๙ ของกรมกิจการผู้สูงอายุ ๘๔๐ ล้านบาท เป้าหมายเพื่อผลิตนักบริบาลผู้สูงอายุกว่า ๕,๐๐๐ ชีวิต เพื่อดูแลพี่น้อง ผู้สูงอายุกว่า ๑๗๐,๐๐๐ คน แต่ได้รับการจัดสรรเพียง ๑๓๖ ล้านบาท ทำให้สามารถอบรม นักบริบาลผู้สูงอายุได้เพียง ๘๗๘ คน ดูแลผู้สูงอายุได้เพียง ๒๖,๐๐๐ กว่าคน แล้วผู้สูงอายุ กว่า ๑๔๐,๐๐๐ คน ต้องรอใครดูแลครับท่านประธาน
เรื่องที่ ๔ เรื่องงบศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งเป็นพื้นที่ของการลงทุนที่ยัง ถูกละเลย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กถือเป็นฐานรากสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในประเทศ ในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นเวลาทองของการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ต่าง ๆ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน งบประมาณที่ได้รับจัดสรรในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ยังไม่เพียงพอและไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของพื้นที่ จากข้อมูลของกรมการ ส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น งบประมาณที่จัดสรรให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในปี ๒๕๖๙ ไม่มีการพัฒนาใด ๆ เลย ยังเป็นการตั้งงบประมาณแบบคงที่ เพียงพอแค่การใช้บริหารงาน แบบปีต่อปี ผลกระทบจากงบประมาณที่ไม่เพียงพอส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพ การศึกษาและคุณภาพชีวิตของเด็กปฐมวัย การลงทุนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจึงเป็นการลงทุน ในอนาคตของชาติ หากเราปล่อยให้ศูนย์เหล่านี้ขาดแคลนทรัพยากรและงบประมาณ เราก็อาจสูญเสียโอกาสในการพัฒนาเยาวชนที่มีคุณภาพ งบประมาณคือภาพสะท้อนของ ความตั้งใจ และหากเรายังจัดสรรงบประมาณแบบนี้อยู่ แปลว่าเราอาจจะยังตั้งใจไม่พอ ในการรับมือกับปัญหาวิกฤติประชากรอย่างจริงจัง เรากำลังพยายามอุ้มทั้งระบบของ ผู้สูงอายุไว้ด้วยงบประมาณเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่จำเป็น ในขณะที่วัยแรงงานกำลังร่อยหรอ คนรุ่นใหม่ยังไม่กล้ามีลูก หากเรายังไม่เร่งลงทุนกับระบบที่ช่วยให้คนวัยทำงานมีศักยภาพ มีรายได้ มีความหวัง เราก็อย่าได้หวังเลยว่าพวกเขาจะมีพลังพอที่จะสร้างครอบครัวและสร้าง อนาคตของประเทศเราได้ หากวันนี้เราไม่ลงมือ ในปี ๒๕๙๓ เราจะอยู่ในประเทศที่ถ้ามีคน เดินมาด้วยกัน ๓ คน ๑ คนคือผู้สูงอายุ อีก ๑ คนคือวัยแรงงานที่เลี้ยงดูผู้สูงอายุ และอีกคน ที่ยังไม่กล้าที่จะเกิด ท่านประธานที่เคารพครับ หากประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าได้อย่าง มั่นคงและยั่งยืน เงินงบประมาณของรัฐต้องไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อให้ประเทศเติบโต แต่ต้องเป็นการลงทุนที่ทำให้ประชากรทุกกลุ่มลุกขึ้นเดินได้ไปด้วยกัน กลุ่มที่น่าสงสารที่สุด คือกลุ่มเปราะบางในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก ผู้มีรายได้น้อย ถ้าพวกเขา ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ครับงบประมาณที่ใช้ก็จะไร้ประสิทธิภาพ และในทางตรงกันข้าม เขาเหล่านั้นจะกลายเป็นภาระสะสมทางการคลังของรัฐที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ประเทศไทยต้องจัดงบมหาศาลเพื่อประคับประคองไม่ใช่เพื่อพัฒนา หัวใจของการปฏิรูป ประเทศจึงไม่ใช่แค่การลงทุนด้านเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างศักยภาพให้คนที่ยังเดินไม่ไหว ให้เดินไปได้ด้วยกัน สร้างโอกาสให้กับคนที่ยังไม่มี มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจและสังคม แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาล อาจยังไม่เห็นความสำคัญในมิตินี้ งบประมาณของกระทรวง พม. กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์เพิ่มขึ้นเพียง ๖๔ ล้านบาท งบประมาณของการเคหะแห่งชาติ เพิ่มขึ้นเพียง ๑๗ ล้านบาท เมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่นที่งบเพิ่มเป็นหลัก ๑,๐๐๐ ล้านบาท ความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณชัดเจน ในขณะที่โครงสร้างประชากรอ่อนแรง เศรษฐกิจ ประเทศยังเปราะบาง ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็ยังเรียกว่าต่ำอย่างต่อเนื่อง กำลังซื้อ ของประชาชนที่หดตัวลง เพราะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น แต่รายได้ของครัวเรือนกลับหยุดนิ่ง หรือแย่กว่านั้นหายไปเลย ที่น่ากังวลกว่านั้นคือระดับหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยในปี ๒๕๖๘ สูงถึง ๘๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย คนไทยจำนวนมากต้องหยิบยืมเพื่อดำรงชีพ ไม่ใช่เพื่อขยายกิจการ ไม่ใช่เพื่อลงทุน แต่เพื่อยังชีพประคองให้ผ่านพ้นวันพรุ่งนี้ไปเท่านั้นเอง ในปัญหาเศรษฐกิจภาคธุรกิจ SMEs ไทยกำลังถูกแทนที่ด้วยสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีน เข้ามาแข่งขันด้านต้นทุน ในขณะที่เรายังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ธนาคารลดการเข้าถึง แหล่งเงินทุนและระบบสนับสนุนจากภาครัฐที่ยังไม่ทั่วถึง ภาคบริการก็ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จากปัญหาวิกฤติโควิด-๑๙ โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยในหัวเมือง ซ้ำร้ายภาคเกษตรก็ยังเผชิญ วิกฤติซ้ำซ้อนทั้งราคาสินค้าการเกษตรที่ตกต่ำ ต้นทุนที่สูงขึ้น ภัยธรรมชาติ ในขณะเดียวกัน สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนยังคงส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่าง ประเทศและความมั่นใจของนักลงทุน ต้นทุนที่ผันผวน ห่วงโซ่อุปทานที่ไม่แน่นอน และใน ไทยเรา ในฐานะประเทศขนาดกลางที่เรียกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ต้องรับแรงกระแทกกับวิกฤติ ในครั้งนี้ หากเราพูดถึงอนาคตของประเทศ เราไม่อาจละเลยวิธีที่รัฐใช้จ่ายเงินของประชาชน เพราะงบประมาณไม่ใช่แค่แผ่นตัวเลขในเอกสารราชการ แต่มันคือตัวกำหนดว่าประเทศนี้ จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร ใครจะอยู่รอด อนาคตจะยั่งยืนเพียงใด ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ ที่อยู่ตรงหน้าพวกเราทุกคนนี้ ไม่เพียงสะท้อนความตั้งใจของรัฐบาล แต่ยังสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรัฐไทย ซึ่งหาก ไม่พูดกันตรง ๆ เรากำลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ เศรษฐกิจที่อ่อนแอ โครงสร้างประชากร ที่เสื่อมถอย รายได้รัฐที่ไม่พอใช้ และหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ที่ทำให้ งบประมาณไทยกลายเป็นพื้นที่ที่หดแคบลงเรื่อย ๆ หากเราไม่เริ่มปรับทิศ พรุ่งนี้เราจะไม่มี พื้นที่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลงประเทศอีกเลยครับ ท่านประธานครับ งบดำเนินงาน และภาระรายจ่ายประจำในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ มีวงเงิน ทั้งสิ้น ๓.๗๘ ล้านล้านบาท แต่ในจำนวนนี้เป็นรายจ่ายประจำสูงถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกันงบลงทุนที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเรามีเพียง ๒๒.๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่างบลงทุนในปี ๒๕๖๘ สิ่งนี้สะท้อนว่ารัฐยังคงใช้งบประมาณเพื่อประคับประคอง ระบบมากกว่าการลงทุนเพื่ออนาคต นอกจากนี้ยังพบว่าหน่วยงานราชการหลายแห่งกันเงิน เหลื่อมปีสูงขึ้น แสดงถึงปัญหาการบริหารงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ พื้นที่ทาง งบประมาณที่จะถูกบีบลงเรื่อย ๆ รัฐไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤติต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น โรคระบาด เป็นภัยธรรมชาติ หรือสภาวะเศรษฐกิจถดถอย งบประมาณจึงกลายเป็นเพียง เครื่องมือที่อยู่ในระบบมากกว่ากลไกในการปฏิรูปประเทศ ในส่วนของหนี้สาธารณะและ ภาระหนี้เงินกู้ของรัฐบาล ณ สิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๗ หนี้สาธารณะของเราอยู่ที่ ๖๓ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี แม้จะยังไม่เกินเรียกว่าเพดานความเสี่ยงที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ในทางปฏิบัติรัฐต้องใช้เงินในการชำระหนี้กว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๙ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ หรือราว ๒๗๕,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับพี่น้องประชาชน ที่จ่ายภาษีเพื่อให้รัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยเป็นหลักมากกว่าลงทุนในสิ่งใหม่ อีกทั้งรัฐยังต้องกู้เพิ่ม เพื่อชดเชยการขาดดุลมากกว่า ๘๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้ในแต่ละปีมีเงินใหม่ถูกใช้เพื่อ จ่ายหนี้เก่ามากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือรัฐเริ่มเข้าสู่ภาวะหมุนหนี้แบบไม่เกิดผลผลิต สิ่งนี้ไม่ต่าง จากหนี้ครัวเรือนที่กู้หนี้มาจ่ายหนี้อีกทีหนึ่ง ไม่ใช่การลงทุนเพื่อสร้างรายได้
ในส่วนของหนี้ครัวเรือน ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงถึง ๘๘.๔ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี ณ สิ้นปี ๒๕๖๖ สูงเกินกว่าเรียกว่าเกณฑ์แนะนำของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ ระหว่างประเทศหรือบีไอเอส ซึ่งอยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ หนี้เหล่านี้ไม่ใช่หนี้ลงทุน แต่เป็นหนี้ บัตรเครดิต หนี้ผ่อนรถ หนี้ผ่อนบ้าน เป็นหนี้ที่ไว้ใช้จ่ายหนี้อีกทีหนึ่ง ประชาชนจำนวนมาก ติดกับกับดักหนี้และไม่มีเงินเหลือเพียงพอในการใช้จ่ายเพื่อวางแผนครอบครัว ในขณะเดียวกันราคาสินค้าจำเป็นและค่าใช้จ่ายครัวเรือนก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าครองชีพยังคงสูงกว่ารายได้เฉลี่ยที่หยุดนิ่ง พื้นที่ทางงบประมาณและโอกาสของการฟื้น เศรษฐกิจในอนาคต วันนี้พื้นที่ทางงบประมาณของเราหดแคบลงเรื่อย ๆ จากรายจ่ายประจำ ที่สูงเกินครึ่งของงบประมาณการกู้เพื่อชดเชยขาดดุล หากเกินกว่านี้จะกระทบกับ Credit Rating ของประเทศเรา คณะเดียวกันฐานภาษีคนไทยก็ยังคงแคบลงเรื่อย ๆ พึ่งพารายได้ จากภาษีทางอ้อม อย่างเช่นแวตเป็นหลัก คนจนเสียภาษีมากกว่าคนรวยในแง่ของสัดส่วน เพราะภาษีทรัพย์สินหรือภาษีมรดกที่ใช้ไม่ได้จริง แล้วเรายังไม่มีภาษีดิจิทัลแพลตฟอร์ม สำหรับเก็บภาษีจากธุรกิจต่างประเทศ หรือภาษีระบบภาษีสีเขียวที่ใช้สร้างแรงจูงใจ รัฐจึง จำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างรายได้ให้เป็นธรรมและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ปัญหาที่พบ ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๙ คือโครงสร้างงบประมาณที่ซ้ำซ้อนและการขาด การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน เป็นหนึ่งปัญหาเรื้อรังของระบบงบประมาณประเทศไทย คือการจัดสรรแยกส่วนตามสายกระทรวง ทำให้หลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย เดียวกัน แต่มีหน่วยงานรับผิดชอบต่างกัน โดยไม่มีการสื่อสารกันครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ การพัฒนาเด็กเล็ก งบก่อสร้าง อยู่กับกรมการปกครอง แต่หลักสูตรการเรียนและโภชนาการ อยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ ขณะที่แรงจูงใจอยู่กับกระทรวง พม. เรื่องผู้สูงอายุ กระทรวง ที่ดูแลคือสาธารณสุข ดูแลเรื่องสุขภาพผู้สูงอายุ แต่การจัดการสวัสดิการอยู่ที่กระทรวง พม. ส่วนงบนักบริบาลผู้สูงอายุอยู่ในโครงการเพียงแค่ระดับจังหวัด สิ่งนี้ส่งผลให้รัฐใช้งบสูง แต่ได้เรียกว่าผลสัมฤทธิ์ที่ต่ำ หรือเรียกว่างบลงทุนไม่เกิดดอกก่อผล โครงการหลายโครงการ ตั้งงบซ้ำกัน แต่กลับกันไม่มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันเลย จากข้อมูลของสำนักงบประมาณ ในปี ๒๕๖๙ โครงการซ้ำซ้อนที่เบิกจ่ายรวมกัน ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่นับเรียกว่า งบกันเหลื่อมปีที่ยังไม่มีผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ประเทศไทยจึงจำเป็นที่ต้องเรียกว่าปฏิรูป กระบวนการจัดงบประมาณแบบตั้งต้นใหม่ โดยไม่ยึดจากโครงสร้างกระทรวงแบบเดิม แต่ต้องยึด เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติแบบสอดคล้องกันจริง ๆ เพื่อให้แต่ละหน่วยงานทำงาน เชื่อมโยงกันไม่ใช่แค่คนละส่วนที่ทำอยู่ทุก ๆ ปี เราใช้งบประมาณทุกปีเหมือนคนที่ซ่อม หลังคาบ้านด้วยพลาสติก ไม่เคยลงมือเปลี่ยนหลังคาบ้าน ทำมาเป็น ๑๐ ปีแล้ว งบประมาณ เราเพิ่มขึ้นทุกปีแต่ปัญหาก็ยังคงเดิมอยู่ แล้วเราจะใช้งบประมาณ ปี ๒๕๖๙ แบบเดิมอีกหรือ ถ้าเราไม่ใช้เงินงบประมาณวันนี้เปลี่ยนแปลงอนาคตของชาติวันหน้าก็จะไม่มีงบประมาณไหน มากพอเยียวยาความผิดพลาดของเราเลย สุดท้ายนี้ ท่านประธานครับ งบประมาณปี ๒๕๖๙ ที่กำลังจะถึงนี้เป็นปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญบททดสอบแรงกดดันอุปสรรคมากมายมหาศาล ผมขอเป็นกำลังใจและเอาใจช่วยท่านนายกรัฐมนตรี ท่านคณะรัฐมนตรีทุกท่าน เจ้าหน้าที่ ภาครัฐในการทำงานแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยครับ ขอบคุณครับ