ฉัตร สุภัทรวณิชย์ หารือประเด็นสินทรัพย์ดิจิทัลและบล็อกเชนในมิติเศรษฐกิจและกฎหมาย โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเร่งกำกับดูแลเทคโนโลยีอย่างเหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเติบโตควบคู่กับการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ พร้อมเสนอให้ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การลงทะเบียนเบอร์โทรศัพท์และมาตรา 11/1 เพื่อแยกการกระทำที่มีเจตนาฉ้อโกงออกจากผู้กระทำโดยสุจริต และผลักดันระบบยืนยันตัวตนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้นเพื่อคุ้มครองประชาชนและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑ แม่ย่าโม พรรคประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัล สินทรัพย์ดิจิทัลหรือ Blockchain เป็นที่สนใจอย่างมากของโลกในปัจจุบัน แม้หลายคนยังไม่สนใจและไม่เชื่อมั่น แต่ทุกท่านรู้หรือไม่ว่าปัจจุบันหลายท่านมีการใช้งานอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว เพราะว่า Blockchain จะอยู่ในระบบเบื้องหลังการทำงานหลาย ๆ อย่าง ผมขอยกตัวอย่างนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้ทุกท่านเห็นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเป็น Trend ที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม และต้องให้ความสนใจ นโยบายนี้มีความพยายามที่จะ ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลางของสินทรัพย์ดิจิทัล มีการประกาศว่าจะใช้ Bitcoin ที่ยึด มาได้จากการทำผิดกฎหมายมาเป็นทุนสำรองของรัฐบาล มีแนวทางในการกำกับดูแลสกุลเงิน ดิจิทัล ทั้งด้านภาษี การคุ้มครองผู้บริโภค การฉ้อโกงและเสถียรภาพทางการเงิน ใช้ Bitcoin เป็น Strategic Reserve ในการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะจากการพิมพ์เงินของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีวุฒิสมาชิกท่านหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ผลักดันร่างกฎหมาย Bitcoin Act ที่จะบริหารโดยกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา หากท่านอยากทราบว่าปัจจุบันมูลค่าการตลาด ของสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเท่าใด ผมมีตัวเลขมาเล่าให้ฟัง เอาแค่ Bitcoin อย่างเดียวปลายปี ๒๐๒๔ Market Cap ของ Bitcoin อยู่ที่ ๑.๙ ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการตลาดของทองคำ นอกจากนี้แล้ว ๓ แบงก์ยักษ์ใหญ่ของ สหรัฐอเมริกา อย่าง Bank Of America Goldman Sachs และ J.P. Morgan ก็มีการเข้าซื้อ Bitcoin ETF เพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง ผ่านกองทุนอย่างเช่น Goldman Sachs ปัจจุบันถือครอง รวม ๖๗๒.๙๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเป็นที่น่าสนใจและเป็นของใหม่ รัฐบาล ภาคเอกชน นักลงทุน และประชาชนคนทั่วไป เม็ดเงินในระบบของสินทรัพย์ดิจิทัลจึงมีมหาศาลเพิ่มขึ้น ตลอดเวลา ทั้งไปลงทุน ไปพัฒนาระบบ หรือไปเก็งกำไร แต่สิ่งที่ตามมาคืออาชญากรรม เพื่อดึงเงินเหล่านั้นออกมาแบบผิดกฎหมาย พระราชบัญญัติการประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล ฉบับนี้ จึงมีการแก้ไขเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี โดยมีการเพิ่มเติมมาตรา ๒๖/๑ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมผู้ประกอบธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น เช่น มีภาษาไทยในระบบหรือเว็บไซต์ มีการจดทะเบียนหรือใช้ชื่อ ที่สื่อถึงประเทศไทย มีช่องทางการให้แลกเป็นเงินบาทและมีสำนักงานในประเทศไทย เป็นต้น หากทุกท่านลงค้นหาใน Google โดยเฉพาะศูนย์ซื้อขายหรือตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ทุกท่านจะเห็นว่ามีเว็บไซต์จำนวนมากให้เข้าไปศึกษาใช้งานหรือลงทุน แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันมีเพียง ๙ บริษัทเท่านั้นที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. ซึ่งหาก มีคนหลงเชื่อไปใช้งานเว็บไซต์ที่ไม่ได้รับการลงทะเบียนจาก ก.ล.ต. ก็มีโอกาสที่จะถูกหลอก ทำให้สูญเงินได้ ตามตัวอย่างข่าวที่เราท่านพบเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ผมจึงเห็นด้วยกับการที่จะ เพิ่มมาตรา ๒๖/๑ นี้ แต่ต้องควบคู่ไปกับการกวาดล้างปิดเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายที่อาจสร้าง ความเสียหายต่อประชาชนอย่างจริงจัง ในมุมมองของเศรษฐกิจ ผมขอยกตัวอย่างบริษัทใหญ่ ในประเทศไทยที่เริ่มมีการใช้ Blockchain แล้ว อย่างเช่น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และเซ็นทรัล รีเทล ทีนี้เรามาดูตัวอย่างประเทศที่เปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลกัน ว่าเขาเปิดรับเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไร ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดึงดูด Startup ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain จากนอกประเทศให้เข้าไปทำธุรกิจ สหรัฐอเมริกา ถือว่าเงินสกุลดิจิทัลเป็นเงินทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์ แล้วแต่กฎหมายของแต่ละรัฐที่ต้องมี การเสียภาษีและอยู่ในระหว่างการหาแนวทางกำกับดูแลเงินสกุลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม มากขึ้น ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้นำของโลกประเทศหนึ่งเรื่องเงินสกุลดิจิทัล เงินสกุลดิจิทัล ในญี่ปุ่นนั้นใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ปี ๒๐๑๘ ในประเทศจีนมีนักลงทุน ในเงินสกุลดิจิทัลและมีการซื้อขายเงินสกุลดิจิทัลมากที่สุดในโลกอีกประเทศหนึ่ง และมี แนวคิดในการสร้างเงินสกุลดิจิทัลของตัวเอง
ประเด็นสำคัญหนึ่งของสินทรัพย์ดิจิทัลคือเรื่อง Financial Inclusion หรือการทำให้คนที่เข้าไม่ถึงการเงินในระบบมีโอกาสได้เข้าถึงมากขึ้น ถ้าไปดูตัวเลขคนไทย เกิน ๙๐ เปอร์เซ็นต์มีบัญชีธนาคาร แต่ไม่ใช่ทุกคนเป็นลูกหนี้ธนาคาร เพราะฉะนั้นยังมี การเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินอยู่ในหลาย ๆ จังหวัดของประเทศ สินทรัพย์ดิจิทัล และ Blockchain มีศักยภาพค่อนข้างมากที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ครับ เช่น โครงการ ในต่างประเทศมีกิจการเพื่อสังคมอย่าง Kiva ซึ่งเป็นตัวกลางในการรวบรวมเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ จากคนทั่วโลก เพื่อส่งให้กับสถาบันทางการเงินขนาดเล็กหรือ Micro Finance หรือสถาบันการเงินที่เน้นสินเชื่อขนาดเล็กหรือ Micro Credit ในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะ ทวีปแอฟริกา เพื่อให้สถาบันการเงินเหล่านี้สามารถออกสินเชื่อให้กับผู้ที่ต้องการเงิน นอกจากนี้ Blockchain ยังมีประโยชน์ในการใช้งานเพื่อส่งเสริมความโปร่งใส เช่น การจัดซื้อ จัดจ้างของภาครัฐ ซึ่งก็จะช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชัน สมมุติเรานำข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ไปอยู่บน Blockchain เพื่อตรวจสอบย้อนกลับในทุกกระบวนการได้ครับ
จากที่กล่าวมาข้างต้น ท่านประธานครับ ผมเกรงว่าหากรัฐบาลไม่มี การผลักดันหรือกำกับที่ดูแลมากพอ อาจทำให้คนไทย บริษัทไทย เลือกที่จะย้ายไปทำ การลงทุน ทำธุรกิจ หรือซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มนอกประเทศ ที่เขาสามารถมีนวัตกรรม ใหม่ ๆ ออกมาได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจทำให้ประเทศได้พลาดโอกาสสำคัญในการสร้าง เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่และเสียโอกาสในระยะยาวครับ
ต่อมาครับ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ตามที่พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและ ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ได้มีการตราขึ้น โดยมี เจตนารมณ์เพื่อรับมือกับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับบัญชีม้าและการใช้เบอร์โทรศัพท์ที่ไม่สามารถตรวจสอบ ตัวตนได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการก่ออาชญากรรมบนโลกออนไลน์ มีการแก้ไขนิยามของ ผู้ประกอบธุรกิจให้รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย ในมาตรา ๑๑/๑ ของพระราชกำหนดดังกล่าว ได้กำหนดให้ผู้ที่ ขายหรือใช้เบอร์โทรศัพท์โดยไม่ลงทะเบียนให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ต้องรับโทษตามที่ กฎหมายกำหนด โดยมีเป้าหมายเพื่อจำกัดการใช้เบอร์ผี เบอร์ปลอมที่เป็นต้นทางของการทำ ธุรกรรมอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม การกำหนดบทบัญญัติดังกล่าวยังมีข้อที่ควรพิจารณาทบทวนเพื่อไม่ให้ กลายเป็นการสร้างภาระซ้ำซ้อนแก่ประชาชนผู้สุจริต ปัญหาแรกคือช่องโหว่ในระบบ การลงทะเบียนเบอร์โทรในปัจจุบัน ซึ่งแม้จะมีข้อกำหนดว่าต้องใช้บัตรประชาชน ในการยืนยันตัวตน แต่ในทางปฏิบัติกลับยังมีกรณีที่สามารถเปิดเบอร์ปลอมและใช้บัตรประชาชน ของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวได้อยู่ อีกทั้งยังไม่มีระบบกลางที่ให้ประชาชนตรวจสอบว่าเบอร์ที่ ลงทะเบียนอยู่ในชื่อตนมีกี่เบอร์ ถูกนำไปใช้ทำธุรกรรมใดบ้าง ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ อาจตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว
ประเด็นต่อมาครับท่านประธาน คือความไม่ชัดเจนขององค์ประกอบความผิด ตามมาตรา ๑๑/๑ ที่ไม่ได้แยกระหว่างผู้ที่มีเจตนาฉ้อโกงกับผู้ที่กระทำโดยสุจริต ยกตัวอย่าง เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่รู้หนังสือก็อาจลงทะเบียนไม่ครบถ้วนโดยไม่ตั้งใจหรือผู้ที่ซื้อเบอร์ที่มี การลงทะเบียนไว้ล่วงหน้าโดยไม่ทราบข้อเท็จจริง ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ไม่ควรถูกลงโทษ เช่นเดียวกับผู้กระทำผิดโดยเจตนา ทั้งนี้สอดคล้องกับหลักการตามมาตรา ๒๗ และ มาตรา ๒๙ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่กำหนดให้การจำกัดสิทธิของบุคคลต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังมีภาระที่ตกอยู่กับผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งขาย SIM Card เช่น ร้านค้าในชุมชนหรือร้านโทรศัพท์ขนาดเล็กที่อาจขาดความรู้หรือเครื่องมือ ในการตรวจสอบการลงทะเบียนอย่างถูกต้อง ส่งผลให้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งที่ไม่ได้ มีเจตนาสนับสนุนอาชญากรรมแต่อย่างใด จากเหตุผลทั้งหมดข้างต้น ผมขอเสนอแนวทาง ในการปรับปรุงมาตรา ๑๑/๑ และระบบที่เกี่ยวข้องดังนี้ ๑. ควรมีระบบกลางให้ประชาชน สามารถตรวจสอบเบอร์โทรทั้งหมดที่ลงทะเบียนในชื่อตนได้และรวมถึงสถานะของเบอร์ว่า เปิดใช้งานหรือมีพฤติกรรมผิดปกติหรือไม่ ๒. แก้ไขบทบัญญัติของมาตรา ๑๑/๑ ให้กำหนด ว่าต้องมีเจตนาเป็นองค์ประกอบของความผิด เพื่อคุ้มครองผู้กระทำโดยสุจริต ทั้งนี้สอดคล้อง กับหลักกฎหมายอาญาไทยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคแรก และ ข้อเสนอในงานวิจัยของคุณทิพาพร แคล่วคล่อง ปี ๒๕๖๗ ซึ่งเสนอให้แยกแยะเจตนา เพื่อการบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ๓. ส่งเสริมให้มีระบบลงทะเบียน แบบยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เช่น การใช้ระบบ KYC หรือ Know Your Customer ด้วยบัตรประชาชนดิจิทัลหรือใบหน้า โดยอาจอาศัยหลักการจาก พ.ร.บ. การพิสูจน์ และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล พ.ศ. ๒๕๖๒ และบทความของธนาคารแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๖๖ ที่ชี้ให้เห็นว่าการควบคุมเบอร์โทรเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการตัดวงจร บัญชีม้ารูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมดิจิทัล ๔. ออกแนวทางปฏิบัติหรือ Guideline ที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถปฏิบัติตามได้ โดยไม่เสี่ยงต่อการกระทำผิด กฎหมาย ทั้งหมดนี้มิได้เป็นการคัดค้านเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและ ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หากแต่เป็นการเสนอแนวทาง เพื่อให้กฎหมายมี ประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกันก็ไม่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนผู้สุจริต และไม่ผลักภาระที่ไม่จำเป็นไปยังภาคประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย ขอบคุณ ท่านประธานครับ