รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันจันทร์ที่ ๒๙ ถึงวันอังคารที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
ขอบคุณครับ เชิญนั่งครับ เรียนท่านสมาชิกและคณะรัฐมนตรีทุกท่านครับ ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภามาลงประชุม ๓๕๗ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบ วาระต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
รับทราบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ตามที่ประธานรัฐสภาได้ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) และศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยนั้น เมื่อวันพุธที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยประเด็นที่พิจารณาตามคำร้องตามลำดับดังนี้
ประเด็นที่ ๑ ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสียก่อน ทั้งนี้ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามหมวด ๑๕ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือก ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
ประเด็นที่ ๒ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องให้ประชาชนออกเสียง ประชามติ ๓ ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ ๑ ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่ ๒ ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่และวิธีการ ตลอดจนเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร ครั้งที่ ๓ ภายหลังที่รัฐสภาได้จัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่หรือไม่
อนึ่ง การออกเสียงประชามติครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ อาจจะรวมเป็น ครั้งเดียวกันได้ จึงแจ้งมาให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรอง รายงานการประชุม วันนี้ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มีนะครับ
เรื่องด่วน คือ เรื่องคณะรัฐมนตรีขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ วรรคหนึ่ง กำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์แห่งชาติ และต้องชี้แจง แหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันรับหน้าที่ ซึ่งเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๘ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งว่าคณะรัฐมนตรีพร้อมที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และประธานรัฐสภา ได้บรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๔๐ ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น ข้อบังคับและกำหนดขั้นตอนมีวิธีการย่อ ๆ ดังนี้
เมื่อคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ผมจะให้สมาชิกรัฐสภา ซักถามและอภิปรายรวมกัน เว้นแต่จะมีมติให้ซักถามให้อภิปรายเป็นประเด็น ๆ ไป โดยไม่มีการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๑๔๐ สมาชิกรัฐสภามีสิทธิจะซักถาม และอภิปราย ในทางสนับสนุน และคัดค้านในเรื่องความเหมาะสมของนโยบาย และความสามารถที่จะ บริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จตามนโยบายข้อบังคับ ข้อ ๑๔๑ รัฐมนตรีเท่านั้นมีสิทธิที่จะ อภิปรายตอบข้อซักถาม หรือข้อคัดค้านของสมาชิกรัฐสภา โดยจะตอบทีละคนหรือจะรวมกัน ตอบหลายคนก็ได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๔๒ ในการอภิปรายให้นำหมวด ๒ ส่วนที่ ๓ การอภิปราย มาใช้โดยอนุโลมตามข้อบังคับ ข้อ ๑๔๓ จึงแจ้งมาให้ที่ประชุมทราบนะครับ เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ผมได้เชิญผู้แทนคณะรัฐมนตรีวิปทั้ง ๓ ฝ่ายมาประชุมกันเพื่อที่จะกำหนดวิธีการ และเวลาที่จะแบ่งกันที่จะอภิปรายใน ๒ วันนี้ เพื่อความเรียบร้อยขอเชิญวิปท่านใด จะชี้แจงนะครับ
ท่านประธาน ขออนุญาตค่ะ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกรัฐสภาค่ะ พรรคภูมิใจไทยท่านประธาน ขออนุญาตสรุปผลการประชุมหารือในเรื่องการใช้เวลาในประเด็นการแถลงนโยบายทั้ง ๒ วันนี้ ซึ่งการกำหนดระยะเวลาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเรากำหนดไว้ทั้งหมด ๒ วัน เริ่มด้วยวันนี้วันจันทร์ที่ ๒๙ เริ่มเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา และเราก็จะใช้เวลาประชุมไปจนถึง ประมาณตีหนึ่ง โดยใช้เวลาทั้งหมดในวันนี้ ๑๖ ชั่วโมง แล้วก็วันที่ ๒ วันพรุ่งนี้วันอังคารที่ ๓๐ เราจะเริ่มประชุมในเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา แล้วในเรื่องของประเด็นการจัดสรรเวลาของทั้งหมด ขออนุญาตเรียนแจ้งค่ะท่านประธาน ในเรื่องของการจัดสรรเวลาในการประชุมร่วมท่านประธาน ในที่ประชุมจะใช้เวลาทั้งหมด ๑ ชั่วโมง คณะรัฐมนตรีแล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคร่วมรัฐบาลจะใช้เวลา ๖ ชั่วโมง ทั้งนี้การแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี จะไม่นับรวมในเวลาของคณะรัฐมนตรี ทางสมาชิกวุฒิสภาใช้จำนวนทั้งหมด ๓ ชั่วโมง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมฝ่ายค้านจะใช้เวลารวมทั้งหมด ๑๕ ชั่วโมง ทั้งนี้ ในการอภิปรายตามเวลาที่จัดสรรนั้น หากใช้เวลาไม่ครบตามกำหนดในแต่ละวันก็ถือให้ ตัดเป็นของวันนั้นเลย เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้เราจะใช้เวลารวมทั้งหมด ๑๖ ชั่วโมง ถ้าใช้ไม่ถึง ก็ตัดที่ ๑๖ ชั่วโมง แล้วก็ไปเริ่มของวันพรุ่งนี้ของจำนวนเวลาที่เหลือ ขอบพระคุณค่ะ
มีวิปท่านใดจะเพิ่มเติมไหม เชิญครับ ท่านปกรณ์วุฒิ เชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านครับ ก็เป็นไปตามที่ท่านแนนได้หารือ ท่านประธานไป แต่ผมอยากจะเสริมเพิ่มเติมนิดหนึ่งในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่มีเวลา รวมทั้งสิ้น ๑๕ ชั่วโมง ก็ต้องขออนุญาตที่จะแบ่งเวลา ๑๕ ชั่วโมงออกเป็นดังนี้ ก็คือ พรรคร่วมวิปฝ่ายค้าน ๙ ชั่วโมง แล้วก็พรรคเพื่อไทย ๖ ชั่วโมง แล้วก็ได้มีการหารือกัน ทุกพรรคเสร็จสิ้นแล้วครับ ก็อาจจะแยกการจับเวลา ส่วนเรื่องคิวเดี๋ยวทางวิปจะหารือ ในการสลับกันเพื่อความเหมาะสมกันเองหน้างานอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณท่านประธานครับ
ถ้าไม่มีอะไรก็เป็นไปตามนี้ ส่วนว่าสมาชิกท่านใดจะอภิปรายเวลาเท่าไร ตอนไหน ขอให้ไปคุยกับวิปแต่ละฝ่าย เช่น สว. ท่านจะอภิปรายตอนไหนท่านก็ไปคุยกับประธานวิป สว. รัฐบาลก็เหมือนกันครับ คงไม่ต้อง มายื่นนี่ ขอให้เป็นหน้าที่ของประธานวิปแต่ละฝ่าย เพราะจะได้จัดสรรเวลาตรงกัน ที่เราได้ ตกลงกันนะครับเป็นไปตามนี้ และระหว่างที่ประชุมกันสวิปแต่ละฝ่ายก็สามารถจะหารือ ปรับเวลากันได้ตามความเหมาะสม ขอขอบคุณวิปทั้ง ๓ ฝ่ายนะครับ ต่อไปนี้ก็จะเป็น การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๒ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขอเชิญ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนประธานรัฐสาที่เคารพท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ตามที่ได้มีประกาศ พระบรมราชโองการแต่งตั้งให้กระผม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราชการ ๒๕๖๘ และแต่งตั้งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๘ นั้น บัดนี้คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่ยึดมั่นการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีความสอดคล้องกับ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ และหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๘๐ เรียบร้อยแล้ว
คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและพี่น้องประชาชนให้ทราบ ถึงหลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยรัฐบาลภายใต้การนำ ของกระผมจะยึดหลักการสำคัญ ๓ ประการ ได้แก่
๑. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
๒. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข
๓. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการ บริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ รัฐบาลได้เข้าสู่ การบริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทย กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน รอบด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ ของโลก ซึ่งปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โอกาสในการสร้างรายได้ของพี่น้องประชาชน และการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ
ด้วยระยะเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดและงบประมาณที่รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นผู้จัดทำ ทั้งยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ปัญหาที่ประเทศกำลัง เผชิญอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ ภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านความมั่นคง ภัยด้านสังคม และภัย ด้านสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการต้องวางรากฐาน ของประเทศ การขับเคลื่อนการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรมและยั่งยืน การสร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและสันติสุขให้เกิดขึ้นกับ ประเทศชาติบ้านเมือง และการเสริมสร้างความไว้วางใจจากประชาชน การดูแลรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อลดปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ
รัฐบาลนี้จะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อให้ สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะเป็นการแก้ไขปัญหา เร่งด่วนของประเทศ เพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องคนไทย ดังนี้
ด้านเศรษฐกิจ
๑. สร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ ค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าโดยสาร ค่าผ่านทาง เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย มากขึ้น โดยจัดทำโครงการคนละครึ่ง การบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับ ที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการสร้างรายได้และความสามารถในการแข่งขัน แก่ผู้ค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ รวมถึงเกษตรกรและชุมชนในท้องถิ่นให้มั่นคงแข็งแรง ผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล ในการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) และการเพิ่มทักษะ (Upskill) เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และสร้างโอกาสให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น และส่งเสริม การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้า ภาคครัวเรือนและกิจกรรมทางการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและชุมชนและเพิ่มพลังงานสีเขียวตามความต้องการ ของทุกภาคส่วน
๒. แก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่อง บนพื้นฐานความเสี่ยงที่เป็นธรรม ระหว่างสถาบันการเงินและผู้กู้โดย
๒.๑ หนี้ภาคประชาชน ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้รายบุคคลในระบบ รายละไม่เกินหนึ่งแสนบาท เพื่อลดปัญหาหนี้ที่ทำให้คนไทยติดกับดักหนี้
๒.๒ เพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม SMEs รายละไม่เกินหนึ่งล้านบาท ควบคู่กับการสร้างระบบการเข้าถึง แหล่งเงินทุนให้กับ ลูกหนี้ที่มีวินัยในการชำระหนี้โดยสม่ำเสมอ การให้ความรู้ทางการเงิน นวัตกรรมและ เทคโนโลยีสมัยใหม่แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ ผู้ประกอบการ SMEs ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและภาคธุรกิจขนาดใหญ่
๓. เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนรายย่อย ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ ซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยสะดวก เพื่อสร้างรายได้เพิ่มจากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และพัฒนา ผลิตภัณฑ์สลากเพื่อการออม โดยกันเงินจำนวนหนึ่งที่ผู้ซื้อสลากที่ไม่ถูกรางวัลให้มีเงินออม อันเกิดจากเงินที่กันไว้
๔. ฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นการสร้างความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว การปราบปราม การฉ้อโกงและการหลอกลวง นักท่องเที่ยว การจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศไทย เพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ๒๕๖๘ โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง การจูงใจให้ ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี การดึงดูดชาวต่างชาติ ให้พำนักในประเทศไทยระยะยาวและเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวมากขึ้น
๕. เร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า โดย
๕.๑ จัดตั้งทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์และผู้แทนการค้าไทย เพื่อยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิม และดำเนินการ เชิงรุกในการเปิดตลาดใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา รวมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ
๕.๒ ดูแลและสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา การสกัดปัญหาการสวมสิทธิ ถิ่นกำเนิดสินค้า และป้องกันการทุ่มตลาด ร่วมมือกับภาคเอกชนในการเจรจารายละเอียด รายสินค้าที่เกิดขึ้นจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา เพื่อเตรียมการรองรับมาตรการด้าน การค้าของสหรัฐอเมริกา อาทิ การจัดทำมาตรการในการส่งเสริมการใช้สินค้าอุตสาหกรรม และชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศเป็นหลัก การกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมของสินค้า กลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งกำหนดมาตรการมิให้นำเข้าสินค้าเกษตรที่มีการเผาจากประเทศ เพื่อนบ้าน เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5
๕.๓ สร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและเอื้อต่อการแข่งขัน ในปัจจุบันและอนาคต โดยปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาตให้สะดวก โปร่งใส และเป็นมิตรต่อผู้ประกอบการ การปรับระบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาดและ อุตสาหกรรมชีวภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้นักลงทุนจากต่างประเทศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ บริษัทของไทย และสร้างห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศจากผู้ประกอบการไทยเพื่อให้เกิด ประโยชน์ต่อการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการในประเทศ
ด้านความมั่นคง
๖. เร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา ด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อนำความมั่นคงปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนตามบริเวณชายแดนโดยเร็วและรักษาไว้ ซึ่งอธิปไตยและเขตแดนที่เป็นของไทยโดยชอบธรรมตามเส้นเขตแดนที่เป็นสากล รวมถึง ดำเนินการยุติความขัดแย้งผ่านกลไกการเจรจาทางการทูตที่เหมาะสมควบคู่กับการป้องกัน ประเทศที่เข้มแข็ง ตลอดจนทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินใจ ให้ความเห็นต่อการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา นอกจากนี้รัฐบาล จะดำเนินนโยบายต่างประเทศในเชิงรุกที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งเสริมสร้าง ความมั่นใจและสถานะของไทยในเวทีโลก และเวทีระหว่างประเทศ
๗. เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลจะเร่งรัด ปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการสร้างสภาพแวดล้อม ที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน คู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ด้านสังคม
๘. ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ไม่สนับสนุนให้มี การประกอบธุรกิจการพนันทุกชนิดให้เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย ไม่สนับสนุนเอนเทอร์ เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีธุรกิจการพนัน รวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬา อาทิ โป๊กเกอร์และจะดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติการพนันและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด
๙. รักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด โดยให้ถือว่าการกระทำของเจ้าพนักงาน ของรัฐในกรณีเหล่านี้เป็นการกระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงและต้องดำเนินการทาง อาญาอย่างเด็ดขาด
๙.๑ การละเว้นการบังคับใช้กฎหมาย ในการดำเนินการป้องกันและ ปราบปรามยาเสพติด บ่อนการพนันและการพนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ ภัยไซเบอร์ การสร้างข่าวปลอมและการหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ
๙.๒ การใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
๑๐. ขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาดและจริงจัง โดยร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อยกระดับ ความเชื่อมั่นของประชาชนและนานาประเทศ
๑๑. พิทักษ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยดำเนินมาตรการ ป้องกันและขจัดการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยในส่วนของพระพุทธศาสนา รัฐบาลจะดำเนินการโดยพระสังฆราชานุมัติด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม
ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
๑๒. เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เยียวยาและฟื้นฟูให้ประชาชนผู้ประสบภัยโดยเร่งด่วน โดยเน้นการนำข้อมูลของส่วนราชการส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติในพื้นที่ อย่างจริงจัง การอนุรักษ์ฟื้นฟูและรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างยั่งยืน การส่งเสริม การใช้พื้นที่ป่าและป่าชุมชนอย่างถูกต้อง รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็น ระบบ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
๑๓. ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปีพุทธศักราช ๒๕๙๓ หรือ Net Zero (คริสต์ศักราช ๒๐๕๐) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย
๑๓.๑ ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด อาทิ พลังงาน แสงอาทิตย์ในชุมชนและหน่วยงานของรัฐ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม
๑๓.๒ พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรไปสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตรเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5
๑๓.๓ จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและ ผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว อาทิ ร่างพระราชบัญญัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ....
ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย
๑๔. เร่งรัดการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบควบคู่กับการ ผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐและเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับ การบริหารภาครัฐให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจและ ประชาชน มีการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริงระหว่างหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงสามารถรองรับการบริหารราชการแบบจำลองเสมือนจริง (Sandbox) และการบริหารจัดการภาวะวิกฤตอย่างเป็นระบบ
๑๕. เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ โดยยกเลิกกฎหมาย กฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคและสร้างภาระที่ไม่จำเป็นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจที่เรียกว่ากิโยติน (Guillotine) การริเริ่มเสนอกฎหมายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลและผลักดัน การปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล ที่เปลี่ยนไป และจัดตั้งคณะทำงาน ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล
นอกจากนโยบายสำคัญเพื่อจัดการปัญหาเฉพาะหน้าข้างต้น รัฐบาล จะดำเนินการให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่ กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๒ โดยจะผลักดันการพัฒนาตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง ๖ ด้าน ในช่วงเวลา ของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง อาทิ การดำเนินการให้คนไทยทุกช่วงวัย ทุกกลุ่ม เข้าถึงสิทธิการศึกษาและระบบสาธารณสุข อย่างทั่วถึง เท่าเทียม การผลักดันกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบการศึกษา เช่น กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ เป็นต้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรม การเรียนรู้ซึ่งจะทำให้คนไทยมีความรู้และทักษะ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและสอดคล้องกับ สังคมในอนาคต รวมทั้งใช้สื่อและสื่อสารมวลชน ในการปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดี ของคนในสังคม การพัฒนาบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมภูมิปัญญา ท้องถิ่นและการแพทย์แผนไทย การส่งเสริมและพัฒนา การสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้คนไทย มีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดี การวางรากฐานการปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจของประเทศ ไปสู่ยุคใหม่ จากเดิมที่เน้น “ปริมาณ” ไปสู่การสร้าง “มูลค่า” โดยยกระดับภาคเกษตรกรรม ของไทยไปสู่เกษตรอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และสร้าง ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของอาหาร การวางรากฐานเพื่อให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะ SMEs ก้าวทันโลกควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมในราคาที่จับต้องได้ การยกระดับ ผลิตภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพและต่อยอดนวัตกรรม การผลักดันกฎหมาย สำคัญเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ให้รองรับการพัฒนาประเทศควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ในโครงการขนาดใหญ่ การกำกับให้มีการจัดสรรและการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ สิทธิในการ เข้าใช้วงโคจรดาวเทียม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศโดยรวม การสืบสาน ต่อยอดโครงการพระราชดำริ และโครงการตามแนวพระราชดำริ เพื่อความยั่งยืนในการ อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนให้มีการเปิดเผย ข้อมูลและสร้างการมีส่วนร่วมในการควบคุมและแก้ไขปัญหาด้านมลพิษ การกำหนดผังเมือง และการบังคับใช้เป็นกฎหมายเพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เป็นไปอย่างเหมาะสม รวมถึง การบริหารจัดการที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ตลอดจนการพัฒนาระบบรายได้และบริหารสินทรัพย์ของภาครัฐให้เข้มแข็ง
รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะบริหารราชการแผ่นดินและขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการริเริ่มวางรากฐานประเทศเพื่อนำพาประเทศไทย ให้ก้าวไปข้างหน้า อย่างเต็มกำลังความสามารถในช่วงเวลาของรัฐบาลด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมีคุณธรรม โดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้งและสร้างความเชื่อมั่นในการ ดำเนินนโยบายการคลังให้น่าเชื่อถือ มีวินัย โปร่งใส มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดประโยชน์ สูงสุดต่อประเทศโดยรวม ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและการเสริมสร้างเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจ โดยการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอก งบประมาณ อาทิ เงินกู้ การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน การระดมทุนผ่านกองทุนเพื่อการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานโดยเน้นการบริหารงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นหลัก และจะใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง อย่างเคร่งครัดด้วยความรอบคอบ กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมบทบาทภาคเอกชน ในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อส่งเสริมการลงทุนและลดภาระหนี้ สาธารณะของประเทศในระยะยาว กระผมในฐานะนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการทุกวิถีทาง ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลให้สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศ พร้อมกับ การวางรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อความอยู่ดีมีสุขของ พี่น้องประชาชนชาวไทย ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี รัฐสภาขอต้อนรับคณะนักศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ ๒๑ ซึ่งกำลังเข้าฟัง การประชุมอยู่ชั้นบน ขอต้อนรับทุกท่าน ขอบคุณที่เข้ามาชมแล้วก็ฟังการประชุมของสภา ในวันนี้นะครับ ต่อไปก็จะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกซึ่งได้มีการประสานกันแล้ว ตกลงกันต่อไปนี้คือจะให้สมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ๓ ท่าน แล้วสมาชิกวุฒิสภา ๓ ท่าน ส่วนฝ่ายรัฐบาลยังไม่ส่งชื่อก็เป็นไปตามนี้นะครับ ท่านแรกที่จะขออภิปราย ขอเชิญ ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ตลอดจนประชาชนที่กำลังติดตาม การถ่ายทอดสดอยู่ทางบ้านทุกท่านครับ วันนี้นอกจากจะเป็นหมุดหมายแรกที่รัฐบาล ได้เข้าทำหน้าที่ภายใต้กรอบระยะเวลา ๔ เดือนอย่างเป็นทางการแล้วยังถือว่าเป็นหมุดหมายแรก ของผมและพรรคประชาชนในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพื่อนับถอยหลังสู่การยุบสภา แล้วมุ่งหน้าสู่การจัดทำประชามติ สู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านประธานครับ เพื่อให้ เห็นความสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมขอเริ่มการอภิปรายครั้งนี้ด้วยการชวน ให้ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี รวมถึงเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านลองหวนระลึกถึงใน วันที่ท่านเป็นผู้มีสิทธิในการเลือกตั้งเข้าคูหาครั้งแรกในชีวิตว่าประสบการณ์ชีวิตของท่านนับ แต่วันที่ท่านเข้าคูหาเลือกตั้งจนถึงวันนี้ท่านมีประสบการณ์ต่อการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทยอย่างไรบ้าง ลองดูที่รุ่นแรก รุ่นคุณพ่อคุณแม่ผมและผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่อาจจะ เกิดในยุค ๒๕๐๐ กว่า ๆ ในวัยที่พวกเขามีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในวัยหนุ่มสาวกำลังอยู่ในยุคหนึ่ง ของเศรษฐกิจไทยที่ชื่อว่ายุคโชติช่วงชัชวาล จีดีพีของประเทศในขณะนั้นเติบโตโดยเฉลี่ยปีละ ๙.๗ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะประเทศไทยได้รับอานิสงส์จากการเมืองโลกที่มีการจัดทำ ข้อตกลง Plaza จนทำให้มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เป็นจำนวนมากจนเราได้รับการขนานนามว่าเป็นเสือตัวที่ ๕ ของเอเชีย ใครก็ตามที่เกิด ในยุคนี้อาจจะผ่านการปฏิวัติรัฐประหารมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๖ ครั้งด้วยกัน ลองหันมาดูที่รุ่นผม และเพื่อนสมาชิกอีกหลายคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผม ที่เกิดในยุคปี ๒๕๓๐ ผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นมา กับการปฏิวัติรัฐประหารปี ๒๕๔๙ การปฏิวัติครั้งแรกในชีวิตผม ผมยังจำความไม่ได้ นั่นก็คือ เกิดขึ้นในปี ๒๕๓๔ แต่ที่ผมจำความได้คือ ๑๙ ปีนับตั้งแต่การปฏิวัติปี ๒๕๔๙ ที่ให้ชีวิตผม ต้องผ่านการปฏิวัติรัฐประหารเพิ่มอีก ๒ ครั้ง นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งถูกปลด ออกจากตำแหน่งไปถึง ๕ คน พรรคการเมืองที่สำคัญถูกยุบไปอีก ๗ พรรคด้วยกัน และการ เลือกตั้งก็ต้องถูกล้มไปอีก ๒ ครั้ง และในช่วงระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมานี้พวกเราต้องเปลี่ยน นายกรัฐมนตรีถึง ๓ คนด้วยกัน คำถามก็คือไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ รุ่นแม่ผม คนรุ่นผม คนรุ่น ท่านประธานหรือคนรุ่นไหน ๆ ปู่ย่าตายายที่กว่าครึ่งชีวิตของพวกเขาผ่านมาในยุคสงครามเย็น มีคนไทยรุ่นไหนไหม ในยุคใดสมัยใดที่พวกเขาเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง แล้วนับตั้งแต่วันแรกที่เขาเกิดจนถึงวันแรก ที่เขามีสิทธิเลือกตั้งชีวิตของพวกเขา ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติรัฐประหารเลย ผมชวนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกในห้องประชุมแห่งนี้ลองถามตัวท่านเองครับ วันแรก ที่ท่านเดินเข้าคูหาเลือกตั้งชีวิตของท่านมีใครไหมครับที่ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติ รัฐประหารเลย ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อนสมาชิกเท่านั้นนะครับ ถามไปยังทั้งคนไทย ๕๐ กว่าล้านคน ทั่วประเทศที่เขาเป็นผู้มีสิทธิ เลือกตั้งในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ไม่เคยมีคนรุ่นไหนเลย ที่เดินเข้าคูหาเลือกตั้งแล้วประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติรัฐประหาร น่าตกใจนะครับ และที่ผ่านมาแปลว่าอะไรครับ ไม่เคยมีคนไทยสักรุ่นที่เกิดและเติบโตมา ในประเทศนี้ที่อยู่ในการเมืองประชาธิปไตยเต็มใบที่มีเสถียรภาพเสียที ท่านประธานครับ ผมขอย้ำให้ทุกท่านเห็นถึงความสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยการบอกให้ ทุกท่านเห็นว่าประเทศไทย ที่ผ่านมาไม่เคยมีสักยุคครับที่ดอกผลของการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมที่เราเติบโตแบบก้าวกระโดดนั้นเกิดจากแรงถีบและแรงส่งของรัฐบาลและการเมือง ภายในประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้เกิดจากแรงฉุดหรือแรงลากจากอานิสงส์ ที่เราได้รับจากการเมืองโลก และลมที่กำลังเปลี่ยนทิศในการเมืองโลกวันนี้ ไม่ได้กำลังเข้าข้าง ประเทศไทยอีกต่อไปครับ คำถามก็คือด้วยการเมืองแบบที่เป็นอยู่ที่ทำให้เราต้องมาแถลง นโยบายถึง ๓ ครั้งในรอบ ๒ ปี เนื่องมาจากกลไกของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ถูกนำมาใช้ทำลายล้างกันทางการเมืองมากกว่าการจับคนโกงลงโทษคนผิด ปัญหาการทุจริต ในประเทศไม่เคยเบาบางลงมีแต่หนักขึ้นทุกวัน ด้วยการเมืองแบบนี้หรือครับที่จะทำให้ ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้ ผมเชื่อว่าทุกท่านมาถึงตรงนี้มีคำตอบแบบเดียวกับผมในใจ ตราบใดที่เรายังคงอยู่ในระบบการเมืองแบบนี้มีใครในประเทศนี้ที่จะต้องเจ็บปวดบ้าง พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรใช่ไหมครับที่วันนี้ผลผลิตราคาก็ยังตกต่ำ ปุ๋ยก็แพง หนี้ก็ท่วมหัว แถมยังต้องเป็นหนี้นอกระบบเพราะกู้ไปหล่อเลี้ยงครอบครัว ใช่คนไทยทุกคนไหมครับ ที่ต้องทนอยู่กับปัญหาฝุ่น PM2.5 เหมือนตายผ่อนส่งทุก ๆ ปี กฎหมายอากาศสะอาด ก็ยังล่าช้าผ่านสภาออกไปไม่ได้ ปัญหาน้ำท่วม ไฟป่า ก็ยังไม่เคยมีรัฐบาลยุคใดสมัยใดที่เข้ามา บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบเสียที พ่อแม่พี่น้องในต่างจังหวัด ๖๔ ปีมาแล้วที่เขาเคยอยู่กับคำขวัญที่ว่าน้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ เป็นความฝันที่อยู่ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ปี ๒๕๐๔ ครับ ๖๐ กว่าปีมาแล้ว ลองหันไปดูพ่อแม่พี่น้องในต่างจังหวัด หลายพื้นที่วันนี้น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางไม่สะดวก จะไปโรงพยาบาลก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปต่อคิวที่โรงพยาบาลอำเภอ หันมาดูที่ลูกหลานเรา คะแนนสอบ PISA ก็ตกลงอย่างต่อเนื่อง เทียบกันกับประเทศอาเซียน เด็กไทยอยู่อันดับที่ ๕ เป็นรองทั้งสิงคโปร์ เวียดนาม บรูไนและมาเลเซีย ลูกหลานเราบางคนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันไม่ได้สร้างทักษะที่จำเป็นเพื่อเตรียมตัวให้เขาแข่งขันกับโลก ในอนาคตได้เลยครับ และหลายคนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาไปทั้ง ๆ ที่พวกเขาคือ อนาคตของประเทศนี้ ถามไปยังผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ขายทุก ๆ คนครับ ที่ทุกคนตื่นมา แต่เช้าต้องต่อสู้กับเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ถ้าเราลองมองดูไปที่แผนภาพนี้ครับ กราฟนี้ เปรียบเทียบจีดีพีของโลกกับจีดีพีของไทยและดีจีพีของประเทศเพื่อนบ้านย้อนหลังไป ๑๙ ปี นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ กล่าวโดยสรุปครับ ประเทศเราเดินช้ากว่าโลกและประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนาม เวียดนามคือเส้นสีเหลืองด้านบนสุด ประเทศไทยคือเส้นสีส้ม ค่าเฉลี่ยโลก คือเส้นสีน้ำเงิน และในขณะที่ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ โลกเติบโตเฉลี่ย ๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปีแม้จะเจอ กับวิกฤติ Subprime ในปี ๒๕๕๑ หรือโควิดในปี ๒๕๖๓ โลกก็ยังฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว แต่ไทยไม่เคยฟื้นตัวกลับมายืนอยู่บนเส้นเดียวกับโลกได้เลยครับ วิกฤติโควิดในปี ๒๕๖๓ ลองดูที่ปี ๒๕๖๓ นะครับ ในขณะที่เศรษฐกิจโลก ๖ ตัว ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ไทยกลับตกลงถึง ๖.๐๕ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน แล้วปีถัดมาในปี ๒๕๖๔ ในขณะที่หลังจากวิกฤติโควิดโลกฟื้นตัว กลับมาได้ถึง ๖.๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ไทยฟืนตัวได้กลับมาเพียงแค่ ๑.๕๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนให้พวกเราเห็นครับว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ในปัจจุบันนั้นกำลังอ่อนแอ อุตสาหกรรมของประเทศเรากำลังล้าหลัง และไม่สามารถฟื้นตัว ได้เร็วเหมือนประเทศอื่น ๆ นี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญครับแต่เป็นวงจรที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้ พวกเราเห็นว่าหากปราศจากปัจจัยเชิงบวกไทยได้รับอานิสงส์จากการเมืองโลกภายนอก เราแทบไม่เคยเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยลำแข้งของเราเองเลยครับ และในวันที่โลกมีแต่ ปัจจัยเชิงลบซัดเข้าหาประเทศไทยเราก็ดูดซับแรงกระแทกเหล่านั้นเข้ามาเต็ม ๆ ไม่ว่าจะเป็น โควิด สงครามการค้า สินค้าราคาถูกหรือปัญหาทุนเทาก็ตาม ดัชนีคอร์รัปชันของไทยวันนี้ ก็ยังคงตกลงแบบต่อเนื่อง จากในปี ๒๕๕๕ ที่เรามีคะแนนดัชนี Corruption Perception Index อยู่ที่ ๓๗ คะแนน ในวันนี้ปี ๒๕๖๗ เหลืออยู่เพียง ๓๔ คะแนนต่ำที่สุดในรอบ ๑๒ ปี เราอยู่ในอันดับที่ ๑๐๗ จาก ๑๘๐ ประเทศทั่วโลก ทั้ง ๆ ที่พวกเรามีองค์กรอิสระคอย ตรวจสอบมากมายครับ แต่ดัชนีของเรายังคงกลับตกลงอย่างต่อเนื่อง นั่นเพราะกลไกการ ตรวจสอบที่มีกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการปกป้องเงินภาษีของพ่อแม่ พี่น้องประชาชน รัฐธรรมนูญและระบบการเมืองแบบนี้หรือครับที่จะพาประเทศไทย พุ่งทะยานไปข้างหน้าได้ ในขณะที่รถยนต์ที่ชื่อว่า เศรษฐกิจโลก กำลังวิ่งไปข้างหน้าด้วย ความเร็วรถยนต์ที่ชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกลับวิ่งช้าตามไม่ทันแล้วติดหล่มอยู่กับที่ เพราะเครื่องยนต์หรือระบบการเมืองภายในประเทศกำลังฉุดรั้งรถคันนี้เอาไว้อยู่ครับ ถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราจำเป็นที่จะต้องมายกเครื่อง เครื่องยนต์คันนี้ใหม่ให้เราเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลัง ถ้าพวกเรามีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คำถามก็คือทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับ รัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด เพราะเราต้องการรัฐบาลที่มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพและมีความชอบธรรมยึดโยงกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน บรรดาคณะรัฐมนตรี ถูกแต่งตั้งมาจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ได้มาจากเพียงแค่การจัดสรรโควตาหรือการ ต่อรองแบ่งผลประโยชน์กันทางการเมือง เราต้องการรัฐบาลที่มีความชอบธรรม สะท้อน เจตจำนงของประชาชน กล้าที่จะปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ วางยุทธศาสตร์ชาติที่ปรับเปลี่ยนแปลงได้ไปตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้ติดล็อกอยู่กับ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ คสช. เป็นคนเขียนมา เราต้องการรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพเลือก ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ถูกจุด มากกว่าการสร้างตึก ตัดถนนและขุดคลอง สร้างงานคุณภาพให้กับคนทุก ๆ คน เราต้องการรัฐบาลที่เข้ามายกระดับรายได้ตั้งแต่ พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรจนถึงนวัตกรครับ เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทยตั้งแต่ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา จนถึงรถ คอมพิวเตอร์ แล้วก็ปิโตรเคมี ทุก ๆ ห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทยจะต้อง ได้รับการยกระดับใหม่ เพื่อให้เป็นห่วงโซ่อุปทานสีเขียวที่เพิ่มมูลค่าเป็นสินค้าที่โลกในอนาคต ต้องการ เราต้องการระบบการถ่วงดุลตรวจสอบที่เป็นอิสระยึดโยงกับประชาชน เป็นระบบ ที่ไม่ได้ผลัดกันเกาหลัง แล้วไม่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธกันทางการเมือง แต่เป็นระบบที่ใช้ ตรวจสอบการใช้อำนาจโดยมิชอบและปกป้องเงินภาษีของพวกเราทุกคน ประเทศไทย ที่ติดเครื่องยนต์ใหม่แบบนี้จำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อทำให้รถยนต์คันนี้สามารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างเต็มกำลัง นี่คือเหตุผลที่ พรรคประชาชนเรามุ่งมั่นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยอมโหวตให้คุณอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยข้อตกลงดังที่ปรากฏอยู่ใน MOA และการทำหน้าที่ของพวกเรา ๔ เดือนต่อจากนี้ของทั้งผม ท่านนายกรัฐมนตรี และเพื่อนสมาชิกในวันนี้ จะเป็นสิ่งที่ประชาชนใช้ตัดสินพวกเราในวันหน้า ดังนั้นสิ่งที่ พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ในช่วง ๔ เดือนต่อจากนี้ ในสภาวะรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือฝ่ายค้านเสียงข้างมากก็คือ
ประการที่ ๑ การเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายใน ๔ เดือนนี้ เราต้องผลักดันการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๕/๑ ให้แล้วเสร็จก่อนการยุบสภา โดยที่มาของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๒ เราสามารถผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับพ่อแม่ พี่น้องประชาชนได้มากที่สุด ภายในช่วงเวลาไม่ถึง ๑ เดือนที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎร สามารถผ่านกฎหมายทั้งวาระที่สาม และวาระที่หนึ่งได้ถึง ๑๑ ชุด ครอบคลุม ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายกระจายอำนาจ การแข่งขันทางการค้า กฎหมายแก้หนี้ล้มละลายโดยสมัครใจ คุ้มครองแรงงาน ควบคุม มลพิษ ศาลทหารและการนิรโทษกรรมคดีที่ดินให้กับประชาชนที่ถูกรัฐดำเนินคดี อย่างไม่เป็นธรรมโดยไม่นิรโทษกรรมให้นายทุนที่บุกรุกที่ป่า ยังมีกฎหมายอีกหลายชุด ที่เพื่อนสมาชิกสามารถร่วมกันผลักดันได้ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ไม่มาก อย่างเช่น พ.ร.บ. อากาศสะอาด เป็นต้น
ประการที่ ๓ ในช่วง ๔ เดือนนี้รัฐบาลใหม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งด้านเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต ความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงปัญหาที่ตกค้าง มาจากรัฐบาลชุดก่อนได้หลายเรื่อง ซึ่งเพื่อนสมาชิกจากฝ่ายค้านของผมจะลุกขึ้นอภิปราย ต่อจากนี้ในอีก ๒ วัน
ประการสุดท้าย ผมในฐานะผู้นำฝ่ายค้านจะยังคงทำหน้าที่ถ่วงดุลตรวจสอบ รัฐบาลอย่างเต็มที่เพราะพรรคประชาชนไม่ได้ใช้เสียงของพวกเราโหวตให้กับคุณอนุทิน เพื่อให้รัฐบาลใหม่เอาอำนาจไปใช้โดยมิชอบ หรือเพื่อสนับสนุนการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มี ความเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี หรือเพื่ออนุญาตให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซง การดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขากระโดงหรือฮั้ว สว. และการตรวจสอบคดีทุจริต ในรัฐบาลที่ผ่านมา ผมและพรรคประชาชนใช้เสียงของพวกเราเพื่อมุ่งหวังให้ ๔ เดือน ต่อจากนี้เป็นโอกาสที่สำคัญในการเปิดประตูสู่อนาคตใหม่ของประเทศ ประเทศที่ในยุคต่อไป เมื่อทุกท่านหลับตาลงนึกถึงหน้าลูก หน้าหลานของทุก ๆ ท่าน พวกเขาจะเป็นลูกหลานไทย รุ่นแรกที่เดินเข้าคูหาเลือกตั้ง แล้วตลอดช่วงชีวิตของพวกเขาตั้งแต่วันที่เขาเกิดจนถึงวันที่เขา มีสิทธิเลือกตั้ง ชีวิตของพวกเขาอยู่ในระบบการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตย ปราศจาก การปฏิวัติรัฐประหาร ประเทศไทยจะได้พุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ การใช้เสียงของพวกเราเพื่อที่จะไปปิดประตู แล้วทำให้วงจรชีวิตของลูกหลานเรายังคงติดอยู่ ใน Loop ติดอยู่ในระบบการเมืองแบบที่คนรุ่นที่อยู่ในยุคนี้กำลังเสื่อมศรัทธา
สุดท้ายผมอยากฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ว่าสิ่งที่พวกเราอยากเห็นจากท่านนายกรัฐมนตรีนั้น จะไม่ใช่แค่การที่ท่านจะต้องเคารพต่อข้อตกลงที่ทำไว้กับพรรคประชาชน แต่ผมอยากเห็น ท่านนายกรัฐมนตรีเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมและเคารพต่อพ่อแม่ พี่น้องประชาชน ผู้ที่เป็นเจ้าของประเทศและที่เป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านผู้นำฝ่ายค้านครับ รัฐสภาขอต้อนรับคณะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและผู้บริหารจากองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดกระบี่ จังหวัดกระบี่ ซึ่งกำลังฟังประชุมอยู่ชั้นบน ขอต้อนรับ ขอขอบคุณที่มา เยี่ยมชมรับฟังการประชุมสภาวันนี้ ขอบคุณครับ กรุณานั่งลงได้ครับ ต่อไปขอเชิญ คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กระผมได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยให้เป็นผู้อภิปรายเป็นลำดับแรก ในนามของสมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในฐานะที่เป็น ผู้อภิปรายเป็นลำดับแรก เสมือนเป็นการอภิปรายเปิดให้กับสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่จะเป็น ผู้อภิปรายในลำดับถัดไปใน ๒ วันนี้ ท่านประธานที่เคารพ พรรคเพื่อไทยได้ให้ความสำคัญกับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยท่านนายกรัฐมนตรีที่แถลงจบไปเมื่อสักครู่ เราติดตามตั้งแต่ท่านยังไม่ได้ออกนโยบาย ตั้งแต่ท่านเข้ารับตำแหน่ง แล้วนำสู่สาธารณะ สิ่งที่เราให้ความสนใจในเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่อง สำคัญของประเทศชาติบ้านเมือง สำคัญต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติเยี่ยงนี้ ในภาวะที่ภาวะทางการเมืองหรือสภาพทางการเมืองไม่เป็นปกติเยี่ยงนี้ ท่านประธานที่เคารพ พรรคเพื่อไทยได้เวลาทั้งหมด ๖ ชั่วโมง เราจะใช้เวลาอย่างนี้ให้คุ้มค่าที่สุดเพื่อที่จะอภิปราย ซักถามท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบาย แน่นอนครับพวกเราจะ รักษาการอภิปรายของเราให้เป็นไปตามข้อบังคับไม่ออกนอกกรอบแน่นอน และที่สำคัญ ในการอภิปรายหรือซักถามการแถลงนโยบายมันไม่มีมีการลงมติ ค้านได้ สนับสนุนได้ แต่เรื่องสำคัญคือความเหมาะสมของนโยบาย และความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ให้สำเร็จตามนโยบาย ตรงนี้เป็นเรื่องหลักครับ ใน ๓๖๐ นาทีที่พวกกระผมในนามพรรคเพื่อไทย จะกราบเรียนท่านประธานโดยผ่านการอภิปรายและการซักถาม เรามุ่งเน้น ๓ ประเด็นหลัก
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ประเด็นแรก เป็นเกี่ยวกับ ตัวนโยบาย เหมาะสมหรือไม่ ทำได้หรือไม่ ทำดีหรือไม่ หรือทำเป็นหรือไม่ ทำได้หรือไม่ ไม่ได้กล่าวเพื่อที่จะไปปรามาสความสามารถของคณะรัฐมนตรี แต่เรามองเวลาที่มีอย่างจำกัด ใน ๔ เดือน ท่านทำได้หรือไม่ งบประมาณที่ใช้ แน่นอนครับ ในคำแถลงท่านเขียนไว้เป็นการ เขียนคำแถลงที่ครอบคลุมบทบัญญัติรัฐธรรมนูญทุกอย่างหาที่ติไม่ได้ ชื่นชมครับ งบประมาณ ที่ท่านจะเอามาใช้ท่านเขียนไว้ จากเงินกู้ จากเงินนอกงบประมาณ ในงบประมาณและจะปฏิบัติ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดย พ.ร.บ. โดยเฉพาะเรื่องของ พ.ร.บ. รายจ่าย งบประมาณประจำปีอย่างเคร่งครัด แต่จะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ค่อยตามกันดู
เรื่องที่ ๒ จะเป็นตัวของผู้ที่จะเข้ามาบริหารด้วยความสามารถบริหารนโยบาย ประเด็นนี้เพื่อนสมาชิกจะลงรายละเอียดให้ท่านประธานได้รับรู้รับทราบ ว่าทำไมเราเห็นว่า นโยบายที่ท่านแถลงต่อรัฐสภาครั้งนี้จะไม่มีผลสำเร็จได้เลย หรือสำเร็จได้ก็อาจจะเป็นโมฆะ เพราะผู้บริหารนโยบายเป็นผู้ที่มีความไม่เหมาะสม ไม่มีคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม ที่ไม่สามารถที่จะทำนโยบายนี้ได้
เรื่องที่ ๓ ในกรอบนี้เราจะพูดถึงโอกาสของพี่น้องประชาชนที่จะสูญเสียไป จากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ใน ๔ เรื่องนี้เราได้กำหนดเส้นทางหลักของเรื่องที่จะ อภิปรายไว้ อาจจะเห็นภาพโดยทั่วไปเป็นภาพปกของพวกเรา ๔ เดือนที่ท่านสัญญาว่า จะยุบสภา ผมมั่นใจว่าท่านยุบสภาแน่นอนครับ ถ้าไม่ยุบท่านจะเสียหายเยอะมาก แต่ถ้าท่านยุบ ท่านคิดว่าท่านจะได้คะแนนอย่างมหาศาล ท่านยุบแน่นอนครับไม่มีความกังวล เราเปลี่ยน จาก ๔ เดือนที่ท่านจะยุบสภา เรามั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นท่านจะใช้เวลา ๔ เดือนนี้ ดึง ถ่วง และยุบคดีที่เป็นปัญหาอยู่ และหลังจากนั้นมันจะเป็น ๔ หายนะให้กับประเทศ นี่คือปก ของเราครับ ท่านประธานครับ การอภิปรายของเราใช้เวลาทั้งหมด ๖ ชั่วโมง จะมีผู้อภิปรายทั้งหมด ๒๖ ท่าน ๒๖ ท่านจะลงรายละเอียดทั้งหมดครับ ผมเองจะขออนุญาตเริ่มการอภิปราย ในการแถลงนโยบายด้วยเรื่องของนโยบาย นโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาวันนี้ แบ่งโดยรวมแล้ว ตามที่เห็นบนแผ่นฉายท่านประธาน ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา ด้วยข้อจำกัด เรื่องของความเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ด้วยข้อจำกัดที่ท่านได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติตาม ภารกิจเฉพาะ ผมเลยใช้คำว่าเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ ที่ต้องปฏิบัติตามบทเฉพาะกาล ได้เท่านั้น จริงอยู่เรื่องรัฐบาลเสียงข้างน้อยเราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เราไม่อยากให้สร้างประเพณีนี้ ในระบบรัฐสภาของประเทศไทยเรา จริงครับท่านประธานมีคนเถียงว่าทั่วโลกเขาก็มีกัน แคนาดา อิตาลี ออสเตรเลีย ใช่ครับ แต่ท่านไปมองประเทศเหล่านั้นกับมองประเทศเราครับ ความเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เขายอมให้ ที่เขาบอกว่า ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษครับ Confidence and Supply เขามอบให้ ให้ไปใช้เม็ดเงินงบประมาณบริหารประเทศนะ ฉันจะปกป้องคุณ ไว้วางใจคุณให้ทำงาน แค่นี้ครับ เขามีภารกิจเฉพาะ ด้วยความเป็นรัฐบาล เฉพาะท่านเลยออกนโยบายเฉพาะกิจ และออกนโยบายที่ทำตามบทเฉพาะกาล เห็นใจครับ สิ่งที่ทำไม่ได้เลยก็คือนโยบายตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ท่านเขียนไว้ ท่านไม่เขียน นี่ถือว่าท่านทำผิดรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องเขียนไว้ครับ แต่สิ่งเหล่านั้นเองเป็นนโยบาย ที่ผมกราบเรียนท่านประธานเลยครับมันทำไม่ได้ หรือทำได้ก็ทำได้เฉพาะบทเฉพาะกาล ที่กำหนดให้เท่านั้น
ท่านประธานที่เคารพ จากนโยบายตรงนี้ผมเองจะขออนุญาตท่านประธาน ลงลึกไปรายละเอียดสักนิดนะครับ โดยเฉพาะนโยบายทางด้านนิติบัญญัติและการเมือง ผมขอบคุณท่านผู้นำฝ่ายค้านที่เปิดประเด็นให้เห็นและทวงสัญญากับทางท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี นโยบายตาม MOA ต้องปรากฏชัด ท่านเขียนชัดครับดีมากเลย แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมจะขอขยายให้ท่านประธานเห็น ท่านเขียนชัดแต่ท่านขยักครับ จัดทำประชามติ แก้รัฐธรรมนูญในวันเลือกตั้ง ยุบสภาภายใน ๔ เดือน ผมถามว่าสิ่งที่บันทึกใน MOA จัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หายไปไหน จะเบี้ยวหรือครับ ท่านต้องตอบผม ตอบสภาแห่งนี้ ขอเพียงว่า ฉันทำประชามติในวันเลือกตั้งจบ ผมจะบอกท่านประธานในโอกาสต่อไปครับว่าท่านทำได้ อย่างไร ไม่ทำได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานคือเมื่อเป็นนโยบาย เฉพาะกิจสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ต้องเน้น ต้องใช้ความเป็นเฉพาะกิจให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ประโยชน์อะไรครับ ประโยชน์ที่ท่านจะได้โอกาสได้คะแนนนิยมจากพี่น้องประชาชน เพื่อชนะเลือกตั้งในวันที่ ๒๒ หรือ ๒๙ มีนาคม ไม่วันใดวันหนึ่งครับ กกต. อาจจะกำหนด ๒๒ มีนาคม หรือ ๒๙ มีนาคม เพราะไม่เกิน ๖๐ วัน เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนนิยมและ ผลการเลือกตั้งที่จะส่งท่านสืบทอดอำนาจไปอีก ๔ ปี ๔ เดือนเพื่อ ๔ ปีครับ ประกอบกับผู้บริหาร นโยบายหรือคนที่จะมามีความสามารถในการบริหารนโยบายที่ท่านจัดไว้ มันก็ตอบสนองต่อ จุดนั้น ผมไม่ได้กล่าวหาท่านรัฐมนตรีทุกท่านนะครับ แต่กระบวนการด้วยข้อจำกัดอย่างนี้ ท่านต้องทำอย่างนี้ ท่านจัดคณะรัฐมนตรีที่มาจากบุคคลภายนอกภาพสวยงามมาก แล้วผลงานก็เป็นที่ประจักษ์ ผมชื่นชอบครับ ชื่นชม แล้วผมต้องกราบขอบพระคุณท่านด้วย ในนามประเทศไทย ที่ท่านทำได้ดีมากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นภาพที่ สวยงาม ดาบอาญาสิทธิ์ที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านมอบให้ ท่านแปลงดาบอาญาสิทธิ์นั้นมาเป็นกำไล ของท่าน มาเป็นผลงานท่าน โดยการเปิดตัวคณะรัฐมนตรีที่มาจากบุคคลภายนอก อย่างสวยงาม ทุกคนร้อง Wow หมด ได้คะแนน นี่คือการสร้างคะแนนนิยมที่เกิดประโยชน์สุด ถูกต้องชอบธรรม ผมไม่ได้บอกว่าท่านทำผิดนะครับ แต่นี่คือกลไกอันแยบยล สวยงามครับ แต่อีกกลุ่มหนึ่ง ที่มาสร้างคะแนนในพื้นที่คือ คณะรัฐมนตรีที่ท่านจัดตั้งขึ้นมา เพื่อคะแนนนิยมในพื้นที่ มีความสามารถในด้านการบริหารจัดการ การดูแลพื้นที่การจัดการในพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด นี่นะครับท่านประธานครับ ที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานว่าในนโยบายนี้มันเป็น นโยบายเฉพาะกิจ เฉพาะกิจเพื่อการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจใน ๔ ปี ด้วยความเคารพ ท่านประธานจริง ๆ ครับ สิ่งที่ผมกราบเรียนตรงนี้ มันเลยเป็นที่มาของว่านโยบายที่ท่าน แถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้ มันจะเป็นปัญหามากกว่าทางออก ไม่ใช่ปัญหาธรรมดาครับ มันจะเป็น ปัญหาที่เข้าขั้นหายนะ ถ้าเราไม่ตระหนัก ไม่สำนึกและไม่เฝ้าระวัง ผมผ่านท่านประธานไปยัง พี่น้องประชาชนคนไทยครับ ถ้าท่านคิดตามผม ท่านจะเห็นภาพในอนาคต ซึ่งผมจะวาดให้ ท่านได้เห็น ทุกสิ่งที่ผมเล่ามาตั้งแต่เบื้องต้นคือมันทำไม่ได้ พอทำไม่ได้แล้ว ๔ เดือนที่จะยุบสภา มันก็นำมาซึ่ง ๔ เดือนแห่งการยุบคดี ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้เองเป็นประเด็น ที่ผมจะนำเรียนว่าด้วยแนวนโยบายแห่งนี้เพื่อการสืบทอดอำนาจ มันจะทำให้ภาพของประเทศเรา ภาพการเมืองไทย ในอนาคต มันจะปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้
เรื่องแรกครับ เรื่องประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่เราต้องการ ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ก็บอกยกประวัติ ยกแนวทางมาทั้งหมดว่าเราต้องการประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ ประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นระบบรัฐสภาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง ผมขีดเส้นใต้ร้อยครั้ง แท้จริงครับ ไม่ใช่ ประชาธิปไตยแต่เปลือก เราทนสภาพประชาธิปไตยกับเปลือกมาตั้งแต่ ๒๔๗๕ เป็นต้นมา มีบางยุคบางสมัยที่จะได้แก่นขึ้นมา ก็ถูกทำลายล้างหมด ปี ๒๕๑๖ ได้แก่นขึ้นมา ปี ๒๕๑๙ ถูกทำลายล้าง นี่คือภาพมัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นก็คืออนาคตประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา ของเรา ถ้าท่านเข้ามาใช้อำนาจ ไม่ว่าจะเป็น ๔ เดือนหรือหลัง ๔ เดือน หลังจากยุบสภา และอนาคต ๔ ปี การกัดกร่อนประชาธิปไตยระบบรัฐสภาจะรุนแรงมาก ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนก็คือว่าการกัดกร่อนระบบรัฐสภาในประชาธิปไตยของเรา ด้วยภาพ ที่เห็นอยู่ครับ กลไกที่ได้มาซึ่งสมาชิก ผมไม่ได้กล่าวหาใครนะครับ ข้อเท็จจริงปรากฏ มีหลักฐานทางข้อกฎหมายด้วย การได้มาซึ่งทุกคนสงสัยว่ามันมีการฮั้วหรือเปล่า และอนาคต ข้างหน้า การเลือกตั้งที่ขออำนาจจากประชาชน ให้ประชาชนมอบอำนาจให้เรามาดูแล ประเทศชาติบ้านเมือง มันจะเป็นอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนที่แท้จริงมันจะเกิดจาก การจัดการตัวบุคคล นโยบาย การบริหารจัดการการเลือกตั้ง ขีดเส้นใต้ครับ เงินครับ ท่านประธาน เงินจะเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดในการเลือกตั้งครั้งต่อไป สภาพอย่างนี้ มันก็เกิดมาสำหรับรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นชุดไหน เป็นรัฐบาลก่อนหน้าหรือเป็นพรรคร่วม ฝ่ายค้านหรือพรรคร่วมรัฐบาล ภาพมันก็เป็นอย่างนั้น ผมไม่ได้บอกว่าท่านซื้อเสียงนะครับ แต่การจัดการด้วยอำนาจเงิน จะชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เราพิสูจน์กัน แต่นั่นคือปัจจัยหลักที่จะให้ผลของการมอบอำนาจของพี่น้องประชาชน ที่ผมใช้คำว่า กัดกร่อนประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา อนาคตที่เราคาดหวัง ผู้นำฝ่ายค้านบอก ผมต้องเน้น ท่านครับ ผมว่าท่านต้องการมากคือรัฐธรรมนูญ ท่านยอมแลกที่มอบอำนาจให้กับ ท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อต้องการรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ท่านต้องการให้ยุบสภาเพื่อให้ ประชาชนตัดสินอนาคตประเทศชาติบ้านเมือง เป็นการแลก ถ้าได้ตามนั้นถือว่าคุ้มค่า เกิดประโยชน์ยิ่ง แต่สิ่งที่เรามองในขณะนี้ ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เอาแย่ที่สุดไม่ผ่านวาระหนึ่งในร่างแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ คือแก้มาตรา ๒๕๖ ซึ่งจะเข้าสภาในวันที่ ๑๔ วันที่ ๑๕ ผมต้องขอบคุณท่านประธาน เป็นอย่างสูงเลย หรือด้วยกระบวนการของการบริหารจัดการการพูดคุยกันไปถึงวาระสาม ไม่ผ่านวาระสาม หรือดีที่สุดผ่านวาระสามได้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ หมวด ๕๕/๑ ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะถูกยกร่างด้วยถ้าเป็นสภาก็สภาร่างธรรมนูญที่มาจากผมบอกเลย สีน้ำเงินครับ และรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะเป็นสีน้ำเงิน ไม่ว่ากลไกใดจะผ่านร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก ร่างของพรรคประชาชนเป็นหลัก หรือร่างพรรคภูมิใจไทยเป็นหลักล้วนแต่มีกลไกของ การจัดการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นสีน้ำเงินได้ทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องยาก ยากกว่านี้ก็ทำมาแล้ว ทำให้เห็นแล้วครับ จะพูดกันในสภาแห่งนี้เขาทำอย่างไร ถ้าเขา ต้องการทำได้หมด นี่คือสิ่งที่เป็นคาดการณ์อนาคตของประเทศ แน่นอนภาคประชาชน ประกาศชัดว่า ถ้า สสร. สีน้ำเงิน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นสีน้ำเงิน ประชามติรณรงค์ ทั่วประเทศไม่ผ่าน เข้าทางใครครับ เข้าทางผู้ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ กระบวนการทั้งหมดนี้ เป็นการแสดงออกมาสุดท้ายว่าพี่น้องประชาชนไม่เอาก็คือไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น กระบวนการเหล่านี้จะวนแล้ววนอีก ซึ่งเรื่องนี้ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ของผมจะขยี้ให้เห็นครับ นี่คืออนาคตที่เราจะเจอ อนาคตที่จะเจออีกเรื่องหนึ่งนโยบายเฉพาะกิจเพื่อการเลือกตั้ง แน่นอนครับการวางตำแหน่งแห่งหนไม่ว่าจะเป็นตัวท่านรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือกลไก อื่น ๆ ที่วางเข้ามาล้วนแต่ทำเพื่อการนี้ นี่คือสิ่งที่ผมพูดในสภาแห่งนี้ ผมมีสิทธิที่จะพูด ท่านก็ต้องพิสูจน์ว่าคำพูดผมไม่จริง เพราะถ้าคำพูดผมไม่จริงจะเป็นสวรรค์โปรด ฟ้าประทานพร ยิ่งใหญ่ที่สุดคือไม่จริง ท่านมุ่งหน้าทำเพื่อประโยชน์ประเทศชาติบ้านเมือง ทำเพื่อพี่น้องประชาชน นั่นคือสิ่งที่ต้องการ แต่ถ้าท่านทำตามที่ผมพูดหายนะครับ หายนะเกิดขึ้นแน่นอน รัฐบาล ที่มาจากเฉพาะกลุ่มเฉพาะที่หลายคนขนานนาม ผมต้องขออนุญาตอาจจะเป็นคำที่ ไม่เหมาะสมนักครับ รัฐบาลอนุวิน ผมไม่รู้เขามาจากอะไร รัฐบาลเนทิน หรือรัฐบาลหนูเน อะไรพวกนี้นะครับ นั่นหมายความว่าความเป็นรัฐมนตรี ความเป็นนายกรัฐมนตรีของท่านเอง ไม่ได้ใช้กลไกอำนาจบริหารที่แท้จริง เป็นอย่างไรไปดูเพื่อนสมาชิกผมอภิปรายในรายละเอียด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพในอนาคตมันคือ ๔ หายนะของประเทศ หายนะแรกครับ หายนะ ทางประชาธิปไตย หายนะที่ ๒ คือหายนะความโปร่งใส หายนะที่ ๓ คือหายนะด้านการ บริหารจัดการประเทศ ไม่ใช่ท่านไม่เก่ง ท่านเก่งด้วย แต่เกิดหายนะ เก่งในการบริหารมาก แต่หายนะเพราะบริหารแล้วผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่ตกกับพี่น้องประชาชนอย่างไรครับ และสุดท้ายหายนะทางโอกาสของพี่น้องประชาชน อะไรที่ดี ๆ ที่เป็นนโยบายไม่ว่ารัฐบาล ที่ไหนทำเราก็สานต่อทำต่อ ไม่ว่าจะเป็นต่างขั้ว ต่างพรรค ต่างฝ่าย นั่นคือประโยชน์ของ พี่น้องประชาชน ๓๐ บาทรักษาทุกโรคขยับมาจนถึงปัจจุบันเป็น ๓๐ บาทรักษาทุกที่ ผมขอบคุณท่านเขียนมาในนี้ครับ มันเป็นสิ่งที่พึงกระทำ แต่หลายรัฐบาลไม่อยากทำหรอกครับ แต่ไม่ทำไม่ได้เพราะมันเป็นกฎหมายไปแล้ว ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ขอเปลี่ยนชื่อหน่อยนะ จากหวยเกษียณมาเป็นสลากเงินออม ไม่ว่ากันครับ ขอให้พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ เพราะผมบอกทุกอย่างที่ท่านทำ ทำเพื่อคะแนน ทำเผื่อคะแนนนิยม ไม่ว่าแล้วแต่ครับ เพราะเรามาในวิถีประชาธิปไตยต้องได้รับอำนาจจากพี่น้องประชาชน ถ้าไม่มีความนิยม ท่านก็ไม่ได้ ผมก็ไม่ได้ ใคร ๆ ก็ไม่ได้ หายนะทั้ง ๔ ครับท่านประธาน ผมจะยกตัวอย่าง เพราะผมมีเวลาน้อยครับ แต่เพื่อนสมาชิกผมจะขยายในรายละเอียด หายนะประชาธิปไตย อย่างที่ผมนำเรียนไปแล้ว ระบบเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ระบบเลือกตั้ง สส. ที่ผมกล่าวนำไปมันจะบิดเบี้ยวไม่ได้รับมอบอำนาจที่แท้จริงจากประชาชน ประชาชนไม่มีสิทธิ ที่จะตัดสินใจ ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ อื้ออึงไปหมดครับ การเลือกตั้งครั้งใด ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ เหมายกเข่ง ซื้อยกหน่วย อะไรต่าง ๆ พวกนี้ อันนี้คือสิ่งที่ผมเองกราบเรียนท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ สีน้ำเงินผมกล่าวไปแล้ว ระวังนะครับ แต่ผมมั่นใจว่าไม่ผ่านประชามติ หายนะเรื่องของ ความโปร่งใสและหลักนิติธรรม ท่านประธานครับ คนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งมีระดับผูกขาด ตัดตอนมาจากกลุ่มจากพวก อันนี้คือตัวอย่างไม่ได้กล่าวร้ายนะครับ แต่ว่ามันเป็นกลไก ที่สามารถทำได้ แต่ถ้าทำได้ ถ้าขาดความโปร่งใสขัดหลักนิติธรรม ทำเพื่อกลุ่ม เพื่อพวก เพื่อคะแนนนิยม เพื่อให้ได้ครองอำนาจอีก ๔ ปี ถือว่าเป็นหายนะ ท่านประธานครับ รัฐมนตรีบางท่านบางคนมีแผล มีกรรมเก่าเข้ามาบริหารประเทศในขณะนี้ คดีต่าง ๆ เยอแยะ ไปหมดครับ ซึ่งเพื่อนสมาชิกผมจะได้ลงรายละเอียด ท่านประธานครับ หายนะเรื่อง ความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถในการบริหารประเทศผมกราบเรียนท่านประธานแล้ว เรื่องนี้มันจะขมวดว่าทำไม่ดี ทำไม่ได้ ทำไม่ดี ทำไม่ดีคือทำได้แต่ทำเพื่อประโยชน์ใคร ไม่ว่าจะเป็นนโยบายต่าง ๆ ที่ท่านแถลงมาครับ การแก้ปัญหายาเสพติด ปัญหาภัยพิบัติ Land Bridge พลังงานไฟฟ้าชุมชน ผมสนใจแต่ไม่มีเวลาลงมาก ทำไมจะมาเริ่มทำขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำไมไม่เร่งรัดขณะที่เราเป็นรัฐบาลด้วยกัน ๒ ปีที่ผ่านมา ไปติดขัดอยู่ ตรงไหน การไฟฟ้าภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง มันคืออะไรครับ เพื่อนผมจะลงรายละเอียด ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ หายนะโอกาสของพี่น้องประชาชนนโยบายดี ๆ ท่านปัดตกปัดทิ้งหมด รถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสายเป็นสิ่งที่ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้ เป็นประโยชน์กับคนโดยรวมเฉพาะคนกรุงเทพและปริมณฑล และพี่น้องประชาชนที่เข้ามา ในบริเวณนี้ ๑๒-๑๓ ล้านคนต่อวันนี้นะครับ สถิติการใช้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ท่านไม่สน ท่านยกเลิก ไม่ทำ ไม่เอา ไปใช้อันเก่า ชัด ๆ ครับท่านไปทำลายโอกาสของพี่น้องประชาชน เป็นหายนะโอกาสของพี่น้องประชาชน ท่านอาจจะใช้บริการอื่นมากลบเกลื่อน ลดค่าใช้จ่าย ลดไฟ ลดอะไรต่าง ๆ แต่นี่คือสิ่งที่ท่านต้องยอมรับว่านี่คือนโยบายของพรรคเพื่อไทย ผมไม่ทำ เพราะทำแล้วท่านจะได้คะแนน ผมไม่ได้คะแนน แม้แต่พรรคที่มี สส. ในกรุงเทพฯ มากที่สุดครับ ท่านก็อ้าปากค้าง ว่าท่านทำไมไม่เห็นประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ผมเชื่อ คนรุ่นใหม่เขาไม่คำนึงถึงฐานคะแนน เขาคำนึงว่าพี่น้องประชาชนได้อะไร เพราะการที่ได้ อะไรไม่ได้อะไรมันไม่ใช่ที่มาของคะแนนครับ มันเป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชน มันเป็น สิ่งที่เขาพึงได้ ใครจัดการให้เขาเท่านั้นเองบนฐานความไว้วางใจที่เขาจะเลือกไม่เลือก ต่อให้ คุณให้เขาขนาดไหนแต่เขาไม่ไว้วางใจ เขาไม่เลือกครับ เพราะเขากลัว โดยสรุป ๔ หายนะที่ผมพูดไปทั้งหมดเพื่อนสมาชิก รายละเอียดเป็นเรื่อง ๆ ไป ติดตามนะครับ ใน ๒ วันนี้ กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีด้วยเพื่อจะได้เตรียมตอบคำตอบ เตรียมชี้แจง เพราะเราเป็นระบบรัฐสภาท่านชี้แจงได้ชัดเจนตอบข้อสงสัยได้รัฐสภาแห่งนี้ ก็ให้ความเห็นชอบครับ ไม่ต้องลงมติอยู่แล้ว แต่เห็นชอบในเรื่องความไว้วางใจให้ท่านทำงาน ต่อ ท่านประธานที่เคารพครับ จากสิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางกำลัง พล ทั้งภาครัฐ รัฐราชการ การจัดวางฐานอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา การแสวงหาที่มา ของ สส. ไม่ต้องดูดครับ ไหลเข้าครับ ผมต้องขอบคุณท่านจริง ๆ ท่านทำการเมือง แบบเหนือชั้นมาก ยอมครับต้องยอมศิโรราบ ทุกคนไหลเข้าก้มหัวให้ท่านหมด เพราะเขารู้ว่า อยู่กับท่านแล้วปลอดภัย ได้มาเป็นรัฐบาลแน่ในปีข้างหน้า แต่ท่านอย่าประมาท พี่น้องประชาชนนะครับ ท่านอย่าประมาทพี่น้องประชาชน เพราะ ๔ เดือนที่ท่านเข้ามา เพื่อยุบสภานี่มันจะบ่งชี้ว่าท่านมายุบคดี ต้องพิสูจน์ครับ ยังไม่ถึงมือท่านคดีมันก็เริ่มยุบแล้ว ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน อดีตอธิบดีกรมที่ดินออกมาแถลงชัด แยบยลมาก แถลงในนามรัฐบาลรักษาการเลย จะได้ไม่มาเปื้อนท่าน ยุทธศาสตร์การเมืองของท่านนี่ลึกล้ำ สุดยอดจริง ๆ ผมไม่รู้ออกจากสมองใครนะครับ แต่ต้องยกให้จริง ๆ ครับ ยกให้ครับ ผมยอม มาเป็นลูกศิษย์ยอมกราบเลยนะครับ ถ้าจะเป็นผู้นำจิตวิญญาณที่อยู่ข้างหลังนะครับ มีนักวิชาการเขาบอกเลยครับ ผู้นำจิตวิญญาณสีน้ำเงิน ผู้นำจิตวิญญาณสีแดง ผู้นำ จิตวิญญาณสีส้ม หมายเลข ๑ อันดับ ๑ ฉลาดปราดเปรื่อง หลักแหลม ยุทธศาสตร์ล้ำลึกนี่ ผู้นำสีน้ำเงิน เขาพูดออกมาอย่างนี้เลยสื่อสาธารณะ จะออกจากสมองอันประเสริฐนั้น หรือเปล่าผมไม่แน่ใจ ท่านประธานครับ ๔ เดือนมาเพื่อการเลือกตั้งให้ได้คะแนนสูงสุด หลายอย่างที่ท่านทำนโยบายเขาจะขยายให้เห็น ทำไมต้องทำประชามติ ในเรื่อง MOU ๒๕๔๓-๒๕๔๔ กำปั้นทุบดินครับ ถ้าทำขณะเลือกตั้งคะแนนท่านมาอย่างถล่มทลาย ฉลาดมากครับ เยี่ยม สุดยอด แต่ ๔ เดือนที่ท่านทำนะครับ ท่านจะได้ ๔ ปี และบทสรุป ของผมคือท่านจะกินรวบประเทศไทย พวกเราจะยอมหรือครับ พวกเราจะยอมให้มีผู้มา กินรวบประเทศไทยหรือครับ อำนาจสภาผู้แทนราษฎรเป็นของสีน้ำเงิน อำนาจสภาวุฒิสภา เป็นสีน้ำเงิน อำนาจองค์กรอิสระเป็นสีน้ำเงิน อำนาจราชการสีน้ำเงิน ทั้งประเทศน้ำเงิน ทั้งหมด ท่านกำลังเอาสิ่งที่ประเสริฐ สีน้ำเงินเป็นสีอันประเสริฐนะครับ ลงมาคลุกกับ การเมือง ซึ่งหมายถึงเราไม่เคารพสีน้ำเงิน ผมเองทนไม่ได้ครับ เราเป็นผู้คนที่อยู่ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประมุขของประเทศอยู่เหนือเกล้า เหนือกระหม่อม สัญลักษณ์สีน้ำเงินเป็นสีสัญลักษณ์ของสถาบัน การนำเอาสีน้ำเงินลงมา ในสิ่งที่ไม่ควรมิบังควรเป็นสิ่งที่พวกเราไม่สบายใจ พี่น้องประชาชนคนไทย ๖๗ ล้านคน ไม่สบายใจ และถ้าเราไม่ช่วยกันไม่ระมัดระวังการกินรวบประเทศมันจะเกิดขึ้น การลงทุน ของพรรคประชาชนจะสูญเปล่า เรามาเฝ้าดูครับ เราเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน ผมพูด ในนามประชาชนสักนิดหนึ่งครับ พูดในนามสมาชิกรัฐสภา ผมอยากอยู่อย่างสงบสันติ อยากทำหน้าที่ของประชาชนจะทำมาหากินหารายได้อย่างสงบ มีอิสระมีเสรีภาพ ต้องการ รัฐบาลที่มีความซื่อสัตย์ คำนึงถึงประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน คำนึงถึงสถาบันหลัก ของชาติ สร้างโอกาสให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าเป็นอย่างนั้นประชาชนคนอย่างผมจะ กราบขอบพระคุณทุกท่านทุกคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในนามคณะรัฐมนตรีอย่างสูงยิ่ง ท่านแถลงนโยบายบอกจะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อย่าให้คำ ๆ นี้มันกลับไปพันคอท่าน เพราะผมเป็นประชาชนผมอยากเห็นรัฐมนตรีที่ทำเพื่อบ้านเพื่อเมืองอย่างจริงจัง ด้วยความ เคารพท่านประธาน เคารพรัฐมนตรี เคารพสมาชิกทุกท่านและเคารพพี่น้องประชาชนครับ
ขอบคุณคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีจะขอชี้แจง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพอย่างสูง ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายอนุทิน ชาญวีรกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมขออนุญาตใช้เวลาเล็กน้อยในการตอบคำอภิปรายของท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ในฐานะที่ผมก็ให้เกียรติท่านเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ท่านเคยดำรง ตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แล้วก็ได้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีที่ผมเคยร่วมรัฐบาล อยู่กับท่านด้วย
ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านรัฐมนตรีชลน่าน ศรีแก้ว ท่านได้ตั้งคำถามแรก มาเลยว่ารัฐบาลของผมทำได้หรือไม่ ทำเป็นหรือเปล่า ทำดีหรือเปล่า คำตอบคือทำได้ครับ สิ่งที่ถูกเขียนอยู่ในคำแถลงนโยบายของผมนั้นเป็นสิ่งที่ได้ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วว่าพวกเรา ทุกคนต้องทำได้ เพราะว่าวิธีการทำงานของผมนั้นเราจะใช้คำว่า ทำได้เร็วและต้องทำเลย เพราะฉะนั้นก็ขอชี้แจงให้ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติได้เกิดความมั่นใจตลอดจน พี่น้องประชาชนด้วย ทำเป็นหรือเปล่า ทำเป็นครับ เพราะว่าในคณะรัฐมนตรีที่ผมได้คัดสรรมา ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในวิชาชีพทุก ๆ ด้านที่ท่านมีอยู่ แม้กระทั่งผู้ที่ไม่เคย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน ผมก็ได้ทำการตรวจสอบประวัติการทำงาน ประวัติการศึกษา พฤติกรรม ซึ่งก็สามารถยืนยันได้ว่าทุกท่านมีคุณสมบัติครบถ้วนในการที่จะมาดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทยที่รักของเราและ พี่น้องประชาชน ผู้ที่ผมคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลาว่าคือผู้ที่มีพระคุณต่อผมและรัฐบาลนี้ ทำดีหรือเปล่า ก็ขอยืนยันว่าคนเราถ้ามาถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปี ก็ต้องถือโอกาสนี้ทำดีที่สุด ให้เป็นเกียรติประวัติ แล้วก็ให้เกิดประโยชน์ สูงสุดกับประเทศและประชาชนที่คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ
ดังนั้นใน ๔ ประเด็นที่ท่านบอกไว้ ต่อเนื่องมาถึงเรื่องของการขาดโอกาส ผมคิดว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่รัฐบาลจะได้แสดงผลงาน เพราะว่ารัฐบาลนี้ผมได้ทำความ เข้าใจกับรัฐมนตรีทุกคนแล้วว่าไม่มีคำว่า คนละพรรค นี่คือพรรครัฐบาล ไม่มีขัดแข้งขัดขา ไม่มีความกังวลใด ๆ ที่จะเห็นว่าพรรคไหนทำอะไรแล้วจะได้รับความนิยมชมชอบจาก พี่น้องประชาชนมากกว่า ผมอาจจะโชคดีที่ผมถูกสั่งสอนมาให้เป็นคนใจกว้าง อะไรก็ตามที่ เป็นวงศ์วานว่านเครือ เป็นเครือข่ายการทำงานที่มีผมเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ใครทำอะไรแล้ว ประสบความสำเร็จ แล้วเป็นประโยชน์ ผมมักจะอนุโมทนาสาธุแล้วก็ชื่นชม แล้วก็สนับสนุน ให้ทุกคนที่ทำงานร่วมกันกับผมได้ประสบความสำเร็จสูงสุด ท่านพูดว่ารัฐบาลนี้ขาดคนมีฝีมือ ก็ต้องยืนยันว่าผมให้คำเชื่อมั่นกับท่านว่าทุกคนที่อยู่ในรัฐบาลของผมนี้ ผมคัดเลือกเองครับ แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดนอกจากเรื่องของคุณงามความดีที่แต่ละคนได้มี ความไว้เนื้อเชื่อใจจาก พี่น้องประชาชนและผลงาน ความรู้ประสบการณ์ ผมขอให้ความมั่นใจว่ารัฐบาล ๔ เดือน ของผมนี่เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีฝีมือ มีความรู้ ความสามารถ ประสบความสำเร็จในชีวิต ท่านกังวลเรื่องขาดความโปร่งใส อันนี้พี่หมอชลน่านสบายใจได้ครับ ผมรับฟังท่านทุกคำ ผมจดความกังวลของท่าน แล้วก็ยินดีที่ได้มาชี้แจงครับ ความโปร่งใสนั้นเกิดจากการที่เรา จะต้องทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการถูกต้องตามกฎหมาย ถูกต้องตามระเบียบ และที่สำคัญก็คือต้องใจกล้าให้ทุกคนมาตรวจสอบได้ ผมยืนยันครับว่ารัฐบาลของผมจะต้อง โปร่งใส และมีการตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
ข้อกังวลสุดท้ายของท่านที่ได้อภิปรายเมื่อสักครู่ก็คือ ดูแล้วขาดอนาคต ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยนั้นก็คือการเคารพเสียงส่วนใหญ่ ไม่เอาแต่ใจมาเป็นข้อตัดสิน มีความเป็นตัวของตัวเอง ผมกลับมองเห็นต่างครับกับทางท่านชลน่าน ผมมองว่าจากนี้ไป รัฐบาลนี้จะวางรากฐาน วางแนวทางแบบอย่างที่ดีในการที่จะเป็นรัฐบาลที่จะทำให้อนาคต ของประชาธิปไตยมีความสดใส อย่างน้อยนายกรัฐมนตรีคนนี้จะไม่มีใครมาบงการได้ ตัดสินใจเอง คิดเอง แล้วหารือกับคณะรัฐมนตรีทั้งหมด หารือกับบรรดาสมาชิกรัฐสภา ทั้งหมดในการที่จะตัดสินใจที่จะทำประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติและประชาชน ท่านกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้จะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ ท่านพูดไม่ผิดครับ เวลา ๔ เดือน ก่อนยุบสภา วันนี้ต้องขออนุญาตท่านหัวหน้าพรรคประชาชน ท่านณัฐพงษ์นะครับ ขอนับ วันที่ ๑ ตุลาคม คือวันแรก แล้วท่านนับไป ๔ เดือน ก็คือ ๓๑ มกราคม ยุบสภาแน่นอนครับ อันนี้ถือเป็นพันธะระหว่างพรรคที่ลงนามใน MOA กับทางพรรคประชาชน ผมทราบดีครับ ว่าความมุ่งหมายของเราเป็นอย่างไร ผมเห็นพ้องกับทางพรรคประชาชนครับว่า เมื่อถึงเวลา อันสมควรซึ่งมันถึงเวลาสมควรแล้วครับ เราต้องคืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้นรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ แต่มีติ่งท้ายนิดหน่อยครับ ติ่งท้ายที่ผมอยากจะขอ กระทำและทำให้สำเร็จ ก็คือจะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่ต้องเข้ามาแก้ไขความเสียหาย ของประเทศที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลที่แล้วมาครับ ผมยอมรับในสภาพนี้และคณะรัฐมนตรี ของผมอีก ๓๕ คน จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะเรียกความเสียหาย ความสูญเสียทั้งในเรื่อง ของเกียรติภูมิของประเทศ ในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องของขวัญกำลังใจและในเรื่องของ ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนกลับมาสู่ประเทศไทยและคนไทยให้ได้ในระยะเวลา ทำงานที่ผมมีอยู่ ๔ เดือน ทำได้ มั่นใจว่าทำได้เพราะได้เตรียมการในเรื่องนี้มามากพอสมควรแล้ว ต้องขอกราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านผู้อภิปรายสักนิดหนึ่งว่าบางทีการทำงานนั้น ทุกคนมีความรู้ความสามารถ แต่ต้องไม่เปรียบกันครับ บางทีพอท่านทำไม่ได้แล้วท่านไป คิดว่าคนอื่นทำไม่ได้ด้วยมันก็ไม่ถูกนัก ผมก็ดูว่าตอนที่ท่านอยู่กระทรวงสาธารณสุขประมาณ ๗ เดือน กระผมก็อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข ๗ เดือน ผมมั่นใจว่าผมได้ทำอะไรเยอะมาก แต่ตอนนั้นอาจจะมีเรื่องของโควิด เรื่องของเหตุการณ์วิกฤติทางด้านสาธารณสุข ผมจึง อาจจะมีบทบาทมากกว่าสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งอยู่ตรงนั้นนะครับ แต่ว่าเราไม่ว่ากัน ผมเคารพท่านอยู่เสมอ ท่านมีความรู้ความสามารถในด้านวิชาชีพโดยตรงด้วย แล้วยังมั่นใจ ว่าท่านมีความเสียสละ มีความทุ่มเทให้กับบ้านเมืองไม่น้อยไปกว่าสมาชิกคนอื่น ๆ ในรัฐสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ ท่านพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ส่วนใหญ่ในนโยบายของรัฐบาลนี้ ไม่ตรงความต้องการของประชาชน ผมมองต่างนิดหนึ่งครับ รัฐบาลนี้ยกเลิกกาสิโน เลิก Entertainment Complex ไม่เอาเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท ไปให้ประชาชนเฉย ๆ แต่เราใช้วิธีการมีส่วนร่วม เราไม่มอมเมาพี่น้องประชาชนด้วยการพนัน เราไม่ขยายตัว ทางเศรษฐกิจด้วยธุรกิจการพนัน ผมมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่เห็นตรงกับรัฐบาล ชุดนี้ แล้วก็นี่คือเหตุผลหนึ่งที่พรรคของผม พรรคภูมิใจไทยมั่นใจว่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่เรา ถูกเชิญออกจากรัฐบาล เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเพราะพวกเราไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ รัฐบาลในขณะนั้น และต้องขออนุญาต Claim อีกนิดหนึ่งท่าน ผมยืนยันนะครับผมชื่นชม เคารพศรัทธาเสมอกับนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค อันนี้เป็นนโยบายที่มีคุณประโยชน์ กับคนไทยมหาศาล ตราบจนถึงปัจจุบัน แต่ ๓๐ บาทรักษาทุกที่ อนุทินครับ ไม่ใช่ชลน่าน ผมทำมาตั้งแต่สมัยผมอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข ๔ ปี ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในการทำงานของรัฐมนตรีหลายสิบท่านที่ผ่านมา เรื่องเหล่านี้ผมได้ใช้เวลาทั้ง ๔ ปี ประสานงานกับทางสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ทำเรื่องทั้งฟอกไตฟรีทั้งหมดนะครับ ซึ่งก็เสียดายมากว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว เอาฟอกไตฟรีทั้งหมดออกไปเป็นฟอกไตฟรีบางส่วน ผมจะเอากลับมาครับ ใน ๔ เดือนนี้ ผมจะเอากลับมา แล้วสิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านพัฒนา พร้อมพัฒน์ จะต้องทำให้ผมเห็นภายใน ๒ เดือน จริง ๆ ต้องสั้นกว่านั้นด้วย ไม่อย่างนั้น ผมต้องไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเองนะครับ เรื่องที่ท่านบอกว่ามีการพยายามดึงซื้อตัวเลข ๑,๐๐๐ ๒,๐๐๐ รวมกันแล้วก็เป็นหลายล้านอยู่ ตัวเลขเหล่านี้สำหรับผมถือเป็นตัวเลขอัปมงคลครับ มีความพยายามที่จะมีตัวเลขนี้มาทำให้ คนในพรรคฝ่ายค้านหลายคนในสมัยนั้นไขว้เขว แต่โชคดีที่ว่าตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ทุกคน เห็นว่ามันเป็นตัวเลขที่ไม่เป็นมงคลครับ มันเป็นตัวเลขที่เอาไปแล้วไปทำให้อนาคตของ ประชาธิปไตยมืดมนอย่างที่ท่านกังวล แต่คนที่ทำมันเป็นฝั่งที่อยู่ในรัฐบาลตอนนั้นไม่ใช่ มาจากพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน ผมอยากจะขอให้ท่านได้มีความมั่นใจ แล้วก็ผม และทีมงานพร้อมที่จะให้การพิสูจน์ทุกคน ผมเคยอยู่ในรัฐบาลเดียวกับท่าน นโยบายต่าง ๆ ผมก็พยายามที่จะตอบสนองทุกเรื่อง ยกเว้นเมื่อมันไปแตะถึงความมั่นคงของประเทศ ความเสียหายของประเทศ แล้วก็คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ผมจึงต้องตัดสินใจ ที่ไม่ร่วมนโยบายนี้กับท่าน แล้วก็ถือว่าเป็นเกียรติครับ ที่ถูกเชิญออกมาและทำให้ พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบว่าพรรคไหนที่คิดถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง ท่านบอกว่านโยบายของรัฐบาลนี้เป็นปัญหามากกว่าทางออก ผมและ คณะรัฐมนตรีของผมทั้ง ๓๖ คน ตอบแทนได้เลยครับว่า ไม่ใช่ครับ นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ และการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ ของคณะรัฐมนตรีทุกคนที่จะต้องทำงานอย่างหนัก เราจะ ผลักดันทุกนโยบายให้เป็นทางออกของประเทศครับ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ก่อนที่จะจบก็ต้องขอ ย้อนคำพูดอันนี้ก็ต้องถือว่าเราเคยอยู่ด้วยกัน ๒๐ กว่าปีก่อนผมอยู่ในคณะรัฐบาล ซึ่งมี ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่พวกเราทุกคนก็ยอมรับในความเป็นผู้นำของท่าน ทำความเจริญมากมายให้กับประเทศก็คือท่านทักษิณ ชินวัตร เมื่อใดก็ตามที่มีการประชุม คณะรัฐมนตรีแล้วมีการพูดถึงปัญหาให้คณะรัฐมนตรีฟังทั้งที่มันเป็นสิ่งที่ต้องทำ ตอนนั้น ผมเป็นรัฐมนตรีแล้ว ท่านชลน่านก็น่าจะมีส่วนร่วมแล้วตอนนั้นท่านเป็นเลขาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอยู่เราทำงานด้วยกัน ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้วผมก็ จำมาจนถึงวันนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณท่านมักจะไม่พอใจกับคณะรัฐมนตรีที่นำเอา ปัญหามาเป็นข้อแก้ตัวในการทำงาน ซึ่งตั้งแต่วันนั้นมาผมก็บอกกับตัวเองว่าจะไม่มีวัน ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับผม ถ้าผมจะต้องทำงานไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือจะไปทำงานที่ไหน ก็ตาม เมื่อใดก็ตามมีปัญหาเช่นนี้ท่านจะปิดไมโครโฟนรัฐมนตรีคนนั้นแล้วพูดว่าจำไว้นะ Losers See Problem In Every Solution ภาษาไทยก็แปลว่าจำไว้นะผู้แพ้จะเห็นปัญหา ในทุกทางออก และ Winner See Solution In Problem ซึ่งก็คือผู้ชนะจะเห็นทางออก ในทุกปัญหา ตัวผมและคณะรัฐมนตรีทั้ง ๓๖ คนเป็นอย่างหลังครับ ชนะ ไม่ชนะไม่รู้ แต่พวกผมเห็นทางออกในทุกปัญหา จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ในการทำความเข้าใจกับสมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชนทุกท่านถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ ของรัฐบาลชุดนี้ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี คุณหมอชลน่านจะขอพูดในสิ่งที่พาดพิงนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ใช้เวลา สั้น ๆ ครับ ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่กรุณาพาดพิงมาถึงผม โดยเฉพาะเรื่องของ การทำหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรี ท่านบอกว่า ๗ เดือนของท่านมีผลงานดีกว่าของผม เราจะไม่มาเถียงกันตรงนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ประเด็นที่ผมต้องชี้แจง ถ้าไม่ชี้แจง เกิดความเสียหายครับ ท่านบอกว่า ๓๐ บาทรักษาทุกที่ อนุทิน ไม่ใช่ชลน่าน ผมใช้หลักฐาน เชิงประจักษ์มาเรียนท่านประธานเพื่อชี้แจงในเรื่องนี้ ผมไม่เข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรี หมายถึงอย่างไรนะครับ แต่ว่านโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกที่เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย สมัยรัฐบาลที่ผ่านมาครับ เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขดำเนินการนโยบายนี้ตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา นี่คือข้อเท็จจริงครับ
เรื่องที่ ๒ ท่านพูดถึงท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณนำสิ่งที่ท่านได้ให้ไว้มาเป็น แนวทางปฏิบัติ และกล่าวชื่อผมในฐานะเลขานุการรัฐมนตรี ผมอาจจะสติปัญญาไม่ถึง ตีความหมายไม่ถูกว่าผมไปเกี่ยวข้องกับการประชุมคณะรัฐมนตรีได้อย่างไร เพราะผมเอง เป็นเพียงเลขานุการรัฐมนตรีครับ ไม่มีสิทธิเข้าไปนั่งในห้องประชุมรัฐมนตรีเลย กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณคุณหมอชลน่านครับ ต่อไปอภิปรายพรรคร่วมรัฐบาลอีกท่านหนึ่ง แล้วก็จะไปที่ สว. ๓ ท่าน ทาง สว. เตรียมตัวได้ หลังจากคุณจุรินทร์ก็จะเป็นของ สว. ต่อไปครับ ขอเชิญจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นขอเริ่มต้นด้วยการแสดงความยินดีกับตำแหน่งท่านนายกรัฐมนตรี ของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งถือว่าเป็นนโยบาย Quick Win นโยบายแรกที่ประสบ ความสำเร็จตั้งแต่ยังไม่แถลงนโยบาย แล้วก็ขอถือโอกาสนี้แสดงความยินดีกับคณะรัฐมนตรี ทุกท่านที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี จากนี้กระผมและพรรคประชาธิปัตย์ก็จะขอทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ขออนุญาตกราบเรียนเบื้องต้นกับท่านประธานว่าพวกกระผม จะไม่ค้านทุกเรื่อง
ประการที่ ๒ ก็จะว่าไปตามเนื้อผ้าไม่มีอคติ ไม่มีบุญคุณความแค้นใด ๆ แล้วก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านทุกพรรค เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ ทั้งนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลแทนประชาชน ถ้าไปดูนโยบายของ รัฐบาลชุดนี้ก็จะพบว่านโยบายมีทั้งหมด ๗ หน้า ๕ หมวดอย่างที่ปรากฏอยู่ในเล่มนี้ ผมดู หลายรอบในภาพรวมก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งที่เขียนไว้กว้าง ๆ เป็นมหาสมุทร แทนที่จะ เฉพาะเจาะจงลงไปเพราะว่าเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรียอมรับ เมื่อสักครู่ แต่ว่าก็เข้าใจได้ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะชี้แจงว่าเพื่อเป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคต อย่างไรก็ตามที่กระผมสะดุดเป็นพิเศษก็คือนโยบายหาเสียงก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา ล่องคนหายตัวแล้วก็ไม่มีปรากฏอยู่ในนโยบายของรัฐบาลชุดนี้หลายนโยบาย แต่ก็ขอไม่ลง รายละเอียดทั้งหมดเพราะว่ามันจะกินเวลามากจนเกินไป ผมขอทำหน้าที่แค่ให้ความเห็น ตั้งคำถามแล้วก็ฝากข้อเสนอแนะที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ในภาพรวม
ประการแรกที่ขอพูดก็คือคำตัดพ้อของรัฐบาลที่ปรากฏอยู่ชัดเจนในหน้า ๒ ที่ระบุว่ารัฐบาลชุดนี้มีข้อจำกัด ๓ ข้อ ข้อแรกก็คือมีเวลาจำกัด ข้อ ๒ ไม่ได้จัดทำงบประมาณ ด้วยตัวเอง แล้วก็ข้อ ๓ ยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือรัฐบาลเป็นง่อย นี่คือข้อจำกัดที่รัฐบาลระบุไว้ในเอกสารแถลงนโยบายงบประมาณ ความจริงเหตุที่เกิดกรณี เช่นนี้ขึ้นผมเชื่อว่าประชาชนทุกคนทราบดีว่ามันเกิดจากการเมืองภาคพิสดาร แล้วรัฐบาล ก็คงจะไปโทษใครไม่ได้เพราะว่ารัฐบาลเป็นคนเลือกเองแล้วก็เลือกทางเดินนี้ด้วยความเต็มใจ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นนักธุรกิจคงบวกลบคูณหารเรียบร้อยแล้ว แล้วก็คงคิดว่ามันคุ้ม ทำไม ถึงเรียกว่าคุ้มครับ ที่คุ้มก็เพราะเหตุว่าคุ้มที่จะแลกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและการเป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาลกับข้อจำกัด ๓ ข้อที่ว่านะครับ
ประการที่ ๒ คุ้มที่จะเป็นรัฐบาลต่างตอบแทน คือฝ่ายหนึ่งได้ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีและได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งได้ยุบสภากับได้แก้รัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามความจริงถ้าจะบอกว่าเวลาเป็นข้อจำกัดก็อาจจะใช่ แต่ถ้าบอกว่าไม่ถึงกับใช่ ก็สามารถพูดได้ เพราะว่าเอาเข้าจริงรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้อยู่แค่ ๔ เดือน แต่จะอยู่ ๘ ถึงเกือบจะ เรียกว่า ๙ เดือนก็อาจจะเป็นไปได้ถ้ายุบสภาตามสัญญาที่นายกรัฐมนตรีพูดเมื่อสักครู่ เพราะอะไร เพราะว่าตั้งแต่โปรดเกล้านายกรัฐมนตรีจนถึงวันยุบสภาที่ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าคงจะปลายเดือนมกราคมก็กินเวลาไป ๔ เดือนกว่าแล้ว ช่วงเวลาที่ ๒ ระหว่าง ช่วงเวลาในการหาเสียงก็กินเวลาประมาณ ๒ เดือน รวมแล้วก็ ๖ เดือนกว่านะครับ แล้วก็ช่วงที่ ๓ รอประกาศผลการเลือกตั้งซึ่งยังไม่รู้ กกต. ก็จะใช้เวลาเท่าไร แล้วต้องรอจัดตั้ง รัฐบาลใหม่จนถึงถวายสัตย์ปฏิญาณรัฐบาลจึงพ้นจากตำแหน่งก็คงอีก ๒ เดือน หรือ ๒ เดือนกว่า ๆ ๓ เดือนก็เคยมี รวมแล้วก็ ๘-๙ เดือนก็น้อยกว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว แค่เดือนกว่า ๆ เพราะรัฐบาลชุดที่แล้วอยู่ ๑๐ เดือนครึ่งโดยประมาณ ที่สำคัญต้องยอมรับว่า รัฐบาลชุดนี้มีแต้มต่อมากกว่ามีข้อจำกัด แต้มต่ออย่างน้อย ๔ ข้อ
ประการที่ ๑ การที่มีผู้มาลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีโดยไม่ขอรับตำแหน่ง รัฐมนตรี ทำให้นายกรัฐมนตรีกลายเป็นหนูตกถังข้าวสาร เพราะมีเก้าอี้รัฐมนตรีให้มาแบ่งปัน กันเหลือเฟือที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองระบบรัฐสภา
ประการที่ ๒ รัฐบาลชุดนี้บริหารราชการแผ่นดินปุ๊บมีเงินมากองไว้ปั๊บ ไม่ต้อง ออกแรงเลยครับ เพราะอะไร เพราะงบเหลือจ่ายปี ๒๕๖๘ รออยู่แล้ว ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท งบปี ๒๕๖๙ รอใช้แล้วตั้งแต่ ๑ ตุลาคม พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท เฉพาะงบฉุกเฉิน ที่เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรีอย่างเดียว ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท เกือบแสนล้านบาท นี่คือแต้มต่อที่ ผมไม่มองว่ามันเป็นข้อจำกัด
ประการที่ ๓ มีนโยบายสำเร็จรูปเตรียมไว้ให้แล้วโดยผู้มีอำนาจเหนือ รัฐธรรมนูญหรือ MOA ที่คิดไว้ให้เสร็จสรรพว่า ๕ ข้อจะต้องทำอะไรบ้างสำหรับรัฐบาลชุดนี้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที
ประการที่ ๔ เหลือคิดเองแค่ ๓ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ นโยบายที่จะเอามาแถลง ต่อรัฐสภาวันนี้ เรื่องที่ ๒ การจัดคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บริหารนโยบาย เป็นผู้ใช้นโยบายและ เป็นผู้กำหนดนโยบายที่แถลงวันนี้ กับเรื่องที่ ๓ การทำนโยบายที่แถลงวันนี้ให้ประสบ ความสำเร็จ ก็มี ๓ เรื่องนี้เท่านั้นที่เป็นภารกิจของรัฐบาล ส่วน MOA ที่ประชาชนบ่นน้อยใจ ว่าไม่ได้มีปัญหาของประชาชนอยู่ในสมการก็พอเข้าใจได้ช่วงนั้นต้องแย่งชิงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีกัน นายกรัฐมนตรีก็อาจจะหลงลืมไปว่ามันตกหล่นหรือเปล่าสำหรับปัญหา ประชาชน สุดท้ายเมื่อไปยอมรับ แต่ก็ไม่เป็นไรครับเพราะ MOA มันเป็นแค่ข้อตกลงระหว่าง พรรคการเมือง แต่ไม่ได้มีผลผูกพันรัฐสภา ถ้าไม่นำมาบรรจุไว้ในนโยบายที่แถลงวันนี้ ในเรื่อง การจัดคณะรัฐมนตรี ขออนุญาตเรียนว่ามันเป็นหัวใจสำคัญครับ แล้วก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับ นโยบาย เพราะคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดนโยบายและเป็นผู้ใช้นโยบายอย่างที่ผมกราบเรียน ไปแล้ว คณะรัฐมนตรีชุดนี้ประกอบด้วย ๒ ส่วนครับ ส่วนที่ ๑ คนใน กับส่วนที่ ๒ คนนอก คนนอกผมขอชมด้วยความจริงใจครับ หลายตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจัดได้ดี แล้วก็ถูกฝา ถูกตัว แต่น่าเสียดายที่มีบางตำแหน่งกลายเป็นตำแหน่งชักใบให้เรือเสีย หรือทำให้ คณะรัฐมนตรีชุดนี้กระดำกระด่างไป ความจริงผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็คงพอจะรู้ อยู่แก่ใจ ดูได้จากอะไร ดูได้จากตอนที่จัดตำแหน่งรัฐมนตรีใน ครม. ชุดนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี นำคนนอกมาเปิดตัวด้วยตัวเองทีละคนสองคน แล้วก็มาเปิดตัวเกือบจะเรียกว่าทุกคนที่ผมก็ เชื่อว่าเรียกคะแนนได้สำหรับรัฐบาล ไม่ผิดนะครับ ไม่ได้ตำหนิอะไรท่านนายกรัฐมนตรี แต่ว่า สำหรับบางตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่กล้าเอาออกมา เปิดตัวแล้วก็เหมือนจะทำลับ ๆ ล่อ ๆ ให้วิพากษ์วิจารณ์กัน แต่สุดท้ายหวยล็อกก็ออกมาจนได้ นี่ก็คือคณะรัฐมนตรีชุดนี้สำหรับ คนนอก แต่สำหรับคนในผมเข้าใจได้ครับ ผมเคยเป็นทั้งรัฐบาลหลายรัฐบาล แล้วก็เป็น ฝ่ายค้านมาก็เคย ผมเข้าใจเรื่องโควตากลุ่ม เข้าใจเรื่องโควตาพรรคการเมือง ผมไม่มีอะไร วิจารณ์ครับ แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ขอพูดแล้วก็ขอชมท่านนายกรัฐมนตรีว่านายแน่มาก ที่บอกว่า นายแน่มากก็คือกล้าตั้งรัฐมนตรีที่แม้แต่รัฐบาลชุดที่แล้วก็ยังไม่กล้าตั้ง เพราะไม่อยากเสี่ยง ที่จะไปเดินตามรอยนายกรัฐมนตรีเศรษฐา แต่เมื่อท่านตั้งแล้วท่านก็ต้องรับผิดชอบ แล้วผมก็ ขอให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ปฏิบัติภารกิจให้ดีที่สุด สำหรับตัวนโยบาย ๗ หน้า ๕ หมวด ที่ผม กราบเรียนเมื่อสักครู่ ผมขอพูดเฉพาะ ๖ ประเด็นดังต่อไปนี้
ประเด็นแรกเรื่องการตั้งโจทย์ประเทศ รัฐบาลนี้ตั้งโจทย์ประเทศไทย ในภาวะนี้ว่ามีด้วยกัน ๔ ภัยครับ ภัยที่ ๑ คือภัยเศรษฐกิจ ภัยที่ ๒ คือภัยความมั่นคง ภัยที่ ๓ ภัยด้านสังคม แล้วก็ภัยที่ ๔ คือภัยพิบัติธรรมชาติ ผมไม่ค้านหรอกครับ แล้วก็ไม่มี อะไรวิจารณ์ ๔ ภัยที่ว่าเพราะมันไม่มีอะไรผิด แต่ว่าที่จะต้องพูดก็คือรัฐบาลตั้งโจทย์ไม่ครบ อาจจะเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ทันได้นึก หรือว่าไม่คิดว่ามันสำคัญก็ตาม แต่ว่าภัยที่ว่าภัยที่ ๕ นี้คือภัยที่มีความสำคัญยิ่งและเป็น ต้นตอที่มาของภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยด้านสังคมและภัยพิบัติธรรมชาติ ภัยที่ว่าก็คือ ภัยจากการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเติมมาอีกข้อเดียวมันจะสมบูรณ์ในการ ตั้งโจทย์ประเทศ แต่ต่อมานายกรัฐมนตรีก็มีคำตอบในนโยบายเรื่องการแก้ปัญหาทุจริต ก็พอไปกันได้ อย่างไรก็ตามนี่คือเรื่องแรกในการตั้งโจทย์ที่ขอวิจารณ์
ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็คงได้ยินว่านโยบายนี้มีหลายคนบ่นว่าไม่ใช่ ไม่ควร แต่บังเอิญ มันมาผิดที่ ผิดเวลา ประชาชนจำนวนไม่น้อยวิพากษ์วิจารณ์ว่าอยากเห็นการแก้ปัญหา ปากท้องมากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะว่ามาถึงวันนี้ปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันผ่านพ้นไปแล้ว แล้วก็หมดไปแล้วคือบทเฉพาะกาล ที่เป็นปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ประการหนึ่ง ที่เปิดโอกาสให้วุฒิสมาชิกมาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุม รัฐสภาได้ รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ปัญหาที่เหลืออาจจะสามารถแก้รายมาตราได้ แต่นี่ไม่ใช่ ความเห็นผม ผมสะท้อนความเห็นประชาชนจำนวนมากที่สะท้อนผ่านผมมา แต่เมื่อรัฐบาล ไปแลกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับการแก้รัฐธรรมนูญมาแล้ว นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลก็ต้อง รับผิดชอบ และผมก็ถือว่าการแก้รัฐธรรมนูญสามารถที่จะทำควบคู่ไปกับการแก้ปัญหา อื่น ๆ ได้ แต่ผมมีคำถาม ๒ ข้อ ขอขีดเส้นใต้ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะกรุณาตอบได้ก็จะเป็น การดีที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง
คำถามที่ ๑ ที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องไม่แตะ หมวด ๑ หมวด ๒ คำถามคือถ้ามีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาและ ไม่กำหนดเงื่อนไขว่าจะไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ รัฐบาลชุดนี้จะยกมือให้ไหมครับ
คำถามที่ ๒ คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) กับ (๕) เรื่องคุณสมบัติของผู้ที่ จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง ศาล องค์กรอิสระและตำแหน่งที่ ใช้อำนาจสำคัญ ๆ ต้องมีคุณสมบัติที่ระบุไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) (๕) ว่าต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และต้องไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม อย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงฉบับนี้ และคงเป็นอุปสรรค กับคนโกงแล้วก็คนเคยโกง คำถามก็คือถ้าการแก้รัฐธรรมนูญไปแก้ข้อนี้ แล้วแก้ถอยหลัง เข้าคลอง นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจะสนับสนุนต่อไปหรือไม่ ในหมวดนี้ มาตรานี้ ให้แก้แล้ว ก็เลวลง นี่คือ ๒ คำถามเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญครับ
ประเด็นที่ ๓ ปัญหาไทย-กัมพูชา ซึ่งรัฐบาลระบุไว้ในนโยบายหน้า ๔ เรื่องนโยบายด้านความมั่นคงว่าจะรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและเขตแดนที่เป็นของคนไทย โดยชอบธรรมตามเส้นเขตแดนที่เป็นสากล ผมไม่มีอะไรท้วงติงครับ และถึงวันนี้ผมเชื่อว่าคนไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงความรักชาติ รักแผ่นดินร่วมกัน และคนไทยได้รู้เช่นเห็นชาติเขมรแล้วว่าเป็นอย่างไร และสิ่งที่รัฐบาลกำลัง เดินอยู่ทุกวันนี้คือใช้นโยบายการทหาร การเศรษฐกิจ และการทูตควบคู่กันไป การทหาร ผมเชื่อว่า ทุกคนในที่นี้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน ประชาชนทุกคนชื่นชมให้กำลังใจกองทัพและ ผู้เสียสละอยู่ในแนวหน้าทุกคน ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เศรษฐกิจ ผมเชื่อว่า ทุกคนเห็นด้วยกับการปิดด่านจนกว่าเขมรจะหมดการเป็นภัยต่อความมั่นคง และการทูต เมื่อวานขอชมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทำได้ดีอย่างยิ่ง ท่านนายกรัฐมนตรี พลอยได้หน้าไปด้วย ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แต่คำถามก็คือที่รัฐบาลเขียนว่าพื้นที่ของเราตาม เส้นเขตแดนที่เป็นสากลที่ถูกครอบครอง เราจะยึดคืนมาให้หมดด้วยใช่หรือไม่ เพราะไม่แค่จะ รักษาไว้ อะไรที่สูญเสียไปรัฐบาลมีนโยบายเอาคืนด้วยใช่หรือไม่ เอากลับมาเป็นของไทย ให้หมดถ้าอยู่ในเขตแดนที่เป็นสากล เป็นที่ยอมรับ ผมไม่ถามว่ามีกี่จุดหรอกครับ มันไม่ถูก กาลเทศะ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาถามกันตรงนี้ แต่ถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีแนวจะเอาคืนทั้งหมด ใช่หรือไม่ แล้วเมื่อไรถ้าตอบได้ก็จะดีครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
คำถามที่ ๒ เรื่องบ่อนเขมรที่สร้างล้ำแดนไทยเข้ามาที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าสะกดคำว่า ยอม ไม่เป็น ที่ผม ต้องถามเพราะว่ารัฐบาลนี้เขียนนโยบายไว้ชัดเจนว่าจะจัดการกับบ่อนผิดกฎหมายให้สิ้นซาก คำถามคือแล้วบ่อนเขมรที่ล้ำเขตแดนไทยเข้ามาท่านจะจัดการอย่างไร ๘-๙ เดือนนานพอ ที่รัฐบาลนี้จะดำเนินการและมีคำตอบได้ ก็ขอถามไว้ครับถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะกรุณาตอบ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ
คำถามที่ ๓ เรื่อง MOU รัฐบาลแถลงนโยบายว่าจะทำประชามติยกเลิก MOU ไม่ระบุว่า ๒๕๔๓ หรือ ๒๕๔๔ ระบุไว้แค่จะทำประชามติยกเลิก MOU คำถามคือ ถ้ารัฐบาลเห็นว่าควรยกเลิกทำไมรัฐบาลไม่ตัดสินใจเอง และดำเนินการได้ทันทีมีเวลากว่า ๘ เดือน
ประการที่ ๒ คือถ้ารัฐบาลบอกว่าจะทำประชามติท่านจะทำเมื่อไร กี่โมงเรื่องนี้ จะทำพร้อมกับประชามติแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะถ้าไม่ทำตอนนั้นผมก็ไม่ทราบว่า รัฐบาลจะกำหนดช่วงเวลาไว้ตอนไหน นี่คือสิ่งที่ขอถามให้รัฐบาลกรุณาช่วยตอบ
เรื่องที่ ๔ เรื่องราคาพืชผลการเกษตรซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่คุกคามเกษตรกรมา ๒ ปีเต็ม ๘ เดือนกว่า ๆ ที่รัฐบาลนี้จะอยู่ในตำแหน่งและมีอำนาจเต็มนะครับ ไม่ใช่หลัง ยุบสภาแล้วไม่มีอำนาจ เพราะหลังยุบสภารัฐบาลนี้จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ารัฐบาล ชุดใหม่จะถวายสัตย์ปฏิญาณ ทำไม่ได้แค่ ๒ เรื่อง คือ ๑. ริเริ่มนโยบายใหม่ กับ ๒. โยกย้าย แต่งตั้งข้าราชการ แม้แต่โยกย้าย แต่งตั้งข้าราชการถ้า กกต. เห็นชอบก็ยังทำได้ เพราะฉะนั้น ๘ เดือนยาวพอที่รัฐบาลนี้จะคลายทุกข์เกษตรกรได้ แต่พอไปดูนโยบายคนละ Version ตอนหาเสียง ขออภัยครับ นโยบายหาเสียงเรื่องข้าว ข้าวขาวเกวียนละ ๑๒,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิ เกวียนละ ๑๘,๐๐๐ บาท มันสำปะหลังกิโลกรัมละ ๔ บาท มันไม่ปรากฏแล้ว มีแค่นโยบายที่ระบุไว้กว้าง ๆ ว่าจะบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับราคา ที่เหมาะสม เหมาะสมอย่างไร ไม่เป็นไรครับ แต่ว่ามันต่างไปกับตอนหาเสียง การบ้าน ข้อใหญ่ของรัฐบาลนี้คือ ๑. ข้าว ๒. มัน ๓. ยาง ๔. ปาล์ม ๕. ข้าวโพด แล้วก็ ๖. ผลไม้ ที่เป็น ปัญหาใหญ่คุกคามเกษตรกรมาตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา
เรื่องข้าว ช่วงที่ผ่านมาวันนี้ชาวนาขายข้าวได้จริง ๆ แม้ว่าจะเป็นข้าวเปียก ก็ตาม ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ตกต่ำมากที่สุดในรอบ ๒๐ ปี เพราะอะไรล่ะครับ เพราะการส่งออกมีปัญหา
๑. เราแข่งราคากับเวียดนาม อินเดีย แล้วก็เมียนมา ที่เป็นคู่แข่งไม่ได้ เพราะบาทแข็ง ตั้งแต่ต้นปีบาทแข็งไป ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ค่าเงินรูปีของอินเดียอ่อน ๓ เปอร์เซ็นต์ เวียดนามอ่อน ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ นี่ก็ทำให้กลายเป็นภาระของผู้ส่งออกที่แข่ง ราคาไม่ได้
๒. ปี ๒๕๖๘ เราจะส่งออกข้าวได้น้อยลงครับ จากปี ๒๕๖๗ ได้ ๙.๕ ล้านตัน ปีนี้ทุกฝ่ายทำนายตรงกันเหลือไม่เกิน ๗.๕ ล้านตัน เพราะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีนไม่ซื้อ ที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ หรือซื้อน้อยลง
๓. สำคัญที่สุด ปีหน้าตลาดญี่ปุ่นถูกทรัมป์ (Trump) กดดันว่าจะต้องรับซื้อข้าว ของสหรัฐอเมริกามากขึ้น ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทราบและต้องเตรียมตัว เพราะหมายความว่าโอกาสที่ไทยจะถูกลดโควตาส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นจะหายไปเท่ากับที่ สหรัฐอเมริกาจะขอส่งออกไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นหรือไม่ แล้วจะกดดันราคาข้าวมากขึ้นอีก สุดท้าย ปีนี้ผลผลิตข้าวมากขึ้นเกือบ ๒ ล้านตัน ข้าวสาร นาปรังกำลังจะออกครับ กันยายน ตุลาคม แล้วจะเอาข้าวไปขายใคร รัฐบาลจะช่วยชาวนา ช่วยโรงสี ช่วยผู้ส่งออกระบายข้าวเพื่อดึง ราคาข้าวในประเทศอย่างไร ตอนผมเป็นรัฐบาลร่วมกับท่านนายกรัฐมนตรี รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ผมและพรรคประชาธิปัตย์ขับเคลื่อนนโยบายประกันรายได้ มีเงินส่วนต่าง ก็ช่วยประทังรายได้ชาวนา เกษตรกร ข้าว มัน ยาง ปาล์ม ข้าวโพดไปได้ แต่วันนี้ถ้ารัฐบาล ไม่ใช้นโยบายนี้รัฐบาลก็จะต้องมีนโยบายอื่น หรือจะเอานโยบายนี้ไปใช้ก็ไม่เกี่ยง ยินดีครับ เพื่อเกษตรกร ขอให้รัฐบาลรีบรับการบ้านในเรื่องข้าวไปแก้ปัญหาโดยด่วน และมันจะพิสูจน์ ฝีมือรัฐบาล ๘-๙ เดือนนี้ด้วยครับ
อันที่ ๒ มันสำปะหลัง ๒-๓ ปีก่อน กิโลกรัมหนึ่ง ๓ บาท ๔ บาท ๕ บาท จะบอกว่าตอนผมอยู่ก็ได้ ขออภัย แต่ว่า ๒ ปีที่ผ่านมาลงไปเหลือบาทกว่า ๒ บาท มันสำปะหลัง พึ่งตลาดในประเทศ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ แต่พึ่งตลาดต่างประเทศ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ ตลาดอันดับ ๑ ของเราคือจีน เอาไปทำอาหารสัตว์กับแอลกอฮอล์ ๒ ปีที่ผ่านมาตลาดจีนหายไปเยอะ เลยครับ จากปี ๒๕๖๕ ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ปีที่แล้วเหลือ ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้เลยลงมาเหลือกิโลกรัมหนึ่งบาทกว่า ๒ บาท นี่คือการบ้านอีกข้อ ที่รัฐบาลต้องรีบรับไปแล้วก็ไปแก้ไข ซึ่งผมเชื่อว่าคงมีอยู่ในใจท่านนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว แต่ก็ต้องบอกครับ ในฐานะที่ผมเป็น ตัวแทนประชาชน ผลไม้ ทุเรียน มังคุด ลำไย มะม่วง ราคาตก ปาล์ม ยาง ข้าวโพด กำลัง ออกแล้วครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ท้าทายฝีมือรัฐบาล
ประเด็นที่ ๕ คนละครึ่ง ผมไม่มีอะไรท้วงติงนะครับ แล้วก็สนับสนุนเพราะเคย ร่วมรัฐบาลกับท่านนายกรัฐมนตรีมา แล้วก็ทำเรื่องนี้กันมาตอนท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็มาถึงตอนนี้ก็ดีใจที่รัฐบาลนี้นำมันมาใช้ ซึ่งก็สอดคล้อง กับภาวะเศรษฐกิจที่คนไทยกำลังหายใจรวยริน แล้วก็ขาดกำลังซื้อ พ่อค้าแม่ขายกำลังร่อแร่ เต็มที รวมทั้ง SMEs ก็ขอให้รีบทำ แล้วก็ขอชมว่ารัฐบาลนี้คิดแยบยลมาก ชมนิดเดียวครับ ที่บอกว่าแยบยลมาก ก็เพราะว่าไป ๆ มา ๆ คิดเป็น ๒ เฟส เฟสที่ ๑ จะเริ่มต้นตุลาคม พฤศจิกายนโดยประมาณ ถ้าข่าวที่ผมรับการสื่อสารมาไม่ผิด แต่มันมีเฟส ๒ ธันวาคม มกราคม จะใช่หรือไม่ใช่ก็ขออภัย แต่ถ้ามกราคมพอดี เกิดอะไรขึ้น ก็ยุบสภาเลือกตั้งพอดี ก็คนละครึ่ง แทนที่จะเป็นรัฐบาลครึ่ง ประชาชนครึ่ง ก็เลยอาจจะกลายเป็นเศรษฐกิจครึ่ง การเมืองครึ่ง ก็ไม่เป็นไร เป็นอำนาจโดยชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็ขอสนับสนุน
ประเด็นสุดท้าย เรื่องที่รัฐบาลมีนโยบายจะรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด แล้วก็ระบุว่าเจ้าพนักงานของรัฐคนใดใช้กฎหมายและใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ทาง การเมือง ให้ถือว่าผิดวินัยร้ายแรงและต้องถูกดำเนินคดีอาญา แปลว่าใครไปช่วยหาเสียง เจ้าหน้าที่เอื้อประโยชน์ทางการเมือง กลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลนี้จะจัดการโดยเด็ดขาด นอกจากผิดวินัยแล้วต้องดำเนินคดีอาญา นโยบายนี้ดีครับ ไม่มีอะไรท้วงติง แต่อยู่ที่ ภาคปฏิบัติ อย่างน้อยนโยบายนี้ก็ป้องปรามกรมราชทัณฑ์ไว้ได้ว่าอย่าไปเอื้อนักการเมือง คนไหน ให้ปฏิบัติไปตามกฎกติกาโดยเคร่งครัด แล้วก็ DSI ที่ทำคดีอยู่ ๒-๓ คดี ไม่ต้องเอ่ย หรอกครับ รู้กันทั้งประเทศ ถ้ายังเดินหน้าทำคดีต่อ ถ้ามีนโยบายแบบนี้ จะเข้าข่ายทำผิดตาม นโยบายไหมครับ อันนี้คือสิ่งที่เขาก็กังวล
สุดท้ายจริง ๆ ครับ ขอฝากคาถา ๕ ข้อสั้น ๆ เพราะโอกาสพูดก็ไม่มากนัก คาถาข้อที่ ๑ ขอให้รัฐบาลได้ระลึกถึงคำถวายสัตย์ปฏิญาณไว้เสมอ คือไม่โกง เพราะโกงก็จะ มีอันเป็นไป ทวนเป็นอาวุธ มีไว้รบกับเขมร แต่ไม่ได้มีไว้ให้ทิ้ง ก่อนยุบสภา
คาถาข้อที่ ๒ อย่าใช้ระบบเล่นพรรคเล่นพวก เหมือนบางยุคบางสมัย ที่ผ่านมา ในการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะนอกจากจะทำให้คนดี ๆ เขาหมดกำลังใจ แล้วก็จะทำให้เป็นการทำลายอนาคตของประเทศด้วย
คาถาข้อที่ ๓ ครับ อย่าเลือกปฏิบัติ ผมไม่ได้แปลว่าที่พูดนี่ รัฐบาลนี้จะทำ อย่างนั้นนะครับ แต่ก็ขอฝากไว้ในฐานะผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง อย่าเลือกปฏิบัติ อย่าเลือก พัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่เลือกเรา พื้นที่อันไหนไม่เลือกเรา เขาก็เป็นคนไทยเหมือนกัน ผมเชื่อว่า ท่านนายกเป็นผู้แทนมาหลายสมัย เข้าใจดี และท่านคงไม่ทำ แต่ฝากไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ ๔ อย่าลุแก่อำนาจซ้ำรอยอดีต เพราะว่าเราเคยเห็นมาแล้วมีทั้งอำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ ทั้งผู้แทนราษฎร ทั้งวุฒิสภา ทั้งองค์กรอิสระ ถ้าเผลอตัวเมื่อไรมันจบ ไม่สวยเหมือนที่เราเคยเห็นมา ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะไม่ทำครับ
แล้วก็สุดท้าย อย่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพราะนอกจากจะทำลาย ระบบนิติรัฐแล้วยังเป็นของแสลงอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างยิ่ง ฝากไว้เท่านี้ละ ๕ ข้อ ถ้าทำได้ผมเชื่อว่าท่านจะกลับมา ส่วนจะกลับมาเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นรัฐบาล ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน และขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ ขอบคุณครับ
ท่านต่อไปท่านปริญญา วงษ์เชิดขวัญ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา ในการแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญผมก็คงจะต้องขอฝากไว้ ๔ ประเด็น ทั้งเรื่องปัญหาทางด้านแรงงาน ปัญหานี้เอง ปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเรื่องนี้ก็คงจะต้องฝากรัฐบาลให้ความสำคัญ โดยกระทั่งในกระทรวงแรงงานเองในการที่ให้ MOU ถ้าเกิดว่ามีผู้ติดตามถ้าเกิดว่ารัฐบาลนี้ สามารถอนุเคราะห์มีการแก้ไข MOU ในการให้แรงงานต่างด้าวไม่มีผู้ติดตามกลับเข้ามาได้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างหนึ่งครับ อยากจะชี้นำ ขอสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ในเบื้องต้นก็จะมี ๔ ส่วน ทางด้านแรงงาน กัญชา ยาเสพติด แล้วก็การศึกษาอย่างเท่าเทียมนะครับ ต้องบอกว่าปัญหา เรื่องแรงงานต่างด้าวก็จะมีหลุดเข้ามาอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ที่สำคัญเนื่องด้วยจากของวุฒิสภา ได้เวลาน้อยก็มาสู่ประเด็นที่สำคัญในหน้าต่อไปนะครับ
ในส่วนเรื่องของประเด็นกัญชาคงจะต้องถามนายกรัฐมนตรีว่าในฐานะที่ ท่านเองเป็นผู้ส่วนหนึ่งที่นำกัญชาให้กลับมาใช้ได้อย่างถูกต้อง ณ วันนี้เองผมได้ลงพื้นที่ไป หลาย ๆ จังหวัด ข้าราชการประจำเองบอกเลยบอกว่าเมื่อเราไม่มี พ.ร.บ. กัญชาในการ ควบคุมอย่างแท้จริงปัญหานี้เกิดผลกระทบทั้งเรื่องการท่องเที่ยว แล้วก็หลาย ๆ ด้านทำให้ ทางด้านการท่องเที่ยวเองอย่างเช่นผมยกตัวอย่างในจังหวัดภูเก็ตก็จะมีปัญหาว่ามีกลิ่นจาก กัญชา แล้วก็ปัญหาเรื่องประเด็นทางด้านกัญชาทำให้พี่น้องนักท่องเที่ยวที่ท่านบอกว่าเสนอ นโยบายไว้เพื่อในการแก้ไขปัญหาทำชูจุดเด่นพานักท่องเที่ยวให้กลับเข้ามาภายในประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกเลยบอกว่าจากร่างว่าท่านไม่เอาการพนัน แต่วันนี้เองไม่ควร เอากัญชามามอมเมาประชาชนเช่นเดียวกันนะครับ
เรื่องที่ ๓ ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด ในประเด็นนี้เองเรื่องยาเสพติด หลาย ๆ รัฐบาลพยายามทำมาก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ปัจจุบันนี้ในทางฝั่งประเทศลาวเอง ก็ได้ร้องเรียนมาว่าสารตั้งต้นหลาย ๆ ชนิดก็ผ่านออกจากด่านประเทศไทย โดยเฉพาะ ในจังหวัดหนองคายที่ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวออกไป ซึ่งประเด็นนี้คงจะต้องฝากให้ ทางท่านนายกรัฐมนตรีว่าให้เห็นความสำคัญเรื่องนี้อีกเรื่องหนึ่งที่มันเป็นปัญหาใหญ่ แล้วก็ ไม่แน่ใจว่า ๔ เดือนนี้ท่านจะแก้ได้มากน้อยแค่ไหนนะครับ
สุดท้ายในเรื่องทางด้านการศึกษา ท่านทราบไหมว่าในประเทศไทยของเรา เหมือนตามหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๕๔ รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับ การศึกษาเป็นเวลา ๑๒ ปี ตั้งแต่วัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ตามแนวนโยบายของรัฐบาลบอกว่าดำเนินการให้คนไทยทุกช่วงวัย ทุกกลุ่มเข้าถึงสิทธิการศึกษาอย่างเท่าเทียม ก็ต้องฝากท่านว่าถ้าเกิดว่าท่านทำได้ก็จะเป็น รัฐบาลแรกของประเทศเราที่ให้เด็กได้เรียนฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายจริง ๆ เพราะว่าท่านลองดูว่า ปัจจุบันเองไม่เคยมีเกิดขึ้นจริงทุก ๆ รัฐบาล ก็คงต้องฝากความหวังกับท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็สุดท้ายก็หากรัฐบาล ๔ เดือนทำสำเร็จต่อไปอนาคตประเทศไทยคงไม่จำเป็นต้องมี หากรัฐบาล ๔ เดือนทำสำเร็จ ต่อไปอนาคตประเทศไทยคงไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาล ๔ ปี หรอกครับ มีแค่ ๔ เดือนก็ได้ คงต้องฝากท่านไว้ครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านวีระพันธ์ สุวรรณนามัย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ เพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ท่านรัฐมนตรี แล้วก็ทุกท่านที่ มีเกียรติอยู่ในห้องนี้นะครับ ผม นายแพทย์วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายนโยบายของรัฐบาลในวันนี้ ก่อนอื่น ผมอยากจะเรียนต่อท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีทุกท่านครับ อยากให้ท่านจริงจัง จริงใจแม้ช่วงเวลาสั้น ๆ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ท่านจะทำต่อไปนี้จะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เนื่องจากมีเวลาน้อยครับท่านประธาน ประเด็นแรกที่ผมอยากจะสื่อถึงรัฐบาลชุดนี้ก็คือ หลังจากที่ผมได้อ่านคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีปรากฏในหน้า ๔ ข้อ ๘ ในนโยบายด้านสังคมของท่าน กระผมเองในฐานะของประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาเรื่องการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร Entertainment Complex ที่มีกาสิโน ของวุฒิสภา ผมขอชื่นชมและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะแบนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะข้อสรุปจากการศึกษาของกรรมาธิการของเรา ข้อดีที่เกิดขึ้นนี้เทียบกับขอร้ายที่จะ เกิดขึ้นกับประเทศไม่ได้เลยครับ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความมั่นคง และด้านกฎหมาย ประเทศไทยสามารถที่จะหาเงินสีขาวได้มากมายครับ Wellness Complex Medical Complex Product ต่าง ๆ ที่ของประเทศไทยมีสามารถที่จะทำรายได้ ให้กับประเทศไทยได้อย่างมากมาย พอปิด Entertainment Complex ไปไม่นานครับ Poker ก็มา ถ้า Poker ถูกกฎหมายเมื่อไร ๗๖ จังหวัดของเราจะเกิดบ่อน Poker ขึ้น ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับท่านเป็นอย่างยิ่งในการที่จะบล็อกกฎหมาย ฉบับนี้ด้วยนะครับ
เนื่องจากผมเป็นแพทย์และผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการ สาธารณสุข ของวุฒิสภา ปัญหาที่ผมสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของวงการแพทย์ ผมจึงขอกราบเรียน ท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพัฒนา พร้อมพัฒน์ ในฐานะที่ท่านเป็น รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ผมมีความจริงที่จะเรียนจริงใจที่จะเรียนกับท่านว่า ท่านต้องช่วยแก้ปัญหาสาธารณสุขให้ได้นะครับ ท่านมีเวลาประมาณ ๔-๗ เดือน และผม เชื่อมั่นว่าถ้าท่านตั้งใจจริง ๆ ท่านจะแก้ปัญหาได้หลายอย่างเลยครับ ผมดีใจมากจาก คำแถลงการณ์ของท่านในวันที่ท่านรับตำแหน่งที่กระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ผมฟังดีใจเลยครับท่านบอกว่าจะใช้เอไอและ Internet of Things แบ่งเบาภาระงาน บุคลากร จะเป็นระบบสาธารณสุขที่หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่าน เทคโนโลยี ผมขอให้ท่านรัฐมนตรีเร่งดำเนินการเชื่อมข้อมูลครับ โรงพยาบาล ๗๖ จังหวัด ในระบบหมอพร้อม และข้อมูลสุขภาพในระบบ Health Link ของกรุงเทพมหานคร ผมได้ ทราบมาว่าโครงการ Cloud ของกระทรวงสาธารณสุขนี้ได้เริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่ท่าน นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนะครับ และตอนนั้นได้ โควกับกระทรวง DE ของท่านชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ท่านต้องทำให้สำเร็จ เพราะว่าโครงการนี้ มันผ่านมา ๓ ปีแล้วนะครับ
สุดท้ายครับ ๒ เรื่อง สำคัญก็คืออันนี้อาจารย์ผู้ใหญ่ของผมฝากมาบอกว่า ในประเทศไทยตอนนี้เราพบปัญหาโรคมะเร็งปอดมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ท่านแนะนำว่า ในคนไข้ที่มีความเสี่ยงเราน่าจะใช้เครื่องเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT Chest เป็นการ Screen หาผู้ป่วยเพราะว่าถ้าเราเจอผู้ป่วยก่อนเราสามารถที่จะรักษาและประหยัด งบประมาณได้อย่างมีนัยสำคัญนะครับ
ท้ายที่สุดครับ บุคลากรสาธารณสุขในตอนนี้กำลัง Burn out กันอย่างมาก ผมอยากเรียนให้ท่านทราบว่าวิธีการที่จะได้ผลเร็วที่สุดก็คือจำกัดเวลาทำงานของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล ผมและคณะได้พยายามที่จะร่างพระราชบัญญัติขึ้นมาฉบับหนึ่ง เพื่อที่จะจำกัดชั่วโมงการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขหรือเป็นพระราชบัญญัติคุ้มครอง การปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุขให้มีความปลอดภัย ถ้าท่านรัฐมนตรีมีความสนใจ ผมยินดีที่จะแชร์ร่างนี้เพื่อให้ท่านช่วยกันผลักดันเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ดังคำกล่าวของท่านที่ว่าหมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี และผมขอเป็นกำลังใจให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะนะครับ สุดท้ายครับ โอกาสที่ผมจะได้พูดต่อ หน้าท่านประธานและหน้าท่านรัฐมนตรีทุกท่านมันน้อยมากครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมได้ อันเชิญพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มาฝากเป็น ของขวัญแก่ทุกท่านนะครับ ถึงสูงศักดิ์อัครฐานสักปานไหน ถึงวิไลเลิศฟ้าสง่าศรี ถึงเก่งกาจ ฉลาดกล้าปัญญาดี ถ้าไม่มีคุณธรรมก็ต่ำคน ขอบพระคุณครับ
ก่อนคนที่จะอภิปรายต่อไป ในนามของรัฐสภายินดีต้อนรับคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากประเทศนิวซีแลนด์ นำโดยคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทยยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าฟังการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันจันทร์ที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๕๐ นาฬิกา ได้ทราบว่าท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ท่านรองนายกรัฐมนตรีจะตอบชี้แจง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตตอบคำถามบางคำถามของ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีหลายสมัยที่ตั้งคำถามและฝากข้อคิด ที่คณะรัฐมนตรีนี้ต้องนำไปใส่ใจ คำถามเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั้น สรุปสั้น ๆ ก็คือว่าท่านถามว่า ถ้ามีการแก้หมวด ๑ หมวด ๒ จะทำอย่างไร ขอกราบเรียนท่านประธานครับว่าในนโยบาย รัฐบาลได้เขียนไว้ชัดว่ารัฐบาลนี้จะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญโดยรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประการหนึ่ง และเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้ใช้คำว่า จัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนะครับ รัฐบาลนี้ไม่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ว่า ต้องการสนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ว่า ต้องสอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอกราบเรียนว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็น ขั้นตอนแรก ขั้นตอนที่ ๒ เมื่อประชาชนลงประชามติเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เป็นคำถามที่ ๑ และเมื่อประชาชนเห็นชอบกับหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ซึ่งรัฐสภาจัดทำเสร็จเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ แต่เพิ่ม หมวด ๑๕/๑ ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นมีแต่ หมวด ๑๕ คือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในชั้นที่ ๑ ที่รัฐสภาแห่งนี้จะต้องพิจารณา จึงเป็นเรื่องวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร โดยไม่ขัด ต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่าจะให้เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงจากประชาชน ไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่คือขั้นตอนที่ ๑ ถ้าผ่านแล้วจึงจะมีการทำขั้นตอนที่ ๒ คือการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย สสร. หรือใครก็แล้วแต่ตามที่เขียนไว้ในหมวด ๑๕/๑ ที่ผ่าน ประชามติ ตรงนั้นละถึงจะมาดูกันว่าจะไปแตะหมวด ๑ หมวด ๒ หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่า ๒ พรรคใหญ่ได้พูดไปแล้วในสื่อมวลชนว่าจะไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ เพราะถ้า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปแตะหมวด ๑ หมวด ๒ ก็จะมีปัญหาทันทีว่าจะขัดหรือไม่ กับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในมาตราที่เขียนไว้ชัด ๒๕๕ ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐจะกระทำมิได้ เพราะฉะนั้นก็ชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่า ประชามติที่รัฐบาลนี้จะทำ แล้วจะทำในวันเดียวกับวันเลือกตั้งเป็นประชามติ ๒ เรื่องเท่านั้นครับ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คือ ๑. ประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่หรือไม่ และ ๒. ประชาชนจะเห็นชอบกับวิธีการและเนื้อหาสาระที่รัฐสภาทำ ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว สำเร็จเสร็จสิ้นมาแล้วตามมาตรา ๒๕๖ (๑)-(๖) จะไม่มีการลงไปถึง เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านสมาชิก อาจจะต้องรอว่า สสร. ที่มาจากหมวด ๑๕/๑ เขาจะเขียนอะไร แต่ที่แน่ที่สุดก็คือว่าเท่าที่ ผมทราบ พรรคภูมิใจไทยกับอีกพรรคหนึ่งซึ่งเป็นพรรคใหญ่ เขาแถลงไว้แล้วว่าเขาไม่แตะ หมวด ๑ หมวด ๒ ส่วนเรื่องคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๒๕๖ (๘) พูดไว้ชัดว่าจะไปแก้คุณสมบัติลักษณะต้องห้ามนี่ต้องทำประชามติก่อน เรื่องนี้รัฐบาลไม่แตะ รัฐบาลพูดถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น ส่วนร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่ทำโดย สสร. จะแตะหรือไม่แตะ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติก็ต้องตามไปดูในขั้นตอน ที่ ๒ ครับ ท่านกรุณาถามเรื่องประชามติ MOU ก็ขอกราบเรียนว่าการจัดทำประชามติแต่ละครั้ง นั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งบอกว่าใช้เงิน ๖,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเพื่อให้เป็นการ ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน รัฐบาลจึงจะจัดทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปหลังการยุบสภา ประชามติจะมี ๒ เรื่อง ที่จัดทำ
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมี ๒ คำถามครับ คำถามที่ ๑ คือท่าน เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ คำถามที่ ๒ ท่านเห็นชอบกับวิธีการ และสาระในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบในวาระสามที่แนบมานี้ หรือไม่ นี่คือคำถามรัฐธรรมนูญ ๒ คำถามนะครับ แต่คงอยู่ในบัตรเดียวกันเพราะเป็นบัตรทำ ประชามติ แล้วจะมีอีกบัตรหนึ่ง ถามว่าท่านเห็นชอบให้ยกเลิก MOU กับกัมพูชาหรือไม่ โดยสรุปรัฐบาลต้องประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนว่าในการเลือกตั้งทั่วไปหลังจากการยุบสภา ประชาชนจะมีบัตรทั้งสิ้น ๔ ใบ ใบที่ ๑ เลือก สส. เขต ใบที่ ๒ เลือก สส. บัญชีรายชื่อ ใบที่ ๓ เป็นการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญโดยมี ๒ คำถาม แล้วใบสุดท้ายเป็นใบที่ ๔ ประชาชนต้องวินิจฉัยว่าประชาชนจะให้ยกเลิก MOU กับกัมพูชาหรือไม่ ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกท่านก็บอกว่ารัฐบาลตัดสินใจได้ตั้งแต่วันนี้ทำไมต้องไปถามประชาชน ที่ไปถาม ประชาชนก็เพราะรัฐบาลนี้เห็นว่าเรื่องสำคัญอย่างนี้กับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลเฉพาะกิจนี่ ไม่ควรตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ควรขอฉันทานุมัติจากประชาชนตามมาตรา ๑๖๖ ของรัฐธรรมนูญ จึงจะต้องไปถามประชามติ ถ้าประชาชนบอกเลิกก็ต้องเลิก ถ้าประชาชน บอกว่าให้เก็บไว้ รัฐบาลนี้ก็ต้องเก็บไว้ เพราะประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตย เขาต้อง ตัดสินใจได้ด้วยตัวเขาเอง
ประการสุดท้ายครับ ท่านให้ข้อคิดไปว่าอย่าเล่นพรรคเล่นพวก โดยเฉพาะ เรื่องการแต่งตั้ง ความจริงรัฐบาลรักษาการที่แล้วลงมติตั้งอธิบดีไปหลายกรม ลงมติ ตั้งตำแหน่งบริหารไปหลายตำแหน่ง ซึ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่คือนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้อง นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เขาก็ส่งเรื่องคืนมา วันนี้ พอแถลงนโยบายเสร็จ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรียืนยัน เรื่องการแต่งตั้งผู้บริหารที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลรักษาการที่แล้วไปทุกตำแหน่ง เกือบ ๑๐ ตำแหน่ง อันนี้ก็คงจะทำให้ท่านเห็นได้แล้วว่าการเริ่มต้นรัฐบาลแห่งนี้ เมื่อเรื่องไหนผ่าน ครม. ไปแล้ว รัฐบาลก็เดินต่อ ไม่มีเจตนาที่ดึงกลับมาแล้วก็จะต้องเอาพรรคพวกของพรรคการเมืองของตัว เสียบเข้าไปใหม่ ยกเลิกมติ ครม. เดิม แล้วเอามติ ครม. ใหม่ ก็คงจะทำให้ท่านอุ่นใจได้ ในระดับ ๑ ท่านฝากว่าอย่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีมาชวนผมให้ เข้าร่วม ครม. ผมก็กราบเรียนท่านว่าเรื่องไหนที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เช่นเรื่องสมาชิกวุฒิสภาก็ดี เรื่องเขากระโดงก็ดี เรื่ององค์กรอิสระ หรือกระบวนการยุติธรรมก็ดี ก็ขอให้ปล่อยไปตาม กระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็น ท่านก็รับปาก กราบเรียนอย่างนี้ครับว่ารัฐบาลแถลงชัดว่าจะไม่ให้ใช้กฎหมาย และหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐไปเป็นประโยชน์ทางการเมือง อันนี้สำคัญนะครับ เพราะในอดีตมันเคย มีการเอา ปปง. ไปตรวจสอบคนที่ดูเหมือนจะอยู่ฝ่ายที่ไม่ค่อยเอื้อรัฐบาล เมื่อผมเป็น สนช. ผมก็แก้กฎหมาย ปปง. ไปเยอะ วางกลไกที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจแล้วไม่ให้เลขา ปปง. กลายเป็นคนที่จะหวังไปก้าวหน้าในตำแหน่งราชการอื่น ปรากฏว่าต่อมาภายหลังเขาแก้ กลับไปหมดแล้วครับ นี่ก็เหมือนกันครับ อาจจะต้องกลับมาทบทวนว่าการใช้ดุลยพินิจ ในทางที่เป็นคุณหรือเป็นโทษเพื่อประโยชน์การเมืองนั้นอาจจะต้องมีหน่วยงานเข้ามากำกับ การใช้ดุลยพินิจว่าให้เป็นไปโดยถูกต้อง ซึ่งแน่ครับก็อาจจะต้องแก้กฎหมายหรือไม่ต้องแก้ กฎหมายก็ต้องกราบขอความร่วมมือจากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา แต่ไม่ใช่เพื่อการแทรกแซงนะครับ แต่เพื่อป้องกันการไม่ให้หน่วยงานนั้นตกเป็นเครื่องมือ ทางการเมืองอีกต่อไป ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ผมขออนุญาตชี้แจงแทน คณะรัฐมนตรีเฉพาะประเด็นเหล่านี้ก่อน ส่วนประเด็นเรื่องบ่อน ประเด็นเรื่องอื่น ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องหาเวลาชี้แจงท่าน ขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภาครับ ผมได้ศึกษาคำแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรีด้วยความตั้งใจนะครับ แล้วก็มีอยู่ประเด็นหนึ่งนโยบายด้านเศรษฐกิจ ข้อ ๕.๑ ในหน้า ๓ ที่สะดุดตาของผมครับ นั่นคือการที่รัฐบาลประกาศจะจัดตั้งทีม Thailand รวมทั้ง ผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อดึงดูดทางการค้าและการลงทุนจาก ต่างประเทศ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับนโยบายข้อนี้นะครับ เพราะว่านี่ไม่ใช่ แค่การเข้าร่วมองค์กรระหว่างประเทศ แต่คือการแสดงเจตนารมณ์อันแรงกล้าที่จะปฏิรูป ประเทศของเราไปสู่มาตรฐานสากลอย่างแท้จริงครับ หลายฝ่ายอาจจะยังมองว่า OECD เป็น Rich Man's Club หรือว่าสโมสรที่ประเทศรวย ๆ เท่านั้นที่มีสิทธิจะมาเป็นสมาชิกได้ แต่ความคิดนั้นล้าสมัยไปแล้วครับ ผมเชื่อว่าในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย OECD คือเวทีของประเทศที่มุ่งมั่นจะพัฒนาอย่างยั่งยืนและมีธรรมาภิบาลครับ ผมขอเปรียบเทียบ ให้เห็นภาพง่าย ๆ นะครับ การเข้าเป็น OECD เปรียบเสมือนการที่เราตัดสินใจสมัครสมาชิก Fitness ระดับโลกครับ ร่างกายของประเทศไทยเราในวันนี้แม้ภายนอกอาจจะดูแข็งแรง แต่ว่าถ้าหากได้ตรวจสุขภาพแล้วเราจะพบว่าข้างในเต็มไปด้วยการคอร์รัปชันหรือไขมันสะสม เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำหรือว่าค่าน้ำตาลในเลือดสูงและอ่อนแอไปด้วยความไร้ ประสิทธิภาพของระบบราชการ ซึ่งเทียบได้กับมวลกล้ามเนื้อที่ไม่สมดุลครับ การเข้า Gym เพื่อ Fit ร่างกายครั้งใหญ่นี้แน่นอนว่ามันจะทั้งเหนื่อยทั้งทรมาน เพราะเราจะต้องปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการกินอยู่หรือว่าการปฏิรูปกฎหมาย เราจะต้องมีวินัยในการออกกำลังกาย ซึ่งก็เปรียบได้กับการเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างความโปร่งใสและต้องอดทนต่อความเมื่อยล้า หรือว่าการต่อสู้กับผลประโยชน์เดิมครับ แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันจะคุ้มค่ามหาศาล เพราะว่าเราจะ ได้ประเทศไทยใน Version ใหม่ เป็นประเทศที่ Lean ไร้ไขมันส่วนเกิน มีระบบเผาผลาญ ทางเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม แล้วก็มีผิวพรรณที่สดใสเปล่งปลั่งด้วยความโปร่งใสในสายตา นานาชาติ เทียบได้กับเกาหลีใต้หลังจากที่ได้ Lean ตัวเองด้วยการเป็นสมาชิก OECD ในปี ๑๙๙๖ แล้วก็เจริญรุดหน้าจนกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของ Asea ในเวลาไม่ถึง ๒๐ ปีครับ จากการที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศของวุฒิสภาได้เดินทาง ไปเยือนสำนักงานใหญ่ของ OECD ณ กรุงปารีส เราก็ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งว่า หัวใจสำคัญที่จะทำให้กระบวนการนี้สำเร็จได้โดยเร็วก็คือบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติหรือ สว. สส. ที่นั่งอยู่ในห้องประชุมนี้เองครับ โดยทาง OECD ก็ได้แนะนำอย่างแข็งขันนะครับ ให้รัฐบาลไทยจัดตั้งเครือข่ายรัฐสภามิตรภาพ OECD หรือว่า OECD Parliamentary Friendship Network ขึ้น กลุ่ม Friendship Network นี้เปรียบเสมือนกลุ่มไลน์ของสมาชิก ใน Gym เดียวกันครับ เป็นพื้นที่ที่พวกเรา สส. และ สว. จะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันว่าวันนี้เราควรจะเล่นกล้ามเนื้อ ส่วนไหน หรือว่าแก้กฎหมายอะไร ควรจะทานอาหารเสริมอะไรหรือว่าต้องการนโยบาย สนับสนุนแบบไหน และควรพักผ่อนอย่างไร หรือสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนากับ ผลกระทบเพื่อให้ร่างกายของเรา Fit And Firm พร้อมเข้าสู่มาตรฐาน OECD ได้เร็วที่สุด ครับ สไลด์ถัดไปครับ เพื่อให้บรรลุต้องเป้าหมายนี้ท่านนายกรัฐมนตรีคนก่อนได้มีคำสั่งให้ แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งมี คณะอนุกรรมการอีก ๓ คณะ เหมือนเพิ่ม Coach ๔ คน มาช่วย Train ประเทศไทยซึ่งเป็น นิมิตหมายอันดีมากครับ แต่กลไกของฝ่ายบริหารอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอเราต้องการ พลังจากฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้น หากรัฐบาลนี้มีความจริงจังและจริงใจในเรื่องนี้ตามนโยบายที่แถลงจริง ๆ ผมขอเรียกร้องให้ รัฐบาลสนับสนุนการจัดตั้งเครือข่ายรัฐสภามิตรภาพ OECD ขึ้น ให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรม ภายในระยะเวลา ๔ เดือนที่ยังอยู่ในอำนาจ แล้วก็ขอให้สนับสนุนให้คณะกรรมการและอนุ ชุดต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาแล้วได้ดำเนินการต่อเนื่องจากเดิมโดยเร็วที่สุดครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านวราวุธ ศิลปอาชา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ฟังสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พี่ชายที่รัก ของผมได้แถลงไปแล้วโดยภาพรวมก็เข้าใจครับว่าทำไมนโยบายรัฐบาลถึงมีไม่มากแล้วก็เป็น นโยบายที่สั้น แล้วก็ระยะเวลาที่ท่านทำงานนั้นท่านบอกไว้แล้วครับ ๔ เดือนเท่านั้นเอง แล้วท่านจะยุบสภาแต่หัวใจสำคัญครับ มันไม่ได้สำคัญว่าท่านมีเวลาอยู่เท่าไร สำคัญอยู่ที่ว่า เวลาที่ท่านมีอยู่นั้น ผมเชื่อว่าด้วยนโยบายของท่านรัฐมนตรีทั้งหลาย คณะรัฐมนตรีและ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นท่านสามารถที่จะวางแผน วางโครงสร้างให้กับประเทศไทย ผ่านทางการแก้กฎหมาย แล้วก็วางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประเทศไทยไปในอนาคตได้ อย่างมั่นคงครับ ผมขอแนะนำให้ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้จัดทำ Plan Of Action ในการ ที่จะเผชิญวิกฤติในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม แล้วก็ สิ่งแวดล้อมต้องมีความเชื่อมโยงกัน ต้องบูรณาการกันเป็นระบบไม่แยกส่วน และที่สำคัญ การเขียนนโยบายที่ไม่ครอบคลุมทุกกระทรวงอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้นจะทำให้ ท่านรัฐมนตรีบางกระทรวงทำงานได้ลำบาก เพราะว่าสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีจัดทำจะนำนโยบาย ไปมอบให้นั้นมันไม่ได้อยู่ในนโยบายของรัฐบาล แล้วรัฐมนตรีในกระทรวงนั้น ๆ จะนำอะไร ไปมอบให้กับเพื่อน ๆ ข้าราชการในการที่จะไปปฏิบัติต่อไป ท่านประธานครับ ปัจจุบันโลก ของเราอยู่ในการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วมาก นโยบายเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเก่า เทคโนโลยีกลาง เทคโนโลยีใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก วิธีคิดดั้งเดิม วิธีคิดแบบสมัยใหม่อยู่ในระบบการเปลี่ยนผ่านอยู่ตลอดเวลา แล้วที่สำคัญใครปรับตัวได้ก่อน ก็จะได้เปรียบ ใครปรับตัวได้ไม่ทันก็จะอยู่ลำบากกันไป ดังนั้นท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ของท่านจำเป็นที่จะต้องวางแผนในการที่จะนำพาประเทศไทยผ่านการเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยีปรับเปลี่ยนวิธีคิด ปรับเปลี่ยนวิถีทำ ปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติ ทั้งในส่วนของราชการ และในหน่วยงานของรัฐให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของโลก เพื่อที่จะนำพาให้ ประเทศไทยและคนไทยนั้นสามารถไปสู้กับนานาอารยประเทศได้ โดยที่ต้องไม่ทิ้งใครไว้ ข้างหลังครับ
ในประเด็นเรื่องของเศรษฐกิจครับ ผมเห็นด้วยกับท่านนายกรัฐมนตรี ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน แต่ว่าท่าน ต้องไม่ลืมครับ ในส่วนของภาครัฐเองก็จำเป็นที่จะต้องเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับ ภาครัฐด้วยเช่นกัน ขออนุญาตพูดถึงในการเพิ่มรายได้ของภาครัฐครับ รัฐบาลปัจจุบันเรามี หน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนกว่า ๖๕ ล้านคน รายได้ของภาครัฐเป็นสิ่งที่จำเป็นในการที่จะ ทำให้รัฐบาลมีเงินมาดูแลพี่น้องประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ หนึ่งในช่องทาง ที่สามารถเพิ่มเงิน หาเงิน หารายได้ให้กับภาครัฐ ง่าย ๆ ครับในส่วนของการโฆษณาผ่านทาง ช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ท่านอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีทำเล็กน้อยครับ ขออนุญาต ยกตัวอย่าง เช่น ผมเชื่อว่าวันนี้ทุกท่านคงดู YouTube กันเป็นประจำ บางคนดู YouTube แบบ Premium ไม่ต้องจ่าย จ่ายค่าโฆษณาคือว่าจ่ายค่ารายเดือนไปเป็น Premium เสร็จ ก็จะไม่มีโฆษณา บางคนที่ใช้ YouTube ธรรมดา ก็ต้องทนอยู่โฆษณากันไป ซึ่งโฆษณาเจ้ากรรมเหล่านี้มาเป็นระยะเลยครับ มาเยอะเสียด้วย จากเดิมการเก็บภาษีจะเป็น การเก็บภาษีของบริษัทที่รับโฆษณา ซึ่งที่ผ่านมามันอาจจะทำให้จัดเก็บได้ไม่สะท้อนต่อ รายได้จริงที่เกิดขึ้น ดังนั้นท่านลองเปลี่ยนวิธีคิด แก้กฎหมายได้ไหม หรือออกเป็นประกาศ ของกรมสรรพากรได้ไหมว่าให้ผู้ที่ลงโฆษณาใน YouTube ส่งสัญญาจ้างโฆษณาให้กับ กรมสรรพากรทราบ เราจะได้รู้ว่าบริษัทไหนโฆษณาเท่าไร แล้วเราจะสามารถเก็บภาษีได้ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นเองกรมสรรพากรก็ต้องทำตัวเป็นมิตรกับหน่วยภาษี ของท่าน ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจะไปจับผิดรีดเอาภาษีเพื่อให้ได้ตามเป้า ต้องแนะนำแล้วก็มีความ อะลุ่มอล่วยเพื่อให้หน่วยภาษีของท่านนั้นยินยอมแล้วก็ดำเนินการชำระภาษีได้อย่างถูกต้อง
ส่วนตัวอย่างของการลดรายได้ภาครัฐ ขออนุญาตพูดในสิ่งที่ทุกคนพูดถึง แล้วก็เข้าใจกันได้ดีก็คือนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค รักษาทุกที่ เป็นสิ่งที่ทำให้ พี่น้องประชาชนคนไทยสามารถเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลได้เป็นหนึ่งในประเทศต้น ๆ ของโลกเลย แต่ว่าก็ต้องยอมรับว่าต้องแลกมาด้วยการที่ภาครัฐต้องนำเงินรายได้ภาษี จำนวนมากปีหนึ่งนับแสนล้านบาทมาใช้ในการรักษาพี่น้องประชาชน เช่นกันครับท่านลอง เปลี่ยนวิธีคิด ลองเปลี่ยนวิธีทำ เปลี่ยนผลลัพธ์ ก็คือว่าถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนมีสุขภาพ แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เงินค่าใช้จ่ายที่ท่านเตรียมเอาไว้เป็นแสนล้านบาทที่จะมารักษา พี่น้องประชาชนก็สามารถเอาไปใช้ในการพัฒนาประเทศในมิติอื่นได้ ดังนั้นการที่จะทำให้ พี่น้องประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นสิ่งที่สำคัญ และสิ่งนี้พรรคชาติไทย พัฒนาได้เคยเสนอไว้แนวคิดถึงว่าแข็งแรงหรือว่าสุขภาพดีมีรางวัล เพื่อจูงใจให้พี่น้อง ประชาชนคนไทยนั้นรักษาสุขภาพมีร่างกายที่แข็งแรง แล้วก็ช่วยประหยัดงบประมาณของ ประเทศเพื่อที่รัฐบาลจะสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นโดยที่ไม่ต้องไป ขึ้นภาษีสร้างภาระให้กับพี่น้องประชาชนครับ
ท่านประธานครับ ข้อมูลล่าสุดจากสภาพัฒน์ในปี ๒๕๖๗ จากพี่น้องประชาชน คนไทยเกือบ ๖๕ ล้านคน เราคนจนเพิ่มขึ้น ๓.๔๓ ล้านคน หรือเกือบจะ ๕ เปอร์เซ็นต์ ของประชากร สูงกว่าปี ๒๕๖๖ และคนจนส่วนใหญ่นั้นอยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งตัวเลข เหล่านี้เป็นตัวเลขที่ต้องเฝ้าระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องกลุ่มเปราะบาง พื้นที่ รวมถึงผู้สูงอายุที่นับวันจะมีจำนวนสูงขึ้นทุกวัน ๆ ทุกปี ๆ ครับ พรรคชาติไทยพัฒนา เราไม่สนับสนุนนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหา ความยากจนด้วยการแจกเพียงอย่างเดียว แต่เราจะต้องพัฒนาคุณภาพ แล้วก็ผลิตภาพ หรือ Productivity ของประชาชนในทุกช่วงวัย ต้องให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักถึงปัญหา ว่าสาเหตุของความยากจน การเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาโดยที่มีทางภาครัฐเป็นพี่เลี้ยงในการ พัฒนาศักยภาพของพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ มิติ ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่พึ่งพา รายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกอยู่ ๒ เรื่อง
ประเด็นแรก การท่องเที่ยวนั้นเราต้องการการท่องเที่ยวคุณภาพสูงครับ เป้าหมายของการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน ธรรมชาติ เราต้องการนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงเพื่อที่จะได้ไม่ต้องพึ่งพาจำนวน เราต้องการ Quality ไม่ใช่ Quantity ผมดีใจที่ได้อ่านในนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ได้เห็น บอกว่าท่านต้องการให้มีค่าใช้จ่ายต่อหัวหรือว่า Spending per Head มาก นี่คือสิ่งที่ ประเทศไทยต้องการเพื่อที่จะกระตุ้นรายได้จากการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติของพวกเรา แล้วเราจะต้องกระตุ้น ฝากท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีกระตุ้นให้ภาคเอกชนและองค์กรปกครอง ท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ นั้นได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษา ทรัพยากรที่มีอยู่ ที่เปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำ เปรียบเสมือนหม้อหุงข้าวของเราให้อยู่ในสภาพ ที่สมบูรณ์ แล้วก็สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไปจนถึงรุ่นชั่วลูกชั่วหลาน ไม่ใช่ว่า ถลุงใช้กัน ๓ ปี ๕ ปีจนเจ๊งกันไปหมด ขออนุญาตครับ แบบอ่าวมาหยาจากนี้ไปอีก ๓๐ ปี ก็ยังไม่มีปะการังที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นต้องใช้กันอย่างทะนุถนอม ภาครัฐจะต้องเคร่งครัด ในการกำหนดแล้วก็ใช้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อที่จะเอื้อต่อการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และทำให้อย่างเป็นธรรม ปราศจากการทุจริต พอมาพูดถึงประเด็นเรื่องการผลิตสินค้า เพื่อการส่งออก แน่นอนเราต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาดโลก แต่ในขณะเดียวกันเราต้องรู้เท่าทันเกม แล้วก็สงครามการค้าด้วยเช่นกัน ปัจจุบันประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะนำเอาพวก Non Tariff Measure เข้ามาเป็น เครื่องมือในการกีดกันทางการค้าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่นมาตรการ CBAM Carbon Border Adjustment Mechanism ที่สหภาพยุโรปจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๙ นี้ หรือแม้แต่เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพครับ เช่น Global Deforestation Regulation ของสหภาพยุโรป รวมไปถึงการกำหนดมาตรฐานของคุณภาพสิ่งแวดล้อม การปฏิบัติต่อสังคมรวมไปถึงธรรมาภิบาลที่วันนี้ภาคธุรกิจรู้จักกันในนามของ ESG Environmental Social แล้วก็ Governance ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มันทำให้ต้นทุนการผลิตของ ประเทศไทยเราสูงขึ้น มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นแล้วก็ยากในการที่จะเจรจามากกว่าระบบ ภาษีที่เป็นตัวเลขแบบเดิม ๆ ดังนั้นการตั้งทีม Thailand ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึง ในนโยบายของท่านครับ นอกจากจะมีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศแล้ว ผมขออนุญาตนำเสนอให้มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกระทรวง สาธารณสุข มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรวมไปถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ด้วย เพื่อที่จะได้ตอบโจทย์ของ ES แล้วก็ G ตามที่ต่างประเทศและทั่ว โลกเขากำลังกำหนดอยู่ครับ
ในภาคการเกษตร ขออนุญาตเรียนว่าเราจำเป็นที่จะต้องยกมาตรฐาน การผลิตสินค้าการเกษตรให้ตอบโจทย์กับการส่งออกไปพร้อม ๆ กันกับการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้น การผลิตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำ ทั้งภาคปศุสัตว์ ทั้งภาคการเกษตรในนาข้าว การปรับปรุงพันธุ์พืชให้ตอบสนองต่อการ เปลี่ยนแปลงของสภาพน้ำฝนหรือฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง El Nino La Nina มากันเรื่อย ๆ พืชของเราจะต้องอยู่ให้ได้ หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการปลูกพืชเพื่อให้ได้รับ ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ยกตัวอย่างที่จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอเดิมบางนางบวช เขตของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสมอกัน เที่ยงธรรม วันนี้พี่น้องชาวนาได้ปรับเปลี่ยน การปลูกข้าวเป็นแบบเปียกสลับแห้งแล้วก็ได้คาร์บอนเครดิตขายเป็นรายได้เพิ่มขึ้นมาแล้ว
ในปัจจุบันต้องบอกว่าประเทศไทยเรานี้เวลามีผลผลิตทางการเกษตรอันไหน ราคาตกต่ำ รัฐบาลก็จะเข้าไปอุ้มโดยใช้เงินจำนวนมากเข้าไปอุดหนุนช่วยรับซื้อหรือไม่ก็ไป ช่วยประกันราคาซึ่งเราปฏิบัติแบบนี้มาโดยตลอด ซึ่งมันก็ทำให้เกษตรกรนั้นไม่ขาดทุนหรือ ได้กำไรเล็กน้อยขึ้นมา แต่ในทางกลับกันมันทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินมหาศาล เงินภาษีจำนวน มหาศาล ไปสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรเหล่านั้น ในทางกลับกันครับ ถ้าหากว่าพี่น้องเกษตรกร ไม่ขาดทุนเราก็จะสามารถประหยัดเงินจำนวนนี้ไปพัฒนาประเทศในมิติอื่นได้ ซึ่งการแก้ไข ปัญหาเพื่อไม่ให้เกษตรกรขาดทุน ขออนุญาตนำเสนอแนวคิดครับ
อันดับแรกก่อนเลย คือการปรับสมดุลระหว่าง Demand กับ Supply ที่เรา จะต้องรู้ก่อนครับว่าสินค้าแต่ละชนิดที่จะบริโภคในประเทศต้องใช้ปริมาณเท่าไร การผลิต สินค้าการเกษตรนั้นก็จะได้สอดคล้องกับจำนวน Demand ที่เกิดขึ้น แล้วถ้าเหลือเราก็ ส่งออก และผมขอเสนอให้วางมาตรฐาน แนะนำผลผลิตต่อไร่กับสินค้าทางการเกษตรว่า มีตำราไหม มีวิธีการไหมว่าเกษตรแบบใด ผลไม้แบบใด พืชแบบใดควรจะมีผลผลิตต่อไร่ เท่าไรถึงจะคุ้มค่าในการทำการเกษตร ขออนุญาตยกตัวอย่าง เช่นการปลูกข้าว ๑ ไร่ ในขณะนี้ผลผลิตส่วนใหญ่จะอยู่ที่ ๖๐๐ กิโลกรัมต่อไร่บวกลบนะครับ แต่จริง ๆ แล้วมันต้อง ได้ผลผลิตเท่าไรถึงจะไม่ขาดทุน ท่ามกลางต้นทุนที่มันแพงขึ้นในขณะนี้ เมื่อเรากำหนด ได้แล้วว่าควรจะมีปริมาณเท่าไรเราก็จะไปดูว่าแต่ละที่พี่น้องเกษตรกรนั้นปลูกข้าวขึ้นมา ได้ผลผลิตน้อยกว่าหรือมากกว่ามาตรฐานที่กำหนดเอาไว้ ถ้าได้น้อยกว่าก็จะขาดทุนก็เป็น หน้าที่ที่ทางภาคราชการนั้นจะต้องไปแนะนำให้พี่น้องเกษตรกรทำการเกษตรด้านอื่นให้มี ผลกำไรมากขึ้น พอจะไปทำเกษตรด้านอื่นครับ ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะรัฐมนตรีว่าวันนี้ลองเปลี่ยนวิธีคิดดูครับ เปลี่ยนจากระบบราชการมานำเกษตรกร ลองให้เกษตรกรมานำเกษตรกรดูกันเองครับ ประเทศไทยเราโชคดีเรามีปราชญ์ชาวบ้าน อยู่เต็มไปหมด เหนือ กลาง อีสาน ใต้ ปราชญ์ชาวบ้านเหล่านี้เป็นผู้ที่มีความสำเร็จในการ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เชิญให้พวกเขาเหล่านั้นมาเป็นครู มาแนะนำให้เกษตรกรในการ ปฏิบัติ ยกตัวอย่างครับ ผมเคยเจอปราชญ์ชาวบ้านท่านหนึ่ง ท่านเก่งมากในการทำ ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยของท่านก็ทำให้ผักในแปลงของท่าน ผมเห็นคะน้าต้นหนึ่งน้ำหนักเกือบ ๕ กิโลกรัม เห็นมากับตา ไปอุ้มมากับมือครับ แล้วนอกจากนั้นเองยังมีเกษตรกรท่านอื่น ปราชญ์ชาวบ้านท่านอื่นปลูกมะม่วงต้นเล็กนิดเดียวครับ มะม่วงเต็มต้นเลยแล้วแถมยัง สามารถบังคับให้มะม่วงออกลูกออกผลนอกฤดูกาลอีก ทำให้เราผลิตมะม่วงได้ตลอดทั้งปี ซึ่งบุคคลเหล่านี้ ปราชญ์ชาวบ้านเหล่านี้ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้ เราทำไม ไม่ไปจ้างเข้ามา ให้มาเขียนตำราให้กับพี่น้องเกษตรกร แล้วก็เอาองค์ความรู้เหล่านี้ที่เป็น ภูมิปัญญาชาวบ้านนั้นเผยแพร่ให้กับเกษตรกรรุ่นต่อ ๆ ไป ๆ เพราะว่าเมื่อนำแนวปฏิบัติ เดียวกันไปใช้แน่นอนครับก็น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกัน เมื่อได้ผลผลิตมาแล้วทางการตลาด ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องไปช่วยเหลือสนับสนุนในการหาตลาดกันต่อไป
ต่อมาครับในประเด็นเรื่องของที่ดินที่เรามีอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ ขอฝาก ท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีว่าท่านต้องบริหารจัดการให้เป็นธรรมแล้วก็ไม่เอื้อให้กับภาค ธุรกิจรายใหญ่ และที่สำคัญต้องไม่ให้ระบบภาษีนั้นมาสร้างภาระให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกร มนุษย์เงินเดือนต่าง ๆ แต่ละคนต้องการที่จะสร้างความ มั่นคงให้กับลูกหลาน ให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป และที่ดินนี่ละครับคือสิ่งที่จะสร้างความมั่นคง แล้วก็เป็นมรดกตกทอดให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป แต่ว่าในขณะนี้เองด้วยโครงสร้างทางภาษี กฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดินสิ่งปลูกสร้างนั้นกำลังทำให้มรดกเหล่านี้กลายเป็นภาระให้กับ คนรุ่นต่อ ๆ ไป ถ้าหากว่าที่บริเวณนั้นไม่มีสาธารณูปโภค ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่สามารถพัฒนา ที่ดินได้ ต้องถามว่าแล้วคนเหล่านั้นจะเอาศักยภาพไหนมาพัฒนาที่ดิน ก็ต้องเสียภาษีที่ดิน ตามกฎหมาย บางคนเสียไม่ได้นะครับไม่มีศักยภาพในการเสียภาษีก็จะต้องถูกบังคับไปโดย จำยอม ขายที่ราคาถูกให้กับนายทุนที่มีสายป่านยาว มีกำลังซื้อกำลังจ่ายมากกว่าคนอื่น ซึ่งผมเชื่อว่ามันไม่เป็นธรรม แล้วก็อยากจะขอฝากให้รัฐบาลชุดนี้ได้ลองพิจารณา การแก้กฎหมายเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้น
ประเด็นต่อมาครับ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ ซึ่งทางสถาบัน สิ่งแวดล้อมไทยได้ระบุว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศของไทยนั้น อันดับแรกเลยเราพูดกัน ถึงเรื่อง PM2.5 รวมถึงมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนหรือว่า Transboundary Haze Pollution นะครับ ต่อมาคือปัญหาเรื่องขยะล้นเมือง รวมไปถึงการจัดการขยะที่ไม่ถูกต้อง และท้ายที่สุดก็คือปัญหาเรื่องโรคเดือด หรือเรื่อง Climate Change นั่นเอง
หนึ่งในนโยบายการแก้ไขปัญหา PM2.5 ขออนุญาตนำเรียนผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี จำได้ตอนที่ผมทำงานอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมจำได้ว่าภารกิจในการดับไฟป่าของกรมป่าไม้นั้นได้ถูกโอนถ่ายไปยังท้องถิ่นโดยมติของ คณะกรรมการกระจายอำนาจ ตั้งแต่นั้นมากรมป่าไม้ก็ไม่มีสิทธิในการที่จะไปดับไฟป่าอีกเลย แต่ในความเป็นจริงครับเวลาเกิดไฟไหม้ขึ้นมา ไฟป่าขึ้นมา มันเกิดขึ้นในพื้นที่ของป่าสงวน ป่าอนุรักษ์หรือแม้แต่ในเขตอุทยาน ดังนั้นขอความกรุณาฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ขอให้คืนภารกิจการดับไฟป่าไปให้กับกรมป่าไม้เถอะครับ เมื่อทำแบบ นี้แล้วกรมป่าไม้ก็จะมีศักยภาพในการหากำลังคน มีงบประมาณ มีอุปกรณ์ในการที่จะไป ดับไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอสำคัญของการเกิด PM2.5 ในประเทศไทย นอกจากนั้นเอง ผมก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งดำเนินการผลักดันกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอยู่หลายฉบับ เช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือว่า Extended Producer Responsibility ให้มีความเข้มข้นในการจัดการขยะ มิฉะนั้น แล้วท่านก็จะเห็นตู้เย็น จะเห็นที่นอน จะเห็นเครื่องซักผ้าไปจบอยู่ในแม่น้ำลำคลอง ไหลไปแล้วก็ ไปติดอยู่ตามโรงสูบน้ำ เช่นโรงสูบน้ำพระโขนงของกรุงเทพมหานครเป็นต้น นอกจากนั้นเอง ขอให้ท่านผลักดันย่างที่ท่านได้พูดไว้ในนโยบาย ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศครับ เพื่อเอื้อให้มีการซื้อขาย Carbon Credit กันมากขึ้น เป็นหนึ่งในเครื่องมือ สำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการกระตุ้นการลงทุน ซึ่งวันนี้ต้องขออนุญาตเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าเรามีกระดานซื้อขาย Carbon Credit กันแล้ว เรียกว่า FTIX ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น การที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงการผลักดันไทยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุทธิให้เป็นศูนย์หรือว่า Carbon Neutrality ในปี ๒๕๙๓ แล้วก็การจัดตั้งการซื้อขายตลาด Carbon Credit อย่างเดียวนั้นมันไม่พอแล้วครับ วันนี้ต้องบอกว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในโลกส่งผลกระทบกับพี่น้องคนไทยอย่างเห็นได้ชัดครับ พายุที่เพิ่งเกิดขึ้น บัวลอยที่กำลังจะเข้ามามีทวีความรุนแรงมากขึ้น ปริมาณน้ำที่มันเพิ่มมากขึ้นทุกปี ๆ อุณหภูมิที่สูงขึ้น วันนี้เราอยู่ในสถานการณ์ La Nina อีกไม่กี่ปีมันจะกลายเป็น El Nino ใหม่ ร้อนและแล้งมัน จะกลับมา สิ่งเหล่านี้มันกระทบกับชีวิตพี่น้องประชาชน กระทบกับโครงสร้างพื้นฐานของ ประเทศ รวมไปถึงผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ พี่น้องคนพิการที่พวกเขาเหล่านั้นมีข้อจำกัด มีขีดจำกัดในการ ปรับตัว พวกเขาเหล่านั้นจะได้รับผลกระทบก่อนทุกครั้งเวลาเกิดอุบัติภัยขึ้นมา แล้วก็อยู่ใน ความเสี่ยงมากกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ คนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบมาหลายปีแล้ว แล้วก็ยังจะได้รับ ผลกระทบต่อไปเรื่อย ๆ ดังนั้นในระยะสั้นนอกจากจะผลักดันเร่งร่างพระราชบัญญัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรียังจะต้องผลักดันกฎหมายลูกที่ เกี่ยวข้องกับการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ต้องเร่งรัดให้มีการจัดทำและใช้ประโยชน์จากแผนที่ความเสี่ยงหรือว่า Risk Map ที่สัมพันธ์ กับการกระจายตัวของพี่น้องประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ แล้วก็ให้ทางองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นนั้นเตรียมความพร้อมป้องกัน หากจำเป็นก็ต้องมีสถานที่แล้วก็มีการเยียวยา ที่เหมาะสม และที่สำคัญต้องทำให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนัก ให้ความรู้ความเข้าใจว่า ผลกระทบนั้นมันเกิดขึ้นมาจากอะไร ความเสี่ยงจะเป็นอย่างไร และเราจะปรับตัวอยู่กับ ธรรมชาติอย่างไร ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นเมื่อ ตอนต้นปี ผมกับท่านนายกในขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เราขึ้นกันไปที่จังหวัดเชียงราย แล้วก็ไปทดลองตักเลนดูมันหนักเหลือเกิน ดังนั้นการปรับตัว ของพี่น้องประชาชนเราต้องเร่งปรับตัว ขอถามว่าการปรับตัวที่สำคัญเวลาน้ำท่วมเราควรจะ เพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำไหมครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย น้ำฝนมา เยอะเท่าไร ถ้าเราสามารถกักเก็บน้ำทางภาคเหนือได้มากเท่าไรก็จะลดปริมาณน้ำที่ไหลบ่า มาท่วมพื้นที่ภาคกลางมากเท่านั้น รวมไปถึงการขุดลอกลำน้ำต่าง ๆ เช่นแม่น้ำเจ้าพระยา เราพูดกันอยู่เสมอครับกรมชลประทานจะบอกว่าเจ้าพระยาจะมีศักยภาพการระบายน้ำอยู่ที่ ๓,๐๐๐ คิวเซก หรือว่า Cubic meter per second แล้วก็แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำสุพรรณบุรี บ้านผมมีศักยภาพในการระบายน้ำที่ ๓๐๐ คิวเซก วันนี้เจ้าพระยากับท่าจีนมันได้ ๓,๐๐๐ คิวเซก กับ ๓๐๐ คิวเซก จริงไหม แม่น้ำลำคลองทั้งหลายไม่ได้รับการขุดลอกมานานแล้ว ได้เวลา หรือยังที่จะขุดลอกลำน้ำเหล่านี้เพื่อที่จะทำให้กักเก็บน้ำและระบายน้ำได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแม้แต่การสร้างถนน การปลูกสร้างต่าง ๆ ตามผังเมืองมันเป็น การขวางทางน้ำไหม เราจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติหรือเราจะต่อสู้กับมัน ถ้าถามผม ปรับตัวให้อยู่กับธรรมชาติเราอยู่รอดปลอดภัยกว่าครับ
ประเด็นต่อมา ประเด็นทางด้านสังคม เพราะประเด็นที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มันเกี่ยวโยงกับ ประเด็นทางสังคมทั้งหมด อ่านในนโยบายแล้วก็ตกใจเล็กน้อยเพราะว่ารัฐบาลนั้นยังไม่ได้ ตระหนักถึงวิกฤติทางสังคมที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ครับ นโยบายของรัฐบาลไม่ได้ ให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มด้อยโอกาส สังคมต้องเรียนท่านประธานครับเป็นหนึ่งในเสาหลักของประเทศไทย มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาคเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม แต่มักจะถูกมองข้ามกันไป ประเทศไทยถ้าเราเปรียบเทียบเหมือนรถคันหนึ่ง รัฐบาลจะทำให้รถคันนี้วิ่งไปข้างหน้า จะต้องเติมน้ำมัน จะต้องใส่งบประมาณ จะต้องใช้เครื่องยนต์เข้าไป แต่จะใส่เข้าไปเท่าไร ก็แล้วแต่รถคันนี้ยังลากสัมภาระเป็นคาราวานอยู่ มันคือปัญหาสังคมทั้งหลาย ตราบใด ที่ปัญหาสังคมยังไม่ได้รับการแก้ไขท่านจะใส่งบประมาณเข้าไปทางด้านเศรษฐกิจในมิติใด ก็แล้วแต่มันก็จะไม่สามารถทำให้รถคันนี้วิ่งไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนกว่าท่านจะ เปลี่ยนเอาปัญหาสังคมและทำให้สังคมนั้นมาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ ประเทศไทยครับ
วันนี้ต้องเรียนว่ารัฐบาลจำเป็นที่จะต้องจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมโดย พรรคชาติไทยพัฒนา ขออนุญาตเน้นอีกครั้งว่าเราไม่เห็นด้วยกับการแจกอย่างเดียวครับ แต่เราจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม ก็คือสถาบันครอบครัว เพราะวันนี้ประเทศไทยของเราเข้าสู่สถานะสังคมสูงอายุโดย สมบูรณ์แบบแล้ว และอีกไม่ถึง ๑๐ ปีครับท่านประธานมันเร็วมากครับ ประเทศไทยจะเข้าสู่ สาธารณะสังคมสูงอายุ ระดับสุดยอดแบบที่ญี่ปุ่นเป็นเลย ประชาชนคนไทย ๑ ใน ๓ คนจะเป็นผู้สูงอายุ คนวัยทำงานก็จะลดลง ครอบครัวไทยวันนี้ อยู่ในภาวะเปราะบางมาก มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว มีเด็กเกิดใหม่น้อย น้อยกว่า ญี่ปุ่นเสียอีก และแถมเด็กเหล่านี้ก็ได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้องอย่างไม่มีคุณภาพ ทำให้ผลิต ภาพหรือเด็กเหล่านั้นเติบโตขึ้นมาไม่ได้มาเป็นทรัพยากรมนุษย์ให้กับสังคมไทย ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ต้องเตรียมในการแก้วิกฤติ วันนี้ประเทศไทยของเราเจออยู่ ๒ วิกฤติซ้อนกันเลย นอกจากเรื่องโลกเดือด Climate Change แล้วเรายังเจอปัญหาเรื่อง วิกฤตืโครงสร้างประชากรควบคู่กันไปด้วย ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลท่านนั้น พร้อมที่จะขับเคลื่อนนโยบายการดำเนินงานต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดต่อ ๆ มา ดังนั้น ขออนุญาตใช้เวทีแห่งนี้เสนอให้ดำเนินการตามข้อเสนอเชิงนโยบาย ๕ คูณ ๕ ฝ่าวิกฤติ ประชากรที่ผมได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ แล้วก็ ยังได้นำเสนอต่อที่ประชุมของคณะกรรมาธิการว่าด้วยประชากรและการพัฒนาขององค์การ สหประชาชาติเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๗ ซึ่งนโยบายนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจาก นานาอารยประเทศ สมาชิกของ UN ซึ่งข้อเสนอแนะทางนโยบายนี้ประกอบไปด้วย ๕ กลยุทธ์หลัก แล้วก็แต่ละกลยุทธ์ประกอบไปด้วย ๕ มาตรการในการที่จะดูแล เสริมสร้างพลัง แล้วก็สร้าง ความเข้มแข็งให้กับคนกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องกลุ่มเปราะบาง เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุและคนพิการ รวมถึงคนวัยทำงานที่จะต้องเป็น Generation The แบกของ ครอบครัว แล้วก็ของสังคมไทยในอนาคตอันใกล้ ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม กับการสร้างครอบครัวไทยให้แข็งแรง ซึ่งในนโยบายนี้มีหลายมาตรการที่สอดคล้องกับ นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการ Upskill และ Reskill ของคนวัยทำงาน แต่ว่าในขณะที่ประเทศไทยของเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติซ้อนวิกฤติในขณะนี้ Upskill กับ Reskill อย่างเดียวมันไม่พอ เราต้องทำมากกว่านั้น เราอย่างที่ผมได้กล่าวไป เมื่อสักครู่นี้ ต้องทำให้กลุ่มคนเปราะบางเหล่านี้ไม่เป็นภาระกับสังคม เราต้องดึงเอาศักยภาพ ของคนกลุ่มนี้มาเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่นผู้สูงอายุทั้งหลายวันนี้ท่านมี ทั้งพลังกาย พลังสมองที่ดีเยี่ยม ต้องให้คนเหล่านี้มีโอกาสได้ทำงานต่อในหลังเกษียณ หรือแม้แต่พี่น้องคนพิการ หลายท่านผมได้ประสบมากับตัวเอง มีศักยภาพ มีความสามารถ มากกว่าคนทั่ว ๆ ไป เราต้องให้คนเหล่านี้มีโอกาสในการทำงาน ทำงานเพราะความสามารถ ของเขา ไม่ใช่ไปจ้างคนพิการเพราะความพิการของเขา ให้คนพิการสามารถทำงานได้ Because of their ability ไม่ใช่ Because of their disability ซึ่งในการนี้ภาครัฐเอง ต้องร่วมมือกับภาคเอกชนในการขยายการจ้างงานผู้สูงอายุ และคนพิการเพื่อลดปัญหา การขาดแคลนแรงงานและลดภาระของครอบครัว ซึ่งผมเองต้องขออนุญาตฝากท่านประธาน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกท่านว่าขอให้จ้างงานพี่น้องคนพิการตามเงื่อนไข กฎหมายที่กำหนดด้วยนะครับ เพราะวันนี้จาก ๒๐ กระทรวงของประเทศไทยมีอยู่แค่ ๓ กระทรวงเท่านั้นที่จ้างงานพี่น้องคนพิการตามที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนั้นเองภาครัฐควรจะต้องพิจารณาเรื่องการขยายอายุการเกษียณ ราชการอย่างจริงจังได้แล้ว เพราะว่าวันนี้คนใช้เบี้ยสวัสดิการเยอะขึ้น แต่คนจ่ายเงินที่จะเข้ามา อยู่ในกระเป๋าสตางค์น้อยลง น้อยลงทุกวัน หรือแม้แต่การนำเอาเอไอเข้ามาช่วยในการพัฒนา เศรษฐกิจแล้วก็สังคมอย่างเหมาะสม เพื่อทดแทนวัยทำงานที่กำลังลดลง ลดลงทุกวัน ปีที่แล้วอัตราการเกิดของประเทศไทยน้อยกว่าอัตราการตาย แล้วก็มีอัตราการเกิดน้อยที่สุด ในอาเซียน แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่สำคัญจะมากจะน้อยอย่างไร รัฐบาลต้องเริ่มพัฒนาคุณภาพ แล้วก็ผลิตภาพของเด็กที่มีจำนวนน้อยลงทุกปีตั้งแต่วันนี้ การวางแผนให้เป็นระบบ ดูแล ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ การเลี้ยงดูในครอบครัว และที่สำคัญการปรับระบบการศึกษาให้ตอบสนอง กับความท้าทายต่าง ๆ ของโลกใบนี้ เพราะว่าที่ผ่านมาประเทศไทยของเราผลิตนักศึกษา ออกมาเพื่อให้เป็นลูกจ้างมากกว่าเจ้าของกิจการ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ เกิดอัตราการปลดคนงานเยอะขึ้น Starbucks ในต่างประเทศในสหรัฐอเมริกาลดไป หลายร้อยสาขา การจ้างงานจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ตำแหน่งงานน้อยลง คนตกงานจะมากขึ้น ดังนั้นขอให้เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการศึกษา ให้ผลิตนักศึกษาออกมาเพื่อเป็นเจ้าของกิจการ มากกว่ามาเป็นลูกจ้าง ท่านต้องออกแบบระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับวิธีคิดข้างต้น โดยคำนึงถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจว่าประเทศไทยจะไปในทางไหน จะพัฒนาด้าน Application จะใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ จะทำเอไอ จะใช้ธุรกิจการเงินสมัยใหม่อย่างไร ท่านจะต้องสอนคนรุ่นใหม่ออกมา และที่สำคัญลืมไม่ได้เลยครับ ต้องมีหลักสูตรให้กับพวกผม ด้วยครับ คน Gen X คน Gen Baby Boomer รวมไปถึง Gen Silent นั้น ต้องมีหลักสูตร ปรับความรู้ให้กับคนรุ่นผมและรุ่นก่อน ๆ เพื่อให้เขาทันสมัย แล้วก็มีความรู้ เข้าใจในสังคม สมัยใหม่ ปรับตัวได้ เข้ากับสังคมในยุคปัจจุบันครับ
และประเด็นสุดท้าย เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่อยากจะขอฝากท่านประธาน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีก็คือการที่จะเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคชาติไทยก่อนที่ จะมาเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาในปี ๒๕๓๘ โดยท่านหัวหน้าพรรค ท่านบรรหาร ศิลปอาชา ในขณะนั้นได้ฝากมรดกชิ้นสำคัญให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น ๑ ในรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดของประเทศไทยครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นมีที่มาจากการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ครอบคลุมพี่น้องประชาชน ทุกกลุ่ม ต้องย้ำว่าทุกกลุ่มจริง ๆ นะครับ มีทั้งการคัดเลือก มีการเลือกตั้งจากทุกจังหวัด จึงเป็นเหตุให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นมีความสมบูรณ์ที่สุด ก็อยากจะขอฝากท่านประธาน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีลองพิจารณาแนวทางที่พรรคชาติไทยในขณะนั้นได้ดำเนินการเอาไว้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มั่นคงของประเทศไทยครับ
โดยสรุป ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาทั้งหมดอะไรที่ดีอยู่แล้วก็ขอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีทำต่อครับ อะไรที่จะต้องปรับแก้ อะไรที่จะทำแล้วพี่น้องประชาชน คนไทยมีความเป็นอยู่ดีขึ้นขอให้ปรับเสีย แต่ที่สำคัญถ้าท่านไม่เปลี่ยนวิธีคิด ถ้าไม่เปลี่ยน วิธีทำท่านก็จะได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นเวลา ๔ ปีหรือ ๔ เดือน ก็ขอเป็นกำลังใจ ให้กับท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ผมขออภิปรายการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งท่านประกาศว่าจะเป็นรัฐบาลเพียง ๔ เดือน แต่ถ้าดูนโยบาย ท่านแถลงเหมือนจะขับเคลื่อนประเทศไปอีก ๔ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ซึ่งเป็นวงเงิน ๓.๗๘ ล้านล้านบาท วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๘ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๙ ก็จะมีผลใช้ ซึ่งในวงเงินก้อนนี้จะเป็นวงเงินรายจ่ายประจำอยู่ ๒.๖๕ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเงินเดือน เป็นค่าบริการสาธารณสุข เป็นเงินเกี่ยวกับการศึกษา และอีกก้อนหนึ่งก็คือ ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เป็นงบลงทุน หรือประมาณ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ งบประมาณทั้งหมดจะมี แผนงาน โครงการที่ใช้ทุกบาท ทุกสตางค์ ทุกสลึงเลยนะครับ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีจะไปใช้ได้ อย่างเดียวก็คืองบกลาง ดังนั้นการแถลงนโยบายกับงบประมาณเป็นคนละเรื่องกัน ผมจึง คิดว่าถ้าเราไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริงเราก็จะเหมือนการขายฝัน และจริง ๆ แล้วผม อาจจะเรียกว่านโยบายนี้เป็นนโยบายของคนโกหกหรือเป็นเรื่องโกหกของนโยบายก็ได้ ไม่ใช่ เชิงตำหนินะครับ เพราะถ้ามีนโยบายไม่มีเงินงบประมาณแล้วท่านจะไปตั้ง พ.ร.บ. งบประมาณหรือไปกู้ ที่ผลักภาระให้ประชาชนมันยิ่งเลวร้ายใหญ่ และที่สำคัญสิ่งที่ท่าน จะต้องคิดใน ๔ เดือนที่จะยุบสภา ผมคิดว่ารัฐบาลต้องเริ่มคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลควรทำอะไร กับสิ่งที่รัฐบาลต้องทำอะไร อีกเรื่องหนึ่งคือสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำอะไร และสิ่งที่รัฐบาลต้อง ไม่ทำอะไร สิ่งที่รัฐบาลควรทำอะไรคือรัฐบาลต้องประกาศให้เห็น โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต รัฐบาลจะต้องทำงานประจำที่มีการบริหารงบประมาณ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท ซึ่งผ่านมันสมองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน และผ่านวุฒิสภา ซึ่งเราคิดว่า งบประมาณก้อนนี้ จะทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง ทำให้การศึกษาดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น รัฐบาลควรจะไปทำงานประจำอันนั้นให้ดีขึ้น เพราะเวลาแค่ ๔ เดือนเท่านั้น สิ่งที่รัฐบาลต้อง ไม่ทำอะไรก็คือการทุจริต คือการไม่ใช้กฎหมายอยู่เหนือความยุติธรรม การไม่ใช้อำนาจไป แทรกแซง ซึ่งทั้งหมดนี้ท่านเขียนไว้ในนโยบายอยู่แล้ว นโยบายหนึ่งที่เมื่อเราพูดอย่างนี้ ผมอยากจะมาพูดคุยกัน เนื่องจากว่าท่านแถลงนโยบายไป ด้านสังคม ข้อ ๙ ว่าจะรักษา หลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด โดยให้ถือว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ในกรณีเหล่านี้เป็น ความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและต้องดำเนินการทางอาญาอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะข้อ ๙.๒ ท่านบอกว่าการใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลักของความเป็นจริง กฎหมายจะดีแค่ไหน นโยบายจะดีแค่ไหน แต่ถ้าคนเข้ามาไม่สัตย์ซื่อ ไม่ธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม กฎหมายอันนั้นก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่เราจะเห็น ก็คือรายชื่อของ คณะรัฐมนตรีจำนวนหลายคนซึ่งมีเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วว่ามีความสงสัย ในความ ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ผมเชื่อว่าใน ๒ วันนี้จะมีเพื่อนสมาชิกได้หยิบประเด็นนี้ขึ้นมา แต่โดยประสบการณ์ส่วนตัวนั้นผมพบว่าในส่วนของตัวผม อย่างน้อย ๗-๘ คน ที่ผมเห็นว่า มีความน่าห่วงใย ซึ่งในโอกาสนี้ผมจะหยิบเรื่องใน ๔ เดือนที่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ใช่แค่ อาชญากรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องความห่วงใย แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเสถียรภาพของ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการนะครับ ซึ่งทั้ง ๒ เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธไม่ได้ เรื่องแรกที่ผมอยากจะฝากท่านนายกรัฐมนตรี เพราะว่าที่ผมพูดก็คืออดีต เป็นบทเรียน สังคมไม่ควรให้มีการกระทำผิดซ้ำบ่อย ๆ ถ้าคนที่เคยไปอยู่ในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ มีโต๊ะครูคนสำคัญ ๆ เคยมาเล่าให้ผมฟังว่ามุสลิมเรานี้จะไม่ให้แมลงป่องต่อยซ้ำสอง คือจะไม่มีการมากระทำผิดซ้ำอีก เช่นกันครับ สิ่งที่ผมอยากจะหยิบมาเป็นเคสฝาก ท่านนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ที่เป็นที่เคารพ ของผมคนหนึ่งได้ออกมายืนยันแล้ว ก็คือเรื่องที่ดินเขากระโดงที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กระทรวงมหาดไทย กรมที่ดิน มีบางท่านบอกว่าเรื่องเขากระโดง ไม่ได้เกี่ยวกับกรมที่ดินเลย เกี่ยวกับกระทรวงคมนาคม เกี่ยวกับรถไฟ ซึ่งอันนั้นท่านอาจจะไม่ได้ไปดูคำพิพากษา ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เรามีคำพิพากษาของศาลยุติธรรม และศาลปกครอง จำนวน ๙ ฉบับ ซึ่งใน ๙ ฉบับนี้ของศาลยุติธรรมก็จะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ในศาลชั้นต้นจะมีผู้พิพากษา ๓ คน ศาลอุทธรณ์ก็จะมี ๓ คน ศาลฎีกา ๓ คน จำนวน ๘ ฉบับ แล้วก็มีศาลปกครองจำนวน ๑ ฉบับ ของศาลชั้นต้น มีศาลยุติธรรม ผู้พิพากษาศาลยุติธรรม จำนวน ๒๑ คน ถ้าไปดูรายชื่อ เป็นอาจารย์ที่ได้รับ การยอมรับ เป็นประธานศาลฎีกาที่มาตัดสินเรื่องเขากระโดง เช่นกันของศาลอุทธรณ์ผมคิด ว่าผู้ที่มาตัดสินในความเห็นผมเป็นนักปราชญ์คนหนึ่งในเรื่องที่ดิน ท่านทราบไหมว่าทั้งหมดทั้ง ๒๔ ท่านได้ตัดสินว่าที่ดินเขากระโดงจำนวน ๕,๐๘๓ ไร่ ๘๐ ตารางวาเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย การออกเอกสารสิทธิไปทับที่ดิน ใน ๕,๐๘๓ ไร่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่สามารถที่จะกระทำได้ อันนี้ทุกศาล ไม่มีเป็นอย่างอื่น ถ้ามีการเอารูปให้เห็นภาพเขากระโดงหน่อยก็ดีเพราะไม่ได้เป็นการ หมิ่นประมาทนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านดูครับ ปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ดินของรัฐ ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยเกิดมา ก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๑๐ บอกเลยว่าที่ดินที่เกิดมาก่อน ไม่ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินไป แล้วยังบอกว่าที่หวงห้ามจะไม่สามารถมาออกเอกสารสิทธิได้ ปรากฏว่าเมื่อผู้พิพากษาทั้ง ๒๔ คน ได้ผ่านการตัดสินจำนวน ๙ คำพิพากษาบอกว่าที่ดินนี้ เป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะเขียนไว้ในนั้นแทบน้ำตาไหล ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ พระราชทานให้ วันนี้เราจะไปช่วงชิงที่นี้มาเชียวหรือ เราพบว่าศาลที่สั่ง ครั้งสุดท้ายคือศาลปกครอง แล้วก็คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครอง พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องที่สอง ผู้ถูกฟ้องที่สองคือใคร คืออธิบดีกรมที่ดิน
เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงผู้ที่กำลัง อภิปรายอยู่ในเวลานี้ วันนี้นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ไม่มีประเด็นเหล่านี้เลย ก็ไม่มีใครไปแทรกแซงอะไรเลย ที่ดินเขากระโดงท่านลุกขึ้นเมื่อไรก็เมื่อนั้น เล่าเรื่องเก่า ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ กี่ พ.ศ. มาแล้ว ยุติได้แล้วครับ ไม่มีใครเข้าไปแทรกแซง ตัวท่านเองต่างหาก ที่แทรกแซงจนศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เอาคนอย่างนี้หรือมาพูด ผมว่าเอาประเด็นที่รัฐบาล จะทำต่อไปนี้ในเวลา ๔ เดือน ท่านเห็นข้อบกพร่องอะไร ก็ให้ดูเขาต่อไปว่าเขาจะทำอะไร แล้วค่อยมาอภิปรายไม่ไว้วางใจครับ ขอบพระคุณมากครับ
ท่านประธานครับ เขาประท้วงข้อไหนครับ อยากให้บริหารหน่อยเพราะว่าผมเองเดี๋ยวจะหยิบมาให้เห็นว่า มันเกี่ยวกับท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินเมื่อปี ๒๕๖๗ แบบนี้เท่านั้นเอง เพราะว่าผมจะบอกว่า เมื่อท่านมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยอีก
เชิญท่านทวีต่อเลยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อศาลปกครองสั่งเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๖ บอกว่าให้ผู้ถูกฟ้องที่ ๒ ดำเนินปฏิบัติตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ท่านเขียนไว้ชัดเลยมาตรา ๖๑ มี ๘-๙ วรรคให้ทำทุกอย่าง มีทั้งให้เพิกถอนทั้งอะไร แล้วในฐานะที่รัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเป็นรัฐ รัฐธรรมนูญเราเขียนไว้ชัดเจนเลยว่ารัฐต้องดูแล ให้มีการปฏิบัติตาม และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ท่านประธานทราบไหมว่ากรมที่ดิน ก็ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คือ ๑. ตั้งกรรมการตามมาตรา ๖๖ วรรคสอง แต่ ๒. ไม่ไปทำตามศาลปกครองสั่งคือเขาให้ไปสำรวจแนวเขต กลับไปพิพากษาคดีใหม่ ไปเอาแผนที่มา ซึ่งเรื่องทั้งหมดนั้นถูกตัดสินโดย ๙ ศาลอย่างชัดเจน แล้วศาลสุดท้ายก็ฟ้อง ๕,๐๐๐ กว่าไร่ กรรมการชุดนี้จึงทำตัวตามอำเภอใจ ไม่ได้ตามกฎหมาย แล้วก็ประการสำคัญก็คือท่านอธิบดีกรมที่ดินขณะนั้น ก็เห็นด้วยกับศาล เนื่องจากศาลได้ให้ คำแนะนำว่าให้ผู้ฟ้องคือการรถไฟมาร่วมสำรวจด้วย แล้วก็ออกคำสั่งให้มาร่วมสำรวจโดยทั้ง ๒ หน่วยต้องเสียงบประมาณมาสำรวจ ปรากฏว่าวันดีคืนดีเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ ปรากฏว่าอธิบดีกรมที่ดินสั่งไปยุติ ทั้งที่รถไฟกับผู้สำรวจกำลังสำรวจอยู่ และต่อมารถไฟกับ ผู้สำรวจเขาก็ทำเสร็จ ซึ่งถ้าเขาทำเสร็จในตัวกฎหมายมาตรา ๖๑ ทั้งหมดเสร็จหมดแล้ว เซ็นชื่อหมดแล้ว ก็เพียงแต่มาเพิกถอน ซึ่งคำพิพากษาฎีกาก็เพิกถอนในวันรุ่งขึ้นได้ ดังนี้ จึงเป็นเหตุที่ท่านภูมิธรรม เวชยชัย มาดูว่าอันนี้ยังไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายให้ครบ แล้วก็ ไม่บังคับตามคำพิพากษา ท่านประธานทราบไหมว่าเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๘ ผู้ว่าการ รถไฟคนปัจจุบันเห็นว่างานธุรการมันยังไม่เรียบร้อยก็ไปประชุมกับผู้สำรวจก็รับรองแนวเขต อันนี้คือจบแล้ว เรื่องจบแล้ว คุณไม่มีหน้าที่อย่างอื่น คุณต้องไปเพิกถอน จากนั้นขึ้นมา ปรากฏว่าได้ทำหนังสือในระหว่างนี้มีผู้ไปร้องทุกข์ แล้วก็พบว่าสนามกีฬาช้างอารีนา มีร่องรอยของการไปสร้างทับที่สาธารณะ ก็มีคนมาร้องทุกข์ ผู้ว่าการรถไฟก็ไปร้องทุกข์ ในวันที่ ๓ กันยายน เราเลือกนายกรัฐมนตรีวันที่ ๕ และวันที่ ๕ กันยายน ที่เป็นวันเลือก นายกรัฐมนตรี ผู้ว่าการรถไฟก็เซ็นหนังสือยืนยันไปกับกรมที่ดิน ท่านประธานทราบไหมว่า พอหลังจากมีนายกรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยไปสั่งยุติ
เชิญครับ
ผมกราบเรียน ให้ท่านประธานและท่านสมาชิกตลอดจนพี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้รับทราบ เรื่องนี้ คนเขารู้กันทั่วจากผู้ที่ฟ้อง ๓๕ ราย ทางกรมที่ดินได้เพิกถอนสิทธิไปเรียบร้อย ขณะนี้การ แถลงข่าวของการรถไฟนั้นทราบว่าการรถไฟจะฟ้องเป็นรายบุคคล เป็นรายแปลง ก็ปล่อยให้ ศาลเขาดำเนินการสิครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผู้ที่กำลังอภิปรายนี้เลยครับ เพราะฉะนั้น ผมว่ายุติได้แล้วเรื่องนี้ครับ
เชิญครับ
ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เรากำลังอยู่ในการประชุมรัฐสภา มีข้อบังคับของการประชุมร่วมรัฐสภาในข้อ ๔๗ ของการประชุมร่วม กรณีที่สมาชิกรัฐสภาผู้ใดต้องการประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับให้ยืน และยกมือขึ้น แล้วก็ต้องบอกด้วยว่าผู้ที่กำลังอภิปรายผิด ท่านทวีกำลังทำผิดข้อบังคับ ข้อไหน แต่ท่านประท้วงด้วยความเคารพครับ ท่านยกมือแล้วก็มากล่าวโดยไม่ได้อ้างถึง ท่านทวีข้อบังคับข้อไหน และอีกอย่างก่อนหน้านี้ท่านประธานก็ได้วินิจฉัยแล้ว ผู้ประท้วง ท่านเดียวกันก็ได้มาประท้วง และท่านประธานเองก็ได้อนุญาตให้ท่านทวีอภิปรายต่อในเรื่อง เดียวกันนะครับ ขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วก็ให้ปฏิบัติตามข้อบังคับข้อ ๕ (๔) ด้วย ควบคุมการประชุมของรัฐสภาด้วยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่าน สส. แนน
ท่านประธาน ที่เคารพครับ
ให้ สส. แนน พูดก่อนครับ
ผมประท้วงตาม ข้อ ๔๕ อภิปรายวนเวียนซ้ำซาก ฟุ่มเฟือย ข้อ ๔๕ ครับ
เชิญท่าน สส. แนน ครับ
ท่านประธานคะ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานขออนุญาตค่ะ ทั้งข้อบังคับ ข้อ ๕ และข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกท่านสนอง ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ก็ได้พูดถึง เนื้อหาของข้อ ๔๕ ไว้แล้ว และประเด็นอีกอย่างหนึ่งที่ชัดเจน เมื่อสักครู่ท่านประธานยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นที่ ท่านสนองได้ลุกขึ้นประท้วง แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดในประเด็นของข้อ ๔๕ การอภิปรายต้องอยู่ ในประเด็นที่วาระวันนี้เราเข้าประชุมกันอยู่ วาระการประชุมวันนี้คือการแถลงนโยบายของ รัฐบาลต่อสมาชิกรัฐสภา เพราะฉะนั้นวันนี้ค่ะท่านสมาชิกท่านใดมีข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับ นโยบาย มีข้อแนะนำ มีข้อติติงก็ในตามวาระที่เราประชุมกันวันนี้ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่ท่านนำ เรื่องอดีตหรือเปล่าที่แล้วมาหรือเปล่า ตอนอยู่ด้วยกันไม่เห็นพูดอะไรเลยนี่คะ ตอนนี้ไม่พูด เสียแล้วค่ะ
วินิจฉัยนะครับ ตอนนี้รัฐบาล ยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดิน การอภิปรายนโยบายขอให้ตรงประเด็นครับ เชิญท่านทวีครับ เข้าประเด็นของการบริหารราชการแผ่นดินครับ
เดี๋ยวเรื่องนี้จะจบ อยู่แล้ว ขอบคุณมากครับ
ผมขอให้เป็นประเด็นที่กำลัง อยู่ในการแถลงนโยบายนะครับ อย่าไปยกเอาประเด็นที่แล้วมานะครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่ผมพูดว่านโยบายจะไม่ใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อประโยชน์ทาง การเมือง ผมจะยืนยันในประเด็นตรงนี้ว่าประโยชน์ทางการเมืองก็คือท่านนายกรัฐมนตรีเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และท่านนายกรัฐมนตรีก็ไปมีบ้านอยู่บ้านเลขที่ ๓๐/๒ หมู่ที่ ๔ ตำบลอิสาณ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ก็คือทะเบียนบ้านที่อยู่ในนี้ด้วย รวมทั้ง มีที่ดินและธุรกิจมากมาย แล้วที่ผมอยากจะให้เห็นว่าเมื่อผู้พิพากษาจำนวน ๒๔ คนคณะกรรมการ ตามมาตรา ๖๖ ท่านทราบไหมว่าพอเข้ามาเป็นกรรมการ พอวันดีคืนดีไปเป็นรองผู้ว่าราชการ จังหวัดยะลา อยู่ใกล้ ๆ บ้านท่านซูการ์โน อาวุโสต่ำสุดเลย แล้วก็กลุ่มพวกนี้แล้วไปหักล้าง คำพิพากษาที่เขาวินิจฉัยมาแล้ว ปัจจุบันทราบว่าเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ อันนี้ คือตัวอย่าง ดังนั้นผมจึงคิดว่านโยบายข้อนี้ผมอยากจะฝากท่านนายกรัฐมนตรีไปเท่านั้นครับ ฝาก ครม. ผมเชื่อว่าวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าจะไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง สิ่งที่ผมเห็นก็คือ ว่ามันมีผลกระทบต่อภาพรวม ผลกระทบต่อความเสียหายของรัฐนี่รถไฟต้องสูญเสียที่ดิน ๕,๐๘๓ ไร่ เงินเป็นหมื่นหมื่นล้านบาท แล้วปล่อยให้โฉนดเป็นโมฆะ แล้วก็ทำให้กลุ่มบุคคล ต่าง ๆ เข้ามาจัดหาผลประโยชน์แทนที่สาธารณะสมบัติของแผ่นดินนี้ควรจะเป็นของแผ่นดิน เป็นการบ่อนทำลายหลักนิติธรรม หลักนิติรัฐซึ่งท่านได้ประกาศไว้ ซึ่งผมคิดว่าคำพิพากษา ในพระปรมาภิไธยเป็นคำพิพากษาที่ทรงคุณค่า แต่ท่านกลับให้หน่วยงานไปตีความ ตามอำเภอใจ แล้วก็เป็นเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นทั้งหมด
ประการต่อมาเกิดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งท่านพูดอยู่แล้ว ว่าจะไม่ใช้อยู่เหนือกฎหมายหรือไปรับใช้ทางการเมือง ซึ่งผมก็อยากจะเตือน แล้วก็ อีกประการหนึ่งคือละเลยรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ผมจะต้องอภิปราย แล้วอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่ ๒ ผมก็เกรงใจท่านประธาน เกี่ยวกับตัวท่านประธานด้วยนะครับ แต่ผมไม่มีอคติ ผมจะพูดบนพื้นฐานว่าเรื่องนี้มันกระทบต่อเสถียรภาพทางฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ร่วมถึงกระทบไปถึงฝ่ายบริหารที่เป็นตัวแทนของประชาชนซึ่งมีอำนาจอยู่ นิดเดียวจะต้องไปสู่องค์กรอิสระก็คือการให้ได้มาซึ่งวุฒิสภา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ผมไม่ได้กล่าวท่านประธานนะครับ ในช่วงผมเป็นคณะกรรมการคดีพิเศษ อันนี้เป็นข้อมูล ที่ผมอยากจะเล่าสั้น ๆ แต่ท้ายนี่ผมจะไปสู่การอธิบายเพื่อให้ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ได้รับทราบ ก็คือว่าจะมีคณะบุคคล
เดี๋ยวนะครับท่านทวีครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาแทนราษฎร จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบขอประทานอภัยท่านผู้ที่กำลังอภิปรายจริง ๆ ครับ ไม่อยากจะขัดจังหวะท่านครับ แต่ว่าด้วยเมื่อสักครู่นี้ทั้ง ๒ เรื่องนะครับท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ก็เรื่องเขากระโดง อันนี้ก็เรื่องฮั้ว สว. พวกผมสมาชิกรัฐสภาเราฟังเรื่องนี้ หลายรอบแล้วครับ แล้วต้องย้ำกับท่านประธาน ผมขึ้นประท้วงในข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ครับ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นหรือเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษากันอยู่ เมื่อสักครู่นี้ต่อเนื่อง กับท่านประธานเลยครับ ในข้อ ๔๗ ครับ คำวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาด ที่ผมทนฟัง มาแล้วก็ไม่ได้ลุกขึ้นประท้วง เพราะเมื่อสักครู่นี้มีเพื่อนสมาชิกได้ขึ้นประท้วงแล้ว และท่านประธาน ก็ได้วินิจฉัยแล้วว่าเรื่องที่กำลังอภิปรายกันอยู่นั้นคือเรื่องของการแถลงนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจครับ เรื่องทั้งหมดทั้งสิ้นที่มานี่มันเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ที่ผ่านมา ซึ่งพวกผมเป็นฝ่ายค้านมาได้ ๒ เดือนแล้วครับท่านประธาน ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ ท่านนายกรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผ่นดินเลยแม้แต่เล็กน้อย ที่ท่านพูดมาว่าจะใช้ หลักนิติธรรมของคำตามคำแถลงนโยบาย ก็เพราะที่ผ่านมามันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ละครับ ที่ใช้อำนาจทางบริหารราชการแผ่นดินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการเมือง ท่านนายกรัฐมนตรี จึงไม่อยากจะเห็นภาพเหล่านี้ครับ ท่านประธานได้โปรดกรุณาวินิจฉัยครับ
ผมวินิจฉัยอย่างนี้ครับท่านทวี ด้วยความเกรงใจนะครับ เพราะว่าท่านก็บอกแล้วว่ามันเกี่ยวกับตัวผม ผมขอวินิจฉัยว่าตอนนี้ มันเป็นการอภิปรายในเรื่องของนโยบายของรัฐบาล ขอให้อยู่ในนโยบายเท่านั้น สิ่งที่ท่าน อภิปรายเมื่อสักครู่นี้มันเหมือนกับว่าเป็นการย้ำว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่ง ตอนนี้รัฐบาลยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินครับ ผมขอให้เข้าประเด็นครับ ประเด็นที่อยู่ใน เรื่องของนโยบายของรัฐบาลครับ
ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าจะมีสมาชิกพูดต่อ แต่ว่าถ้าไม่พูดมันเป็นนโยบาย เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดยังมี กกต. อนุ กกต. ก็ได้ส่งคำให้ท่านคณะรัฐมนตรีในที่นี้ประมาณ ๖-๗ คน ต้องไปรับทราบ ข้อกล่าวหา แล้วท่านก็ไปรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งมันยังมีคดีที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งหมดทราบว่า ๒๒๙ คน แล้วก็ทุกท่านรวมทั้งท่านประธานก็คงไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ประเด็นสำคัญ ก็คือว่ามันยังมีคนที่อยู่ใน ครม. ฝากท่านประธานไปถึงท่านบวรศักดิ์ครับ คนที่อยู่ใน ครม. แล้วก็ เป็นคณะรัฐมนตรี ในความผิดฐานอั้งยี่หรือความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งผมคิดว่ามหันตภัย ที่อันตรายที่สุดที่ทำลายระบบประชาธิปไตยครั้งนี้ คือแม้สภาเราเมื่อก่อนเรามีสภา ๒ น้ำ คือ สว. มาจากการแต่งตั้ง แต่วันนี้เราเป็นสภาที่ สว. มาจากการเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่า ในหลักฐานนั้นซึ่งผมไม่พูดถึง ปรากฏว่าในโพยฮั้วถ้าได้เอารูปไปดูทุกคนเหมือนเปิดหีบบัตร ตรงกัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คนที่เลือกไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถเลย เลือกตามโพย แล้วก็ คนกลุ่มนี้ก็ต้องนั่ง
มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่าน ผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานครับ ผม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๔๕ ครับ ท่านประธานครับ ผมว่าผู้อภิปรายพอแล้วละครับ ออกนอกเรื่องไปไกลแล้วครับ แล้วไม่ใช่ท่านหรือครับที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ท่านหยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะท่านแทรกแซง และตามที่นโยบายของท่านนายกอนุทิน ข้อ ๙.๒ ท่านดูสิครับ การใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ ของรัฐเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เราไม่มีหรอกครับ เพราะฉะนั้นศาลตัดสินไปแล้วครับ มันควรจะหยุดได้แล้วครับ
ท่านประธานครับ ประท้วงสั้น ๆ หน่อยได้ไหมครับ เพราะผมพูดอีกไม่ยาว เพราะว่าผมต้องเก็บเวลา
ทุกอย่างมันอยู่ใน กระบวนการยุติธรรม มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแถลงนโยบายเลยครับ ขอให้ท่านประธาน วินิจฉัยด้วยครับ
ขอวินิจฉัยนะครับ ท่านทวีครับ ผมขอให้เข้านโยบาย อย่าไปเอาเรื่องที่แล้ว ๆ มา คือเรื่องที่ท่านพูดนั้นอยู่ในกระบวนการ ของ กกต. อยู่ครับ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นนโยบายของรัฐบาลครับ ขอให้ท่านเข้าเรื่องนโยบายครับ
ผมเริ่มต้น เรื่องจริยธรรม มันเกี่ยวกับตัวรัฐมนตรี
ขอให้เข้านโยบายครับ เพราะไม่อย่างนั้นจะมีผู้ประท้วงไม่สิ้นสุดนะครับ
อยากให้ลอง เอารูปบางรูปมาโชว์สักนิดหนึ่ง
ด้วยความเกรงใจท่านทวี จริง ๆ ครับ ผมขออนุญาตให้เรื่องที่มันอยู่ในกระบวนการยุติธรรมเขากำลังดำเนินการอยู่ ตอนนี้เป็นเรื่องของการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล ขอให้เข้าเรื่องครับ ให้อยู่ในประเด็น ในเรื่องของนโยบาย ตอนนี้รัฐบาลยังไม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ครับ แล้วก็แถลงนโยบายไปแล้ว ขอให้เข้าอยู่ในประเด็นนี้ครับ
อันนี้เป็น เรื่องเดียวกับท่านอาจารย์บวรศักดิ์ได้พูด เรื่องฮั้ว สว. แล้วก็เรื่องเขากระโดง ซึ่งผมไม่มีอะไร คืออยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีปล่อยให้พนักงานสอบสวนทำ เพราะในเรื่องนี้ เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด
ท่านอดิศร เพียงเกษ ยกมือ เชิญครับ ท่านอดิศรจะประท้วงเรื่องอะไร เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม อดิศร เพียงเกษ สมาชิกรัฐสภา คิดว่าประเด็นที่กำลังพูดกันมันมีส่วนเกี่ยวข้อง กับคนที่ทำหน้าที่เป็นประธาน ผมว่าหากพูดเรื่องฮั้ว สว. ก็ดี มันเกี่ยวข้องกับท่านโดยตรง ผมไม่อยากให้ท่านนั่งเป็นประธานครับ เพราะไม่เป็นกลางอย่างแน่นอน ทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง ท่านดำเนินการประชุมต่อไปไม่ได้
เดี๋ยว ท่านไม่ได้ประท้วงนี่ครับ เรื่องนี้
ผมประท้วงว่าท่าน ทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง ข้อ ๕ ผมว่าเชิญท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา มานั่งเป็นประธาน เพื่อจะได้พูดเรื่องนี้ เขาต้องพูดเพราะว่าทั้งหมดที่ทำหน้าที่เป็น ครม. คือผู้ถูกกล่าวหา
ผมกำลังวินิจฉัยครับ
ไม่ครับ ท่านไม่เป็นกลาง ท่านไม่ควรทำหน้าที่เป็นประธานวินิจฉัยเรื่องเขากระโดง หรือเรื่องฮั้ว สว. ผมขอประท้วงครับ
ใครประท้วงครับ ท่านพิสิษฐ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาครับ ผมเห็นว่าท่านผู้อภิปราย อภิปรายไม่ตรงกับ ในคำแถลงนโยบายทั้ง ๒ เรื่อง ผมทนฟังมาประมาณ ๑๐ กว่านาทีแล้ว อันนี้ผมอยากจะให้ ผู้อภิปรายถ้าไม่ใช่เรื่องในนี้ ขอให้ไปอภิปรายในการประชุมสมัยต่อไป ไม่ใช่สมัยนี้ครับ วันนี้ เรากำลังประชุมเรื่องคำแถลงนโยบายครับ ไม่ใช่คดีเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมาที่เคยทำ เรื่องนี้ ขอให้จบ ท่านประธานต้องใช้อำนาจของท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ผมได้วินิจฉัยไปแล้วครับ ได้วินิจฉัยไปแล้วว่าให้เข้าประเด็นครับ เพราะว่าตอนนี้รัฐบาลยังไม่ได้เข้าทำงาน เป็นการ แถลงนโยบาย ขอให้วินิจฉัยในประเด็นที่รัฐบาลกำลังแถลงนโยบายอยู่ ส่วนเรื่องที่จะพูด ในรายละเอียดอะไรให้ไปพูดกันในคราวหน้าครับ
(นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญครับ ท่านจะประท้วง เรื่องอะไร
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ในข้อ ๕ (๑) ก็คือประธานที่ประชุมรัฐสภาต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ผมฟัง คำวินิจฉัยของท่านประธานแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าท่านจะวางตัวเป็นกลางไม่ได้เลย เพราะว่า ท่านกำลังเอนเอียงคล้อยตามกับเพื่อนสมาชิกที่ประท้วงท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ทั้ง ๆ ที่ท่านพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กำลังอภิปรายในประเด็นเรื่องนโยบายของรัฐบาล เกี่ยวกับข้อ ๙ ในหน้า ๔ คำแถลงนโยบายในหน้า ๔ เกี่ยวกับหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ของคณะรัฐมนตรีที่มาแถลงนโยบาย เกี่ยวกับคุณสมบัติของคนที่จะมาทำงานตามนโยบายนี้ ว่ามันมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมีการแถลงนโยบายมันมีพฤติการณ์หลาย ๆ อย่างที่ท่านทวีกำลังจะให้ที่ประชุมได้รับทราบ ทนฟังหน่อยสิครับ แล้วท่านประธานเอง ช่วยวินิจฉัยแล้วก็ท่านช่วยวางตัวเป็นกลางด้วย ขอบคุณมากครับ
ผมเป็นกลางอยู่นะครับ ไม่ใช่ ไม่เป็นกลาง คือแถลงให้เข้าประเด็นแล้วก็จบครับ ไม่อย่างนั้นประท้วงกันไม่สิ้นสุดหรอกครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน อัจฉรพรรณ หอมรส ขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปรายค่ะ
เชิญครับ
และขออนุญาตกราบเรียน ท่านผู้อภิปรายอยู่นะคะว่าสิ่งที่ท่านอภิปรายอยู่นี้ดิฉันมองว่ามันไม่เกิดความเหมาะสม แล้วก็ทำให้มีความคลาดเคลื่อน รวมถึงเกียรติของสมาชิกวุฒิสภาด้วย ในฐานะที่ดิฉัน เป็นสมาชิกวุฒิสภาค่ะ ดังนั้นดิฉันอยากจะให้ท่านผู้ที่กำลังอภิปรายอยู่ได้พูดถึงความเจริญก้าวหน้าและการทำงาน ของนโยบายของรัฐบาล เพราะประชาชนที่กำลังฟังอยู่และกำลังมองท่านอยู่ เราก็มี ความหวังว่าท่านต้องการจะให้ประเทศไทยเดินหน้า ไม่ใช่ขุดหลุมแล้วย่ำอยู่ที่เดิมค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ
ได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ เชิญท่านทวีครับ ขอให้เข้าประเด็นครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน ขอประท้วงค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉัน นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านผู้ประท้วงค่ะ เนื่องจากว่าดิฉันก็ได้ฟังอยู่ว่าผู้ที่อภิปรายนั้นกำลัง จะอภิปรายในเรื่องนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงเอาไว้ในหนังสือแถลงว่าจะดำเนินการให้เป็น นิติรัฐ นิติธรรม แล้วก็กำลังพูดถึงว่าในกระบวนการอันนี้รัฐบาลจะสามารถดำเนินการ ได้อย่างไรในเมื่อบุคลากรที่เกี่ยวข้องมันเข้าไปพัวพันอยู่ในคดีความต่าง ๆ แล้วท่านผู้อภิปราย ก็ได้พูดถึงท่านประธาน เพราะว่าท่านประธานนั้นก็มีชื่ออยู่ในผู้ที่ถูกกล่าวหา ๒๒๙ ชื่อ ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่าสิ่งที่ผู้อภิปรายกำลังอภิปราย ไปในทิศทางที่จะบอกว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่จะดำเนินการต่อไปนั้นสามารถที่จะ ทำให้เกิดนิติธรรมให้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ จึงจำเป็นที่จะต้องพูดถึงเรื่องเหล่านี้ ท่านที่ลุกขึ้นมา ประท้วงเข้าใจว่ามีความร้อนตัวเพราะว่ามีชื่อพัวพันอยู่ในคดีความต่าง ๆ เพราะฉะนั้นดิฉัน จึงขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยความเป็นกลางว่าผู้ที่ดำเนินการอภิปรายอยู่นั้น
สส. แนนประท้วงครับ เดี๋ยวขอให้ สส. แนนประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉันยัง ประท้วงไม่เสร็จ ทำไมท่านถึงให้ท่านอื่นมาประท้วงซ้อนล่ะคะ ดิฉันประท้วงยังไม่เสร็จค่ะ ท่านประธานต้องให้ดิฉันประท้วงให้เสร็จก่อนแล้วท่านวินิจฉัยค่ะ
ของอาจารย์เสร็จแล้วครับ
ท่านต้องวางตัวเป็นกลางค่ะ
สส. แนนเชิญครับ
ณ ตรงนี้ท่านเริ่มวางตัว
เชิญอาจารย์นั่งลงก่อนครับ เชิญท่าน สส. แนนพูดครับ เชิญครับ
ท่านประธานคะ แนน บุณย์ธิดา สมชัย ค่ะ จังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันยังยืนยันที่จะลุกขึ้นเพื่อประท้วงท่านประธานในข้อที่ ๕ ในเรื่องการกำกับการประชุม ท่านประธานคะ การวินิจฉัยท่านประธานต้องเด็ดขาดค่ะ และการประท้วงและการอภิปราย ทั้งหมดดิฉันกล่าวชัดเจนว่าประท้วงท่านประธานในข้อที่เท่าไร ในประเด็นอะไร ในเรื่องอะไร ถ้าจะก้าวล่วงไปถึงนั้นดิฉันก็ได้บอกว่าไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าประท้วงในข้อ ๔๕ ด้วย ในเรื่อง การอภิปรายให้ตรงประเด็น แล้วท่านจะบอกว่าสิ่งที่ท่านประท้วงหรือสิ่งที่ท่านได้อภิปราย นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องของมีชื่อพัวพัน ท่านคะ ท่านผู้อภิปรายก็จะไม่มีสิทธิอภิปรายเช่นเดียวกันค่ะ เพราะชื่อของท่านก็ได้ถูกศาลสั่งให้ยุติ การปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลไว้ส่วนหนึ่งค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ
ท่านประธานคะ
ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ เชิญท่านทวีต่อครับ ท่านอาจารย์นันทนานั่งลงครับเพราะว่าของท่านจบไปแล้วครับ เชิญท่านทวีต่อครับ
ผมก็อยากจะฝาก ว่าในมาตรฐานของการสอบสวน เนื่องจากว่าพนักงานสอบสวนกับ กกต. ในความผิด ฐานอั้งยี่ซึ่งมันมีโทษ ถ้าเป็นหัวหน้าอั้งยี่ก็โทษ ๑๐ ปี ศาลได้วางข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่า มีหลักฐานพอสมควร คำว่า มีหลักฐานพอสมควร บางทีแค่บันทึกสายลับ แค่รายงานทาง เทคโนโลยีก็สามารถเรียกมาแจ้งข้อหาได้ ประเด็นคือในจำนวน ๒๒๙ คน ที่อาจจะเป็นอั้งยี่ จะมีตัวท่านนายกรัฐมนตรี ตัวรัฐมนตรี ซึ่งถ้าไม่เข้าไปแทรกแซง ถ้าปล่อยให้ทำตามหลัก วิทยาศาสตร์ หลักนิติวิทยาศาสตร์ คือเราก็ต้องให้ความเคารพท่านนายกรัฐมนตรีด้วยครับ เพราะว่าในเรื่องทั้งหมดนี้เราไม่เคยเอาอคติไปเลย เช่นอยู่ ๆ ทุกคนไป Bade อยู่ที่โรงแรม พูลแมนทั้งหมดอย่างนี้ ซึ่งมันไม่สามารถสร้างหลักฐานพวกนี้ได้ ผมจึงคิดว่าก็อยากจะฝาก เพราะว่าท่านมีเวลา ๔ เดือน เรื่องนี้มันเป็นมหันตภัยที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในสังคมไทยครับ ผมก็อยากจะฝากไว้ แล้วผมยังมีสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทำเป็นตราบาปของประเทศไทย คือเรื่องกัญชา วันนี้กัญชาเป็นเรื่องใหญ่มาก ผมไปประชุมที่ไหนเขามองว่าประเทศไทย เป็นประเทศผู้ผลิตยาเสพติด เดี๋ยวมีสมาชิกท่านอื่นจะพูดนะครับ ทราบว่านายกรัฐมนตรีก็เสนอกฎหมายเหมือนกัน ผมก็เสนอกฎหมายไป เพราะถ้าเรา ไม่ควบคุมภูเก็ตจากเป็นเมืองหลักของการท่องเที่ยว จะเป็นเมืองร้างของการท่องเที่ยว ซึ่งมี หลายประเด็น แล้วท่านอยู่ ๔ ปี เพราะว่าท่านมาจากกลุ่มผู้สัมปทาน ในระบบเศรษฐกิจ ถ้าผู้ทำสัมปทานก็เสือนอนกิน เสือนอนกินก็คือผลักภาระไปให้ประชาชน ดังนั้นผมดีใจที่มี รัฐมนตรีที่มาจากประชาชนอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นจะเป็นคนที่อยู่ในหอคอยงาช้างเยอะครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านต่อไปเชิญท่านชัยชนะ ไม่ใช่สิ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ
ท่านชัชวาลครับ เชิญครับ
อย่างไรครับ
ท่านประธาน ท่านประธานผมขอหารือสักครู่หนึ่งครับ
ใช่ คิวของท่านชัชวาล แพทยาไทย ครับ
ท่านประธาน ผมขอหารือสักครู่หนึ่งครับ
ไหนท่านใดหารือ เชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธาน แล้วก็ขออภัยท่านชัชวาลด้วยนะครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา บรรยากาศเมื่อสักครู่ผมก็คิดว่าเริ่มจะดุเดือดประมาณหนึ่งแล้ว ผมอย่างนี้ครับ ผมอยาก หารือกับท่านประธานแล้วก็ผ่านไปถึงสมาชิกรัฐสภาทุกท่านด้วยนะครับว่าอย่างน้อย ๆ ในคำแถลงนโยบาย ข้อ ๙ เอาคำสั้น ๆ เลย ก็คือการรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด แล้วผมคิดว่าปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่าสังคมข้างนอกประชาชนก็จับตาดูทั้ง ๒ เรื่องที่ท่านทวี ได้อภิปรายไป ดังนั้นผมคิดว่าวางใจเป็นกลางแล้วก็ใจกว้างกันสักนิดหนึ่ง อย่างน้อย ๆ อภิปรายข้อมูลอะไรกันไปแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็อาจจะ ลุกขึ้นมาชี้แจงนะครับว่าจะมีหลักประกันอะไรที่จะทำให้ประชาชน สังคม เชื่อได้ว่าจะไม่มี การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของ ๒ กรณีดังกล่าว ผมคิดว่าถ้าเราใจกว้างอดทนฟังกัน สักนิดหนึ่งการประชุมมันก็จะเป็นไปด้วยกันได้อย่างราบรื่นนะครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ขอเชิญ ท่านชัชวาล แพทยาไทย ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีครับ กับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะรัฐมนตรีทุกท่านที่ได้ก้าวเข้ามารับภารกิจอันหนักหน่วง ในเวลาที่บ้านเมืองเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน การเมืองที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่พิสูจน์กันเพียง ในช่วงหาเสียงครับ เพียงแต่พิสูจน์กันในวันที่ได้รับโอกาสทำงานเพื่อประชาชน วันนี้รัฐบาล มีเวลาเพียง ๔ เดือนในการทำตามคำมั่นสัญญาที่จะคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชน เวลาสั้น ๆ นี้อาจเป็น ๔ เดือนแห่งความหวังครับ และอาจกลายเป็น ๔ เดือนที่ดีที่สุดของฝ่ายบริหาร ในสภาชุดนี้ หากรัฐบาลสามารถทำให้เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง แต่ในทางกลับกันครับ หากท่านไม่สามารถทำได้ ประชาชนก็จะจดจำไม่ต่างกับว่าเป็นเวลาพิเศษที่สูญเปล่า เมื่อผม ได้อ่านคำแถลงนโยบายของทางท่านนายกรัฐมนตรีหลายเรื่อง ยังเป็นเพียงแค่กรอบกว้าง ๆ ยังขาดในรายละเอียดว่าจะทำให้เกิดผลจริงภายในกรอบเวลาที่มีจำกัดได้อย่างไร สิ่งที่ พี่น้องประชาชนรอคงไม่ใช่คำสวยหรูครับ แต่คือคำตอบที่ชัดเจนว่าจะเห็นผลอะไรภายใน ๔ เดือนนี้โดยเฉพาะเรื่องความเป็นอยู่ ปากท้องและหนี้สิน ซึ่งเป็นปัญหาหนักที่สุดของชีวิต พี่น้องประชาชน วันนี้หนี้ครัวเรือนสูงกว่า ๑๖ ล้านล้านบาท เฉลี่ยมากกว่า ๑๒๘,๐๐๐ บาท ต่อครัวเรือน เกษตรกรกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ มีหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละ ๔๕๐,๐๐๐ บาท และหนี้เสียก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนหลายต่อหลายครอบครัวหมดกำลังใจครับ พรรคไทยสร้างไทยเองได้เคยครับ กองทุนเครดิตประชาชนดอกเบี้ยต่ำ ๑ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน เพื่อเป็นแหล่งเงินด่วนที่ไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบ และมาตรการพักหนี้ของ SMEs เพื่อให้ กิจการรายเล็กยังยืนหยัดอยู่ได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงว่าจะช่วย หนี้รายบุคคลไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และเติมสภาพคล่อง SMEs ไม่เกิน ๑ ล้านบาทต่อราย คำถามของผมคือจะมั่นใจได้อย่างไรว่าประชาชนคนตัวเล็กจะเข้าถึงได้จริงและจะเห็นผล ทันทีในระยะเวลา ๔ เดือน
ประการต่อมาเรื่องสินค้าเกษตรก็เป็นอีก ๑ ปัญหาที่รอไม่ได้ ราคาข้าว ราคามัน ราคาอ้อย ปาล์ม มะพร้าว ลำไย ปลา นม หมู วัว ตกต่ำต่อเนื่องจนเกษตรกรอยู่ใน สภาพวัวนี้มีแต่ตัวอ้วน ๆ คนเลี้ยงมีแต่คนจ่อย ๆ ข้าวเปลือกเจ้าที่เคยขายได้ตันละ ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท วันนี้เหลือเพียง ๕,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาทต่อตัน ในขณะที่ต้นทุนสูงที่ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาทต่อไร่ ข้าวหอมมะลิที่เป็นพระเอกของประเทศไทย ๔-๕ ปีที่แล้ว เคยขายได้อยู่ที่ตันละ ๑๐,๐๐๐-๑๓,๐๐๐ บาท ปีนี้มีสัญญาณว่า ๑ ตันอาจจะไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ ด้วยซ้ำ เพราะประเทศคู่แข่งรายสำคัญกลับเข้าสู่สนามการค้า และยังมีปัญหา เรื่องภาษีของประเทศคู่ค้าเข้ามาอีก การช่วยเหลือจากรัฐบาลไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทจึงเป็น ความหวัง และเป็นเพียงการประคับประคองระยะสั้นที่ยังไม่ได้แก้ปัญหาในโครงสร้าง หากรัฐบาลมีเวลา ๔ เดือนสิ่งที่ประชาชนอยากได้ยินคือคำตอบที่ว่าท่านจะเพิ่มราคาสินค้า เกษตร ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างปัจจัยการผลิตได้อย่างไรให้จับต้องได้จริง ท่านจะเร่ง จัดสรรที่ดินทำกินที่ยังทำไม่ถึงเป้าหมายทำอย่างไร ให้เห็นผลได้หรือไม่ และจะทำให้พื้นที่ รับน้ำที่ต้องเสียสละที่ดินเดือดร้อนอยู่ในพื้นที่ภูมิภาคกลางให้เขาได้รับเงินชดเชยได้จริง หรือไม่ ในกรณีนี้กฎกระทรวงออกมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ ให้ชดเชยพื้นที่รับน้ำ แต่จนถึงบัดนี้ ยังไม่สามารถใช้ได้จริง เพราะยังไม่ได้กำหนดอัตราชดเชยทั้งที่กรมชลประทานได้เสนอไว้ที่ ๑,๒๐๐ บาทต่อไร่ ผมจึงอยากวิงวอนเสนอไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้ช่วยสั่งการ ให้สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติซึ่งท่านมีอำนาจโดยตรง สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีเร่งกำหนด อัตราชดเชย และประกาศให้ใช้ได้จริงภายในระยะเวลา ๔ เดือนนี้เพื่อให้เกษตรกรที่เขา เสียสละที่ดินรับน้ำเขาได้รับความเป็นธรรม ท่านประธานครับ ปัญหาปากท้อง ปัญหาหนี้สิน ยังเชื่อมโยงกับอนาคตของลูกหลานเรา เด็กและเยาวชนกำลังเผชิญกับอบายมุข และสิ่งเสพติด ปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา การแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการศึกษา หากเด็กทุกคนมีโรงเรียนดีใกล้บ้านเขาจะมีภูมิคุ้มกัน มีทักษะชีวิต มีทักษะอาชีพที่จำเป็น แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านกลับไม่มีศักยภาพ ที่จะทำการเรียนการสอน ค่าอาหารกลางวันก็ไม่เพียงพอ ครูบางคนต้องโยกงบไปช่วยเด็ก จนถูกดำเนินคดี ทั้งที่ศาลเองก็ยกฟ้องเพราะไม่มีเจตนาทุจริตสิ่ง ที่ล้มเหลวไม่ใช่ครูครับ แต่คือระบบและรัฐบาลต้องแก้ไข สิ่งที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนต้องการเห็นในด้าน การศึกษาคืออยากให้รัฐบาลประกาศให้มีโรงเรียนดีใกล้บ้านเป็นนโยบายเร่งด่วนอย่างแท้จริง กำหนดงบประมาณ ตัวชี้วัดและพื้นที่นำร่องให้ชัดเจนเลย ต้องปรับงบอาหารกลางวัน ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง และต้องไม่ปล่อยให้ครูเป็นจำเลยของระบบอีกต่อไป
ประเด็นสำคัญลำดับถัดมาที่ผมจะอภิปราย ท่านประธานครับ คือความมั่นคง ของชาติและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนตามตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา ปัจจุบัน มีประชาชนจำนวนมากที่ลงทะเบียน เพื่อขอรับเงินเยียวยาจากเหตุการณ์การสู้รบตาม แนวชายแดนครอบคลุมพื้นที่ ๗ จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรีและตราด รวมแล้วกว่า ๓๑๕,๐๐๐ ครัวเรือน คำถามที่สำคัญที่สุดคือประชาชนเหล่านี้จะได้รับเงินเยียวยาอย่างครบถ้วนเมื่อไรครับ ๔ เดือนนับจากนี้จะได้รับหรือไม่ และที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์นี้จะยุติลงเมื่อไร อย่างไร ท่านประธานครับ ปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่เรื่องเล็กครับ และไม่ใช่ ปัญหาที่กองทัพต้องรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยรัฐบาลที่เข้มแข็งและจริงจัง เพราะเราทุกคนคงจำกันได้ดีว่าประเด็นชายแดนนี่ละครับที่ทำให้อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องหลุดจากเก้าอี้มาแล้ว
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดกรณีพิพาทพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ที่กัมพูชาบุกรุกกว่า ๒๐๐ ไร่ มีหลักเขตชายแดนชัดเจน แต่คำถามคือทำไมรัฐบาลไม่บังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ทำไมเรายังปล่อยให้ต่างชาติละเมิด อธิปไตยไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมในฐานะผู้แทนจากภาคอีสานซึ่งประชาชนจำนวนมากที่อาศัย อยู่ตามแนวชายแดน เสียงสะท้อนชัดเจนครับว่าพวกเขาต้องการเห็นรัฐบาลแสดงท่าที ที่เข้มแข็งมากกว่านี้ หากกัมพูชายังดำเนินการบุกรุกหรือก่อกวนซ้ำซาก ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องกล้าประกาศมาตรการที่ชัดเจนครับ ไม่ใช่เพียงแต่ตั้งรับหรือรอให้เกิดความสูญเสียแล้ว ค่อยแก้ไข ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องราวในอดีตที่อยากจะหยิบยก อดีตคือเข็มทิศ อนาคตคือเส้นทาง ผู้ที่ไม่รู้ทิศทางย่อมหลงทิศหลงทางในอนาคต บทเรียนจากประวัติศาสตร์ การสูญเสียดินแดนทั้งพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณและเกาะกง บทเรียนครั้งนั้นเตือนเรา ว่าประเทศไทยเราต้องไม่อ่อนข้อ ต้องไม่ประมาทอีกต่อไป วันนี้เราไม่อาจเรียกคืนได้ตาม กติกาสากล แต่เราต้องใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลไทยจำเป็นต้องปกป้อง อธิปไตยและสิทธิของประชาชนในแนวชายแดนอย่างเข้มแข็งที่สุด
อีกประเด็นสำคัญท่านประธานครับ ในถ้อยแถลงของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านจะผลักดันให้เกิดการทำประชามติเรื่อง MOU ๒๕๔๓-๒๕๔๔ ผมมองว่านี่ยังไม่เพียงพอ เพราะในความเป็นจริงรัฐบาลสามารถผลักดันให้รัฐสภาแห่งนี้ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๗๘ ตัดสินใจยกเลิกได้เลยครับ แล้วเปิดการเจรจาทวิภาคีกับกัมพูชาใหม่ โดยมีเงื่อนไขที่เป็นไป ตามมาตรฐานสากล
ดังนั้นวันนี้ผมขอเรียกร้องอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการเชิงรุก แสดงจุดยืนที่เข้มแข็งและจริงจังต่อการปกป้องอธิปไตยของชาติไทย ยกเลิก MOU ๒๕๔๓-๒๕๔๔ ทันที เพื่อประชาชนคนไทยโดยเฉพาะพี่น้องในพื้นที่ชายแดนและ เร่งดูแลเรื่องเงินเยียวยา รวมถึงปกป้องสิทธิในการอยู่อย่างปลอดภัยบนผืนแผ่นดินไทย
ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายที่ผมใคร่จะอภิปรายคือเรื่องภัยธรรมชาติ น้ำแล้ง น้ำท่วมและปัญหาการขาดแคลนน้ำ ปัญหาที่ประเทศที่ประชาชนคนไทยต้องเผชิญ ซ้ำแล้วซ้ำอีกทุก ๆ ปี ราวกับเป็นโรคเรื้อรังของประเทศนี้ที่สะท้อนความทุกข์ร้อน ของพี่น้องประชาชน น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำกิน น้ำใช้ไม่สะอาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทุกปี บ้านเกิดผม ที่จังหวัดร้อยเอ็ด พี่น้องตำบลคูเมือง อำเภอเมืองสรวง เด็ก ๆ คนแก่ยังต้องใช้ น้ำประปาสีขุ่นแบบนี้ ๓ ปีมาแล้วครับ หลายปีแล้วที่ยังต้องทนใช้อย่างนี้ ผมอภิปรายต่อหน้า ท่านนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ๒ คน ปัญหานี้ก็ยังเหมือนเดิม มิดซีลี วันนี้จึงต้องขอพูดต่อหน้า ท่านนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓ ผมอยากเห็นรัฐบาลแก้ปัญหา ประกาศไปเลยครับ แผนน้ำดื่ม น้ำใช้ปลอดภัยภายใน ๔ เดือน พร้อมระบบเตือนภัยต่าง ๆ การอพยพ การเยียวยากรณี เกิดภัยพิบัติ ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน โครงการที่ผักชีโรยหน้าแก้ให้หมด เพราะน้ำ คือชีวิต น้ำคือความมั่นคง น้ำคือศักดิ์ศรีของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้อภิปรายไปทั้งหมดนี้ทั้งหนี้สิน ปากท้อง ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ เกษตรศึกษาความมั่นคงและเรื่องน้ำ ล้วนเป็นเสียงจากพี่น้องประชาชนที่อยากเห็นผลลัพธ์ ในเวลา ๔ เดือนนี้ หากรัฐบาลทำได้ประชาชนจะจดจำรัฐบาลชุดนี้ว่าสั้นแต่ทรงคุณค่า แต่ถ้าท่านทำไม่ได้ประชาชนก็จะจดจำเช่นกันว่าท่านได้เวลาพิเศษแต่ไม่เคยใช้เพื่อ พี่น้องประชาชน
ท้ายที่สุดท่านประธานครับ ต่อเพื่อนสมาชิกรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสมาชิก ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เมื่อเรามีกรอบเวลายุบสภาที่ชัดเจนแล้ว ผมอยากจะขอให้ทุกฝ่ายเร่งทำงานด้านกฎหมายที่ค้างคา และหยิบรายงานของ คณะกรรมาธิการที่พร้อมใช้แก้ปัญหาประเทศขึ้นมาพิจารณา พรรคไทยสร้างไทยเรา ตรงไปตรงมาครับ อาจมีเสียงในสภาแห่งนี้ไม่มาก แต่เราคือเสียงของคนตัวเล็ก ผมขอฝากเตือน ด้วยความจริงใจว่า ๔ เดือนนี้ เราเลือกได้ว่าเราจะทำให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในการเมือง หรือทำให้พี่น้องประชาชนหมดศรัทธาในระบอบการเมืองไทย ด้วยความเคารพครับ ท่านประธาน
ท่านรัฐมนตรีทรงศักดิ์จะตอบ ชี้แจงครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องขออนุญาตท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรตินะครับใช้เวลาไม่เยอะหรอกครับ สืบเนื่องจากเมื่อสักครู่นี้ผมได้ฟังท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ได้พูดถึงเรื่องซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนแม้แต่สมาชิกรัฐสภาเองก็อาจจะ ฟังแล้วมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และทำแล้วเสียหาย โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อคราวที่แล้วท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมก็เป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการนะครับ ก็ได้พูดถึงเรื่องของเขากระโดงซึ่งเริ่มเป็นมหากาพย์พูดถึงว่าเป็นที่หลวง แล้วก็มีประชาชนเข้าไปบุกรุก อันนั้นเป็นเรื่องที่มีความเข้าใจกันนะครับ
ผมก็เรียนเบื้องต้นว่าถ้าที่มันเป็นที่หลวงจริง ๆ ใครจะไปครอบครอง ที่ว่า ครอบครองต่อเนื่อง ครอบครองปรปักษ์ จับจองกี่พันปีก็เป็นเจ้าของไม่ได้ แล้วก็มีการอ้างถึง เรื่องของเป็นที่พระราชทาน ให้กับการรถไฟนะครับ แสดงว่าการรถไฟเป็นเจ้าของมา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๒ ตั้งแต่มีการสำรวจ แล้วก็ต่อเนื่องมาจนถึงมีการไปแจ้งออก ส.ค. ๑ เมื่อปี ๒๔๙๘ หลังที่มีประมวลกฎหมายที่ดินแล้วก็มีพิพาทกัน จนในที่สุดมีคำพิพากษา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญเพราะว่าคนที่พูดเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งการพูดการแสดงออกอะไรก็แล้วแต่ก็ต้องพูดให้มันครบ พูดให้ครบครับ แต่ถ้ามันไม่ครบ คนที่ฟังก็จะเกิดความสับสนแล้วเกิดมีความเข้าใจไปในแนวทางที่ท่านพูดว่า เมื่อศาลตัดสิน ไปแล้ว ต้องทำตามคำพิพากษาของศาล อันนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ก็ต้องดูว่าคดีความ ที่เกิดขึ้นที่พูดถึงเรื่องเขากระโดง มี ๓ คดีด้วยกันที่ศาลตัดสินพิพากษาคดีไปแล้ว แต่ไม่มี คดีไหนเลยศาลตัดสินให้เป็นที่ของการรถไฟ ไม่มีครับ เพราะว่าคนที่ไปฟ้องคดีจนศาลตัดสิน ถึงที่สุดคดีศาลฎีกา เขาตัดสินอันสืบเนื่องจาก คนมีที่ดินที่เป็น ส.ค. หรือเป็น น.ส. ๓ เขาอยากออกโฉนด เขาไปฟ้องศาล ขอให้ศาลสั่งให้กรมที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัด ออกโฉนดให้ การรถไฟก็ไปคัดค้านแล้วศาลตัดสินบอกว่า ที่ดินดังกล่าวนี่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ ประเด็นมีอยู่แค่นี้ แต่เวลาไปพูดทางสื่อ เมื่อสักครู่ผมฟังก็เหมือนกัน ผมเชื่อว่าท่านสมาชิก หลายท่านอาจจะมีความมั่นใจว่าศาลตัดสินแล้วกรมที่ดินไม่ดำเนินการอะไร แต่ความจริง กรมที่ดินดำเนินการหมดแล้วครับเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทุกประการเลย ในคดีที่ ๑ เป็นคดีพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๔๒/๘๗๖/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ก็มีการ ยกคำร้องขอออกโฉนด หมายความว่าคนที่ขอออกโฉนดนี่ออกไม่ได้แล้ว อันนี้ก็ปฏิบัติตาม คำสั่งของศาลเพราะศาลบอกว่าไม่ใช่ที่ที่จะออกโฉนดได้ ประเด็นการเมืองตามคำพิพากษา ศาลฎีกาที่ ๘๐๒๗/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ อันนี้ก็เช่นเดียวกัน ไปในทำนอง ที่จะร้องขอออกโฉนด เพราะก็มีบางส่วนเป็น น.ส. ๓ ข น.ส. ๓ ก บางส่วนอันนี้ก็ร้องขอ ออกโฉนด อันนี้เมื่อศาลตัดสินว่าไม่ออกโฉนด กรมที่ดินเองก็ไปยกเลิกคำขอ ส่วนเรื่องที่มี การฟ้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๑๒/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๓ เป็นคดีที่การรถไฟเป็นโจทก์ฟ้องราษฎรเรื่องขับไล่ในที่พิพาทเรื่องของ โฉนดที่ดินที่ ๒๙๗๑ อันนี้เป็นโฉนด เมื่อศาลมีคำสั่งว่าให้เพิกถอน กรมที่ดินก็ดำเนินการ เพิกถอนเป็นที่เรียบร้อย สรุปว่าทั้งเรื่องเขากระโดงทุกคดี กรมที่ดินเองได้ดำเนินการเพิกถอน ดำเนินการไปตามคำพิพากษาของศาลเป็นที่เรียบร้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลตัดสินให้ ที่ดินทั้งหมดเป็นที่ของการรถไฟอันนี้ไม่มี อันนี้ผมเรียนกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน รวมถึงท่านที่ได้อภิปรายเมื่อสักครู่ ส่วนเรื่องการดำเนินการตามมาตรา ๖๑ เป็นเรื่องการ เพิกถอน มันมีหลายวรรค แต่วรรคแปดเป็นการเพิกถอนที่ศาลตัดสินว่าที่ดินที่มีโฉนด มีกรรมสิทธิ์ อันนี้เพิกถอนได้ก็ตามคดีที่เป็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อันนี้กรมที่ดิน ดำเนินการเรียบร้อย ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นศาลไม่ได้สั่งให้มีการเพิกถอน ศาลสั่งให้อธิบดี กรมที่ดินไปตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๖๑ วรรคสอง วรรคสองว่าที่มีการวิพาทกัน ทั้งหมดนี้สามารถเพิกถอนได้หรือไม่ กรมที่ดินก็ดำเนินการมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา คณะกรรมการดังกล่าวนี้ก็ต้องตั้งตามกฎหมาย ไม่สามารถตั้งคนอื่นได้เลยเพราะตั้งใครบ้าง เช่นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด นายอำเภอที่ตั้งของที่ดิน ผู้บริหารองค์กรท้องถิ่น ก็ไปรวบรวม การสำรวจ แล้วก็ให้ทางการรถไฟไปชี้แนวเขต ปรากฏว่าที่ทราบมาว่าไม่สามารถชี้แนวเขต ได้อย่างชัดเจน แล้วก็มีการขอให้การรถไฟแสดงการได้มาซึ่งที่ดินของการรถไฟ ซึ่งการรถไฟนั้น เวลาจะได้มาซึ่งที่ดินไม่เหมือนประชาชน ประชาชนอาจจะไปเรื่องการครอบครองต่อเนื่องมา ครอบครองแต่เมื่อไร มี ส.ค. ๑ มี น.ส. ๓ นำไปสู่การออกโฉนด แต่การรถไฟเขามีกฎหมาย เฉพาะของเขา เขาเรียกว่าพระราชกฤษฎีกาจัดวางรางแลทางหลวง การรถไฟเอง ไม่มีกฎหมาย เรื่องการครอบครอง การครอบครองเป็นเรื่องของประชาชน การรถไฟเองจะได้กรรมสิทธิ์ที่ดิน อะไรแล้วแต่ หรือทรัพย์สินอะไรก็แล้วแต่ จะต้องได้มาตามกฤษฎีกาจัดวางรางแลทางหลวง ซึ่งผมเรียนท่านประธานว่าข้อมูลเหล่านี้ทำให้คณะกรรมการตามมาตรา ๖๑ เอง จึงไม่สามารถเพิกถอนได้ แล้วก็มีการออกคำสั่งไม่เพิกถอน มีกระบวนการผ่านทางกระทรวง เรียบร้อย จนในที่สุดการรถไฟเองไปฟ้อง ฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางการปกครองซึ่งในขณะนี้ อยู่ในกระบวนการทางศาลอยู่ ผมพ้นจากการเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมได้เห็นว่ามีการไปแถลงข่าว ขอประทานโทษต้องเอ่ยนาม มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยคนใหม่ท่านภูมิธรรม มีรัฐมนตรีช่วยเดชอิศม์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านอยู่ข้างนอกแล้ว ไปตั้งคณะกรรมการอะไรก็ไม่ทราบ ไม่ทราบเลย ซึ่งไม่มีกฎหมาย รองรับ แล้วบอกว่าให้มีการเพิกถอนโฉนดต่าง ๆ ที่อยู่ในที่ดิน ๙๙๕ แปลง ๕,๐๘๓ ไร่เศษ ให้เพิกถอน ติดตามมาว่าตั้งแต่วันที่มีคำสั่งบอกจะเพิกถอนทันที ๆ จนบัดนี้ยังไม่เห็นมีการ เพิกถอน อันนี้ผมเรียนท่านประธานและสมาชิกว่าให้เกิดความเข้าใจว่ากรมที่ดิน ได้ดำเนินการไปตามคำพิพากษาของศาลเรียบร้อย และในขณะที่ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วผมเป็นรัฐมนตรีช่วยก็ย้ำเน้นอยู่ว่าขอให้ กรมที่ดินดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป ขอบคุณครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ขอใช้สิทธิถูกพาดพิงและเกิดความเสียหายครับ
ได้ครับ เฉพาะที่พาดพิง เสียหายนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยบอกว่าผมพูด ไม่ครบ จริง ๆ นั้นผมไม่ทราบว่าท่านได้ดูคำพิพากษาที่ฟ้องหรือไม่ ประเทศไทยเรามีศาลคู่ ศาลยุติธรรมกับศาลปกครอง ทั้ง ๒ ศาลศักดิ์ของคำพิพากษาเหมือนกัน ในคำพิพากษา ศาลปกครอง หน้า ๒๙ ถึงหน้า ๓๐ คืออย่างนี้ว่าผู้ฟ้องคดีคือการรถไฟเข้าครอบครองที่ดิน ตั้งแต่ปี ๒๔๖๒ จะเป็นร้อยปีแล้ว ๙๐ ปีแล้ว ขณะนั้นประเทศไทยใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วก็เรื่อยมาจนกระทั่งบอกว่าที่ดินทั้ง ๕,๐๘๓ ไร่ ๘๐ ตารางวา เป็นที่ดินของการรถไฟ ย่อมถือแสดงแนวเขต ซึ่งศาลวินิจฉัยสิ้นสุดแล้ว อันนี้เป็นการฟ้องทั้ง ๕,๐๐๐ กว่าไร่ ไม่ใช่รายแปลง แล้วในนั้นก็สั่งให้ผู้ถูกฟ้องที่ ๒ คืออธิบดีกรมที่ดิน ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องไปดูแล รัฐต้องจัดให้มีการปฏิบัติตาม บังคับใช้กฎหมายตามมาตรา ๖๑ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ คือการเพิกถอน ถ้าบางอันจะเพิกถอนตามคำพิพากษาวรรคแปดก็ได้ วรรคหนึ่ง ก็เพิกถอนไม่ถูกต้อง เพราะอันนี้เป็นที่ของการรถไฟ ซึ่งท่านพูดอย่างนี้ ผมก็เคารพ ท่านลองไปดู อีกที แล้วก็ทั้งหมดผมเอาคณะผู้พิพากษามาดูทั้งหมด แล้วก็ทุกคนยังเห็นว่าเป็นอย่างไรทำให้ คำพิพากษาเป็นเศษกระดาษเหมือนกระดาษทิชชู แล้วก็เอาคนกลุ่มหนึ่งที่มาชี้แจง แล้วท้ายที่สุดเขาปฏิบัติตามคำพิพากษา ส่งแผนที่รับรองไปแล้ว ก็มายุติขึ้นมาอีก อันนี้ ก็อยากจะฝากไว้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่จบแค่นี้หรอกครับ
ต่อไปขอเชิญคุณชัยชนะ เดชเดโช ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความยินดีกับ ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
ท่านประธานครับ
คุณชัยชนะครับ เดี๋ยวรอสักนิดหนึ่ง พอดีรัฐมนตรีจะมีประเด็นต่อเนื่องที่พาดพิงครับ
ผมว่าอย่างนี้ได้หรือไม่ ท่านประธานครับ
ท่านประธาน ผมไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง แต่ถ้าข้ามไปผมจะเสียหายทันทีครับ
บังเอิญว่าตามข้อบังคับถ้ามี สมาชิกยกมือประธานต้องให้นะครับ เอาเฉพาะที่ต่อเนื่องสั้น ๆ นะครับ
ขอบพระคุณ ท่านประธานมากครับ คือถ้าข้ามไปนิดเดียวจะเกิดความเสียหายทันทีเลย ผมเรียนว่าเวลา เราจะดูว่าศาลตัดสินเรื่องอะไร ต้องดูทั้งโจทก์และจำเลยไปด้วยว่าโจทก์นี่ โจทก์หมายถึง โจทก์ผู้ร้องเขาฟ้องเรื่องอะไร เขาฟ้องเรื่องขอให้ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดไป ออกโฉนด ศาลที่ไหนก็ตัดสินเกินคำขอ ขอโทษนะครับ ผมไม่อาจก้าวล่วงศาลได้ คือคู่ความเขาพิพาทกันเรื่องอะไร เวลาศาลตัดสิน ก็เท่านั้นละครับ แต่ในเนื้อหาของคำพิพากษาอาจจะเป็นการกล่าวถึงบ้าง อะไรบ้างนะครับ แต่คู่ความเขาพิพาทกันเรื่องอะไร มันก็เป็นตามนั้นละครับ จะเกินคำขอไม่ได้หรอกครับ อันนี้ ผมเรียนท่านประธานถึงท่านสมาชิกว่าศาลตัดสินแล้ว แต่ว่าเขาตัดสินเรื่องอะไรกัน เราบอก เป็นที่รถไฟ แต่ไม่มีเลยครับ ประชาชนไปฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกโฉนด มันก็เฉพาะ แปลงนั้นเท่านั้นละครับในกรณีที่ศาลตัดสิน ขอบคุณครับ
ขออภัยคุณชัยชนะด้วยนะครับ ว่าไปตามข้อบังคับ ตอนนี้เชิญคุณชัยชนะเลยครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความยินดีกับท่านนายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรีที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ผมเองมีความเคลือบแคลงสงสัยมาโดยตลอด แล้วก็คิดในใจว่า รัฐบาลนี้เปรียบเสมือนผู้ป่วยโปลิโอครับ เพราะนับตั้งแต่วันแรกท่านก็เป็นคนที่มีร่างกาย ไม่สมบูรณ์ เพราะอะไร เพราะวันที่โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นท่านผู้นำฝ่ายค้านได้บอก ชัดเจนในสภาแห่งนี้ว่าท่านไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรีคนนี้มาบริหารราชการแผ่นดิน ท่านเลือกมาตาม MOA ทั้ง ๕ ข้อ คือเลือกมาเพื่อยุบสภาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากผม ได้รับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลโปลิโอ เล่มนี้ครับ ผมก็นั่งเปิดอ่านนโยบายทั้ง ๕ ด้าน ๑๕ ข้อ ว่า MOA ที่ตกลง ที่บอกประชาชน ที่นับตั้งแต่วันที่เซ็นวันนั้น แล้วก็ฉีกเมื่อตอนบ่าย ในวันที่โหวต ไม่มีสักข้อหนึ่งเลยที่จะเขียนว่ารัฐบาลจะส่งเสริม จะนำแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะยุบสภาภายใน ๑๒๐ วัน ๔ เดือน แต่รัฐบาลพยายามเขียนนโยบายดูดี วาดภาพเหมือนผู้ชายที่หล่อแต่ป่วยอยู่ข้างในครับ ท่านบอกทั้ง ๕ ด้าน ด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ด้านสังคม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และด้านบริหารภาครัฐ สิ่งที่ท่านบอก ที่ผมบอกว่าเป็นผู้ชายหล่อ เป็นผู้หญิงสวย แต่มีโรคประจำตัวอยู่ข้างในนี่ครับ ท่านบอกท่านจะแก้หนี้ภาคประชาชนที่มีรายละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ผมถามสิครับ ท่านเอางบประมาณจากไหน หรือท่านแค่พูดเพื่อได้คะแนน หรือพูดเพื่อต้องการความนิยมให้มี ผลโพลสำรวจดีขึ้น สูงขึ้นทุกวัน ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าเรื่องนี้ท่านจะทำได้ภายใน ๔ เดือน
๒. ท่านบอกท่านจะฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว แผนท่านคืออะไร ท่านอย่าลืมนะครับ ท่านเป็นรัฐบาลนี้รัฐบาลเสียงข้างน้อย ท่านกล้าเสนอ พ.ร.บ. การเงิน เข้ามาในสภาแห่งนี้หรือครับ ท่านเสนอมาไม่เห็นด้วยพวกเพื่อน ๆ สมาชิกที่โหวตท่านวันนั้น เขาจะโหวตให้ท่านหรือครับ แผนเป็นอย่างไรครับ ท่านตั้งรัฐมนตรีมาจากคนนอกนี่ผมชื่นชม ครม. หลายท่านนี่ผมชื่นชมหน้าตาดีครับ บางท่านก็เป็น ครม. Stuntman เพราะตัวเอง โหวตแล้วเป็นไม่ได้ ต้องหาตัวแทนมาเป็นอีกครับ ผมเลยมองว่าวันนี้รัฐบาลเราต้องสร้าง ความน่าเชื่อถือ ๔ เดือนนโยบายที่ท่าน Quick win คืออะไร สิ่งที่ผมเห็น ๔ เดือนที่ทำมา โดยตลอดคือพลังดูด สิ่งที่ท่านทำตั้งแต่ท่านได้เลือกนายกรัฐมนตรี ถวายสัตย์ท่านทำมากที่สุดก็คือการลงพื้นที่ พลังดูดครับผม แล้วท่านดูนะครับ สิ่งที่นโยบายทั้ง ๕ ด้าน สิ่งที่ท่านไม่ได้พูดลงลึก รายละเอียดไว้เลย ด้านการศึกษาท่านไม่ลงรายละเอียดไว้เลย ทำไมท่านไม่เขียนไว้ครับว่า นับตั้งแต่เป็นรัฐบาล ปีการศึกษา เทอมที่ ๑ ของปีการศึกษา ๒๕๖๗ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ ท่านจะผลักดันให้โรงเรียน ๑ ตำบล ๑ โรงเรียนคุณภาพ เด็กไม่ต้องไปเรียนในเมือง เด็กเรียนใกล้บ้าน มีบุคลากรทางการศึกษาครบถ้วน มีอุปกรณ์การเรียนการสอนครบถ้วน ท่านไม่เขียนละครับ นโยบายปราบปรามยาเสพติด ท่านได้ลงลึกรายละเอียดไหมครับ เขียนไปสิครับว่าท่านจะปราบปรามยาเสพติดอย่างไรหรือจะไปกังวลใจเหมือนท่านทวีได้เอ่ย ไว้ว่าจะมีเพื่อนอภิปราย วันนี้ในนโยบายทั้ง ๕ ด้าน ท่านไม่ได้เขียนการศึกษา ท่านไม่ได้เขียน เรื่องยาเสพติดลงไป ท่านเขียนไม่เกิน ๓ วรรคครับ ซึ่งนี่คือเรื่องใหญ่ของประเทศชาติ ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ทำลายชาติ ทำลายสถาบันครอบครัว ทำให้เกิดอาชญากรรม เกิดขึ้นในสังคมนี้แต่ท่านกลับไม่ให้ความสำคัญครับ ด้านสาธารณสุข วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ทราบดีครับ ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านทำงานมา ๔ ปี ระบบ สาธารณสุขไทยมีปัญหาอย่างไร โรงพยาบาลชุมชนขาดแคลนบุคลากร ขาดแคลน งบประมาณ วันนี้รัฐบาลต้องมีธงหลักชัดเจนว่าจะพัฒนาระบบสาธารณสุข ยกระดับระบบ สาธารณสุขเมืองไทยเป็นอย่างไรครับ ท่านบอกว่าท่านเป็นพรรคการเมือง ที่ท่านสนับสนุน การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ผมไม่เห็นในคำร่างแถลงนโยบายเลยว่าการกระจายอำนาจสู่ ท้องถิ่นอยู่ในข้อไหน รัฐบาลมีแนวทางอย่างไร ทราบดีอยู่ครับว่ารัฐบาลมีอายุ ๑๒๐ วัน ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้กับผู้นำฝ่ายค้านเป็นข้อตกลงที่ตกลงกันไว้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็พยายามบอกกับสังคมบอกว่าคณะรัฐมนตรีของท่านเป็นคณะรัฐมนตรี ที่ทำงานไม่หยุดเลย ผมว่าถ้า ๑๒๐ วันนี้ ท่านใช้ทุกวินาที ทุกชั่วโมงให้มีค่านะครับ ผมเชื่อว่า ประชาชนชาวไทยได้ประโยชน์ครับ แต่ถ้า ๑๒๐ วัน มีเป้าหมายชัดเจน หาคนเข้าพัก หาเสียงให้กับพรรคที่สังกัด อันนี้ก็เป็นไปได้เหมือนกันครับ สร้างคะแนนความนิยม และทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ผมไม่อยากเห็นการเมืองไทย เราบอกว่าเวลาเลือกตั้งเราพูดกันตลอดเวลาว่าเราทำเพื่อประเทศชาติ ทำเพื่อประชาชน เพื่อให้สังคมนี้มีความยั่งยืนมั่นคง แต่พอออกจากเวทีปราศรัย กลับไปบ้าน เราทำเพื่อตัวเรา ครอบครัวเราให้ยั่งยืนมั่นคง อย่างนี้ไม่ได้นะครับ และสิ่งที่ผมคาดหวังในรัฐบาลชุดนี้ และไม่อยากได้ยินข่าวคราวเสียหายซึ่งเริ่มจะมีบ้างแล้ว ผมก็คงไม่กล้าจะบอกว่ากระทรวงไหน กรมไหน ท่านบอกว่าท่านจะเร่งปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบในข้อ ๑๕ และในข้อ ๙ ท่าน บอกว่าท่านจะยึดหลัก รักษาหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วยครับ ท่านให้การข่าวของท่าน Check ดูครับ ในคณะ ครม. ของท่าน อาจจะแต่งตั้งตัวแทน เพื่อไปเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ในความก้าวหน้าราชการกันบ้างแล้วก็มี ผมคงไม่ลงรายละเอียดลึกไปว่ากระทรวงไหน แต่ผมเชื่อว่ามีเกิดขึ้นแล้ว เพราะถ้ามันไม่เกิดขึ้น ผมก็คงไม่ได้ข่าว ผมเชื่อครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ทราบเรื่องครับ เชื่อว่าท่านไม่มีอุปนิสัยอย่างนี้ แต่ถ้าคนใน ครม. ท่าน ใครที่กระทำสิ่งเหล่านี้ ท่านก็ต้องเอาออกจาก ครม. ผมอภิปรายวันนี้ไม่ใช่อภิปรายเพราะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ผมอภิปรายในวันนี้ ในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนชาวไทย อภิปรายในฐานะเป็นประชาชนที่จ่าย ภาษีให้กับประเทศชาติ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลที่กล้าประกาศต่อหน้าประชาชน ชาวไทยว่าจะเป็นรัฐบาลที่ซื่อสัตย์สุจริตมือสะอาด ผมคาดหวังว่าผมไม่อยากเห็นการทุจริต คอร์รัปชันเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ และท่านจงจำไว้ว่าการทำงานของท่านนั้นท่านต้องมีสัจจัง เว อมตะ วาจา ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย และนายกรัฐมนตรีจะทำงานได้ดี ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณคุณชัยชนะ เดชเดโช รัฐสภาขอต้อนรับคณะผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนตำบลกะรน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ซึ่งนำโดยคุณวิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ ขอบคุณครับที่มาเยี่ยมชมสภาและนั่งฟังอยู่ขณะนี้ครับ ขอบคุณครับ นั่งลงได้ครับ ต่อไป จะเป็นของวุฒิสมาชิกอีก ๓ ท่าน ท่านแรกขอเชิญคุณเทวฤทธิ์ มณีฉาย ครับ
เรียนท่านประธาน ผม เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ด้วยเวลาอันจำกัดผมขออนุญาต อภิปรายเฉพาะประเด็นนโยบายเกี่ยวกับเรื่องของการสนับสนุนการจัดทำประชามติ และแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านประธานครับ ต้องเรียกว่าผมขออนุญาตมีประเด็น ๓ ฝากด้วยกันไปยังรัฐบาลนะครับ
ฝากแรกขอโอกาสให้ประชาชนสามารถที่จะเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ตลอดระยะเวลา ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา ผ่านเอกสารที่เป็นจดหมายข่าวของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีติดปมประเด็นที่แต่ละพรรคการเมือง ทั้ง ๓ พรรคการเมืองต้องพยายามหาทางแก้ไขว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะว่าดันไประบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง พรรคการเมืองทั้ง ๓ พรรคก็พยายามที่จะ หาทางแก้ว่าจะเลือกผู้ร่างโดยอ้อมได้อย่างไร สิ่งนี้ต้องเรียนอย่างนี้ว่าสิ่งนั้นมันเป็นเพียงแค่ จดหมายของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้เป็นคำวินิจฉัยเต็ม ท่านประธานครับ วันที่ ๑๔ วันที่ ๑๕ ตุลาคมนี้ก็จะมีการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑๕ แล้วก็ มาตรา ๒๕๖ ที่ทั้ง ๓ พรรคการเมืองเสนอมา อย่างน้อยที่สุดอยากวิงวอนไปยังเพื่อนสมาชิก รัฐสภาว่าอย่าเพิ่งปิดโอกาสเรื่องของในเชิงหลักการว่าให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ถ้าย้อนดูว่าคำวินิจฉัยที่เราอาจจะสมมุติฐานว่าเป็นคำวินิจฉัยทั้งที่เป็นแค่คำแถม ไม่ได้เป็นคำถามที่ผู้ถามถามไป ต้องระบุว่ารัฐสภาไม่อาจ แต่ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลจะกระทำได้ ดังนั้นผมคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเองก็บอกว่าประชาชนเป็นผู้มี บุญคุณกับท่าน ท่านรองนายกรัฐมนตรีบวรศักดิ์เองก็บอกว่าเหตุผลที่ต้องทำประชามติ ก็เพื่อที่จะยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เราพิสูจน์กันเลยไหมว่าผู้มีบุญคุณ ของเราก็เพื่อที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน หรือแม้กระทั่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๔/๒๕๖๔ ก็ระบุไว้ว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน เราก็ถาม ประชาชนไปเลยไหมในการทำประชามติที่อาจจะเกิดขึ้นปลายเดือนมีนาคมพร้อมกับ การเลือกตั้งนี้ว่าประชาชนประสงค์ ไม่ว่าจะประชาชนเขาหรือเธอเหล่านั้นอยากจะเลือกตั้ง อยากจะเลือก สสร. โดยตรงเองหรือไม่ ผมคิดว่าอันนี้ครับจะเป็นการพิสูจน์ว่าเรามองเขาเป็น ผู้มีบุญคุณ เรามองเขาเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตย เรามองเขาเป็นผู้มีอำนาจในการสถาปนา รัฐธรรมนูญจริงหรือเปล่านะครับ ผมคิดว่านี่เป็นภาระที่รัฐบาลที่เป็นรัฐบาลเฉพาะการณ์ ๔ เดือน อาจจะบวกอีก ๒ เดือนรักษาการต้องทำนะครับ
ฝากที่ ๒ เรื่องของการทำประชามติ สิ่งที่จะ Guarantee ว่าประชามตินั้น เป็นประชามติอย่างแท้จริง บรรยากาศต้องเสรีและเป็นธรรม และสิ่งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ รัฐบาลเองจะต้องสร้างบรรยากาศเหล่านั้น และรัฐบาลจะอยู่เฉยมิได้ ถ้าหากว่าย้อนกลับไป การทำประชามติปี ๒๕๕๙ ขณะนั้นก็มีกระบวนการมีกลไกองคาพยพต่าง ๆ ของรัฐที่จะ ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักรู้ หรือออกมาใช้สิทธิในการออกเสียงประชามตินะครับ ดังนั้นผมคิดว่าตลอดระยะเวลา ๔ เดือนบวกอีก ๒ เดือนรัฐบาลต้องมี Action Plan ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับว่าจะทำอย่างไรบ้างเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้ สิทธิใช้เสียงอย่างเสรีและเป็นธรรม
อีกประการหนึ่ง เมื่อรัฐบาลระบุว่าจะมีการยุบสภาในวันที่ ๓๑ มกราคม ผมคิดว่าการออกเสียงมติ ครม. อย่างน้อยที่สุดภายในวันอังคารที่ ๒๐ มกราคม จะต้องมี มติ ครม. ในการออกเสียงประชามติแล้วนะครับ ผมคิดว่าเหล่านี้ต้องพิสูจน์ เวลาก็มี เหลือน้อย ดังนั้นรัฐบาลต้องพิสูจน์ว่าจริงใจแล้วก็มองว่าประชาชนเป็นผู้มีบุญคุณ มองว่า ประชาชนเป็นเจ้าของประชาธิปไตย มองว่าประชาชนเป็นผู้สถาปนาเป็นผู้มีอำนาจในการ สถาปนารัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงหรือไม่ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์นพดล อินนา ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผม ขออภิปรายในประเด็นนโยบายด้านความมั่นคง ข้อที่ ๖ ซึ่งรัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลจะเร่งแก้กรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา ท่านประธานที่เคารพครับ หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดของปัญหาชายแดนก็คือ MOU ๒๕๔๓ และ ๒๕๔๔ ซึ่งก็มี ข้อถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวางถึงข้อดี ข้อเสีย ของการยกเลิก MOU ทั้ง ๒ ฉบับ วุฒิสภา ได้มีมติตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้ กระผมขอให้ข้อมูล และข้อเสนอแนะเบื้องต้นดังต่อไปนี้ MOU ๒๕๔๓ ว่าด้วยการสำรวจหลักเขตแดนทางบก มีจุดประสงค์เพื่อยืนยันแนวเขตแดนเดิมที่มีอยู่แล้วนะครับ แม้การปักปันเขตแดนแล้วเสร็จไป จำนวน ๔๕ หลัก จากทั้งหมด ๗๔ หลัก แต่ก็ยังมีอีกจำนวน ๒๙ หลัก ที่ยังตกลงกันไม่ได้ หนำซ้ำยังมีการไม่เคารพตาม MOU โดยเฉพาะจากฝ่ายกัมพูชา จึงทำให้การปฏิบัติตาม MOU เป็นไปได้ยากครับ ท่านประธานที่เคารพครับ MOU ทั้ง ๒ ประเทศที่ตกลงร่วมกันนั้น จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อทั้ง ๒ ฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ในส่วนของ MOU ๒๕๔๔ เกี่ยวกับพื้นที่ไหล่ทวีป และการทับซ้อนทางทะเล ซึ่งต่างฝ่ายต่างลากเส้นเขตแดนทางทะเลที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนเป็น จำนวนมาก และมีการดำเนินการสวนทางกับแนวทางปฏิบัติในระดับสากลที่จะต้องมีการ แบ่งเขตเส้นเขตแดนเสียก่อน แล้วจึงหาข้อตกลงในการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อน แต่ใน MOU ๒๕๔๔ กลับทำตรงกันข้ามครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กรรมาธิการของวุฒิสภาได้ศึกษา ในกรอบ ๒ ประเด็นหลักด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ กระบวนการที่ได้มาของ MOU ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ชอบด้วย กฎหมายและระเบียบหรือไม่
ประเด็นที่ ๒ คือเนื้อหาของ MOU ในทางปฏิบัติจะยังมีประโยชน์ต่อ ประเทศชาติและประชาชนหรือไม่ กระผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่า การจะทำประชามตินั้นประชาชนจะต้องได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์รอบด้านในทุกมิติ เพื่อที่จะนำไปสู่การตัดสินใจเกี่ยวกับ MOU ทั้ง ๒ ฉบับนี้ และในส่วนของกรรมาธิการ ของวุฒิสภาก็จะช่วยให้ข้อมูลต่อพี่น้องประชาชนอีกทางหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องยอมรับความจริงว่าทั้ง ๒ ประเทศคือประเทศไทยและกัมพูชาที่มีเขตแดนติดต่อกัน กว่า ๗๙๘ กิโลเมตร ไม่สามารถที่จะย้ายหนีไปที่อื่นได้หรอกครับ กระผมเชื่อว่าหากรัฐบาล ดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบโปร่งใสประเทศไทยจะสามารถรักษาอธิปไตยมิตรภาพ กับเพื่อนบ้านและผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนไปพร้อม ๆ กันได้ กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็น คุณนิชาภา สุวรรณนาค และจะต่อไปด้วยฝ่ายค้านนะครับ คุณดนุพร ปุณณกันต์ ขอเชิญ คุณนิชาภาครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวนิชาภา สุวรรณนาค สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกทุกท่านคะ วันนี้ดิฉันอยากชวนทุกท่านมองคำ ๆ หนึ่งที่บางคนอาจฟังแล้ว ดูเบื่อหน่าย เพราะสำหรับบางคนฟังดูเป็นนโยบายที่พูดกันมาหลายรัฐบาลแล้วนั่นคือคำว่า Soft Power ดิฉันอยากให้มองลึกกว่าที่ผ่านมา เพราะในความเป็นจริงแล้ว Soft Power คือ สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเพาะเมล็ดมาไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี ตั้งแต่ยุคครัวไทยสู่ครัวโลก หรือไทย เข้มแข็ง เพียงแต่เราไม่เคยเรียกมันอย่างชัดเจนจนกระทั่งยุคปัจจุบัน คำว่า Soft Power ถูกผลักขึ้นมาอยู่กลางเวทีการเมืองและเศรษฐกิจ สิ่งที่น่าเสียดายคือเมื่อรัฐบาลพูดถึง Soft Power หลายครั้งก็ยังไม่เข้าใจความหมายและธรรมชาติที่แท้จริงของมัน เราเห็นได้จาก แนวคิด Quick Win ที่พยายามจะทำให้เห็นผลให้สำเร็จภายใน ๓๐ วัน ๓ เดือน หรือ ๖ เดือน ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว Soft Power ไม่ใช่สิ่งที่จะดีดนิ้วให้มันเกิดขึ้นในทันที มันไม่ใช่ดอกไม้ประดับที่บานเร็วและร่วงเร็ว แต่มันคือต้นไม้ใหญ่ที่ต้องใช้เวลาฟูมฟัก เป็นสิบ ๆ ปี ลองมองไปประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นไม่เคยดึงดูดนักท่องเที่ยวเพราะนโยบาย การตลาดในห้องประชุม แต่เพราะวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนานนั้นยังมีชีวิตอยู่ ในปัจจุบัน เกาหลีใต้เองก็ใช้เวลากว่า ๖๐ ปีในการสร้างระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ก่อนจะ ต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่วันนี้ทั้งโลกยอมรับ K-Pop Series ภาพยนตร์ สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากนโยบายฉาบฉวยแต่เกิดจากการลงทุนระยะยาวและการสร้างฐานรากที่มั่นคง และแข็งแรง หันกลับมามองประเทศไทยของเรามีทุนทางวัฒนธรรมมหาศาล เช่น อาหาร ไทย สมุนไพร เมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่น ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มวยไทย เทศกาลศิลปะ พื้นบ้านและวัฒนธรรม ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้นแต่ยังเป็นองค์ความรู้ที่สืบทอด จากรุ่นสู่รุ่นและสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทย สิ่งเหล่านี้หากนำมาผสมผสานกับ ความคิดสร้างสรรค์สมัยใหม่แล้วต่อยอดด้วยการค้า เทคโนโลยี และกฎหมายที่เอื้ออำนวย ก็สามารถเปลี่ยนจากภูมิปัญญาชุมชนให้กลายเป็นพลังที่ยั่งยืน สร้างงานและเป็นพลัง เศรษฐกิจที่แข่งขันได้ในระดับโลก เพราะ Soft Power ไม่ได้ขายเพียงสินค้าแต่ขายคุณค่า ประเทศ จากที่ท่านอนุทินได้แถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจข้อ ๔ เกี่ยวกับการฟื้นความเชื่อมั่น ให้แก่นักท่องเที่ยว สิ่งที่ขาดหายไปคือการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก ได้รับรู้จุดเด่น และกระตุ้นให้เกิดเมืองเป้าหมายที่มาท่องเที่ยว เพื่อการพักผ่อนทั้งระยะสั้น Tour and Travel และระยะยาวคือ Longevity อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือ Soft Power ไม่ได้เกิดจากรัฐแต่เกิดจากประชาชนคนตัวเล็ก ๆ ในสังคม เกษตรกร ศิลปิน ผู้ประกอบการ ชุมชนในทุกจังหวัด รัฐไม่มีทางสร้างมันได้สำเร็จเพียงลำพัง เพราะด้วยระบบราชการของเรา มีข้อจำกัดทั้งช้า อืดอาด เทอะทะ และแข็งตัว รัฐจึงควรทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบระบบนิเวศ ไม่ใช่ผู้ผูกขาด รัฐต้องเป็นผู้เปิดทาง ลดอุปสรรค สร้างกติกาที่โปร่งใสและใช้กฎหมายเป็น เกราะป้องกันให้เอกชน ประชาชน กล้าสร้างสรรค์โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกล่าวหาว่าทุจริต นี่คือสร้างสนามแข่งขันที่ยุติธรรมและเป็นการติดอาวุธที่จะทำให้ Soft Power จะเติบโตได้ ท่านประธานที่เคารพคะ สิ่งที่เราเพาะเมล็ดมาตลอด ๒๐ ปีเพิ่งเริ่มแตกหน่อ ถ้าเราสานต่อ เราจะได้ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาที่มั่นคงและผลลัพธ์ที่ยั่งยืน แต่ถ้าเราปล่อยปะละเลยต้นกล้านี้ ก็จะเหี่ยวเฉาไปโดยเปล่าประโยชน์ วันนี้เราคงไม่ต้องถามแล้วว่า Soft Power คืออะไร แต่คำถามที่แท้จริงคือเรากล้าสานต่อหรือไม่ ดิฉันขอเรียกร้องให้รัฐบาลและทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้องเลิกมอง Soft Power เป็นเพียงโครงการสร้างภาพ แต่ให้มองเป็นยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจระยะยาว ลงมือสร้างระบบนิเวศเพื่อเอื้อให้ประชาชนทุกระดับมีส่วนร่วม และทำให้ Soft Power ของไทยไม่ใช่แค่คำพูดที่พูดซ้ำ ๆ ไม่ใช่เป็นความฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่เป็นพลัง เศรษฐกิจที่จะยกระดับประเทศไทยบนเวทีโลกอย่างสง่างามค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณดนุพร ปุณณกันต์ ครับ
ต่อไปขอเชิญคุณดนุพร ปุณณกันต์ ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม ดนุพร ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ขออนุญาตท่านประธานครับ ที่จะขอมีส่วนร่วมในการที่จะ อภิปรายถึงนโยบายหรือว่าคำแถลงของคณะรัฐมนตรี ท่านนายกอนุทิน ชาญวีรกูล ที่แถลง ต่อรัฐสภาครับ หลายท่านที่ติดตามการแถลงนโยบายไม่ว่าจะเป็นพี่น้องประชาชน หรือว่า สส. ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ผมนะครับ เราพูดคุยกันมาบอกว่าเป็นที่น่าสังเกตว่าคำแถลงนโยบายของ รัฐบาลชุดนี้มีคำว่า ยาเสพติด เพียงแค่ ๒ คำเท่านั้น จากการแถลงนโยบายหลายสิบหน้า ที่ท่านส่งให้สมาชิกรัฐสภาอ่านครับ ผมสงสัยจริง ๆ ว่าในรัฐบาลชุดนี้มีจุดยืนในเรื่องของ การปราบปรามยาเสพติดอย่างไร จะให้ความสำคัญมากเท่ากับเรื่องที่เป็นคดีที่เกี่ยวกับ เรื่องที่ดิน หรือว่าให้ความสำคัญในเรื่องคดีฮั้วต่าง ๆ ที่เป็นที่พูดถึงกันมากมายในสังคม อย่างกว้างขวางหรือไม่ ซึ่งถ้าดูคำแถลงนโยบายกับผลงานของรัฐมนตรีชุดนี้ในอดีต ที่ผ่านมา สมัยที่เรียนว่าก็ถือว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยนี่ละครับ ในขณะนั้น ท่านจะสังเกตเห็นว่ากระทรวงมหาดไทยไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการเอกซเรย์ และการจับกุมผู้ผลิตและผู้ค้ายาในประเทศเท่าที่ควร เต็มที่ก็แค่ปล่อยให้ ป.ป.ส. ตำรวจ ดำเนินการเท่านั้น ถ้าไม่มีข้อเปรียบเทียบเราจะไม่ทราบว่าอันไหนดีกว่ากัน จากที่พรรคเพื่อไทยเอง ได้ขอทางกระทรวงมหาดไทยมาดูแลเองภายใต้ท่านรัฐมนตรีภูมิธรรม เวชยชัย เข้ามาดูแล กระทรวงมหาดไทย ได้เริ่มโครงการที่ชื่อว่า No Drug No Dealer โดยการผลักดันการแก้ไข ปัญหายาเสพติดให้เป็นวาระของประเทศชาติครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เป็นวาระของจังหวัด อำเภอ หมู่บ้านและชุมชนครับ ผ่านการปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดอย่างจริงจังครับ โครงการนั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะเอาชุมชนที่มีปัญหายาเสพติดนั้นจะต้องเป็นหมู่บ้าน ชุมชนปลอดยาเสพติด แล้วจะต้องไม่มีทั้งผู้ค้าและผู้เสพครับ ในรูปที่เห็นนี้เป็นตารางง่าย ๆ ว่าผู้ค้ายาเสพติดก่อนวันที่ท่านภูมิธรรมมารับตำแหน่ง ท่านจับได้เพียงแค่ ๙,๔๐๐ กว่าราย เท่านั้นครับ แต่หลังจากที่มีการปรับเปลี่ยน วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ เราจับได้ภายใน ไม่กี่เดือน ๑๓,๔๓๑ ราย ขึ้นมาหลายพันคน จะสังเกตได้ว่านโยบายยาเสพติดภายใต้ การดูแลกระทรวงมหาดไทยของพรรคเพื่อไทยนั้นได้ผล และในตารางท่านจะเห็นว่า มีผู้ติดยาเสพติดที่เรากวาดล้างได้นั้นได้จำนวนมาไม่กี่เดือน เรียกได้ว่าเกือบเกือบเท่าตัว ของในอดีตที่ผ่านมา ผมเรียนท่านประธานว่าในช่วงเพียงระยะเวลา ๓ เดือนที่มีการ ปรับเปลี่ยนผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย มีการทำงานบูรณาการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจและสาธารณสุข ขับเคลื่อนปัญหายาเสพติดอย่างครบทุกมิติ แล้วก็มีการป้องกันยา ไม่ให้เข้าสู่ประเทศก็คือ Seal Stop แล้ว Safe ซึ่งได้ผลครับ หน่วยความมั่นคงต่าง ๆ ที่ผม มีโอกาสเชิญเข้ามาในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด ก็บอกเองว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดีและได้ผล อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว มีการส่งมอบ รายชื่อผู้ค้ายาเสพติดเพิ่มในระยะเวลาไม่ถึงเดือน ๑๓,๔๑๓ ราย นี่คือนโยบายที่จริงจัง จึงเป็นคำถามว่าที่ผ่านมา ๒ ปี ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทินเป็นรัฐมนตรี แล้วก็ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านวันนั้นทำอะไรอยู่ ซึ่งวันนี้ก็พอได้คำตอบแล้วว่า หลังจากที่ฟังคำแถลงนโยบายของท่าน ก็เกิดคำถามขึ้นว่าไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ให้ความสำคัญกับในเรื่องปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องใหญ่หรือไม่ มองไปได้ครับว่านโยบายของท่านตอนหาเสียงที่บอกว่าพูดแล้วทำครับ ในเมื่อที่ท่านไม่พูด ก็แปลว่าท่านอาจจะไม่ทำหรือเปล่าครับ หรือว่าถ้าผมผิดก็กราบขออภัยท่านนายกรัฐมนตรี หรือว่าเป็นไปได้ว่าท่านอาจจะสั่งไปแล้วและเสร็จตั้งแต่เมื่อวาน ก็เลยไม่มีการใช้คำว่า ยาเสพติดเป็นวาระหลัก ๆ ในการแถลงนโยบายในวันนี้ครับ และผมเรียนครับตามที่ ท่านนายกได้แถลงว่าจะแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งผมเห็นด้วยครับ เป็นการสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน แต่ผมเรียนว่าเศรษฐกิจของ ประเทศไทยจะดีขึ้นได้นั้นต้องอาศัยองค์ประกอบหลาย ๆ ภาคส่วนและประชาชน อยู่ในสมการนี้ด้วย หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่าถ้าประเทศนี้ท่านยังปล่อยให้ ประชาชนตกเป็นทาสยาเสพติด ท่านคิดดูสิครับว่าคุณภาพของประชาชน คุณภาพของ เยาวชนในประเทศไทยนั้นจะเป็นอย่างไร ผมเรียนครับหลังจากที่ผมก็ไปค้นคว้าหาข้อมูล เพิ่มเติมว่าทำไมในคำแถลงของรัฐบาลชุดนี้ไม่ค่อยมีคำว่ายาเสพติดเท่าไรนัก ผมไปเจอวันที่ วันหนึ่ง วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๕ วันที่นี้ ดูเผิน ๆ เป็นวันธรรมดา ถามพี่น้องประชาชน หลายท่านก็คงมองว่าเป็นวันที่ธรรมดาเช่นเดียวกัน ประชาชนไม่ทราบครับ แต่คนที่ทราบว่า วันนี้คือวันอะไร ก็คือท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ในขณะนั้น ๙ มิถุนายน ๒๕๖๕ ท่านดำรง ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยครับ และวันนี้เป็นวันที่ ปลดล็อกกัญชาของประเทศไทย เราเป็นชาติแรกในเอเชียที่ลดทอนความผิดการปลูก ครอบครอง แล้วแถมยังมีนโยบายในการหาเสียงเมื่อปี ๒๕๖๖ บอกว่าจะแจกต้นกล้ากัญชา ให้ประชาชนและเกษตรกร ซึ่งผมเองได้มีโอกาสไปฟังคำปราศรัยของท่านอนุทิน ในขณะนั้น เป็นหัวหน้าพรรค ขณะนั้นยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ครับ ท่านปราศรัยบนเวทีหาเสียงครับว่า กัญชานั้นปลูกได้บ้านละ ๖ ต้นให้มีรายได้ นอกจากนั้นแล้วถ้าอยู่ที่บ้านเอามาพี้ต่อได้อีก นี่ครับหรือว่าที่ท่านแถลงนโยบายเศรษฐกิจ นี่คือนโยบายเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลการนำของ ท่านในระยะเวลา ๔ เดือนกว่า ๆ ที่เหลืออยู่ครับ นอกจากนั้นเข้าไปดูในอดีตหลังจากที่ นายกเศรษฐาได้รับตำแหน่งแล้ว ท่านอนุทินเป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย มีนักข่าวสัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ท่านก็บอกว่าท่าน ไม่เห็นด้วยกับการนำกัญชากลับมาเป็นยาเสพติดครับ สิ่งเหล่านี้เกิดคำถามที่เป็นข้อสงสัยว่า รัฐบาลชุดนี้จะเห็นด้วยและจะปราบปรามในเรื่องของการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง หรือไม่ ถ้าผมเข้าใจผิดก็กราบขออภัยท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ แต่สิ่งที่ท่านทำผ่านมา ในอดีต ทั้งปัจจุบันและในอนาคตครับ ทำให้ผมต้องเกิดข้อสงสัยและคำถามมากมายว่า ท่านจะปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือไม่ครับ อย่างที่บอกเรื่องนี้ทำลายเศรษฐกิจของ ประเทศครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้นั่งอยู่ตรงนี้ ท่านบอกว่าท่านอยาก แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อยากจะส่งออก อยากจะอะไร แต่ถ้าเกิดประชาชน เยาวชนของเรา ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมีปัญหาแน่นอนครับ เศรษฐกิจที่ท่านบอกว่ามีเวลาเป็นรัฐบาล เฉพาะกิจเพียงไม่กี่เดือนนั้นท่านไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ แล้วผมเรียนครับ ผมขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อครู่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศตอบท่านคุณหมอชลน่าน ท่านเป็นห่วงเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศชาติ รักษาเกียรติภูมิของประเทศ เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ผมเรียนว่าผมไม่ทราบว่าผู้นำต่างชาติจะมองท่านอย่างไรในสายตา เวทีโลก ผมเรียนว่าเพราะท่านเองเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการเอากัญชาออกจากบัญชี ยาเสพติด และข่าวต่างประเทศก็เคยลงเรื่องนี้ผมขอไม่พูดถึงแล้วกัน เพราะผมเองก็รักแล้วก็ เป็นห่วงศักดิ์ศรีของผู้นำประเทศของเราครับ เพียงแต่ว่าท่านจะทำอย่างไรในอนาคตให้เขา มองว่าประเทศไทยนั้นเป็นเมืองที่ปลอดยาเสพติดอย่างจริงจัง แล้วผมเรียนครับท่านบอกว่า ท่านได้เข้ามาเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลเก่าทำไว้ ผมเรียนเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลปัจจุบันจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาในรัฐบาลในอดีต ที่ทำไว้ ในรัฐบาลท่านนายกเศรษฐาก็ต้องเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องการเงินการการคลังที่รัฐบาล ก่อนหน้านี้เจอวิกฤติในเรื่องของโควิดครับ แม้แต่ในอดีตเราเคยมีรัฐบาลที่ลอยตัวค่าเงินบาท ไว้แล้วรัฐบาลต่อมาก็มาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ครับ แล้วถามว่าคิดว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ต้อง แก้ปัญหาที่ท่านก่อไว้หรือครับในเรื่องของกัญชา ผมเรียนอย่างนี้ครับ ในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๘ ทันทีที่ท่านอนุทินได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน จากพรรคเพื่อไทยได้ลงนามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขคุมช่อดอกกัญชา ให้ใช้ในการแพทย์เท่านั้น ใครซื้อต้องมีใบรับรองพร้อมเดินนำหน้าเอากัญชานั้นกลับคืนสู่ ยาเสพติดครับ วันนี้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่มั่นใจว่านโยบายนี้ยังมีผลหรือไม่ แน่นอน อาจจะถูกยกเลิกไปแล้วครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับ ผมได้ยินท่านแถลงบอกว่าท่านอยากฟัง เสียงประชาชนเป็นใหญ่ เป็นประชาธิปไตยต้องฟังเสียงประชาชน ท่านมีการแถลงว่าท่านจะ ทำประชามติยกเลิก MOU ๒๕๔๓ ๒๕๔๔ ซึ่งถ้ารัฐสภาเห็นด้วย เชิญครับ จะได้แก้ ข้อขัดแย้งความข้องใจในสังคม ไหน ๆ จะทำแล้วครับ ถ้าท่านจะฟังเสียงประชาชนอาจจะ ลองทำประชามติหัวข้อหนึ่งลองดูไหมครับว่าอยากให้เอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติดหรือไม่ ก็ลองถามประชาชนดูครับแล้วท่านจะได้คำตอบว่าสิ่งที่ท่านเป็นนโยบายในการหาเสียง ในอดีตที่ผ่านมาท่านมาผิดทางหรือถูกทาง อย่างที่ผมเรียนไปแล้วครับ วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๕ เราปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด มีผลงานอย่างหนึ่งที่เป็นที่ไม่น่าชื่นชมเท่าไร แล้วไม่น่าพึงพอใจสำหรับสังคมไทยเท่าไร การทำให้กัญชาถูกกฎหมายครับ มีร้านกัญชา เกิดขึ้นในประเทศไทย ๑๘,๗๐๐ ร้านทั่วประเทศ บางร้านอยู่ใกล้ชุมชน ใกล้แหล่งศึกษา ซื้อง่ายขายคล่องและเข้าถึงได้ง่ายครับ นี่คือสิ่งที่จะมอมเมาพี่น้องประชาชน และตามสถิติ ที่ผมได้เรียนไปแล้วตั้งแต่เปิดกัญชาเสรี ผมก็ไปทำการศึกษาหาข้อมูลมาครับ พบว่าสัดส่วน ของผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า ๒๐ ปี ได้รับพิษจากกัญชาเพิ่มขึ้นสูงถึง ๒๖ เปอร์เซ็นต์ครับ และมีผู้ป่วยจิตเวชจากกัญชาในโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์เพิ่มขึ้น อย่างมาก จาก ๔ เปอร์เซ็นต์กว่าเป็น ๑๖.๓๑ เปอร์เซ็นต์ครับ เห็นไหมว่านี่คือสิ่งที่ท่านฝาก ไว้กับประเทศไทยและเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคท่าน ท่านประธานครับ เรียนว่า ผมอภิปรายเรื่องยาเสพติดมาพอสมควรแล้วครับ มาอีกนโยบายหนึ่งครับ เรื่องของ แก๊ง Call Center อันนี้หนักกว่าครับ ในคำแถลงนโยบายนั้นไม่มีการกล่าวถึงเรื่องนี้เลย แม้แต่คำเดียว มีแต่ใช้คำว่าภัยไซเบอร์ กล่าวถึงอย่างกว้าง ๆ เท่านั้นเอง แล้วก็อดเป็นห่วง ไม่ได้ครับ เพราะว่าในรัฐบาลที่ผ่านมานั้นเราให้ความสำคัญกับเรื่องการแก้ไขปัญหา แก๊ง Call Center อย่างมากครับ ท่านอดีตนายกแพทองธารได้ยกระดับศูนย์ปฏิบัติต่อต้าน อาชญากรรมออนไลน์หรือ AOC 1441 ครับ โดยมีการพัฒนาระบบการอายัดบัญชีคนร้าย ทันที รวมทั้งติดตามความคืบหน้าเร่งรัดกระบวนการคืนเงินและนำเงินนั้นคืนผู้เสียหายได้ อย่างรวดเร็ว และแน่นอนครับ เมื่อไม่กี่อาทิตย์นี้ก็มีปัญหาตามมาว่าเวลาโทรไป ๑๔๔๑ นั้น มันมีปัญหาว่าการหว่านแหที่ไปกวาดเอาบัญชีม้านั้นไปเจอกับบัญชีคนปกติด้วย ในคณะกรรมาธิการสามัญ ในชุดของการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด ผมเองได้เชิญทางธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ ปปง. มาครับ ท่านทราบไหมครับโทรศัพท์ที่เข้ามานั้นมีทั้งหมด ๑๓,๔๙๕ สาย ที่โทร เข้ามาแจ้งครับ ปรากฏว่ามีการปลดล็อกหรือว่าปลดออกจากบัญชีม้าเพียงแค่ ๕๐๐ สาย เท่านั้น ที่เหลือคืออะไร ตำรวจก็เลยแจ้งว่าที่เหลือน่าจะเป็นบัญชีม้านี่ละครับ เห็นว่า ประชาชนเดือดร้อนก็เลยใช้โอกาสนี้ในการโทรที่จะมาปลดบัญชีม้าเอาไปใช้หลอกคนอื่นอีก ในอนาคต ซึ่งผมเรียนครับ แต่ท่านยังจำได้ว่าท่านนายกแพทองธารนั้นได้ตัดตอนต้นทางครับ ตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดน้ำมัน ปิดช่องทางสนับสนุนอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยได้รับความสนับสนุนจากประเทศจีนครับ เราปิดชายแดนทั้งเมียนมาและกัมพูชาครับ แล้วก็เรียนว่าท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเองก็มีการปรับปรุงกฎหมายพระราชกำหนดไซเบอร์ให้ทันสมัย มากขึ้น และผมเรียนครับ หลายคนก็ถามว่าแล้ว AOC 1441 ที่มีปัญหาแล้วเราแก้ไขกันมานี่ ได้ประโยชน์หรือไม่ ผมเรียนอย่างนี้ครับ AOC ของไทยที่ผ่านมาคว้ารางวัลที่หนึ่งของโลก ประเภทสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จาก ITU เป็น ๑ ใน ๑๙ โครงการ ที่ได้รับการชนะเลิศครับ ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดก็คือเป็น นโยบายที่ดีแล้วเราก็หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนั้นจะนำเรื่องนี้ ไปดำเนินการต่อครับ นอกจากนั้นแล้วยังไม่รวมถึงเรื่องของการพนันผิดกฎหมายที่สมัย ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ผมยังไม่ค่อยเห็นข่าวเท่าไรครับว่ามีการจับ รายใหญ่ได้ แต่ท่านภูมิธรรมมาอยู่ไม่นาน ท่านได้ปิดบ่อนเป็นข่าวครึกโครม บ่อนดอนเมือง สรงประภา ๑ ๒๗ สิงหาคมที่ผ่านมานี่ครับ มีเงินหมุนเวียน ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท ต่อเดือน แล้วเปิดแล้วก็ปิด เปิดแล้วก็ปิด วันนี้เราหยุดยั้งได้ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมานั้น ปี ๒๕๖๗ รัฐบาลภายใต้การดูแลของพรรคเพื่อไทย ปิดเว็บพนันออนไลน์ไป ๖๒,๐๐๐ กว่าเว็บ ปี ๒๕๖๘ ปิดไปอีก ๖๔,๐๐๐ เว็บ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าการต่อสู้กับผู้ร้ายที่อยู่บนออนไลน์ ไม่เห็นตัวเป็นการกระทำที่ยากมากครับ แต่ท่านหยุด ถ้าท่านหยุดเมื่อไรครับ เราจะแน่ใจได้ อย่างไรครับว่า ๑๐๐,๐๐๐ กว่าเว็บไซต์ที่ปิดมานั้นจะไม่กลับมาเปิดอีก เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตวิงวอนท่านคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี แทนพี่น้องประชาชนครับว่า อยากให้ท่านได้ให้ความสำคัญถึงแม้ว่าท่านจะบอกว่าเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจอยู่ไม่กี่เดือน แต่อยากให้ท่านใช้เวลานี้ได้ปราบปรามยาเสพติด ภัยสังคมออนไลน์อย่างจริงจัง ถึงแม้ว่า ผมเข้าใจดีครับ MOA ที่ท่านไปเซ็นมากับพรรคประชาชน ขออภัยนะครับ ที่เลือกมาบอกให้ เลือกให้ท่านมายุบสภาไม่ได้ให้มาบริหาร แต่ท่านก็ได้ตอบสื่อไปแล้วครับว่าขออนุญาตขัดใจ ท่านหัวหน้าพรรคประชาชนครับว่าจะขอบริหารหน่อย ผมก็อยากเห็นครับว่า ๔ เดือน ที่เหลืออยู่ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีของท่านนั้นจะดำเนินการ อย่างไร ผมเรียนว่าพรรคเพื่อไทยนั้นในฐานะฝ่ายค้านตัวจริงเราก็จะไม่อุ้มท่านโดยไร้เหตุผล แต่เราจะคอยดูการบริหารของท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล อย่างใกล้ชิดครับ เราจะติดตามตรวจสอบทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำร้ายเยาวชนและพี่น้องประชาชน อย่างเรื่องของยาเสพติดอย่างใกล้ชิด ก็ฝากความหวังของประเทศไว้กับท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดนี้ที่มีเวลาเพียงแค่ ๔ เดือน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ รัฐสภาขอต้อนรับ คณะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรประธานสภาเทศบาลและหลักสูตรรองประธานสภาเทศบาล รุ่นที่ ๑ จากคณะบริหารธุรกิจสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ซึ่งกำลังฟังประชุมอยู่ชั้นบนอยู่ในขณะนี้ครับ ขอต้อนรับ แล้วก็ขอบคุณทุกท่านนะครับ เชิญนั่งครับ ต่อไปจะเป็นคุณศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ หลังจากนั้น ก็จะเป็นของวุฒิสมาชิกอีก ๓ ท่าน ท่านเตรียมตัวได้นะครับ ขอเชิญคุณศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ นโยบาย ความมั่นคงและการต่างประเทศของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน เล่มนี้เป็นเพียง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขาดวิสัยทัศน์และจุดยืนของผู้นำประเทศในเวทีโลก แม้เราจะมี ความจำเป็นต้องตอบโต้กัมพูชาในเวที UN การทะเลาะกันต่อหน้าชาวโลกทำให้ภาพลักษณ์ ของประเทศไทยขาดความน่าเชื่อถือในสายตานานาประเทศ ดังที่อดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ได้กล่าวว่าสันติภาพคือทุนที่สำคัญ ความขัดแย้งยังเป็นเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในที่สุดย่อมกระทบต่อการค้า การลงทุนและคุณภาพชีวิตของ พี่น้องประชาชน รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินมีนโยบายจะเร่งแก้ปัญหากรณีพิพาทไทย-กัมพูชาด้วย แนวทางสันติภาพผ่านกลไกการเจรจาทางการทูตควบคู่กับการป้องกันประเทศที่เข้มแข็ง แต่จุดยืนของผู้นำยังไม่ชัดเจน กลับไปกลับมา ยังไม่เห็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองระหว่าง ประเทศภาพรวมซึ่งต้องนำเอาปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น Geopolitics และความเป็น ครอบครัวอาเซียนมาพิจารณาร่วมด้วย ขณะที่กัมพูชาเดินเกมรุกสร้างสถานการณ์ เพื่อยกระดับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาไปสู่เวทีนานาชาติ กล่าวหาไทยว่าละเมิดข้อตกลง หยุดยิง รุกล้ำพื้นที่อ้างสิทธิ ใช้อาวุธต่อพลเรือนกัมพูชาเพื่อสร้างภาพว่าไทยเป็นฝ่ายโจมตี ก่อน หรือสร้าง Act of Aggregation แต่ในข้อเท็จจริงกัมพูชาทั้งรุกล้ำพื้นที่อ้างสิทธิ รุกล้ำ เขตแดนไทย รอบวางทุ่นระเบิดสังหารโจมตีโรงพยาบาล โจมตีพื้นที่ชุมชนจนมีพลเรือน และเด็กผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต ทหารกัมพูชาล่าสุดจัดตั้งม็อบใช้ประชาชนผู้หญิง เด็กเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธารเน้นจุดยืนของประเทศรักษาสันติภาพ เคารพ และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศตามหลักมนุษยธรรมและข้อตกลงหยุดยิง ในประชาคมโลกมาโดยตลอด การที่ประเทศใหญ่ที่ไม่เคยรังแกประเทศเล็ก แต่ตอบโต้ เพื่อปกป้องอธิปไตยและชีวิตประชาชนตามสัดส่วนที่เหมาะสม ที่เราเรียกว่า Reciprocal Response For Sale Defence ได้เวทีต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ UNGA UNSC ICRC รวมทั้งไม่ Internationalize ประเด็นความขัดแย้งให้เป็นการเมืองระหว่างประเทศ ท่านประธานคะ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเพลี่ยงพล้ำในด้านการเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาล นายกรัฐมนตรีแพทองธารได้กดดันกัมพูชาในสิ่งที่กัมพูชาทำผิดจนยอมกลับมาเจรจาทวิภาคี ได้ทั้ง ๆ ที่ในช่วงแรกผู้นำกัมพูชาปฏิเสธการเจรจา ๒ ฝ่ายมาโดยตลอด ดิฉันเห็นว่ารัฐบาล นายกรัฐมนตรีอนุทินจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศเชิงรุกที่ชัดเจน ต้องกดให้เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่าง ๒ ประเทศ ต้องสื่อสารข้อเท็จจริงที่ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำ ละเมิดทั้ง MOU ๒๕๔๓ และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ท่านประธานคะ ในการเจรจาไปสู่สันติภาพรัฐบาลไทยยิ่งต้องให้กัมพูชาจำนนต่อหลักฐาน ที่ปฏิเสธไม่ได้ สร้างความได้เปรียบในการเจรจาเพราะสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ พี่น้องทหาร ประชาชนพลเรือนผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับความยุติธรรมจากการกระทำที่ ไร้มนุษยธรรมก่อน แต่ทั้งหมดนี้ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดิฉันยังไม่เคยได้ยิน นายกรัฐมนตรีอนุทินประณามการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของกัมพูชาแม้แต่ครั้งเดียว หรือแม้กระทั่งวันนี้วันที่แถลงนโยบายก็ไม่มีการเดินหน้าเรียกร้องให้กัมพูชามาร่วมเก็บกู้ ทุ่นระเบิดเลยด้วยซ้ำ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องฟังข้อแนะนำของกระทรวงการต่างประเทศ ให้มาก โดยเฉพาะท่าทีของผู้นำรัฐบาล ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ ตอบโต้กับกัมพูชาในเวที UN ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที แต่น้ำหนักของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศเพียงท่านเดียวไม่เพียงพอสำหรับเรื่องนี้ เพราะท่าทีและแนวนโยบาย ของผู้นำคือทิศทางของประเทศ อีกเรื่องที่สำคัญอยากจะถามท่านนายกรัฐมนตรีถึงแนวนโยบายกระทรวงมหาดไทยที่จะ ส่งผลกระทบต่อการต่างประเทศ คือการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาที่มาอาศัยอยู่ในพื้นที่ อพยพในเขตแดนของไทยบ้านหนองจานหนองหญ้าแก้วที่จะเกิดขึ้นภายในวันที่ ๑๐ ตุลาคมนี้ ท่านจะมีนโยบายที่ชัดเจนกว่านี้อย่างไรท่านจะปล่อยให้ข้าราชการประจำในพื้นที่จัดการ กันเองโดยไม่มีนโยบายจากผู้นำรัฐบาลไม่ได้
ท่านประธานคะ อีก ๑ นโยบายที่สะท้อนความทำไม่ได้ ทำไม่ดี คือนโยบาย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและภัยไซเบอร์ มีรายงาน UNODC ชี้ว่า ศูนย์ฉ้อโกงข้ามชาติสร้างรายได้สูงถึง ๑.๓ ล้านล้านบาทต่อปี และหลายเครือข่ายเชื่อมโยง กับภูมิภาคนี้ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธารใช้มาตรการเชิงรุกตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต เพื่อสกัด Scam Center พร้อมร่วมมือกับนานาประเทศในการปราบปรามและเป็นอีก ๑ ยุทธศาสตร์หลักในการกดดันกัมพูชา แต่ท่านประธานคะรัฐบาลนี้กลับเขียนระบุเพียง สั้น ๆ โดยไม่มีมิติความร่วมมือระหว่างประเทศทำให้ประชาชนไม่มั่นใจว่าท่านนายกรัฐมนตรี จะเดินหน้าแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจังได้ อย่างไร ดิฉันเป็นห่วงภาพลักษณ์ของประเทศค่ะ เกรงว่าประชาคมโลกอาจจะตั้งคำถามถึง รัฐบาลไทยว่าไม่กล้าปราบอาชญากรรมข้ามชาติ Scammer ภัยไซเบอร์เพราะเหตุอันใด เพราะความไร้การแสดงออกถึงท่าทีต่อปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมของผู้นำอาจสะท้อนถึง ความไม่จริงจังและจริงใจของผู้นำประเทศในการจัดการปัญหาเรื้อรังเหล่านี้ในสายตาของ นานาประเทศและประเทศคู่ขัดแย้ง
ท่านประธานคะ อีกประการสำคัญคำแถลงนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อนุทินที่ระบุว่าจะมีการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินใจให้ ความเห็นต่อการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU ระหว่างไทย-กัมพูชา โดยไม่มีการระบุถึง แนวทางในการประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริง ถึงข้อดี ข้อเสียของ MOU เป็นการสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลจงใจหรือทำไม่เป็นกันแน่ อคติทางการเมือง ความเชื่อที่ไม่มี มูลความจริงขอท่านอย่าเอามาเป็นธงในการยกเลิก MOU เพราะจะสร้างความเสียหายให้กับ ประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน ที่ผ่านมาข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพ โดยเจ้ากรมแผนที่ทหาร กระทรวงมหาดไทย ได้พยายามพูดถึงข้อดี ความจำเป็น ของการมีอยู่ของ MOU มาโดยตลอด เช่น MOU เป็นเพียงกรอบการเจรจาไม่ได้ทำให้ เสียดินแดนการยกเลิก MOU จะยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ต้องกระทำทั้ง ๒ ฝ่าย จึงจะมีผล ผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ จุดประสงค์ของ MOU ๒๕๔๓ คือต้องการทำแผนที่ใหม่ ร่วมกัน เพื่อค่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ไทยไม่ยอมรับ การยกเลิก MOU ในตอนนี้จะทำให้ ไทยเสียเปรียบและเข้าทางกัมพูชาที่เลี่ยงโต๊ะเจรจาทวิภาคี ซึ่งประชาชนในพื้นที่ชายแดน ก็ได้ใช้ MOU ๒๕๔๓ ในการอยู่ร่วมกันมาตลอด ท่านประธานคะ หากท่านนายกรัฐมนตรี จริงใจในการเดินหน้าเรื่องประชามตินี้อย่างโปร่งใสที่ไม่ใช่เป็นการเอาอคติมานำสติ ท่านก็ ควรนำข้อเท็จจริงมาประชาสัมพันธ์เพื่อแยกแยะให้สังคมเห็นระหว่าง Fact กับ Fiction ผลดี ผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับประเทศก่อนที่จะให้ประชาชนตัดสินใจลงมติแทนการชี้นำ และชักจูงโดยใคร เพราะเป็นที่อดแปลกใจไม่ได้ว่าเหตุใดหลังคำประกาศของผู้นำจิตวิญญาณ ของกัมพูชาที่ต้องการยกเลิก MOU ๒๕๔๓ เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๘ หลังจากนั้นเพียง ๑ เดือนพรรคของท่านนายกรัฐมนตรีเองก็มีการเสนอญัตติด่วนในสภาให้ยกเลิกข้อตกลง MOU ระหว่างไทย-กัมพูชา สอดคล้องกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยจนไม่แน่ใจว่านโยบายต่างประเทศ ของรัฐบาลท่านนั้นถูกกำหนดที่บุรีรัมย์หรือที่พนมเปญ
ท่านประธานคะ สุดท้ายนี้ดิฉันอยากเห็นนโยบายความมั่นคงการต่างประเทศ ที่มีวิสัยทัศน์ ท่าทีผู้นำรัฐบาลต้องชัด จุดยืนของประเทศต้องมียุทธศาสตร์เชิงรุกและมั่นคง ในขณะที่มีสงครามการค้า สงครามอาวุธ สงครามเอไอ เราไม่มีเวลาเอาการเมือง ภายในประเทศมาบั่นทอนภาพลักษณ์ของไทยในสายตาชาวโลก อย่าเอาวาทกรรมทาง การเมืองมาสร้างกระแสชาตินิยมจนกลายเป็นกระแสคลั่งชาติ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างร้ายแรงเสมือนที่ประเทศเพื่อนบ้านใช้อยู่ เพราะวันนี้ปัญหาระหว่างประเทศที่รุมเร้า แต่อำนาจและเงินกลับกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้ เกิดความขัดแย้งภายใน ประเทศไทยที่มีจุดแข็งกลับอ่อนแอ เพราะมัวแต่ช่วงชิงอำนาจ ทางการเมือง ดิฉันขอฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าไม่มีคนประเทศไหน จะเห็นประโยชน์ของประเทศไทยสำคัญสูงสุดเท่าคนไทยด้วยกัน นโยบายความมั่นคง การต่างประเทศ ต้องใช้การทูตนำการทหาร แต่เข้มแข็งในจุดยืนทุกก้าวย่างที่เดิน ต้องเดิน อย่างมียุทธศาสตร์ในการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อความสงบสันติ การกินดีอยู่ดี แล้วคืน บทบาทการนำของไทยในเวทีโลกอีกครั้งค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน
ขอบคุณครับ ขอเชิญ คุณนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เนื่องจากเวลา มีไม่เยอะนะครับ ผมขออนุญาตทวงถามท่านนายกรัฐมนตรีถึงความแน่วแน่ในเจตนารมณ์ ในการที่จะผลักดันกระบวนการประชามติ เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมฉบับใหม่นะครับ ท่านประธานครับ การมีรัฐธรรมนูญที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริงเป็น รากฐานที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย หลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็นประชาชนและ นักวิชาการจำนวนมาก ออกมาแสดงความกังวลใจถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่เรามีอยู่ ซึ่งถูกร่างขึ้นโดยไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และแม้จะมี การทำประชามติก็เป็นการทำประชามติภายใต้บรรยากาศของความกลัว จึงเกิดเสียง เรียกร้องมากมายในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทางประชาชนได้มีส่วนร่วม และประชาชน เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง และหลายปีที่ผ่านมาสังคมไทยก็มีการพูดคุยอย่างมาก พูดคุยกันถึง ปัญหาของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ว่ามีปัญหาอย่างไร แล้วการที่การเมืองไทยอยู่ในภาวะที่ พร้อมจะสะดุดตลอดเวลาก็เป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเชื่อว่า มีหลายท่านก็ติดตามการประชุมของคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ โดยรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำ ของท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินได้ประกาศนโยบายสำคัญเรื่องของการผลักดันการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีการระบุจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติควบคู่กับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้นปีหน้า นี่ถือเป็นสัญญาณที่น่ายินดีสำหรับประชาชนทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายในวันนี้ ผมพบว่ามีรายละเอียดในประเด็น รัฐธรรมนูญอยู่เพียงบางเบาเพียงไม่กี่บรรทัดเท่านั้นเอง อีกทั้งท่าที่ของท่านนายกรัฐมนตรี ในอดีตที่ผ่านมาก็ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าท่านเองมีเจตนารมณ์ในการผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ มากน้อยแค่ไหน อย่างเช่นต้นปีที่ผ่านมาท่านเคยมีการแสดงท่าทีว่าไม่เห็นด้วยกับการ แก้รัฐธรรมนูญเพราะเกรงว่าจะมีปัญหาทางกฎหมาย และช่วงปลายปีที่แล้วถ้าจำกันได้ครับ การพิจารณา พ.ร.บ. ประชามติในที่ประชุมสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่สำคัญต่อการ คืนอำนาจให้ประชาชน ก็มีเหตุให้ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความจนต้องล่าช้าออกไป เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนกังวลว่าคำประกาศล่าสุดว่าจะผลักดันการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะมีความต่อเนื่องและจริงจังมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งคดีความทาง การเมืองอีกหลายกรณีที่สังคมให้ความสนใจก็อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงอยากขอใช้โอกาสนี้เรียนผ่านท่านประธาน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรี อยากให้ท่านได้ย้ำเจตนารมณ์ของท่านอีกครั้งถึงความตั้งใจจริง ในการผลักดันการทำประชามติ เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้สมาชิกรัฐสภา และประชาชนที่ได้ติดตามการแถลงนโยบายในวันนี้ได้รับทราบ และขอความกรุณาท่านได้ อธิบายเพิ่มเติมว่ารัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและมี ความหมายได้อย่างไร เพื่อให้การจัดทำประชามติ เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นกระบวนการที่ทุกคนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า ประชาชนชาวไทยต่างปรารถนาให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเครื่องมือในการสร้างอนาคต ของประเทศที่ทุกคนมีสิทธิร่วมกันกำหนดและเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของคน รุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณมานะ มหาสุวีระชัย ครับ
ท่านประธานที่เคารพ เพื่อเป็น การประหยัดเวลาผมไม่ขอรายงานตัว แต่จะแตะเฉพาะประเด็นเนื้อ ๆ ประเทศไทยกำลัง ยืนอยู่บนขอบเหวของหลุมหนี้ เศรษฐกิจเราเลยวิกฤติแล้ว ไปโคม่าแล้ว เพราะงบปี ๒๕๖๙ รัฐบาลต้องจ่ายหนี้และคืนเงินคงคลังมากถึง ๕๔๕,๔๐๐ ล้านบาท สูงกว่า ปีที่แล้วกว่า ๑๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่งบรวมสูงกว่าปีที่แล้วเพียง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วยังมี งบลงทุนอีก ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่มาจากเงินกู้ทั้งหมดครับท่านประธาน ประเทศไทยกำลัง จมอยู่ในกองหนี้ รัฐมีหนี้สาธารณะจ่อ ๑๓ ล้านล้านบาท เอกชนมีหนี้เกือบ ๑๖ ล้านล้านบาท และหนี้ครัวเรือนทะลุ ๑๖ ล้านล้านบาทไปแล้ว ยังไม่รวมหนี้นอกระบบ ที่ไม่มีใครกล้าบอก ตัวเลขจริง พูดตรง ๆ เรากำลังใช้เงินในอนาคตของลูกหลาน และหากยังเดินแบบนี้ต่อไป รัฐบาลใหม่ก็หนีไม่พ้นการขึ้นภาษีหรือกู้เงินเพิ่มหรือทำทั้ง ๒ อย่าง และนั่นคือหายนะที่รอ อยู่ข้างหน้า วันนี้ผมไม่ได้มาตอกย้ำปัญหา ผมลุกขึ้นมาเพื่อบอกว่าเรามีวิธีแก้ปัญหาที่ทำได้ ทันทีโดยไม่ต้องใช้งบลงทุนแม้แต่บาทเดียว ผมเสนอให้ทำ ๒ เรื่อง ๑. สร้างไทยเป็น ศูนย์กลางการออมของโลก เปิดให้คนทั่วโลกนำเงินมาฝากออมในสกุลเงินบาทได้ง่าย ปลอดภัยโดยใช้เสน่ห์ของ Lotto เป็นแรงจูงใจให้เงินออมไหลเข้ามาในประเทศนับ ๑๐๐ ล้านล้านบาท โดยไม่ต้องกู้หนี้เพิ่ม ๒. สร้างเงินบาทดิจิทัลที่ใช้ได้จริง ถึงแม้ทั่วโลก ได้พัฒนาเงินดิจิทัลมานานกว่าสิบปีแล้ว แต่ยังไม่มีใครทำสำเร็จ ถ้าไทยทำได้เราจะก้าวขึ้น เป็นผู้นำทันที เราจะได้ทั้งความเชื่อมั่นและข้อมูลผู้ใช้งานจากทั่วโลกซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าเงินเสียอีก ท่านประธานครับ ๒ เรื่องนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ที่โลกยังไม่มี จึงสามารถเปลี่ยนวิกฤติ เป็นโอกาสได้ในเวลาไม่เกิน ๑๘๐ วัน ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีกล้าคิดนอกกรอบและเดินเพียง ๓ ก้าวง่าย ๆ คือ ๑. ตั้งโจทย์ให้ชัด รัฐบาลอยากได้อะไร อยากให้เป็นอย่างไร กำหนดได้เลย ๒. เปิดแข่งขันระดับโลกให้ผู้สนใจจากทั่วโลกเข้ามาตอบโจทย์ ๓. มอบใบอนุญาต ให้ผู้ชนะสามารถเริ่มทำของจริงได้ทันที ท่านประธานครับ ในประวัติศาสตร์บางครั้ง การตัดสินใจเล็กๆ ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ต่ออนาคตประเทศได้ เรื่องที่ เสนอวันนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในรัฐสภาแล้ว รอนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๒ ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ตัดสินใจครับ ถ้าเรากล้าเดิน ๓ ก้าว ที่ไม่ยากเลย โลกจะได้ประจักษ์ชัดว่าสุวรรณภูมิไม่ใช่แค่ ชื่อในฝัน แต่คือของจริงที่อยู่ตรงนี้ อยู่ที่นี่ที่แผ่นดินไทยครับ ที่แผ่นดินไทยครับ ผมยืนยันว่า ข้อเสนอทำได้จริง ทำได้ทันทีไม่มีอะไรเสีย มีแต่ได้กับได้ ฉะนั้นโปรดอย่าอ้างว่าเราไม่มี ทางเลือก เพราะวันนี้ผมระหว่างทางเลือกไว้ตรงหน้าท่านแล้วครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ครับ
กราบเรียน ท่านประธาน ดิฉัน นางสาวชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย สมาชิกรัฐสภา ดิฉันขออภิปราย ใน ๒ ประเด็นที่โยงกัน นั่นก็คือเศรษฐกิจและอาชญากรรมไซเบอร์ซึ่งเปรียบเสมือน ๒ ด้าน ของเหรียญเดียวกัน เหรียญด้านหนึ่งคือมิติด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยตอนนี้เรากำลังยืนอยู่ บนทางแยก ทางแยกที่จะก้าวไปสู่ดิจิทัล Economy และอีกไม่นานเกินรอเราก็กำลังจะไปสู่ Space Economy แล้ว ดิฉันเข้าใจเป็นอย่างดีว่ารัฐบาลชุดนี้มีข้อจำกัดโดยเฉพาะเรื่องเงื่อนเวลา ประกอบกับตอนนี้ SMEs ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กรายน้อย และพี่น้องคนไทยรอต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะท่าน จำเป็นที่ รัฐบาลต้องใช้มาตรการ Quick Win ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง Rebirth การอัดฉีด Soft Loan ให้กับ Micro SMEs แล้วดิฉันอยากจะขอให้ท่านรีบช่วยเจรจากับมหามิตร ทั้งหลายในการส่งนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทย เพราะว่ากำลังเข้าสู่ High Season อีกแล้ว แต่ดิฉันยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีกที่เช้านี้ดิฉันได้ฟังนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีที่พูดถึง การวางรากฐาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ยุคใหม่ เช่น การปรับยกระดับ ภาคเกษตรไปสู่การเกษตรอัจฉริยะ การวางรากฐานการสร้าง Ecosystem ให้กับภาคธุรกิจ ทั้งเจ้าใหญ่เจ้าน้อยในการที่จะให้ก้าวทันโลกด้วยเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกลไกทาง การค้าหรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหรือการใช้ Lake Data การใช้เอไอ เพื่อช่วยให้ ผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงลูกค้าระดับโลกทั่วโลกได้ ดังนั้นทุกท่าน Digital Economy กำลังทำหน้าที่ของเขาแล้ว ทำหน้าที่ในการขยายช่องทางและเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศไทย แต่ท่านประธานเหรียญอีกด้านหนึ่งคือมิติเรื่องของอาชญากรรมไซเบอร์ ในขณะที่เรากำลังจะสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลแต่ภัยไซเบอร์กลับเป็นภัยเงา เป็นเงามืด ทางเศรษฐกิจ เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจของเรา มีงานวิจัยล่าสุดที่ชี้ให้เห็นว่าความเสียหาย จากอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วโลก ปี ๆ หนึ่งปีล่าสุดทะลุเกิน ๑.๒ ล้านล้านดอลลาร์แล้ว สูงกว่าจีดีพีของหลายประเทศรวมกันอีก และในประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นแค่ ๙ เดือนที่ผ่านมา เราสูญเสียเงินไปมากกว่า ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เอาง่าย ๆ ๗๐-๘๐ ล้านบาทต่อวัน ทุกครั้ง ที่มีการหลอกลวงออนไลน์ไม่ใช่การสูญเสียแค่เงินอย่างเดียว แต่คือความฝันของคนไทย ที่เสียหายไปด้วย ซึ่ง ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็เป็นประเด็นร้อนในประเทศไทยอยู่แล้ว เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉันจึงขอฝากไปยังรัฐบาลว่าหากทิศทางไปทางเศรษฐกิจดิจิทัลแล้ว
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ความมั่นคง ทางไซเบอร์จะต้องถูกยกระดับเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ มันจะทำหน้าที่เสมือนกับ เกราะคุ้มกันของทั้งระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย แล้วเมื่อไรก็ตามที่เราไม่มี Cyber Security ก็เหมือนกับการที่สร้างตึกสูงแล้วถล่ม เพราะว่าเสาเข็มของเราไม่แข็งแรง แล้วเมื่อถ้าทั้งสอง ต้องไปด้วยกันแล้ว ดิฉันขอเสนอให้รัฐบาลกล้าประกาศออกไปเลยว่าเคพีไอของการลงทุน ในระบบ Cyber Security ต้องมี Return On Investment นั่นหมายความว่าทุกบาททุกสตางค์ ที่เราจะลงทุนไปกับ Cyber Security ต้องวัดได้ ไม่ใช่วัดได้แค่ความเชื่อมั่นของประชาชน แต่ต้องวัดได้ว่าจะสามารถเพิ่มจีดีพีได้อีกเท่าไร โดยสรุปแล้วดิฉันก็หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาล ชุดนี้จะไม่เพียงแค่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่จะปกป้องอนาคตทางเศรษฐกิจของคนไทยด้วย ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณจุลพงศ์ อยู่เกษ ครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และได้อ่าน เอกสารคำแถลงนโยบายของท่านแล้ว ๑ ใน ๓ นโยบายหลักที่รัฐบาลท่านนายกอนุทิน ได้กล่าวไว้คือนโยบายยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหาร ราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เจาะจงมากที่ท่านเขียนนโยบายนี้ลงมาในคำแถลง เพราะเมื่อท่านนายกอนุทินขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนกำลังจับตา ดูว่าการบังคับใช้กฎหมายและหลักนิติธรรมในยุคของท่านนายกอนุทินจะเป็นอย่างไร เรื่องที่ผม จะอภิปรายต่อไปนี้ จะเป็นการเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลท่านนายกอนุทินได้ทำตามนโยบาย ในช่วง ๔ เดือนนี้ ผมขอยกเรื่องที่ดินเขากระโดงมาชี้แนะรัฐบาล ความจริงเรื่องนี้ควรจะจบ ไปนานแล้วครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
คำพิพากษาศาลยุติธรรม ก็มีแล้ว คำพิพากษาศาลปกครองก็มีแล้ว ทุกคำพิพากษาตีกรอบแล้วว่าที่ดินเขากระโดง เป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทยครับ แต่ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาเหมือนจงใจเตะถ่วงและปล่อยให้ เรื่องนี้คาราคาซัง วนเวียน ซ้ำซาก อยู่ที่เดิมมานับสิบ ๆ ปี เดี๋ยวการรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ไปร้องกรมที่ดิน เดี๋ยวกรมที่ดินก็ตั้งคณะกรรมการแล้วสรุปว่าไม่เพิกถอน แล้วให้การรถไฟ แห่งประเทศไทยไปฟ้องเพิกถอนโฉนดเอาเอง การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ไม่ยอมฟ้อง เพิกถอน แต่เดินอ้อมไปฟ้องศาลปกครองให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดเอง แล้วก็เอาเรื่องนี้ มากดดันหรือต่อรองทางการเมืองกัน จนถึงตอนนี้กรมที่ดินก็ยังไม่ยอมใช้อำนาจปกครอง เพิกถอนโฉนดคืนให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่รอศาลปกครองว่าจะสั่งให้กรมที่ดิน เพิกถอนทั้ง ๙๙๕ แปลงหรือบางแปลงทันที หรือจะให้ทำอย่างไร ซึ่งถ้าศาลปกครองสั่งให้ กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการเพื่อเพิกถอนโฉนดขึ้นไปอีกเรื่องก็จะวนเวียนไปเหมือนเดิม ที่ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์เพิ่งออกมาประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ฟ้องเป็นคดีแพ่งเพื่อเพิกถอนโฉนดรายแปลงบนที่ดินเขากระโดง ทั้ง ๙๙๕ แปลง รวมเนื้อที่ ๕,๐๐๐ กว่าไร่นั้น ผมว่าท่านกำลังจะทำเป็นเรื่องใหญ่เกินไปในเวลาเพียง ๔ เดือน และจะสร้าง แรงต้านจากชาวบ้านจำนวนมาก ดังนั้นในระหว่างที่กรมที่ดินรอคำสั่งศาลปกครอง ผมมี ข้อเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีคนใหม่ ท่านพิพัฒน์ ดังนี้ แทนที่ท่านจะสั่งฟ้อง เหมาเข่งทีเดียว ๙๐๐ กว่าแปลง ท่านต้องจัดลำดับความสำคัญโดยให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ฟ้องเพิกถอนโฉนดบางแปลงที่ชัดเจนแล้วว่าที่ดินมีโฉนดที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การรถไฟแห่งประเทศไทยสามารถฟ้องได้เลยครับ ฟ้องทันทีใน ๔ เดือนนี้ เมื่อศาลยุติธรรม มีคำสั่งเป็นรายแปลงอย่างไรกรมที่ดินก็ปฏิเสธไม่ได้ ตัวอย่างที่ดินรายแปลง เช่น ที่ดิน แปลงเลขที่ ๓๔๖๖ ที่ก่อนออกโฉนดมีอดีตผู้กว้างขวางคนหนึ่งเคยทำสัญญาอาศัยไว้กับ การรถไฟแห่งประเทศไทยยอมรับว่าที่ดินเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ผมไม่ทราบ ว่าทำไมต่อมาถึงไปขอออกโฉนดทีหลังได้ และอีกแปลงคือที่ดินแปลงเลขที่ ๘๕๖๔ ที่เจ้าของ ไปซื้อที่ดินต่อมาอีกทอดหนึ่ง ที่ดิน ๒ แปลงนี้รวม ๆ กัน ๔๐ กว่าไร่ครับ ที่ดิน ๒ แปลงนี้ ผมไม่รู้ว่าเป็นของใคร ให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนใหม่ลองไปถามการรถไฟ แห่งประเทศไทยดู ท่านประธานครับ ที่ดิน ๒ แปลงนี้ละครับที่เป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ เขากระโดง เกิดการเล่นปาหี่ระหว่างกรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทยมาหลายรัฐบาล นานนับสิบปี ดังนั้นถ้าจะเริ่มเอาที่ดินคืนให้การรถไฟแห่งประเทศไทยใน ๔ เดือนนี้ ท่านต้อง เริ่มจากที่ดิน ๒ แปลงนี้ ที่จริงเรื่องนี้ควรจะจบตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ แล้ว เพราะในปีนั้น ป.ป.ช. ได้ ชี้แล้วว่าที่ดิน ๒ แปลงนี้ได้ออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ออกทับที่ดินของ การรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ปรากฏว่าตอนนั้น ป.ป.ช. ให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนด กรมที่ดินกลับดื้อดึงไม่ยอมเพิกถอนโฉนด กลับดึงเรื่องไปถามอัยการสูงสุดว่าตัวเองต้องทำ อย่างไร อัยการสูงสุดเลยตอบกลับกรมที่ดินว่าให้ไปแจ้งการรถไฟแห่งประเทศไทยในฐานะ ผู้เสียหาย ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยไปฟ้องศาลเอาที่ดิน ๒ แปลงนั้นคืน แต่ไม่รู้เป็น เพราะอะไรครับ การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ไม่ยอมไปฟ้องเอาที่ดิน ๒ แปลงนั้นคืนเสียที พยานหลักฐานที่บอกว่าโฉนดออกโดยมิชอบก็ดี รายการสอบสวนของ ป.ป.ช. ก็ดี แค่นำไป ยื่นศาลก็ได้ที่ดินตรงนั้นคืนแล้ว ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ไม่ได้ฟ้องทีเดียว ๙๐๐ กว่าแปลงหรอกครับ เอาแค่ ๒ แปลงนี้ก่อนก็พอ เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เรื่องที่ผมเล่ามานี้ ทั้งกรมที่ดินที่ไม่ทำ หน้าที่ของตัวเอง ทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ไม่ยอมฟ้องเอาที่ดินคืนเกิดขึ้นในทุกช่วง รัฐบาล ตั้งแต่รัฐบาลที่มีท่านนายกรัฐมนตรีชื่อยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอก ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีชื่อนายเศรษฐา จนถึงท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ก็ไม่ทำอะไรที่จะเอาที่ดิน ๒ แปลงนี้คืนให้การรถไฟแห่งประเทศไทย แล้วก็ปล่อยไว้เนิ่นนานครับ จนมาถึงยุครัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย ในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ไม่ฟ้องเพิกถอนโฉนดที่ดิน ๒ แปลงนี้สักทีครับ การรถไฟแห่งประเทศไทยกลับเดินอ้อมไปฟ้องศาลปกครอง ให้กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการ สอบสวนเพื่อเพิกถอนโฉนดทั้งหมด แล้วลวงเอาที่ดินของชาวบ้านอื่น ๆ ในพื้นที่เขากระโดง มารวมอยู่ในคดีด้วย ต้องรอจนกระทั่งพรรคภูมิใจไทย พ้นจากพรรคร่วมรัฐบาลก่อนหน้านี้ อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยถึงทำท่าขึงขัง เอาจริงเอาจัง ตั้งโต๊ะแถลงข่าวดิบดี เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาว่าจะเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงทั้งหมด ดูจริงจังมากครับ เหมือนไม่ใช่ละคร แต่ท่านประธานครับที่บอกว่าจะเพิกถอนสุดท้ายไม่มีนะครับ เพราะเรื่องมันแดงว่าไม่ได้มี ข้อสั่งการอะไรที่จะให้มีการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง ล่าสุดยังไม่ทันโปรดเกล้าฯ นายกเลยครับ ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยก็ดาหน้ากันออกมาปกป้องที่ดินเขากระโดง ทั้งปลัดกระทรวง มหาดไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คนที่เคยเป็นอธิบดีกรมที่ดินควงคู่กับอธิบดีกรมที่ดิน คนใหม่ รีบตั้งโต๊ะแถลงเลยท่านประธานว่ากรมที่ดินไม่เพิกถอนแล้ว จะรอให้ศาลปกครอง ตัดสินคดีการรถไฟ ที่การรถไฟ ไปฟ้องกรมที่ดิน เอาละครับท่านประธานระหว่างรอ ศาลปกครอง ผมขอย้ำอีกที สิ่งที่รัฐบาลใหม่นี้สามารถทำทันทีได้ ๔ เดือนก็คือให้การรถไฟ ฟ้องศาลยุติธรรมครับ ให้ศาลเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง ๒ แปลงก่อนเลยครับ คือแปลง ๓๔๖๖ และแปลง ๘๕๖๔ ที่ ป.ป.ช. ชี้แล้วว่าเป็นของการรถไฟ เราจะได้เริ่มออกจากวงปาหี่ เขากระโดงเสียทีครับ หากศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดิน ๒ แปลงนี้เป็นของการรถไฟ การรถไฟก็จะได้ที่ดินคืนมา แต่หากศาลตัดสินตรงข้ามว่าไม่เพิกถอนโฉนดทั้ง ๒ แปลง เรื่องมันก็จะจบครับ ผู้ครอบครองที่ดินเขาก็จะไม่ต้องกังวลอีกต่อไป ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม หลังจากแถลงนโยบายเสร็จ รุ่งขึ้นนะครับ ท่านสามารถสั่งการให้การ รถไฟ เลิกฟ้องเพิกถอนโฉนด ๒ แปลงนี้ได้เลยครับ ทำไมผมถึงเสนอว่าการรถไฟไปฟ้องร้อง เพิกถอนที่ดินกับศาลยุติธรรมได้เลย ผมขออนุญาตเล่าย่อ ๆ ในคดีที่การรถไฟเคยชนะ ศาลฎีกานะครับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๐๒๗/๒๕๖๑ เป็นคดีที่การรถไฟถูกบุคคลคนหนึ่ง ชื่อนายศุภวัฒน์ฟ้องต่อศาลยุติธรรม เมื่อปี ๒๕๕๕ สาระสำคัญของคดีคือ นายศุภวัฒน์ไปซื้อ ที่ดิน น.ส.๓ ข จากอดีตกำนันคนหนึ่ง แล้วต่อมานายศุภวัฒน์ก็เอาที่ดิน น.ส.๓ ข ไปออกโฉนด ต่อมาการรถไฟก็เข้าคัดค้านการออกโฉนดของนายศุภวัฒน์ นายศุภวัฒน์จึงฟ้องศาล เพื่อให้ การรถไฟถอนคำคัดค้าน การรถไฟจึงยื่นคำให้การครับ ต่อสู้คดีและฟ้องแย้งให้นายศุภวัฒน์ ออกจากที่ดิน พร้อมรื้อสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโดยส่งมอบที่ดินคืนให้การรถไฟในสภาพ เรียบร้อย เรื่องนี้สู้กันถึงชั้นศาลฎีกา ในคดีนี้ศาลฎีกาฟังพยานหลักฐานที่เป็นแผนที่ ที่การรถไฟยื่นมา ๒ ฉบับครับ ฉบับแรกคือแผนที่แสดงเขตที่ดินของกรมรถไฟแผ่นดิน สายนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ตอนแยกไปยังย่อยศิลา ตำบลเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ พยานหลักฐานแผ่นที่ ๒ เป็นแผนที่กำหนดเขตสร้างทางไปยังเขากระโดงและบ้านตะโก พยานหลักฐาน ๒ ชิ้นนี้ที่กรมที่ดินเคยบอกว่ารับฟังไม่ได้ ในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษา ยืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ว่าที่ดินเป็นของการรถไฟ ให้นายศุภวัฒน์รื้อถอน สิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินให้กับการรถไฟ คดีถึงที่สุดครับ นี่คือตัวอย่างคดีหนึ่ง ที่การรถไฟต่อสู้ทางศาลยุติธรรมครับ ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับ ท่านนายกรัฐบาลชุดนี้ มีความจริงใจที่จะทำให้ปัญหาเขากระโดงเริ่มต้นได้ข้อยุติและไม่เป็นที่กังขาใน ๔ เดือนนี้ ท่านไม่ต้องไปฟ้องขับไล่ ๙๙๙ แปลงตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกมาให้ สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนหรอกครับ ผมขอเสนอให้ท่านนายกและรัฐมนตรีพิพัฒน์ประกาศ ที่สภานี้เลยครับว่าจะให้การรถไฟดำเนินการฟ้องร้องเพิกถอนโฉนดที่ดิน ๒ แปลง ที่ ป.ป.ช. ชี้แล้วว่าออกโฉนดโดยมิชอบ ทุกคนรู้ครับว่า ป.ป.ช. ไม่ใช่ศาลครับ ถ้าศาลตัดสินคดีถึงที่สุด ว่าที่ดินของการรถไฟ รัฐก็ได้ที่ดินคืนมา แต่ถ้าศาลตัดสินเป็นอย่างอื่น เรื่องจะได้จบครับ เพียงแต่ว่าเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมต้องดูว่าไม่มีการเข้าไป แทรกแซงกระบวนการต่อสู้คดีใด ๆ ของการรถไฟแห่งประเทศครับ เรื่องนี้ไม่ยากเกิน ความสามารถ เพราะการรถไฟแห่งประเทศไทยมีพยานหลักฐาน และแนวทางสู้คดีที่เคยชนะ ในศาลฎีกามาแล้วตามที่ผมได้อภิปรายไป ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องที่ดินเขากระโดง จะเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีเลยว่ารัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล จะบริหารบ้านเมืองภายใต้หลักนิติธรรม หรือใช้ระบบพวกพ้องกันแน่ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาต อภิปรายในประเด็นที่พรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้ผมอภิปรายก็คือในประเด็นเรื่องของ นโยบายของรัฐบาลที่บอกว่าจะบริหารประเทศตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม โดยปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และไม่เอื้อต่อพวกพ้อง ไม่กระทำการอันใดอันเป็นการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมขออนุญาตยกตัวอย่างกรณีของเขากระโดงครับ ในเรื่องของเขากระโดงนั้นผมขออนุญาตเท้าความสั้น ๆ ถึงประวัติความเป็นมานะครับ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระองค์ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้มีการจัดตั้งกรมรถไฟ แล้วก็มีการ กำหนดการสร้างทางรถไฟหลายสาย สายหนึ่งก็คือสายอีสานใต้ เมื่อมีการกำหนดก็ต้องมี ที่ดินก็ได้มีการพระราชทานที่ดินเพื่อดำเนินการดังกล่าว ต่อมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๖ พระองค์มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องกฎหมายให้มีความเป็นสากลมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็เลยมีการใช้พระราชกฤษฎีกา ฉบับแรกที่ใช้เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตทางรถไฟ พ.ศ. ๒๕๖๒ และพระราชกฤษฎีกากำหนดการจัดซื้อ ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งก็จะกำหนดขอบทางรวมทั้งที่ดินเขากระโดง จำนวน ๕,๐๘๓ ไร่ ๘๐ ตารางวาไว้ด้วย ดังนั้นจึงอาจจะกล่าวได้ว่าที่ดินเขากระโดง ๕,๐๘๓ ไร่ ๘๐ ตารางวาเป็นของกรมรถไฟ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทยตั้งแต่ บัดนั้น ข้อนี้ไม่มีข้อสงสัยและไม่สามารถโต้แย้งได้เนื่องจากเป็นหลักกฎหมายที่ดินของรัฐ ที่ดินที่เป็นที่สงวนหวงห้าม ไม่ว่าผู้ใดจะไปออกโฉนดทับหรือจะไปยึดครองในระยะเวลานาน เท่าใดก็ไม่อาจทำให้มีสิทธิเพิ่มเติมขึ้นมาได้ นี่คือหลักการของกฎหมาย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือระหว่างปี ๒๕๑๐ เรื่อยมาจนถึงปี ๒๕๖๐ ได้มีการรุกล้ำบุกรุกเข้าไปในที่ดังกล่าวของ การรถไฟแห่งประเทศไทยจำนวนมาก และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นที่ดิน ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าไร่ ทำให้มีเรื่องเข้าสู่การฟ้องของศาลจำนวนมาก มีทั้งคดีที่ฟ้อง แล้วจบในศาลชั้นต้น มีทั้งคดีที่ฟ้องแล้วจบในชั้นฎีกา จบในชั้นอุทธรณ์ก็มี แล้วก็จบใน ศาลปกครองกลางก็มี คดีมีมากกว่าที่พวกเราพูดกัน แต่ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่าง ๒-๓ คดี ที่พวกเรารู้จักกันดีก็คือคำพิพากษาศาลฎีกาในปี ๒๕๖๐ คำพิพากษาศาลฎีกาในปี ๒๕๖๑ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในปี ๒๕๖๓ และคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในปี ๒๕๖๖ ทุกคดีที่ผมกล่าวมานี้ถ้าหากว่าได้มีการอ่านคำพิพากษาทั้งฉบับจะไม่เกิดข้อสงสัยเลยว่า ในเรื่องของคำพิพากษาศาลว่าอย่างไร ถ้าเราไปอ่านหรือคิดกันเอาเองก็อาจจะคิดว่าคำพิพากษานั้นระบุเฉพาะที่ดินที่พิพาทเท่านั้น แต่ถ้าหากได้มีการพิจารณาถึงประเด็นพิพาทที่ศาลได้กำหนดขึ้นแล้วมีการวินิจฉัยพิพากษา เป็นขั้นเป็นตอนก็จะเห็นว่าคำพิพากษาของศาลกำหนดประเด็นชัดเจนว่าประเด็นแรก ที่ดิน ๕,๐๘๓ ไร่เศษนี้เป็นของการรถไฟหรือไม่ ซึ่งศาลก็ได้วินิจฉัยว่าที่ดินนี้เป็นที่ดิน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นที่ดินของรัฐเป็นพื้นที่สงวนหวงห้าม
เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาปี ๒๕๖๒ หลังจากนั้นเมื่อกำหนดขอบเขตมี แผนที่ก็จะเขียนแผนที่ไว้ถ้าหากว่ามีที่ของผู้ใดอยู่ในช่วงที่มีการกำหนดขอบเขตนั้นก็ถือได้ว่า เป็นการบุกรุกหรือเข้าไปยึดครองที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ศาลก็จะเพิกถอนทั้งหมด ในแง่ของศาลปกครองกลาง ท่านมีคำพิพากษาหลายส่วนที่เป็นที่น่าสนใจ ผมขออนุญาตอ่าน ตอนหนึ่งให้ท่านประธานฟัง เพื่อที่พวกเราจะได้เข้าใจตรงกัน อยู่ในหน้า ๒๗ คำพิพากษา ศาลปกครองกลางบอกอย่างนี้ว่าเมื่อคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ ๘๔๒-๘๗๖/๒๕๖๐ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๐๒๗/๒๕๖๑ และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ คดีหมายเลขดำ ที่ ๑๑๑/๒๕๖๓ คดีหมายเลขแดง ที่ ๑๑๒/๒๕๖๓ ได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้งว่าที่ดินตามแผน ที่แสดงเขตที่ดินของกรมรถไฟแผ่นดิน สายนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ตอนแยกที่ย่อยศิลา ตำบลเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ กิโลเมตรที่ ๓๗๕ บวก ๖๕๐ เป็นส่วนหนึ่งของพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตสร้างทางรถไฟ ต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๖๒ เมื่อกรมรถไฟแผ่นดินใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยการก่อสร้างทางรถไฟเข้าไป ลำเลียงหินที่บริเวณเขากระโดงจึงถือได้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีในกรณีนี้ คือการรถไฟแห่งประเทศไทย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าที่ดินบริเวณทางแยกเขากระโดง ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งก็คือการรถไฟ แห่งประเทศไทยที่ได้มาตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ และถือเป็นที่ดินของรัฐประเภทหนึ่ง ขออนุญาตเน้นย้ำครับเป็นที่ดินของรัฐประเภทหนึ่ง ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีหน้าที่ในการคุ้มครองและป้องกันที่ดินบริเวณดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๕๗ ท่านประธาน ก็คงเห็นว่าคำพิพากษาของศาลปกครองกลางท่านเขียนไว้ชัดเจนว่าที่ดิน ๕,๐๘๓ ไร่ เป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นพื้นที่สงวนหวงห้าม ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย เขียนไว้ชัดเจนว่าที่ดินสงวนหวงห้าม ที่ดินของรัฐ ไม่ว่าจะมีผู้ใดไปครอบครองด้วยวิธีการใด ๆ เป็นเวลานานเท่าไรก็ตาม ไม่ทำให้บุคคลผู้นั้นมีสิทธิเหนือที่ดินของรัฐไปได้ ไม่มีทางเลยครับ ที่ที่ดิน ๕,๐๘๓ ไร่จะตกเป็นของผู้อื่นนอกจากการรถไฟแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังมี การระบุถึงอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่การกฎหมาย มีหน้าที่ต้องดำเนินการกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ๒๕๕๗ เขียนชัดเจนครับท่านประธานว่ากรมที่ดินมีหน้าที่ที่จะต้องคุ้มครอง ป้องกันที่ดินของรัฐ ที่ดินสงวนหวงห้ามนั้น จึงมีหน้าที่ต้องติดตามนำที่ดิน ๕,๐๘๓ ไร่กลับคืนมาให้กับการรถไฟ แห่งประเทศไทย ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งครับท่านประธาน ที่ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ฟ้องกรมที่ดิน เป็นคดีเพื่อให้กรมที่ดินติดตามนำที่ดินมาให้ ซึ่งศาลปกครองกลางก็ได้ระบุว่า เรื่องการคุ้มครองป้องกันเป็นหน้าที่ของกรมที่ดินตามที่กระผมได้อ่านให้ท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกตลอดจนประชาชนได้ฟังไปแล้วนะครับว่าหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของกรมที่ดิน การละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ย่อมไม่ชอบ อาจจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ เมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือแม้แต่ศาลปกครองไม่มีคำพิพากษาก็ตามก็ยังคงเป็น หน้าที่ของกรมที่ดินที่จะต้องติดตามนำที่ดินมาคืนให้กับการรถไฟอยู่ดีนั่นเอง แต่ปรากฏว่า การดำเนินการติดตามนำที่ดินกลับคืนมากลับประสบปัญหาจำนวนมาก แม้ศาลจะมี คำพิพากษาตั้งแต่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๖ แต่ปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ในการนำที่ดินกลับคืนมา ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในวงวิชาการและสาธารณชน เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการประกาศของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งท่านได้ตั้ง คณะกรรมการตามมาตรา ๖๑ ของประมวลกฎหมายที่ดินในการสอบสวน เพื่อจะพิจารณาว่า ที่ดินใดมีการรุกล้ำที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยหรือไม่ ก็ปรากฏว่าทั้งตัวคณะกรรมการ แล้วก็ตัวอธิบดีกรมที่ดินกลับมีคำวินิจฉัยว่าจะไม่เพิกถอนที่ดินทั้งหมดที่มีการกล่าวถึง และให้ยุติเรื่อง ซึ่งผมได้ติดตามเรื่องดังกล่าวก็พบว่ามีข้อพิรุธหลายประการที่ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเป็นบางประเด็นก่อน
ประเด็นก็คือว่าในการวินิจฉัยของคณะกรรมการและอธิบดีกรมที่ดินนั้น ท่านบอกว่าไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน ไม่ทราบว่าที่ดิน ๕,๐๘๓ ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของ การรถไฟแห่งประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวท่านประธานก็คงทราบตามที่ผมได้กรุณา กราบเรียนต่อท่านประธานก็เป็นชัดเจนนะครับว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ขัดกับ พระราชกฤษฎีกา ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๒ แล้วก็ขัดกับคำพิพากษาของศาลจำนวนมาก
ประเด็นที่ ๒ ครับ ตำแหน่งที่ตั้งของที่ดิน กรมที่ดินบอกว่าไม่ทราบตำแหน่ง แน่ชัด ไม่ทราบแนวเขต ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดครับ เพราะว่าเรื่องแนวเขตเรื่องแผนที่ ก็มีการยื่นต่อศาลตั้งแต่สมัยศาลฎีกาแล้วศาลก็ไม่ได้บอกว่าแผนที่ดังกล่าวมีข้อบกพร่อง แต่อย่างไร แต่อย่างไรก็ดีได้มีการรังวัดที่ดินขึ้นใหม่ โดยทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มี การยื่นเรื่องขอให้มีการรังวัดในเดือนมกราคม ปี ๒๕๖๗ แล้วก็มีการชำระค่ารังวัดตรวจสอบ ด้วยครับท่านประธาน เป็นเงิน ๑.๓ ล้านบาท แต่การตรวจสอบการรังวัดใช้เวลานานกว่าที่ กรมที่ดินจะส่งแผนที่ที่ตรวจสอบได้มาให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทยก็ล่วงเข้ามาถึง เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๗ เป็นเวลากว่า ๗ เดือนครับ แต่ก็แปลกครับ ผลตัวนี้ในเรื่องของ การรังวัดตรวจสอบกลับมิได้มีการนำเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบที่ตั้งขึ้นโดยอธิบดี กรมที่ดิน ซึ่งผมก็มีแผนที่ที่มีการรังวัดตรวจสอบ แล้วก็ได้ตรวจสอบเรียบร้อย แต่แผนที่ ดังกล่าวไม่น่าเชื่อครับว่าอธิบดีกรมที่ดินไม่ได้นำมาพิจารณา แล้วก็มีคำวินิจฉัยไปว่าเป็น เรื่องที่ไม่มีแนวเขตชัดเจนก็เลยไม่เพิกถอนต่อไป ซึ่งถ้าหากว่ามีการนำเรื่องนี้มาพิจารณาว่า มีแผนที่ที่อะไรก็ตามนะครับที่อยู่ในวงนี้ก็ถือว่าบุกรุก รุกล้ำที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ทั้งสิ้น เป็นหน้าที่ที่กรมที่ดินจะต้องคุ้มครองและป้องกันที่ดินของรัฐให้เรียบร้อย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นในหมู่สาธารณชน แม้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ท่านนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ตำแหน่ง ท่านจะประกาศอย่างชัดเจนว่า ท่านจะไม่แทรกแซงเรื่องดังกล่าว แต่ท่านประธานครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ต้องดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม มีหน้าที่อะไรก็ต้องทำ เมื่อกรมที่ดินมีหน้าที่ในการติดตามที่ดินของการรถไฟ แห่งประเทศไทยกลับคืนมาสู่การรถไฟแห่งประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับกรมที่ดิน หรือนายกรัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่กำกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ก็ต้องกำกับดูแลให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น จึงเป็นบทพิสูจน์ว่าในสมัยที่ ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และมีนโยบายบอกว่าจะดูแลรักษา จะดำเนินการตามหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างเคร่งครัด จะมีการทำหน้าที่นำที่ดินของการรถไฟ แห่งประเทศไทย ๕,๐๘๓ ไร่คืนมาหรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเป็นผู้มีอนาคตไกล ท่านประกาศบอกว่าท่านจะเป็นนายก ๒ สมัย ถ้าเป็นเช่นนั้นผมก็อยากขอความกรุณา ท่านได้ดำเนินการติดตามนำที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย คืนมาสู่ประชาชน คืนมาสู่ สาธารณประโยชน์ ทั้งนี้เพื่อจะแสดงให้เห็นว่านโยบายที่ออกมาไม่ใช่เป็นนโยบายที่กล่าว ลอย ๆ แต่เป็นนโยบายที่ประสงค์จะทำจริง แล้วเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้ที่อยู่อาศัย อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่สมัยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านเดิม ท่านภูมิธรรม เวชยชัย
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านก็ได้บอกแล้วว่า ถ้าได้ที่ดินมาโดยสุจริตก็คืนที่ดินมา เพราะเอาไปไม่ได้อยู่แล้ว พอคืนมาแล้วก็ขอเช่าคืน ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดี สมควรที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยจะลองพิจารณานำไปดำเนินการเพื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบาย ที่ท่านรัฐมนตรีกรุณาได้วางไว้ เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลได้วางไว้ เพื่อจะได้ไม่มีการ วิจารณ์ว่ามีการยื้อคดีหรือยุคคดี ขอให้ ๔ เดือนที่ท่านจะอยู่ เป็น ๔ เดือนที่สร้างคุณูปการ ต่อประเทศเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญครับ คุณแนนครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ แนน บุณย์ธิดา สมชัย พรรคภูมิใจไทย จังหวัดอุบลราชธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตหารือท่านประธานสั้น ๆ ในประเด็นของเพื่อนสมาชิกในการอภิปรายในวันนี้ ซึ่งเป็นวาระของการแถลงนโยบาย อันนี้ประเด็นแรกนะคะ แล้วประเด็นที่ ๒ ดิฉันเข้าใจว่า ในหลาย ๆ เรื่องที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายซ้ำ ท่านรัฐมนตรีได้ลุกขึ้นตอบในประเด็น ไม่ว่า จะเป็นประเด็นของอดีตที่ผ่านมาและปัจจุบันและในอนาคตข้างหน้าไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น ต้องขออนุญาตท่านประธานค่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลากับเพื่อนสมาชิก อื่น ๆ แล้วดิฉันเข้าใจว่าวันนี้ของทั้งหมดที่จะพูดประมาณสัก ๔๐ กว่าท่านได้ ประเด็นไหน ที่ซ้ำกันและไม่ได้อยู่ในวาระของการแถลงนโยบายของทางรัฐบาลก็ขอให้ท่านประธาน ได้กำชับด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ขอให้สมาชิก ช่วยกันดูด้วยว่าต้องอภิปรายในสิ่งที่เป็นนโยบายรัฐบาล แล้วก็ไม่ซ้ำวนเวียนไปมานะครับ จะได้ไม่เสียเวลา ต่อไปขอเชิญคุณวาโย อัศวรุ่งเรือง ครับ
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพในฐานะประธานรัฐสภา กระผม วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกรัฐสภา จากพรรคประชาชน วันนี้กับการอภิปรายนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็คณะนะครับ ผมได้รับมอบหมายเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการยุติธรรม มาตรวจสอบนโยบายที่ท่านได้แถลง ไปเมื่อช่วงเช้าสักครู่นะครับ ท่านให้หลักในการแถลงนโยบายวันนี้ ๓ ประการ ในหลักที่ ๓ ที่ท่านบอกเอาไว้คือท่านบอกว่าท่านจะยึดมั่นในหลักนิติธรรม แล้วก็มาสร้างเป็นนโยบาย ๑๕ นโยบาย ผมก็ตรวจสอบนั่งฟังดูนโยบายที่ ๙ อันนี้เขาท่า ท่านบอกท่านจะรักษาหลักนิติธรรม อย่างเคร่งครัด แล้วท่านจะทำให้พฤติกรรมดังต่อไปนี้ เป็นความผิดอาญาร้ายแรง เป็นความผิดวินัยร้ายแรงและจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดด้วย สนับสนุนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ ในข้อ ๙.๒ คือถ้ามีใครใช้กฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่รัฐไปเพื่อผลประโยชน์ในทางการเมือง เมื่อเช้าสักช่วงเที่ยง ๆ ผมนั่งฟังท่านศาสตราจารย์บวรศักดิ์ ท่านได้มีเกริ่นเรื่องนี้ไปนิดหนึ่ง ท่านบอกว่าตอนที่ท่านนายกมาชวนให้ท่านมาร่วม ครม. นะ ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ถามกลับเลยว่า แล้วเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นต่าง ๆ อยู่ตอนนี้ ท่านจะให้คำมั่นกับอาจารย์ได้ไหมว่า จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซง ท่านอาจารย์บวรศักดิ์เล่าให้พวกเราฟังเมื่อตอนเที่ยงว่า ท่านนายกรัฐมนตรีรับปาก แต่พวกผมในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อมาตรวจสอบ นโยบาย ฟังคำชี้แจงจากท่านรองนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังไม่ได้ฟังคำมั่นสัญญานั้นจาก ท่านนายกรัฐมนตรี ก่อนที่ผมจะอภิปรายต่อไป ผมต้องบอกท่านประธานและเพื่อนสมาชิก แล้วก็ผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าทั้งหมดที่ผมอภิปรายนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า ผมเชื่อ เหลือเกินว่าการเลือก สว. ไม่มีการฮั้วครับ ผมเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ขอย้อนนิดหนึ่งท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้ว ขอบคุณอาจารย์รอย ผมไปแคปมาจาก Youtube ท่านนะครับ เลือกอำเภอ เลือกจังหวัด เลือกประเทศ ข้ามไป เลยเอามาเลือกประเทศ ช่วงเช้าเข้ามา ๑๕๔ คน ๗๗ จังหวัด จังหวัดละ ๒ คน ๗๗ คูณ ๒ ได้ ๑๕๔ เลือกกันเองในกลุ่มเหลือ ๔๐ เอา ๔๐ ไปเข้ารอบบ่าย แล้วเลือกให้เหลือ ๑๐ แต่ตอนบ่ายนี้จะยุ่งยากนิดหนึ่ง อย่างที่ท่านประธานทราบ เพราะว่ากลุ่มฉันจะต้องไป จับฉลากที่หน้างาน แล้วก็ไปรวมกับกลุ่มใครก็ไม่รู้อีกประมาณสัก ๔ กลุ่ม แล้วเลือกตัวเอง ไม่ได้แล้ว เลือกกลุ่มตัวเองไม่ได้แล้ว ต้องเอาคะแนน ๒๐ คะแนน แบ่งเป็นกลุ่มละ ๕ ๕ ๕ ๕ คูณ ๔ เป็น ๒๐ พอดี ภาพต่อไปนี้ อันนี้เป็นภาพแรกเลยที่ผมเคยเห็นก็จาก Youtube อาจารย์รอยนี่แหละ ผมก็นั่งไถเฟซบุ๊ก นั่งไถ YouTube ไป เห็นภาพนี้ภาพแรกแล้วผมรู้สึก ว่ามันแหม่ง ๆ จริง ๆ ด้วยท่านประธาน คือมันมีหลายคนพยายามพูดว่าคะแนนมันกองบ้าง คะแนนมันดีดบ้าง ผมก็คิดว่าแล้วอย่างไรล่ะ ถ้ามันมีคนเด่นคนดัง ดังมาก ๆ สมมุติ ยกตัวอย่าง สมมุติท่านประธานไปลงสมัครด้วย สว. ผมว่าใคร ๆ ก็เลือก คะแนนมันก็จะต้อง กองไปที่ท่านประธาน คะแนนท่านประธานก็จะต้องโดดดีดไปถูกไหมครับ เป็นไปได้ ไม่ได้ มีปัญหาอะไร แต่พอผมเห็นภาพนี้ผมก็เริ่ม เอ๊ะ เริ่มตั้งคำถามเหมือนกันว่ามันเป็นอย่างนี้ ๒๐ กลุ่มเลย มันจะมีคนเด่นคนดังคะแนนไปกอง ท่านประธานดูสิ คือคะแนนมันแบ่งเป็น กลุ่มบนกับกลุ่มล่าง ภาพปกติที่มันควรจะเป็นคะแนนมันควรจะต้องไล่เลี่ยกันมา อยู่ในโซน บน ๆ นี่ละเพราะเขาเป็นผู้ชนะ แต่มันควรจะไล่เลี่ยกันมาไม่ควรถูกแยกกันออก ถึงจะ แยกกันออกก็น่าจะเป็นแค่บางกลุ่ม แต่แค่ภาพนี้มันก็ไม่มีน้ำหนักอะไร ก็ยังบอกอะไรไม่ได้ มากนะครับ ผมก็เลยนั่งสืบค้นต่อไป นั่งเก็บหาข้อมูลมาสักระยะหนึ่ง พยายามรวบรวมปัจจัย ต่าง ๆ ว่าทำไมคนถึงสงสัยกัน ทำไมคนเขาถึงเชื่อกันว่าน่าจะมีกระบวนการที่มันเป็นการฮั้ว กันที่ผิดกฎหมายหรือเปล่า ผมก็สรุปปัจจัยออกมาได้ประมาณนี้ ประมาณ ๓ ปัจจัยครับ ๑. มีปรากฏการณ์เสื้อเหลือง Necktie เหลืองเหมือนที่ผมใส่มาวันนี้ ๒. มีโพย ๓. มีความ ผิดปกติของคะแนนอะไรบางอย่าง ข้อมูลผมสืบค้นมาจากหลายที่นะ หาข่าวเฟซบุ๊ก ขอบคุณ ได้ไม่หมด ก็พยายามขึ้นจอเท่าที่จะขอบคุณได้ มาดูปัจจัยแรกครับท่านประธาน อย่างที่ผม บอกการใส่เสื้อเหลือง การใส่ Necktie เหลืองอย่างที่ผมใส่วันนี้ ไม่ได้เป็นความผิดอะไร การที่คนจะมาใส่เสื้อเหลือง ใส่เสื้อนอกสีดำ ถือแฟ้มใสตราม้ายี่ห้อเดียวกัน เบิก Lot เดียวกัน หน้าตาเหมือน ๆ กัน ผมก็ไม่ได้ว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร นั่งรถคันเดียวกันมา นั่งกัน เป็นขบวน นำมาด้วยรถจากทะเบียนจังหวัด ถูกต้องบุรีรัมย์ ขอบคุณมาก ถูกต้องนะครับ ก็ไม่ได้แปลกอะไร ลงมาถึงปุ๊บ ไป Check in ถ่ายรูป Check in กัน ไปนั่งรวมกลุ่มกินข้าวกัน ก็ ไม่ได้แปลกอะไรเพราะคนอาจจะใส่มาเยอะใช่ไหม เดี๋ยวนี้เราก็ Hit ใส่กันอยู่แล้วก็ใกล้วันพ่อแล้วด้วยก็ไม่ได้แปลกอะไร สไลด์นี้ขอให้ ท่านประธานอยู่กับผมแล้วก็ช่วยกันตั้งสตินิดหนึ่งเพราะว่าอธิบายยากนิดหนึ่ง เมื่อสักครู่ ที่ผมพูดมามันเป็นความรู้สึกทั้งหมดเลยท่านประธาน บางคนอาจจะเป็นความรู้สึกที่มีอคติ ด้วยซ้ำ แต่อย่างที่ผมบอกผมพยายามตั้งสมมุติฐานเอาไว้ผมไม่เชื่อจริง ๆ ว่ามันจะฮั้วได้ กระบวนการแบบนี้มันจะทำได้อย่างไร ผมว่ายากไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ถ้าเราจะคุยกัน ด้วยความรู้สึกผมว่าก็ไม่ค่อยเหมาะสม ลองเอาข้อมูลไปทำด้วยอุปกรณ์เครื่องมือทาง คณิตศาสตร์ ผมอธิบายนะครับท่านประธาน ภาพนี้คือแผ่นภาพความสัมพันธ์แล้วก็ ความใกล้ชิดของการลงคะแนนในรอบเช้าระดับประเทศกับการใส่เสื้อสีเหลือง หรือ Necktie เหลืองในกลุ่มอาชีพที่ ๑ ผมยกตัวอย่างมากลุ่มอาชีพเดียว คำอธิบายนะครับ วงกลม ๑ วง ที่เหมือนไข่ปลาที่เป็นสีเหลืองสีเทาคือคน ๑ คน ขนาดของวงกลมนี่ยิ่งใหญ่ แปลว่าเขาได้คะแนนมาเยอะ ยิ่งอันเล็ก ๆ แปลว่าไม่ได้คะแนน ตรงขอบ ๆ ท่านประธาน เห็นไหมเป็นจุด ๆ อันนี้เขาไม่ได้คะแนนเลย เส้นที่เชื่อมระหว่างกันคือเส้นที่โยงคะแนน มีการโหวตคะแนนไปให้ที่มีการเชื่อมกัน ส่วนระยะห่างระหว่างวงกลม ถ้าอยู่ใกล้กันแปลว่า มีความใกล้ชิดและเหมือนกันของบัตรลงคะแนนที่ได้รับมา อันนี้งง หมายความว่าอย่างไร สมมุติผมเบอร์ ๑ ท่านประธานเบอร์ ๒ คุณเท้งเบอร์ ๓ สมมุติผมกับท่านประธาน ผมเบอร์ ๑ กับเบอร์ ๒ ใบลงคะแนนมีเบอร์ ๑ กับเบอร์ ๒ เหมือนกัน ผมกับท่านประธาน ได้คะแนนมาจากบัตรใบลงคะแนนใบเดียวกัน วงของท่านประธานกับวงผมจะใกล้กัน ส่วนใบต่อไปมีเบอร์ ๑ เบอร์ ๒ และมีของคุณเท้งด้วยมีเบอร์ ๓ วงของคุณเท้งก็จะเข้ามาใกล้ วงของผมกับท่านประธาน ผมกับท่านประธานจะใกล้กันอยู่
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ขออนุญาตประท้วงครับ
มีผู้ประท้วงครับ
ขอประท้วงข้อ ๔๕ ครับ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาครับ ที่ท่านผู้อภิปรายอยู่ขณะนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ การแถลงนโยบายเลยแม้แต่นิดเดียวครับท่านประธาน ขอให้ท่านประธานใช้วิจารณญาณ ในการพิจารณานิดหนึ่งครับ
ขอบคุณครับ คุณวาโยครับ พยายามให้เข้าอยู่ในเรื่องนโยบายหน่อยครับ และเรื่องนี้บังเอิญมันอยู่ในกระบวนการ ยุติธรรม เห็นว่ามีการฟ้องไปที่ศาลที่ ป.ป.ช. กันแล้ว เพราะฉะนั้นขอให้คุณระมัดระวัง เอาโยงมาเกี่ยวกับนโยบายเรื่องความเป็นธรรม เรื่องสุจริตอะไรก็แล้วแต่ครับ ขอความกรุณา เดี๋ยวจะมีการประท้วงอีกหลาย ๆ ครับ เชิญคุณวาโยครับ
ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ที่ผมพยายามยกตัวอย่างให้เห็นภาพที่มันชัดเจนนะครับก็มีความจำเป็น จริง ๆ ที่ต้องชี้ให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินมาอย่างที่ท่านประธานว่าครับ ตอนนี้สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในกระบวนการอยู่แล้วละ ผมเป็นแค่ประชาชนคนหนึ่งที่พยายาม ตั้งข้อสังเกตและติดตามเรื่องนี้ และดูแล้วว่ามันผิดปกติไหม ก็ฝากผ่านท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีแล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ท่านแถลงนโยบายมา นโยบายที่ ๙.๒ ว่าท่านจะไม่เข้าไปแทรกแซงในเรื่องนี้ ถ้ามีใครเข้าไปแทรกแซงหรือเข้าไป ยุ่งเกี่ยวแล้วใช้ผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่หรือกระบวนการยุติธรรมหรือองค์กรอิสระ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองท่านจะดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาด อย่างที่อาจารย์บวรศักดิ์ ท่านก็ตั้งข้อสังเกตกับท่านนายกรัฐมนตรีไปเหมือนกัน ผมเองก็อยากฟังจาก ท่านนายกรัฐมนตรีจริง ๆ ขออธิบายต่ออีกนิดหนึ่งนะครับ ภาพที่มันควรจะเป็นท่านประธาน มันเหมือนพลุ เวลาเราจุดไปมันก็จะกระจายออกมาเท่า ๆ กัน มันควรจะเป็นเหมือนพวงที่ ๓ แบบเท่า ๆ กัน ดูกระจาย ๆ ไม่ได้มีอันไหนที่แยกกันออกไป แต่มันมีพวงที่ ๑ กับพวงที่ ๒ ท่านประธาน วงกลมที่เป็นสีเหลืองนี้คือคนที่ใส่เสื้อเหลืองหรือ Necktie เหลืองมา เขาไป รวมตัวกันเฉยเลย ดูด้วยตาอยู่ประมาณสัก ๑ ใน ๓ ประมาณสัก ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ว่า ในกลุ่มสีเทาก็จะเห็นว่าก็มีคนใส่เสื้อเหลือง Necktie เหลืองนะ เพราะผมบอกแล้วว่ามันปกติ แต่ปรากฏว่าพอไปดูความสัมพันธ์ของคะแนนใบลงคะแนนเข้ามาเป็นพวงที่ ๑ กับพวงที่ ๒ แบบแยกออกมาจากพวงอื่น แปลว่าใบของเขาไม่ซ้ำกับคนอื่นที่เป็นคนส่วนใหญ่ ผมบอกแล้ว ว่าข้อสังเกตพวกนี้มันเกิดขึ้นได้ถ้ามีคนอย่างท่านประธานอย่างนี้ไปคะแนนมันเทกองอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือคน ๆ นั้น อย่างท่านประธานถ้าไปมันควรไปอยู่ตรงกลางสีเทา ทุกคนควรจะ โหวตมาให้ ไม่ควรจะถูกแยกกลุ่มออกไป และเมื่อสังเกตแบบนี้
ขออนุญาต ท่านประธานครับ
มีประท้วงครับ เชิญครับ
กระผม พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา ในตำแหน่งคือประธานกรรมาธิการกฎหมายและ การยุติธรรม วุฒิสภา เมื่อสักครู่นี้ด้วยความเคารพท่านที่กำลังอภิปรายเมื่อสักครู่นะครับ แล้ว ก็ด้วยความเคารพท่านประธานตาม ข้อ ๔๕ เรื่องเหล่านี้ทั้งหมดทั้งมวลอยู่ในกระบวนการ ยุติธรรมแล้ว ไม่ต้องพูดหรอกครับ บางทีการพูดเป็นส่วนหนึ่งเป็นการชี้นำคนที่ไม่ค่อยทราบ รายละเอียด อาจจะมองว่า สว. เราทำอย่างไร เคารพท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วครับว่าเอา ละเรื่องนี้ผมว่าพอแล้วครับ ไม่ต้องพูดหรอกครับ ให้กระบวนการยุติธรรมก็ดำเนินการดีกว่า ด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ได้เตือน คุณวาโยแล้ว
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขอประท้วงค่ะ
เดี๋ยวขอให้ผมได้วินิจฉัย ประเด็นนี้ก่อน เดี๋ยวท่านจะประท้วงต่อก็ว่าไป เรื่องนี้เนื่องจากรายละเอียดเกินไป สมาชิกก็ อาจจะไม่เกี่ยวข้องด้วย ท่านเอาประเด็นที่ชัด ๆ ว่าเรื่องนี้จะให้รัฐบาลทำอย่างไร ถ้าเกี่ยวกับ นโยบายของรัฐบาลข้อไหนก็บอก ถ้าท่านเล่นรายละเอียดอย่างนี้นะครับ เหมือนกับที่ ท่านวุฒิสมาชิกได้ประท้วงเมื่อสักครู่ครับ มันเป็นการก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมของศาล เพราะอยู่ในศาลโดยปกติเขาไม่ให้พูดครับ แต่ว่าเห็นว่ามันเกี่ยวกับนโยบายที่จะให้รัฐบาล อย่างไร ผมขอวินิจฉัยอย่างนี้ เพราะฉะนั้นวินิจฉัยแรกก็คือว่าในเรื่องรายละเอียดวิธีการ ต่าง ๆ นั้นมันจะต้องไปเป็นพยานในคดีศาลก็ขอเป็นเรื่องของศาลครับ เชิญครับคุณณัฐชา
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ ในการทำหน้าที่เนื่องจากว่าที่ท่านประธานวินิจฉัย ไปเมื่อสักครู่ คือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราหยิบยกมาอภิปรายเนื่องจากว่ามันอยู่ในข้อ ๙ ตามคำแถลงนโยบาย อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องทั้งหมดนี้อยู่ในชั้นของ กกต. ซึ่ง กกต. เป็นองค์กรอิสระ ยังยังไม่ถึงกระบวนการพิจารณาในชั้นศาลว่าในศาลเขาจะพิจารณากัน อย่างไรและใกล้ถึงวันตัดสินอย่างไร แต่ ณ วันนี้สิ่งเดียวที่เราหยิบยกขึ้นมาก็เพราะว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่าท่านจะปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่แทรกแซง คุณหมอวาโยก็ได้ขึ้นมาบอกว่าคดีที่สังคมเป็นห่วงเป็นใยก็คือเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นยังไม่ได้พาดพิงท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านไหนเลย สิ่งเดียวที่ท่านวาโยพาดพิงไป ก็คือ Necktie เหลืองถ้าใครจะร้อนคอก็สุดแท้แต่ แต่วันนี้ต้องเดินหน้าต่อเพราะเป็นเรื่องที่ อยู่ในคำแถลงนโยบายครับ
ขอบคุณครับ ผมวินิจฉัย แล้วนะครับ
ขอให้ ท่านประธานทบทวนคำวินิจฉัยครับ ขอบคุณครับ
คำวินิจฉัยของประธานก็ถือว่า เด็ดขาดนะครับ คือรายละเอียดมากไปผมนั่งตรงนี้ผมยังฟังไม่รู้เรื่องเลย แล้วอีกอันหนึ่งอย่าง ที่ผมว่าไม่ว่านะครับจะเป็นที่ กกต. และทราบว่าไปที่ศาลด้วย เพราะฉะนั้นผมว่าเอาแค่ พอสมเนื้อก็พอ คือท่านได้อธิบายแล้วว่าฮั้ว สว. ส่วนวิธีการท่านค่อยให้ไปอธิบายที่ กกต. อธิบายที่ศาล ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ ไม่อย่างนั้นก็จะยุ่งไม่ได้อภิปรายครับ
ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมเคารพในคำวินิจฉัยท่านประธานครับ แต่นิดเดียวครับ เพื่อจะให้ คุณหมอวาโยได้อภิปรายต่อก็คืออย่างที่ท่านประธานว่าเมื่อสักครู่นี้ครับ คือเราไม่ได้ลง รายละเอียดถึงกระบวนฮั้ว เพราะเราไม่ได้มาสอนใครฮั้ว แต่ว่าวันนี้เราจะหยิบยกว่า กระบวนการที่อยากจะได้รับความชัดเจน เดี๋ยวให้ท่านรัฐมนตรีหรือท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่ดูเรื่องกฎหมายได้ลุกขึ้นมาชี้แจงในประเด็นนี้ได้ครับ
ประเด็นนี้เดี๋ยวให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือคนที่เกี่ยวข้องเขาจะไปพูดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมครับ
(นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญครับคุณปกรณ์วุฒิ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิครับ จริง ๆ ก็ไม่อยากประท้วงนะครับ แต่ประท้วงก็ได้ครับ ประท้วงท่านประธานตาม ข้อ ๕ จริงอยู่ครับท่านประธานว่าคำวินิจฉัยของท่านประธานเป็น เด็ดขาด แต่ผมต้องขออนุญาตขอขออภัยจริง ๆ เพราะว่าคำวินิจฉัยของท่านประธานมันอยู่ บนข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนนะครับ ที่ท่าน สว. เป็นคนประท้วงนี่นะครับ ท่าน สว. ที่เป็น ประธานกรรมาธิการกฎหมาย แต่บอกว่าขั้นตอนอยู่ในศาล ขั้นตอนไม่ได้อยู่ในศาลนะครับ ดังนั้นคำวินิจฉัยของท่านประธานมันไม่ได้วางอยู่บนข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงก็คืออยู่แค่ชั้น DSI กับชั้น กกต. เท่านั้น แล้วจริงอยู่ครับว่าเรื่องนี้รายละเอียดมันเยอะ แล้วเพราะว่ารายละเอียด มันเยอะนี่นะครับ ถึงจำเป็นต้องอภิปรายให้เข้าใจรายละเอียด ไม่เช่นนั้นท่านรัฐมนตรี จะชี้แจงได้อย่างไร ถ้าท่านรัฐมนตรีไม่เข้าใจรายละเอียดอะไรเลย ถ้าท่านวาโยได้อธิบาย ในรายละเอียดแล้วท่านรัฐมนตรีเข้าใจ ท่านรัฐมนตรีจะได้ชี้แจงได้ว่าพอในรายละเอียด มันเป็นแบบนี้ท่านจะจัดการต่ออย่างไร หรือท่านจะสร้างหลักประกันอย่างไรว่าจะไม่มีการ เข้าไปเกี่ยวโยงหรือว่าแทรกแซงในเรื่องนี้ครับท่านประธาน ขอให้ท่านขอให้ท่านประธาน วินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน ขอประท้วงค่ะ
เชิญครับ
อาจารย์เขาประท้วง ผมใช้สิทธิพาดพิง พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย ครับ
เดี๋ยว ๆ มีผู้ประท้วง ๒ ท่าน อาจารย์นันทนาใช่ไหมครับ
ดิฉันประท้วงนานแล้วค่ะ เชิญท่านรอก่อนนะคะ
เดี๋ยวผมจะให้ผู้ประท้วง ได้ประท้วงสั้น ๆ ในข้อบังคับ ไม่ใช่ว่าอยากจะประท้วงเรื่องอะไรในข้อบังคับ เมื่อสักครู่ ท่านอาจารย์นันทนาใช่หรือเปล่า ถ้าผิดก็เอาที่ยกมือก็แล้วกัน
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วง ท่านประธานในข้อ ๕ ขอให้ท่านควบคุมการประชุมอย่างเป็นกลางและมีประสิทธิภาพ ตรงนี้ การที่ผู้อภิปราย ขออนุญาตเอ่ยนามคือคุณหมอวาโย ท่านได้พูดถึงนโยบายข้อ ๙ รัฐบาล จะรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ซึ่งตรงนี้ท่านกำลังจะพูดถึงว่าพฤติกรรมของ ผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปจนกระทั่งถึงรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาลชุดนี้ รวมกระทั่ง ไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้อยู่ในวงเวียนของกระบวนการยุติธรรมในเรื่อง ของการที่จะทำให้ระบบนิติธรรมนั้นเกิดขึ้นอย่างเคร่งครัด คุณหมอก็พยายามที่จะพูดถึงว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้นเกี่ยวกับกระบวนการฮั้ว สว. มันเป็นมาอย่างไร แล้วเกิดกระบวนการที่ คนทั่วไปรับรู้อย่างไร
เข้าใจแล้วครับ เอาประเด็น ที่ว่าประท้วงข้อบังคับข้อ ๕ ท่านอาจารย์นันทนาประท้วงในข้อบังคับ ข้อ ๕ ประธาน ไม่ควบคุมการประชุมใช่ไหมครับ ท่านจะอธิบายต่อ อภิปรายต่อไม่ได้ ยกเว้นว่าท่าน ขออภิปราย
คือดิฉันไม่ได้อภิปราย ดิฉันกำลังจะบอกว่าสิ่งที่ท่านประธานวินิจฉัยให้ผู้อภิปรายหยุดอภิปรายในเรื่องนี้ไม่เป็นธรรม เพราะผู้อภิปรายกำลังพูดถึงสิ่งที่ประชาชนได้ประโยชน์ว่าสิ่งที่รัฐบาลจะทำต่อไปนี้ทำอย่างไร ที่จะเกิดระบบนิติธรรมอย่างเคร่งครัดได้จริงจังในเมื่อผู้ที่อยู่ในกระบวนการนั้นเข้าไปพัวพัน ก็ให้ผู้อภิปรายได้อภิปรายอย่างชัดเจน แล้วผู้ที่ตอบก็คือบรรดาท่านรัฐมนตรีทั้งหลาย จะได้มาตอบ
เข้าใจครับ แต่ประธาน มีหน้าที่วินิจฉัย ขอความกรุณาประธานมีหน้าที่วินิจฉัย ข้อ ๕ ถ้าไม่สามารถจะทำให้ การประชุมดำเนินไปได้ประธานก็ผิดข้อบังคับ ขอความกรุณาแค่นี้ก็พอ ผมเข้าใจแล้วที่ท่าน ประท้วงผมว่าไม่ให้คุณวาโยพูด เพราะคุณวาโยต้องการพูดว่าในนโยบายข้อ ๙ เดี๋ยวผมจะ วินิจฉัยต่อครับในนโยบายข้อ ๙
ขออนุญาต ท่านประธานครับ
เดี๋ยว ๆ มีอีกท่านเดียว
ผมขอนิดเดียวครับ
เชิญครับ
ผม พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา เมื่อสักครู่ผมใช้สิทธิพาดพิงกล่าวถึง ผมยังไม่ได้กล่าวว่าเรื่องนี้ สู่กระบวนการศาล ผมพูดแต่ว่าเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เรียนท่านประธาน เพื่อทราบครับ
ขอบคุณครับ คือเนื่องจากว่า ท่านปกรณ์วุฒิหรือคุณณัฐชาพูดว่าขณะนี้คุณวาโยกำลังพูดถึงนโยบายในข้อ ๙ การบังคับ ใช้กฎหมายก็พูดตรงไปตรงมาในเรื่องข้อกฎหมาย แต่ท่านอธิบายกระบวนการว่าที่มาที่ไปฮั้ว อธิบายยืดยาว ซึ่งคิดว่าในนี้ก็มี สว. มากมาย เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้การประชุมเรา ไม่เรียบร้อย เพราะฉะนั้นขอให้ท่านสรุปได้ว่ามีการฮั้ว ฮั้วอย่างไร เขาพูดแต่ท่านเล่น รายละเอียดไปไม่รู้ว่าจะไปยาวเท่าไร และไม่รู้จะประท้วงมากมายแค่ไหน ในฐานะที่ผมเป็น ประธานที่ประชุมผมไม่เข้าข้างใคร ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเข้าข้างใคร แต่หน้าที่คือต้องทำ ให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และประชาชนข้างนอกเขาจะเป็นคนตัดสินเองว่า ใครพูดอย่างไร แล้วประธานทำหน้าที่ไม่ดีอย่างไร ผมพร้อมที่จะรับข้อติติงนั้น ข้อ ๙ ก็มี อยู่ว่านโยบายของรัฐบาลและศาลยุติธรรมอย่างเคร่งครัดให้ถือว่าการกระทำพนักงานของรัฐ ในกรณีเหล่านี้เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และต้องดำเนินการเด็ดขาด อันนี้ เดี๋ยวท่านก็ว่าทำไมรัฐบาลไม่ดำเนินการ เดี๋ยวรัฐบาลก็จะตอบว่าจะดำเนินการ แต่ท่านเล่น รายละเอียดในเรื่องวิธีการฮั้วกันมาซึ่งมันผ่านไปเยอะแล้วก็พูดกันเยอะ ผมไม่อยากให้มี การประท้วงกลับไปกลับมาโดยที่ไม่ได้เดินหน้าต่อไป เดี๋ยวเราจะเดินหน้าต่อไปเยอะ สว. ก็จะอภิปราย ท่านรัฐมนตรีก็จะตอบ สมาชิกก็จะอภิปรายต่อ ผมขอความกรุณาเถอะครับ คนเป็นประธานไม่อยากที่จะทำอะไรที่ไม่เป็นธรรมกับใคร คุณปกรณ์วุฒิมีอะไรครับ
ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อ ๕
ประท้วงผมเรื่องอะไรครับ ผมผิดข้อบังคับข้อไหน
การควบคุม การประชุมครับ ข้อ ๕ ครับ ในการควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครับ
ข้อ ๕ เรื่องอะไรครับ
ท่านฟังผม อธิบายหน่อยได้ไหมครับ
ก็นั่งฟังอยู่ครับ อธิบายอะไร ข้อ ๕ ก็บอกมาเลยว่าข้อ ๕ ผมผิดอย่างไรครับ
ท่านประธาน เพิ่งอธิบายข้อ ๕ ไปเมื่อสักครู่ครับว่าท่านต้องการให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ท่านพูด ทางนี้ประท้วง ทางนี้ประท้วงเรียบร้อยไหมครับ
ผมถามท่าน คำเดียวนะครับ ถ้าท่านประธานใช้ตรรกะแบบนี้ ถ้าท่านรัฐมนตรีลุกขึ้นชี้แจงสักคนหนึ่ง ผมให้พรรคผมลุกขึ้นประท้วง ๑๐ คน ท่านจะให้รัฐมนตรีนั่งไหมครับ
อย่างไรนะครับ
ถ้าท่าน นายกรัฐมนตรีลุกขึ้นมาชี้แจง ผมให้พรรคผมลุกขึ้นประท้วง ๑๐ คน ท่านจะให้ ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งไหมครับ เพราะเดี๋ยวการประชุมไม่เรียบร้อย ท่านไม่สามารถวินิจฉัยได้ ด้วยการบอกว่าพูดเรื่องนี้เดี๋ยวก็จะมีคนประท้วงกันไปประท้วงกันมานะครับ
เราไม่เอาแพ้ชนะกันครับ
ท่านเป็น ประธานรัฐสภาท่านต้องยืนยันว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการแถลงนโยบายหรือไม่ การลง รายละเอียดอะไรเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีก็จะชี้แจงเองครับ
เดี๋ยวท่านปกรณ์วุฒิ ผมปล่อยให้วาโยพูดหรือยัง พูดไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วในเรื่องฮั้ว สว. หรือจะพูด อีกนานเท่าไร ถ้าพูดเพื่อให้มีการประท้วงตลอดทำได้หรือครับ ผมให้พูดแล้วผมว่าอาจจะ ประมาณครึ่งชั่วโมง ผมจะให้พูดเรื่องนี้สัก ๕ นาทีได้ไหม พูดเรื่องรายละเอียด ท่านบอก รัฐบาลไม่ดูแลอย่างไร ๆ แต่ว่าท่านเอาเรื่องวิธีการฮั้วต่าง ๆ มันกระทบกระเทือน กระบวนการเยอะแยะเขากำลังไต่สวนอยู่ ผมจะไม่ยอมครับเรื่องแบบนี้ ผมเข้าใจดีครับ ทำไมผมจะไม่เข้าใจพวกเรา ผมก็เข้าใจแล้วผมก็ไม่ใช่อยากให้มีการฮั้วหรือไม่ให้มีการฮั้ว แต่มันที่ประชุมต้องเคารพกติกา แล้วประธานต้องทำหน้าที่เรื่องนี้ ขอความกรุณาครับ คุณปกรณ์วุฒิ ท่านก็เป็นผู้ใหญ่ผมก็ให้เกียรติ ให้ความเคารพท่านในฐานะที่เป็นประธานวิป ผมให้เกียรติตลอด ผมให้เกียรติทุกคน แต่ท่านต้องให้เกียรติประธานบ้าง จะไปบอกประธาน ไม่ให้ความยุติธรรม เรื่องอะไรครับ ผมจะไม่ให้ความยุติธรรม มันเรื่องอะไร ไม่มีครับ แต่ประท้วงไปมานั่นคือสิ่งที่มันเกิดปัญหา คุณวาโยพูดต่อ
ท่านประธานคะ ดิฉัน ประท้วงท่านประธานค่ะ
เรื่องอะไรครับ
ขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ ดิฉัน นันทนา นันทวโรภาส ท่านประธานต้องควบคุมการประชุมให้เป็นกลาง
แล้วนี่ไม่ใช่ควบคุม การประชุมหรือครับ ที่ทำหน้าที่ไม่ใช่ควบคุมการประชุมหรือครับ ท่านตอบผม ที่ทำหน้าที่ ยอมให้เขาด่าเขาว่าไม่ใช่หน้าที่ควบคุมการประชุมหรือครับ
ดิฉันกำลังจะอธิบายว่า ท่านประธานไม่เป็นกลาง ท่านกำลังที่จะทำหน้าที่
ความเป็นกลางมันอยู่ที่ใคร ยืนข้างไหน ใครยืนข้างซ้ายก็บอกว่าเข้าข้างฝ่ายขวา ฝ่ายขวาก็บอกเข้าข้างซ้าย ไม่มีหรอกครับ มีประโยชน์อะไรไหมอาจารย์นันทนาครับ มีประโยชน์อะไรไหมที่ผมเป็นประธานจะไป เข้าข้างคนนั้นคนนี้ แล้วไปตัดโอกาสคนนั้นคนนี้มีประโยชน์อะไรไหมครับ ในส่วนผม หรือเกี่ยวข้องอะไร ผมก็ต้องให้โอกาสและสำคัญที่สุดคือประชาชนกำลังฟังการประชุม ไม่ใช่ฟังการประท้วง ประชาชนเขาฟังการประชุมตลอดไม่ใช่อยากจะประท้วง แล้วเห็น การประท้วงเรื่องดี ท่านรอสักครู่ครับใจเย็น ๆ ท่านอภิปรายได้ครับ เมื่อช่วงของท่าน อภิปรายผมก็จะให้ท่านอภิปรายครับ
ท่านประธานเปิด ไมโครโฟนให้ดิฉันพูดนิดหนึ่ง
ผมไม่ให้แล้วครับ กรุณา นั่งลงครับ กรุณานั่งลง คุณวาโยเชิญครับ เอาให้มันเหมาะสม เอาอีกสักเล็กน้อยพอ แล้วเอา เรื่องรัฐบาลพอ
(นายซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ประท้วงเชิญครับ ท่านซูการ์โนครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นการทำงานของพวกเราในวันนี้ ผมเข้าใจ ผมอยากให้ทุกคนเคารพในการตัดสินคำวินิจฉัยของท่านประธานด้วย เพื่อให้การประชุมสภา ดำเนินไปด้วยความเป็นธรรม การไปตราว่าประธานไม่วางตัวเป็นกลางนั้นผมถือว่าเป็นการ ใช้ข้อบังคับที่ไม่ถูกต้อง ก็อยากให้ท่านประธานดำเนินการการประชุมตามระเบียบข้อบังคับ ต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ครับ เชิญครับคุณวาโย คุณวาโยช่วยเข้าใจผมด้วยนะครับ ขอให้ท่านอภิปรายอย่าไปยืดเยื้อถึงวิธีการฮั้ว เพราะว่าผม วินิจฉัยแล้ว ท่านอภิปรายต่อไปว่าอยากจะให้รัฐบาลทำอย่างไร รัฐบาลทำอย่างไรไม่ดี ท่านผู้นำฝ่ายค้านเชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ผมเป็นหนึ่งคนที่เคารพท่านประธานเสมอมา แล้วก็อยากให้ท่านประธานกำกับดูแล การประชุมโดยยึดข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ข้อบังคับในที่นี้ครับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะ มาจากฝ่ายใดก็ตามถ้าจะลุกขึ้นประท้วงในห้องประชุมแห่งนี้
ประการแรก คุณหมอวาโยได้ใช้สิทธิพาดพิงพวกเขาตรงไหน ทำให้เขา เสียหายตรงไหนครับ
ประการที่ ๒ ถ้าจะลุกขึ้นประท้วงก็ต้องดูที่เนื้อหาสาระที่คุณหมอวาโย ได้ลุกขึ้นอภิปรายอยู่นอกกรอบญัตติหรือไม่ พูดชัดเจนครับว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของนโยบาย ในเรื่องของนิติธรรม แล้วเพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ต่างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐครับ นโยบายของรัฐบาล ก็เขียนไว้ชัดว่าถ้าเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์หรือเกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ตัวเองโดยมิชอบ เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีต้องชี้แจงครับ ไม่ใช่เพื่อนสมาชิก รัฐสภาจะมาชี้แจงแทนรัฐบาล ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ ไม่ว่าใครจะประท้วง อย่างไรเป็นสิทธิของเขา อยากให้ท่านประธานตีความข้อบังคับโดยเคร่งครัด ขอบคุณครับ
ผมพยายามดำเนินการครับ ท่านวุฒิสมาชิกไม่ได้ชี้แจง คุณวาโยเชิญเลยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผมต่อเลยนะครับ ขออนุญาตเอาสไลด์ขึ้นครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
อย่างที่ผมเรียนไปครับ ผมบอกว่าผมตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าผมไม่เชื่อว่ามันมีกระบวนการฮั้วนี้ แต่ท่านประธาน พยายามบอกว่าให้ผมอธิบายว่ากระบวนการฮั้วอะไรเป็นอย่างไร ผมไม่ได้จะมาอภิปราย เรื่องเหล่านั้น แต่ผมมาตั้งข้อสังเกตให้ท่านรัฐมนตรีได้เห็นถึงข้อสังเกตต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วท่านจะเอาข้อมูลเหล่านี้ไปบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งมันย่อมเกี่ยวกับการบริหารราชการ แผ่นดินเป็นแน่แท้ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านคุมทุกอย่าง ท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คุม DSI คดีนี้อยู่ในทั้ง กกต. ทั้ง DSI มันเกี่ยวข้องกับ การบริหารราชการแผ่นดินอย่างแน่นอนนะครับ
สไลด์ถัดไปครับ อย่างที่ผมบอกท่านประธานเมื่อสักครู่นี้ว่าความผิดปกติ ถึงแม้ว่ารูปนี้อยู่ในข่าวเพียบเลยว่ามีโพยออกมาเป็นโพย ๒๐ ช่อง โพย ๒๐ ช่องผมบอก ท่านประธานครับว่าการมีโพยไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าสมมุติผมไป ผมเองก็คงจะทำจดไว้เหมือนกัน เพราะผมคงจะต้องนั่งคิดว่าคนนั้นผมจะไปดูคนไหนมา ผมจะเลือกคนไหน ผมต้องจด บางที ลืมครับจะได้จดเลขไป แต่การทำโพย ๒๐ ช่องไว้สำหรับช่วงบ่ายมาตั้งแต่ช่วงเช้าเผื่อเอาไว้ สำหรับ Cross ในทุกกลุ่ม โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแต่ละเลขจะผ่านเข้าไปตอนบ่ายหรือเปล่า อันนี้มันแปลก ทีนี้พอจับสลากเสร็จตอนบ่ายก็เอาโพยอันนี้ ๒๐ ช่องมาแปลงเป็นโพยในสาย ซึ่งก็ได้จากคุณพี่เสื้อเหลือง กล้องต่าง ๆ อันนี้น่าจะ iLaw เขาก็ Zoom อะไรกันลงไปแล้วก็ ตรงกันโพย ๒๐ ช่อง โพย ๒๐ ช่องท่านมีหลายฉบับ
มีข้างหลังประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพ ประเทือง มนตรี สมาชิกวุฒิสภา ผมอยากถามคนที่อภิปราย ไม่ต้องพูดเรื่องข้อบังคับกันหรอก จะอภิปราย สว. ใช่ไหม หรือจะอภิปรายนโยบายรัฐบาล ตอบมา เดี๋ยวได้เจอกัน
เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ผม ชุติพงศ์ครับ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องถามว่าท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ ประท้วงด้วยข้อบังคับไหน แล้วคำที่พูดเมื่อสักครู่นี้ผมว่าควรถอนนะครับ ขอท่านประธาน วินิจฉัยด้วยครับ
อยากจะให้ช่วยกัน ประนีประนอมนะครับ เพื่อให้การประชุมดำเนินไปได้ ประชาชนทั่วประเทศกำลังฟัง การประชุม คุณวาโยครับขอกรุณาได้สรุปหน่อย ท่านจะไปบอกว่าไม่เสียหายไม่ได้ครับ วุฒิสมาชิกก็มีอยู่ ผมไม่รู้ว่าใครฮั้วหรือไม่ฮั้ว เราไม่รู้ แต่ขบวนการของวุฒิสมาชิกเขาก็เกิด เสียหาย ถ้าเกิดเขาบอกว่า สส. ฮั้ว สส. ก็เสียหายเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเอาประเด็น เรื่องนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลทำอะไรไม่ดี หรือนโยบายต้องการให้รัฐบาลทำอย่างไร ในเรื่องนั้น ๆ ประท้วงไม่จบหรอกครับ คุณปกรณ์วุฒิเข้าใจนะครับ
ผมประท้วง ผู้ประท้วงครับ ผมประท้วงท่าน สว. ผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ครับ แล้วขอให้ท่านประธานวินิจฉัย ให้เคร่งครัดด้วยนะครับ ผมไม่อยากเห็นพฤติกรรมแบบนี้ในรัฐสภา ผมขอให้ท่านประธาน ขอให้ท่านถอนด้วยครับ
ท่าน สว. เมื่อสักครู่ ด้วยความเคารพท่านครับ คุณปกรณ์วุฒิเขาขอให้ถอนที่บอกว่า เดี๋ยวเจอกัน อันนี้เป็นการ ประชดประชัน เป็นการท้าทาย ท่านถอนเถอะครับคำว่า เดี๋ยวเจอกัน
ท่านประธานครับ ถอนเรื่องอะไรครับ ท่านวาโยถอนเรื่องอะไร
ขอถอนแล้วใช่ไหมครับ ถอนคำว่า เดี๋ยวเจอกัน
อ๋อ คิดถึง
มันไม่หยาบ แต่ว่าประชด ประชันกัน มันเสียดสี
ท่านประธานครับ ระเบียบวาระ รู้กันทั้งนั้น แต่ผมใคร่ขอเรียนถามว่าวันนี้อภิปรายนโยบายรัฐบาลหรืออภิปราย สว. นั่นคือ ละเอียดอ่อนแล้ว เรื่องอยู่ที่กระบวนการไม่ว่า กกต. หรืออะไรต่าง ๆ มันอยู่ ๆ แล้ว ให้กระบวนการมันทำงานของเขาเถอะ แต่วันนี้อภิปรายนโยบาย ใช่ บางข้อท่านพูดถูก แต่นี่ เล่นลึก เจตนาคืออะไรท่านก็รู้กันทั้งนั้น ขอบคุณมากท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ
เขาจะไม่ถอน พฤติกรรมข่มขู่เพื่อนสมาชิกใช่ไหมครับ
เขาถอนแล้วไม่ใช่หรือครับ
ยังครับ
ยังหรือครับ คุณประเทืองครับ
ไม่ต้องถอน ก็ได้นะครับ ให้ประชาชนรู้ไปเลย
ต้องถอน ถ้าไม่ถอน ผมไม่อนุญาตให้คุณนั่งอยู่ในห้องประชุม ท่านต้องถอนครับ มันเป็นข้อบังคับของสภา เมื่อประธานวินิจฉัยว่าเกิดความเสียหายให้ถอนท่านต้องถอน ถ้าไม่ถอนผมก็ไม่ให้ท่านนั่ง ในห้องประชุมครับ
ท่านประธานครับ ประเทือง มนตรี สมาชิกวุฒิสภาท่านให้ผมถอนเรื่องอะไรครับ
คำว่า เดี๋ยวเจอกัน
ได้ครับ ถอนครับ
ขอบคุณมากครับ คุณวาโย ผมว่าอย่าเพิ่งไปเอารายละเอียด เดี๋ยวประท้วงแบบนี้อีก ไม่ดี เดี๋ยวผมจะพูดนะถ้าเผื่อว่า ในสิ่งที่ผมวินิจฉัยแล้วก็อย่าพูด แต่ผมให้โอกาสเล็กน้อยได้
ท่านประธาน ดิฉัน ประท้วงค่ะ
อาจารย์นันทนาประท้วง เรื่องอะไรครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นันทนา นันทวโรภาส ขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ท่านประธานคะ ดิฉัน เป็นสมาชิกวุฒิสภาค่ะ แล้วดิฉันนั่งฟังที่คุณหมอวาโยได้อภิปรายเรื่องการฮั้วด้วยความสนใจ เป็นอย่างยิ่ง และดิฉันเชื่อว่าประชาชนก็สนใจเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการนี้มันเป็นอย่างไร แล้วสิ่งที่คุณหมอวาโยกำลังพูดนั้นเป็นประโยชน์กับประชาชน
ครับ อันนี้อาจารย์นันทนา เป็นความคิดเห็น เป็นความคิดเห็นของอาจารย์นันทนา แต่ความคิดเห็นของ สว. บางท่าน อาจจะไม่ตรง ของ สส. บางท่านก็ไม่ตรง หน้าที่ของที่ประชุมก็คือต้องให้ประธานดำเนินการ ตามข้อบังคับ จะไปบอกว่าของอาจารย์นันทนาถูก ของท่านประเทืองผิดก็ไม่ได้ ความคิดเห็น ของสมาชิกย่อมจะมีความแตกต่างกัน สิ่งที่ต้องดำเนินการก็คือต้องดำเนินไปตามข้อบังคับ ข้อบังคับถ้ามีความขัดแย้งกันประธานต้องวินิจฉัยครับ
ท่านประธานคะ ตรงนี้ มันเป็นเอกสิทธิ์
นั่งลงครับ
ของ สส. และ สว. ในการ ที่จะอภิปราย
แต่ว่าถ้าประธานวินิจฉัยว่า ให้นั่งลง ท่านไปดูข้อบังคับ ท่านต้องนั่งลง เอกสิทธิ์มีครับ แต่ทุกคนถ้าใช้เอกสิทธิ์หมด โดยไม่ยึดข้อบังคับและประธานวินิจฉัยไม่ได้ก็ไม่สามารถประชุมได้ ท่านกรุณานั่งลง ผมให้ ท่านนั่งลง ถ้าไม่นั่งลง เชิญออกข้างนอกครับ ท่านอาจารย์ครับ เราต้องเคารพกติกา เคารพ ซึ่งกันและกัน ผมก็เคารพอาจารย์ครับ เคารพจริง ๆ แต่เอกสิทธิ์ต้องใช้ได้ แต่เอกสิทธิ์นั้น มันก็มีข้อจำกัด เช่นประธานบอกว่าให้หยุดต้องหยุด ไม่อย่างนั้นประชุมเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิด ความเรียบร้อย ผมต้องขออภัยจริง ๆ ไม่อยากจะให้มีปัญหาความขัดแย้ง ผมไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่ทำเพื่อการประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยครับ ขอให้การประชุมดำเนินไปด้วย ความเรียบร้อยครับ เชิญคุณวาโย ท่านช่วยด้วยครับ อย่าไปซ้ำหรือว่าเอาที่เดิม ถ้าซ้ำที่เดิม ผมจะไม่อนุญาตเช่นเดียวกันครับ
สไลด์ถัดไปครับ ท่านประธานครับ ประเด็นเหล่านี้เป็นข่าวปรากฏอยู่ทั่วไปหมด เราต้องการคำแถลงจาก ท่านนายกจริง ๆ มาให้คำมั่นสัญญากับรัฐสภาแห่งนี้ของเราจริง ๆ ข่าวช่อง ๓ เขาก็ลงครับ ท่านประธาน เข้ามาตอนบ่ายกลุ่ม ๒ โหวตให้กลุ่ม ๑๙ ๑๔ โหวตให้กลุ่ม ๑๙ เลขเดียวกัน เรียงเหมือนกันไป ๔ เบอร์ อันต่อไป ๑ โหวตให้ ๖ ๔ โหวตให้ ๖ เลขเหมือนกัน ๕ เบอร์ แต่ เรียงสลับกัน อันต่อไป ๖ โหวตให้ ๑๘ ๑๗ โหวตให้ ๑๘ อันนี้เลขเหมือนกัน ๕ เบอร์เรียง เหมือนกันด้วย อาจจะเกิดขึ้นได้ท่านประธานเพราะ ๕ เลขความน่าจะเป็นอาจยัง ไม่เยอะมาก แต่ว่าท่านประธานครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ
เชิญครับ
ผมขอประท้วงในข้อบังคับ ข้อ ๔๖ ถ้าท่านประธานเห็นว่าผู้ใดอภิปรายพอสมควรแล้ว ท่านประธานให้ผู้นั้น หยุดอภิปรายก็ได้ ซึ่งท่านวินิจฉัยแล้วว่าได้อภิปรายถึงเรื่องนี้และให้เข้าประเด็นในข้อ ๙ แต่นี่กลายเป็นลงรายละเอียดผมเลยอยากเสริมท่านผู้อภิปรายนิดหนึ่ง คือเรื่องการฮั้วต่าง ๆ ผมเชื่อว่าสื่อก็มโนขึ้นหลายสื่อแล้ว และประชาชนไม่ยากครับ ถ้าอยากทราบรายละเอียด ของที่สื่อจะนำเสนอ
ท่านประธานครับ ขอประท้วงผู้กำลังประท้วงอยู่ครับท่านประธาน
ครับ
ผมแนะนำว่าให้เข้าไป Google วิธีการฮั้ว สว. เพียบเลยไปลองฟังดูได้เลยมีหลายคลิปมาก อยากแจ้งท่านประธานไม่ให้ เสียเวลาประชุม
ขอบคุณครับ คุณณัฐชา ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ขอประท้วง ผู้กำลังประท้วงเมื่อสักครู่นี้ท่านประธานข้อบังคับ ข้อ ๔๖ เขาให้อำนาจประธาน ถ้าเพื่อนสมาชิก มาใช้อำนาจประธานแบบนี้ผมคิดว่าจะยุ่ง เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านประธานวินิจฉัยไปแล้ว ให้คุณหมอวาโยได้อภิปรายครับ
เขาแนะนำครับ เขาแนะนำ ประธาน เขาประท้วงเพื่อให้ประธานดำเนินตามข้อบังคับ ข้อ ๔๖ คุณวาโย ผมรู้สึกคุณไม่ฟังเลย ผมบอกว่าขอให้เดินหน้าไป แล้วอย่าไปพูดถึงเรื่องวิธีการ คุณก็ยังไปวิธีการ ถ้าผมให้คุณพูด คุณไปวิธีการอีก แล้วก็ประท้วงอีก แล้วจะไปอย่างไร แล้วถ้าเผื่อเป็นอย่างนี้ผมก็ต้อง ไม่อนุญาตให้คุณวาโยพูดด้วยความเคารพจริง ๆ เพราะท่านไม่เคารพในคำที่ผมบอก สว. เขาก็ ผมไม่อยากจะพูด เขาก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เกี่ยวข้องหมายความว่ามีผลกระทบ เพราะฉะนั้นถ้าคุณวาโยต้องการจะพูดเรื่องนี้อีกผมจะไม่อนุญาต แต่ท่านจะพูดเรื่องประเด็น อื่นที่เกี่ยวข้องกับว่าจะให้รัฐบาลทำอย่างไร นโยบายของรัฐบาลเป็นอย่างไร เราจะไม่ไปไหน เรื่องนี้จะจบแค่นี้ ถ้าไม่อย่างนั้นผมจะให้หยุด ให้คุณวาโยพูดอีกทีถ้าซ้ำที่เดิมเท่ากับคุณไม่ฟัง ประธาน ประธานปล่อยให้พูดก็ประท้วงอีก เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ
เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ผม ชุติพงศ์ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วง ข้อ ๕ ให้ท่านวางตัว เป็นกลาง และประท้วง ข้อ ๔๕
อธิบายว่าผมไม่วางตัวเป็นกลาง อย่างไรครับ
พูดได้หรือไม่ครับ ให้ผมพูดหน่อยครับท่านประธาน
ได้ครับ ผมไม่วางตัวเป็นกลาง อย่างไรครับ
ผมเคารพท่านประธาน ขอเวลาผมอธิบายสั้น ๆ นะครับ
พูดไปผมก็เป็น สส. เหมือนกับพวกท่านทั้งหลายก็เข้าใจนะครับ
ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมจะหาทางช่วยท่านประธานด้วย แต่ขออนุญาตฟังผมสักนิดหนึ่ง ข้อ ๔๕ มีการประท้วง ซ้ำซาก แม้ท่านประธานจะวินิจฉัยแล้วว่าให้ผู้อภิปราย
แล้วที่พูดอธิบายที่ผมให้ คุณวาโยพูดซ้ำหรือไม่ เรื่องเดิมหรือไม่ ที่ผมบอกว่าอย่าไปอธิบายวิธีการ
ท่านประธานอนุญาต ให้ท่านวาโยอภิปราย
มันซ้ำเขาก็ประท้วงซ้ำ พอครับ ไม่อนุญาตแล้วประท้วงซ้ำ เชิญคุณวาโยครับ ช่วยกันหน่อยการประชุมเรามาด้วยดี เดี๋ยวจะเสียเวลาพรุ่งนี้จะเลิก ๑๘.๐๐ นาฬิกา เดี๋ยวเลิกไม่ได้ ช่วยรักษาเวลาหน่อย เชิญคุณวาโย ถ้าเผื่อท่านจะพูดเรื่องนี้ผมคงจะอนุญาตไม่ได้ เพราะว่ามีการประท้วงอีก เดี๋ยวผมจะข้ามคนต่อไปนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาต ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
เชิญครับ
ผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธาน ข้อ ๕ ท่านประธานจะต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติครับ
กรุณาอธิบายคำว่าไม่วางตัว เป็นกลาง ผมจะได้ทราบ หรือว่าไม่ถูกอารมณ์ของคุณไม่วางตัวเป็นกลาง ท่านจะบอกว่า ไม่วางตัวเป็นกลางอย่างไรครับ
ขออนุญาตให้ฟังผม สักนิดหนึ่งครับว่าไม่เป็นกลางอย่างไร การอภิปรายวันนี้เป็นการอภิปรายคำแถลงนโยบาย ของรัฐบาล กระทรวงที่คุม DSI ก็คือกระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการคดีพิเศษย่อมเป็น คนของรัฐบาล ไม่เป็นนายกรัฐมนตรี
ยังไม่อภิปรายกระทรวง ยุติธรรมเลย คุณวาโยกำลังพูดถึงเรื่องฮั้ว สว. อยู่ครับ
ท่านจะฟังว่าท่าน เป็นกลางหรือไม่ อย่างไรไหมครับ ถ้าท่านไม่ฟังก็ไม่เป็นไรนะครับ
เดี๋ยวท่านใส่ชื่ออภิปราย เมื่ออภิปรายกระทรวงยุติธรรม
ท่านจะฟังว่าท่าน ไม่เป็นกลางอย่างไร หรือไม่ครับ
อันไหนครับ
ท่านบอกว่าไม่เป็นกลาง อย่างไร ผมจะอธิบายให้ฟังว่าไม่เป็นกลางอย่างไร
อธิบายมา
ขณะนี้กำลัง เป็นการอภิปรายถึงกระบวนการยุติธรรมในข้อ ๙ เรื่องรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ท่านควรให้ท่านวาโยอภิปรายอย่างเต็มที่เพราะเกี่ยวข้องอย่างต่ำก็รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมหรือนายกรัฐมนตรี
เข้าใจแล้ว ได้ครับ กรุณา นั่งลงครับ คุณวาโย เชิญครับ
ท่านอนุญาตท่านวาโยแล้ว นะครับ
อนุญาตให้คุณวาโยเลย
ได้ครับ โอเคครับ
แต่ว่าต้องพูดในประเด็น ที่ผมไม่ได้ห้ามนะครับ ถ้าท่านพูดถึงเรื่องกระบวนการฮั้ว สว. ผมไม่อนุญาต ถ้าพูดกันแบบ ชัด ๆ เลยผมจะไม่อนุญาตครับ เพราะว่าผมต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ เพื่อควบคุมการประชุม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ท่านต้องให้ความร่วมมือนะครับ
ท่านประธานครับ ผม วาโย สมาชิกรัฐสภา จากพรรคประชาชน สไลด์ไม่ต้องขึ้นแล้วครับ ผมเคารพ ท่านประธาน ท่านประธานก็เป็นท่านประธานที่ผมโหวตเลือกมากับมือเหมือนกัน เคารพครับ ผมสรุปข้ามมาสไลด์สุดท้ายของผมที่ไม่ได้ขึ้นแล้วด้วยซ้ำ เอาอย่างนี้ครับผมคิดว่า ผมอาจจะพูดช้าไป แล้วก็ท้ายที่สุดเพื่อนสมาชิกที่นั่งฟังอยู่อาจจะรู้สึกว่าผมไปอภิปรายเขา แต่จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ ทั้งหมดที่ผมพูดมาไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติอะไรต่าง ๆ ผมยกสมการ ทางคณิตศาสตร์ แผนภาพทางคณิตศาสตร์ จริง ๆ ผมมีทำ Jaccard Similarity เอา ๑ ไปลบ เป็น Distance อะไรทำมาให้ดูแบบละเอียดมาก เดี๋ยวอันนั้นเก็บไปตอนอภิปราย ไม่ไว้วางใจก็ได้ ไม่เป็นไรครับ จะยื่นเมื่อไรเดี๋ยวท่านหัวหน้าคิดด้วยนะครับ แต่โดยสรุปแล้ว ผมยืนยันนะท่านประธาน การมีโพยไม่ใช่เรื่องผิด การจะรวมกลุ่มกันมา การจะอะไรกันมา จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้ามาด้วยอุดมการณ์เดียวกันท่านประธาน ความผิดเหล่านี้มันจะผิด ก็ต่อเมื่ออะไร ก็ต่อเมื่อมีการให้ผลประโยชน์กัน มีการจ้างวานกัน ซึ่งข้อมูลพวกนี้ ผมไม่มีหรอก ผมเข้าถึงไม่ได้ แต่ก็ตามข่าวครับ เขาก็มีการสืบค้นถึงเส้นทางการเงิน เส้นทาง การโทรศัพท์ติดต่อพรรคการเมืองนั้นพรรคการเมืองนี้ มันต้องมีปัจจัยคือมีโพย มีเส้นทาง การเงินที่ผิดปกติ แล้วก็มีเส้นทางทางโทรศัพท์ ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินท่านประธานว่าทาง DSI เขามีแล้ว เพราะฉะนั้นเราถึงต้องฝากผ่านนโยบายข้อ ๙ โดยเฉพาะข้อ ๙.๒ ให้กับ ท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ ครม. ไปกำกับดูแลให้พี่น้องประชาชนและพวกผม ในฐานะที่เป็นตัวแทนประชาชนได้มั่นใจว่า ครม. และท่านนายกรัฐมนตรีที่พวกผมเลือกแล้ว จะปฏิบัติตามนั้นจริง ๆ เพราะเรายังไม่ได้รับคำมั่นสัญญา
แล้วสุดท้ายท่านประธานครับ กำลังจะจบภายในสัก ๑๕ วินาที คือตอนนี้ อย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านบอกคดีมันไปอยู่กับ DSI บ้าง คดีไปอยู่ กกต. บ้าง แต่ก็ยังมี ข้อสงสัยกันอยู่ว่าตอนนี้คณะกรรมการไต่สวนของ กกต. เขาส่งไปที่สำนักเลขาธิการแล้ว แล้วเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายนที่ผ่านมาก็มีการตั้งคณะอนุกรรมการชี้ขาดขึ้นมา คือทั้งหมด มี ๔ ขั้น มีไต่ มีทานเลขาแล้วก็ชี้ขาด แล้วก็ส่งไปที่คณะ กกต. ชุดใหญ่ ตอนนี้มีตั้งคณะที่ ๓ คือขั้นที่ ๓ ขึ้นมาแล้ว แต่สำนวนยังไปกองอยู่ที่สำนักเลขาธิการ ก็ต้องให้ท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีไปติดตาม ผมไม่มีการอภิปรายเพื่อที่จะมาหวังโจมตีเพื่อนสมาชิกใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าพี่จะเจอผมก็เจอห้องอาหาร อย่าเจอที่อื่น ผมกลัว ฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรี ไว้เท่านี้ อย่างไรฝากชี้แจงและให้คำมั่นสัญญากับพวกเราในฐานะนายกรัฐมนตรีที่พวกเรา เลือกมาด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณคุณวาโย อัศวรุ่งเรือง ต่อไปขอเชิญคุณอดิศร เพียงเกษ ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ประชุมที่เคารพ ทุกท่าน วันนี้ผมได้รับเกียรติอย่างสูงยิ่งที่จะทำภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา โปรดให้โอกาสผมเถอะครับ สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ผมไม่มีอคติอะไรกับใครทั้งสิ้น แต่โดยหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องมีการพูดจากัน วันนี้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ผมเองก็ทราบว่าวันแถลงนโยบายนั้น สมควรจะพูดหรือไม่พูดเรื่องอะไร เพราะผ่านรัฐบาล มาตั้งแต่ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ จนถึงปัจจุบัน แต่ตามรัฐธรรมนูญ ตามข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาปี ๒๕๖๓ ข้อ ๑๔๑ สมาชิกรัฐสภามีสิทธิจะซักถามและอภิปรายทั้งในทาง สนับสนุนและคัดค้านในเรื่องความเหมาะสมของนโยบายและความสามารถที่จะบริหาร ราชการแผ่นดินให้สำเร็จตามนโยบาย ผมยึดข้อ ๑๔๑ อภิปรายสนับสนุน คัดค้านนโยบาย และความสามารถของบุคลากร ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าไป บริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้อ่านไปเมื่อเช้านี้ครับ ผมจะ อยู่ในกรอบนี้ แต่ว่าการอภิปรายครั้งนี้ มันกระทบไม่ว่าโดยตรง โดยอ้อมกับบุคลากร บุคคล ที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าผมจะไปพูดที่ไหนครับ ผมขอความร่วมมือท่านรอง ประธานรัฐสภา ได้โปรดกรุณาลงจากบัลลังก์ เพื่อให้ท่านประธานมารับฟังเรื่องที่ผมจะพูด ผมพูดต่อเนื่องจากผู้อภิปรายคนที่ผ่านมา เหตุที่จะพูดเรื่องนี้ต่อ เพราะผมมีข้อสงสัยว่า บุคลากรตั้งแต่นายกรัฐมนตรีเป็นต้นไป ทั้งหมดที่นั่งเรียงลำดับอยู่ข้างบนจะประสิทธิ์ ประสาทความยุติธรรมระบบนิติรัฐ นิติธรรมให้แก่ชาติบ้านเมืองได้อย่างไร ผมเองไม่มีความ เชื่อมั่น ท่านเองก็พยายามหาความเชื่อมั่นจากนโยบายของท่าน ท่านบอกว่า ท่านมาเป็น รัฐบาลความเชื่อมั่นยังไม่เกิดขึ้น ท่านก็พยายามจะเสริมสร้างความไว้วางใจจากประชาชน วันนี้เรามาทำงานร่วมกัน ผมถามไปท่านก็ตอบมา ส่วนสมาชิกอยู่ข้างล่างรอเป็นรัฐมนตรี ก่อน รอเป็นรัฐมนตรีค่อยมาว่ากัน เรื่องฮั้ว สว. นี่ สว. ผมไม่พูดไม่ได้เพราะที่นี่คือรัฐสภา รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาครับ ทั้งสองสภานี้ ที่มาต้องชอบ ต้องสุจริต ไม่ว่า สส. หรือ สว. ผมดีใจที่เพื่อน สว. ทั้งหมดชุดใหม่ได้เข้ามา ทั้งเพื่อนผมก็ได้เป็นประธานวุฒิสภา ผมก็เขียนกลอนต้อนรับท่านในขณะที่ท่านมาทำหน้าที่ ท่านครับ ฮั้ว สว. ร้ายแรงน่ากลัวกว่าที่พวกเราได้ยินข่าวครับ ผมได้รับข้อมูลแล้วผมกลัว เพราะ สว. สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจกลั่นกรองกฎหมายมีอำนาจคัดเลือกบุคลากร องค์กรอิสระ มีอำนาจที่ ๓ ที่ ๔ ถ้าไม่ได้คนสุจริตเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ผิดพลาดเลยครับ ยกตัวอย่างฝีมือของท่านเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทั้งชีวิตไม่ได้รับเลือก กลับไปเอาอธิบดีกรมทางหลวงไปเป็นตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญอย่างนี้เป็นต้น มันจำเป็นต้องพูด ประชาชนจะไม่เข้าใจ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ กกต. ได้แจ้งความแก่ท่าน ๒๒๙ คน เป็นพรรคการเมืองใหญ่ซึ่งทำคลอดจากพรรคฝ่ายค้านมาเป็นนายกรัฐมนตรี มีคณะรัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหา มีสมาชิก ๑๔๐ คนอยู่ตรงนี้ถูกกล่าวหาจากกรรมการยุติธรรม ผมไม่เคยเห็นว่า มีคณะกรรมการคดีใดจะมากมายขนาดนี้สามัคคีกัน มีตั้งแต่ กกต. มี DSI มีอัยการ และมี พนักงานสอบสวนตำรวจ ๔ คน ๔ องค์กรจับมือกันสืบสวนสอบสวนแบบคุณหมอวาโย ขออนุญาตเอ่ยนาม พยายามอธิบายว่าสถิติอย่างนี้ต้องชั้นเซียนครับถึงจะปรากฏ กลุ่มที่ ๑ ได้รับเลือกไปเลือกกลุ่มที่ ๒๐ ก็เบอร์เป๊ะ เป๊ะ เป๊ะ นักวิชาการสถิติบอกว่าถ้าเป๊ะ ๆ อย่างนี้ ไม่ใช่บังเอิญ มันเป็นการจัดตั้ง มันเป็นโพยเลือกตั้งจริง ๆ ซื้อลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ๓๓ ครั้ง ติดต่อกันก็ไม่เป๊ะถึงขนาดนี้ครับ ฟังผมหน่อยครับท่านประธาน อยู่ในมือผมนี่คือบันทึก การแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาครับ ผมจะไปอ่านเดี๋ยวจะมีคนประท้วง มีใครเริ่มต้นที่พรรค การเมืองอยู่ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มต้นเสนอแผนตั้งแต่วางแผนในการเสนอ จัดเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ นัดแนะกันจนได้ สว. ประชุมกันที่โรงแรมอย่างไร อยู่ในเอกสารนี้หมด มันเป็นเรื่องร้ายแรงครับพี่น้องประชาชน รายชื่อทั้งหมดที่ท่านนั่งสลอนอยู่ข้างหน้าเป็นผู้ถูก กล่าวหาทั้งนั้น นายกรัฐมนตรีชื่อเดียวกันกับผู้ถูกกล่าวหาอันดับที่ ๑๘๗ ครับ อนุทิน ชาญวีรกูล เหมือนกันครับ ผมก็อยากถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าอนุทิน ๑๘๗ เป็นอนุทินเดียวกันกับนายกรัฐมนตรีคนนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นผมจะไว้วางใจได้อย่างไรว่า ท่านไม่แทรกแซง ๔ เดือนที่ท่านเข้ามา ไม่ใช่ยุบสภา แต่ผมเข้าใจของผมว่าท่านจะมายุบคดีนี้ เพราะถ้าผลปรากฏตามทางสืบสวนสอบสวนโดยละเอียดท่านถูกยุบพรรคครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ
ท่านครับ อย่าเพิ่งคัดค้าน ผมเลยผมใกล้จะจบ ผมไม่อภิปรายมาก กรรมการบริหารคณะรัฐมนตรีต้องถูก ตัดสิทธิไป เราจึงสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
ท่านพิสิษฐ์ประท้วงครับ ท่านอดิศรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านประธานได้วินิจฉัยไปแล้วในเรื่องนี้เรื่องการอธิบายเรื่องการว่าฮั้ว สว. จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านที่ผ่านมานะครับ แล้วก็อยากให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๔๑ ด้วยนะครับ สมาชิกรัฐสภามีสิทธิจะซักถามและอภิปรายทั้งในการสนับสนุน และคัดค้านในเรื่องความเหมาะสมของนโยบาย นโยบายนะครับ และความสามารถที่จะ บริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จผลตามนโยบาย เพราะวันนี้เรามาฟังคำแถลงนโยบาย ไม่อยากให้ประชาชนฟังแต่เรื่องที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำอะไรก็ไม่ทราบ ประชาชนไม่ได้อะไร รบกวนด้วยครับ
ท่านพิสิษฐ์ผมวินิจฉัยครับ เดี๋ยวจะให้จบ ๆ ท่านอดิศรสรุปเลยครับ สรุปเลยเพราะว่ามันซ้ำจริง ๆ นะครับ สรุปเลย ท่านอยากให้รัฐบาลทำอะไรว่าเลยครับท่านอดิศร
นโยบายผมทราบ ยังไม่ทำครับ แต่ว่าท่านเขียนว่าท่านจะยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นี่ผมไม่เชื่อ เพราะอำนาจวุฒิสภานี่ท่านปล้นมา
เอาสรุปเลยท่านอยากให้ รัฐบาลทำอะไรครับ
ท่านฟังหน่อยสิครับ ผมว่าท่านไม่ควรมานั่งเป็นประธานเลย ท่านปล้นเขามา แล้วก็เป็นนายกรัฐมนตรี
คราวนี้มันซ้ำบ่อย ๆ อย่างนี้ เดี๋ยวก็ประท้วงกันอีก ประท้วงไปประท้วงมามันไม่จบนะครับท่านอดิศร สรุปเลยครับ
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เอาแบบลูกผู้ชายท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านลุกขึ้นมาพูดเลยว่าท่านจะไม่แทรกแซง กระบวนการยุติธรรม DSI กกต. อัยการ ศาลฎีกาจะตัดสินเรื่องนี้ ท่านต้องบอกท่านบวรศักดิ์ ว่าอย่ามายุ่ง ท่านต้องบอกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจากบุรีรัมย์อย่ามายุ่งเรื่องนี้ ได้ไหม
ท่านอดิศรครับ ท่านบุญจันทร์ประท้วงครับ
นายกรัฐมนตรีต้อง ลุกขึ้นมาพูดวันนี้ครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาต ท่านผู้อภิปรายสักครู่นะครับว่าอำนาจวุฒิสภาท่านปล้นมาท่านพูดเกินไปนะครับ ท่านประธานต้องถอนคำพูดนะครับ ถ้าไม่ถอนเจอข้างนอกครับ
เอาต่างคนต่างถอนได้ไหมครับ ท่านอดิศรครับ
ผมเป็นเพื่อนผุดผาดน้อย วรวุฒิ ครับ
ต่างคนต่างถอนนะครับ ท่านอดิศรถอนเถอะครับ
ผมขอถอนคำว่า ปล้นมา ใช้คำว่า สมคบกันอย่างละเอียดลออครับ
ท่านบุญจันทร์ขอถอนนะครับ ไปเจอข้างนอกเลิกไม่เอา
ไม่เป็นไรครับ ขอกันกิน มากกว่านี้ครับ
ท่านอดิศรสรุปได้แล้วครับ
ผมกำลังสรุป ท่านประธาน ผมมีเรื่องพูดเยอะ แต่รู้ว่าเรื่องนี้มันพูดยาก เพราะข้างล่างเจอ ๑๔๐ คน เจอ สส. ทั้งซ้ายมือ เจอข้างบนคณะรัฐมนตรีทั้งนั้น
เดี๋ยว ๆ พี่อดิศรครับ ท่านณัฐวุฒิประท้วงครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ขอประทานโทษท่านอดิศรที่เคารพรักด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมประท้วง การควบคุมการดำเนินการของท่านประธานนะครับในข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ ผู้อภิปราย ผมไม่ติดใจเลยครับ และผมว่าจะต้องนำเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วในส่วนที่พวกเรา พรรคประชาชนเตรียมเนื้อหากับสิ่งที่ท่านอดิศรกำลังอภิปราย ผมย้ำนะครับไม่ได้ซ้ำนะครับ เพราะผมก็อยากฟังสิ่งที่ท่านอดิศรอภิปราย แต่มีเพื่อนสมาชิกบางรายใช้เทคนิควิธีการ ในการประท้วงขัดจังหวะเพื่อนสมาชิก ผมคิดว่าทำให้การทำหน้าที่ของเราในการตั้งคำถาม ต่อรัฐบาลไม่ต่อเนื่องนะครับ และผมอยากให้ท่านประธานใช้อำนาจ อย่ามาใช้อำนาจกับ พวกผม แต่ใช้อำนาจกับคนที่ทำให้กระบวนการอภิปรายตั้งคำถามกับรัฐบาลไม่สามารถ เดินต่อได้ ผมว่าถ้าท่านจะเด็ดขาดขอให้เด็ดขาดกับคนที่กำลังก่อกวนการทำหน้าที่ของ พวกเรา กราบขอบคุณครับ
ไม่ต้องการใช้อำนาจกับใคร ด้วยความเคารพครับ เพราะท่านอดิศรก็เหมือนพี่ชายผม ผมกำลังบอกพี่อดิศรครับ ขอให้พี่อดิศรช่วยสรุปให้เสร็จเร็ว ๆ ครับ ท่านปกรณ์วุฒิครับ เดี๋ยวจะให้ท่านอดิศรสรุปก่อน ได้ไหมครับ เดี๋ยวท่านปกรณ์วุฒิค่อยหารือกับผมทีหลัง ผมเข้าใจท่านกำลังจะหารือ เชิญพี่อดิศรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ลดโทรเสียงลงแล้วนะครับ เพื่อความสมานสามัคคีในการเดินทางไป ผมทำหน้าที่ ฝ่ายค้าน สงสัยท่านอนุทินกับอนุทิน ๑๘๗ ที่ DSI เชิญท่านไป มีชื่อหลายคนที่ผมไม่อยาก เอ่ยชื่อ ถ้าเอ่ยปั๊บไฟลุกทั้งสภาเลยครับ ไฟลุกทั้ง ครม. แล้วผมจะให้ความไว้วางใจให้ท่านไป บริหารราชการแผ่นดินแม้แต่ ๑ นาทีได้อย่างไร ความยุติธรรม อำนาจของวุฒิสมาชิกยิ่งใหญ่ ท่านได้สมคบคิดและสำเร็จการไปแล้ว ผมเชื่อมั่นว่าคดีนี้ท่านมีความผิดล้านเปอร์เซ็นต์ครับ เพราะหลักฐานมันแน่นจริง ๆ ท่านประธานครับ ท่านประธานอย่าตกใจนะครับ ท่านเองชื่อ มงคล สุระสัจจะ อยู่อันดับ ๓ ครับ ผมไม่อยากเปิดเผยครับ ถ้าอยากได้อันนี้เป็นความลับ ผมจะเปิดเผยให้พี่น้องประชาชนทุกคนได้ทราบว่ารัฐบาลชุดนี้ ผมเสียดายที่พรรคเพื่อน น้องผมไปค้ำได้อย่างไร ผมเห็นแล้วมันไม่ได้ ให้อยู่ ๑ วันก็ไม่ได้ ไว้วางใจไม่ได้ สุจริต ศรัทธา ระบอบประชาธิปไตยสำหรับผมไม่มี แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสัก ๒-๓ วันก็ยังดี หนูเอย พฤติกรรมฮั้ว สว. หลักฐานรอพิพากษา งุบงิบอำนาจวุฒิสภา อนุทิน ชาญวีรกูล หวย ๑๘๗ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านมังกร ศรีเจริญกูล เชิญครับ
ท่านประธานครับ
เชิญครับ ผมเกือบลืมไป ท่านปกรณ์วุฒิจะหารือใช่ไหมครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา หารือท่านประธานนิดเดียวนะครับ เพราะว่าเหตุการณ์เมื่อสักครู่ที่มีการประท้วงกันไปมาเป็นครั้งที่ ๒ แล้วนะครับ ที่สมาชิก วุฒิสภากล่าววาจา มีกิริยาที่ท้าทายเพื่อนสมาชิกนะครับ ผมไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้น ผมอยากให้ท่านควบคุมเพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะเพื่อนสมาชิก สว. ผมเข้าใจดีนะครับ ถึงแม้ว่าแอร์เย็นแต่ท่านอาจจะร้อนตัวนิดหน่อย แต่ว่าขอร้องนะครับรักษากิริยามารยาท นิดหนึ่งครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ
ท่านวิทยาครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกรัฐสภา พรรครวมไทยสร้างชาติ ขออนุญาตหารือท่านประธาน นิดหนึ่งครับ พรรคผมพรรครวมไทยสร้างชาติมีสมาชิกที่ขึ้นอยู่ในสภาทั้งหมด ๓๖ ท่านครับ ปรากฏว่าในการโหวตเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีมีทั้งโหวตสนับสนุนแล้วก็งดออกเสียง แต่ทีนี้ พออภิปรายในสภาครับ คนที่หนุนท่านนายกรัฐมนตรีเขาไปประกาศเป็นฝ่ายค้าน แล้วทีนี้ พอไปจัดสรรเวลากันทั้งหมดฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลแบ่งกันเสร็จเขาไม่จัดให้ผมเลยครับ ทีนี้ผมมาหารือท่านประธานว่าท่านต้องลงมาตัดสินให้ผมครับว่าแบ่งเวลาฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน คนไปหนุนได้เวลาฝ่ายค้าน ส่วนผมงดออกเสียงไม่ได้เวลาฝ่ายไหน ตกลงผมมี ฐานะอะไรอยู่ในสภาครับ ใครเป็นฝ่ายค้าน ใครเป็นฝ่ายรัฐบาล ผมเกิดมาเป็นผู้แทนมา ๙ สมัยเพิ่งเจอครั้งนี้ครั้งแรกนะครับ มันสับสนไปหมดในบทบาทแต่ละคน เพราะฉะนั้น ขออนุญาตหารือท่านประธานเรียกใครที่ตั้งตัวเป็นวิปทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลไปหารือกันแล้ว ผมจะไปหารือด้วยครับ
เดี๋ยวหารือกับวิปเองนะครับ ท่านปกรณ์วุฒิครับ เชิญครับ
ผมขอชี้แจง ท่านวิทยาเล็กน้อยครับ ก็อาจจะไม่ได้พาดพิงอะไรแต่ต้องขอชี้แจงแล้วว่าการคุยเรื่อง แบ่งเวลาแถลงนโยบายมีการคุยกันมาสักระยะหนึ่งแล้วนะครับ แล้วก็ต้องขออภัยท่านจริง ๆ เพราะว่าในวันนั้นเองก็ต้องพูดตรง ๆ ไม่ใช่แค่ท่านที่สับสนนะครับ ผมก็สับสนครับว่าจริง ๆ แล้วเป็นอย่างไรกันแน่นะครับ เพราะว่าเรายังไม่มั่นใจ ณ วันนั้นเรายังเข้าใจว่าสมาชิกของ พรรครวมไทยสร้างชาติจะไปเป็นท่านรัฐมนตรีครับ เราก็เลยไม่ได้จัดสรรเวลาของฝ่ายค้าน ให้ทางพรรครวมไทยสร้างชาติไว้นะครับ แล้วก็ภายหลังสมาชิกของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ไปเป็นรัฐมนตรีนี่ท่านได้ลาออกไป มันก็เลยเกิดอาการลักลั่นแล้วก็สับสนจนวันนี้ ก็ต้อง ขออภัยที่เราเตรียมการกันนานแล้วเลยไม่ได้เตรียมการเอาไว้ แต่เดี๋ยวผมหารือกับวิปรัฐบาล อีกรอบหนึ่งได้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอไปต่อนะครับ เชิญท่านมังกร ศรีเจริญกูล ครับ
ท่านประธานครับ ผม กรวีร์ ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ เป็นประเด็นต่อเนื่องเรื่องของเวลาของเพื่อนสมาชิก ท่านอาวุโส
เชิญครับ เมื่อสักครู่ที่ท่าน จะพูด เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล ต่อเนื่องจากท่านปกรณ์วุฒิ ในฐานะที่เป็นวิปฝ่ายค้านครับ ผมในฐานะที่เป็นวิปฝ่ายของรัฐบาล ก็ต้องยอมรับจริง ๆ ครับท่านประธาน พวกผมก็สับสน เหมือนกันครับ ที่ท่านเพื่อนสมาชิกผู้อาวุโสได้ลุกขึ้นมาถามว่าจะไปใช้โควตาในการอภิปราย อยู่ฝั่งไหน ณ วันที่เราคุยกันผมก็ไม่ทราบครับว่าพรรคท่านนี่จะจัดอยู่ในกลุ่มรัฐบาลดีหรือว่า ฝ่ายค้านดี ในวันนี้เราคิดว่าทางคณะของท่านรัฐมนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี มีประเด็นในการเตรียมที่จะตอบข้อซักถามตอบข้อชี้แจงในสภาแห่งนี้ค่อนข้างมาก เราก็เลย คิดว่าน่าจะจัดลำดับแล้วก็ความสำคัญเพราะว่าระยะเวลาในการอภิปรายทั้งหมดของ ฝั่งรัฐบาลมีเพียงแค่ ๖ ชั่วโมงครับ เราก็จะจัดเวลาตรงนี้เพื่อให้คณะรัฐมนตรีได้มีโอกาส ในการอภิปรายตอบข้อชี้แจงทั้งหมด เพื่อนสมาชิกของผมจากพรรคภูมิใจไทยก็ไม่ได้อภิปราย แม้แต่คนเดียวนะครับ เพื่อที่จะเอาเวลาทั้งหมดให้กับคณะรัฐมนตรีครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ท่านประธานครับ
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พิทักษ์เดช เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากลุ่มน้ำ ปากพนัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเห็นใจนะครับท่านประธาน เรื่องเวลาของผู้ที่ไม่มีเวลาในการอภิปราย เนื่องจากกระบวนการประชาธิปไตยในการเลือกมีความลักลั่นอยู่ อย่างนี้นะครับ เรามี ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล สำหรับฝ่ายกลาง ๆ ท่านก็ไปเขียนฝ่ายไว้เลยว่าเสรีประชาธิปไตยนิยม เพื่อให้ท่านวิทยาได้อภิปรายด้วย ผมก็ด้วยความเคารพครับ ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ร่วม ในการอภิปรายเชิงนโยบาย ฝากท่านประธานพิจารณาด้วยครับ
ขอบคุณครับ ผมขอไปต่อนะครับ เพราะว่าอันนี้เป็นเรื่องของวิปนะครับ ขอเชิญท่านมังกร ศรีเจริญกูล ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม นายมังกร ศรีเจริญกูล สมาชิกรัฐสภา หมายเลข ๓๙๔ ครับ ก่อนอื่นผมขอแสดง ความยินดีกับพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ขณะนี้เราได้รัฐบาลชุดใหม่และท่านนายกรัฐมนตรี คนใหม่นะครับ ก็ยินดีที่ท่านนำโครงการคนละครึ่งกลับมาอีกครั้งหนึ่ง อันไหนที่ดีท่านก็ทำต่อ ทำ App ใหม่นะครับจะได้ไม่ต้องยุ่งยาก วันนี้ผมลงชื่ออภิปรายไว้ ๒ ด้าน ก็คือเรื่องของ ด้านพลังงานลดรายจ่าย ตามมาตรา ๕๖ รัฐต้องจัดและดำเนินการให้มีสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง ตามหลักการพัฒนา อย่างยั่งยืน การจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง รัฐต้อง ดูแลมิให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร การจัดหรือการนำ สาธารณูปโภคของรัฐไปให้เอกชนดำเนินการ ทางธุรกิจไม่ว่าจะด้วยประการใด ๆ รัฐต้อง ได้ผลประโยชน์ตอบแทนอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงการลงทุนของรัฐ ประโยชน์ที่รัฐ และเอกชนจะได้รับ ทำไมพูดเรื่องนี้ครับ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ได้เห็นชอบในการซื้อโครงการไฟฟ้า โรงไฟฟ้าจากพลังน้ำจากหลวงพระบางและโรงงานผลิต ไฟฟ้าที่ปากแบงจาก สปป. ลาว ได้ทำ MOU ไว้มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ ๑๐,๕๐๐ เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้อนุมัติกรอบวงเงินลงทุน ๒๖,๒๒๐ ล้านบาท ระยะที่ ๑ โรงไฟฟ้าหลวงพระบางแล้วเสร็จเดือนกันยายน ๒๕๗๑ ระยะ ที่ ๒ โรงไฟฟ้าปากแบงแล้วเสร็จเดือนกันยายน ๒๕๗๔ เกี่ยวพันอย่างไรครับ กองทุนใน โครงการนี้ได้มีผลกระทบต่ออัตราไฟฟ้าขายส่งเพิ่มขึ้น ๐.๕๑ สตางค์ต่อหน่วย เฉลี่ยต่ออายุ โครงการในอัตราส่วน Discount Rate ของไฟฟ้าเฉลี่ย ๕.๐๘ เปอร์เซ็นต์ ผมกังวลอยู่ ๒ เรื่องครับ
ข้อที่ ๑ การเพิ่มค่าไฟให้กับประชาชนในอนาคตในอัตราที่แพงขึ้น ปัจจุบัน เรายอมรับอยู่แล้วนะครับ เราก็เห็นว่าไฟฟ้ายังไม่ได้ถูกลง
ข้อที่ ๒ การก่อสร้างเสาส่งสายไฟฟ้าหรือเสาหุ่นยนต์ ตามที่ชาวบ้านเรียก จะทำให้ต้นไม้ถูกตัดอีกเป็นจำนวนมาก ขอให้รัฐบาลช่วยดูแลเรื่องการชดเชยเรื่องการปลูก ต้นไม้ทดแทนด้วย ด้านภัยธรรมชาติมีเรื่องเดียวครับประเด็นของการเบิกเงินค่าล้างโคลน ให้กับพี่น้องประชาชนในภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดน่าน ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดน่าน ขณะนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีว่าการอยู่ กำลังรอมติ ครม. จากท่านครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านอมรศักดิ์ กิจธนานันท์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ท่านคณะรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ รัฐบาล มีเจตจำนงที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มีมาตรการหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ายังขาดอยู่ และเป็นปัญหาของประเทศเรื้อรังมายาวนานก็คือการที่เราได้แรงงานที่มีขีดความสามารถ และทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งในปัจจุบันและอนาคตกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของบัณฑิตจบใหม่ที่มีปีละประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน ได้ทำงานไม่ตรงกับ สาขาที่เรียนมา ในขณะที่ภาคเอกชนพบว่าตำแหน่งงานกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถ หาคนที่มีทักษะตรงกับที่ต้องการได้ สิ่งนี้รัฐบาลสามารถที่จะแก้ปัญหาได้ แม้จะมีเวลาบริหาร ราชการเพียง ๔ เดือน ผมมีข้อเสนอ ๓ สิ่งครับ
ประการแรก คือการทำแผนพัฒนาระดับชาติในเรื่องการพัฒนากำลังคนครับ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. กระทรวงแรงงาน ปัจจุบันต่างคนต่างมีแผนของตัวเอง ลักษณะที่ต่างคนต่างดำเนินการ แต่ประเทศเราต้องการแผนชาติแผนเดียวที่บูรณาการ การเชื่อมโยง เพราะการทำงานในการพัฒนาคนทั้ง ๓ กระทรวงนั้นแยกกันไม่ได้ และให้ ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเป็นแผนเดียวที่บอกทิศทางของประเทศว่าต้องการอะไร ทั้งกำลังคนในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ บอกถึงแนวทางที่รัฐต้องการจะทำเพื่อพัฒนา กำลังคนทั้งบัณฑิตที่จะจบใหม่และแรงงานที่อยู่ในระบบด้วย สิ่งนี้จะช่วยให้ ในสถานศึกษา ต่าง ๆ ได้ข้อมูลเพื่อเอาไปใช้วางแผนในการผลิตกำลังคนไม่ให้ซ้ำซ้อนและตรงกับ ความต้องการของประเทศ แรงงานที่อยู่ในระบบก็จะมีแนวทางในการพัฒนาตัวเองตลอด ช่วงชีวิตครับ
ประการที่ ๒ ครับ ก็คือเรื่องของการให้บัณฑิตได้บูรณาการการทำงานควบคู่ กับการเรียนครับ หรือที่เราเรียกว่า CWIE การที่นักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเรียนแต่ ทฤษฎีอย่างเดียวไม่ได้ออกไปปฏิบัติ ทำไมเขาไม่พร้อม ไม่มีทักษะที่จำเป็นในตลาดแรงงาน ผลการศึกษาในต่างประเทศพบว่าคนที่จบหลักสูตรที่มีการบูรณาการทฤษฎีและ ประสบการณ์ในสถานประกอบการฝึกงานได้งานเร็วกว่าคนที่ไม่ได้ผ่านระบบแบบนี้ ในประเทศไทยเราก็เช่นเดียวกันมหาวิทยาลัยที่กำหนดให้หลักสูตรมีการเรียนแบบ CWIE นักเรียนที่จบไปได้งาน ๙๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แต่สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำก็คือการทำให้การเรียน แบบ CWIE เป็นภาคบังคับในทุกหลักสูตร ทุกมหาวิทยาลัยกำหนดให้การศึกษาต้องไปฝึก ปฏิบัติ ตั้งแต่ปีที่ ๒ ปีที่ ๓ ปีที่ ๔ ไม่ใช่แบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน คือไปปฏิบัติแค่ปีสุดท้าย ในเทอมสุดท้ายเท่านั้น โดยที่ต้องใช้มาตรการจูงใจให้เอกชนเข้ามาร่วม ทั้งมาตรการทางภาษี หรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เอกชนจะได้นะครับ
ประการสุดท้ายท่านเขียนเรื่อง Up Skill อยู่ในนั้น ผมอยากจะขอเสนอเพิ่ม ว่าควรจะทำเป็น Up Skill Thailand เป็นระบบการพัฒนาคนวัยทำงานทั้งประเทศได้พัฒนา ทักษะใหม่ให้ตรงกับความต้องการได้ตลอดชีวิต จัดสรรเงินให้คนทำงานในรูปแบบของเครดิต เพื่อเขาจะได้ใช้พัฒนาตัวเองผ่านหลักสูตรระยะสั้นออนไลน์หรือการพัฒนาทักษะต่าง ๆ สิ่งนี้ช่วยทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจในการลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ไม่ใช่เป็นเพียงการ ให้เงินเพื่อการบริโภคระยะสั้น มีการทำฐานข้อมูลพัฒนาตลาดแรงงาน พิจารณาเป็นลักษณะ ของการร่วมจ่ายรัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง เป็นเงินสะสมใช้ไม่หมดปีนี้ปีต่อไปใช้ได้ เพื่อเอาไปใช้ พัฒนาทักษะของตนเอง เริ่มจากอุตสาหกรรมที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ เช่น ดิจิทัล สุขภาพพลังงานสะอาด หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ๒ มาตรการแรกเป็นสิ่งที่ท่าน ทำได้เลยใช้เจตจำนงทางการเมืองไม่ได้ใช้งบประมาณมาก ทั้ง ๓ แนวทางนี้คิดว่าจะช่วย ประเทศครับให้เราได้ยกระดับบัณฑิตแรงงานในตลาดให้พร้อมเป็นการปิดช่องว่างการจ้างงาน และตรงกับสิ่งที่ประเทศต้องการ ขอบพระคุณมากครับ
ท่านกรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อยากฝากข้อห่วงใยไปยังรัฐบาลของท่านอนุทินใน ๒ เรื่อง ด้วยกันในเรื่องของปัญหาสังคมและปัญหาความมั่นคง ปัญหาสังคมก็คือปัญหาของบัญชีม้า ภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจและนโยบายคนละครึ่งของรัฐบาล ปัญหาบัญชีม้า ในฐานะอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วไป แต่จะชี้ให้เห็นว่าปัญหานี้ได้ลุกลามจนกลายเป็น ภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและกำลังจะกลายเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของ นโยบายเรือธงของรัฐบาลคือโครงการคนละขึ้น เราต้องยอมรับว่าเจตนาของรัฐบาลในการ บังคับใช้ พ.ร.ก. ไซเบอร์นั้นถูกต้องและจำเป็น เพื่อปราบปรามอาชญากรรมและตัดเส้นทาง การเงินของมิจฉาชีพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา อย่างไรก็ตามยาแรงที่ทาง รัฐบาลได้นำมาใช้กลับกำลังสร้างผลกระทบข้างเคียงที่รุนแรงอย่างที่คาดไม่ถึง มาตรการ อายัดบัญชีที่รวดเร็วและครอบคลุมเป็นวงกว้าง แต่ได้สร้างความตื่นตระหนกและเดือดร้อน ไปยังพี่น้องประชาชน รวมทั้งพ่อค้าแม่ขายที่เป็นผู้ค้ารายย่อยที่ทำงานอย่างสุจริตนะครับ ได้รับเงินโอนจากการค้า ขายปกติ แต่กลับต้องเป็นผู้ต้องสงสัย ถูกระงับบัญชีไม่สามารถเข้าถึงเงินของตนเอง เพื่อใช้จ่ายเงินหมุนเวียนในธุรกิจได้ สถานการณ์นี้ได้กัดกร่อนสิ่งสำคัญที่สุดในระบบ เศรษฐกิจนั่นคือความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารกำลังสั่นคลอน ปรากฏการณ์ ที่ประชาชนบางส่วนเริ่มไม่ไว้วางใจในระบบและแห่ถอนเงินสดคือสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง และที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการรายย่อยต่อการชำระผ่านระบบดิจิทัล กำลังถูกทำลายลง ผลกระทบนี้เชื่อมโยงโดยตรงมาถึงโครงการคนละครึ่งซึ่งเป็นนโยบาย Quick Win ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายใช้กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากหญ้านะครับ หัวใจของ โครงการนี้คือการมีส่วนร่วมของร้านค้าเล็ก ๆ ทั่วประเทศ แต่พ่อค้าแม่ค้าหวาดกลัวการรับเงิน โดยผ่าน Application อาจทำให้บัญชีของตัวเองถูกอายัดโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นก่อนที่โครงการ คนละครึ่งพลัสจะเริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม ๒๕๖๘ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมีแผนรองรับที่ ชัดเจนเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาโดยเร็วนะครับ
ปัญหาที่ ๒ คือเรื่องของความมั่นคง การจัดการปัญหาชายแดนและการสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านบนพื้นฐานการดำเนินการนโยบายที่สมดุล ในประเด็น ความมั่นคงเร่งด่วนซึ่งมีนัยสำคัญอย่างสูงต่ออนาคตของประเทศนั่นคือการจัดการ ความสัมพันธ์ทางด้านชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านในภาพรวมทางยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้น การแก้ไขปัญหาให้จบ โดยยึดหลัก ๓ ประการที่จะต้องดำเนินการกันคือการรักษาอธิปไตย การใช้สันติวิธี และการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ทางแนวชายแดน จากแนวปะทะให้เป็นแนวการค้าและนำความอยู่ดีกินดีมาสู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ แนวชายแดนนะครับ
ยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาลในการจัดการปัญหาชายแดนตั้งอยู่บน ความสมดุลทางการทูตนำการทหาร โดยเราต้องยอมรับว่าความมั่นคงของไทยไม่สามารถ แยกออกจากความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านได้นะครับ ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดคือของ ประเทศกัมพูชา แนวทางในการแก้ไขปัญหาให้จบไม่สามารถใช้ได้เพียงมิติใดมิติหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยการบูรณาการนะครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของด้านกฎหมาย เทคนิค ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ และด้านการมีส่วนร่วมนะครับ
ต่อมาประเทศเพื่อนบ้านอีกประเทศหนึ่งก็คือประเทศลาว ประเทศเมียนมา และประเทศมาเลเซีย การรักษาอธิปไตยในศตวรรษที่ ๒๑ ไม่ได้หมายถึงการเผชิญหน้า ทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความสามารถในการใช้ทางการทูตที่ชาญฉลาดในการ สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการทำให้ประชาชนตามแนวชายแดนมีความอยู่ดีกินดี นั่นคือหลักประกันความมั่นคงของชาติที่ยั่งยืนนะครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางรัฐบาลของ ท่านอนุทินจะพยายามผลักดันให้เกิดแนวทางสันติวิธีแนวทางนี้ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านศิริกัญญา ตันสกุล เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันได้มาอภิปรายการแถลงนโยบายสำหรับ แค่การเป็น สส. สมัยนี้เป็นครั้งที่ ๓ ค่ะ ก็ไม่คิดว่าในชีวิตของการเป็น สส. จะต้องมีการ อภิปรายแถลงนโยบายถี่ขนาดนี้ แต่เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในการอภิปรายทุก ๆ ครั้ง ดิฉันจะเน้นย้ำเรื่องของความสำคัญของคำแถลงนโยบายของรัฐบาลว่ามันเป็นสัญญา ประชาคมที่รัฐบาลได้ทำไว้กับพี่น้องประชาชนว่าจะทำอะไร อย่างไร และจะเสร็จสิ้นเมื่อไร ดังนั้นคำแถลงนโยบายรัฐบาลที่ดีจำเป็นที่จะต้องเป็น GPS Government Policy Statement จริง ๆ แล้วมันควรจะต้องเป็นระบบนำทางเป็น Navigation System ที่จะบอก ว่าตกลงเป้าหมายของรัฐบาลมันคืออะไร แล้วก็ต้องบอกว่าจะต้องเดินไปทางเส้นทางไหน เพื่อสู่จุดหมายหรือว่าเป้าหมายนั้น ๆ ด้วยเส้นทางไหน และด้วยวิธีการใด จะไปรถ จะไปเรือ หรือว่าจะไปเครื่องบิน แล้วก็จะไปถึงเป้าหมายเมื่อไร แต่ว่ารอบนี้ พออ่านคำแถลง นโยบายก็ยังคงอยู่ใน Pattern เดิม ๆ ไม่แตกต่างจากคำแถลงนโยบายของอีก ๒ รัฐบาล ก่อนหน้า หรือว่าแม้กระทั่งของ พลเอก ประยุทธ์ ด้วยซ้ำไป ซึ่ง Pattern เดิม ๆ นี้ถ้าจะบอกว่า จะเป็นจีพีเอสให้ได้ไหม จะนำทางได้ไหม ก็บอกไม่ได้ คงจะหลงทางเหมือนเดิม เพราะมัน แทบจะไม่ได้บอกอะไรเลย มีแต่คำกว้าง ๆ ลอย ๆ แบบพูดอีกก็ถูกอีก ขาดความชัดเจนของเป้าที่จะไปถึงไม่มีการใส่ตัวชี้วัดใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่า Timeline เราจะรู้ แน่ชัดว่าเป้าหมายของรัฐบาลนี้ทุกอย่างจะต้องเสร็จภายใน ๔ เดือน คำขยายก็จะเป็น คำขยายแบบกว้าง ๆ ลอย ๆ ไม่ว่าจะเป็นอย่างเหมาะสม อย่างเป็นธรรมอะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็น นามธรรมมาก ๆ แต่เอาจริง ๆ ถ้าเป็น ๒ รัฐบาลก่อนหน้า ดิฉันจะทำเปรียบเทียบว่า มีเป้าหมายใส่วิธีการหรือไม่ อย่างไร แต่รอบนี้เอาจริง ๆ ค่ะท่านประธาน เราไม่ได้คาดหวัง กับรัฐบาลนี้มากขนาดนั้นว่าจะต้องมีนโยบายในการแก้ไขปัญหา มีการตั้งเป้าหมาย ไม่ได้ คาดหวังแม้กระทั่งว่าท่านต้องทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ดิฉันแทบไม่ได้เปิดดูเลยว่า ภูมิใจไทยได้หาเสียงอะไรไว้ แล้วจะเหมือนหรือต่างกับในคำแถลงนโยบายนี้ เพราะว่า ระยะเวลาของรัฐบาลมันสั้นจนมันก็ Make Sense มันเป็นเหตุเป็นผมอยู่ว่าทำไมถึงเอา นโยบายที่เคยหาเสียงไว้มาทำไม่ได้ ท่านก็ใส่ Disclaimer ไว้ในคำแถลงนโยบายมีเหมือนเป็น คำเตือนไว้ให้แล้วว่าด้วยระยะเวลาที่สั้นและงบประมาณที่ท่านไม่ได้เป็นคนจัดทำ ดังนั้น นโยบายสำหรับรัฐบาลนี้มีข้อจำกัดทั้งในมิติของระยะเวลา แล้วก็มิติของงบประมาณแน่ ๆ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราคาดหวังก็คือการบริหารจัดการประเทศนี้ไปแบบประคับประคอง ไปจนถึงการเลือกตั้ง เน้นแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะจุดเฉพาะหน้าและจะต้องไม่ตัดสินใจ ทำอะไรที่จะเกิดความเสียหายแบบที่จะแก้ไขอะไรอีกไม่ได้ในอนาคต และที่สำคัญ ต้องไม่ฉวยโอกาสในการหากินจากภาษีของประชาชน ขอแค่นี้เอง ด้วยอายุของรัฐบาลที่สั้น แค่ ๔ เดือน ทุกนโยบายในคำแถลงนโยบายนี้จึงเป็นนโยบายเร่งด่วนล้วน ๆ สิ่งที่เราคาดหวัง ว่าจะเห็นความชัดเจน จึงไม่ใช่แค่ทำอะไร ไม่ใช่แค่ทำอย่างไร แต่ว่าต้องเป็นระดับต้องทำ อย่างไรถึงจะสำเร็จภายใน ๔ เดือนด้วย คือ Scope หรือว่าขอบเขตงานอะไรต่าง ๆ นี่มัน ต้องชัดมากแล้วค่ะ ไม่อย่างนั้น ๔ เดือน สิ่งที่ท่านจะทำเสร็จ เสร็จได้จริงใน ๔ เดือนนี่มันจะ มีแค่แผนงานค่ะ มันจะเสร็จแค่แผนที่สุดท้ายต้องรอให้รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มมาปฏิบัติต่อ ซึ่งมันก็อาจจะเป็นความสูญเปล่า แต่ท่านประธานคะ ถึงจะคาดหวังน้อยขนาดนี้แล้วก็ยังคง ผิดหวังค่ะ คำแถลงนโยบายฉบับนี้ไม่ได้ช่วยสร้างความกระจ่างชัดเจน แต่ว่าสร้างคำถาม ตามมาเต็มไปหมดเลย ดิฉันขอโฟกัสในด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านวาระเศรษฐกิจก็ไล่เรียง มาถ้าเป็น Long List Wish List อยากทำอะไรใส่ ๆ มาก็ยิ่งชัดค่ะว่ามันมีแต่ What ก็คือจะ ทำอะไร อะไร อะไรเต็มไปหมด แต่ขาด How ว่าจะทำอย่างไร ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะทำ อย่างไรให้มันเสร็จภายใน ๔ เดือน ไม่มีการจัดลำดับความสำคัญว่าทำอะไรก่อน ทำอะไรหลัง ซึ่งต้องยอมรับว่าพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นพรรคการเมืองที่เป็น พรรคแบบที่มีวาระการเมืองหรือว่ามีนโยบายหรือว่ามี Political Project อะไรแบบที่ พรรคอื่นเขามี ก็เลยอาจจะไม่ได้เตรียมนโยบายมาอย่างเข้มข้นเพื่อที่จะมาขับเคลื่อน รัฐมนตรีที่มาร่วมทีมถึงแม้ว่าจะมีเป็น Technocrat เป็นคนนอก เป็นนักธุรกิจอะไรต่าง ๆ แต่ว่าก็อาจจะยังเร็วเกินไปอาจจะยังคิดไม่ทันหรือเปล่า ยังคิดไม่เสร็จ ยังไม่ตกผลึกว่าจะ แก้ปัญหาต่าง ๆ ในเวลา ๔ เดือน ด้วยวิธีการอย่างไร แล้วก็ทำอย่างไรให้เสร็จได้ใน ๔ เดือน ให้เป็น Big Quick Win อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ ขอยกตัวอย่างจริง ๆ พูดได้ทุกอันเลยนะคะว่ามันไม่ได้มีรายละเอียดอะไร แล้วก็ยากมากที่เราจะรู้ว่าตกลงจะทำ อย่างไร ยกตัวอย่างเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สิน เรื่องแก้หนี้รายบุคคลในระบบรายละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เขียนแค่นี้เลย ซึ่งลูกหนี้รายบุคคลที่มียอดหนี้ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีประมาณ ๓ ล้านกว่าบัญชี ไม่แน่ใจว่าจะทำให้หมด ๓ ล้านกว่าบัญชีนั้นเลยไหม หรือว่า จะทำกี่ราย แล้วก็ลูกหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในแบงก์พาณิชย์ท่านจะทำอย่างไร จะซื้อหนี้ไหม หรือว่าจะแค่ปรับโครงสร้างหนี้หรือว่าถ้าจะซื้อหนี้จะตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ใหม่ไหม หรือว่าจะใช้เจ้าเดิมไม่มี ไม่มีรายละเอียด แม้กระทั่งวันนี้ที่มีการลงมาให้สัมภาษณ์ของ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ยังคงไม่มีรายละเอียดว่าจะทำในเรื่อง ของซื้อหนี้นี้อย่างไร ดังนั้นเราได้อะไรจากการอ่านคำแถลงนโยบายนี้ ต่อมาเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs บอกว่า รายละไม่เกิน ๑ ล้านบาทคืออะไร SMEs นี่มีหลายล้านบาท บางเจ้าบอก ๓ ล้านบาท บางข้อมูลบอกว่ามี ๕ ล้านบาท ตกลงท่านทำกี่ราย รายละล้าน ทำทั้ง ๓ ล้านรายก็เป็นเงิน ๓ ล้านล้านบาทเท่านั้นเอง ตกลงท่านทำอะไรกันแน่ ราคาสินค้าเกษตรและที่ทุกคนกังวล ก็จะบอกแค่ว่าให้อยู่ในระดับเหมาะสมทำอย่างไร จะอุดหนุนไหม หรือว่าจะแค่บริหาร Demand Supply กันไปในตลอด ๔ เดือน แล้วเหมาะสมคืออย่างไร หลายนโยบายอ่านแล้ว ต้องตั้งคำถามว่าเร่งด่วนแบบใด เช่น สร้างโอกาสในการสร้างรายได้ความสามารถในการ แข่งขันจะทำเสร็จได้ ๔ เดือนจริงหรือ การ Upskill Reskill ทำแค่ไหนถึงจะเสร็จได้ใน ๔ เดือน ยังไม่ต้องพูดถึงหลาย ๆ นโยบายในหมวดอื่นที่มาเกี่ยวข้องกับนโยบายเศรษฐกิจ ด้วยเราก็ต้องถามว่ามันจะทำเสร็จได้จริง ๆ หรือ เช่น การเสนอร่างกฎหมายระเบียบบริหาร ราชการทันสมัย ไม่แน่ใจว่าใช่ร่างเดียวกับที่ ก.พ.ร. เคยเปิดรับฟังความคิดเห็นหรือเปล่า เพราะว่าร่างนั้นมีถึง ๗๙ มาตรา จะพิจารณาให้เสร็จใน ๓ เดือนได้อย่างไร แล้วแต่ละ ประเด็นมีแต่ประเด็นที่มีเรียกว่า Controversial มีข้อให้ได้ถกเถียงกันทั้งนั้นเลย เพราะว่าจะ มีการกำหนดให้มีปลัดบัญชาการหรือว่ารัฐมนตรีน้อย แล้วก็มีตั้งหน่วยงานใหม่ด้วยขึ้นมา ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ หรือแม้แต่กระทั่งร่าง พ.ร.บ. Climate Change ซึ่งเราก็เฝ้ารอ แล้วรัฐบาลก็ส่งไม่ส่งออกกฎหมายนี้เข้ามาสักที ถ้าจะเข้ามาจริง ๆ อันนี้ก็เป็น เรื่องใหญ่เหมือนกัน แล้วก็เข้าใจว่ามีเป็นร้อยมาตราเหมือนกัน รวมถึงมีการพูดถึงเรื่องของ การตั้งสำนักงานใหม่เช่นเดียวกันจะเสร็จใน ๔ เดือนได้อย่างไร แค่เอาเข้ามาในสภาให้ได้ตาม วาระ กมธ. ต้องทำให้เสร็จภายใน ๓ เดือนเพื่อให้ สว. พิจารณาต่ออีก ๑ เดือนเป็นอย่างน้อย มันจะเสร็จได้อย่างไร ที่ท่านใส่ชัด ๆ จากนโยบายเศรษฐกิจมี ๒ เรื่อง คือเรื่องคนละครึ่ง กับหวยเกษียณ ดิฉันเรียกหวยเกษียณแล้วกัน มันคือนโยบายเพิ่มโอกาสการออมของ ประชาชนรายย่อยซึ่งท่านก็เรียกว่าสลากเพื่อการออมอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ว่าอ่านไปแล้ว อย่างไรมันก็คือหวยเกษียณ ท่านใส่โครงการคนละครึ่ง ซึ่งโครงการคนละครึ่งดิฉันคิดว่า ไม่มีใครไม่เห็นด้วยนะคะ แต่ว่าแอบแปลกใจเล็กน้อยว่าคนที่ชอบออกมาให้รายละเอียด เรื่องนี้เยอะที่สุดไม่ใช่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่เป็น รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งท่านอาจจะไปรับตำแหน่งโฆษกในอนาคตหรือไม่ไม่แน่ใจ แต่ว่ามันก็ชวนให้คิดว่าโครงการนี้ตกลงเป็นโครงการการเมือง หรือว่าเป็นโครงการทางด้าน เศรษฐกิจกันแน่ มีการประกาศด้วยว่าโครงการคนละครึ่งที่เป็นคนละครึ่ง Plus จะเป็นแค่ เฟสแรกเท่านั้น เฟสแรกจะจบประมาณเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม แล้วก็ต่อปีหน้าเป็นเฟส อื่น ๆ ตามมา ท่านประธานดูงบประมาณที่จะต้องใช้ แค่เฟสแรกเฟสเดียวกดไปแล้ว ๖๖,๔๐๐ ล้านบาท อันนี้คำนวณตามที่ท่านรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ประกาศเอาไว้ ตามที่สาธารณะต่าง ๆ ซึ่งก็แปลก ๆ ค่ะคนละครึ่งอย่างไรที่เป็นการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐเติมเข้าไปเลย ๑,๗๐๐ บาท ไม่ต้องมีการสมทบ ไม่ต้องมีการใช้จ่าย แต่ว่าได้ยอด ๑,๗๐๐ เมื่อรวมกับของเดิมอีก ๓๐๐ ก็คิดว่าเป็น ๒,๐๐๐ บาทต่อคน แล้วก็มีในส่วนที่เป็น คนละครึ่งจริงก็คือสำหรับคนที่ไม่ได้ยื่นภาษีได้คนละ ๒,๐๐๐ บาท แล้วก็คนที่ยื่นภาษี จะได้คนละ ๒,๔๐๐ บาทต่อคน รวม ๆ แล้วเฉพาะที่เติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใน ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท และเข้าใจว่าจะใช้งบประมาณจากงบกลางของปี ๒๕๖๘ งบกลางของ ปี ๒๕๖๘ ถ้าใครยังเหลืออยู่ในส่วนของเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็นเหลืออยู่ประมาณเกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีงบกระตุ้นเศรษฐกิจ จำได้ใช่ไหมคะ ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาทที่เคย Digital Wallet และไม่ทำแล้ว แล้วเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น แต่ว่าอนุมัติไม่หมดตรงนี้ก็ยัง เหลืออยู่ แล้วก็เอามาขยำรวมกันเพื่อที่จะเป็นโครงการเติมเงินใส่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พูดตรงนี้ก่อน ถ้าเราใช้งบกลางปี ๒๕๖๘ ต้องใช้ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน หมายถึงว่า จะต้องมีมติ ครม. ก่อนวันที่ ๓๐ กันยายนถึงจะสามารถใช้ได้ ท่านประธานคะ วันนี้วันที่ เท่าไรคะ วันนี้วันที่ ๒๙ พรุ่งนี้วันที่ ๓๐ แล้วการแถลงนโยบายจะเสร็จสิ้น เราก็ว่าทำไมเร่ง เราจังเลย มีถึงขั้นแม้กระทั่งบอกว่าให้ไปแถลงนโยบายวันอาทิตย์ เพราะว่าอย่างนี้ค่ะ ต้องเร่งอนุมัติงบประมาณตัวนี้ แล้วไม่ได้จะอนุมัติแค่ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเติมบัตรคนจนด้วยค่ะ จะอนุมัติเงินที่เหลือทั้งหมดเลย ๖๓,๐๐๐ ล้านบาท แล้วต้อง ทำให้เสร็จภายใน ๓๐ กันยายน พรุ่งนี้เขาเลยบอกว่าให้เราอภิปรายให้เสร็จเร็วหน่อย เสร็จ ๖ โมงเย็นเพราะว่าจะมีการประชุม ครม. นัดพิเศษกันต่อ ซึ่งก็ต้องบอกว่ารีบร้อนมาก ต้องรีบกันมาก เรียกว่าพอ ๓๐ กันยายน พรุ่งนี้ประชุม ครม. เสร็จ กรมบัญชีกลางคงต้อง เปิดระบบกดปุ่มกันกลางดึกเพื่อโอนเงินเข้ากองทุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อให้ใช้เงินทัน ทำเพื่ออะไรกันค่ะ เข้าใจว่าตัว ๖๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือรีดมาหมดแล้ว ทั้งเงินสำรองจ่าย ฉุกเฉินแล้วก็เงินเหลือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีนอกเหนือจาก ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่ใส่บัตรคนจนก็อาจจะมีการเติมเข้าไปให้กับ ธ.ก.ส. เพื่อใช้หนี้เดิม มีการเติมให้กับกองทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบรรดากองทุนรัฐวิสาหกิจอะไรต่าง ๆ ซึ่งดิฉันคิดว่ามันมี ข้อน่าประหลาดใจอยู่ ตอนที่รัฐบาลก่อนหน้านี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยอนุมัติงบกระตุ้นไม่หมด เหลืออยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราก็ยังทวงถามกันอยู่เลยว่าตกลงจะยังมีโครงการ อื่น ๆ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกไหม ซึ่งตอนนั้น Check กันไป Check กันมาก็ บอกว่าไม่มีแล้ว จบแล้ว หมดแค่นี้ ซึ่งเงินที่เหลืออยู่เดี๋ยวเขาคงพับไปเลย ซึ่งเรา ก็เห็นด้วยเพราะว่าอะไร เพราะว่างบปี ๒๕๖๘ เป็นปีที่เราเบ่งการขาดดุล ต้องกู้ชดเชย งบประมาณสูงถึง ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีอยู่แล้ว ถ้าตรงนี้มันพับไปก็เท่ากับว่าลดการ ขาดดุลได้ ลดการกู้เงินเพิ่มได้ จะได้ไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ แถมคลังเองก็จัดเก็บรายได้ตกเป้าอยู่ เราก็โอเคเข้าใจให้มันพับไปดีแล้ว แต่ว่าเปลี่ยนรัฐบาลปุ๊บ ไปควักออกมาใช้ทันทีก็คือไม่ต้อง พับแล้ว เอามาใช้ได้ ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปในเรื่องของปัญหาเรื่องการขาดดุลแล้วก็หนี้ สาธารณะ ดิฉันก็งงว่าตกลงแล้วเราควรที่จะใช้งบก้อนนี้เอาให้เต็มเหนี่ยว รีดให้หมดจนหยด สุดท้ายแบบนี้จริงหรือไม่สำหรับงบปี ๒๕๖๘ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อไป ส่วนที่เหลือค่ะ ในส่วน ที่เป็นคนละครึ่งพลัส จริง ๆ ที่มันต้องจ่ายกันคนละครึ่งระหว่างรัฐกับประชาชน รวม ๆ แล้ว ทั้งคนที่ยื่นภาษี ไม่ยื่นภาษี ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะใช้งบปี ๒๕๖๙ ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๑ ใน ๓ ของกระสุนทางการคลังที่เราเหลืออยู่ งบประมาณที่จะใช้ในการกระตุ้น เศรษฐกิจได้ของปี ๒๕๖๙ งบกลางเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น ๙๙,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับ งบกลางรายจ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒๔,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะเฟสแรกของคนละครึ่งกดไปแล้ว ๑ ใน ๓ แล้วท่านก็บอกแล้วด้วยว่าเดี๋ยวจะมีเฟส ๒ ต่อ แล้วไหนจะลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพลังงาน ค่าผ่านทาง เดี๋ยวต้องเยียวยา ผลกระทบภาษีทรัมป์ ไหนจะฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวอีก นี่ท่านกะจะไม่เหลือเงินสำรองจ่าย ไว้ให้กับรัฐบาลหน้าใช้เลยหรือคะ คือยิ่งลุกลี้ลุกลนแบบนี้ อยากอนุมัติงบให้ได้เลยแบบนี้ มันยิ่งน่าเคลือบแคลงค่ะ สำหรับคนละครึ่งดิฉันไม่ติดแม้ว่ามันจะไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องของ การกระตุ้นเศรษฐกิจสักเท่าไร เป็นแค่ของการย้ายค่าใช้จ่ายจากที่ใช้กับร้านค้าที่ไม่ได้ร่วม โครงการไปอยู่กับร้านค้าที่ร่วมโครงการ ซึ่งถ้าหากรัฐบาลอยากกระตุ้นยอดขายให้กับร้านค้า รายเล็กรายย่อยก็ทำได้ พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีควรทำ แต่ถ้าอยากให้มันกระตุ้นเศรษฐกิจ สักหน่อยอาจจะต้องมีการปรับปรุงเงื่อนไข เช่น กำหนดการใช้จ่ายขั้นต่ำว่าต้องใช้จ่าย ๒๐๐ บาทต่อวันขึ้นไป ไม่ใช่ไม่เกิน สิทธิอาจจะต้องหมดอายุวันต่อวันเพื่อกระตุ้นให้ มันเกิดการใช้ให้เร็วขึ้น แบบนี้มันก็จะทำให้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ว่าก็เสียดาย ที่ดูจนแล้วจนรอดก็อาจจะยังไม่ได้มีการเปลี่ยนเงื่อนไขแต่อย่างใด เดี๋ยวเราคงต้องลุ้นตามมติ ครม. อีกทีหนึ่ง แต่ว่าเท่าที่ผ่านมาเท่าที่ฟังนะคะ ซึ่งข้อเสนอ ๒ เรื่องนี้ที่ดิฉันพูดก็มาจาก คนที่เป็นนักวิชาการที่อาจจะเข้าไปร่วมทีม เป็นที่ปรึกษาของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังด้วย แต่ว่าดูทรงแล้วเงื่อนไขจะไม่ได้มีการเปลี่ยน ดังนั้นการกระตุ้น เศรษฐกิจก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ถามว่าลดค่าครองชีพได้ไหม ลดค่าครองชีพได้ค่ะ ส่วนแจกเงิน บัตรคนจนลดค่าครองชีพได้ไหม ลดได้แต่ว่าเพิ่งแจกไปปีที่แล้ว ๓๐ กันยายนเหมือนกันเลย ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคน เพิ่งลดค่าครองชีพไป เอาอีกแล้วหรือคะ ถามว่าช่วย SMEs ไหม ถ้าเป็นคนละครึ่งช่วย SMEs ได้ค่ะ แต่ว่าถ้าเป็นจ่ายเงินบัตรคนจนไม่ได้ช่วยใคร ก็คือไปซื้อตามร้านธงฟ้าเหมือนเดิม แต่ถามว่า ทั้ง ๒ โครงการนี้สามารถทำการซื้อเสียง สร้างความนิยมล่วงหน้าสำหรับการเลือกตั้งได้ไหม ได้ค่ะ ได้ทั้งคู่เลยนะคะ ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าสุดท้ายแล้วทำไมเราถึงต้องมีการอนุมัติโครงการที่ จะเติมเงินใส่บัตรคนจนไป เพราะว่ามันจะไม่ทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพก็ทำไปแล้ว ช่วย SMEs ก็ไม่ได้ช่วย ถ้าจะบอกว่าเฟส ๑-๕ ก็ทำแบบนี้ต้องบอกว่าเฟส ๑-๕ เขาทำกัน ในช่วงโควิด หลายรอบก็มีลักษณะเป็นเงินเยียวยามากกว่าที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยซ้ำค่ะ คือสุดท้ายที่เข้าเค้าที่สุดก็คือช่องสุดท้ายเป็นการจ่ายเงินรัฐเพื่อหาเสียงล่วงหน้า ท่านประธาน ที่เคารพคะ ทำไมดิฉันถึงต้องกังวลกับงบปี ๒๕๖๘ เพราะว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็เคยอยู่ในการจัดเก็บ ท่านก็เห็นอยู่ว่างบปี ๒๕๖๘ มันมีปัญหา มันอาจจะ ปิดหีบไม่ลงหรือเปล่า ผลการจัดเก็บ ๑๑ เดือน รายได้รัฐตกเป้าไป ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดูที่มันแดง ๆ ๓ กรมจัดเก็บ ตกเป้ารวมกัน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เดชะบุญรัฐวิสาหกิจ อีกแล้วมาช่วยแบก แล้วก็อาจจะมีรายได้ส่วนราชการอื่นดิฉันคิดว่าอาจจะเป็นเงินประมูล คลื่นความถี่หรือเปล่าอย่างไรนะคะ แต่ว่าพอมันเก็บได้น้อยเราก็ควรจะต้องใช้น้อยตามมา ไม่ใช่ถลุงจนบาทสุดท้ายแบบนี้ ถามท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าท่านคิดดีแล้วใช่ไหม มีการ วิเคราะห์ Cost Benefit Analysis อย่างที่ท่านให้สัมภาษณ์มาดีแล้วจริง ๆ ใช่ไหม ไหนคะ วินัยการคลังที่ท่านบอกจะรักษา ไหนคะ การกระทำสำคัญกว่าคำพูด ไหน ใน Action Lounder Than Words ท่านกล่าวเอาไว้ ตอนนี้อาจจะยังแก้ไขทัน ขอให้ท่านยังคง ความกล้าหาญ ในฐานะ Technocrat ที่จะเตือนสติฝ่ายการเมืองให้ได้หือได้อือ ได้ท้วงได้ติง ท่านนายกรัฐมนตรีบ้าง รัฐบาลนี้ถึงแม้จะอยู่เพียงแค่ ๔ เดือน แต่ว่าต้องทำหน้าที่ตัดสินใจ เรื่องสำคัญ ๆ ปลายปีนี้ ๑. คือต้องเป็นผู้กำหนดกรอบงบประมาณปี ๒๕๗๐ แล้วก็มอบ นโยบายงบประมาณ ๒. คือมาแน่แล้วดูตัวเลขค่ะสิ้นปี ๒๕๖๙ หนี้สาธารณะอยู่ที่ ๖๙ แล้วเราไปต่อไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะกู้เพิ่มได้เพียงแค่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ รัฐบาลนี้ ไม่รู้ใครจะต้องเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังแห่งรัฐ ต้องเป็นผู้ที่จะต้อง ขยายเพดานหนี้สาธารณะ จากเดิมอยู่ที่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์เราอยู่ต่อไม่ได้แล้ว และเพื่อรักษา ภาพลักษณ์ในเรื่องของการคลังของประเทศอาจจะต้องเป็นผู้ที่จะต้องนำเสนอแผนการ จัดเก็บรายได้ใหม่ ๆ ให้กับประเทศด้วย ที่จำเป็นที่จะต้องทำเรื่องนี้ควบคู่กันไปเพราะว่า ตอนนี้บริษัทจัดอันดับ Credit Rating เฝ้าจับตาเราเหลือเกินว่าเราจะมีทางออกกับปัญหา เรื่องวิกฤติทางการคลังของเราอย่างไร ที่ Fitch กับ Moody's ปรับ Outlook ของประเทศ ไปแล้วให้เป็นลบ ล่าสุดคือปรับ Outlook ของ ๕ แบงก์พาณิชย์ ๑ SFIs ให้เป็น Negative ตาม Credit ของรัฐบาลไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น EXIM KTB TTB Standard Chartered แล้วก็ UOB ประเทศไทย
ดังนั้นดิฉันขอถามว่าถ้าท่านทำแผนการจัดเก็บรายได้ หรือว่าการปฏิรูปภาษี หรือว่าแผนการปฏิรูปการคลัง ดิฉันเกรงว่ามันจะกลายเป็นแผนที่เอามาใช้บังคับเอากับ รัฐบาลหน้า เรียกได้ว่าวินัยการคลังมีไว้ให้รัฐบาลต่อไปรักษา รัฐบาลนี้กูขอใช้ก่อนนะคะ ดังนั้นต้องบอกว่าถ้าฝ่ายการเมืองยังคงเร่งรีบใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์แบบนี้เพื่อ คะแนนนิยม แล้วรัฐมนตรีคนนอกที่เป็น Technocrat เข้าไปนั่งนิ่ง ๆ ไม่หือไม่อือ ยอมให้ทำ อะไรก็ได้ จะมีประโยชน์อะไรคะที่เราจะมีรัฐมนตรีคนนอก Profile ดี ๆ มาดูด้านเศรษฐกิจ ด้านการคลัง แถมรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังยังจะมาพูดเอาเท่เอาหล่อ อยากที่จะ เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เก็บภาษีนำเข้าทองคำ คือเรามีประสบการณ์จากอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังคนก่อนหน้าที่พูดเรื่องการเพิ่มแวต ๑๕ เปอร์เซ็นต์โดยไม่ระมัดระวัง จนเกิดกระแสตีกลับแล้วก็ล้มเหลว แล้วก็ต้องพับโครงการกันไปไม่เป็นท่า ๔ เดือนแก้ปัญหา เศรษฐกิจไม่ได้ไม่มีใครโทษ ไม่มีใครว่า แต่ขอว่าอย่าสร้างความเสียหายที่เรากลับไปแก้ไข ไม่ได้ เราก็จะไม่สามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นได้อีกในอนาคตค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน
ท่านสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล เชิญครับ
เรียนประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอมีส่วนร่วมอภิปรายในโอกาสที่ท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายต่อรัฐสภา น่ายินดีที่ในคำแถลงนโยบายเล่มนี้ท่านมีพูดถึง สงครามการค้า ท่านบอกจะเร่งแก้ปัญหาดูแลผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs เกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา สกัดปัญหาการสวมสิทธิ ถิ่นกำเนิดสินค้า ป้องกันการทุบตลาด มีทีมไทยแลนด์ช่วยเจรจาค้าขาย ท่านประธาน โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยวันนี้คือเรื่องสงครามการค้าจริง ๆ โดยเฉพาะการต้องเตรียม รับมือภาษีใหม่ของสหรัฐอเมริกาหรือที่เรียกว่าภาษีทรัมป์ โดยเฉพาะผลกระทบต่อ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยหรือที่เรียกว่า SMEs ดังนั้นคำถามที่ผมจะถามผ่าน ท่านประธานไปยังรัฐบาลก็คือรัฐบาลเข้าใจปัญหานี้จริง ๆ หรือไม่ ทราบหรือไม่ทำไม ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเหล่านี้ถึงไม่สำเร็จ สิ่งที่ท่านแถลงไว้ท่านเตรียมจะทำอะไร อย่างไร ผมขอสรุปภาพรวมสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี สหรัฐ ๓ ด้าน ๑. ไทยจะส่งออกไปสหรัฐได้น้อยลง ๒. ไทยจะส่งออกไปทุกประเทศ ทั้งจีน และประเทศอื่น ๆ ได้ลดลงเพราะเศรษฐกิจโลกถดถอยและมีการกีดกันระหว่างกันมากขึ้น ๓. นี่คือผลกระทบโดยตรงในประเทศของเราที่สินค้านำเข้าจะทะลักเพิ่มขึ้นทั้งจากสหรัฐ ที่เราต้องเปิดตลาดสินค้าใหม่ ๆ และจากประเทศอื่นที่ต้องหนีตายจากตลาดสหรัฐ เช่น สินค้าจีนที่แต่เดิมทะลักเข้าไทยมากอยู่แล้วก็จะทะลักมากขึ้น รวมถึงสินค้าทุกประเทศ ที่จะต้องหาตลาดใหม่ ๆ ก็จะไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น ท่านประธานครับ ที่ผ่านมา เราอาจเป็นห่วงกลุ่มผู้ส่งออกเป็นพิเศษ แต่ผลจากประเทศไทยได้ภาษี ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ต่างจากประเทศคู่แข่งมากนัก ผลกระทบในมิติตลาดสหรัฐอาจยังไม่น่ากังวล ที่น่ากังวล คือผลกระทบข้อ ๒ และข้อ ๓ ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs ในฐานะห่วงโซ่ Supply Chain โลกกำลังจะโดนกระทบจากแรกกระแทก ๒ ฝั่ง ขาส่งออกเราจะส่งออกไปทั่วโลก ยากขึ้น เหนื่อยขึ้น ขณะที่ขานำเข้าก็จะถูกสินค้าต่างชาติเข้ามาแข่งในประเทศหนักขึ้น แรงอัด Copy ๒ ฝั่งนี้ล่ะครับ คือโจทย์สำคัญของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทินว่าจะพา SMEs ผ่านพ้นไปได้อย่างไร แบงก์ชาติประเมิน มี SMEs เสี่ยงรับผลกระทบจากมาตรการภาษี ทรัมป์มากกว่า ๓ ล้านกิจการ เกี่ยวข้องกับการจ้างงานกว่า ๑๒ ล้านคน ผลกระทบ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ท่านต้องมองว่าทุกธุรกิจคือห่วงโซ่ข้อ ๑ ใน Supply Chain ตัวอย่างผู้ผลิต อาหารกระป๋องของไทย ขาหนึ่งส่งออกไปทั่วโลกยากขึ้นเพราะโดนคู่แข่งจากทุกประเทศ มาแย่งตลาด เศรษฐกิจโลกหดตัว ขณะที่อีกขาหนึ่งก็เสี่ยงโดนอาหารกระป๋องจากสหรัฐ รวมถึงประเทศอื่น ๆ เข้ามาแย่งตลาดในประเทศพร้อมกัน ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้ผลิตอาหารกระป๋อง ที่รับผลกระทบหรือเดือดร้อน ทุกคนในห่วงโซ่การผลิตอาหารกระป๋องจะได้รับผลกระทบ ไปด้วย เช่น แรงงานในโรงงาน คนขายวัตถุดิบให้โรงงาน ขายปลา ขายผัก ขายซอสปรุงรส คนผลิตกระป๋องกระทั่งธุรกิจขนส่งที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นนี่คือนัยสำคัญความรุนแรงของ ผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทย และยิ่งถ้ามาดูสถานการณ์ SMEs ไทยวันนี้ก็พบว่าลำบากมาก จากเศรษฐกิจไม่ดี ค้าขายยาก รายได้หด ต้องกู้หนี้ยืมสิน จนวันนี้ภาวะหนี้เสียของ SMEs สูงทะลุกว่าช่วงโควิดไปแล้ว เลวร้ายสุดคือเมื่อพึ่งในระบบ ไม่ได้ก็ต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งเสี่ยงสร้างปัญหาระยะยาวให้ SMEs หนักขึ้น ดังนั้น ความคาดหวังต่อรัฐบาลนี้ในระยะสั้นคือท่านต้องแก้ปัญหาให้ SMEs จากผลกระทบของ ภาษีทรัมป์ให้ได้ ซึ่งมีอย่างน้อย ๓ เรื่องที่ท่านต้องทำทันที ๑. ปัญหาสินค้าสวมสิทธิหรือ Transshipment ๒. ปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานและสินค้าราคาต่ำทะลัก และ ๓. ปัญหา SMEs เข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยาของรัฐบาล เรื่องแรก ปัญหาสวมสิทธิ ท่านรู้หรือยังว่า ปัญหาคืออะไร สินค้าสวมสิทธิเป็นเหตุผลสำคัญให้สหรัฐขึ้นภาษีหลายประเทศ รวมถึง ประเทศไทยด้วย โดยสหรัฐมีแนวโน้มเก็บภาษี ๒ อัตรา สินค้าไหนไม่สวมสิทธิคิดอัตราถูก สินค้าในสวมสิทธิคิดอัตราแพง จริง ๆ แล้วสหรัฐให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องสินค้า สวมสิทธิมานานตั้งแต่สมัยก่อนประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) เสียอีก ตัวอย่างสินค้าที่โดน ไปแล้ว เช่นแผงโซลาร์เซลล์
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
สหรัฐอเมริกา ขึ้นภาษี CVD หรือที่เรียกว่าภาษีตอบโต้การอุดหนุนแผงโซลาร์เซลล์จากไทย กี่เปอร์เซ็นต์ ท่านทราบหรือไม่ ๓๐๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ บางรายโดนไป ๙๐๐ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ว่าราคา แพงขึ้น ๑๐ เท่าของราคาเดิม ตอนนั้นไม่ได้เรียกว่าภาษี Transshipment ด้วยซ้ำ สหรัฐอเมริกา ให้เหตุผลว่าเชื่อว่าเป็นแผงโซลาร์เซลล์จากจีน ที่ผู้ผลิตย้ายฐานมาผลิตในไทยเพื่อเลี่ยงภาษี แล้วรู้หรือไม่ที่เขาเก็บเขาไม่ได้เก็บเพราะเราอุดหนุน เขาเก็บเพราะบอกว่ารัฐบาลจีนอุดหนุน เรียกว่ารัฐบาลประเทศอื่นอุดหนุน แต่ตามมาเก็บภาษีในบ้านของเราด้วย แถมไม่ได้เลือกเก็บ บริษัทใดบริษัทหนึ่งเก็บทุกบริษัท บริษัทไทยที่ดีที่ไม่ควรโดน ก็จะโดนภาษี ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไปด้วย ที่ตลกคือนอกจากเราจะโดนภาษีในกระบวนการไต่สวนรัฐบาลยังต้องควักงบประมาณ ไปเสียค่าทนาย จ้างทนายไปต่อสู้คดีอีก คำถามคือ Transshipment มาจากไหน ลอยมา หรือไม่ ไม่ครับ ถ้าท่านไปดูท่านจะพบว่าไม่ได้ลอยมา Transshipment ส่วนมากมาจาก คนชาติอื่น ทุนชาติอื่นเข้ามาสวมสิทธิสินค้าประเทศของเรา เพื่อจะได้ชื่อว่า Made in Thailand ได้ภาษีต่ำ ๆ ดังนั้นวิธีการง่าย ๆ ในการเริ่มตรวจสินค้าสวมสิทธิคือท่านไปเริ่ม ตรวจเรื่อง Nominee ก่อนครับ ท่านประธานลองดูผมพูดจริงหรือไม่ นี่คือรายชื่อ ๑๐ บริษัทที่ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ส่งออกไปสหรัฐอเมริกามากสุด เกือบทั้งหมดเป็นทุน ต่างชาติล้วน ๆ ส่วนใหญ่เป็นสัญชาติจีน สัญชาติอื่นก็มีเช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หมู่เกาะ British Virgin ไทยก็มีก็เข้าข่าย Nominee อีก ทั้งหมดนี้ถามว่าประเทศไทยได้ประโยชน์ตรงไหน ผลิตก็ไม่ได้ผลิตที่นี่ เจ้าของก็ไม่ใช่คนไทย จ้างงานก็แทบไม่มี แถมเป็นข้ออ้างให้ สหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีเรา ดังนั้นย้ำอีกครั้ง Transshipment คือโจทย์หลักที่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินต้องจริงจังแก้ไข พี่น้องประชาชนที่อยู่ที่บ้านฟังแล้วอาจจะงง อะไรคือ Transshipment ผมจะอธิบายให้ฟังง่าย ๆ Transshipment มักจะมีอยู่ ๒ ลักษณะ ๑. สินค้าจากประเทศอื่นส่งผ่านประเทศไทยไปเฉย ๆ ๒. สินค้าปลอมถิ่นกำเนิด คือไม่ผลิต ที่ประเทศไทยหรือผลิตที่ไทยนิดหน่อย แต่พยายามอ้างว่าเป็นสินค้าไทยเพื่อจะได้ภาษีถูก ๆ เรียกว่าทั้ง ๒ กรณีสร้างมูลค่าเพิ่มหรือเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศไทยน้อยมาก หรือไม่สร้างอะไรเลย เบื้องต้นสหรัฐอเมริกากำหนดภาษี Transshipment ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าสินค้าอื่นที่จะเก็บแค่ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นปัญหา Transshipment กำลังสร้างความ ไม่เป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการ เพราะสหรัฐอเมริกาเก็บภาษีไทยมากขึ้นโดยประเทศไทย ไม่ได้ประโยชน์ แล้วถ้ารัฐบาลไม่มีกระบวนการพิสูจน์ให้สหรัฐอเมริกาเชื่อถือได้ที่เราสบายใจ ว่าเราได้ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ช่วยให้รอด SMEs ที่ดีก็จะเสี่ยงถูกเก็บภาษี Transshipment ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ดี พูดง่าย ๆ ว่าประเทศไทย ผู้ประกอบการไทย โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ผมไปทำการบ้านมาให้ท่านนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ท่านต้องเร่งแก้ไขเรื่อง Transshipment แบ่งง่าย ๆ เป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกคือพวกที่ตั้งใจสวมสิทธิ ตั้งใจโกง กับอีกกลุ่มที่เป็นพวก ไม่ตั้งใจ พวกตั้งใจสวม ตั้งใจโกง ท่านต้องไปจัดการพวก Nominee กับพวกปลอมหนังสือ รับรองถิ่นกำเนิดให้ได้ ส่วนคนที่เขาไม่ตั้งใจพวกผู้ประกอบการดี ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ที่ไหน วัตถุดิบถูกไปซื้อมาใช้ ท่านต้องช่วยเขา อย่าให้เขาโดน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ คำถามคือรัฐบาล เตรียมจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร ทำการบ้านหรือยัง เพราะเรื่อง Nominee ปราบเท่าไร ก็ไม่หมด ล่าสุดปีนี้ตรวจจับ Nominee ไปได้ ๘๐๐ กว่าคดี นี่อาจแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ของปัญหา Nominee ในประเทศนี้ท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร เรื่องเจ้าหน้าที่ที่ไม่เพียงพอ ท่านทราบ หรือไม่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่อง Nominee ส่วนกลางที่อยู่ในกรมมีแค่ ๙ คน ระดับจังหวัดที่ใช้ พาณิชย์จังหวัดมีจังหวัดหนึ่ง ๑-๒ คน ท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ขณะเดียวกันการแก้ปัญหา ก็ล่าช้า ตัวอย่างที่ผ่านมากรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจของผมส่งเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ Nominee ที่ประชาชนส่งมาที่สภาไปให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบ แต่ละเรื่องใช้เวลา น้อยสุด ๒ เดือน หลายเรื่องผ่านไปเกือบปียังตรวจสอบไม่เสร็จ ท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร หรือเรื่องโทษที่อ่อน วันนี้เวลากรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งหนังสือไปเรียกบริษัทที่เข้าข่าย Nominee มาชี้แจง คนที่ไม่ชี้แจงก็ทำได้แค่ปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท แล้วก็หมายเหตุในหนังสือรับรองบริษัทว่าไม่ชี้แจงบัญชี เพราะโทษอ่อนแบบนี้คนทำผิด เขาเลยไม่เกรงกลัว ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ทำงานแทบตายแต่แก้ไขปัญหาไม่ได้ ท่านจะ แก้ปัญหาอย่างไร ความน่ากลัวของเรื่อง Nominee ถ้าเราไม่แก้ไขมันก็ลามไปเรื่องอื่นเรื่อย ๆ เช่น เมื่อก่อนลามไปธุรกิจศูนย์เหรียญ ตอนนี้ลามไปเรื่อง Transshipment สินค้าสวมสิทธิ จนต่างชาติขึ้นบัญชีดำบ้านเรา ที่ผมเคยอภิปรายไปเลวร้ายสุดคือพอประกอบธุรกิจร่ำรวย มีเงินมีทองก็เอาไปซื้อที่ ซื้อบ้าน ลามไปครอบครองที่ดิน ตัวอย่างที่ผมเคยอภิปรายในสภา แห่งนี้ว่าประชาชนส่งเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบหมู่บ้านหรูที่ต่างชาติถือครองเกือบทั้ง หมู่บ้าน ท่านประธานทราบไหมครับ ผมส่งข้อมูลไปให้ตรวจสอบ ๔๒ หลัง เจอเข้าข่าย Nominee กี่หลัง ๓๗ หลัง ตอนนี้ส่งเรื่องต่อไปให้ บก.ปอศ. ดำเนินการทั้งหมด ท่านดูสิครับ นี่คือส่งไปตรวจแค่ ๔๒ หลัง แต่เจอ ๓๗ หลัง ยังไม่ตรวจอีกเท่าไร ดังนั้นเรื่อง Nominee ก็ดี Transshipment ก็ดี จึงเหมือนเหรียญ ๒ ด้าน เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องแก้เดี๋ยวนี้
ถัดมาครับ เรื่องปลอมหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ปัจจุบันกรมการค้า ต่างประเทศออกปีละ ๓๓๘,๐๐๐ ฉบับ มีเจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ ๑๐ คน ยังไม่นับที่ออกจาก สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม หอการค้าจังหวัดอีก รวม ๆ ท่านรัฐมนตรีทราบไหมครับ มี CO ออกไปจากประเทศนี้อย่างน้อย ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ฉบับต่อปี ในวงการเอกชน เขารู้หมดมี CO ปลอม CO เหล่านี้ละครับที่สร้างปัญหาทำลายชื่อเสียงสินค้าไทย และถ้า ท่านไปถามกระทรวงพาณิชย์ว่ามียอด CO ปลอมเท่าไร ท่านจะได้ตัวเลขที่น้อยอย่างไม่น่าเชื่อ ปีที่แล้วกรมการค้าต่างประเทศตรวจเจอ CO ปลอม ๕ ฉบับ คำถามคือท่านเชื่อหรือครับ ว่ามีปลอมแค่ ๕ ใบ ท่านจะมีวิธีจัดการเรื่องนี้อย่างไร ปัญหาหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดปลอม ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ ผมไปค้นข่าวมาให้ดูกรมการค้าต่างประเทศก็ทราบ รู้ว่ามีปัญหานี้ ตั้งแต่ก่อนมีเรื่องภาษีทรัมป์ด้วยซ้ำ
สุดท้าย รัฐบาลควรเตรียมการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ สวมสิทธิแต่เสี่ยงถูกเก็บภาษี Transshipment จากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากใช้วัตถุดิบ ในประเทศน้อย พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูง ต้องบอกว่าผู้ประกอบการเหล่านี้เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ทำมาค้าขาย ทำโรงงาน เพื่อให้แข่งขันได้ ที่ไหนวัตถุดิบราคาถูกก็ไปซื้อมาใช้ เช่นจาก ประเทศจีน แต่ต่อไปเขาทำไม่ได้แล้วเพราะสหรัฐอเมริกากำหนดว่าต่อไปสินค้าที่ส่งขาย สหรัฐอเมริกาห้ามใช้วัตถุดิบจากจีน ต้องใช้วัตถุดิบในประเทศเท่านั้น แถมยังขยับสัดส่วน การใช้วัตถุดิบในประเทศขึ้น จากเดิมเวลาบอกว่าสินค้าไหนมาจากประเทศไหนขอให้ใช้ วัตถุดิบในประเทศสัก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ต่อไปสหรัฐอเมริกาจะขยับสัดส่วนนี้ Local Content หรือสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในภูมิภาค ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า RVC Regional Value Content ให้สูงขึ้น อาจสูงถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องบอกว่า RVC ก็ยังไม่ชัดอีก จะคิด อย่างไรให้รวมประเทศไหนได้ ไม่ได้ ที่สำคัญเมื่อก่อนเวลาเราคำนวณ Local Content เราอนุญาตให้รวมค่าใช้จ่ายทางอ้อม เช่น ค่าโฆษณา ค่า Marketing ค่าประชาสัมพันธ์ ลงใน ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้นได้ ต่อไปเขาไม่ให้แล้วครับ เขาให้คิดเฉพาะค่าวัตถุดิบจริง ๆ เรียกว่า ทั้งขยับ Rate ให้สูงขึ้น ให้คิดเฉพาะวัตถุดิบล้วน ๆ แถมบังคับไม่ให้ใช้ของ จากประเทศที่สหรัฐอเมริกาเขาไม่ชอบอย่างประเทศจีน ถ้าเป็นอย่างนี้บริษัทไทยส่วนใหญ่ ทั้งรายใหญ่ รายเล็กบอกเลยไม่รอด เสี่ยงครับ แย่แน่ ๆ รัฐบาลจะทำอย่างไร และนี่คือ ตัวอย่างสินค้าไทยที่ผมไปทำการบ้านมาให้ท่าน กลุ่มที่เสี่ยงโดนเรื่องนี้ก่อนเราคือพวกนี้ เนื่องจากใช้สัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศเพียงครึ่งเดียว แถมที่ผ่านมามีสัดส่วนการใช้ วัตถุดิบจากจีนเพิ่มขึ้นถึง ๒ เท่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา เช่น กลุ่มเหล็กและโลหะ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มเครื่องจักรอุปกรณ์ แล้วก็กลุ่มยานพาหนะ และชิ้นส่วนยานยนต์ คำถามคือรัฐบาลและท่านรัฐมนตรีเตรียมช่วยเหลือผู้ประกอบการ กลุ่มนี้อย่างไร ผมอยากแนะนำรัฐบาลว่าทางรอดเดียวคือท่านต้องรีบไปเจรจาต่อครับ และขณะเดียวกันท่านต้องช่วยผู้ประกอบการปรับโครงสร้างการผลิตอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ อาจจะเป็นการช่วยเรื่องเงินทุนต่าง ๆ ให้เท่าทันปัญหาครับ ประเด็นถัดมาเรื่องสินค้าต่างชาติทะลัก ต้องบอกว่าที่ผ่านมาว่าหนักแล้ว หลังภาษีทรัมป์ จะหนักขึ้น มีการประเมินว่าหลังภาษีทรัมป์จีนจะระบายสินค้าหนักขึ้นและจะทะลักเข้าไทย อีก ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทล่าสุดเดือนที่ผ่านมาปรากฏสัญญาณอันตรายเรื่องนี้ชัดครับ ท่านรัฐมนตรี มูลค่านำเข้าเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเกือบ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ ค่าเฉลี่ย ๘ เดือนแรกที่ขยายตัว แค่ประมาณ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าไปดูไส้ในยิ่งน่ากังวล เพราะสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นมาก คือกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง ๑๗ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มมากกว่าค่าเฉลี่ยนำเข้าช่วงที่ผ่านมาและมากกว่าปีที่แล้ว ทำไมถึง อันตรายครับ เพราะสินค้ากลุ่มนี้ละที่กำลังเข้ามากินส่วนแบ่งสินค้าไทย แล้วถ้าเจาะไปดู ไส้ในอีกว่าสินค้านำเข้ามาจากไหน ท่านลองเดาสิครับ ใช่ครับ จีน เฉพาะไตรมาส ๒ ปีนี้ ไทยนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเท่าไรท่านทราบไหม ๓๘.๓ เปอร์เซ็นต์ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ปีก่อน ๆ เราว่าหนักแล้วอย่างปี ๒๕๖๗ นำเข้าจากจีนยังเพิ่มแค่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ครับ นี่คือสัญญาณว่าสินค้าทะลักโดยเฉพาะสินค้าราคาต่ำจากจีนที่เข้ามาแย่ง ส่วนแบ่งสินค้าไทยกำลังหนักขึ้นจริง ๆ ผมจึงอยากสื่อสารถึงรัฐบาลว่าท่านต้องจำแนกปัญหา ให้ได้ กรณีสินค้าที่ทะลักจะมีทั้งสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและสินค้าราคาต่ำ สินค้าที่ไม่ได้ มาตรฐานจากเดิมที่ประชาชนเจอของไม่มี อย. ไม่มี มอก. ทะลักเยอะแยะ วันนี้จะมีสินค้า ใหม่ ๆ ที่เราต้องเปิดตลาดให้สหรัฐ สินค้าพวกนี้ต้องการการกำหนดมาตรฐานที่เราไม่เคย มีมาก่อน ส่วนเรื่องสินค้าราคาต่ำก็เช่นกัน จากเดิมมีแค่สินค้าจีน วันนี้จะมีสินค้าใหม่ ๆ จากอเมริกาที่ราคาถูกกว่าเข้ามาด้วย ผมอยากยกตัวอย่างการไม่เตรียมตัวให้รัฐบาลเห็น ผมเชิญ อย. สมอ. กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมประมง มาหารือว่าเตรียมรับมือ การกำหนดมาตรฐานเหล่านี้อย่างไรบ้าง คำตอบที่ได้คือทุกหน่วยงานไม่รู้เลยครับว่า ต้องเตรียมอย่างไร สาเหตุเพราะจนป่านนี้เขายังไม่รู้เลยว่าไปเจรจาอะไรมาบ้าง รายละเอียด เป็นอย่างไร เขาบอกว่าเขารู้เท่าประชาชน รู้เท่าจากที่ฟังข่าวเหมือนประชาชน หรือตัวอย่าง การแก้ปัญหาของกระทรวงพาณิชย์ ที่วันนี้ทำระบบรับแจ้งเรื่องร้องเรียนชื่อ MOC Fondue เพื่อเป็น One Stop Service รับแจ้งเรื่องร้องเรียนแก้ปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้ อย. ไม่มี มอก. แก้ปัญหา Nominee ผมไปทำการบ้านมาให้ท่านรัฐมนตรีแล้วนะครับ เผื่อท่าน ยังไม่ได้ไปดู อันนี้ประสบการณ์ผู้ใช้งานจริง มีประชาชนส่งเรื่องร้องเรียนว่าไปใช้บริการ ร้านอาหาร แล้วถูกเก็บแวต แต่ขอใบกำกับภาษีไม่ได้ ซึ่งร้าน Nominee ชอบทำเรื่องแบบนี้ ปรากฏ Fondue ต่อประชาชนอย่างไรรู้ไหม ไล่ให้ไปแจ้งสรรพากร อีกกรณีประชาชน ส่งเรื่องเข้าไป แจ้งว่ามีร้านค้าน่าเข้าข่าย Nominee ขอให้ตรวจสอบ เขาตอบว่าอย่างไร ให้ไปแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งก็อยู่กระทรวงเดียวกัน สรุปว่าเรื่องหน่วยงานอื่น ก็ไล่ให้ไปแจ้งเอง เรื่องหน่วยงานตัวเอง ก็ไล่ให้ไปแจ้งเองเหมือนกัน อย่างนี้อย่าเรียกว่า One Stop Service เลยครับ ประชาชนบอกเปิด Google หาเอาก็ได้หรืออย่างปัญหาสินค้า ราคาต่ำทะลัก กระทรวงพาณิชย์มีเครื่องมือที่เรียกว่ามาตรการทางการค้า มาตรการปกป้อง ทางการค้า พูดง่าย ๆ อะไรที่เรากำลังโดนอย่างไม่เป็นธรรม เช่น โดนผู้ประกอบการต่างชาติ ทุ่มตลาดขายต่ำเกินจริง โดนรัฐบาลต่างประเทศ อุดหนุนราคาจนของถูกเกินจริง เข้ามาเพื่อ ฆ่าผู้ประกอบการ จนผู้ประกอบการไทยอยู่ไม่ได้ เราสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ปกป้องได้ อย่าง AD Anti-Dumping เรียกไทยว่ามาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดที่ใช้กรณีสินค้านำเข้า ขายถูกกว่าปกติต่ำกว่าทุน หวังทำให้คู่แข่งตาย ถ้าเห็นแล้วนะครับว่าเกิดความเสียหาย เราสามารถเรียกเก็บภาษีตัวนี้ได้ หรืออย่างมาตรการ CVD ตอบโต้การอุดหนุน ถ้าเราเห็น แล้วว่ามีสินค้านำเข้าที่ถูกอุดหนุนจากรัฐบาลประเทศที่เขาขายเราจนของถูกกว่าปกติ หวังทำลายคู่แข่งในประเทศ เราก็ขึ้นภาษีนี้ได้ เหมือนอย่างที่อเมริกาเรียกเก็บจากแผงโซลาร์เซลล์ นอกจากนี้ยังมีมาตรการอย่าง AC Safeguard มาตรการทั้งหมดนี้พูดง่าย ๆ เปรียบเหมือน เขื่อนไว้ป้องกันสินค้าราคาต่ำทะลัก ป้องกันการทุ่มตลาด ช่วยสร้างความเป็นธรรม ให้ผู้ประกอบการในประเทศ วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราใช้มาตรการเหล่านี้น้อยกว่าประเทศอื่น มากครับ เอาเฉพาะปีนี้ตั้งแต่ต้นปีประเทศอื่นใช้กับเรา ๒๕ เรื่อง เราใช้กับประเทศอื่นเพียง ๖ เรื่อง ท่านไปทำการบ้านมาหรือยังครับ เพราะอะไร เราจะสร้างความเป็นธรรมให้ ผู้ประกอบการไทยให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร
สุดท้ายที่ผมอยากพูดนะครับคือมาตรการเยียวยาที่ล่าช้าที่ SMEs เข้าไม่ถึง ที่ผ่านมาต้องบอกว่ามีผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs ได้รับผลกระทบไป เรียบร้อย Order หาย เงินช็อตน่าดีใจที่คำแถลงนโยบายรัฐบาลมีพูดถึงมาตรการเพิ่มสภาพ คล่องให้ SMEs รายละไม่เกิน ๑ ล้านบาท ขออย่างเดียวว่าอย่าให้เหมือนที่ผ่านมานะครับ ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐบอกมี Soft Loan ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการรักษา สภาพคล่องที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า แต่ป่านนี้ผ่านมา ๒ เดือนกว่าโครงการ ยังไม่ปล่อยสักบาทเดียว ไม่มีผู้ประกอบการสักคนได้รับการช่วยเหลือท่านจะแก้ปัญหา เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ให้ดีกว่านี้อย่างไร ก็หวังว่ามาตรการเพิ่มสภาพคล่อง ให้ SMEs รายละ ๑ ล้านบาท ที่ท่านแถลงไว้จะทำได้ดีกว่านี้เช่นเดียวกับที่คุณศิริกัญญา เพื่อนสมาชิกพูดไปนะครับ เพราะในคำแถลงของรัฐบาลมันไม่มีรายละเอียดใด ๆ ให้เรามั่นใจ ได้เลย และอีกมาตรการเยียวยาที่หน่วยงานราชการรวมถึงรัฐมนตรีโฆษณาไว้คือโครงการ รักษาการจ้างงานผ่านงบประกันสังคมและงบกลางรวม ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท จนวันนี้ยังไม่มี การอนุมัติช่วยเหลือสักรายเดียวท่านจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ผมอยากชี้ช่องรวยช่วย รัฐบาลหาเงินนะครับ ถ้ารัฐบาลไม่มีเงินผมแนะนำให้ไปดูงบ สสว. กับ BOI ทั้ง ๒ หน่วยต่าง ของบไปช่วย SMEs สสว. ขอไป ๕,๐๐๐ ล้านบาท บอกจะไปช่วยสนับสนุนด้านเงินทุน ขอไป ๒ ปีแล้วยังไม่ใช้สักบาท เงินจำนวนนี้ถ้าเอาไปช่วยลดดอกเบี้ยให้ SMEs เข้าถึงเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำเชื่อว่าจะช่วย SMEs ได้หลายแสนราย เช่นเดียวกับกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของ BOI ข่าวว่าท่านกำลังจะเพิ่มเงินให้อีกที่ของบไปช่วยวิสาหกิจเริ่มต้นหรือ Startup พันล้านบาท โครงการนี้ขอไป ๒ ปีเพิ่งใช้ไป ๗๐ ล้านบาท เงิน ๒ ก้อนนี้เกือบ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ช่วย SMEs ได้อีกมหาศาล แต่หน่วยงานกลับเอาไปดองไว้เฉย ๆ เป็นค่า เสียโอกาสของประเทศ และผู้ประกอบการจริง ๆ ก็หวังว่ามาตรการเพิ่มสภาพคล่องที่รัฐบาล บอกไว้จะไม่เป็นหมันแบบนี้ นอกจากนี้อีกโครงการที่อยากฝากรัฐบาลให้ไปเร่งดำเนินการ เพื่อช่วย SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้นคือโครงการค้ำประกันสินเชื่อหรือ PGS 12 ของ บสย. เป็นโครงการที่มีประโยชน์แต่ก็ล่าช้ามามากแล้วนะครับ ก่อนจบผมขอสรุป ๓ ข้อเสนอ มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลควรใช้เพื่อช่วยเหลือ SMEs มาให้รัฐบาลและท่านรัฐมนตรี ภายใต้ ระยะเวลาอันจำกัดผมเห็นว่ามีอย่างน้อย ๓ เรื่องที่ท่านทำได้ทันที และต้องบอกว่าไม่ทำไม่ได้
เรื่องแรกการแก้ไขปัญหา Transshipment หรือสินค้าสวมสิทธิ ท่านต้องไป เตรียมความพร้อมทรัพยากรสำหรับการแก้ปัญหาให้ดีกว่านี้ ปรับปรุงกระบวนการออก และตรวจสอบ CO เพิ่มจำนวนคน ระบบเทคโนโลยีให้เหมาะสม ท่านต้องทำระบบติดตาม เรื่องร้องเรียนให้โปร่งใสมี Dashboard เปิดเผยการแก้ปัญหาเพื่อให้ท่านสามารถติดตาม การแก้ปัญหาได้เร็วและได้จริง ท่านต้องพัฒนาการตรวจ Transshipment Local Content และ RVC เพราะถ้าพิสูจน์ไม่ได้เราจะเสี่ยงถูกเก็บภาษีสูง เรื่องนี้อยากให้คำแนะนำว่า ท่านชวนทางการสหรัฐอเมริกามาร่วมทำกับเราเลย ในระยะยาวต้องมีมาตรการช่วยผู้ผลิต ที่พึ่งพาวัตถุดิบต่างชาติสูงในการปรับโครงสร้างการผลิต
ข้อ ๒ ท่านต้องแก้ไขปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน สินค้าราคาต่ำทะลัก ท่านต้องเปิดเผยข้อมูลการเจรจาให้หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเตรียมตัวได้แล้วครับ เช่น การออกมาตรฐานสินค้า วิธีการตรวจมาตรฐานสินค้าใหม่ ๆ รวมถึงท่านต้องใช้มาตรการ ทางการค้าให้ทันสถานการณ์ เช่นใช้ AD เมื่อผู้ประกอบการในประเทศถูกสินค้าราคาต่ำ ทุ่มตลาดหรือใช้ Safeguard เมื่อมีสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นมากผิดปกติส่งผลต่อผู้ประกอบการ ในประเทศ
ข้อ ๓ เร่งมาตรการเยียวยาให้ SMEs เข้าถึงได้ ท่านควรมีตัวชี้วัดการเข้าถึง มาตรการ Soft Loan ของ SMEs ว่าเข้าถึงได้จริง ระยะเวลาในการอนุมัติไม่ควรยาวเกินไป รวมถึงท่านควรติดตามตัวเลขการจ้างงาน การลดคนงาน การปิดตัวของ SMEs เพื่อประเมินว่า SMEs เข้าถึงมาตรการการรักษาการจ้างงานได้จริงหรือไม่ และสุดท้ายเร่งใช้งบช่วยเหลือ SMEs ที่ค้างกับหน่วยงานต่าง ๆ ให้เร็วขึ้นนะครับ ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้เป็นปัญหา เร่งด่วนกระทบพี่น้องประชาชน กระทบธุรกิจน้อยใหญ่จำนวนมาก ขอย้ำว่ารัฐบาลต้องแก้ไข ทันทีรอไม่ได้แล้ว ที่สำคัญฝ่ายการเมืองต้องเอาจริงเอาจังลงไปดูในรายละเอียดมีเจตจำนง ในการแก้ปัญหามากกว่าที่ผ่านมา สุดท้ายอยากเรียนผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าวันนี้ประชาชน เขาให้ความคาดหวังต่อทีมเศรษฐกิจมาก เพราะเห็นทุกท่านต่างเป็นมืออาชีพ รัฐบาล และรัฐมนตรีทุกท่านต้องอย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออภิปรายนโยบายรัฐบาลที่ได้นำแถลงต่อ รัฐสภาในวันนี้ ก่อนที่จะเข้าลึกในรายละเอียดบางประการโดยผมได้รับมอบหมายให้มาพูด เรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กระผมมีข้อสังเกตที่อยากจะฝากท่านประธานและ สภาแห่งนี้ไป ๒-๓ ประการ ดังต่อไปนี้
ประการแรก มีความเข้าใจกันว่ารัฐบาลนี้เนื่องจากไปทำข้อตกลง MOA กันไว้โดยพรรคการเมือง แล้วก็บอกว่ารัฐบาลจะต้องยุบสภาภายใน ๔ เดือนนับตั้งแต่ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็เลยมีความเข้าใจกันว่ารัฐบาลชุดนี้ก็จะอยู่ได้ประมาณ ๔ เดือน หรือเป็นรัฐบาล ๔ เดือนอะไรทำนองนั้นนะครับ ก็อยากเรียนว่าจริง ๆ แล้ว ๔ เดือนยุบสภา แล้วท้ายที่สุดก็จะต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๔๕-๖๐ วัน หลังจาก มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว กกต. ก็จะมีเวลารับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เหล่านั้นภายใน ๖๐ วัน เมื่อรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ในท้ายที่สุด ก็จะต้องมา Form คณะรัฐมนตรี ซึ่งการใช้เวลา Form คณะรัฐมนตรีก็อาจจะใช้เวลา โดยนานพอสมควรเพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นรัฐบาล ๔ เดือนนั้นคือความจริงแล้วก็มากกว่านั้น อาจจะ ๘ เดือนหรือจะ ๘ เดือนกว่า หรืออาจจะไปถึง ๑ ปีก็ได้ แต่ว่าสิ่งที่ได้จากการที่ไปทำ MOA ไว้เช่นนี้แล้วก็พิสูจน์ได้ว่าในท้ายที่สุดใครคือพรรคการเมืองที่รักษาการในช่วงที่มี การยุบสภาผู้แทนราษฎร เราก็ทราบกันดีนะครับ
ประการที่ ๒ กราบเรียนท่านประธานครับ ว่ารัฐบาลชุดนี้เขียนนโยบาย ๑๕ ข้อ แต่ก็แปลกว่าท่านบอกว่าท่านจะไม่ทำอะไร ไม่ทำนโยบายอะไร ท่านพูดไว้ ในนโยบายว่าท่านจะไม่ทำนโยบาย Entertainment Complex ที่มีการพนันเป็นเรื่อง นโยบายผนวกเข้าไปด้วย มีธุรกิจการพนัน ท่านจะไม่ทำการกีฬาที่ผสมด้วยการพนัน เช่นโป๊กเกอร์อย่างนี้เป็นต้น ก็เข้าใจดีเพราะว่าเรื่องของกาสิโน เรื่อง Entertainment Complex ก็เป็นจุดความเห็นที่แตกต่างกันในขณะที่พรรคแกนนำได้ร่วมรัฐบาลอยู่ใน ขณะนั้น ความจริงอยากจะเสนอแนะว่าก็น่าจะพูดกันไปเสียเลยว่าท่านจะไม่ทำดังต่อไปนี้ ประการที่ ๑ คือไม่ทำในเรื่องการเข้าไปแทรกแซงเรื่องเขากระโดง ประการที่ ๒ ก็คือว่าไม่ทำ ในเรื่องของท่านกล่าวหากันว่ามีการฮั้ว สว. จะได้ไม่ต้องมาประท้วงกันเหมือนสักครู่นี้ ที่ผ่านไป ถ้าเขียนไว้ชัดเจนแบบนี้ก็คงไม่มีใครสงสัย ไม่มีใครซักถาม แต่สำคัญที่สุดกระผม มีข้อสังเกตตรงกับหลายคนที่อภิปรายไปแล้วก็คือแปลกใจว่าท่านไม่มีนโยบายเรื่องกัญชา ใส่ไว้ใน ๑๕ ข้อนี้เลย ต้องยอมรับนะครับเรื่องของกัญชาเสรีเป็นเรื่องที่เราถูกวิพากษ์วิจารณ์ จากชาวโลกพอสมควรว่าเมืองไทยเป็นแหล่งผลิตกัญชาจำหน่ายไปทั่วโลกในขณะนี้ และทำให้ภาพพจน์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลกไม่สู้ดีนัก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับมอบหมายให้มาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญในวันนี้ สิ่งแรกที่ผมอยากจะตั้งเป็นข้อสังเกต ฝากไว้จั่วหัวว่าผมอ่าน MOA ผมอ่านข้อตกลงที่ท่านไปทำกันไว้ ๒ พรรคการเมือง พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชนมี ๕ ข้อ ผมพยายามจับดูที่ MOA ผมอ่านนโยบายรัฐบาล ที่เขียนเรื่องของรัฐธรรมนูญไว้ ๓ บรรทัด ผมมีความรู้สึกว่าผมขาดความเชื่อมั่นว่าเรื่องของ รัฐธรรมนูญนั้น การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมไม่แน่ใจว่าท่านมีความจริงใจ มีความจริงจังที่อยากจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จริง ๆ หรือไม่ ท่านดูครับ หันมาดูเรื่อง MOA นะครับ MOA ที่ท่านทำไว้มีความยาว ๕ ข้อ เดิมไม่มี เรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ท่านก็มาเพิ่มในขั้นสุดท้ายเป็นข้อ ๒ ข้อ ๓ ผมอยากจะเน้นย้ำว่าผมอ่าน MOA อยู่หลายครั้งหลายหนโดยเฉพาะ MOA ข้อ ๓ ครับ ข้อ ๓ ท่านเขียนว่า ให้มี ความร่วมมือของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะข้อ ๓ ท่านเขียนว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย จะเร่ง ผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ โดยเร็ว นี่คือที่ท่านไปลงนามไว้ MOA สาระสำคัญก็คือว่าท่านขอ ๓ ประสาน ๑. คณะรัฐมนตรี ๒. พรรคภูมิใจไทย ๓. พรรคประชาชน จะต้องร่วมมือร่วมใจกันจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่การทำประชามติถามพี่น้องประชาชนตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ครั้นผมมาเปิดดูนโยบายของรัฐบาล ท่านเขียนไว้ในเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ไม่ได้อยู่ใน ๑๕ ข้อหรอก แต่ท่านไปเขียนว่าในอารัมภบทว่ารัฐบาลนี้จะสนับสนุนการจัดทำ ประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยรับฟังเสียงของประชาชน ต่อไปก็คือว่า ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ข้อตกลงที่ว่านี้ได้ลงนามไว้ชัดเจน ผมมี ข้อสังเกตที่เป็นห่วงอยู่พอสมควร หลักการสำคัญที่มีข้อสังเกตก็คือว่านโยบายที่เขียนไปกับ ข้อตกลงนี้มันดูแล้วไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงใน MOA ก็คือเรื่องของการที่ คณะรัฐมนตรีก็ดี พรรคการเมืองทั้งสองพรรคดูเหมือนว่าต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่การพิจารณาของรัฐสภาและนำไปสู่การพิจารณาของรัฐสภา ๓ วาระ แล้วนำไปทำประชามติ แต่ผมไม่เห็นว่าในท้ายที่สุดคณะรัฐมนตรีชุดนี้ชุดใหม่ที่กำลังจะ เกิดขึ้นนี้ได้มีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ คำตอบขณะนี้คือพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็น พรรคแกนนำก็เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่มีร่างของคณะรัฐมนตรี ผมเข้าใจดีครับท่านอาจจะพูดว่าก็ยังบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้จึงไม่สามารถจะมีร่างของ คณะรัฐมนตรีได้ เพราะฉะนั้นเสนอร่างไม่ได้ ก็มีแค่นี้ อาจจะไปเปรียบเทียบว่ารัฐบาลที่แล้ว ก็ไม่เห็นมีร่างเลย แต่ว่ารัฐบาลที่แล้วแตกต่างกับบริบทของสถานการณ์ในขณะนี้ครับ ท่านประธานครับ ในรัฐบาลที่แล้วเนื่องจากรัฐบาลเขาเดินในเรื่องทำประชามติ ๓ ครั้ง แต่ว่า ท่านประธานรัฐสภาในขณะนั้นก็ตัดสินใจที่จะบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสู่สภานี้ แล้วท้ายสุดก็เกิดการประท้วง เกิดการอะไรกันจนนำไปสู่การสอบถามศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่แล้วจะเสนอร่างเข้ามาโดยที่หลักการ มันไม่นิ่งว่าเอาอย่างไรแน่ ๓ ครั้ง ๒ ครั้ง ดูแล้วก็ทำให้รัฐบาลเสียหาย ที่ผมย้ำประเด็นนี้ว่า การไม่มีร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรีมันมีปัญหาสำคัญ เพราะว่าในท้ายสุดวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สามของการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นท่านต้องได้เสียง รัฐสภาเกินกว่ากึ่งหนึ่งเป็นเงื่อนไขประการสำคัญ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เมื่อสองสามวันนี้ผมได้มีโอกาสดูรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวแล้วก็ปรากฏในคลิปทั่วไปว่าการให้ สัมภาษณ์ของหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ร่วมรัฐบาลในขณะนี้นะครับ ที่ร่วมรัฐบาล อยู่ในขณะนี้เป็นคณะรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ให้สัมภาษณ์อย่างไรครับ ท่านประธาน ท่านให้สัมภาษณ์ว่าท่านไม่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง ท่านจะรักษารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้ ท่านไม่เห็นด้วยที่จะมี การแก้ไขเพิ่มเติมและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ปรากฏในคลิปทั่วไป เปิดดูได้เลยว่าใคร เป็นคนให้สัมภาษณ์ สัมภาษณ์เมื่อไร อย่างไร ที่ผมย้ำตรงนี้ผมมีความหมายว่าในท้ายที่สุด ถ้าเราจะผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของทั้ง ๓ พรรค เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา คณะรัฐมนตรีมั่นใจได้หรือไม่ว่าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะนั้นจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมที่แต่ละพรรคนำเสนอ การที่ออกมาให้สัมภาษณ์เช่นนี้ก็ชัดเจนว่ายังไม่มีแนวทางของ คณะรัฐมนตรีว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ นี่คือสาระสำคัญที่เป็นข้อวิตกกังวล ข้อวิตก กังวลที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นปัญหาอันหนึ่งก็คือว่านอกจากท่านจำเป็นจะต้องได้เสียงของ รัฐสภาเกินกว่ากึ่งหนึ่งแล้ว ปัญหาใหญ่สำคัญคือท่านต้องได้เสียงจากวุฒิสมาชิก ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ เรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมก็พยายามพูดคุยกับน้องนุ่งทั้งหลายที่ไปทำ MOA กันไว้นอกรอบ คุยกันไปไม่ต้องบอกหรอกครับคุยกับใครบ้าง ท่านตัดสินใจเลือกเอา รัฐธรรมนูญมาใส่ไว้ใน MOA ผมคิดว่ามันจะมีการโน้มน้าวการให้วุฒิสมาชิกมาลงมติ ๑ ใน ๓ ให้มันผ่านวาระที่หนึ่งไปได้ เพราะว่าท่านก็ถูกกล่าวหาเรื่องฮั้ว สว. ด้วยกันทำนอง อย่างนี้ มีความเชื่อกันอย่างนั้น ท้ายสุดจึงเกิดเรื่องรัฐธรรมนูญเข้ามาบรรจุไว้ในเรื่องของ MOA อย่างนี้เป็นต้น ความไม่มั่นใจของผมตรงนี้ก็ตั้งเป็นข้อสังเกตว่าในท้ายที่สุดถ้า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่สามารถที่จะนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ปัญหาก็คือว่า เราก็เซ็น MOA กันไป ยุบสภาภายใน ๔ เดือน แต่เราไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น แล้วปัญหาก็คือว่าใครจะรับผิดชอบ เรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเรื่องที่พวกเราตั้งตา รอคอยกันมานาน เราอยากจะเห็นกระบวนการ แต่ในขณะนี้ก็ฝากท่านประธานรัฐสภา ฝากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาด้วย นอกเหนือจากมีข้อสังเกตของพรรค การเมืองบางพรรคที่เคยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นที่มาของคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ ผมฟังข่าวแล้วในท้ายที่สุดก็จะมีกระบวนการต่อต้านไม่ให้มีการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากองค์กร จากคณะบุคคลที่เคยต่อต้าน ผมทราบครับ เขาเริ่ม เคลื่อนไหวกันแล้ว แล้วก็ออกมารับกันเป็นทอด ๆ โดยรวมหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไม่สำเร็จ ไม่สำเร็จด้วยประการอะไร ๑. ได้เสียงข้างมากของรัฐสภาไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่ง ๒. วุฒิสมาชิกไม่เห็นด้วย ไม่ได้เสียง ๑ ใน ๓ หรือ ๓. เกิดสถานการณ์ใดขึ้นมาซ้ำรอยในอดีต เช่นมีความพยายามจากพรรคการเมืองไปรวบรวมเสียง แล้วท้ายที่สุดก็ยื่นคำร้องไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ ย้อนรอยคำวินิจฉัยปี ๒๕๖๔ เข้าไปอีก หรือท้ายสุดเกิดกระบวนการต่อต้าน อย่างหนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่เกิดขึ้นและจะไม่ประสบความสำเร็จ ผมถามว่าแล้วใครรับผิดชอบถ้ามันเกิดเหตุการณ์นั้น พรรคไหนจะต้องรับผิดชอบถ้ามันเกิด เหตุการณ์นั้น ที่พูดมานี้เป็นสัญญาณที่ผมไปสังเกตจากการเข้าไปศึกษา จากการรับฟัง ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงผมเราก็เสียดายครับ เรายุบสภากันไปใน ๔ เดือน แล้วท้ายที่สุดพยายาม เต็มที่ แต่ไม่ได้รัฐธรรมนูญตามที่เราต้องการแต่อย่างใด ขอกราบขอบคุณที่ได้ให้เวลา ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ท่านพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผม ก็ไม่ทราบว่าผมมาฟังแถลงนโยบายรัฐบาล หรือมาฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกันแน่ เพราะฟังจาก สส. ทั้งหมด ๑๖ ท่าน มี สส. เพียงแค่ ๓ ท่านที่อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการ แถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งผมขอชื่นชมก็คือท่านชัชวาล ท่านสิทธิพล แล้วก็ท่านศิริกัญญา ที่เหลือไปอภิปรายแต่ในเรื่องฮั้ว สว. เขากระโดงทั้งนั้นเลย ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจนะครับว่าวันนี้ ผมมาฟังเรื่องอะไร เพราะจริง ๆ แล้วพี่น้องประชาชนมีความเดือดร้อน ท่านเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนทำไมท่านไม่อภิปรายในสิ่งที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ๔ เดือน มันอาจจะ น้อยครับ แต่มันก็สามารถพอที่จะช่วยแก้ปัญหาให้เขาเหล่านั้น ผมมาอภิปรายในวันนี้ ผมต้องการเหมือนเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนด้วย โดยเฉพาะนโยบายหลักของ ท่านนายกอนุทินก็คือนโยบายคนละครึ่ง วันนี้นโยบายคนละครึ่งของท่านนี่ผมเป็นห่วง พ่อค้าแม่ค้าที่ใช้บัญชีธนาคารบุคคลธรรมดาที่เข้าร่วมโครงการ เพราะว่าอะไร เพราะว่า ในอดีตสรรพากรเคยไปไล่บี้ ไล่ตาม Check Bill ผมก็อยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังว่าท่านจะให้ประชาชนมั่นใจอย่างไร ในการเข้าร่วมโครงการแล้วนี่ท่าน จะต้องชำระภาษีอย่างไร เพราะว่าปัญหานี้เป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ผมได้รับมานะครับ
ประเด็นต่อมานี่ผมจะได้อภิปรายนะครับ จริง ๆ ต้องบอกว่าเมื่อเช้าฟังมา ก็ฟังจากคำอภิปรายนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้วฉบับนี้ ๑๔ หน้ากระดาษ ๑๐ นโยบาย วันนี้ครั้งที่ ๒ ภายในรอบปีก็มาฟังคำแถลงนโยบายของท่านอนุทิน ก็ต้องบอกว่า ๒ ปีที่ผ่าน มาที่ท่านบอกว่า ๔ เดือนขาด ผมว่า ๒ ปีขาดมากกว่านะครับ ขาดทั้งโอกาส ขาดคนมีฝีมือ ขาดความโปร่งใส แล้วยังขาดอนาคตประชาธิปไตยนั้นถูกต้องเลยครับ นั่นคือ ๒ ปีที่ผ่านมา แต่ผมก็หวังว่า ๔ เดือนนี้ขอให้ขาด ๔ เหมือนกันครับ
๑. ขาดการทุจริตคอร์รัปชัน
๒. ขาดคนขายชาติขายแผ่นดิน
๓. ขาดคนโกหกหลอกลวงประชาชน
๔. ขาดคนไร้ความสามารถมาบริหารราชการแผ่นดิน
ผมทนไม่ได้หรอกครับเห็นสภาพบ้านเมืองเป็นแบบนี้ แล้วสิ่งที่ผมมานั่งฟังใน สภาแห่งนี้นะครับ ต้องบอกกับพี่น้องประชาชนมีเพียงเมื่อครู่นี้ สส. ทั้ง ๓ ท่านเท่านั้น ที่อภิปรายที่มันเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน ที่เหลือไม่เกี่ยวเลยครับ เพราะฉะนั้นคุณภาพ ตัวแทนของท่าน ท่านต้องใช้วิจารณญาณในการพิจารณาในการเลือกตั้งต่อไป แล้วผมก็หวัง ว่าเวทีแห่งนี้ รัฐบาลมีเวลาแค่ ๔ เดือน คือ ๑๒๐ วัน คงไม่ใช้เวลาแค่ ๑ วัน ๒๔ ชั่วโมง ท่านคงต้องใช้ ๑ วัน ๒๕ ชั่วโมง ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ท่าน พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์
กราบเรียน ท่านประธาน ผม พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์ ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ร่วมแสดงความเห็นต่อคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะนโยบายในด้านเศรษฐกิจและการบริหารภาครัฐ ในช่วงเวลา อันน้อยของรัฐบาลเอง ซึ่งก็ควรจะใช้งบประมาณที่มีที่จำกัดให้ตรงจุด ให้สามารถที่จะ กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริงในเวลาอันสั้น ก็ประมาณ ๔ เดือนตามที่ท่านได้ทำ MOA กัน ไว้ครับ ท่านประธานครับ ประชาชนต้องการที่จะเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ไม่ใช่แค่เพียงคำ แถลงก็อาจจะสูญเปล่าได้ เพราะฉะนั้นท่านต้องกำหนดนโยบายที่เห็นผลเร็วทวีคูณกระจาย รายได้ สามารถจะสร้างรายได้ ลดรายจ่าย แล้วก็ให้พี่น้องประชาชนได้เห็นได้รับสิ่งที่เกิดขึ้น ในช่วงเวลา ๔ เดือน สิ่งที่แน่นอนนะครับ วันนี้ ๔ เดือนที่ประชาชนรอ ผมเชื่อว่าถ้า ๔ เดือนท่านยุบสภาจริง ๆ แล้ว ๔ เดือนนั้นเงินจะสะพัดทั้งประเทศไทย และนั่นเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ แล้วก็จะได้ มีนิมิตหมายที่ดีในการบริหารราชการแผ่นดินกันต่อไป ผมขออนุญาต มีเวลาสั้นนะครับ ปัจจุบันนี้เนื่องจากว่าธุรกิจต่าง ๆ ภาคประชาชนต่าง ๆ รอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งท่านมีเวลาอยู่ ๔ เดือน สิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็โครงการคนละครึ่งที่ทุกคนได้รับรู้รับทราบว่า สามารถที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายได้ทันทีและกระจายรายได้ไปถึงพี่น้องประชาชนได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าไม่มีดำเนินการโครงการใหม่หรือไม่มีแรงส่งที่จะเทียบเท่ากับ โครงการคนละครึ่งแล้ว ผมว่าเศรษฐกิจของประเทศก็อาจจะไปสู่การซบเซาได้นะครับ เห็นนโยบายของท่านในเรื่องของเศรษฐกิจในข้อที่ ๔ ก็คือเรื่องการท่องเที่ยวครับ การท่องเที่ยวนี้เราอยู่จุด ๆ นี้ ที่จริงเราต้องทำทันทีนะครับ เราเป็น Hub ส่วนตรงนี้เลย ท่านประธานครับ เราเป็น Hub ทางสายการบิน ทางโลจิสติกส์ ทางของอาเซียน ทางสินค้า ด้านบริการการท่องเที่ยวครบวงจรอยู่ที่เราหมด และยังมีพื้นที่ใกล้เคียงเดินทางไปมาแค่ ๑-๒ ชั่วโมงก็ถึงแล้วนะครับ ผมยกตัวอย่างเช่นว่าเรามีโอกาสทางเศรษฐกิจตัวเลขที่จะให้เห็น เรื่องการท่องเที่ยวก็คือผู้โดยสารเราที่ Transit ผ่านสนามบินสุวรรณภูมินี้วันหนึ่งประมาณ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ คนต่อวัน เพราะฉะนั้นหากเราดึงออกมาเที่ยวเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์ เราจะ ได้ประมาณ ๓,๕๐๐-๔,๐๐๐ คนต่อวัน เพราะฉะนั้นการใช้จ่ายค่าเฉลี่ยตรงนี้จาก นักท่องเที่ยวต่างชาติ ๑ วัน เท่ากับเราได้ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นประมาณ ๑๔-๒๐ ล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ ๕,๐๐๐-๗,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี หากเราขยายสนามบินไปยังเมืองรองอย่างที่ท่านว่านะครับ ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต กระบี่ เชียงใหม่ อู่ตะเภา เราจะมีมูลค่าที่สูงกว่านี้เยอะ นี่คือจุดแข็งของบ้านเรา
อีกเรื่องครับท่านประธานครับ สิ่งที่ต้องพูดถึงก็คือในเรื่องของการลงทุน ในเรื่องของสงครามการค้า ท่านได้มีนโยบายไว้นะครับก็คือในเรื่องของเห็นว่าตั้งทีมเศรษฐกิจ ขึ้นมาเฉพาะทางภาครัฐและเอกชนนะครับ ต้องการที่เจาะตลาดนะครับ สินค้าที่ประเทศอื่น เขาเสียเปรียบภาษีนะครับเราก็ผ่อนปรนได้ เพิ่มสิทธิพิเศษทาง BOI ได้สำหรับผู้ลงทุนจริง ภายใน ๔ เดือน เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านทำได้ท่านก็สามารถดึงโรงงานอิเล็กทรอนิกส์หรือ โรงงานที่เป็นอุตสาหกรรมที่มาสร้างงานได้หลายหมื่นตำแหน่งสำหรับประเทศเรานะครับ เพราะฉะนั้นท่านเป็นโอกาสที่จะต้องเปิดโอกาสให้กับตัวเอง หากท่านช้านะครับนักลงทุน เวียดนาม นักลงทุนมาเลเซียก็จะเข้ามาแทนทันทีนะครับ เขาก็ย้ายฐานการผลิตไปยัง ประเทศนั้น ส่วน SMEs ก็เหมือนกันในภาคประชาชน ท่านก็ทราบดีว่าประมาณ ๓ ล้านคน ที่เป็น SMEs จริง ๆ แล้วที่อยู่ในตลาดที่เข้าถึงทุนจริง ๆ ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คน ท่านคิดดูว่าถ้ารัฐบาลเน้นถ้าหากว่าท่านจะแก้ปัญหาหนี้นี้จริง ๆ ไม่ใช่เอาเงินมาแจกมาหว่าน แบบนี้นะครับ ท่านก็สามารถที่จะเร่งจ่ายเงินค้างจากภาครัฐ เช่นว่าเงินประกันสังคม กองทุน ทดแทน ค่าใช้จ่ายที่ศาลสั่งไปแล้วว่ารัฐบาลต้องจ่าย หากรัฐบาลจ่ายหนี้ค้างเพียง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จะมีเงินหมุนเวียนในระบบหลายหมื่นล้านบาทนะครับ นี่หากรัฐบาลจ่ายจริง ก็ยิ่งจะทำให้สภาพต่าง ๆ ของ SMEs จะเพิ่มขึ้นมาได้ แล้วกิจการต่าง ๆ ก็ไม่เสี่ยงต่อการ ล้มละลาย สุดท้ายท่านประธานครับ ผมฝากรัฐบาลว่าท่านจะต้องเร่งแปลงนโยบายให้เป็น โครงการปฏิบัติให้ได้จริงภายใน ๔ เดือน ให้สามารถที่จะเห็นผลได้เร็ว กระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยวได้ ถึงพี่น้องประชาชนได้ทันที สร้างรายได้นะครับ ท่านจะดำเนินการแผน ดำเนินการอะไรก็แล้วแต่ต้องรีบทำ แล้วก็อีกเรื่องก็ต้องมีการส่งแรงส่งเสริมทางเศรษฐกิจ ถ้าหากว่ามีการใช้จ่ายเกิดขึ้น มีการจ้างงานในโรงแรม พนักงานแม้ ๑ คน ก็จะส่งผลต่อ ครอบครัว ต่อธุรกิจ ต่อ SMEs ต่าง ๆ แล้วจะขยายไปยังหลายวงจรนะครับ ประโยชน์ที่ท่าน ต้องทำให้พี่น้องได้รับก็คือเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน วันนี้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่หลายจังหวัดท่านลำบากมาก ผู้ประกอบการเองก็ลำบากมากนะครับ เพราะฉะนั้น ต้องดึงการลงทุนดูดมานะครับ ต้องเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวตามที่แจ้งไป แล้วก็ต้อง สร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง หากรัฐบาลทำได้ก็จะเป็นมรดกเชิงบวก ที่ทิ้งไว้ก่อนที่จะยุบสภา ถ้าหากว่าท่านไม่ทำคำแถลงวันนี้ก็เป็นเพียงแต่สูญเปล่าเท่านั้นเอง ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านวาสนา ยศสอน ครับ
ท่านประธานครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกรัฐสภาครับ ผมทวงถามข้อหารือผมที่หารือท่านประธานไว้ฝาก ไปท่านที่ยังไม่ได้เป็นวิปฝ่ายรัฐบาลยังไม่ตั้งนะครับ แต่ว่าเขาแบ่งกันแล้ววิปฝ่ายรัฐบาล ฝ่าย ค้าน แบ่งห้วงเวลาการอภิปรายกัน คราวนี้เขายังไม่ได้ตกลงกับผมเลยครับว่าตกลง พรรครวมไทยสร้างชาติสมาชิกยังครบ ๓๖ ท่าน จะได้เวลาในการอภิปรายเท่าไรครับ
ช่วยหารือวิปหน่อยครับ
ผมก็จะหารือใครครับ วิปรัฐบาล ครม. ยังไม่ได้ตั้ง ฝ่ายค้านเขาก็ยังคุยกันเองไม่ได้ ผมต้องหารือท่านประธานครับ
เป็นเรื่องของวิปนะครับ หารือ แล้วนะครับ วิปช่วยไปดูแลหน่อยครับ
มอบท่านเลขาก็ได้ครับ ไปคุยกันดู อย่างไรก็กันเวลาให้ผมในเวลาที่เท่า ๆ กับคนอื่น
วิปช่วยดูให้ท่านหน่อยครับ วิปทุกพรรคนะครับ
ท่านมอบท่านเลขาก็ได้ ไปคนประสานแล้วรายงานท่านด้วย ไม่อย่างนั้นจะทวงเป็นระยะจนกว่าจะได้ข้อตกลง ที่เป็นธรรมครับ
ท่านเลขาช่วยประสานกับวิป ทั้ง ๓ คนนะครับ ๓-๔ ฝ่าย ของทุกพรรคด้วยครับ
ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านวาสนา ยศสอน ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน วาสนา ยศสอน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันขอนำเสนอ ในประเด็นสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวและการสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว ปัจจุบันสังคมไทยกำลังประสบปัญหาความรุนแรงในหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง และทวี ความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อร่างกาย เพศ จิตใจและสังคม ที่ปรากฏ เด่นชัดต่อสาธารณะ ได้แก่ การฆ่าตัวตาย การก่ออาชญากรรม ทะเลาะตีกันของวัยรุ่น สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความสัมพันธ์ในครอบครัว สภาพแวดล้อมและการใช้สารเสพติด นอกจากนี้ความรุนแรงที่ไม่ปรากฏต่อสาธารณะโดยเฉพาะความรุนแรงต่อเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ที่ถูกกระทำความรุนแรงจากบุคคลใกล้ชิดและบุคคลในครอบครัว ซึ่งความรุนแรงดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสังคมเป็นอย่างมากค่ะ จากสภาพการณ์ดังกล่าวดิฉันจึงใคร่ขอเสนอแนะ แนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้ค่ะ
๑. แก้ไขกฎหมายและกลไกบังคับใช้กฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ให้ทันสมัยครอบคลุมและเข้มงวด เพิ่มบทลงโทษและเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมในคดีความรุนแรงในครอบครัว ขยายอำนาจ เจ้าหน้าที่ของรัฐในการเข้าแทรกแซงเมื่อเกิดเหตุการณ์ทันที สนับสนุนงบประมาณเพื่อ พัฒนาเสถียรภาพกลไกการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติดังกล่าว และพัฒนาศักยภาพ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดสวัสดิการให้แก่ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว
๒. สร้างระบบป้องกันเชิงรุกโดยผลักดันให้สถานศึกษาและชุมชนในพื้นที่ ได้เรียนรู้ป้องกันความรุนแรง บรรจุหลักสูตรทักษะชีวิต การควบคุมอารมณ์ ความเท่าเทียม ทางเพศ ตั้งแต่ยังวัยเด็ก พร้อมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการป้องกันแก้ไขปัญหาความ รุนแรงในครอบครัว โดยให้อาสาสมัครในพื้นที่ อาทิ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ อสม. คณะกรรมการพัฒนาสตรี ผู้นำชุมชน ร่วมกันจัดการปัญหาความรุนแรง ในครอบครัว ร่วมกันเป็นผู้เฝ้าระวัง รวมทั้งรณรงค์ผ่านสื่อช่องทาง Social Media ให้ทราบ ถึงวิธีการช่องทางการเข้าถึงบริการการคุ้มครองที่มีคุณภาพ
๓. สร้างฐานข้อมูลและระบบติดตามแบบ Real Time โดยประสานความ ร่วมมือกับโรงพยาบาล สถานีตำรวจและศูนย์ช่วยเหลือต่าง ๆ
๔. เสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวโดยบรรจุหลักสูตรและรณรงค์จัด กิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว รวมทั้งจัดสรรงบประมาณส่งเสริมอาชีพ สำหรับครอบครัวรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง พัฒนาระบบสวัสดิการที่ครอบคลุม พัฒนา ศูนย์ครอบครัวที่เป็นพื้นฐานปลอดภัย สำหรับการแก้ไขปัญหาและให้คำปรึกษาให้ทั่วถึง ทุกพื้นที่ด้วย ขอขอบคุณค่ะ
ท่านกัณวีร์ สืบแสง เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีถึงแม้ท่าน ไม่อยู่บนบัลลังก์ก็ตาม และรัฐมนตรีทุกท่านที่อยู่บนบัลลังก์ พูดตรง ๆ ผมคือฝ่ายค้านบริสุทธิ์ ฝ่ายค้านที่พูดตรงไปตรงมา ผมไม่ใช่ฝ่ายค้านที่อกหัก และผมก็ไม่ใช่ฝ่ายค้านที่ไปเซ็นสัญญา กับใครในการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ตรงนี้ท่านจะบอกว่าคำพูดผม เป็นความจริง ผมบอกท่านตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้าไปแสดงความยินดีกับท่านว่าผมจะเป็นฝ่ายค้าน จะช่วย ท่านทำหน้าที่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ในฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบ และเสนอเรื่อง เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ผ่านการเป็นฝ่าย ต้องเรียนท่านอย่างนี้ว่าก่อนอื่นต้องขอชื่น ชมในตัวนโยบาย ๕ หมวด ๑๕ ข้อ สั้นกระชับ แต่อาจจะเป็นเพราะเรื่องเกี่ยวกับเวลา ที่ท่านมีอยู่ ๔ เดือน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอชื่นชม เพราะวันนี้เป็นครั้งแรกจริง ๆ ๒ ครั้ง ที่ผ่านมา รัฐบาล ๒ รัฐบาลที่ผ่านมาผมไม่เห็นการให้ความสำคัญกับเรื่องการต่างประเทศ หรือการทูตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาล ๒ ชุดที่ผ่านมา และโดยเฉพาะเรื่อง เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ได้เขียนอยู่ในนโยบายครั้งนี้ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามนโยบายทั้ง ๕ หมวดและ ๑๕ ข้อนี้ผมต้องเรียนตรง ๆ ว่ามันยังหายและขาดไปอยู่กับเรื่องนโยบายที่ จำเป็นเร่งด่วนของประเทศของเรา ๒ หาย ๓ ขาด หายแรกครับเรื่องเกี่ยวข้องกับมลพิษ ข้ามแดน ถ้าท่านประธานดูจริง ๆ ตัวนโยบายทั้ง ๕ หมวดและ ๑๕ ข้อนี้เราจะสามารถจัดทำ เป็นก้อนได้ ๓ ก้อน ก้อนแรกสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม สิ่งแวดล้อม ก้อนที่ ๒ การเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศของเราในการต่อสู้ต่อไปเพื่อจะ พัฒนาประเทศเรา ก้อนสุดท้ายจะเป็นก้อนเรื่องเกี่ยวกับการสร้างความมั่นคง โดยเฉพาะ ในเรื่องเกี่ยวกับการสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน การทำให้เสถียรภาพต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และรวมถึงสภาพแวดล้อม ถ้าเราทำเรื่องการวิเคราะห์เนื้อหาหรือ Content Analysis เราจะเห็นว่านโยบายทั้ง ๕ หมวดและ ๑๕ ข้อนี้รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับเรื่อง สภาพแวดล้อม ภัยพิบัติต่าง ๆ นานา แต่ทำไมไม่มองเห็นในเรื่องเกี่ยวกับมลพิษข้ามแดน ประเทศไทยเรามีปัญหาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมารัฐบาลชุดที่ผ่านมาไม่ได้ทำการแก้ไขปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศเมียนมาที่มีผลกระทบต่อ แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง ผ่านประเทศไทยเข้ามากี่จังหวัด แล้วผ่านมี ผลกระทบต่าง ๆ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นประเทศลุ่มแม่น้ำโขงทั้งหมด ทั้งไทย เมียนมา ทั้งจีนด้วยซ้ำไป แถมลาว และเวียดนาม แต่ทำไมมองไม่เห็นว่าอันนี้เป็นสิ่งที่เราควร จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนเรื่องมลพิษข้ามแดน ท่านกลัวอะไร ประชาชนคนไทยได้รับ ผลกระทบอย่างมากมาย ทำไมท่านไม่กล้า เสียดายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่นั่งอยู่บนบัลลังก์วันนี้ ตอนนี้ท่านอยู่ แต่ผมไม่เห็นท่านอยู่ ณ ปัจจุบัน มันจำเป็นต้องไป แก้ไขที่ประเทศต้นเหตุของเรื่องสารพิษต่าง ๆ สารหนู สารโลหะหนักที่เข้ามาสู่แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง ท่านต้องกล้าเข้าไปแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ ไปปิดเหมืองไหมครับ จะทำอย่างไรในการติดต่อกับประเทศต้นกำเนิดคือประเทศเมียนมา กับบริษัทที่มาทำเหมืองแร่ ต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ปิดเหมือง หรือไม่เข้าไปบำบัดกำจัดที่ต้นเหตุของเขาในประเทศเมียนมา ทำได้หรือไม่ พี่น้องภาคประชาสังคมเรียกร้องในการปิดเหมืองฝั่งโน้นเพราะมันกระทบ ในประเทศไทย แต่ทำไมท่านถึงไม่ทำ ไม่ทำไม่เท่าไร ถ้าท่านสามารถวางนโยบายได้จริง ๆ ในนโยบายของท่านของรัฐบาลชุดนี้ ท่านจะต้องบอกว่าจะต้องมีการเยียวยาบำบัดพื้นที่ การเกษตรต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ ท่านจะต้องไม่นำแร่ต่าง ๆ ที่เข้ามาจากประเทศเมียนมา เพื่อเป็นการ Sanction ว่าเราไม่ยอม เราไม่ทำ แล้วเราจะต้องหาประปาน้ำดื่มให้กับ พี่น้องประชาชนคนไทย อันนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสำคัญเร่งด่วนที่ไม่ได้เขียน ลงไปในนโยบายของท่าน อันนี้เป็นการที่หายไปอันแรก
นโยบายข้อ ๒ เรื่องเกี่ยวกับประเทศเมียนมา เรียนตรง ๆ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านสีหศักดิ์ ต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ท่านเน้นจริง ๆ สมัยก่อนท่านเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านให้ความสำคัญ เรื่องเกี่ยวกับเมียนมา แต่ทำไมที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยจากประเทศเพื่อนบ้านเราถึง มองไม่เห็น เขาจะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในเดือนธันวาคมปีนี้ที่จะมาถึง ถ้าเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นว่าไม่มีประชาคมโลกรองรับในผลการเลือกตั้งประเทศเมียนมาอะไรจะเกิดขึ้น การประท้วงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา ผู้ลี้ภัยที่เข้ามากระทบในประเทศไทย ผู้พลัดถิ่นที่เข้ามาในประเทศไทย แรงงานต่าง ๆ ที่จะขาดหายไปทำไมท่านถึงได้จัดทำเป็น นโยบายเร่งด่วนของท่านในนโยบายชุดนี้ที่นำโดยคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ท่านหายไปในเรื่องนี้ อันนี้น่าเสียดายจริง ๆ ต่อไปเป็นขาดที่ ๑ ขาดที่ ๑ ก็เหมือนกับว่ามีแต่ไม่พอ เรียนตรง ๆ ท่านประธานครับ มีนโยบายเรื่องสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ผมชอบนะ นโยบายที่ท่านเขียน ท่านเขียนชัดเจนเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง อธิปไตยและเขตแดนเป็นตัวรอง สุดท้ายการแก้ไข ปัญหาเป็นการทูตเชิงรุกและการปกป้องประเทศไทยด้วยความเข้มแข็ง Bravo ครับ ท่านประธาน สุดยอด การทำนโยบายอย่างนี้สุดยอด แต่ท่านตกม้าตายตรงอยู่ดี ๆ ท่านไป บอกว่าต้องทำประชามติในเรื่องจัดทำ MOU บันทึกความเข้าใจ ท่านทำไปได้อย่างไร ท่านคิดได้อย่างไร MOU จัดทำโดยฝ่ายบริหาร แต่ท่านผลักภาระให้กับพี่น้องประชาชน ไปจัดทำประชามติ MOU ๒๕๔๒-๒๕๔๓ สุดท้ายความรับผิดชอบของท่าน แต่ท่านบอกว่า ส่งไปทำประชามติ ถ้าเกิดมันเกิดขึ้นจริง ๆ การทำประชามติจะมีทั้งหมด ๔ ภัยด้วยกัน เลือกตั้งก็ ๒ ใบไปแล้ว แถมจะมีประชามติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แถมจะมีประชามติ เรื่องการยกเลิก MOU อีก หน้าที่ความรับผิดชอบของท่านอยู่ที่ไหน ท่านมีความกล้าหาญ มากน้อยขนาดไหนรัฐบาลชุดนี้ในการที่จะบอกว่าการแก้ไข MOU เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ถ้า MOU มันไม่ดีพอ มันล้าสมัย ท่านปรับปรุง MOU เสีย MOU ๒๕๔๓-๒๕๔๔ รับไม่ได้ ก็อย่าไปรับ ท่านเสนอ MOU ๒๕๖๘ ให้เกิดขึ้น ก่อนที่พวกท่านจะยุบสภา ก่อนที่พวกท่าน จะหมดอำนาจไป ท่านต้องรับผิดชอบ มันเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ไม่ใช่หน้าที่ของ พี่น้องประชาชน ทำไม่ได้ อันนี้คือสิ่งที่ท่านทำให้หายไป
ข้อที่ ๔ เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเรียนตรง ๆ ผมจะอ่านให้ท่านฟัง ด้านความมั่นคง ข้อ ๗ เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลจะเร่งรัดปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการ สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคู่ขนานไปกับการพัฒนา ด้านเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน เชื่อผมครับ ท่านประธาน ถ้าท่านประธานเป็นคนที่ทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พอผม อ่านเสร็จผมโยนทิ้งเลย ท่านไม่ทำอะไรเลย ถ้าท่านจะทำอย่างนี้ท่านอย่าทำ เรื่องพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าดูความผิดพลาดของรัฐบาล ๒ ชุดที่ผ่านมาว่าเขาทำอะไรไปบ้าง ในเรื่องเกี่ยวกับการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือพื้นที่ปัตตานี ทำอะไร บ้างไหม ไม่ทำ นี่ละคือความผิดพลาด เวลา ๔ เดือนที่ท่านสามารถอยู่ในอำนาจได้ ท่านจำเป็นต้องวาง Roadmap ให้ได้ อันแรกที่ผมขอเสนอก็คือเรื่องโต๊ะเจรจา ท่านจำเป็น ต้องจัดคณะพูดคุยของฝั่งไทย ทำไมท่านถึงไม่ยอมทำ รัฐบาล ๒ ชุดที่ผิดพลาดพลั้งไป ก็ชั่งเขา ท่านมาใหม่ ท่านจำเป็นต้องมีการจัดตั้งคณะพูดคุยของท่านเจรจาสันติภาพกับ ฝ่ายคู่เจรจาหรือฝ่าย BRN ท่านทำให้ได้เสีย ใน ๔ เดือนนี้ท่านยังมีเวลา ใส่เข้าไปในนโยบาย ของท่าน และรวมถึงการ List คดีอาญาต่าง ๆ ในเรื่องความมั่นคง ท่านจำเป็นต้อง List ออกมา คนที่โดนคดีต่าง ๆ โดยเฉพาะคดีความมั่นคงมีเป็นร้อย ท่าน List ออกมา ให้ กอ.รมน. เป็นคน List กรณีที่เขาโดนคดีออกมา อันนี้ละที่ท่านจะทำได้ ท่านจะต้องสร้าง ความเชื่อมั่น ความมั่นใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้กลับคืนมา แต่เรื่องอื่น ๆ รัฐบาล ของท่านคงไม่มีเวลาเพียงพอ ท่านปล่อยให้รัฐบาลชุดหน้าเขาเป็นคนทำ ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่อง สำคัญ การเจรจาพูดคุยสันติภาพท่านต้องผลักดัน ท่านต้องมีคณะพูดคุยของรัฐบาลไทย ต้องเริ่มต้น โต๊ะพูดคุยต้องมี ท่านเอาคดีต่าง ๆ ที่ไม่เป็นธรรมออกมาวางให้ได้ กอ.รมน. คุณมีหน้าที่ในการทำงานท่านจะต้อง List ออกมาให้ได้ อันนี้เรื่องสำคัญ
เรื่องสุดท้าย Call Center อาชญากรรมข้ามชาติ ผมไม่เห็นนะ ที่ท่านจะพูด ให้ชัดเจน ท่านพูดในข้อ ๙ เรื่องรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด คนที่ละเว้นการบังคับใช้ กฎหมายในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติดและรวมถึงอาชญากรรม ข้ามชาติเท่านั้น เสียใจและเสียดายว่าท่านมีเวลาแค่ ๔ เดือน ท่านควรจะวางมาตรการต่าง ๆ ของท่านให้ชัดเจน ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยนั้นที่ท่านไปปิดสวิตช์ที่ให้ไฟฟ้าไปใส่ที่ ประเทศเมียนมาที่เกิดขึ้น ตอนนั้นท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านจัดทำ ในการกดสวิตช์ปิดแล้วเป็นอย่างไร ณ ปัจจุบันนี้ในฝั่งเมียนมา ชเวโกะโก เคเคพาร์ก พญาตองซู ตอนนี้ใหญ่โตมโหระทึก ไม่ต้องมีไฟฟ้าจากประเทศไทยแต่สามารถที่จะมีไฟฟ้า ของเขาเองได้ ดีใจหรือไม่ ฝั่งกัมพูชาใหญ่โตมากมาย พวกแก๊ง Call Center Scammer ต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย ท่านจะทำอย่างไรในการจัดการตรงนี้ ท่านต้องมีแนวทาง นโยบาย ท่านไม่พูดถึงเลย อันนี้เป็นสิ่งที่ท่านควรจะทำ เรื่องการตรวจสอบเม็ดเงินต่าง ๆ ที่มี การเดินทางเข้ามาผ่านประเทศไทย การแก้ไขปัญหาขบวนการนำพาค้ามนุษย์ต่าง ๆ ที่ท่านจำเป็นต้องจัดการมาตรการต่าง ๆ ท่านต้องทำให้ได้ อันนี้เป็นข้อเสนอของผมทั้งหมด ๕ ข้อที่ท่านหายและขาดไปทั้งหมด ๕ ข้อ ในเรื่องนโยบายของท่าน ท่านประธานครับ สุดท้ายนี้ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่าหากท่านยึดมั่นในคำสัตย์ของท่านที่ให้ไว้ในนโยบายรัฐบาลของท่านในวันนี้ที่ท่านแถลง ออกมา แล้วท่านนำข้อเสนอต่าง ๆ ของพวกเราที่เสนอต่อไปที่ท่านทำ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คำสัตย์ต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นเกราะคุ้มกันตัวท่านเองในการที่ให้ท่านทำงานการเมืองต่อไปได้ ในอนาคต แต่หากท่านไม่สามารถยึดมั่นคำสัตย์ของท่านได้แล้ว ท่านตระบัดสัตย์เกิดอีกครั้งหนึ่ง เกราะคุ้มกันต่าง ๆ เหล่านี้จะกลายเป็นดาบที่ทิ่มแทงของท่านทางด้านการเมืองต่อไป แล้วผมในฐานะฝ่ายค้านอิสระและฝ่ายค้านเป็นกลางและบริสุทธิ์ผมก็พร้อมจะหยิบดาบนั้น มาทิ่มแทงท่านในด้านการเมืองด้วยกัน ขอบคุณครับท่านประธาน
ต่อไปเป็นท่านรัฐ คลังแสง เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม รัฐ คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม เขต ๖ อำเภอกันทรวิชัย อำเภอเชียงยืน และอำเภอชื่นชม จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตร่วม อภิปรายต่อประเด็นนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลชุดนี้ เป็นที่ทราบกันดีครับ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือฉบับ ๒๕๖๐ เป็นผลพวงจากคณะรัฐประหารและเป็นอุปสรรค ขัดขวางต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและพัฒนาประเทศ ด้วยความบิดเบี้ยวของ โครงสร้างของอำนาจทั้ง ๓ เสาหลัก ขาดดุลยภาพในการคานอำนาจกัน องค์กรอิสระ มีขอบเขตอำนาจเหนือฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ๒ ปีกว่าที่ผ่านมาอภินิหารของ ขอบเขตอำนาจล้นฟ้านี้ก็ได้แสดงอภินิหารทำให้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง ๓ คน ที่ผ่านมาจึงได้มีความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด หลายต่อหลาย ครั้งตั้งแต่สภาชุดที่แล้วแต่ก็ล้มเหลวไปไม่ถึงไหน วันนี้ดีใจครับที่ได้ยินคำแถลงนโยบายจาก ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ถึงประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญเป็นหัวใจหลัก แล้วก็รู้สึก ชื่นชมที่รัฐบาลได้เชิญหรือว่าแต่งตั้งท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งเป็นปรมาจารย์ ทางด้านกฎหมาย เป็นที่ยอมรับของสังคมมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็เป็นผู้ควบคุม กำกับดูแลในการแก้รัฐธรรมนูญ แต่อีกความรู้สึกหนึ่งก็ค่อนข้างเป็นห่วงครับว่าท่านบวรศักดิ์ นั้นอาจจะต้องเอาชื่อเสียงมาเสี่ยงหรือมาแปดเปื้อนกับเจตนาแท้จริงของรัฐบาลนี้ในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเมื่อพิจารณาจากมูลเหตุปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ค่อนข้างที่จะ สุ่มเสี่ยงว่าท่านต้นหนบวรศักดิ์ที่คอยชี้แนะแนวทางในการแก้รัฐธรรมนูญของเรือรัฐบาลลำนี้ จะถูกสับขาหลอกหรือว่าถูกท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน หรือกัปตันอนุทินพาท่านพายเรือ วนกลับมาที่เดิม ด้วยสาเหตุปัจจัยสัญญาณหลาย ๆ อย่างดังต่อไปนี้
สัญญาณที่ ๑ นั่นก็คือเมื่อฟังจากคำแถลงนโยบายเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ของท่านอนุทินแล้ว มีเนื้อหาใจความค่อนข้างสั้น มีเพียง ๓-๔ บรรทัดเท่านั้นเอง แล้วด้วย ถ้อยคำที่หลวม ๆ เขียนเพียงว่าจะสนับสนุนให้มีการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ไม่ปรากฏแผนงานหรือว่า Roadmap ที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน
สัญญาณที่ ๒ การจะดูเจตนาว่าใครมีความจริงใจที่จะทำอะไร ต้องดูที่ การกระทำหรือว่ากรรม กรรมเป็นเครื่องบ่งชี้เจตนาครับ พูดง่าย ๆ คือต้องดูจุดยืนที่ผ่านมา ในอดีตของพรรคแกนนำรัฐบาลชุดนี้ต่อเรื่องประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมา พรรคการเมืองแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ได้แสดงจุดยืนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ด้วยการแสดงออกในจุดยืนที่ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นร่างการแก้ไขจากภาคประชาชน หรือว่า ร่างจากพรรคการเมืองด้วยกันเอง ถึงขนาดมีการ Walk Out จากสภาในขณะที่มีการ พิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือไม่ร่วมสังฆกรรมเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จู่ ๆ มาวันนี้กลับพลิกจุดยืนบอกว่าถ้าต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จึงทำให้มีเหตุสงสัยว่าเหตุผลที่แท้จริงหรือเจตนาที่แท้จริงของรัฐบาลชุดนี้คืออะไรกันแน่ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นเพียงเหตุผลบังหน้าเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ ท่ามกลาง ข้อกังขาของสังคมว่าอำนาจนี้จะนำไปสู่การลบล้างคดีสำคัญ ๒ คดีหรือไม่ นั่นก็คือคดี เขากระโดงและคดีฮั้ว สว. โดยเฉพาะคดีฮั้ว สว. เป็นที่ทราบกันดีทางสังคมว่ามีความสัมพันธ์ ทางอำนาจ เชิงอำนาจผูกพันกับพรรคแกนนำรัฐบาลพรรคนี้ หรือเพียงต้องการอำนาจรัฐ เพื่อมาปัดเป่าคดีนี้ให้หายไปและรักษาฐานอำนาจในสภาสูง กุมเกมเป็นปราการด่านสุดท้าย ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรวม รวมทั้งอำนาจล้นฟ้าขององค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งจาก สภา สว. เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง
สัญญาณที่ ๓ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เองพรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้ได้แสดงจุดยืน ออกมาชัดเจนที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ สุดชีวิต นี่จึงเป็นสัญญาณว่าสุดท้ายแล้วปลายทางท่านจะสลับหน้ากันเล่นหรือไม่ ท่านจะอ้างว่า อยากแก้แค่ไหนก็ตาม แต่ว่าสุดท้ายติดที่พรรคร่วมไม่ร่วมสังฆกรรม ไม่รวมที่จะเป็นหนึ่งใน คนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงเชื่อได้ยากว่ารัฐบาลซึ่งนำโดยท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย จะมีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและรักษาไว้ซึ่งกติกา ที่เป็นประชาธิปไตย หรือนี่จะเป็นเพียงการตกลงกัน การสมประโยชน์กัน การหลอกใช้และ ยินยอมให้หลอกระหว่างกัน หลอกใช้นั่งร้านเพื่อให้ได้มาซึ่งดาบอำนาจรัฐในการปัดเป่า มลทินให้พ้นภัย แทนที่จะแก้กลับรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ไม่ยึดโยงอำนาจประชาชน ขอบคุณครับ
ท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ แถลงนโยบายของรัฐบาลในครั้งนี้ได้ละเลย ๒ ปัญหาสำคัญในอุตสาหกรรมก่อสร้างที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนและ จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ ๑. เรื่องของความไม่ปลอดภัยในการก่อสร้าง และ ๒. คือ ปัญหาการทิ้งงานที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในช่วง ๒ ปีกว่าที่ผ่านมาครับ เกิดอุบัติเหตุจากการก่อสร้างในโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก อย่างเช่นกรณีสะพานถล่ม ที่ลาดกระบัง เนื่องจากมีการผสมน้ำในคอนกรีตที่มากเกินไปทำให้ไม่แข็งแรงก็ดี ปัญหา Launcher เชิงสะพานพระราม ๒ ถล่มครับ จากการฝังยึดท่อน PT Bar ทีไม่แน่นหนา ปัญหา Crossbeam ทางด่วนสะพานพระราม ๓ ถล่ม จากการก่อสร้างคานเหล็กที่ไม่ตรง ตามแบบ หรือตึก สตง. ถล่มเพราะเรื่องของคอนกรีตผนังรับแรงเฉือน หรือตัว Shear wall มีค่าต่ำที่กำหนดไว้ หรือเรื่องของถนนทรุดหน้าโรงพยาบาลวชิระ ซึ่งก็คาดว่าน่าจะเกิดจาก การก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงที่มีปัญหา ถ้าดูสถิติย้อนหลังเฉพาะถนนพระราม ๒ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ มีอุบัติเหตุมากกว่า ๒,๕๐๐ ครั้ง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๑๔๓ ศพ ตึก สตง. มีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า ๙๓ ศพ ไม่นับความเสียหายทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อความ เชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนต่อโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่ เรื่องสำคัญเร่งด่วนที่รัฐควรให้ความสำคัญ ทั้งนี้ผมคิดว่าอย่างน้อยมีทั้งหมด ๔ สาเหตุที่ทำให้ เกิดความไม่ปลอดภัยในโครงการก่อสร้างซึ่งรัฐบาลควรต้องเร่งแก้ไข
สาเหตุที่ ๑ คือการขาดฐานข้อมูลในระบบติดตามและสังเกตการณ์งาน ก่อสร้าง ท่านประธานครับ ถ้าผมถามว่า ณ วันนี้มีโครงการก่อสร้างที่กำลังก่อสร้างอยู่ ทั้งหมดในประเทศไทยกี่โครงการ ท่านประธานคิดว่านายกรัฐมนตรีตอบได้ไหม ไม่ได้ครับ หรือเอาแค่ในกรุงเทพมหานครมีโครงการก่อสร้างที่ไหนบ้าง เป็นอาคาร เป็นถนน เป็นสะพานมีอย่างละกี่โครงการ โครงการไหนมีความเสี่ยงที่รัฐต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คิดว่านายกรัฐมนตรีหรือผู้ว่าก็จะรู้ไหม ไม่รู้ครับ ทั้งนี้เรื่องเหล่านี้ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ ผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารเมืองควรรู้แต่กลับไม่รู้ เพราะว่าเราไม่มีการควบคุม การติดตาม และการเฝ้าระวังโครงการก่อสร้าง จำตอนตึก สตง. ถล่มได้ไหมครับ ทุกคนอยากรู้หมดเลยว่าตึกมันถล่มแบบไหน ทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน พี่น้องประชาชนต้องทำอย่างไร ไปเอาวิดีโอจาก Social มานั่ง วิเคราะห์กัน แต่วิดีโอที่อยู่ภายในอาคารขณะถล่มที่ผู้รับเหมาหรือหน่วยงานรัฐควรต้องมี แต่กลับไม่มี ล่าสุดถนนทรุดที่หน้าโรงพยาบาลวชิระมีภาพวิดีโอภายในโครงการขณะเกิดเหตุ หรือไม่ ไม่มีครับ แม้แต่แบบก่อสร้างยังเป็นแบบ ๒ มิติ พี่น้องประชาชนต้องไปทำแบบ ๓ มิติมาเพื่ออธิบายกันเองว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าเทียบในต่างประเทศเขามีการติดซีซีทีวีภายใน และภายนอก Site ก่อสร้าง ถ้าเกิดเหตุการณ์สามารถนำวิดีโอเหล่านี้กลับมาดูย้อนหลังได้หมดเลย มี การเชื่อมข้อมูลของหน่วยงานเพื่อใช้ในการตรวจสอบ มีระบบ Facial Scan ในการเก็บ ข้อมูลคนงานเข้าออก ตอนเกิดเหตุจะรู้ทันทีว่าใครยังอยู่ใน Site ไม่เหมือนตอนตึก สตง. แค่จำนวนคนงาน ชื่อคนงานที่ติดอยู่ในตึกเรายังไม่รู้เลย หน่วยงานไม่มีข้อมูล ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเกิดประชาชนสนใจอยากจะรู้ข้อมูลรายละเอียดของโครงการ เช่น ผู้รับเหมาคือใคร ใครคือคนออกแบบ ใครคือคนคุมงาน ความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว มีประกันหรือไม่ รายละเอียดกรมธรรม์เขียนไว้ว่าอะไร อยากเห็นแบบก่อสร้างแบบ ๓ มิติ ประชาชน ทำอย่างไร ต้องไปนั่งชะเง้อดูป้ายหน้าโครงการ ไปค้น Google เกิดเหตุทีไรคนไทยมีอาชีพเสริม เป็นนักสืบ Social ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ควรเป็นข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนต้องเข้าถึงได้ง่าย แต่รัฐกลับไม่ได้จัดหาให้ ทางแก้คือรัฐบาลควรต้องเร่งจัดทำระบบเก็บข้อมูลและระบบ ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง บังคับให้ Site งานก่อสร้างมีการติดซีซีทีวีและเชื่อมข้อมูล มาที่ส่วนกลาง มีฟังก์ชันการแจ้งเตือนอุบัติเหตุให้ประชาชนรับทราบแบบ Real Time ซึ่งถ้า เกิดทำได้นี่จะเป็นการพลิกโฉมความปลอดภัยในการก่อสร้าง และต่อยอดสู่เรื่องของ การบริหารเมือง แบบ Smart City
สาเหตุที่ ๒ ในเรื่องของความปลอดภัยคือเรื่องของการขาดการตรวจสอบ การทำงานของวิศวกร ทั้งที่ต้องบอกว่าอาชีพนี้มีผลต่อชีวิตของคนหมู่มาก อย่างเรื่องของการ ต่อใบประกอบวิชาชีพที่ต่ออายุได้โดยที่ไม่มีการทดสอบสมรรถนะและความรู้ใหม่ ในขณะที่ เทคโนโลยีและมาตรฐานการก่อสร้างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หรือปัญหาวิศวกร เอาชื่อไปยัดในโครงการก่อสร้างแต่ไม่อยู่คุมงานจริง ซึ่งเสี่ยงต่อความปลอดภัยในการก่อสร้าง เป็นอย่างมาก บางคนเอาชื่อไปยัดหลายโครงการจนล้นครับ คือเอาจำนวนชั่วโมงตามสัญญา มาบวกกันเกิน ๒๔ ชั่วโมงต่อวันแล้ว ไม่นับเรื่องของการขายลายเซ็น ลายเซ็นแบบ ซึ่งปี ๆ หนึ่ง วิศวกรบางท่านเซ็นแบบเยอะมาก เยอะเกินความเป็นจริง แล้วมีเรื่องของการปลอมแปลง ลายเซ็นอีก ทั้งหมดนี้รัฐบาลและสภาวิศวกรไม่มีการติดตาม ไม่มีการกำกับ ไม่มีการตรวจสอบ การทำงานของวิศวกรเลยแม้แต่น้อยทั้งที่ทำได้ไม่ยาก เราจัดทำระบบกลางและให้ทุกคน ทุกหน่วยงานส่งข้อมูลมาที่ระบบนี้ทั้งหมด แล้วให้เอไอตรวจสอบ มีการแจ้งเตือนในกรณีที่ เราปรากฏว่ามีเคสผิดปกติ
สาเหตุที่ ๓ ของการไม่ปลอดภัยท่านประธาน คือการไม่แยกรายการงานชั่วคราว ด้านความปลอดภัยและระบุให้ชัดเจนลงไปใน BOQ สังเกตได้ว่าในไซต์งานต่างประเทศทำไม พวกเขามี Site Protection เขามีนั่งร้าน มีสแลน มี Barrier มีรั้ว มีป้ายจราจร มีป้ายเตือนอย่างดี มีซีซีทีวี มีทางเดินที่ดี มีไฟอย่างดี ให้กับพี่น้องประชาชน แต่ของประเทศไทยไม่มีหรือครับ นั่นเพราะอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยเหล่านี้ไม่ได้ถูกระบุใน BOQ ว่าต้องมีอะไรบ้าง อย่างละเท่าไร วิธีแก้ง่าย ๆ เลยท่านนายกรัฐมนตรีสั่งได้ทันทีวันนี้ คือให้หน่วยงานที่กำลังจะของบประมาณ ด้านการก่อสร้างต้องมีการจัดทำรายการด้านความปลอดภัย ระบุใน BOQ ให้ครบถ้วนชัดเจน แยกออกเป็นหมวดความปลอดภัยขึ้นมาเลย ซึ่งประชาชนสามารถนำไปตรวจสอบได้เลย นับชิ้นได้เลยว่าผู้ประกอบการ ผู้รับเหมามีอุปกรณ์เหล่านี้เตรียมได้ครบถ้วนหรือไม่ตามที่ กำหนดในสัญญา ซึ่งนี่จะเป็นวิธีการแก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยในการก่อสร้างระดับ โครงสร้างซึ่งสามารถทำได้เลยใน ๔ เดือน
สาเหตุที่ ๔ ของความไม่ปลอดภัยคือการขาดบทลงโทษผู้รับเหมา ท่านประธานครับ อุบัติเหตุขนาดใหญ่ที่ผม List มาก็ดี ที่ท่านประธานเห็นในหน้าข่าวก็ดี จนถึงวันนี้ยังไม่มีผู้รับเหมารายใดโดนแบล็กลิสต์ โดน Ban โดนลดชั้น หรือโดนปรับเงินเลย ท่านประธาน แล้วที่ผิดพลาดเป็นบริษัทขนาดใหญ่ระดับตัวท็อปของประเทศเลย ซึ่งเป็นที่ น่าสงสัยว่าคงไม่มีใครกล้าแตะหรือไม่ สิ่งที่รัฐบาลชุดที่แล้วสัญญาไว้แต่ทำไม่สำเร็จคือ การจัดทำสมุดพกผู้รับเหมา ซึ่งรัฐบาลนี้สามารถทำได้ภายใน ๔ เดือน คือเรื่องของการ แก้ระเบียบการขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาให้สามารถลดชั้นผู้รับเหมาได้ โดยร่างกฎกระทรวงมีการ เตรียมพร้อมอยู่แล้วรอแค่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่เซ็นเท่านั้น แล้วก็ให้ กรมบัญชีกลางไปออกหลักเกณฑ์ต่อในเรื่องของการตัดและการเพิ่มคะแนนผู้รับเหมา แค่นั้นเองครับ จบครับ
ส่วนที่ ๒ คือปัญหาเรื่องของการทิ้งงาน ท่านประธานทราบหรือไม่ว่า อุตสาหกรรมการก่อสร้างมีขนาดใหญ่ถึง ๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีด้วยกัน เฉพาะงบลงทุน ของภาครัฐสูงถึงปีละ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่รู้หรือไม่ว่ามีโครงการของภาครัฐเฉพาะแค่ งานอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จและถูกทิ้งร้างมูลค่าสูงถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าการทิ้งงาน ใครเสียหายมากที่สุด ประเทศและประชาชน เพราะรัฐลงทุนไปแล้วแต่กลับไม่สามารถเข้าใช้สอย ประโยชน์ได้ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา เสียทั้งโอกาส นี่จึงเป็นเรื่องด่วนที่รัฐจำเป็นต้องแก้ไข สาเหตุของการทิ้งงานก็ต้องบอกว่ามันมี ๒ มุมครับ มีความผิดของภาครัฐเองก็ดี และมีความผิดของผู้รับเหมาเองก็ดี ในส่วนความผิดของผู้รับเหมาก็ต้องบอกว่ามีหลาย รูปแบบ แต่คงหนีไม่พ้นเรื่องของสภาพคล่อง
แบบที่ ๑ คือประมูลงานได้แล้วขายงานให้ผู้รับเหมาช่วงเพื่อกินหัวคิว โดยไม่สนใจ ว่าผู้รับเหมาช่วงนี้จะทำได้หรือทำไม่ได้ เน้นเป็นหลักคือราคาต่ำสุดครับ สุดท้ายผู้รับเหมาช่วง ทำไม่ไหวก็เลยต้องทิ้งงานนี้ไป
แบบที่ ๒ ผู้รับเหมาหลักจ่ายเงินผู้รับเหมาช่วงล่าช้า ดึงเงินจนทำให้ผู้รับเหมาช่วง ขาดสภาพคล่องแล้วก็เกิดการทิ้งงาน
แบบที่ ๓ คือผู้รับเหมารับงานเกินตัว ทำงานไม่ทันจึงทิ้งงาน เพราะหาคนงาน ไม่เพียงพอ รับงานตัวเองมาเกินตัว
แบบที่ ๔ คือผู้รับเหมาไล่ฟันงานเพื่อหวังจะเอาเงิน Advance Payment หรือเงินล่วงหน้า เอาเงินไปหมุน สุดท้ายไปฟันมาเยอะ ทำงานไม่ได้ราคาต่ำเกินไปก็เลยต้อง ทิ้งงาน ถ้าจะป้องกันการทิ้งงานจากผู้รับเหมารัฐต้อง Monitor ว่าบริษัทรับเหมาไหนเข้าข่าย รับงานเกินตัว แล้วก็ Case ไหนที่มีการฟันราคาที่ต่ำเกินจริงต้องให้มีการชี้แจง Declare ต้นทุนเพื่อป้องกันการที่จะไปแอบทุจริตตอนหลัง ไปลด Spec ตอนหลังลงถึงกระทั่ง การทิ้งงาน ในส่วนความผิดของภาครัฐก็ต้องบอกว่าประเทศไทยเรายังมีผู้รับเหมาดี ๆ หลงเหลืออยู่ ที่อยากทำงานแบบมืออาชีพ แต่กลับเจอกลไกของภาครัฐเล่นงานจนเกิดปัญหา ขาดสภาพคล่องทำให้สุดท้ายต้องทิ้งงานครับ
หลัก ๆ ก็มี ๓ สาเหตุ คือ ๑. รัฐจ่ายเงินล่าช้า ยกตัวอย่าง เช่น ค่า K ครับ ค่า K ก็คือเป็นค่าเงินชดเชยในค่างานก่อสร้าง กรณีที่วัสดุเกิดการผันผวนในเรื่องของราคา เช่น ราคาเหล็กขึ้น ราคาน้ำมันขึ้นมากกว่าเกณฑ์ปกติ รัฐบาลก็จะจ่ายเงินชดเชยให้ผู้รับเหมา แต่ถ้าเกิดราคาเหล็กลง ราคาน้ำมันลง รัฐบาลก็จะหักเงินจากผู้รับเหมา ปัญหาก็คือเงินค่า K ที่ค้างจ่าย โดยภาครัฐค้างจ่ายผู้รับเหมาตอนนี้มียอดรวมกันมากกว่า ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ซ่อนตามหน่วยงานต่าง ๆ บางรายต้องบอกว่าโดนค้างจ่ายไปตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ๘ ปีมาแล้ว ยังไม่จ่ายเงินเขาเลยนะครับ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้บางบริษัทเกิดปัญหาการขาดสภาพคล่อง แล้วก็ต้องทิ้งงาน ปัญหานี้ท่านนายกรัฐมนตรีสามารถแก้ไขได้ทันทีครับ ออกมติ ครม. อนุมัติ จ่ายค่า K ย้อนหลังที่ยังค้างจ่ายเขาอยู่ แล้วก็กำหนดกรอบการจ่ายค่า K ในอนาคตต่อไป ให้ชัดเจนเลยว่าต้องจ่ายภายใน ๔๕ วัน ตรงนี้จะแก้ปัญหาเรื่องของสภาพคล่องและการทิ้งงานได้
สาเหตุที่ ๒ คือติดปัญหา อุปสรรคในเรื่องของการส่งมอบพื้นที่ ต้องบอกว่า มีโครงการจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่อยู่ในเมืองพอทำไปสักพักหนึ่ง Jackpot ติดปัญหางานสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่อยู่ใต้ดิน ไม่ว่าจะเป็นท่อประปา ท่อไฟฟ้า สายสื่อสาร ต่าง ๆ ซีซีทีวี ท่อระบายน้ำ จนไม่สามารถที่จะทำงานต่อได้ บางจุดต้องบอกว่าใช้เวลาเป็นปี กว่าหน่วยงานจะมาแก้ไขเพื่อขยับออกแล้วผู้รับเหมาถึงเข้าไปทำงานต่อได้ ระหว่างรอ เกิดอะไรขึ้นครับ ผู้รับเหมาต้องแบกค่าใช้จ่าย แบกค่าใช้จ่ายทั้งค่าเช่า Camp ค่าเช่า สำนักงาน ค่าคนงาน ค่าเครื่องจักร โดยที่ไม่มีเงินชดเชยนะครับ รัฐไม่ได้ให้เงินชดเชยอะไร ทั้งสิ้น จนผู้รับเหมาก็เกิดปัญหาเรื่องของสภาพคล่องและมีการทิ้งงานเกิดขึ้น สังเกตได้ เลยครับงานใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นของ กทม. ของกรมทางหลวง ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ผมมั่นใจครับ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปไม่มีโครงการไหนเสร็จตามสัญญาได้แม้แต่โครงการเดียว และติดที่ภาครัฐทั้งนั้น เป็นอุปสรรคของภาครัฐทั้งนั้นที่ไม่ได้รับการจัดการ ๑ ในวิธีแก้ไข คือการจัดทำแผนที่โครงข่ายสาธารณูปโภคใต้ดินแบบเป็น 3D One Map คือรวมข้อมูลของ ทุกหน่วยงานที่เป็นโครงสร้างใต้ดินมารวมกันอยู่ในแผนที่เดียว ซึ่งตรงนี้จะลดในเรื่องของ ปัญหา อุปสรรคได้
สาเหตุที่ ๓ ของการทิ้งงานและอันนี้เป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คือคอร์รัปชัน และตบทรัพย์ของข้าราชการและนักการเมือง นักการเมืองรุ่นเก่าหลาย ๆ ท่านอาจจะทราบดี ไม่มีโครงการก่อสร้างไหนในประเทศไทยไม่มีการเรียกเก็บเงิน นักการเมืองถ้าไปเป็นระดับ รัฐมนตรีงบกระทรวงเยอะก็จะเก็บไม่เยอะครับ ประมาณ ๓-๕ เปอร์เซ็นต์ นักการเมืองระดับ ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบต. อบจ. งบน้อยแต่เก็บเยอะครับ ๑๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ แม้แต่เจ้าหน้าที่คุมงานและกรรมการตรวจรับงานยังมีสตางค์เลย ได้กันคนละ ๑-๒ เปอร์เซ็นต์ครับ นี่เลยเป็นสาเหตุว่าทำไมถนนมันพังไว เพราะว่าผู้รับเหมา ก็ต้องไปแอบลด Spec เพื่อที่จะเอาเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายให้นักการเมือง ถ้าใครไม่จ่าย เป็นอย่างไร โดนแกล้ง โดนแกล้งจนขาดสภาพคล่องแล้วก็บริษัทเจ๊ง นักการเมืองที่ ตบทรัพย์มาทำอย่างไรต่อครับ ก็แบ่งเงินส่วนหนึ่งไปซื้อเสียงเพื่อกลับเข้ามาใหม่อีกรอบหนึ่ง วิธีการแก้ก็คงไม่ใช่ที่ตัวรัฐบาลแล้วละครับ เพราะว่าคนโกงอย่างไรมันก็โกง ที่ต้องแก้คือที่ ประชาชนครับ ประชาชนต้องไม่เลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียงเข้ามา
สุดท้ายครับท่านประธาน ในฐานะที่ผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้าง อย่างเป็นระบบ ต้องบอกว่าปัญหาในอุตสาหกรรมก่อสร้างนั้นไม่ได้มีแค่นี้นะครับ แต่ปัญหาเรื่องของความไม่ปลอดภัยและการทิ้งงานเป็นปัญหาใหญ่ที่วนเวียนซ้ำซากอยู่ แล้วก็กระทบต่อพี่น้องประชาชนจำนวนมาก จึงเป็นเรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลนั้นเห็นถึง ความสำคัญและถึงเวลาแล้วที่เรามีความจำเป็นต้องปฏิรูปปัญหาในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยเร่งด่วน ผมจึงขอส่งเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล เพื่อให้รีบดำเนินการแก้ไขและ หันมาสนใจปัญหาในภาคก่อสร้าง มากกว่าแค่จะเข้าไปตบทรัพย์ผู้รับเหมาครับ ขอบคุณครับ
ท่านพิทักษ์เดช เดชเดโช เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พิทักษ์เดช เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากลุ่มน้ำปากพนัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายนโยบายของ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในวันนี้ นโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของ ท่านที่เกิดจากการอุ้มสมหรือสมยอมหรือดูดดื่มของพรรคการเมืองหลายพรรคหรือบางพรรค ก็สุดแล้วแต่ ที่สร้างโอกาสให้ท่านได้มายืน ณ จุดนี้ เพื่อแถลงนโยบายในสภาแห่งนี้ ตามเอกสารที่ท่านได้นำเสนอมีอยู่หลายด้าน หลายประเด็นที่น่าสนใจและน่าเป็นห่วง ตามที่ เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้ร่วมกันอภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว กระผมได้พิจารณาจาก รายงานเอกสารของท่านต่อคำแถลงนโยบายที่ท่านได้มาให้คำมั่นสัญญาต่อสภาแห่งนี้ว่า นโยบายของท่านมีเพียงนโยบายชุดเดียวและเป็นนโยบายเร่งด่วน เพราะท่านมาเพื่อมีการ ยุบสภาเร่งด่วน ตามที่ท่านได้กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ โดยนโยบายของท่านประกอบไปด้วย ๕ กรอบ ๑๕ นโยบาย ซึ่งอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อนสมาชิกก็ได้ศึกษาข้อมูลกันไปแล้ว ซึ่งประกอบไปด้วย ๓ หลัก ๔ ภัย ๓ หลักที่ท่านได้บรรจุไว้ในหนังสือนโยบายเล่มนี้ ถ้าท่าน ปฏิบัติได้ตาม ๓ หลักนี้ ผมถือว่าท่านปฏิบัติได้ตามวิธีการตามกระบวนการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตก็เป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องภัยที่ท่านจะต้องฝ่าคือภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ นี่คือ สิ่งสำคัญ ที่ท่านต้องรีบแก้ไขปัญหาเหล่านี้เร่งด่วน เพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ของเรา แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าผมได้พิจารณาเอกสารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นคำแถลงนโยบายและนั่งฟังมาตลอดเวลาทั้งวัน ผมมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งว่ารัฐบาลชุดนี้ ได้พูดถึงนโยบายทางด้านการศึกษาและได้บรรยายถึงเหมือนไม่มีกระทรวงศึกษาธิการ ได้บรรยายเป็นลายลักษณ์อักษรไว้น้อยมาก เหมือนท่านไม่ให้คุณค่านโยบายทางด้าน การศึกษา ท่านประธานทราบไหมครับว่านโยบายด้านการศึกษาของประเทศไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เราไม่สามารถจะละทิ้งกระบวนการการสร้างอนาคตของประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ผ่านการ จัดระบบการศึกษาที่ดีได้ เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าหากเราต้องการสร้างสังคมที่ดี การเมือง ที่ดี เศรษฐกิจที่ดี เราจะต้องสร้างคนที่เป็นทรัพยากรหลักของประเทศชาติ ให้มีคุณภาพ ยิ่งขึ้น โดยผ่านกลไกที่ดี นั่นก็คือระบบการศึกษา และต้องเป็นระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ และดีขึ้นมาก ผมสามารถจำแนกปัญหาของนโยบายการศึกษาและที่เป็นปัญหา ด้านการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน มีอยู่หลายประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพ และความสามารถในการพัฒนา ผมจำแนกเป็น ๘ ปัญหาหลักครับ
ปัญหาที่ ๑ คือคุณภาพด้านการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม ความแตกต่าง การเข้าถึง โอกาสทางด้านการศึกษาระหว่างกลุ่มที่มีรายได้สูงและกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ รวมไปถึงพื้นที่เมือง และพื้นที่ชนบท ทำให้คุณภาพทางด้านการศึกษาเหลื่อมล้ำ นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องคิด
เรื่องที่ ๒ ขาดความสอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรมและตลาดการแรงงาน หลักสูตรการศึกษายังไม่เพียงพอที่จะมีทักษะทางด้านการตลาดแรงงาน รวมไปถึงของ ยุคดิจิทัล เช่น ทักษะด้านเทคโนโลยีวิศวกรรม นวัตกรรม ส่งผลให้แรงงานรุ่นใหม่ขาด ความพร้อมในการทำงานจริง
ด้านที่ ๓ คุณภาพครูและบุคลากรทางด้านการศึกษา วันนี้เราต้องยอมรับว่า ขาดความพร้อมและทักษะในการสอนที่ทันสมัย รวมไปถึงวันนี้กระทรวงศึกษาธิการมอบ ภาระให้กับครูจนมากเกินไป ครูเป็นทั้งนักการ เป็นทั้งครูพละ เป็นทั้งครูคณิตศาสตร์ เป็นครู ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมไปถึงเป็นคนขับรถด้วย วันนี้ภาระหน้าที่ของครูมากจนเกินไป รวมไปถึงปัญหาหนี้สินของพี่น้องข้าราชการครูที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน
เรื่องที่ ๔ โครงสร้างการบริหารและโครงสร้างการบริหารด้านการศึกษา ที่ไม่คล่องตัว ระบบการศึกษาที่ยังมีความซับซ้อน และยังขาดความยืดหยุ่น รวมถึงปัญหา ในการจัดการที่ไม่ตอบสนองความต้องการของการศึกษาอย่างเต็มที่ นี่ก็เป็นประเด็นสำคัญ
เรื่องที่ ๕ การเน้นการสอบปลายภาคที่ท่องจำมากจนเกินไปส่งผลให้ ต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์ ทักษะชีวิต และสิ่งที่สำคัญตามยุคนี้ ที่เปลี่ยนแปลงเร็วทำให้เด็กเหล่านี้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองไปได้อย่างเท่าทัน
เรื่องที่ ๖ ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี โดยในปัจจุบัน ในพื้นที่ชนบทโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อาคารเรียน คอมพิวเตอร์ อินทราเน็ต อุปกรณ์ทางด้าน วิทยาศาสตร์ยังมีไม่เพียงพอ
เรื่องที่ ๗ ปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหาสาระ และการใช้เทคโนโลยี หลักสูตร และเนื้อหาในการสอนยังล้าสมัย ขาดการบูรณาการให้ทันยุค ๔.๐
เรื่องที่ ๘ ปัญหาด้านสุขภาพจิตและความเครียดของนักเรียน ความกดดัน จากการสอน การแข่งขันสูงอันนี้ก็เป็นปัญหา เราจะเห็นได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มี แนวทางแก้ไขปัญหาในอนาคตเกี่ยวกับการปฏิรูปทางด้านการศึกษาอย่างเป็นระบบ ปรับปรุงครู ปรับปรุงพัฒนาการหลักสูตรให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และสร้างความ เสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสทางด้านการศึกษา และสิ่งที่พี่น้องประชาชนฝากผมมา ด้านการศึกษาควรจะเอาบรรจุวิชาด้านประวัติศาสตร์มาบรรจุในหลักสูตรการสอน เพื่อที่จะให้เยาวชนรุ่นหลังจะได้เข้าใจถึงรากเหง้าในความเป็นไทย ท่านประธานครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดว่ามีเวลาเร่งด่วน ท่านจะพูดไม่ได้ว่าท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี ภายในเวลาไม่กี่เดือน พระบวช ๑ วันก็ต้องถือศีล ๒๒๗ ข้อ ท่านจะเป็นนายกรัฐมนตรีกี่วัน ก็แล้วแต่ภาระหน้าที่ของท่านอยู่ในการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย ดังนั้น ผมตั้งฉายาให้ ครม. ชุดนี้ว่า ครม. นโยบายไก่เนื้อ ไก่เนื้ออย่างไร รีบขุนเพื่อขายไม่ได้นำไป ขยายพันธุ์ เมื่อเป็น ครม. ไก่เนื้อแล้วก็เกิดมาเพื่อเชือดและกินตามสบาย ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ นราธิวาส พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นตัวแทนของพรรคประชาชาติขอเป็น ส่วนหนึ่งในการอภิปรายนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมคณะ ถือว่าในสภาเราชุดที่ ๒๖ นี้ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ที่มีการแถลงนโยบาย แล้วก็พรรคประชาชาติ ทุกครั้งที่มีการแถลงนโยบายเราจะมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นกับนโยบายของ รัฐบาลแต่ละชุด แต่ละคณะ แต่ครั้งนี้แปลกไม่เหมือน ๒ ครั้งที่ผ่านมา ๒ ครั้งที่ผ่านมาเวลา แถลงนโยบายเราไม่อาจทราบได้ว่ารัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินตามที่ได้แถลงนโยบาย ภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ซึ่งเป็นแนวนโยบายของรัฐ หน้าที่ของรัฐนั้นรัฐบาล จะสิ้นสุดระยะเวลาลงเมื่อไร อย่างไร แต่มารัฐบาลชุดนี้เราเห็นระยะเวลาชัดเจนหลังจาก ที่ท่านได้ทำ MOA คือในกรอบระยะเวลา ๔ เดือน หรืออาจจะมากกว่านั้นในช่วงรักษาการ เหมือนที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปเมื่อก่อนหน้านี้ แต่อย่างไรก็ตามผมได้อ่าน คำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้อ่านเมื่อเช้า หลาย ๆ ประเด็นผมไม่สบายใจ เหมือนกับว่าท่านถ่อมตัวบอกว่าท่านอยู่ในระยะเวลาจำกัด งบประมาณก็ไม่ได้เป็นผู้จัดทำ แต่นี่คือการถ่อมตัวแล้วก็สับขาหลอก ทั้ง ๆ ที่โดยหน้าที่ของฝ่ายบริหารแล้วระยะเวลา ไม่ใช่เป็นตัวปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน ปัญหาของชาติบ้านเมือง ๑ วัน ๒ วัน ๑ เดือน ใครก็แล้วแต่ที่อยู่ฝ่ายบริหารโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีต้องมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ตอนแถลงนโยบายมาตรา ๑๖๒ ไม่ได้จำกัดเรื่องระยะเวลา หน้าที่ของท่านก็คือต้องแก้ปัญหา จะสั้นจะยาวปัญหาชาติบ้านเมืองรออยู่ข้างหน้า ท่านประธานครับ เวลามีจำกัด ผมคงได้ อภิปรายเฉพาะในส่วน ๒ ด้านด้วยกันจะพยายามให้กระชับที่สุดตามเวลาที่มีนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่ารัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะมาแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ของประเทศเพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องคนไทยในคำแถลงนโยบาย ในหน้า ๒ ผมฟังดูแล้วเปิดดูใน ๖ ด้านที่ท่านได้เขียนไว้ ๗-๘ หน้านี้ผมบอกตรง ๆ ว่าผมไม่มี ความเชื่อมั่นกับรัฐบาลชุดนี้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความมั่นคงท่านประธานครับ ในฐานะที่ผมอยู่นราธิวาส ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ปัญหาบ้านเรามันยืดเยื้อมา ๒๐ ปีปัญหา ๒๐ ปีท่านอยู่ ๔ เดือนถ้าท่านไม่สนใจ ไม่ใยดีมาเขียนไว้ ๓ บรรทัดครึ่ง ผมว่าไม่ไหวแล้วครับ ผมไม่มีความเชื่อมั่นกับรัฐบาลท่านเลยอย่างน้อยที่สุดอะไรที่มันดีอยู่แล้วนโยบายของรัฐบาล ชุดก่อนที่ดีอยู่แล้ว เดินหน้าดีอยู่แล้ว ท่านสามารถหยิบยกขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคณะ พูดคุยกระบวนการสันติภาพ ทราบมาว่าก่อนหน้าที่จะสิ้นสุดของนายกรัฐมนตรีรัฐบาลก่อน หน้านี้มีการตั้งขึ้นมาพูดคุย แต่ยังไม่ได้เซ็นแต่งตั้งเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ท่านไม่ต้องรอระยะเวลาอื่นเลย สามารถหยิบยื่นเข้ามาตั้งเป็นคณะพูดคุย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาของเรามีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากระบวนการสันติภาพ พิจารณาอยู่ ๒ ปี เสนอเข้าสู่สภาของเราแล้วกำลังจะรออภิปราย โดยมีท่านจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นประธาน ท่านสามารถนำรายงานของกรรมาธิการมาทำงานได้เลย โดยไม่ต้องรอหรือไม่ ต้องมีระยะเวลายาวนาน อีกด้านหนึ่งนะครับท่านประธานครับปัญหายาเสพติดเป็นปัญหา ร้ายแรงมาก ท่านไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนเลยท่านจะเอาอย่างไรกับปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะ ในเรื่องของกัญชาตั้งแต่มีการปลดกัญชาโดยนโยบายของรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ปัญหายาเสพติดระบาดหนัก ไม่ว่าจะเป็นกระท่อม และมันไม่เฉพาะในพื้นที่ครับ ผมมี ตัวเลขยอดผู้ติดยาเสพติดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่างประเทศผมมีข้อมูล ต่างประเทศเขามองประเทศไทยตอนนี้เป็นแหล่งบ่มเพาะยาเสพติดขนาดใหญ่ หลายประเทศ มีจดหมายแจ้งไปยังหน่วยงานของประเทศไทยว่ามีการลักลอบนำยาเสพติดไปประเทศเขา เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักรมีการจับกุมนำกัญชาเข้าประเทศเขาเป็น จำนวนมากขึ้น สาธารณรัฐอินเดียก็เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน เขาบอกว่ามี กัญชาที่นำเข้าจากประเทศไทยหลังจากที่เราปลดล็อกกัญชาสูงขึ้น ๒๑๓ เปอร์เซ็นต์ นำเข้า จากประเทศไทยไปยังประเทศจีนที่เขาจับกุมได้ และอีกหลาย ๆ ประเทศมองว่าเขาได้รับ ผลกระทบจากการปลดล็อกกัญชา เมื่อท่านมาอยู่ในอำนาจอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านจะเอาอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้ช่วยตอบหน่อยนะครับ และความเชื่อมั่นที่บอกว่าจะให้เกิด ความเชื่อมั่นมากขึ้นผมก็จะได้เชื่อมั่นตามที่ท่านได้แถลงเมื่อเช้า ท่านประธานครับ ช่วยตอบ คำถามหลาย ๆ คำถามหน่อย ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการสันติภาพท่านจะเอาอย่างไร ปัญหา ยาเสพติดท่านจะเอาอย่างไร ท่านช่วยตอบให้ผมได้ยินหน่อยว่าท่านนายกรัฐมนตรีหลังจากนี้ ๔ เดือนท่านจะเอากัญชาเข้าสู่บัญชียาเสพติดเหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าไม่ท่านจะแก้ปัญหา อย่างไร เพราะคนที่ท่านบอกว่าเพื่อไปปลูกได้ด้านเศรษฐกิจ ประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ ตอนนี้คนที่ลงทุน ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เจ๊งไปหมดแล้ว เพราะว่ากัญชาไม่ได้ปลูกง่าย ๆ อย่าง ที่ท่านคิด อย่างที่นโยบายท่านมีตั้งแต่ต้น ผมก็เลยอยากฟังคำตอบจากนายกรัฐมนตรีว่า กัญชายาเสพติดท่านจะแก้ปัญหาอย่างไรกับระยะเวลาที่ท่านมีอยู่ให้ชัดเจน กระบวนการ สันติภาพการแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ท่านจะเอาอย่างไร ขอให้ Slogan ที่ท่าน เคยพูดมาตลอดว่าสั่งวันนี้ เสร็จตั้งแต่เมื่อวาน ขอให้เป็นรูปธรรมจริง ๆ เถอะ ขอบคุณครับ
ท่านศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน และผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ทุกครั้งเมื่อเรากล่าวถึงผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสเรามักจะมองบุคคลกลุ่มนี้ในฐานะภาระของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาระทาง การเงิน ภาระในการดูแลหรือภาระที่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากการจัดสวัสดิการต่าง ๆ แต่คำถามสำคัญคือจริงหรือไม่ครับว่าเราจะไม่สามารถมองเห็นคุณค่าหรือประโยชน์ของเขา เหล่านั้นในฐานะพลังอันยิ่งใหญ่ของสังคมเลยหรือครับ การมองผู้สูงอายุคนพิการและ ผู้ด้อยโอกาสก็เป็นภาระอาจจะมีมาจากหลายปัจจัย ในเชิงเศรษฐกิจอาจจะมองคนกลุ่มนี้ เป็นเพียงผู้บริโภค มิใช่กลุ่มกำลังในการผลิต ในเชิงสังคมอาจมองความพิการหรือความชราภาพ ว่าเป็นข้อจำกัดในการเข้ามีส่วนร่วมในสังคม ในเชิงโครงสร้างพื้นฐานสังคมของเรายังขาด การออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของบุคคลกลุ่มนี้ ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา จึงเป็นเหตุให้ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาสไม่สามารถเข้ามีส่วนร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในสังคมได้อย่างทั่วถึง ผู้สูงอายุไทยในปัจจุบันมี ๑๓.๙ ล้านคน คิดเป็น ๒๑.๔๔ เปอร์เซ็นต์ ของประชากร ประเทศไทยจึงเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ สำหรับคนพิการมีจำนวน ๔.๑๙ ล้านคน คิดเป็น ๖ เปอร์เซ็นต์ของประชากร และเพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีละ ๑๐๐,๐๐๐ คน ทั้งผู้สูงอายุและคนพิการรวมกัน ๑๘ ล้านคน สังคมมองว่าเป็นภาระที่ต้องดูแล ในปี ๒๕๖๙ ใช้งบประมาณเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท เบี้ยยังชีพคนพิการ ๒๐,๑๐๓ ล้านบาท แล้วจะเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปีอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติทางประชากร อัตรา การเกิดต่ำกว่าอัตราการตายติดต่อกันหลายปี เด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อปี ซึ่งเป็นการต่ำสุดในรอบ ๗๐ ปี อัตราการเกิดก็ประมาณ ๑.๑ เท่านั้น นั่นหมายความว่า ๑ คน มีโอกาสมีบุตรได้เพียง ๑ คน ขณะเดียวกันผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบให้ ขาดแคลนแรงงาน ขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจลดลง ส่งผลต่อการผลิต และการพัฒนาประเทศ นี่คือความท้าทายระดับชาติที่ต้องการนโยบายเร่งด่วนเพื่อรับมือ เราจะเปลี่ยนภาระเป็นพลังสังคมได้อย่างไร คำตอบคือต้องเริ่มจากการมีเจตคติที่เหมาะสมว่า ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาสทุกคนล้วนมีคุณค่า มีศักยภาพสามารถพัฒนาได้ หากสังคมให้โอกาสพวกเขาจะกลายเป็นพลังสำคัญอันยิ่งใหญ่ในการขับเคลื่อนสังคม รัฐบาล ต้องเร่งผลักดันให้เป็นนโยบายเพื่อสร้างสังคมแห่งการพัฒนาที่เปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง ในมิติ ของผู้สูงอายุควรส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สนับสนุนการจ้างงาน ส่งเสริมการใช้ความ เชี่ยวชาญเชื่อมโยงประสบการณ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ข้ามรุ่น ในมิติของคนพิการต้องเร่ง ดึงคนพิการ ๔๐๐,๐๐๐ คนต่อปี กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เร่งการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างอนาคตเพื่อหารายได้เพื่อเป็นการลดการพึ่งพา การเปลี่ยน มุมมองจากภาระเป็นพลังไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยการดูแล แต่เป็นการสร้างสมดุล ระหว่างการดูแลกับการส่งเสริมศักยภาพ ตลอด ๓๐ ปีที่ผมทำงานด้านพัฒนาศักยภาพ ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส ผมพบว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณค่า มีศักยภาพสามารถ พัฒนาได้ ซึ่งต่อไปนอกจากจะไม่เป็นภาระสังคมแล้วยังจะเป็นพลังสำคัญของชาติ ดังนั้น ผมจึงขอเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันนโยบาย เปลี่ยนภาระให้เป็นพลังโดยจัดทำ เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ทรัพยากรมนุษย์ทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัยให้เกิดคุณค่าสร้างสังคม ที่มีส่วนร่วมในทุก ๆ มิติ และขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณเศรณี อนิลบล ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม เศรณี อนิลบล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ซึ่งสิ่งที่ผมจะมาพูดในเรื่องของการแถลง นโยบายของคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ เศรษฐกิจการเกษตรถือว่าเป็นเศรษฐกิจที่สำคัญที่จะช่วย สร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับพี่น้องเกษตรกรและพี่น้องประชาชน ในเรื่องของการบริหาร จัดการสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการที่จะสร้าง รายได้และความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่รัฐบาลทุกรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะต้องมีหน้าที่ โดยตรงว่าท่านดำเนินการอย่างไรในเวลาอันสั้นของรัฐบาล ในเมื่อสินค้าเกษตรทุกชนิด ในรอบปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าล้วนแล้วแต่มีปัญหาในเรื่องของวิกฤติราคาตกต่ำอย่างน่าใจหาย สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรและทำให้เกิดหนี้สินพอกพูนให้กับพี่น้องตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นสินค้าข้าวซึ่งราคาตกต่ำอย่างหนัก มันสำปะหลังราคาถูกจนเกษตรกรแทบจะ สิ้นเนื้อประดาตัว แม้กระทั่งโรงงานอุตสาหกรรมแป้งต่าง ๆ ตอนนี้ก็ประกาศขายโรงงาน ไปเกือบหมดแล้วในเขตภาคอีสาน ผลไม้ทุกชนิดซึ่งในแต่ละรอบปีก็ Parade กันเข้ามาว่าเมื่อ ถึงฤดูกาลผลิตแต่ละพืชก็จะมีปัญหาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นลำไย มะม่วง แล้วก็ทุเรียน ซึ่งมี ปัญหาอย่างหนัก ในเรื่องของปศุสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นโคเนื้อ ซึ่งปัจจุบันมีพี่น้องเกษตรกร ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน เรามีประชากรโคถึงประมาณ ๙.๘ ล้านตัว ซึ่งวันนี้ยัง ไม่สามารถที่จะส่งออกไปต่างประเทศได้ ถึงแม้ว่าเราจะส่งออกได้แต่ก็ต้องยืมจมูกเพื่อนบ้าน หายใจ ไม่ว่าจะเป็นลาว เวียดนาม โคนม ซึ่งทุกวันนี้พี่น้องเกษตรกรที่เลี้ยงโคนมก็ไม่สามารถ ที่จะอยู่อย่างมีความสุขได้ เนื่องจากว่าองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยซึ่งถือว่า เป็นองค์กรหลักที่จะมาดูแลพี่น้องเกษตรกรกลับมีการทุจริต มีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง ตามระเบียบ บัดนี้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยก็ยังค้างเงินค่านมกับ พี่น้องเกษตรกร หรือชุมนุมสหกรณ์ต่าง ๆ หลายพันล้านบาท นั่นคือเกิดจากการบริหารของ ภาครัฐทั้งสิ้น อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พี่น้องเกษตรกรต้องยากจนอย่างซ้ำซาก ก็คือภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่งแต่ละปีรัฐบาลต้องชดเชยแล้วก็เยียวยา แล้วก็ต้องหางบประมาณมาซ่อมแซมสิ่งที่เกิดจาก อุทกภัยต่าง ๆ เมื่อเกิดอุทกภัยแล้วเพียงเวลาไม่ถึง ๓ เดือน ประเทศเราก็ต้องผจญ ชะตากรรมเกี่ยวกับเรื่องภัยแล้งอีก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เกิดจากนโยบายของรัฐ ที่ไม่สามารถบริหารงานให้พี่น้องเกษตรกรสามารถอยู่อย่างมีความสุขได้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย การค้าเสรีต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลไม่มีเวลาเตรียมตัวให้กับพี่น้องเกษตรกรเลยที่จะตั้งหลักว่าถ้าหาก มีการนำสินค้าต่าง ๆ เข้ามาสู่ประเทศเราภายใต้อัตราภาษี ๐ เปอร์เซ็นต์ มันจะทำลาย พี่น้องเกษตรกรที่ไม่สามารถที่จะแข่งขันได้ ไม่ว่าจะในเรื่องของต้นทุนการผลิต ปัจจัยราคา สินค้าเกษตร ปัจจัยการผลิตที่มีราคาแพง วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ สารชีวมวล ล้วนแล้วแต่เกิด จากการที่กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถควบคุมราคาได้ทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้พี่น้องเกษตรกร ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน อีกทั้งนโยบายของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผมอยากจะยกตัวอย่างก็คือการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ที่จะขยายรถไฟรางคู่ แต่ท่านทำสะพานข้ามทางรถไฟที่ไม่ถูกที่ถูกทาง บางจุดท่านควรจะทำ สะพาน Overpass หรือสะพานทางตรง ท่านกลับไปทำสะพานเกือกม้า บางที่ท่านควรจะทำ สะพานเกือกม้า ท่านก็ไปทำสะพานทางตรง ซึ่งทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย โดยเฉพาะที่ จังหวัดนครสวรรค์ก็ประสบความเดือดร้อน เพราะว่าท่านไม่เคยมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหา เหล่านี้เลย ตลอดระยะเวลา ๑๕ เดือนที่ผ่านมาท่านก็ใช้กฎหมายกับพี่น้องเกษตรกร แต่ท่านไม่ใช้หลักรัฐศาสตร์ในการที่จะแก้ปัญหาร่วมกันที่จะทำอย่างไรให้พี่น้องเกษตรกร สามารถที่จะมีความสุขในการประกอบอาชีพ อีกทั้งทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น อย่างมหาศาล ตกฤดูกาลหีบอ้อย ๑ ปี พี่น้องเกษตรกรต้องแบกภาระค่าน้ำมันรถที่เพิ่มขึ้น ในการวิ่งอ้อมทางรถไฟประมาณเป็นพันบาท สุดท้ายขวัญและกำลังใจของข้าราชการ เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านบอกว่าท่านจะทำงานตลอดทั้งวันโดยที่ไม่มีวันหยุด ท่านทราบหรือไม่ว่าวันนี้ขณะที่รัฐบาลขับเคลื่อนตลอดทั้งวัน ทั้งเดือน ทั้งปี ที่ท่านจะอยู่ พี่น้องข้าราชการก็ต้องดำเนินการต่อได้ ท่านทราบหรือไม่ว่าวันนี้ขวัญและกำลังใจของ พี่น้องข้าราชการระดับล่าง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมส่งเสริม การเกษตรที่ผมเคยอยู่เมื่อปี ๒๕๒๘ ตอนนั้นน้ำมันลิตรละ ๖ บาท เกษตรตำบลได้รับงบประมาณเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท วันนี้ ๔๐ ปีผ่านไป ปี ๒๕๖๘ เกษตรตำบลได้เบี้ยเลี้ยงอย่างฮวบฮาบมาเป็น ๘๐๐ บาทต่อเดือน แถมบางจังหวัดยังถูกสำนักงานเกษตรจังหวัดหักไปอีก ๓๐๐ บาท เหลือ ๕๐๐ บาทต่อเดือน แต่ต้องไปดำเนินการต้อนรับคณะรัฐมนตรี ต้องรับเสนาบดี ทั้งหลายที่ลงพื้นที่ทั้ง ๗ วัน ก็ทำให้เหล่าข้าราชการได้รับความเดือดร้อนก็อยากจะฝาก ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีให้ลงมาดูด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าทุกหน่วย ทุกกรม ทุกกระทรวงก็มี ปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น ขอบคุณครับ
ขอเชิญคุณหมอเปรมศักดิ์ เพียยุระ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอาชีพสาธารณสุข จากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อเช้านี้ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อ ที่ประชุมรัฐสภา ย่อหน้าที่ ๒ หน้า ๒ ความว่า รัฐบาลนี้ จะสนับสนุนการจัดทำประชามติ และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วม จากทุกภาคส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเพื่อธำรงไว้ ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานครับ ผมอยากจะ มีคำกล่าวหนึ่งว่า เมื่อท่านพูดเราจะฟัง เมื่อท่านทำเราถึงจะเชื่อ ทั้งนี้เพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีเงื่อนไขซับซ้อนซ่อนเงื่อน ยากต่อการแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องพึ่งเสียงสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากก็คือถึง ๑ ใน ๓ ในขณะเดียวกันต้องมีเสียงของสมาชิกรัฐสภาคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับสมาชิก วุฒิสภาต้องเกินกึ่งหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมเป็น สว. สีขาวเสียงก็มีไม่ถึง ๑ ใน ๓ หรอกครับ ดังนั้นจึงต้องพึ่งกลไกของ สว. เสียงข้างมาก ซึ่งถ้าก่อนหน้านี้เราก็น่าจะหนักใจ เพราะว่า มีกลไกต่าง ๆ ที่เคยริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็เป็นอันต้องแท้งไป แต่เวลานี้ผมคิดว่า น่าจะเป็นโอกาสดี เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็มีความสัมพันธ์อันดีกับสมาชิกวุฒิสภา เสียงข้างมาก ก็อยากจะให้กลไกที่มีอยู่ในมือของท่านได้ส่งผลให้การเปิดประตูสู่การแก้ไข รัฐธรรมนูญปรากฏเป็นความจริงในเร็ววัน เพราะว่าเสียงสมาชิกวุฒิสภาเพียง ๖๗ เสียง หรือ ๑ ใน ๓ ย่อมหาไม่ยากสำหรับท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้ แต่เมื่อผมดูวิธีการในการ ทำงาน โดยท่านได้มอบให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาดำเนินการ ทางด้านกฎหมาย โดยเฉพาะเน้นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านรองนายกบวรศักดิ์ ท่านเคย ร่างรัฐธรรมนูญครับ ในสมัยที่ท่านนายกประยุทธ์ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่าหลังจาก ที่ท่านร่างเสร็จท่านนายกประยุทธ์ไม่ใช้บริการต่อ รัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านร่างก็ทิ้งไป จนต้อง พึ่งบริการท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ จนมีรัฐธรรมนูญฉบับที่อภิมหาอยากสุดขีดในการ แก้ปัญหาเช่นนี้ ตอนนั้นท่านได้กล่าวคำหนึ่ง ท่านบอกว่าลงเรือแป๊ะ ต้องตามใจแป๊ะ แต่ปรากฏว่าแป๊ะไม่ตามใจท่าน รัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ไม่ได้บังคับใช้ทั้ง ๆ ที่ดีนะครับ ดีกว่า ฉบับที่เราใช้ปัจจุบัน ทีนี้ท่านก็มาลงเรือแป๊ะอีกเป็นคนละแป๊ะครับ ตอนนั้นแป๊ะประยุทธ์ ตอนนี้แป๊ะอนุทิน ไม่รู้ว่าท่านจะสำเร็จไหมในการที่ท่านจะริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐบาลนี้ ผมจึงอยากจะฝากว่า Model ที่ทั้ง ๓ พรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย หรือพรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอนั้น ในท้ายที่สุดผมหวังจะดูโฉมหน้า Model ของรัฐบาลว่า ท่านอาจารย์บวรศักดิ์จะเข็นร่างของรัฐธรรมนูญฉบับรัฐบาลออกมาอย่างไรจึงจะประสบ ความสำเร็จในการแก้ไขครั้งนี้และล้างอาถรรพ์ได้สำเร็จ
ประการสุดท้าย เมื่อเช้าท่านอาจารย์บวรศักดิ์ท่านได้อภิปรายว่าการเลือกตั้ง ทั่วไปหลังจากยุบสภาจะมีบัตร ๔ ใบ ใบที่ ๑ เลือก สส. เขต ใบที่ ๒ เลือก สส. บัญชีรายชื่อ ใบที่ ๓ ประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และใบที่ ๔ ถามว่าจะยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชาหรือไม่ ท่านประธานครับ บัตร ๔ ใบ มาใบละเดือนเลยเพราะมีสัจจะวาจาว่า ๔ เดือนจะยุบสภา ยุบสภาเสร็จเวลาทำประชามติได้บัตร ๔ ใบ เพราะฉะนั้นจะยุ่งเหยิง พอควรครับ จึงอยากจะให้ท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านจะมีกุศโลบาย อย่างไร จะทำให้การลงคะแนนของประชาชนทั่วทั้งประเทศ ซึ่งมีทั้งคนที่มีการศึกษาน้อย จนถึงการศึกษามาก มีภูมิหลังแตกต่างกันอย่างมาก มีความสนใจการเมืองแตกต่างกันอย่าง มากนั้น จะลงประชามติได้อย่างมีผลดีต่อการแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญและการแก้ไขปัญหา อื่น ๆ ที่พ่วงมาทั้ง ๔ ใบ ท่านประธานครับ วันนี้ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนด้วย ความเคารพว่าอาถรรพ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นเรื่องที่ท้าทาย ผมอยากให้ ท่านนายกอนุทินและทีมงานได้ร่วมกันฝ่าฟันและถอนอาถรรพ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ให้สำเร็จครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ครับ
เรียนประธาน สภาที่เคารพครับ ผม ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๓ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ สำหรับการอภิปราย นโยบายของรัฐบาลใหม่ในวันนี้ นโยบายหนึ่งที่ผมจะหยิบขึ้นมาพูดก็คือเรื่อง Soft Power จริงอยู่ว่า Soft Power ไม่ใช่นโยบายของพรรคประชาชนแต่เป็นของพรรคเพื่อไทยที่ไม่ได้ มีโอกาสได้ทำในฐานะรัฐบาลแล้ว สำหรับรัฐบาลใหม่พรรคภูมิใจไทยเองก็ตามก็เข้าใจครับ ว่า Soft Power ไม่ใช่นโยบายเรือธงของท่าน ในคำแถลงนโยบายก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้โดยตรง แต่ที่ผมจำเป็นต้องหยิบมาพูดในวันนี้เพราะว่านโยบาย Soft Power แม้จะไม่มีในนโยบาย แต่มันปรากฏในงบประมาณนะครับ งบประมาณ Soft Power ปี ๒๕๖๙ ตาม พ.ร.บ. ที่เพิ่ง ผ่านไปมูลค่า ๓,๙๒๗ ล้านบาท กำลังจะเริ่มใช้ได้ในวันที่ ๑ ตุลาคมนี้ ซึ่งก็คือวันมะรืนนี้แล้ว ผมก็เกรงว่าถ้าเราไม่พูดเรื่อง Soft Power เงินก้อนนี้กันในวันนี้ก็กลัวว่าเงินก้อนนี้จะเป็นเงิน ที่สูญเปล่าไปอย่างไร้ประโยชน์ก็เป็นได้นะครับ ท่านประธานครับ เพื่อเท้าความถึง ความเป็นมาและอันเป็นไปของการดำเนินการ Soft Power ที่ผ่านมานะครับ ผมขอใช้เวลา ตรงนี้สั้น ๆ เพื่อเล่าว่าการดำเนินงานนโยบาย Soft Power ของอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เป็นอย่างไร ย้อนไปตอนปี ๒๕๖๖ การเลือกตั้งหาเสียงพรรคเพื่อไทยก็หาเสียงไว้ว่า จะยกระดับเศรษฐกิจไทยด้วยนโยบาย Soft Power ผ่านการจัดตั้งหน่วยงานหนึ่งขึ้นมา ให้เลียนแบบของเกาหลี แต่จะใช้ชื่อว่า THACCA ในช่วงต้นของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็เข้าใจได้ว่ากฎหมายจัดตั้งอาจจะยังไม่พร้อมนะครับ เลยต้องใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี ในการสั่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power แห่งชาติขึ้นมา ซึ่งคณะชุดนี้ก็มีชื่อเล่น ว่าคณะ THACCA คณะทำงานที่ว่านี้ก็จะเป็นผู้คิดว่า Soft Power ของประเทศไทยมีสาขา อะไรบ้าง ก็อย่างที่เราทราบกันนะครับ ท่องเที่ยว กีฬา ออกแบบ ศิลปะ ภาพยนตร์ แฟชั่น อะไรทำนองนี้ รวมกันแล้วมี ๑๔ ด้าน เมื่อคิดขึ้นมาได้คณะทำงานที่ว่าก็จะเชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับด้านนั้น ๆ ให้เข้ามาเป็นคณะกรรมการ เชิญเอกชน เชิญผู้ประกอบการ ที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาเป็นคณะกรรมการ เข้ามาทำอะไรครับ เข้ามานั่งประชุมกัน เข้ามา นั่งคิดกันว่าต้องทำโครงการอะไรเพื่อยกระดับ Soft Power ให้ประเทศไทย เมื่อคิดโครงการ ขึ้นมาได้ครับ คณะ THACCA ก็จะนำโครงการที่คิดได้ไปฝากใช้งบประมาณในหน่วยงาน ต่าง ๆ ยกตัวอย่างโครงการด้านการท่องเที่ยวก็ฝากไว้กับ ททท. ด้าน Festival ก็ฝากไว้กับ TCEB ด้านมวยไทยฝากไว้กับการกีฬาแห่งประเทศไทย ด้านอาหาร ด้านแฟชั่นก็ฝากไว้กับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ก็ฝากไว้แบบนี้ ฝากไว้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ จนถึง ปี ๒๕๖๙ ฝากไว้ประมาณ ๑๑๓ โครงการ ในช่วงระหว่างการทำงานของคณะกรรมการ THACCA ก็มีความพยายามที่จะตั้งสำนักงาน THACCA ขึ้นมาผ่าน พ.ร.บ. จัดตั้ง THACCA แต่ พ.ร.บ. ที่ว่านี่ครับ มันดันไม่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย เหตุผลที่ไม่เกิดครับ ก็ต้อง ยอมรับกันนะครับว่าพรรคเพื่อไทยเองก็ไม่ได้มีร่าง พ.ร.บ. THACCA ในมือตัวเองมาตั้งแต่ต้น พอจะร่างขึ้นมาก็ให้หน่วยงานหนึ่งร่างขึ้นมาให้ เมื่อร่างเสร็จเอาไปรับฟังความคิดเห็น ก็ปรากฏว่าโดนหน่วยงานอื่น ๆ เขาแย้งกลับมาจนยับครับ เหตุผลที่เขาแย้ง เขาแย้งว่า สำนักงาน THACCA ที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นั้นมีภารกิจซ้ำซ้อนกับภารกิจที่หน่วยงานต่าง ๆ เขาทำได้อยู่แล้ว เมื่อเป็นแบบนี้ครับ พ.ร.บ. THACCA ก็ถอยหายไปเลยไม่เคยปรากฏมา ในสภา ๒ ปีที่ผ่านมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว จนมาถึงตอนนี้สภาพของ Soft Power ก็เป็นอย่างที่เห็น นายกรัฐมนตรีแพทองธารหลุดรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำต่อ กฎหมายจัดตั้ง THACCA ไม่เคยมา คณะ THACCA ที่ถูกแต่งตั้งด้วยอำนาจนายกรัฐมนตรีก็หายไป แต่สิ่งที่เหลืออยู่ คืองบประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท Soft Power ในปี ๒๕๖๙ ที่กำลังจะเริ่มใช้ในวันพุธนี้ สำหรับพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่หากท่านคิดดีใจว่าประเทศเรามี THACCA เหมือน KOCCA ของเกาหลีแล้ว ก็ต้องบอกว่าท่านเข้าใจผิดเพราะ THACCA ยังไม่เคยเกิดขึ้นผ่านกฎหมายใด ๆ เป็นเพียงแค่คำสั่งของนายกรัฐมนตรี สิ่งที่เราเห็น THACCA ณ ปัจจุบัน ก็คือ Account กับ Admin Page เฟซบุ๊ก และ Twister เท่านั้น นี่เป็นเหตุผลรวม ๆ ที่ผมขอเรียกว่า Soft Power ณ ขณะนี้มีความจำเป็นลูกผีลูกคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ มีงบประมาณ แต่ไม่รู้ว่าใคร เป็นผู้รับผิดชอบ ทีนี้แม้ว่าการตั้งหน่วยงานเป็นหน่วยรับงบประมาณขึ้นมาใน ๒ ปีที่ผ่านมา จะไม่สำเร็จ แต่ ๒ ปี ที่ผ่านมาคณะ THACCA ด้วยอำนาจนายกรัฐมนตรีใช้เงินภาษี ประชาชนไปแบบฉ่ำ ๆ เลยนะครับ ใช้ฉ่ำไปแค่ไหน ผมหยิบตัวเลขจาก Page จาก Account Official ของ THACCA เลยนะครับ มาเปิดให้ดู เราจะได้ไม่ต้องมาเถียงกันว่าแท้จริงแล้ว Soft Power ของพรรคเพื่อไทยใช้เงินไปเท่าไร ข้อมูลจากบัญชีผู้ใช้ X ที่ชื่อว่า THACCA ระบุ ว่าปี ๒๕๖๗ THACCA ได้งบกลางไป ๖๓๕ ล้านบาท ปี ๒๕๖๘ THACCA ได้งบปกติและงบ กลางไป ๒,๘๘๔ ล้านบาท แล้วปี ๒๕๖๙ ที่กำลังจะเริ่มใช้ THACCA ได้เงินตาม พ.ร.บ. งบ ไป ๓,๙๒๗ ล้านบาท สรุป ๓ ปี งบประมาณคณะ THACCA ลูกผีลูกคนขนาดนี้ แต่ได้งบประมาณรวมกันไป ๗,๔๔๗ ล้านบาท ท่านรู้สึกว่ามันฉ่ำตามที่ผมพูดไหมครับ นอกจากเรื่องความลูกผีลูกคน นอกจากเรื่องการได้งบไปฉ่ำ ๆ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมจำเป็นต้อง สื่อสารให้กับรัฐบาลใหม่ รัฐบาลภูมิใจไทยที่นั่งอยู่ตรงนี้ คือเรื่องของการดำเนินการนโยบาย Soft Power ที่ผ่านมา มันมีความส่อว่าจะเอื้อประโยชน์ที่จะให้เอกชนบางรายได้งานได้เงินไป อย่างที่ผมอธิบายไปครับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power มีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน แต่ภายใต้คณะกรรมการก็จะมีคณะอนุกรรมการย่อย ๆ ต่าง ๆ แบ่งตามสาขา Soft Power ไป เช่น อนุท่องเที่ยว อนุออกแบบ อนุอาหาร อนุกีฬา อนุแฟชั่น แบ่งกันไป มีทั้งหมด ๑๔ คณะอนุกรรมการ ซึ่งในคณะอนุเหล่านี้แน่นอนครับว่ามีหน่วยงานรัฐ ที่เกี่ยวข้องมานั่งอยู่ แต่ก็จะประกอบด้วยผู้ประกอบการเอกชนเข้ามาตั้งเป็นกรรมการ ในคณะ ท่านเคยสงสัยไหมครับว่าเอกชนที่ได้เข้ามานั่งในคณะเขาเข้ามาด้วยหลักเกณฑ์อะไร ผมสงสัยเรื่องนี้แล้วผมเคยถามกับหน่วยงานหน่วยงานหนึ่งที่เขาเป็นเลขาในที่ประชุมของ การประชุมของคณะ THACCA มาโดยตลอด ผมถามว่าท่านบอกได้ไหมครับว่าหลักเกณฑ์ ในการเลือกเอกชนเข้ามาคืออะไร หน่วยงานทำได้เพียงแค่อมยิ้มครับ เขาตอบไม่ได้จริง ๆ นั่นก็เพราะว่ามันไม่มีหลักเกณฑ์อะไรเลย การที่จะได้เข้ามาเป็นเอกชนรายหนึ่งอยู่ใน คณะกรรมการ คนในวงการเขาซุบซิบกันครับว่ามันทำกันแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา เรื่องนี้ผมได้ยินมาแบบนี้ เรื่องการส่อว่าจะเอื้อประโยชน์ตอนอภิปรายงบ ๒๕๖๙ ผมพูดไป ครั้งหนึ่งแล้วนะครับว่าการที่มีเอกชนเข้ามานั่งคิดโครงการ นั่งเคาะโครงการแล้วก็อาจจะ ได้รับงานนั้นไป ซึ่งแม้ว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมันจะถูกต้องทั้งหมด แต่การที่ท่านเป็นคนใน ท่านรู้โครงการก่อนว่าจะมีอะไร ท่านล็อกวงได้ก่อน เรื่องนี้มองอย่างไรมันก็ส่อที่จะเป็น Conflict Of Interest เอื้อผลประโยชน์ สิ่งที่ผมพูดมานี้มันอาจจะจริงก็ได้ ผมนั่งอยู่ใน กรรมาธิการงบมา ๒ ปี ทุกครั้งที่มีการตัดหรือปรับลดงบ Soft Power ไป ก็จะมีเอกชน บางรายออกมาโวยวายอยู่บนโลก Social โลกออนไลน์อยู่เสมอนะครับ เมื่อไม่นานมานี้ครับ มี Page เฟซบุ๊กชื่อดัง Page CSILA ได้เปิดเผยข้อมูลมาชุดหนึ่ง เป็นแผนผังของกระบวนการที่เขาเรียกว่าเป็นก๊วนกวาดงาน Event ของ ททท. วิธีการของ กระบวนการนี้คือเขาจะตั้งตัวบุคคลบุคคลหนึ่งเป็นคนในเอาไว้ใน Board คณะกรรมการ บุคคลนี้จะทำหน้าที่เป็นคนคิดโครงการ เคาะโครงการ รู้ก่อนว่าจะมีโครงการอะไร แล้วก็ส่ง โครงการนี้บอกให้เครือข่ายพวกพ้องเข้าประมูลแล้วก็ได้งานนั้นไปครับ ข้อกล่าวหาสำคัญของ เรื่องนี้ที่ทาง Page CSILA ได้เปิดเผยเขากล่าวหาว่ากลุ่มคนเหล่านี้อาจมีความใกล้ชิด ยึดโยงกับอดีตนายกรัฐมนตรีก็เป็นได้ ผมไม่ทราบว่าใกล้ชิดแบบไหนนะครับ แต่เท่าที่ได้ยินมา เขาบอกว่าถ้าเห็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ไหนก็จะเห็นบุคคล ๒ คน บุคคลหนึ่งมีอักษรย่อว่า ป. ส่วนอีกคนหนึ่งมีชื่ออักษรย่อว่า อ. ก็จะเห็น ๒ คนนี้อยู่เคียงข้างอดีตนายกรัฐมนตรีอยู่เสมอ จากข้อกล่าวหานี้ผมไม่ทราบว่าก็จะมีการชี้แจงเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งหากมีการชี้แจงก็อาจจะ ชี้แจงได้ว่าท่านไปเอางบ ททท. กับงบ THACCA มาข้องเกี่ยวกันได้อย่างไร มันคนละส่วนกัน คนละคณะกัน Board ในการพิจารณามันคนละอย่างกัน
ท่านประธานครับ
เชิญครับ
ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ ควบคุมการประชุม ท่านประธานนั่งฟังเพลินเลย ไม่เข้าอยู่ในเรื่องของการแถลง นโยบายของรัฐบาลใด ๆ เลย เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก่อนหน้า ขอให้ท่านสมาชิก อยู่ในกรอบการอภิปรายตามข้อ ๔๕ ของเรา คือสิ่งที่รัฐบาลได้แถลงต่อนโยบาย ขอท่านประธานด้วยครับ
คุณณัฐพลครับ คุณอภิปราย แล้วมันเลยเถิดไปถึงของรัฐบาลเก่า เรากำลังพูดถึงนโยบายของรัฐบาลใหม่ กรุณาอยู่ใน ประเด็นกรอบนี้นะครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ก็ขออนุญาตเรียนถึงท่านจุลพันธ์นะครับ ก็อย่างที่ผมบอกตอนต้นแม้ว่า จะไม่ได้มีนโยบายในเรื่องนี้โดยตรง แต่ว่าก็เป็นสิ่งที่ตกค้างและเป็นเงินงบประมาณเกือบ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ตกค้างมาจากรัฐบาลก่อน และกำลังจะเริ่มใช้ในวันมะรืนนี้แล้ว การอภิปรายของผมใกล้ที่จะไปถึงข้อเสนอแล้ว แล้วก็จะเป็นการถามกับรัฐบาลใหม่แล้วว่า จะมีวิธีการบริหารจัดการอย่างไรกับเงินก้อนนี้ อดทนฟังอีกนิดเดียวก็จะจบในส่วนของ THACCA แล้ว จะเข้าสู่ข้อเสนอแล้ว ขออนุญาตต่อนะครับ จากที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ งบ ททท. กับ THACCA อาจจะไม่เกี่ยวกันก็ได้นะครับ
ท่านประธานครับ
มีคนประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ต้องเรียนว่า ในสิ่งที่อภิปรายมาเป็นเรื่องของบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เกี่ยวกับภายในรัฐบาลนี้เลย แล้วต่อให้ จะอภิปรายรัฐบาล รัฐบาลก็จะไม่ตอบ การอภิปรายแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ในสิ่งที่พูดมา ทั้งหมดนั้นพวกผมยังไม่ทราบเรื่องเลยว่ามันคืออะไร เพราะฉะนั้นต้องขอกราบเรียนว่า การอภิปรายถึงสิ่งที่จำเป็นเกี่ยวเนื่องกับบุคคลภายนอกเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้ และไม่ควรทำด้วยครับ ต้องกราบเรียนจริง ๆ ขอความกรุณาว่าถ้าอภิปรายรัฐบาลไปที่ รัฐบาล นโยบายรัฐบาลนี้ อย่าไปเอาเรื่องข้างนอกเข้ามาคุยซึ่งเราห้ามอยู่แล้วอภิปรายไปแตะ บุคคลภายนอกซึ่งไม่มีโอกาสมาชี้แจงในสภานี้เราไม่ทำกัน ก็ขอให้รักษากฎกติกาของสภา ไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
คุณณัฐพลครับ เมื่อสักครู่ ผมเตือนไปครั้งหนึ่งแล้วก็มีผู้ประท้วง เขาประท้วงอยู่ในประเด็น ขอให้คุณพูดเฉพาะนโยบาย ที่รัฐบาลจะทำ อย่าไปพูดนอกเรื่องหรือบุคคลของรัฐบาลที่ผ่านไปเดี๋ยวจะมีการประท้วง
ได้ครับ ท่านประธาน ก็ไม่พาดพิงถึงบุคคลภายนอกแล้วก็ได้ครับ แต่ว่าผมก็พูดถึงงบท่องเที่ยว ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเองก็มีพูดถึงเรื่องนโยบายท่องเที่ยวที่จะกระตุ้นการท่องเที่ยว อยู่เร่งด่วนเช่นกัน ผมจะไปแตะตรงส่วนของงบประมาณการท่องเที่ยวรัฐบาลใหม่จะได้ เห็นว่างบท่องเที่ยวที่กำลังจะถูกใช้ในปีหน้ามันอยู่ตรงไหนก็ได้ ขอสไลด์ต่อเมื่อสักครู่ ผมสามารถเปลี่ยนได้เพื่อให้มันเป็นงบท่องเที่ยวให้ในอีกมิติหนึ่งได้ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
หากรัฐบาลใหม่ สนใจเรื่องท่องเที่ยว ผมต้องบอกท่านอย่างนี้ว่างบท่องเที่ยวที่ท่านอาจจะต้องใช้ในช่วง ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคมนี้นะครับ งบท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมันจะหายไปจาก ททท. ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ที่บอกว่ามันหายไปเพราะอะไรครับ เพราะก่อนหน้านี้ งบท่องเที่ยวที่อยู่ในมือ ททท. ได้ถูกโยกส่วนหนึ่งนะครับ
ท่านประธานครับ คือด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ
คุณณัฐพลครับ เดี๋ยวจะมี ประท้วงอีก อันนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลเก่า หรือรัฐบาลที่กำลังเข้ามาถึง
THACCA คือรัฐบาลเก่าครับ
กำลังประท้วงอยู่แล้ว คุณณัฐพลขอความกรุณาครับ คุณอย่าไปพูดเรื่องของรัฐบาลเก่า เพราะว่ามันไม่อยู่ใน ประเด็นการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันครับ คุณณัฐวุฒิเชิญครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้สิทธิประท้วงครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขออนุญาตใช้สิทธิประท้วงท่านประธานในแง่ของการควบคุมการประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕ จริง ๆ ถ้าจะบอกว่าพูดเรื่องเก่าไม่ได้เสียเลยก็ต้องเรียนว่าวันนี้หลายท่านก็พูดเรื่อง ๓๐ บาทรักษาทุกโรค อันนี้เก่ากว่าที่พวกผมพูดอีกนะครับ ผมขอเสนอท่านประธานนิดเดียว ว่าผมนั่งฟังมาโดยตลอดนะครับ ท่านณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ท่านพูดถึงนโยบายในข้อ ๔ เรื่องฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว แล้วก็มีประเด็นที่เชื่อมโยงไปกรณีเรื่องของข้อที่ ๑๐ ที่ตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะดำเนินการกับงบ ๔,๐๐๐ ล้านบาทที่เหลือมาในแง่ของการตรวจสอบ การทุจริตคอร์รัปชันอย่างไร ผมคิดว่ามันไม่มีเหตุผลที่จะมาประท้วงขัดจังหวะเพื่อนสมาชิกที่ กำลังอภิปราย รอให้ท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตอบดีกว่า ก็อยากให้ท่านประธานได้กรุณาควบคุมแล้วก็เดินหน้าต่อครับ เหลืออีกนิดเดียวเอง เหลืออีก ไม่ถึง ๔ นาทีด้วยซ้ำ กราบขอบพระคุณครับ
ขอให้จบด้วยดี คือรัฐบาล ที่แล้ว คนรัฐบาลที่แล้ว หน่วยงานที่แล้วเขาไม่สามารถจะมาตอบที่นี่ได้ แต่รัฐบาลใหม่ เขายินดีจะตอบ คุณณัฐพลมีประท้วงอีกถ้าคุณยังพูดในประเด็นของเก่า ซึ่งเขาไม่สามารถ จะมาชี้แจงได้ แล้วมันไม่เกี่ยวข้องโดยตรงแต่จะให้มันเกี่ยวข้องทุกเรื่อง มันก็เกี่ยวข้องครับ ขอความกรุณาเอาเฉพาะว่านโยบายของรัฐบาลนี้ที่คุณเห็นว่าจะปรับปรุงอย่างไร จะทำ อย่างไร ขอให้พูดประเด็นนี้ ผมไม่อยากเห็นการประท้วงไปมาแล้วทำให้เสียเวลาโดยใช่เหตุ คุณคงเข้าใจนะครับ เดี๋ยวก็มีอีกถ้าเผื่อว่าท่านยังพยายามจะพูด ผมก็ต้องหยุดอภิปราย ถ้าเผื่อว่าท่านไม่อยู่ในประเด็นว่านโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ขอความกรุณาครับ
ด้วยความ ยินดีครับ ผมก็เคารพคำวินิจฉัยของท่านประธาน อย่างที่ผมบอกว่าผมก็จะบิดมันไปพูด ในส่วนของที่เป็นเงินท่องเที่ยว งบท่องเที่ยวได้เช่นกันครับ เพราะว่าอย่างที่รัฐบาลภูมิใจไทย ได้แถลงไปว่าการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วนในช่วงเวลาที่เหลือเขาก็จะทำ ซึ่งการ กระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วนก็ต้องใช้งบประมาณ ผมก็พยายามจะชี้ให้เห็นก็ได้ครับ ตัดเรื่องอื่นออกไป
ท่านประธานครับ ท่านประธานดูสไลด์ครับ
คุณวรวัจน์ยกมือประท้วง หรือเปล่าครับ
ประท้วงครับ
เชิญครับ
ให้ท่านประธานดู สไลด์ THACCA มันรัฐบาลที่แล้ว ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ผมตอบเรื่อง พวกนี้ก็ไม่ได้ ไม่มีใครตอบได้เลยเพราะผมไม่รู้เรื่องนี้เลยว่าเอาอะไรมาพูด ขอความกรุณา อย่าให้ชัดเกินไปเลยครับ ถ้าเป็นฝ่ายค้านมาอภิปรายฝ่ายค้านเอง เราทำหน้าที่ที่อภิปราย นโยบายรัฐบาลมันชัดเกินไป มันก็จะน่าเกลียดเกินไปไหมครับ และผมว่าท่านกรุณากลับไป ในวาระเถอะครับ อย่าทำอย่างนี้เลยมันเสียความรู้สึกกันเปล่า ๆ ครับ
เอาเข้าในประเด็นอย่าไปเอา เรื่องเก่า เขาไม่สามารถจะมาชี้แจงได้ เอาเรื่องใหม่เลยครับ แต่คุณไปเอาคลิปเก่า ๆ เขาไม่สามารถจะมาชี้แจงได้นะครับ คุณปกรณ์วุฒิเชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ สมาชิกรัฐสภา ก็ขอความกรุณาท่านประธานนะครับ ผมนั่งลงแล้วยกมือนะครับ ไม่อยากจะใช้สิทธิประท้วง แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้โอเคพรรคเพื่อไทย อาจจะบอกว่าไม่สามารถชี้แจงได้แต่ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีชี้แจงได้ครับ ท่านรัฐมนตรีอาจจะ ลุกขึ้นมาบอกแล้วจะทำ THACCA ต่อก็ได้นะครับ ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าคำวินิจฉัยที่ ท่านประธานบอกว่าเป็นเรื่องอดีตมันก็จะไม่ใช่เรื่องอดีตแล้วนะครับ สุดท้ายแล้วท่านณัฐพล อภิปรายว่าอะไรเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีชี้แจงเองครับว่าจะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้
ไม่เกี่ยวกับรัฐมนตรีปัจจุบัน ที่พูดถึงคนในคนนอก เป็นรัฐมนตรีเก่าใช่ไหมครับ
คือมันก็เป็น เรื่องเกี่ยวกับประเด็นที่ท่านณัฐวุฒิพูดไปเมื่อสักครู่ว่าจะจัดการอย่างไรกับการทุจริต คอร์รัปชัน
ขอความกรุณา เอาตรงไปตรงมา
ตรงไปตรงมาแล้ว ท่านประธานครับ
ตรงไปตรงมาอย่างไร
ตรงไปตรงมา ว่าจะจัดการอย่างไรกับเรื่องที่มันผิดปกติของเก่า
การท่องเที่ยวที่แล้ว ไม่ใช่ การท่องเที่ยวตอนนี้ คุณจะเอาอย่างไรครับ ไม่ใช่การท่องเที่ยวตอนนี้ท่านพูดไปเลย ท่านไป พูดถึงการท่องเที่ยวที่แล้ว รัฐบาลที่แล้ว เขาชี้แจงไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไร
ท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้กำลังลุกขึ้นอภิปราย ท่านประธานวิปฝ่ายค้านครับ
ทุกคนก็เป็นผู้ใหญ่กัน ผมไม่ได้เข้าข้างคนไหน แต่ว่าต้องยึดถือข้อบังคับ แล้วถ้ามันไปเสียดสีประเด็นของรัฐบาล ที่ผ่านมา เขาไม่ใช่วาระในเรื่องนี้โดยเฉพาะเป็นวาระของการแถลงนโยบายรัฐบาลใหม่ ขอความกรุณาให้อยู่ในกรอบนี้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร คุณพูดไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร มีแต่ การประท้วง ตกลงจะเอาอย่างไรครับ เชิญครับ
ประท้วงครับ ท่านปกรณ์วุฒิด้วยความเคารพ ท่านมีการพูดกล่าวหาไปยังรัฐบาลก่อนหน้า พูดถึงการทุจริต คอร์รัปชัน ผมฟังดูสักครู่หนึ่งเป็นความเชื่อของคุณณัฐพงษ์หรืออะไรก็ตามแต่ แต่หากมีการ ทุจริตคอร์รัปชันท่านไปดำเนินการให้ถูกต้องครับ มีช่องทาง ป.ป.ช. มีช่องทางในการ ร้องเรียนอยู่เยอะมาก ท่านสามารถดำเนินการได้แต่ไม่ใช่มากล่าวหาลอย ๆ แล้วพวกผมไม่ได้ อยู่ในฐานะ ครม. ที่จะมาตอบแล้ว วันนี้ท่านไม่เกรงใจพวกผม ท่านเกรงหัวใจพรรคท่านเป็น ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ผู้นำฝ่ายค้ำ
ขอบคุณครับ คุณณัฐพล มีเวลาอีก ๔ นาที ขอให้พูดในประเด็น ไม่อย่างนั้นผมก็คงจะลำบากใจในการที่จะต้องให้ หยุดพูด เพราะคุณพูดในประเด็นที่ต้องประท้วง
ผมขอใช้สิทธิ พาดพิงครับ
ถ้าประท้วงซ้ำผมไม่ให้ ประท้วงนะครับ
ผมขอใช้สิทธิ พาดพิงครับ
ไม่ซ้ำนะ
ใช้สิทธิ พาดพิงเฉย ๆ ครับ
พาดพิง เชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิครับ ด้วยความเคารพท่านจุลพันธ์ครับ ผมก็จำไม่แม่นจริง ๆ ว่า เมื่อสักครู่ผมพูดคำ Exactly ว่าอะไร แต่ถ้าผมพูดกล่าวหาว่ารัฐบาลที่แล้วมีการทุจริต คอร์รัปชัน ผมขอถอนคำพูดนะครับ แต่ผมคิดว่าท่านณัฐพลมีสิทธิที่จะอภิปรายเกี่ยวกับ เรื่องที่อาจจะดูไม่ปกติและถามรัฐมนตรีว่าท่านจะจัดการเรื่องดังกล่าวอย่างไร หรือว่าจะ ดำเนินการอย่างไรต่อเนื่องไหมจากนโยบายที่รัฐบาลที่แล้วเคยทำมาครับ ขอบคุณครับ
คุณณัฐพลดำเนินการไป ผมก็ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าคนของรัฐบาลเก่าเขาไม่มีสิทธิตอบ รัฐมนตรีเขาจะตอบหรือไม่ตอบก็ได้ เขาก็ตอบเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เขาไม่ตอบก็ได้ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปบังคับรัฐมนตรี ปัจจุบัน รัฐมนตรีเก่าเขาพูดไม่ได้ ผมว่าเอาเรื่องตรงไปตรงมาที่คุณจะอภิปรายเรื่องนโยบาย รัฐบาล เรื่อง Soft Power หรือเรื่องการท่องเที่ยวคุณว่าไปเลยครับจะได้ไม่มีประท้วง ไม่อย่างนั้นผมก็ต้องให้หยุดประท้วงครับ ไม่ใช่หยุดประท้วง หยุดการอภิปราย เชิญครับ
ยินดีครับ ผมก็ น้อมรับคำวินิจฉัยครับ ผมขอต่อตรงนี้นะครับเอาเป็นว่านโยบายชุดหนึ่งของเมื่อรัฐบาลก่อน นโยบายชุดนี้
รัฐบาลก่อนอีกหรือ
ผมกำลังเข้าถึง งบประมาณครับ งบประมาณของนโยบายชุดนี้คือ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ๔,๐๐๐ ล้านบาท มาตาม พ.ร.บ. งบปี ๒๕๖๙ ซึ่งงบปี ๒๕๖๙ กำลังจะเริ่มใช้ได้ ๑ ตุลาคม ซึ่งก็คือวันมะรืนนี้ แต่เงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาทเรายังไม่ได้ยินอะไรจากรัฐบาลใหม่ ผมก็เลยหยิบเรื่องนี้มาพูดเพื่อ สอบถามว่ารัฐบาลใหม่นั้นจะมีแนวทางในการบริหารจัดการกับงบโครงการของโครงการหนึ่ง ขนาดใหญ่ของอดีตรัฐบาลที่แล้วอย่างไร ซึ่งโครงการใหญ่ที่ว่านี้ก็มีในส่วนของการท่องเที่ยว อยู่ด้วย สำหรับพรรคภูมิใจไทยรัฐบาลใหม่ที่อยู่ตรงนี้ผมคิดว่าท่านน่าจะเข้าใจแล้วว่า ผมกำลังพูดถึงนโยบายอะไรนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ก็เป็นเรื่องของ ยุทธศาสตร์ Soft Power ก็แล้วกัน ก็เป็นยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยเราพึงจะทำ เอาเป็นว่า ในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ที่จะเริ่มใช้ในวันพุธนี้ยุทธศาสตร์ Soft Power มีเงิน ๓,๙๒๗ ล้านบาท เกือบ ๔,๐๐๐ ล้านบาท มีทั้งสิ้น ๑๑๓ โครงการ อยู่ใน ๒๗ หน่วยงาน แล้วอยู่ภายใต้ ๙ กระทรวง เมื่อรัฐบาลใหม่ทราบแบบนี้ผมเองก็อยากได้ความชัดเจนจากพวกท่าน เช่นเดียวกันว่าท่านทราบหรือไม่ว่ามีสิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นในรัฐบาลท่าน และเงินก้อนนี้ กำลังจะถูกใช้ไปภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลใหม่ตรงนี้ ซึ่งถ้าหากรัฐบาลภูมิใจไทย เพิ่งรู้ตัวหรืออาจจะเพิ่งเห็นข้อมูลชุดนี้ แล้วท่านยังคิดไม่ออกว่าเราจะเอาอย่างไรดีกับ การดำเนินงานยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สร้าง Soft Power ด้วยวัฒนธรรม สร้างสรรค์ของประเทศไทย ในการนี้ผมมี ๔ ข้อเสนอให้กับรัฐบาลภูมิใจไทยได้ลองพิจารณาดู นะครับ
ทางเลือกที่ ๑ ท่านอาจจะเลือกที่จะปล่อยเบลอกับ ๔,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ไปเลยก็ได้โดยให้เหตุผลว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ฉันคิด ข้อดีนะครับคือหากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา
ท่านประธานครับ ขออนุญาตเถอะครับขึ้นสไลด์มาก็เกี่ยวกับรัฐบาลเดิมผมว่าท่านประธานได้เตือนแล้ว ขอความกรุณาฝ่ายค้านด้วยกันอย่ามาทำลายเวลาของฝ่ายค้านด้วยกันเลย ถ้าจะเลี่ยงก็เลี่ยง ไปพูดเรื่องอื่นเถอะครับ อย่ามาแตะรัฐบาลเดิมซึ่งเป็นฝ่ายค้านด้วยกัน แบบนี้มันไม่สามารถ ทำงานร่วมกันได้จริง ๆ ครับ
เดี๋ยวคุณวรวัจน์ ผมนั่งฟังอยู่ คุณณัฐพลกำลังพูดเรื่องใหม่แล้วให้เป็นของรัฐบาลใหม่ งบประมาณปี ๒๕๖๙
ท่านประธาน ท่านดูสไลด์ด้วย เวลาเอาสไลด์ขึ้นจะเห็นชัดเลยว่าแตะไปที่รัฐบาลเก่า Soft Power ไม่มี นโยบายของรัฐบาลนี้เลย ถ้าขึ้นคำว่า Soft Power เมื่อไรคือต้องตั้งใจไปแตะรัฐบาลเก่า ซึ่งผมไม่ทราบเรื่อง ผมตอบแทนไม่ได้ และขอความกรุณาอย่าทำเลยครับ มันทำลายเวลา ของฝ่ายค้านด้วยกันครับ
ไม่ได้ต้องใช้สไลด์ คุณณัฐพลว่าไปครับ เชิญครับ
ผมคิดว่าผมก็พูด อยู่ในเงินงบประมาณ มันก็มาจากภาษีประชาชนของเราทั้งหมด แล้วก็มันควรที่จะถูก พูดถึงได้ เพราะสุดท้ายก็ต้องถูกใช้จ่ายผ่านภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลชุดใหม่ ข้อเสนอ สำหรับเงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่อยู่ในโครงการ ๆ หนึ่ง ให้กับรัฐบาล ขอย้อนไปที่ ข้อเสนอแรกอีกครั้ง คือท่านอาจจะปล่อยมือกับโครงการนี้ไปเลยก็ได้ คือไม่ต้องอะไรเลย ให้หน่วยรับงบประมาณที่เขาได้เงินไปแล้วก็ทำไป ท่านก็อาจจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่ถ้าเกิดว่ามันมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาท่านก็อาจจะถูกต่อว่าได้เช่นเดียวกันนะครับ
ทางเลือกที่ ๒ ถ้าเขาบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลใหม่แล้ว แต่มันมีมูลค่า อยู่ตั้ง ๔,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารัฐบาลใหม่จะไม่เอาเรื่องนี้ท่านก็สามารถตัดทิ้งทั้งก้อนได้ เช่นเดียวกัน ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะสั่งรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง สั่งชะลอโครงการทำการ โอนเปลี่ยนแปลงภายใน หรือท่านอาจจะเล่นใหญ่อีกนิดหนึ่ง แก้ พ.ร.บ. งบปี ๒๕๖๙ เสียเลย โอนเปลี่ยนแปลงก้อนใหญ่ นโยบายโครงการ จำนวน ๔,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะ หายไปก็ได้ รวมถึงท่านอาจจะได้ตัดงบก้อนอื่นที่รัฐบาลก่อนทิ้งไว้ เพื่อจะได้เอาเงินก้อนนั้น ไปทำเรื่องอื่นที่ท่านเห็นว่าจำเป็นกว่าก็ได้
ทางเลือกที่ ๓ ท่านอาจจะเลือกทางเดิม คิดแบบเดิมก็ได้ หากท่านเห็นว่า รัฐบาลชุดก่อนได้ดำเนินการนโยบายนี้มาดีเพียงพอแล้วท่านก็อาจจะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการชุดเดิมขึ้นมาก็ได้เพื่อให้เขาทำงานต่อไปให้ผ่านพ้นช่วงเวลาสั้น ๆ ๔ เดือนนี้ ไปแต่ว่าเปลี่ยนชื่อนิดหนึ่ง อาจจะให้เป็นชื่อที่ล้อกับท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็ได้
ทางเลือกที่ ๔ อันนี้เป็นทางเลือกที่ผมแนะนำ สามารถขึ้นสไลด์ได้นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ไม่ได้พาดพิง ถึงใคร เป็นรูปแบบการบริหารจัดการ ทางเลือกที่ ๔ คิดและทำใหม่ รัฐบาลใหม่อาจจะใช้ โอกาสนี้ก็ได้ในการวางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไปเลย กำหนดหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องขึ้นมาว่าในแต่ละเรื่องมีหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องบ้าง แล้วกำหนดหน่วยงานหนึ่ง ไม่ต้องไปร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งสำนักงานใหม่ก็ได้ กำหนดให้เขาเป็นแม่งานในเรื่องนั้น ๆ หน่วยงานที่เป็นแม่งานก็ให้เขาตั้งคณะที่ปรึกษาได้ คณะที่ปรึกษาก็สามารถดึงเอกชนที่ดี เอกชนที่เก่ง เอกชนที่เชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ ให้เข้ามาได้ แต่คราวนี้เพียงแค่ว่ามีเกณฑ์ ให้ชัดว่าเกณฑ์ในการที่เอกชนจะเข้ามานั้นเข้ามาอย่างไร ทำได้อย่างไรแล้วอาจจะขีดเส้น ให้ชัดไปเลยครับว่าเอกชนที่ร่วมคิดร่วมทำห้ามมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการได้รับโครงการนะ แบบนี้มันก็จะหลุดพ้นข้อครหาการเอื้อประโยชน์ใด ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ไม่ว่าจะกับ คณะกรรมการไหนนะครับ
สไลด์ถัดไปก็ได้ อันนี้เป็นข้อเสนอสำหรับพรรครัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ๔ ข้อ ซึ่งผมแนะนำข้อ ๔ ว่าเป็นเรื่องที่ดี จริง ๆ แล้วผมมีข้อเสนอสำหรับรัฐบาลชุดก่อน อยู่เหมือนกัน เพราะไหน ๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องที่เคยเป็นนโยบายของท่าน แม้ว่าท่านไม่ได้ ทำต่อ แต่เงินงบประมาณยังคงอยู่ใน พ.ร.บ. ท่านประธานท่านก็น่าจะเข้าใจ เงินมันอยู่ แบบนั้น มันก็ต้องถูกใช้ไปแบบนั้น ถ้าไม่มีใครบอกให้ชะลอหรือโอนเปลี่ยนแปลง แต่ว่า ไม่เป็นอะไรหากท่านวรวัจน์ ขออภัยที่เอ่ยนาม อาจจะไม่สบายใจ ก็เอาเป็นว่าสรุป ผมพยายามพูดมาทั้งหมดเพื่อชี้ให้เห็นว่ามันก็มีนโยบาย ๆ หนึ่งที่เงินมัน ยังคงเหลืออยู่ในปีหน้า เกือบ ๔,๐๐๐ ล้านบาท เงินไม่ใช่น้อย ๆ ผมก็พยายามชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น มันทุลักทุเลอย่างไร มันตั้งโครงสร้างไม่ได้อย่างไร ปัญหาที่เกิดจากการดึงคน มาร่วมที่อาจจะมีเรื่องไม่โปร่งใสไปบ้างมันเป็นอย่างไร รวมถึงเสนอข้อเสนอแนะในการที่จะ ยกระดับพัฒนา อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้กับรัฐบาลใหม่ได้ลองพิจารณาดู สำหรับเรื่องนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผมคงพูดภาษาอังกฤษของมันไม่ได้อีกแล้ว เอาเป็นว่า เรื่องนี้ไม่มี MOU หรือ MOA มาบังคับใครทั้งสิ้น ทั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงอดีตรัฐบาลเดิมด้วย แต่ท่านต้องไม่ลืมนะครับว่างบประมาณที่ผ่านมือท่านไปก้อนนั้นยังคงอยู่ จะยังถูกใช้แบบนั้น เอาเป็นว่าพวกผมพรรคประชาชนเราก็ตรวจสอบตรงไปตรงมาเสนอแนะสิ่งที่จำเป็นไปแล้ว ผมเองก็หวังจะเห็นความชัดเจนในเรื่องของจากพวกท่านรัฐบาลใหม่ ประชาชนที่เขาสนใจ เขารออยู่ ยิ่งเอกชนคนที่เขาทำงานโดยตรงในวงการอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เขาก็อยากได้ ความชัดเจนในเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณท่านณัฐพลครับ ท่านรัฐมนตรีอรรถกรจะขอชี้แจง เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย
ท่านรัฐมนตรีรอสักนิดหนึ่งครับ ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ เชิญครับ
ผมจะเรียนความคืบหน้า ผมได้หารือก่อนท่านประธานมานะครับในเรื่องการจัดสรรเวลาในการอภิปรายในสภา แล้วก็ ทั้งคนที่ยังเป็นประธานวิปฝ่ายค้าน แล้วก็คนที่กำลังจะเป็นประธานวิปรัฐบาลก็ได้ไปหารือ ตกลงกัน เพราะพรรคผมพรรครวมไทยสร้างชาติมีสมาชิกทั้งหมด ๓๖ คนครบถ้วนอยู่ขณะนี้ แล้วไม่มีใครคนใดคนหนึ่งใน ๓๖ คนไปเป็นรัฐมนตรีเหมือน ๆ กับท่านผู้นำฝ่ายค้านที่ไม่มีใคร เป็นรัฐมนตรี แต่ท่านถือ MOA ทำให้รัฐบาลชุดนี้แถลงนโยบายภายใต้จำกัดของระยะเวลาใน การทำงาน ผมก็ให้เขาไปหารือกันว่าผมพรรครวมไทยสร้างชาติควรที่จะมีเวลาอภิปรายในสภา ปรากฏว่าผมได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สภาว่าเขาจัดสรรเวลาให้ผม ๑๕ นาที ผมมี ๓๖ คน ๑๔๐ คนซัดไป ๙ ชั่วโมง คราวนี้จัดเวลาผมก็คิดว่าควรจะเป็นประเพณีของสภาว่าเป็น อย่างไร แต่มาถึงวันนี้ผมคิดว่าประเพณีของสภาแล้วก็ แนวทางของรัฐสภา แนวทาง ประชาธิปไตยของเราเริ่มบิดเบือนไปจนหมดสิ้น วันนี้เวลารัฐบาลมีระยะสั้นภายใต้ข้อตกลง ที่เรียกว่า MOA ซึ่งเป็นสัญญาที่บังคับไม่ได้ครับ
ท่านวิทยาเอาประเด็นที่ ท่านประท้วงครับ
ผมขอหารือครับ
ได้ครับขอหารือ ผมจะเอาอย่างนี้ เนื่องจากว่าสมาชิกก็มีสิทธิจะอภิปรายได้ วิปเขาช่วยจัดให้เรียบร้อย แต่เมื่อท่านสมาชิก ท่านประท้วงแล้วประสงค์จะพูดผมในฐานะประธานจะอนุญาตให้ท่านพูดได้ ผมขออย่างนี้ว่า เอาคืนนี้หลังจากที่ฝ่ายค้านพูดไปสัก ๓ ท่าน ผมให้ท่าน ๗ นาที ตามที่ฝ่ายค้านเขาขอมา ทุกกรณีครับ
ผมขอนิดเดียวครับ ท่านประธานแล้วจบเลยครับ
ได้ครับ
คือถ้าเขาให้เวลาผม ทั้งพรรค ๓๖ คน แค่ ๑๕ นาที ไม่ต้องครับ แล้วผมคิดว่าไม่จำเป็น ถ้ามารยาทในสภาทำกันได้แค่นี้ ก็จบตรงนี้ครับ ขอบคุณมากครับ
เดี๋ยวครับท่านวิทยา คือสำหรับวันนี้เพราะเวลามันเยอะ วันนี้ผมจะให้ท่าน ๗ นาที แล้วพรุ่งนี้ก็ว่ากันอีกที ผมยินดี เพราะว่าการหารือของวิป การจัดนั้นเป็นการตกลงภายใน แต่สิทธิของสมาชิก ต้องมีสิทธิที่จะอภิปรายแสดงความคิดเห็นได้ในสภานี้ตามที่ประธานเห็นสมควร เพราะฉะนั้น ในคืนนี้หลังจากคุณศุภโชติพูดแล้วผมก็จะให้ท่านวิทยา ๗ นาที เท่ากับคุณฐิติมา คุณธีรัจชัย ที่พูด ได้หรือไม่ เอาตามนี้ได้หรือไม่ครับ
ขออนุญาตท่านประธาน คือท่านตัวแทนฝ่ายค้านเขาก็ยืนยันว่าเป็นความผิดพลาดในการจัดเวลาของเขาครับ
เดี๋ยวคุณปกรณ์วุฒิจะชี้แจง เพิ่มเติมครับ
เขาก็ยอมรับว่าเป็น ความผิดพลาด
แต่ถ้าเผื่อไม่ได้เลยผมต้องให้ เขาเป็นสิทธิของสมาชิก คุณปกรณ์วุฒิเชิญครับ ท่านวิทยานั่งลงก่อนครับ เดี๋ยวผมจะให้ คุณปกรณ์วุฒิเขาชี้แจง เชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ สมาชิกรัฐสภา ขอชี้แจง จริง ๆ ผมชี้แจงไปรอบหนึ่งแล้ว คือช่วงที่พรรคร่วมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้านได้หารือกันเรื่องเวลา มันก็เป็น ช่วงเวลาที่ผมพูดตรง ๆ ว่าทั้ง ๒ ฝ่าย ทางฝ่ายรัฐบาลเองก็ยอมรับว่าตอนนั้นไม่ทราบจริง ๆ ว่าตกลงแล้วพรรครวมไทยสร้างชาติจะอยู่ฟากไหน อันนี้ผมขออภัยที่ต้องเอ่ยตามตรง แล้วก็ เอาจริง ๆ ถ้าจะพูดถึงธรรมเนียมในสภาข้อตกลงในวิปแบบที่ท่านประธานพูดถูกต้องเลยครับ เรามีการประชุมวิป ๓ ฝ่ายกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แล้วก็ตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็เข้าร่วมประชุมนะครับ แล้วก็ไม่ได้คัดค้านใด ๆ ก็มีการชี้แจงเรื่องเวลาทั้งหมดในห้องนั้น ไปแล้ว แต่ทางพรรครวมไทยสร้างชาติก็ไม่ได้คัดค้านหรือว่าถามว่าจะต้องเอาให้ได้ว่า ใช้เวลาของฝ่ายไหน ดังนั้นพอเป็นข้อสรุปและเป็นเอกสารออกมาแล้วมันก็เป็นตามนั้น แล้วผมก็พูดตามตรงว่า ในช่วงเวลา ๑ เดือนที่ผ่านมาก็มีความสับสนจริง ๆ ว่าตกลงแล้วจะมีสมาชิกจาก พรรครวมไทยสร้างชาติไปเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ แล้วมันก็เพิ่งชัดเจนเมื่อไม่นานมานี้เท่านั้นเอง อันนี้ผมต้องชี้แจงเพราะว่าถูกพาดพิงค่อนข้างเสียหายจริง ๆ พรรคประชาชนประกาศตั้งแต่ วันแรกก่อนที่จะโหวตท่านนายกรัฐมนตรีว่าเราไม่ร่วมรัฐบาล แล้วไม่ส่งใครไปเป็นรัฐมนตรี แต่ความตั้งใจของพรรครวมไทยสร้างชาติเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แต่ผมเองก็ยินดี อย่างที่ ท่านประธานบอกว่าก็ให้สิทธิสมาชิกได้นะครับ ขอบคุณครับ
ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ผมเข้าใจ หัวเลี้ยวหัวต่อนี้ก็อาจจะมีปัญหาสับสนกันบ้าง แต่เมื่อลงตัวแล้วก็คงจะเรียบร้อย คุณวิทยาครับ ต่อจากคุณศุภโชติเดี๋ยวท่านใช้เวลาในพรรคท่าน จะให้ใครก็ได้พูด ๗ นาที แล้วพรุ่งนี้ผมก็จะให้สิทธิตามที่คุณปกรณ์วุฒิชี้แจง หรือทางประธานเห็นว่าเป็นความเป็นธรรม กับทุกฝ่ายครับ
ผมเข้าใจว่าเป็น ความผิดพลาดนะครับ แล้วผมก็จะได้รู้สถานะในสภา
โอเคครับ
ถ้าเรียกประชุมเมื่อไร ผมคิดว่าก็ต้องนับพรรครวมไทยสร้างชาติไว้ในสภาด้วยเหมือนกัน
กราบขอบพระคุณครับ
เพราะผมยังมีตัวตนอยู่ แล้วก็ประชุมวันนี้ผมคิดว่า ๗๐๐ กว่าคน เหลือตัวตนจริง ๆ ไม่ถึง ๑๐๐ คนแล้วครับ
หัวเลี้ยวหัวต่อนี้จะมีปัญหาบ้าง คุณแนนจะชี้แจงไหม เอาสั้น ๆ หน่อยนะครับคุณแนน
เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ แนน บุณย์ธิดา สมชัย พรรคภูมิใจไทย อุบลราชธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตได้กล่าวถึงในส่วนเพิ่มเติมจากที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านคือท่านปกรณ์วุฒิได้เรียน ถึงที่พวกเรา จริง ๆ จะเรียกว่าวันนั้นการประชุมจะเป็นวิป ๓ ฝ่ายก็คงไม่ใช่ เพราะวันนั้นเป็น ตัวแทนจากวิปทางฝั่งวุฒิสภา และในฝั่งสภาของเรานี่เป็นตัวแทนของหัวหน้า พรรคการเมืองทุกพรรค เพราะฉะนั้นวันนั้นจริง ๆ มีการสอบถามไม่ว่าจะเป็นของเราเอง รวมถึงฝั่งท่านปกรณ์วุฒิว่าตัวแทนหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติที่มาประชุม ในวันนั้นท่านมีความเห็นในประเด็นเรื่องของเวลา ท่านประสงค์จะใช้ในฝั่งไหน ซึ่งต้องบอกว่า วันนั้นเราก็ไม่ได้รับคำตอบ ท่านประธานก็ได้นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะประชุมในวันนั้น เพราะฉะนั้น วันนั้นตัวดิฉันเองก็เป็นคนสรุปตัวเลขของเวลา สรุปตัวเลขของวัน แล้วก็ได้ทำการขาน ในห้องประชุมแห่งนั้น รวมถึงวันนี้เมื่อช่วงเช้าด้วย แต่จริง ๆ แล้วในส่วนที่ท่านประธาน จะอนุญาตจัดสรรแบ่งเวลาให้ ทางเราก็ไม่มีปัญหาค่ะ เพียงแต่ก็อยากให้ชัดเจนว่าอันนี้ เป็นส่วนที่ท่านประธานอนุญาตเอง แต่ทีนี้จะอ้างไปถึงว่าเป็นทั้งพรรคหรือเปล่า อันนี้ต้อง ขออนุญาตว่าอาจจะต้องคุยกันอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณค่ะ
ก็ค่อยคุยต่อครับ ขอบคุณ คุณแนนครับ เรื่องนี้ที่ผมอนุญาตเพราะว่าการตกลงของวิปก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าสมาชิกไม่พอใจ ก็ต้องคุยกันในที่ประชุมใหญ่ ผมอนุญาตตามนี้พอแล้วครับ ผมอนุญาตตามนี้
ถ้าเป็นว่าคนของผม ไปประชุม แล้วไม่โต้แย้งอะไร ก็เป็นความผิดพลาดของพรรคผม ยอมรับ แล้วก็ไม่ขอใช้สิทธิ เลยครับ
ไม่ขอใช้สิทธินะครับ
จะได้รู้ว่าเขาอยู่กัน อย่างนี้นะครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีชี้แจงครับ
ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังเพื่อนสมาชิกเพื่อให้ทุกฝ่ายได้สบายใจ ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล แล้วก็ได้รับการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ต่อเรื่องของการบริหารราชการภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลาก็ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เป็นคนวางกรอบ งบประมาณด้วยตัวเองก็ดี เข้าใจดีครับว่าความห่วงใยของเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่าน ต่องบประมาณที่เรียกกันง่าย ๆ ว่างบประมาณ Soft Power ก็คงจะมีเยอะ เพราะว่า ที่ผ่านมาก็มีการนำเรื่องนี้มาเผยแพร่ในสื่ออินเทอร์เน็ตมากมายนะครับ
เรื่องแรก ที่ทุกท่านสบายใจได้ก็คือว่าทุกคนที่เป็นข่าวในนั้นผมแทบจะไม่รู้จัก เลยครับ เพราะฉะนั้นก็คงจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากผมได้ คนที่เป็นข่าวต่าง ๆ ผมไม่ได้ รู้จักเขา และผมก็ยืนยันว่าผมจะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งจริง ๆ แล้วงบ ในส่วนนี้ มันก็กระจายไปหลาย ๆ กระทรวงด้วยกัน ซึ่งแน่นอนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็เป็นหนึ่งในกระทรวงที่ได้รับการถูก เขาเรียกว่า ถูกฝังงบไว้ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาส่วนหนึ่ง ดังนั้นแนวทางการทำงานผม เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิก ท่านณัฐพงศ์ก็ได้เสนอ ๑ ๒ ๓ ๔ ผมเรียนว่าไม่ว่าจะเป็น ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือ ๔ ผมเข้าใจว่า ณ วันนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหนึ่งในกระทรวง ที่จะต้องทำงานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นเอง งบประมาณจำนวนนี้เป็นงบประมาณที่มีความสำคัญ แล้วก็ผมยืนยันว่าการใช้งบประมาณ ต่าง ๆ ผมจะทำให้ตรงตามระเบียบทุกอย่าง แล้วก็จะยืนยันว่าสิ่งที่ผมจะต้องทำงานร่วมกับ หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณนี้ ผมจะเน้นในเรื่องของเนื้องาน เน้นในเรื่องของ ความเหมาะสม ใช้ไปแล้วต้องเกิดประโยชน์ ต้องสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากที่สุด นั่นคือสิ่งที่ผมยืนยันต่อเพื่อนสมาชิกได้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไปขอเชิญคุณฐิติมา ฉายแสง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันอยากสะท้อนให้เห็นถึงคำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน ๔ เดือน แทบจะไม่พูดถึงเรื่องเกษตรเลยค่ะท่านประธาน คำว่า เกษตร ปรากฏอยู่แบบ นับคำได้ ทั้ง ๆ ที่คนไทย ๖๗ ล้านคนนี้มีเกษตรกรเข้าไป ๓๐ กว่าล้านคน เกือบครึ่งประเทศแล้ว ทีนี้แปลว่ารัฐบาลอนุทินนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับเกษตรกรเท่าที่ควร ที่ผ่านมา ๒ ปีเต็ม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ในกำกับดูแลของพรรคกล้าธรรม ดิฉันขอถามว่ามีผลงาน อะไรที่ชัดเจนบ้าง ราคาข้าวก็ไม่ได้รับการดูแล เกษตรกรก็อยู่กันอย่างยากลำบาก ขาดทุน เป็นหนี้เป็นสินท่วมหัว ผลผลิตข้าวต่อไร่ก็ยังต่ำ ไม่มีการพัฒนาความรู้ ต้นทุนปุ๋ย ค่าน้ำมัน ค่าแรงสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นราคาข้าวของไทยแทบไม่ขยับตลอดเลย ๑๕ ปี ในปี ๒๕๕๓ เกษตรกรขายข้าวได้เฉลี่ยตันละ ๙,๕๒๐ บาท วันนี้ ปีนี้ ๒๕๖๘ ราคาข้าวเฉลี่ยก็อยู่ที่ ๙,๕๐๐-๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น แล้วที่น่าเจ็บปวดไปยิ่งกว่านั้น ตอนนี้ราคาข้าวนาปรัง ในหลายพื้นที่เหลือเพียง ๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ต่ำกว่าที่เคยขาย เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนเสียอีก ถามว่าถ้าราคาต่ำอยู่กับที่ ตกลงไป ต้นทุนทุกอย่างสูงขึ้น ถามว่าเกษตรกรจะอยู่อย่างไร ท่านประธาน ดิฉันอยากให้ท่านประธานดูภาพดังต่อไปนี้นะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ดูตัวเลข อาจจะตัวเลข เล็กหน่อย ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีผลผลิตข้าวเฉลี่ย ๔๕๖ กิโลกรัมต่อไร่ เท่านั้น ต่ำกว่าเวียดนาม ต่ำกว่าจีน ต่ำกว่าสหรัฐ ต่ำกว่าออสเตรเลีย ชนะเพียงเมียนมา เท่านั้น ตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมา ตัวเลขแทบไม่ขยับ ๔๐๐ กว่าบาท ๔๓๕ บาท ๔๕๐ บาท ๔๐๐ บาท แล้วกลับมาที่ ๔๕๖ กิโลกรัมต่อไร่ แล้วตอนนี้คำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน บอกว่าจะมาช่วยยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัลเอย จะเพิ่มทักษะ จะเพิ่มผลิตภัณฑ์ โถ โถ โถ ๒ ปีที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมคุมเกษตรยังทำอะไรไม่ได้เลย แล้วนี่รัฐบาลใหม่ พรรคกล้าธรรม ก็มาดูแลเกษตรอีก ๔ เดือนจะทำอะไรได้ เอาอย่างนี้ดีกว่าท่านประธานคะ ดิฉันขอเสนอ ถึงเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลอนุทิน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านธรรมนัส พรหมเผ่า น่าจะทำได้ใน ๔ เดือนนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เพราะว่าเรื่องใหญ่โต ดิฉัน ไม่หวังนะคะที่เขาจะมาทำช่วยผลผลิตให้สูงขึ้น มาช่วยระบบชลประทานให้ทั่ว หรือจะมา ปลดหนี้ปลดสินให้พี่น้องเกษตรกร ไม่ได้หวังขนาดนั้นหรอกค่ะ เอาเรื่องนี้ดีกว่าง่าย ๆ เลย ท่านประธาน เป็นเรื่องที่ชาวบ้านเดือดร้อนที่สุด แล้วก็ร้องเรียนมา ดิฉันขอยกกรณีของ พี่น้องเกษตรกรชาวนาจังหวัดฉะเชิงเทราค่ะ ในรอบนาปรังปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ คราวที่ เพิ่งผ่านมา และพรรคกล้าธรรมก็เป็นคนดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็กำลังดูแล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตอนนี้อยู่ เขาถูกตัดสิทธิค่ะ ถูกตัดสิทธิเงินช่วยเหลือไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๑๐ ไร่ เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท มีผลกับพี่น้องชาวนามากในตอนนี้ มันสามารถมาพยุงเขาให้ผ่านพ้นไปจากราคาปุ๋ยที่สูงขึ้น หรือว่าราคาข้าวที่มันสวนทางกันมันตกต่ำอยู่ตอนนี้ แต่เกษตรกรกลับถูกตัดสิทธิ เพียงเพราะว่า อะไรคะ เขาปลูกข้าวนาปรังที่เร็วกว่าเกณฑ์ที่ทางการประกาศ จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดหนึ่ง ที่อยู่ในกลุ่มที่เขาประกาศให้ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ถึง ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๘ ในช่วงนี้จะ ได้รับเงินช่วยเหลือข้าวนาปรัง ๑,๐๐๐ บาทอันนี้ละค่ะ ทีนี้ปรากฏว่าวิถีชีวิตชาวนา ของฉะเชิงเทรา รวมทั้งของท่านรัฐมนตรีที่เพิ่งพูดไปเมื่อสักครู่ของท่านอรรถกรนะคะ พี่น้องประชาชนเราแถบนี้วิถีชีวิตชาวนาเขาจำเป็นที่จะต้องหว่านข้าวก่อน ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เขาอาจจะหว่านกันยายน เขาอาจจะหว่านเดือนตุลาคม เช่น บางคนหว่าน ๓ ตุลาคม บางคนหว่าน ๒๐ ตุลาคม มันก่อน ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ปรากฏว่าเขาไม่ได้เงิน แล้วถามว่า ชาวนาเขาผิดอะไร การที่เขาหว่านก่อนแล้วเขาลงทะเบียนก่อน แล้วเขาก็ไม่ได้เงิน แต่ผลผลิตเขาอยู่ในช่วงที่ท่านประกาศว่าให้ได้ผลผลิตจากข้าวนาปรังแล้วก็จ่ายเงิน ดังนั้น เป็นน่าที่เสียใจเป็นอย่างยิ่งที่มากไปกว่านั้นก็คือว่าเกษตรตำบลบางแห่งยังมาบอกกับ พี่น้องเกษตรกร บอกว่าไม่ต้องลงทะเบียนหรอก อย่างไรก็ไม่มีทางได้อยู่แล้ว เพราะว่า ในสารบบของประเทศไทยเราไม่เคยมีการช่วยเหลือข้าวนาปรัง เราช่วยเหลือแต่ข้าวนาปี พอมาเจอข้าวนาปรังโดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย งงค่ะเกษตรกรงง เลยไม่มารับขึ้นทะเบียนกับ พี่น้องเกษตรกร เขาก็เลยไม่ได้เงินค่ะ อย่างนี้ถามว่าพี่น้องชาวนาจะไปพึ่งใครได้ แล้วดิฉัน ย้ำตรงนี้เลยว่าเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ที่ผ่านมาดิฉันไปยื่นหนังสือถึงท่านรัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่า ตรงหน้าบัลลังก์ของท่านประธานนี่ละค่ะ เพราะรู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวท่านจะได้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ท่านก็พูดเองว่าท่านจะทบทวน แล้วท่าน ก็บอกว่าท่านจะช่วยเหลือพี่น้องชาวนาเท่าที่ทำได้ ท่านบอกอย่างนั้นนะคะ เพราะฉะนั้น ท่านจะไม่สามารถพูดได้เลยว่าท่านไม่รู้เรื่อง ท่านพูดอย่างนี้ไม่ได้ ดิฉันหวังว่าท่านจะกลับมา ทบทวน แล้วก็เรื่องนี้มันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยค่ะ ท่านประธานคะ เมื่อตอนปี ๒๕๕๖ ดิฉันเองร้องเรียนภาพนี้ที่ท่านประธานเห็น ดิฉันร้องเรียนไปยังท่านอธิบดีกรมส่งเสริม การเกษตรในขณะนั้น เพราะว่าเกษตรจังหวัดทำเอกสารของพี่น้องชาวนาตกน้ำหายไป เพราะมีน้ำท่วมปี ๒๕๕๔ เสร็จแล้วเขาก็ทบทวนแล้วก็จ่ายเงินให้พี่น้องชาวนายังทำได้เลย เพราะฉะนั้นท่านอธิบดีทำได้ ดิฉันก็คิดว่าท่านรัฐมนตรีก็ต้องทำได้ จะแพ้อธิบดีได้อย่างไร ดิฉันไม่ได้เอาชนะคะคานทางการเมือง แต่ต้องการถามแทนพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลอนุทิน ๔ เดือน จะเลือกปล่อยให้ ๔ เดือนสูญเปล่า สูญเสีย สูญหาย หรือจะทำ สักเรื่องหนึ่งให้มันเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ให้พี่น้องประชาชนนั้นได้ยืนเคียงข้าง อยู่ด้วย ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณธีระชัย แสนแก้ว ต่อจากคุณธีระชัยก็จะไปที่วุฒิ ๓ ท่าน แล้วจะกลับมาที่คุณศุภโชติ อีกทีครับ เชิญคุณธีระชัยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฝากท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีด้วย กระผมจะไม่พูดเรื่องเขากระโดง จะไม่พูดเรื่องฮั้ว สว. เพราะว่า พี่น้องประชาชนทั้งประเทศรู้แล้วว่าฮั้วจริง ๆ ครับ กระผมจะไม่พูดเรื่องถนนยุบ อยู่หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล หน้าโรงพักสามเสน จะไม่พูดครับ สภารั่วผมก็จะไม่พูด ผมจะพูดเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชนครับ กระผมได้อ่านคำแถลงนโยบายของ ท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อเช้านี้ ในหน้า ๒ ท่านบอกว่าการบริหารจัดการราคาสินค้าทางด้าน การเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาส รายได้ และสร้าง ความสามารถในการแข่งขันให้แก่พี่น้องเกษตรกรให้มั่นคง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านบอกว่าจะทำให้ราคาสินค้าอยู่ในราคาที่เหมาะสมและจะช่วย พี่น้องเกษตรกร ให้มีความมั่นคงโดยจะร่วมมือกับภาครัฐเอกชนและท้องถิ่นให้มุ่งเน้น ในการพัฒนาเทคโนโลยี เรียนรู้ทักษะ เพิ่มทักษะเพื่อเป็นการผลิตการสร้างรายได้ให้มากขึ้น และยังบอกอีกว่าจะส่งเสริมให้พลังงานแสงอาทิตย์ในการเกษตร ท่านประธานที่เคารพครับ ในหน้า ๒ ที่ผมได้กล่าวมาเบื้องต้นนั้นกระผมไม่เห็นมีอะไรที่มันเป็นรูปธรรมเลย ทั้งความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน พี่น้องเกษตรกรที่จะเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ ในด้านการเกษตร ประกาศอย่างนี้ใครก็ทำได้ครับท่านประธานครับ ซึ่งกระผมไม่เห็นถึง วิธีการ ขั้นตอนการทำงานไม่เห็นเลยว่าจะทำให้มันสำเร็จเป็นมรรคเป็นผลได้อย่างไร และการนำเทคโนโลยีที่เราพูดกันมาตลอดมันจะทำได้อย่างไร เพราะราคามันสูง พี่น้องเกษตรกร เราจะเอาทุนมาจากไหนล่ะครับซื้อ ท่านประธานครับ เกษตรกรรายย่อยมันมากกว่าเกษตรกร ที่เป็นเศรษฐี วันนี้พี่น้องเกษตรกรเรายากลำบากมากเหลือเกิน เพราะราคาสินค้าของพี่น้อง ทางด้านการเกษตรตกต่ำมาก เพื่อนสมาชิกก็ได้บอกไปแล้วว่าราคาข้าวมันไม่เคยมีตั้งแต่เกิด มาว่าราคา ๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียน มันสำปะหลังก็ตกต่ำเหลือบาทกว่า ๆ ครับ ณ เวลานี้ ยางพาราในฐานะย่ำแย่ก็ย่ำแย่เหมือนกันถึงแม้ว่ามันจะไม่ถึงขีดย่ำแย่ ขนาดก่อนมาแถลง นโยบายท่านว่ารัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรก็รู้งาน ชิงประกาศไปก่อน ยางพาราจะต้องได้กิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท กิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท มา ๒ ปีมาจนถึงขณะนี้ แล้วก็ยังกิโลกรัมละ ๑๐๐ อีกครับ มันไม่ถึงครับ ขอถามหน่อยว่าจะทำให้ราคายางขึ้นไปถึง กิโลละ ๑๐๐ บาท ท่านต้องทำอย่างไร เมื่อก่อนเอิ๊กอ๊ากครับท่านครับ ได้มีการสั่งการต่าง ๆ ในการที่ยางพาราที่จะนำเข้าจากประเทศพม่า จากผู้มีอิทธิพลเถื่อน จากอะไรต่าง ๆ ท่านจะต้องปราบปราม นุ่งโสร่งเข้ามา ท่านจะต้องสกัดกั้นไว้ เพราะเอามาขายแข่งยางพารา ที่มีมากมายในประเทศไทย มันไม่ได้หรอกครับ แล้วก็ยังได้ข่าวอีกครับว่ามีการนำเข้าน้ำยาง จากประเทศเวียดนามอีก ขนาดในประเทศมันมีมากมายจนราคามันตกต่ำขนาดนี้ และมันจะ ถึง ๑๐๐ ได้อย่างไรครับท่านประธาน ต่อไปในหน้า ๕ อยู่ตรงนี้ละครับ ท่านบอกว่า จะยกระดับวิธีการเกษตรไปสู่เกษตรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นป้องกันการลด การเผาทางด้านการเกษตรเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ผมอยากฝากท่านนายกรัฐมนตรีให้ท่านกำชับ สส. ๓๑๑ คน ให้มาประชุมเรื่องอากาศสะอาด พระราชบัญญัติอากาศสะอาดให้มันลุล่วงเถอะครับ เอาตรงนี้ให้เสร็จก่อน ผมอยากจะเล่าให้ ท่านฟังครับโดยเฉพาะพี่น้องชาวไร่อ้อยของผม ทำไมถึงว่าของผม ผมเป็นนายกสมาคม ชาวไร่อ้อยภาคอีสานนะครับ ทุกวันนี้พี่น้องชาวไร่อ้อยตกระกำลำบากเหลือเกินครับ คาดว่า เปิดหีบปีนี้ผลผลิตน้ำตาลทรายฤดูกาลผลิต ปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๙ ที่จะถึงเดือนธันวาคม ราคาอ้อยจะได้รับไม่ถึง ๑,๐๐๐ บาทครับ และบอกตรง ๆ ถึงแม้ว่าอ้อยจะเชื่อมโยงไปอยู่ กระทรวงอุตสาหกรรมแต่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องสั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดูเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ อ้อยมันเกี่ยวพันกับฝุ่น PM2.5 ด้วย พี่น้องชาวไร่อ้อยก็เลยเป็นจำเลย สังคมมาโดยตลอด ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมามีการสนับสนุนการตัดอ้อยสดเพื่อลด PM2.5 พี่น้องเกษตรกรให้ความร่วมมืออย่างดีครับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลก่อน ๆ ได้ช่วยเหลือตันละ ๑๒๐ บาท ซึ่งเป็นอ้อยสด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อปีที่แล้วได้ ๖๙ บาท ก็ยังจะเอาเงินกองทุนมาช่วยอีก ๓๐ บาทซึ่งจะมีอีกไม่กี่วันมานี้ เงินกองทุนไม่ต้องเข้า ครม. ท่านประธานที่เคารพครับ พออะไร ๆ ไม่เป็นรูปธรรมแล้วไม่ชัดเจนพี่น้องเกษตรกร เขาจะไว้ใจรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างไรครับ การขึ้นสู่ตำแหน่งอำนาจฝ่ายค้ำของท่านจะช่วย พี่น้องเกษตรกรได้จริง ๆ หรือครับ ผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเป็นผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทราย ปลูกอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย มาประมาณ ๓๐ กว่าปีแล้ว พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ปี ๒๕๒๗ และแก้ไข เมื่อปี ๒๕๖๔ ครับ ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย มีการแก้ไขและ ช่วยการแก้ไขชาวไร่อ้อยมาจนถึงปัจจุบันนี้นะครับ ที่กระผมฟังจากการแถลงนโยบายนั้น จากเอกสารฉบับนี้กระผมกังวลเหลือเกินว่าท่านจะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ไม่ได้เลยครับ กระผมขอนำเสนอ เพราะผมเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์นะครับ ไม่ต้องห่วงสิ่งที่รู้ต้องแนะนำท่าน เพราะไม่รู้ทุกคนหรอกครับ กระผมขอนำเสนอแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาราคาอ้อยตกต่ำที่จะมีขึ้น ปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๙ เปิดหีบเดือนธันวาคม กำลังจะมาถึงและจะเริ่มเปิดหีบตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ การคิด ราคาอ้อยเบื้องต้นประมาณการว่าจะตกต่ำเหลือ ๘๕๐ บาทเท่านั้นเองต่อตันอ้อย ราคา น้ำตาลในตลาดโลกก็ตกต่ำเหลือ ๑๕-๑๗ เซนต์ต่อปอนด์ วันนี้ก็เหลือ ๑๖.๕๙ เซนต์ต่อปอนด์ เท่านั้นเองครับ อันนี้คือน้ำตาลทรายดิบ ท่านนำออกไปเขาก็ไปแปลงอีก ในช่วง ๒-๓ ปี ที่ผ่านมานั้นราคาน้ำตาลตลาดโลกอยู่ที่ ๒๒-๒๔ เซนต์ต่อปอนด์ จะทำให้ชาวไร่อ้อยได้ราคา สูงถึง ๑,๔๒๐ บาทในฤดูกาลปี ๒๕๖๖/๒๕๖๗ ครับท่านประธาน แต่ปีที่ผ่านมานั้น ปี ๒๕๖๖/๒๕๖๗ อยู่ที่ ๑,๑๖๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคารพท่านประธานนะครับ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ได้มีมติ ออกมาว่าต้นทุนในการผลิตอยู่ที่ตันละ ๑,๑๕๐ บาท มันต่ำครับ พูดไปพูดมาปี ๒๕๖๘/๒๕๖๙ ที่กำลังจะถึงนี้ประมาณการราคาชาวไร่อ้อยจะต้องขาดทุนตันละ ๓๐๐ บาท ท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีเตรียมดี ๆ ๔ เดือนท่านสามารถจัดการได้ ท่านครับ ผมไม่ดูถูกดูแคลน ท่านนะครับ ๔ เดือนก็จัดการได้ครับ กระผมขอเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาอ้อย ตกต่ำอย่างนี้ ทำไม ๔ เดือนต้องจัดการได้ถ้าท่านกล้าตัดสินใจ ท่านเอางบกลางในปี ๒๕๖๙ ช่วยเหลือพี่น้องชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดส่งเข้าโรงงานแก้ไขปัญหา PM2.5 ตันละ ๑๒๐ บาท เหมือนที่เคยปฏิบัติมาหลายปีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับพี่น้องชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสด ซึ่งขณะนี้มีการตัดอ้อยสดเมื่อก่อน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อ้อยไฟไหม้ ณ เวลานี้อ้อยไฟไหม้เหลือ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ครับ ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดีกว่าไปแจกฟรี ๆ ครับ อะไรก็แล้วแต่ นี่เขาก็เป็นการทำงาน ในเมื่อเป็นการทำงาน เศรษฐกิจไม่ดีก็มาช่วยเขาจะไม่ดีกว่าหรือครับ คือไม่ต้องบอกเลยครับว่ามันจะสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะว่า ๑ ตุลาคม งบประมาณ ๒๕๖๙ ก็ผ่านแล้ว ใช้ได้เต็มเม็ดอยู่แล้ว เปรียบเทียบกับ MOA ของท่านบอกว่าจะอยู่บริหาร ๔ เดือน กับงบประมาณเต็มจำกัดขนาดนี้ ๓,๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ทำงานกันทุกพรรค ในกรรมาธิการวิสามัญ งบประมาณก็ผ่านไปแล้วผ่าน สว. ไปแล้ว ท่านได้เปรียบเหลือเกิน ในการที่จัดการเรื่องนี้การใช้งบประมาณ แต่อย่าเป็นเพียงเอาไปหาเสียงเท่านั้น ต้องเอามา ให้พี่น้องเกษตรกรที่มันมีปัญหานี่ทุกอย่าง เพราะเกษตรกรนี้ผมเอาเสี้ยวหนึ่งนำรายได้สู่ ประเทศไม่ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านต่อปีนะครับ
ประการที่ ๒ ครับท่านประธานครับ ควรปรับราคาน้ำตาลถ้าไม่มีปัญญา ผมบอกเลยปรับราคาน้ำตาลที่บริโภคภายในประเทศ ที่ผมเคยพูดแล้วหลายครั้งหลายหน เพราะชาวไร่อ้อยเขาจะได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ โรงงานน้ำตาลจะได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่การปรับ ราคาน้ำตาลกิโลกรัมละ ๓ บาท บริโภคภายในประเทศจะได้เงินประมาณ ๗,๕๐๐ ล้านบาท เท่านั้น เพราะเราบริโภคน้ำตาลภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ ๒๕ ล้านกระสอบ คิดเป็น กิโลกรัมสิครับ เหมือนที่กระผมเคยนำเสนอท่านสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี ๒๕๕๑ เกษตรกร ชาวไร่อ้อย อุตสาหกรรมนี้จะล้มละลาย ผมบอกว่าเสนอปรับราคาน้ำตาลกิโลละ ๕ บาท เอาเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ภายใน ๓ ปี ใช้หนี้หมด ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเอามาให้พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ปลูกอ้อยต่อไป ลืมตาอ้าปากมาจนถึงวาระนะครับ ก็ไม่เห็นมันมีปัญหาอะไรเลยนะครับ แต่นโยบายนี้ก็ถูกยกเลิกไปครับท่านประธาน ถูกยกเลิกไปเมื่อปี ๒๕๖๐ โดยรัฐบาลลุงตู่ครับ ใช้มาตรา ๔๔ เพราะอ้างว่าจะผิดกติกาการค้าดับเบิลยูทีโอ ทำให้กองทุนไม่มีเสถียรภาพ ตั้งแต่ตอนนั้นมา แค่บราซิลบอกว่าขู่จะฟ้องดับเบิลยูทีโอ เฉย ๆ เลยครับ ปัจจุบันนี้ ประเทศบราซิลได้มีการสนับสนุนส่งเสริมชาวไร่อ้อยเพิ่มเป็นตันละ ๗๐ บาทแล้วครับ ท่านครับ ไม่เชื่อก็ไปดู กระผมจึงอยากเรียกร้องให้ท่านนำนโยบายนี้กลับไปใช้ใหม่อีกทีหนึ่ง เพราะวันนี้ไม่มีประเทศใดในโลกที่จะรักษากติกานี้แล้ว แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาก็ยัง ไม่เข้าไปเป็นสมาชิกดับเบิลยูทีโอเลยครับ มันต้องเอาของจริงมาพูดกัน เวลาจะแก้ไขปัญหา เกษตรกรต้องเอาต้นทุนเขามา ไม่ใช่จะต้องมาพูดเพื่อความเหมาะสม เหมาะสมอย่างไรล่ะครับ พริกเขือเกลือปลาร้า ๕ บาทนั่นหรือครับ มันเหมาะสมอย่างไรครับ ขอให้กระทรวง อุตสาหกรรมบริหาร บอกท่านรัฐมนตรีด้วย บริหารอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลทราย ซึ่งพระราชบัญญัติเขียนไว้อย่างดีแล้ว ซึ่งพวกเราสร้างกฎหมายขึ้นมา บริหารโดยรัฐ รัฐบาล คือกระทรวง โรงงานน้ำตาล เกษตรกรชาวไร่อ้อยถูกต้องที่ท่านบอกว่าภาครัฐ เอกชนนะครับ รัฐ เอกชนและเกษตรกร โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้ดูแล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ ๓ กระทรวงไปบริหาร ที่ผ่านมาให้ราชการกระทรวง อุตสาหกรรมกระทรวงเดียวไปบริหาร โดยรัฐมนตรีให้ข้าราชการ ๓-๔ ปีที่ผ่านมาให้ราชการ บริหาร เพราะฉะนั้นจะไปเป็นรัฐมนตรีทำไมครับท่านประธาน
ข้อที่ ๔ อุตสาหกรรมนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมอาหารที่พึ่งพาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย รัฐบาลไม่ใส่ใจไม่ได้นะครับ ต้องช่วยดูแลและสร้างราคาให้พวกเขาอยู่ได้ ถ้าพวกเขาอยู่ไม่ได้ เขาเลิกทำอ้อย พอเลิกทำอ้อยน้ำตาลก็ไม่มี ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมา พอนำเข้า จากต่างประเทศมาต้องมา Re ไป Refine ทำโน้นทำนี่ ราคาน้ำตาลปัจจุบันนี้ในประเทศไทย ราคา ๒๒ บาทเท่านั้นเอง ในตลาดโลกทั้งหมดเราเป็นบริโภคน้ำตาลต่ำที่สุดอันดับ ๓ ของโลก ใน ๘๐ ประเทศของโลกนี้ครับท่าน สุดท้ายผมอยากจะขอกราบเรียน ขอฝากนายกรัฐมนตรี ว่าผมก็คุ้นเคยท่านดี แล้วท่านก็มีปฏิสังคมพันธไมตรีกับ สส. กับพี่น้องอะไรต่าง ๆ ดูแลกัน มาตลอด เพราะฉะนั้นพอท่านได้โปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเปลี่ยนไปครับท่าน ท่านมีเปลี่ยนไป เสี่ยหนูนอบน้อมถ่อมตน ดีทุกคน กราบไหว้ทุกคน แต่พวกเราไม่ต้องการให้ นายกรัฐมนตรีมากราบไหว้หรอกครับ แต่พอได้รับการโปรดเกล้าฯ ท่านดูเหลิง เหลิงอำนาจ พูดจาไม่ค่อยดี ก้าวร้าวพูดอีโน่นอีนี่ ขึ้นเวทีปราศรัย แล้ว ๒ วันก่อนก็ไป Claim น้องส้มของ เราอีกที่อยุธยา อยากจะให้ท่านมีการปรับปรุงว่าท่านอนุทินคนเดิม ท่าน สส. อนุทินเป็น คนเดิมที่เรารักเคารพ อย่าเหลิงอำนาจครับ ผมขอเตือนแค่นี้ ในฐานะที่ท่านเป็น นายกรัฐมนตรีท่านจะไปพูดอย่างนั้นไม่ได้ ไม่ใช่นายกสมาคมชาวไร่อ้อยเหมือนผม ขอให้ท่าน ปรับปรุงบุคลิกของท่านให้เหมือนเดิมครับ อย่าเพิ่งไปก้าวร้าว ถ้าเกิดว่าบักนั้นก็เป็นได้ บักนี้ ก็เป็นได้ ผมก็พูดได้เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นขอขอบคุณครับ ขอแนะนำแค่นี้ละครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็น วุฒิสมาชิก ๓ ท่านนะครับ สมาชิกที่วิปมอบหมายเวลาให้แล้ว ช่วยรักษาเวลาด้วยครับ ไม่อย่างนั้นคนข้างหลังจะดึกไปนะครับ ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเวลาที่เกินทางวิปก็จะหักของ ฝ่ายนั้นไป ผมเพียงแต่เตือนไม่อยากจะให้คนข้างหลังกังวล ต่อไปคุณเอกชัย เรืองรัตน์ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ขอบคุณท่านธีระชัย แสนแก้ว มากนะครับ เห็นเพื่อน ๆ กำลังง่วงอยู่ตื่นเลยครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ดอกเตอร์เอกชัย เรืองรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตฝากไว้ ๓ เรื่องนะครับ
เรื่องแรกทางด้านเศรษฐกิจ ในระยะเวลาเพียงแค่ ๔ เดือน เรื่องแรกเลยนะครับ ก็ฝากท่านนายกรัฐมนตรีช่วยดูเรื่องค่าเงินบาทครับ เพราะว่าปัจจุบันค่าเงินบาทไม่สอดคล้อง กับบริบทเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอย่างมาก ไม่ว่าจะมีปัญหาว่าเป็นเรื่องเงินสีเทาเข้ามา การฟอกเงิน หรือการฟอกเงินผ่านทองคำ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับแบงก์ชาติ หรืออัตราแลกเปลี่ยน ใดเป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องดูแลเรื่องค่าเงินบาท ลองเปรียบเทียบย้อนกลับไป เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เทียบปัจจุบัน ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาเกิดอะไรขึ้น เหมือนที่ท่าน สส. ฐิติมา ฉายแสง ท่านพูดถึงปัญหาที่ฉะเชิงเทรา ราคาข้าวมีปัญหาลองคิดดู ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ๑๓ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อดูราคาข้าวไทยเทียบกับข้าวเวียดนาม ข้าวไทยแพงกว่า ข้าวเวียดนามประมาณ ๖.๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเงินอยู่ในจุดที่ เหมาะสมสินค้าเกษตรหลายตัวสามารถส่งออกได้ ไม่นับรวมถึงอีกหลายอุตสาหกรรมที่จะ ส่งออกได้ดีขึ้น อันนี้สำคัญมาก เพราะฉะนั้นฝากเรื่องค่าเงินบาทนะครับ เรื่องที่เกี่ยวพันกัน อีกอันหนึ่งก็คือ เรื่องการใช้งบประมาณ ๓.๖ ล้านล้านบาท เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างขอให้ใช้ เอกชนไทยให้มากที่สุด สินค้าที่ผลิตภายในไทยให้มากที่สุด ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีปัญหาว่า มีเอกชนที่ได้รับสิทธิ SMEs ไทยประมูลงานปรากฏว่าไปดูไส้ในเป็น Nominee มีต่างชาติ ถือหุ้นเพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แต่มีอำนาจครอบงำกิจการทั้งหมด แต่ใช้สิทธิ SMEs ไทยครับ ก็ฝากท่านนายกรัฐมนตรีช่วยดู เมื่อเราใช้เงินภาษีเราไปอัดฉีดแล้วจะต้องได้ถึงเอกชนไทย ให้เกิดการหมุนเวียนในเศรษฐกิจประเทศเรานะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับการบริหารเงินวัดและเงินพระ อันนี้มีความสำคัญ ในเรื่องการรักษาศรัทธาและสร้างความโปร่งใสให้กับสังคมไทย เรื่องนี้ก็ต้องขอขอบคุณ กรมสรรพากรที่มีคำสั่ง ๑ มกราคม ๒๕๖๙ ว่าบริษัทและบุคคลจะใช้สิทธิทางภาษีได้ต้องใช้ e-Donation เท่านั้น คราวนี้เมื่อตัวนั้นสำเร็จแล้ว ถัดไปก็ขอให้ท่านนายกผลักดันให้ ๑ วัด หรือ ๑ มูลนิธิ มีเพียงแค่ ๑ บัญชีเงินฝากจากทุกธนาคารเท่านั้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และขอให้ยกเลิกบัญชีชื่อพระ ยกตัวอย่างบางท่านโอนเงินอาจจะเป็นพระปลัด จุด จุด จุด ก็ขอให้เป็นการเปิดบัญชีวัดเท่านั้น บัญชีบุคคลธรรมดาที่ใช้ชื่อพระก็ขอให้ยกเลิก
ถัดไปอีกเรื่องหนึ่งเรื่องกฎหมาย ก็มี พ.ร.บ. หนึ่งที่สำคัญมากเลย คือ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งท่านอาจารย์บวรศักดิ์เป็นผู้ร่าง ล่าสุดได้ยินว่า พ.ร.บ. นี้ตกค้างอยู่ ที่ ครม. นะครับ เนื่องจากปัจจุบันนี้เราได้สูญเสียอธิปไตยด้านแพลตฟอร์มไปโดยสิ้นเชิง แพลตฟอร์มใหญ่ ๆ ในประเทศไทยไม่มีแพลตฟอร์มใดเป็นของคนไทยเลย และมูลค่า เศรษฐกิจดิจิทัลมีมูลค่าสูงถึง ๑.๖ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. นี้มีความสำคัญมาก ก็ฝากท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ
สุดท้ายความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทยจะไม่เกิดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดจากการที่ประชาชนคนไทยทุกคนยืนหยัดได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญคุณวิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกรัฐสภา ดิฉัน วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ ถ้าจะพูดถึง ๔ Roadmap กับ ๔ เดือน ที่รัฐบาลจะต้อง เร่งแก้ปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจปากท้อง ชายแดน ภัยธรรมชาติ แล้วก็ภัยสังคม ดิฉัน ฟังแล้วก็เป็นนโยบายทั่ว ๆ ไปก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากนโยบายของรัฐบาทที่ผ่านมานะคะ จะเรียกได้ว่าเป็น Consent Model ก็ได้ค่ะท่านคะ วันนี้ดิฉันจะขออนุญาตอภิปรายถึง นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้บริโภค นั่นก็คือนโยบายคนละครึ่งค่ะ นโยบายนี้จะเกิด เป็นมรรคเป็นผลได้ก็ต่อเมื่อประชาชนคนไทยทุกคนได้รับสิทธิอย่างทั่วถึงเท่าเทียมและ ถ้วนหน้าค่ะ รวมถึงการใช้จ่ายจะต้องไม่ยากจนเกินไป ซึ่งถ้าหากรัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจ กับวงเงินงบประมาณที่มีอยู่นี้ดิฉันคิดว่ารัฐบาลอาจจะต้องมีการวางแผนนโยบายในส่วนของ หนี้สาธารณะที่อาจจะต้องเพิ่มขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่พวกเราเองไม่อยากจะเห็นค่ะ นอกเหนือจาก การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลุ่มผู้บริโภคกับนโยบายคนละครึ่งแล้ว วันนี้ดิฉันอยากจะขอ อนุญาตนำเสนอในเรื่องของการผ่อนปรนเครดิตบูโรค่ะ ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วย ในเรื่องของเศรษฐกิจได้ ท่านเชื่อหรือไม่ว่าวันนี้ปัญหาเครดิตบูโรเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย ส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยทำงานค่ะ วันนี้คนไทยจำนวนมากรวมถึงผู้ประกอบการ SMEs นั้นติดปัญหาเรื่องของเครดิตบูโรอันเนื่องมาจากสภาพปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรังมาเป็น ระยะเวลานาน รัฐบาลทุกรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เลย คนรวยก็รวยเป็นกระจุก คนจนก็จนกระจาย นี่คือสภาพเศรษฐกิจสังคมของประเทศไทยค่ะ วันนี้ตัวเลขหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้ครัวเรือนเข้าขั้นวิกฤติ หลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว มีตัวเลขสูงถึง ๑๖.๕ ล้านล้านบาท หนี้เสียสูงถึง ๑.๒ ล้านล้านบาท ใน ๙.๕ ล้านบัญชี และกำลังที่จะเป็น หนี้เสียอีก ๕.๘ แสนล้านบาท ภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นนี้เกิดจากระบบเศรษฐกิจที่พังมาเป็น ระยะเวลานานต่อเนื่อง การปรับโครงสร้างหนี้ก็ติดไปด้วยกำแพงเงื่อนไขที่ไม่สามารถชำระ หนี้ได้ ท่านเชื่อไหมคะว่าวันนี้คนไทยเรามีเพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เข้าถึงระบบของ สินเชื่อ เมื่อเช้าดิฉันฟังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทินได้แถลงนโยบาย ดิฉันรู้สึกดีใจค่ะ ท่านมีนโยบายในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการแก้ปัญหาหนี้นะคะ แต่ยังไม่ทันไร ดิฉันก็ได้รับฟังว่าท่านก็ได้แถลงถึงเงื่อนไข ถือได้ว่าเป็นการสร้างกับดักหนี้ค่ะ เพราะท่าน จะให้เฉพาะลูกหนี้ที่สามารถชำระหนี้ได้สม่ำเสมอ ดิฉันก็เลยงงว่าตกลงท่านจะช่วยใครนะคะ ท่านจะช่วยประชาชนแก้กับดักหนี้หรือจะสร้างกับดักหนี้ให้กับประชาชน ฉะนั้นในวันนี้ ก็จะเป็นการดีหากว่ารัฐบาลนั้นจะได้มีการผ่อนปรนในเรื่องของเครดิตบูโร ในช่วงระยะเวลา สั้น ๆ นี้โดยที่ท่านไม่ต้องใช้งบประมาณอะไรมากมาย เช่นกับนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งตรงนี้ ก็จะสามารถช่วยได้ในทางหนึ่งค่ะ ประการสำคัญไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มผู้บริโภคนะคะ ท่านต้อง มองถึงกลุ่มผู้ประกอบการหรือว่า SMEs ด้วย วันนี้ทั้ง ๒ กลุ่ม จะเป็นกลไกสำคัญในการ กระตุ้นเศรษฐกิจนะคะ ซึ่งก็จะส่งผลต่อตัวเลขจีดีพีของประเทศด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น ในเรื่องของการผ่อนปรนเครดิตบูโร การทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลเอง ก็มีโครงการเงินกู้ต่าง ๆ มากมายมาให้กับผู้ประกอบการหรือว่า SMEs แต่สุดท้ายแล้ว ผู้ประกอบการก็เข้าถึงโครงการนี้ได้ยากมากเพราะว่าติดด้วยเงื่อนไขที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงไว้เมื่อเช้านี้นั่นเองค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันเองก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องมี นโยบายในเรื่องของการผ่อนปรนเงื่อนไขเครดิตบูโร ซึ่งในกระบวนการท่านสามารถทำได้โดย เริ่มต้นตั้งแต่ธนาคารซึ่งเป็นธนาคารของรัฐ เช่นธนาคารออมสิน โดยการให้ระยะเวลา ผ่อนปรน ๑ ปีหรือ ๒ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานประกอบการที่ยังคงประกอบการอยู่ หรือว่ายังคงมีการส่งงบประจำปีอยู่ ท่านไม่ควรที่จะนำเอาผลประกอบการที่อยู่ในเครดิตบูโร นั้นมาเป็นนัยสำคัญในการพิจารณาหรือการตัดสิน ท่านควรที่จะคำนึงถึงความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนแล้วก็ผู้ประกอบการเป็นที่ตั้งค่ะ
ท้ายที่สุดค่ะท่านประธาน ดิฉันเชื่อว่าเมื่อผู้ประกอบการ เมื่อผู้บริโภค ได้รับ การช่วยเหลือ เศรษฐกิจประเทศไทยขับเคลื่อนไปได้ ดิฉันเชื่อว่าในช่วงระยะเวลาอันสั้นนี้ หากท่านใช้นโยบายนี้กับพี่น้องประชาชน ท่านจะได้คะแนนเสียงคะแนนนิยมมหาศาลจาก พี่น้องประชาชนในประเทศค่ะ กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
ต่อไปขอเชิญคุณประภาส ปิ่นตบแต่ง ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา กลุ่ม ๑๗ ประชาสังคมและองค์กรสาธารณประโยชน์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตอภิปรายแสดงข้อคิดเห็นต่อนโยบายด้านภัยธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนะครับ แม้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อนโยบายดังกล่าวไว้โดยมีทิศทางและ มาตรการเชิงนโยบายที่ชัดเจนพอสมควรครับ ผมก็ขอแสดงความคิดเห็น ๒-๓ ประการดังนี้
ประการแรก ผมเห็นว่ารัฐบาลยังขาดการมองรากเหง้าความสำคัญของปัญหา ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มาจากผลของการดำเนินโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ ตัวอย่างเช่นเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และโครงการแลนด์บริดจ์ที่กำลังถูกผลักดันให้เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ นโยบายเพื่อมุ่งสร้างความ มั่งคั่งทางเศรษฐกิจเหล่านี้ล้วนต้องใช้ต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อม ฐานทรัพยากรธรรมชาติ ต้องถูกทำลายไป ที่สำคัญโครงการเหล่านี้ได้ทำให้ชาวบ้านและพี่น้องในชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ ต้องได้รับผลกระทบ ถูกแย่งชิงฐานทรัพยากร ถูกขับไล่ออกจากฐานทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ซึ่งต้องอาศัยเป็นฐานสภาพดำรงชีพนะครับ
ประการที่ ๒ ผมเห็นว่ารัฐบาลควรมีนโยบายที่ชัดเจนด้านการเปลี่ยนผ่าน พลังงานฟอสซิล พลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือน กระจกเป็นอันดับที่ ๒๐ ของโลก โดยร้อยละ ๗๐ มาจากกลุ่มพลังงานฟอสซิล แต่แผน นโยบายพลังงานแห่งชาติและร่างแผนกำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุดก็ยังอยู่บนฐานพลังงาน ฟอสซิล ซึ่งควรจะต้องทบทวนฐานคิดดังกล่าวนี้นะครับ
ประการที่ ๓ นโยบายคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อ ดูดซับคาร์บอนและสร้างคาร์บอนเครดิตเพื่อขายในตลาด นโยบายดังกล่าวนี้มีความน่ากังวล อย่างยิ่ง เพราะว่าความต้องการพื้นที่ป่าขนาดใหญ่เพื่อการผลิตคาร์บอนเครดิตอาจนำไปสู่ การแย่งชิงที่ดินหรือการขับไล่ชุมชนชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่เคยอาศัยและทำกิน เพื่อนำ พื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ไปดำเนินโครงการปลูกป่าเชิงเดี่ยวโดยอ้างความชอบธรรมในการ แก้ปัญหาสภาวะภูมิอากาศ ปัญหาเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งที่รัฐบาลเคยมีนโยบาย สร้างป่าร้อยละ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ มุ่งสร้างป่าเศรษฐกิจแต่ก็ได้อนุญาต ให้นายทุนเช่าพื้นที่ป่าไปปลูกไม้ยูคาลิปตัสและไม้โตเร็วอื่น ๆ ซึ่งนำมาสู่ความขัดแย้งมากมาย ในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนั้นผมจึงมีข้อเสนอว่ารัฐบาลควรเน้นการลดก๊าซเรือนกระจกที่มุ่งไปยัง แหล่งกำเนิด และมอบสิทธิให้แก่ชุมชนในการเป็นเจ้าของในการจัดการคาร์บอนเครดิต โดยรัฐให้การสนับสนุนด้านเทคนิคความรู้และงบประมาณเพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนา จัดการและซื้อขายคาร์บอนเครดิตด้วยตนเอง
สุดท้ายผมเห็นว่ารัฐบาลควรมีนโยบายที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือน กระจกจากภาคอุตสาหกรรม การผลิตพลังงานและการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย โดยกำหนด เป้าหมายและกลไกบังคับที่เข้มงวดสำหรับผู้ก่อมลพิษรายใหญ่เพื่อป้องกันการใช้คาร์บอน เครดิตจากป่าไม้ที่อาจจะเป็นเพียงเครื่องมือของการฟอกเขียวเท่านั้น ท่านประธานครับ ผมขอฝากข้อคิดเห็น ๓ ประการนี้ไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณาด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณศุภโชติ ไชยสัจ ครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกท่านครับ ผม ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายในประเด็นนโยบายทางด้านพลังงานของประเทศ ของรัฐบาล ชุดใหม่ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ท่านประธานที่เคารพครับ ทุกคนตรงนี้ทราบดีว่าสถานการณ์ทางการเมืองของเราอยู่ใน ช่วงเวลาที่ไม่ปกติครับ รัฐบาลไม่ได้ถูกคาดหวังเข้ามาเพื่อบริหารประเทศในวาระปกติ ๔ ปี แต่ตกลงกันอย่างชัดเจนว่าจะเข้ามาทำงานเพียงแค่ ๔ เดือนแล้วคืนอำนาจให้กับ พี่น้องประชาชนผ่านการยุบสภา ดังนั้นสิ่งที่พี่น้องประชาชนคาดหวังไม่ใช่โครงการอะไรใหม่ ที่หวือหวา ไม่ใช่โครงการที่วาดฝันให้กับประชาชน หรือแม้แต่การเดินหน้าโครงการที่ซับซ้อน เกินกำลังตัวเอง สิ่งที่ทุกคนรวมถึงตัวผมเองพอจะคาดหวังกับรัฐบาลชุดใหม่นี้ได้ภายใต้กรอบ ระยะเวลาที่สั้น ๆ ก็คือการเข้าไปสะสางปัญหาเก่าที่รัฐบาลในอดีตปล่อยปละละเลย ท่านประธานครับ ผมเห็นคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทินแล้วต้องบอกว่ามีหลายจุด ที่สอดคล้องกับสิ่งที่ผมและพรรคประชาชนเคยนำเสนอ ทั้งการลดรายจ่ายค่าพลังงาน การส่งเสริม Solar ภาคประชาชน รวมไปถึงการผลักดันพลังงานสะอาดและปรับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศให้ทะเยอทะยานมากขึ้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมยังไม่เห็นอยู่ในคำแถลงนี้ นั่นก็คือการที่รัฐบาลบอกว่าจะเข้าไปสะสางปัญหาเก่าที่เป็นต้นเหตุหลักของค่าไฟแพงของ พี่น้องประชาชนอย่างไร ประเทศไทยกำลังเจอวิกฤติพลังงานที่สะสมมาอย่างยาวนาน ผมได้เคยอภิปรายไว้ในสภานี้หลายครั้งว่าค่าไฟแพงไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เป็นผลจากการ ตัดสินใจที่ผิดพลาดทางนโยบาย หรือแม้แต่จงใจผิดพลาดเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน แล้วก็พวกพ้องทั้งนั้น เรามีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม เรามีโครงการที่ออกแบบมาเพื่อ เอื้อกลุ่มทุนมากกว่าประชาชน เรามีแผนที่ไม่โปร่งใสและไม่สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศ อะไรเลย เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาที่มีอยู่เพียงแค่ ๔ เดือนผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้ ทำงานเพียงแค่ ๔ เรื่องใหญ่ แต่เป็น ๔ เรื่องที่จะช่วยลดค่าไฟให้กับพี่น้องประชาชน ได้อย่างแน่นอน และผมขอยืนยันว่าทุกเรื่องที่ผมกำลังจะอภิปรายต่อจากนี้รัฐบาลสามารถ ตัดสินใจได้ทันที ผ่านโต๊ะประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติที่ท่านนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน เดือนแรกถ้าถามว่าทำอะไร ผมก็ต้องบอกว่าผมอยากให้รัฐบาลเข้าไปดูเรื่อง สัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาที่เรื้อรังที่สุดอย่างหนึ่ง คือเรามีสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่ชื่อว่า Adder ที่รัฐเคยทำกับผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียน ในอดีต โดยให้การสนับสนุนราคารับซื้อเพิ่มจากราคาปกติ เพื่อจูงใจการลงทุนในช่วงที่ เทคโนโลยีอย่างโซลาร์เซลล์หรือกังหันลมยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่ปัจจุบันเวลาผ่านไป ๑๐ กว่าปี ต้นทุนพลังงานพวกนี้ลดลงอย่างมหาศาล ราคาแสงอาทิตย์กังหันลมลดลงกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่สัญญา Adder อันนี้ยังคงบังคับใช้ แถมเป็นสัญญาที่ถูกตีความว่าไม่มีวัน หมดอายุ ท่านประธานลองคิดดูว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อต้นทุนทุกอย่างมันลดลง อย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีเอกชนกลุ่มหนึ่งที่ยังสามารถขายไฟให้กับพี่น้องประชาชนได้ในราคา กว่า ๓ บาท ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนพวกนี้อยู่แค่ ๑ บาทกว่าเท่านั้น แพงแค่ไหนครับ ลองไปเทียบกับ โครงการ RE Big Lot ที่เราบ่นกันว่าแพงเมื่อปีที่ผ่านมา โครงการนั้นยังรับซื้อไฟแค่ ๒ บาทกว่า แต่สัญญา Adder เราบอกว่าเราจะรับซื้อไฟที่ ๓ บาทกว่า แถมซื้อไปได้เรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้น สิ่งนี้ชัดเจนว่าประชาชนจะต้องแบกค่าไฟที่สูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งผมได้เคยถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของรัฐบาลสมัยที่แล้วไปแล้วว่าท่านจะเอาอย่างไร ก็ได้คำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนว่าท่านไม่มีความกล้าหาญมากพอที่จะเข้ามาดูแลปัญหาตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลควรอนุทินที่พยายามคัดสรรผู้ที่มีความรู้ ความสามารถมากประสบการณ์จะทำบางอย่างที่แตกต่างออกไป ถามว่าถ้าไปยกเลิกแล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร อันนี้ต้องไปดูสิ่งที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้ตั้งโต๊ะแถลง ท่านก็บอกอย่างชัดเจนว่าถ้ายกเลิกสัญญา Adder ได้ค่าไฟจะลดลงทันที ๑๗ สตางค์ต่อหน่วย แถมยังบอกไปอีกว่ารอมติจากทางฝั่งรัฐบาลอย่างเดียว ถ้ามีมติออกมายกเลิกได้ทันที เพราะฉะนั้นเดือนแรกของรัฐบาลคุณอนุทิน ผมขอเริ่มต้นด้วยการให้รัฐบาลเข้าไปดูในเรื่อง ของสัญญา Adder และยกเลิกเสียครับ เพราะอย่างไรสัญญาที่ไม่เป็นธรรมอย่างนี้ ราคาแพง ขนาดนี้และไม่มีจุดสิ้นสุดจะมีอยู่ต่อไปไม่ได้ครับ
ส่วนเดือนที่ ๒ รัฐบาลควรทำอะไรครับ ผมว่ามันก็มีอีกประเด็นหนึ่ง เมื่อสักครู่เกริ่นไปแล้วว่าเรามีโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปีที่ผ่านมาเราพูด กันมาตลอดว่าเรามีโครงการนี้ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ RE Big Lot ไม่ว่าจะเป็นรอบ ๕,๒๐๐ หรือรอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ผมได้เคยพูดหลายครั้งว่ามันมีปัญหา ยื่นเรื่องนี้ต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปแล้วด้วย ไล่ไปเลยตั้งแต่ กระบวนการที่ส่อทุจริต ราคารับซื้อที่แพงกว่าความเป็นจริง รวมไปถึงเป็นการทุจริต เชิงนโยบายอย่างชัดเจนที่เปิดช่องให้กับผู้ที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองหรือทุนใหญ่ได้เปรียบ และสุดท้ายครับคนที่ซวยคือพี่น้องประชาชนที่ต้องมาแบกรับต้นทุนค่าไฟตรงนี้กว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือหยุดเลยครับ โครงการที่ยังไม่ได้ ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต้องหยุดทันที ส่วนโครงการที่ได้ลงนามไปแล้วรัฐบาลก็ต้อง เข้าไปเจรจาเพื่อลดราคาลง และทุกอย่างต้องทำอย่างเปิดเผยต่อประชาชน แต่เรื่องนี้ ผมไม่มั่นใจเพราะว่าล่าสุดคณะกรรมการที่รัฐบาลเก่าตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบโครงการนี้ กลับเพิ่งเผยผลการตรวจสอบออกมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่าไม่พบความผิดปกติอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่เราเห็นปัญหากันอยู่เต็มตาครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ทางรัฐบาลใหม่ลุกขึ้นมา ยืนยันเลยว่าจะเอาอย่างไรต่อ จะเดินหน้าต่อหรือว่าจะยกเลิก แต่ถ้ารัฐบาลบอกว่าอยากเพิ่ม สัดส่วนของพลังงานสะอาดจริง ๆ ท่านก็ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ต้องทำทุกอย่างให้โปร่งใส แล้วก็ มีการแข่งขันอย่างเสรีครับ โดยเฉพาะการผลักดันโครงการ TPA หรือ Third Party Access Plan เพื่อเปิดให้เอกชนและชุมชนสามารถซื้อไฟจากผู้ผลิตได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่าน การผูกขาดแบบที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเดือนที่ ๒ รัฐบาลต้องเข้าไปสะสางโครงการ RE Big Lot ให้เด็ดขาดครับ รวมไปถึงผลักดันให้ประเทศเข้าสู่ระบบการแข่งขันอย่างเสรีหรือ TPA
ส่วนเดือนถัดมา เดือนที่ ๓ รัฐบาลควรทำอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจัยอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟของพี่น้องประชาชนแพงก็เพราะว่าที่ผ่านมาเรามีการลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่จำเป็นหลายโครงการ อย่างเช่น การก่อสร้าง LNG Terminal แห่งที่ ๓ เรามี Terminal แห่งที่ ๑ กับแห่งที่ ๒ อยู่แล้วครับ แถมยังไม่ได้ใช้เต็มศักยภาพเลย แต่เรากำลังจะสร้างอันใหม่อันที่ ๓ คำถามเรื่องนี้สั้น ๆ ทำกันไปทำไมครับ เพราะว่าเงิน ลงทุนทุกบาททุกสตางค์ในการสร้าง Terminal อันใหม่นี้มันจะเข้าไปแฝงอยู่ในค่าไฟของ พี่น้องประชาชนทุกคน ถ้ารัฐบาลจะลุกขึ้นมาอ้างว่าต้องสร้างเพื่อให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของการส่งออก LNG ในภูมิภาค หรือที่เรารู้จักกันชื่อ LNG Hub ผมก็ต้องถาม กลับว่าแล้วทำไมต้องเอาต้นทุนของค่าไฟของประชาชนมาแบกรับความเสี่ยงแทนนายทุน เจ้าของโครงการ แล้วอีกประเด็นหนึ่งคือโครงการนี้รัฐวิสาหกิจไทยถือหุ้นน้อยมากครับ นั่นหมายความว่าถ้าโครงการนี้ทำกำไรได้ประเทศไทยแทบไม่ได้อะไรเลยครับ แต่ถ้า โครงการนี้ขาดทุนประชาชนซวยครับ ต้องจ่ายค่าไฟที่แพงขึ้น เรื่องนี้ประชาชนมีแต่เสีย กับเสีย ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำมีเพียงอย่างเดียวคือออกมติจากคณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติเพื่อยกเลิกมติเดิมครับ มติเดิมครั้งที่ ๓ ปี ๒๕๖๔ ที่อยู่ดี ๆ ก็อนุญาตให้เอา ต้นทุนของโครงการนี้มาอยู่ในค่าไฟของพี่น้องประชาชน และถ้ารัฐบาลไม่สามารถเจรจา แก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ เอาภาระออกจากค่าไฟได้ ผมว่าโครงการนี้ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะ เดินหน้าต่อ และการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นสัญญาที่ชัดเจนว่ารัฐบาลอนุทินเดินหน้าสืบทอด ผลประโยชน์เก่าหรือว่าเลือกอยู่ข้างประชาชนกันแน่ และเดือนสุดท้ายครับเดือนที่ ๔ ผมคิดว่าเป็นเวลาที่ดีที่รัฐบาลสามารถวางรากฐานใหม่ให้กับ ประเทศผ่านการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ แผน PDP คือหัวใจ ของประเทศในภาคพลังงาน ผมเห็นด้วยที่รัฐบาลประกาศปรับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็ว ขึ้นจากปี ๒๐๖๕ มาเป็นปี ๒๐๕๐ แต่แผน PDP ใหม่ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ด้วย ไม่ใช่เป็นแค่กระดาษเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะว่าที่ผ่านมาแผน PDP ถูกวิจารณ์มา ตลอดว่าจัดทำกันในห้องปิด ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และที่เลวร้ายที่สุดครับ ใช้สมมุติฐานเพื่อเอื้อต่อการสร้างโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็น แผนนี้แทนที่จะช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจของประเทศ ดึงดูดการลงทุน หรือแม้แต่ลดภาระค่าครองชีพ แต่ที่ผ่านมามันกลับ กลายเป็นภาระใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนแทน เพราะฉะนั้นรัฐบาลอนุทินต้องทำแผน PDP ใหม่โดยคำนึงถึง ๔ ข้อ ข้อแรกคือต้องโปร่งใส ข้อมูลและเอกสารทุกขั้นตอนต้องเปิดเผย แล้วก็ตรวจสอบได้ ข้อที่ ๒ ต้องให้มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน อนุญาตให้ทุกฝ่ายเข้ามาแสดง ความคิดเห็นและเอาความคิดเห็นนั้นไปปรับปรุงแผนทำให้แผนดีขึ้น ถัดมาคือต้องตรวจสอบ ได้ครับ ต้องมีกลไกอิสระที่คอยกลั่นกรองป้องกันการแทรกแซงจากกลุ่มคนภายนอกที่จ้องจะ มาเอาผลประโยชน์จากแผนฉบับใหม่นี้ และสุดท้ายต้องบรรลุเป้าหมายของประเทศ ความมั่นคงด้านพลังงาน เรื่องของต้นทุนที่เป็นธรรมและเป้าหมาย Net Zero อันใหม่ ปี ๒๐๕๐ และนี่จะเป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ ให้กับภาคพลังงานไทยไม่ตกอยู่ใน วังวนของการผูกขาดและความไม่โปร่งใสอีกต่อไป แต่ตอนนี้ผมไม่มั่นใจอีกแล้วเพราะว่ามันมี สัญญาณที่น่ากังวล เพราะว่าประธานคณะกรรมการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ได้เพิ่งลาออก จากตำแหน่งไป ซึ่งผมก็ได้ยินแว่ว ๆ มาว่าท่านก็โดนกดดันจากหลายฝ่ายให้จำเป็นต้อง ลาออก เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องลุกขึ้นมายืนยันอีก ๑ รอบว่าแผน PDP ฉบับใหม่จะเดินหน้าต่อ อย่างโปร่งใสและเป็นการทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชน ไม่ใช่นายทุน รัฐบาลนี้มีเวลา เพียงแค่ ๔ เดือน ประชาชนไม่ได้ต้องการปัญหาใหม่ แต่ต้องการรัฐบาลที่เข้าไปแก้ไขปัญหา เก่าให้เสร็จลุล่วงได้ เดือนละเรื่องครับ ทำแค่ ๔ เรื่อง หรือถ้ารัฐบาลมีความสามารถมากพอ มีความพร้อม สามารถทำไปพร้อม ๆ กันได้ตั้งแต่เดือนแรก ยกเลิก Adder ยกเลิก RE Big Lot ยกเลิก LNG Terminal แห่งที่ ๓ และทำ PDP ใหม่ให้โปร่งใส ถ้าทำครบได้ทั้ง ๔ เรื่อง ผมเชื่อว่าอย่างน้อยค่าไฟจะลดลงทันที ๓๐ สตางค์ต่อหน่วย จะช่วยประชาชนประหยัดเงิน ต่อเดือนต่อครอบครัวได้อย่างน้อยก็ ๑๐๐ บาท นี่อาจจะมากกว่า ๔ สตางค์ ที่ท่านเคย ให้ข่าวไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งผมก็ไม่มั่นใจว่า ๔ สตางค์ใช้วิธีการอะไร อาจจะเป็น ราคาเชื้อเพลิงที่ลดลงตามตลาดโลก ค่าไฟลดไม่เหมือนกับลดค่าไฟ และถ้าทำ ๔ ข้อนี้ ได้จริง ๆ ประชาชนจะชื่นชมและเห็นเองครับว่ารัฐบาลนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล แต่ยังกล้าเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าทำไม่ได้ประชาชนจะตัดสินเองในวันเลือกตั้งว่าใครทำเพื่อเขา หรือใครเข้ามาอยู่เพื่อแค่ยื้อเวลาแล้วไม่ทำอะไรเลย ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ผมอยากให้พี่น้องประชาชน พี่น้องเกษตรกรและทุกท่านตามคำอภิปรายนี้ เราพูดกันอยู่ ตลอดเวลาว่าเราพยายามจะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร ในนโยบายของรัฐบาลบอกว่า ด้านเศรษฐกิจการสร้างรายได้ การบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ ทำไม่ได้หรอกครับ แล้วผมเรียนด้วยครับรัฐบาล กำลังจะสร้างหนี้ให้กับพี่น้องประชาชน แต่ถ้าฟังผมแล้วเดินตามนี้พี่น้องประชาชนไม่ยากจน อีกต่อไป ขออนุญาตเปิดคลิปอันที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
ท่านประธานครับ เห็นไหมครับว่า ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปีมานี้เกิดการเอาเปรียบพี่น้องเกษตรกรแค่ไหน เงิน ๙ แสนล้านบาท ถ้ากลับไปอยู่ในมือของพี่น้องเกษตรกร พี่น้องเกษตรกรไม่มีทางจะ ยากจนเลยครับ นี่คือสาเหตุใหญ่ อยากเรียนครับ ขอคลิปวิดีโอ ขอสไลด์ขึ้นครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ขออนุญาตอธิบาย นิดหนึ่งเพื่อความเข้าใจจีเอ็มโอ และ GEd คืออะไร เป็นการสูบเลือดสูบเนื้อเกษตรกรอย่างไร จีเอ็มโอก็คือพืชตัดต่อพันธุกรรมซึ่งไม่มีใครรู้มันร้ายกาจแค่ไหน มันเป็นอะไร ประเทศไทย อนุญาตให้เข้ามาเพราะวิจัยและทดลองเท่านั้น และ Genome-edited ก็คือพืชตัดต่อยีนเพื่อให้ คุณสมบัติเฉพาะยิ่งมีความกังวลด้วยว่าคืออะไร แต่อย่างไรก็ตามมันคือพืชตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งประเทศไทยมี พ.ร.บ. กักพืชปี ๒๕๐๗ คุ้มครองไว้ไม่ให้นำเข้า คุ้มครองพี่น้องเกษตรกร ไม่ให้มีการนำพืชจีเอ็มโอเข้ามาตีตลาด แต่มีการแอบออกประกาศทำลายรากฐานของ พี่น้องเกษตรกรเสียหมดครับ ปี ๒๕๐๗ ๖๐ ปีมานี้เราปกป้องพี่น้องเกษตรกร แต่ ๑๕ ปีมานี้ มีอดีตรัฐมนตรีไปออกประกาศนี้มา ผมตกใจผมค้นเรื่องนี้มา เรื่องนี้ผมพบในการยื่นเรียกร้อง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในกรรมาธิการการพาณิชย์ ค้นตามไป ๆ ถึงทราบว่าจริง ๆ แล้วเรามี พ.ร.บ. กักพืชคุ้มครองอยู่แล้ว แต่มีการแอบเอาเข้ามาโดยที่ขัด พ.ร.บ. เห็นหรือไม่ ปี ๒๕๕๓ เปิดนำเข้ามา คุณศุภชัย โพธิ์สุ เซ็นลงนาม มาปีนี้คุณธรรมนัส พรหมเผ่า เซ็นเข้าไปอีก จะบอกว่าดีไม่ดีผมไม่ทราบ แต่มันคือพืชตัดต่อพันธุกรรมขัดกฎหมายชัดเจน เห็นหรือไม่ ในข้อ ๓ เขียนไว้เลย ให้พืชที่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรมจากทุกแหล่งตามท้ายประกาศนี้ เป็นสิ่งต้องห้าม แล้วนำเข้ามาได้อย่างไร แล้วข้อ ๔ ในกรณีที่รับอนุญาตให้นำสิ่งต้องห้ามตามข้อ ๓ เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการทดลองและวิจัย ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เห็นหรือไม่ เพื่อการทดลองและวิจัย แต่ท่านศุภชัย โพธิ์สุ เซ็นเสียเฉย ๆ เลยครับ
คุณวรวัจน์ ช่วยระวังหน่อย เรื่องกล่าวถึงบุคคลภายนอกที่ไม่ได้อยู่ในนี้ครับ
ขอประทานโทษครับ เป็นการลงนามในสัญญาซึ่งอยู่ในเอกสาร
แต่ท่านบอกว่ารัฐมนตรี ท่านหนึ่งได้แต่ว่าเขาไม่มีโอกาสได้ชี้แจง ท่านอาจบอกอดีตรัฐมนตรีได้แต่ว่าจะใช้ชื่อเขา เขาไม่มีโอกาสได้ชี้แจง สำหรับท่านรัฐมนตรีที่อยู่ก็เชิญได้ครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ
เชิญครับ
เป็นประเด็นที่ ท่านประธานได้ทักท้วงเมื่อสักครู่พอดี ผม กรวีร์ อยากขออนุญาตประท้วง เมื่อสักครู่นี้ช่วงสัก ชั่วโมงกว่าผมก็นั่งฟังเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชน พูดถึงโครงการบางโครงการของ รัฐบาลที่แล้ว เพื่อนสมาชิกท่านวรวัจน์ก็ลุกขึ้นประท้วงบอกอันนี้เรื่องเก่าไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ชุดนี้ที่จะทำ ห้ามถึงขั้นห้ามเอ่ยชื่อโครงการ แต่นี่ไปเอ่ยชื่อถึงรัฐมนตรีท่านโน่นแล้วก็มา ในรัฐบาลชุดที่ผ่าน ๆ มา ๑๕ ปีที่แล้วผมก็ไม่แน่ใจพรรคภูมิใจไทยเพิ่งจะได้เป็นแกนนำ ๑๕ ปีที่ผ่านมาพรรคไหนเป็นแกนนำผมจำไม่ค่อยได้ท่านประธาน ให้ท่านประธานได้กรุณาช่วย วินิจฉัยแล้วก็ควบคุมการประชุม ขอบคุณครับ
คุณวรวัจน์ช่วยระวังด้วยครับ
ท่านประธานครับ จะไม่เอ่ยถึงอีก เพียงแต่ว่าอยู่ในประกาศที่ต้องการให้ยกเลิก ในสิ่งนี้ผมคุยกับทางสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย เห็นด้วยครับ เราไปพบว่าการออกประกาศที่ขัดต่อ พ.ร.บ. แม่นั้น ทำไม่ได้ อยากกราบเรียนท่านประธาน จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญขออนุญาต เปิดคลิปวิดีโอตัวที่ ๒ ผมได้ทำการตรวจสอบแม้กระทั่งใน Chat GPT ถามว่าในกรณีที่ ออกประกาศที่ขัดต่อ พ.ร.บ. นั้นทำได้หรือไม่ขอฟังเลยครับ
รัฐสภาได้เขียนไว้ ชัดเจน เพื่อความชัดเจนผมอยากจะถามท่านประธานว่าการอภิปรายคืออภิปรายกับ ท่านประธานโดยสมาชิกรัฐสภา แต่วันนี้การใช้เอไอในการอภิปรายแทนได้หรือไม่ในข้อบังคับ ถ้าได้ก็จะเป็นมาตรฐานในครั้งต่อไป การปรึกษาหารือ การอภิปรายผมก็จะใช้เอไอในการ อภิปรายแทน ตัวแทนของประชาชนไม่ว่าจะเป็น สส. หรือ สว. ขอความชัดเจนด้วยครับ
ขอบคุณครับ ผมอยากให้
ท่านประธานครับ เป็นคลิปเท่านั้นเองครับ
ท่านสมาชิกครับ จะได้ วินิจฉัยตรงนี้นิดหนึ่งครับ ผมอยากให้สมาชิกได้คำนึงถึงการแถลงนโยบายในหมวด ๑๐ ข้อ ๑๔๑ สมาชิกรัฐสภามีสิทธิจะซักถามและอภิปรายทั้งในทางสนับสนุนหรือคัดค้านในเรื่อง ความเหมาะสมของนโยบาย และความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จตาม นโยบาย ท่านรัฐมนตรีก็มีสิทธิที่จะตอบข้อซักถามหรือคัดค้านของสมาชิกรัฐสภาได้ อันนี้ ผมอยากให้คำนึง เรื่องเอไอเป็นเรื่องใหม่ซึ่งไม่มีข้อบังคับห้าม แต่ผมอยากให้พึงระมัดระวัง เดี๋ยวก็จะเป็นประเด็นปัญหา คือขอให้อยู่ในประเด็น ข้อ ๑๔๑ นะครับ ขอให้อภิปรายในเชิง คัดค้านหรือสนับสนุนนโยบายที่รัฐบาลได้แถลง ถ้านอกจากนั้นผมคิดว่าน่าจะยังไม่เหมาะสม ไม่ใช่วาระของการแถลงนโยบาย เดี๋ยวจะเป็นการอภิปรายตัวรัฐมนตรีหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลครับ ก็ขอให้อยู่ในประเด็น ข้อ ๑๔๑ ก็ชัดเจนครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ขอนิดเดียว ประเด็นต่อเนื่อง ณัฏฐ์ชนน นิดเดียวครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ท่านประธาน วินิจฉัยว่าไม่อยู่ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา อันนี้ละไว้เป็นที่เข้าใจ อาจจะมีการแก้ไข ในครั้งต่อไป ก็เลยอยากจะฝาก เมื่อไม่มีข้อบังคับอยากให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านที่จะลุกขึ้น อภิปรายให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะการเสนอชื่อ การเสนอรูป การใช้เอไอในการอภิปรายนี่ ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหม่ก็จริง แต่ว่ามันต้องมีมาตรฐาน ก็ฝากเพื่อนสมาชิกไว้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญอาจารย์วรวัจน์ครับ ก็ขอให้ระวังที่ผมได้พูดไว้นะครับ
เพื่อพิสูจน์ว่า ทั้งหมดนี้จริงหรือไม่จริง ผิดหรือไม่ผิด ผมได้เตรียมคำร้องไว้ในการร้อง ป.ป.ช. ดูว่าผิด หรือไม่ผิด เตรียมคำร้องไว้ที่จะยื่นถึง ดูว่าผิดหรือไม่ผิดนะครับ เตรียมคำร้องไว้นะครับ ที่จะ ยื่นถึงศาลปกครอง เพื่อให้คุ้มครอง ให้ยกเลิกประกาศฉบับนี้ทั้งสองฉบับ ยื่นท่านประธานสภา เพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาว่าทำผิดจริยธรรมทางการเมืองหรือไม่ แล้วก็ยื่นทางศาลจังหวัด ผู้พิพากษา ดูว่าเรียกร้องค่าเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้เตรียมไว้นะครับ แล้วก็ถ้าหากว่าท่านคิดว่าถูกหรือไม่ถูก ให้ศาลเป็นผู้ตัดสินนะครับ ผมทำเพื่อปกป้อง พี่น้องเกษตรกรแล้วก็คิดว่าถ้าท่านไม่แก้ไขเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ ไม่มีทางไว้วางใจท่านให้เป็นรัฐบาลอีกต่อไปครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านวรวัจน์ครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะขอชี้แจงในตอนนี้ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ได้ให้คำแนะนำแล้วก็ให้ ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตดี ๆ มากมาย ภายใต้นโยบายของรัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และทีมเศรษฐกิจที่นำโดยท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดิฉันขออนุญาตชี้แจงประเด็นนโยบายเศรษฐกิจภายใต้หลักการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ในประเด็นดังต่อไปนี้นะคะ
ก่อนอื่น ดิฉันต้องขอกล่าวถึงแล้วก็ชื่นชมท่านสิทธิพลที่ให้ข้อมูลที่มี รายละเอียดมากให้เป็นประโยชน์สำหรับรัฐบาลที่จะนำเอาไปปฏิบัติต่อ ดังนั้นดิฉัน ขออนุญาตเริ่มที่เรื่องของนโยบายทางการค้าของสหรัฐอเมริกานะคะ เราคงต้องเห็นพ้อง ต้องกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาระบบส่งออกถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการส่งออกทั้งหมดประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นมีสัดส่วนถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีถือว่าเป็นการที่มีความสำคัญมากที่จะต้องไปเจรจาให้ประสบ ความสำเร็จ ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่แล้วที่ได้ตกลงในเรื่องของ Joint Statement ได้เรียบร้อยมาตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในระยะเวลา ๔ เดือนข้างหน้าที่เรามีอยู่ ทางรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะจัดการเจรจาทำการตกลงการค้าต่างประเทศคือตัว Agreement of Reciprocal Tax หรือ ART ให้เสร็จสิ้นให้ได้ภายในปีนี้ ดังนั้นตามที่ท่านผู้มีเกียรติ ท่านสิทธิพลได้บอกว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าไปตกลงอะไรมาอย่างไร ดิฉันก็ต้องเรียนว่า เป็นเช่นนั้น เพราะยังไม่ได้ตกลงในรายละเอียดเทคนิคซึ่งเรามีความตั้งใจว่าจะตกลงให้ได้ ชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ ดังนั้น ดิฉันก็ขออนุญาตไปทีละเรื่องตามที่ท่านได้กรุณาให้ข้อมูลมา
ในเรื่องแรกก็คือในเรื่องของการสวมสิทธิแหล่งกำเนิด ขออนุญาตนำเรียน ด้วยสไลด์ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ก่อนอื่น คงต้องเรียนว่าเราได้มีการแก้ไขเรื่องนี้แล้วนะคะ ปกติในการออกในเรื่องของ Certification of Origin หรือตัว CO มีการทำร่วมกันถึง ๓ หน่วยงานด้วยกัน ก็คือสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม แล้วก็ทางกรมการค้าต่างประเทศก็คือของกระทรวงพาณิชย์ แต่ปัจจุบันนี้ เราได้รวบยอดทั้งหมดนี้มาอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ดังนั้น ตัว CO หรือว่าตัว Certificate of Origin จะมาจากกระทรวงพาณิชย์เท่านั้น แล้วก็ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ เราได้มีการปรับปรุง รายการในการที่จะเพิ่มสินค้าที่เฝ้าระวังเพิ่มเติมจาก ๔๙ รายการเป็น ๖๕ รายการ และเนื่องจากเรามีการตกลงแล้วก็เจรจาความกันกับทางสหรัฐอเมริกา เราก็มีการตกลง ในเรื่องของกฎใหม่ที่เรามีการเจรจาเรื่อง Rule of Origin หรือ ROO ซึ่งเรื่องนี้เราจะออกเป็น ประกาศ เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนแล้วก็ทำตรง เจรจาตรง แล้วก็มีการดูแลตรง ไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและทั้งหลายทั้งปวงนี้จะรวบรวมกันอยู่ในระบบเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการให้มั่นใจว่าการออกตัว Certificate of Origin จะมีการดูแลตั้งแต่ต้นทางไปจนถึง ปลายทางต้นทางก็คือบ้านเรา ปลายทางก็คือทางสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็อยู่ในระบบที่ได้มีการ จัดทำไว้แล้วก็คือตัว ROVERs PLUS แล้วก็ตัว SMART Certificate of Origin ซึ่งเหล่านี้ เรามั่นใจว่าจะสามารถทำได้ภายใน ๔ เดือน แล้วก็เนื่องด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ซึ่งอาจจะยัง มีคนไม่ค่อยมีความเข้าใจมากนัก เราก็จะมีการเร่งให้ความเข้าใจโดยประสานมือกับทาง สมาคม ไม่ว่าจะเป็นหอการค้าไทย หรือสภาอุตสาหกรรมไทย หรือแม้กระทั่งตลาดทุนไทย ในการเข้าใจว่ากฎ ระเบียบในเรื่องของ Rule of Origin และการออกตัว Certification of Origin นั้นที่ถูกต้องควรจะต้องทำอย่างไร อันนี้ก็น่าจะเป็นการคลายกังวลให้ท่านผู้ทรงเกียรติ ได้ทราบได้นะคะ
อีกเรื่องหนึ่งเรื่องนี้คือเรื่องของการปลอมแปลงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือตัว CO ที่ท่านมีความกังวลว่าเอ๊ะทำไมออกตั้ง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าใบ ทำไมมีปลอมอยู่แค่ ๕ ใบ ดิฉันต้องเรียนว่าในอดีตมันเป็นเช่นนั้น ในเรื่องของการออกตัว CO อาจจะไม่ได้ มีระบบที่สามารถป้องกันได้เต็มที่ แต่หลังจากที่มีการ Implement ซึ่ง Implement ก่อนหน้าที่ทางดิฉันจะเข้ามาดูแล หรือรัฐบาลนี้จะเข้ามาดูแล แต่ว่ามันเห็นการพัฒนา อย่างต่อเนื่องโดยที่การออก CO อย่างที่ดิฉันได้เรียนว่ามันจะมี Certificate ในเรื่องของ Digital Security มีในเรื่องของ Security Print ถ้าต้องการจะออกเป็นใบก็คือมี Water Mark หรือว่าลายน้ำซึ่งไม่สามารถทำปลอมแปลงได้แล้วออกทุกอย่างในระบบ ดังนั้นเรารู้ ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง แล้วทางปลายทางสามารถที่จะตรวจสอบกลับมาทาง ประเทศไทยได้ หรือว่าที่กรมการค้าต่างประเทศได้ว่า Certificate นั้นออกถูกต้องหรือเปล่า เราถึงได้เห็นว่ามันมี Improvement ในปี ๒๕๖๕ จริงค่ะ มีเอกสารปลอมถึง ๑๔๙ เอกสาร หรือ ๑๔๙ ฉบับ ในปี ๒๕๖๖ มีเพิ่มเป็น ๑๖๘ ฉบับ แต่ในปี ๒๕๖๗ มีเพียง ๕ ฉบับ เป็นดังนั้นนะคะ แล้วก็ในปี ๒๕๖๘ ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่พบการปลอมแปลงค่ะ ซึ่งเหล่านี้ เราสามารถจะทำให้เกิดมีการ Verify ได้จากทั้งต้นทางและปลายทางอย่างที่ดิฉันได้เรียนไป ดังนั้นก็เป็นการช่วยป้องกันให้มีการรับรองในเรื่องของการปลอมแปลงหนังสือรับรอง ของถิ่นกำเนิดสินค้า
เรื่องถัดไปก็เป็นในเรื่องของมาตรฐานการเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ มาตรฐานการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือตัว AD Anti-Dumping หรือว่าในเรื่องของมาตรฐาน การป้องกัน ปกป้อง หรือตัว SG Safeguard หรือว่าในเรื่องของ CVD หรือว่าในเรื่อง AC ที่ท่านสิทธิพลได้มีความห่วงใย ดิฉันต้องขออนุญาตเรียนว่าข้อมูลเพิ่มเติมในปัจจุบันที่เรามี แล้วก็ยังเป็นสิ่งที่เราต้องการจะทำเพิ่มเติมอีกด้วย ในเรื่องของไทยปัจจุบันนี้เราได้ใช้ มาตรฐาน AD ไปถึง ๓๑ กรณี ไม่ใช่ ๖ กรณี แล้วเราได้ถูกใช้ ๗๓ กรณี แต่ในลักษณะนี้ที่ ๗๓ กรณีดูมากกว่าเยอะแต่เป็นเพราะว่าหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกเขามาใช้มาตรการนี้กับเรา รวบรวมกัน One to Many ก็คือเขาส่งมาเยอะเราก็ต้องตอบรับเยอะ ดังนั้นเขาถึงใช้ที่ ๗๓ กรณี แต่เราประเทศเดียวที่ไปใช้กับเขาคือตัว Anti-Dumping มันคือที่ ๓๑ แล้วก็ ในเรื่องของ AC ก็คือในเรื่องของมาตรการการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการคือมีการปลอมแปลง หรือว่าปรับปรุงในเรื่องของลักษณะของสินค้า อันนี้เราใช้มาตรการนี้ ๖ กรณี แล้วก็ได้ถูกเขา ใช้กับเราที่ ๑๔ กรณี ส่วนในเรื่องของตัว SG หรือว่าตัว Safeguard เรายังไม่มีการใช้ มาตรการก็จริงแต่ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงที่เรากำลังปรับปรุง แล้วก็ดูในเรื่องของการไต่สวน เพราะว่าเรื่องนี้จริง ๆ แล้วการตรวจสอบตรวจสอบได้ไม่ยาก จริง ๆ แล้วตรวจสอบ ได้ง่ายกว่าถ้าเราสามารถทำเรื่องนี้ได้เร็วก็จะช่วยผู้ประกอบการไทยได้มากยิ่งขึ้น ส่วน CVD เนื่องด้วยตลาดของเราเราไม่ได้เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่มากเมื่อเทียบกับตลาดโลก ดังนั้น ณ ปัจจุบันนี้เรายังไม่ได้ใช้มาตรการนี้กับประเทศไหน แต่เราได้รับการใช้มาตรการนี้ จากประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งยกตัวอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาอยู่ถึง ๗ กรณี แต่ดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่อง ความสมดุลในการเสริมให้มีความสะดวกสบายในการนำเข้าด้วยเช่นกัน อันนี้ก็เป็นการช่วย ดังนั้นสิ่งที่ดิฉันคิดว่าทางกระทรวงพาณิชย์สามารถจะช่วยได้เพิ่มเติมจากในเรื่องของจำนวน กรณีหรือมาตรการที่เราใช้ ขออนุญาตดูสไลด์ ถัดไปนะคะ ปัจจุบันนี้ในเรื่องของกระบวนการ กว่าที่จะมีการนำเรื่องเข้ามาระบบไต่สวน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง AD CVD SG หรือ AC ใช้เวลา ก่อนในเรื่องของการยื่นคำร้องนี้ใช้ระยะเวลาที่ ๔ เดือน และหลังจากนั้นเข้าสู่กระบวนการนี้ ใช้เวลาอีก ๑๒ เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานมาก ดิฉันก็ได้ให้นโยบายกับทางคณะทำงานไป ในปัจจุบันนี้
สไลด์ต่อไปเลยค่ะ ปัจจุบันนี้เรามีความตั้งใจที่จะย่นระยะเวลาในการรับ คำร้องจาก ๔ เดือนเหลือแค่ ๑ เดือน ทำได้อย่างไรคะ ทำได้โดยใช้ระบบเอไอ ใช้ระบบ เทคโนโลยีในการรองรับการจัดการข้อมูลจำนวนมาก ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการ วิเคราะห์ เจาะข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล และปรับปรุงในเรื่องของความถูกต้องในเรื่อง การพิจารณาอัตราภาษีอากร อันนี้ก็จะช่วยได้ย่นระยะเวลาไปอย่างน้อยก็ ๓ เดือน ส่วนในกระบวนการเดิมเราใช้เวลา ๑๒ เดือน ก็ตั้งใจจะลดให้เหลือแค่ ๙ เดือน เพื่อจะช่วย ทำให้การเข้าสู่การไต่สวนร้องเรียนการทุ่มตลาดทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ท่านได้มีกล่าวถึงเรื่องของสินค้าทะลักหรือเราเรียกว่าการแก้ไขปัญหาสินค้า และธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ณ ปัจจุบันนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมงานกับอีก ๑๖ หน่วยงาน อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานพัฒนาธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ และได้ ดำเนินการในการบูรณาการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาให้เราสามารถจัดการ บริหารจัดการ ปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย แล้วก็ไม่ได้ตามมาตรฐาน ซึ่งผลสัมฤทธิ์มี ดังนี้
๑. ผลสัมฤทธิ์จะสังเกตเห็นได้ว่า ณ ปัจจุบันนี้เราได้มีการเก็บภาษีแวต สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า ๑,๕๐๐ บาท ซึ่งเดิมถ้าต่ำกว่า ๑,๕๐๐ บาทนำเข้ามาเราไม่ได้ คิดแวต แต่ว่าตอนนี้เราคิดภาษีแวต ซึ่งทำให้เรามีรายได้จากภาษีแวต ถึง ๒,๑๗๕ ล้านบาท
๒. ก็คือว่าเราเข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของมาตรฐานสินค้า เราดำเนินคดี ไปแล้ว ๘๑,๗๑๙ คดี มีมูลค่าเสียหายที่เราสามารถที่จะรวบรวมได้อยู่ที่ ๓,๕๔๑ ล้านบาท และยังมีมาตรการในการที่เราเรียกว่า Notice และ Takedown คือเราเข้าไปดูใน แพลตฟอร์มออนไลน์ในเรื่องที่ว่าถ้ามีรายการที่ผิดปกติเรามีการตรวจสอบ ซึ่งได้มี การตรวจสอบไปแล้ว ๕๔,๘๖๘ รายการ ตรวจสอบไปแล้วเข้าข่ายกระทำความผิดถึง ๓๕,๙๖๔ รายการ แจ้งเตือนไปแล้ว ๑๘,๙๐๔ รายการ ถอดออกหรือ Takedown ไปแล้ว ๑๗,๑๗๗ รายการ ซึ่งก็จะเป็นแนวทางที่ทางรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ก็ยังจะพยายามทำ เพื่อช่วยปกป้องให้สินค้าทะลักไม่เข้ามาทำร้ายผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นทางเกษตร หรือว่าสินค้า บริโภคในประเทศ
ขออนุญาตถัดไป พอมาแตะเรื่องนี้ดิฉันก็ต้องขออนุญาตพูดถึงในเรื่องของ ศักยภาพของคนตัวเล็กก็คือ SMEs เราตั้งใจที่จะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างน้อยในปัจจุบันนี้ ที่ดิฉันเข้ามาในช่วงสั้น ๆ นี้ ๖ ด้านด้วยกัน ด้านแรกก็คือในเรื่องของการขยายตลาดใหม่ ซึ่งอันนี้เราต้องทำแน่นอนแล้วเราก็เจาะประเด็นว่าสินค้าอะไรควรจะไปที่ตลาดไหน อันแรก เลยเรามองว่าเอเชียใต้มีมูลค่าของสินค้า แล้วก็มีความต้องการสินค้าที่ตรงกับการผลิต ของประเทศเรา ดังนั้นเราน่าจะเจาะที่เอเชียใต้ได้ ตะวันออกกลางเช่นกัน แอฟริกา หรือลาตินอเมริกา อันนี้ก็เป็นการขยายตลาดใหม่โดยเน้นให้ SMEs ไทย สามารถที่จะมี ความสามารถในการเปิดตลาดเหล่านี้ในการช่วยเหลือทั้งในมุมของตัวพาณิชย์เอง แล้วก็ ทั้งสมาคมต่าง ๆ ทางภาคเอกชน
ด้านที่ ๒ พัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ อันนี้เน้นเรื่องการให้ความรู้เลยค่ะ SMEs ในปัจจุบันนี้เราทราบดีว่าเขายังมีความต้องการในองค์ความรู้มาก ต้องการ แพลตฟอร์มในเรื่องของการดูแลระบบบัญชี ในเรื่องของการเข้าใจระบบ Inventory สินค้า คงคลัง เรามีการบริหารจัดการโดยร่วมกันกับกรมพัฒนาธุรกิจและ DEPA ในการที่ให้ทุน SMEs ๑๐,๐๐๐ บาทต่อราย ไปซื้อเลยค่ะแพลตฟอร์มเหล่านี้ออนไลน์ในการมาช่วยพัฒนา ให้เขามีศักยภาพมากขึ้น แล้วก็เน้นในเรื่องของการสอนให้เขารู้จักใช้เครื่องไม้เครื่องมือนี้ ได้มากขึ้น และเราก็มีเวลาสั้นดังนั้นต้องพุ่งเป้า เราก็จะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจเป้าหมายของเรา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของธุรกิจอาหาร ธุรกิจทางด้านสุขภาพ ความงาม Wellness ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก แล้วก็ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก หรือแม้กระทั่ง ธุรกิจการบริการสูงอายุ ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพและผู้ประกอบการถึงแม้จะเป็นการดูแล ระยะสั้นแต่ว่าก็วางรากฐานให้ในระยะยาวได้ด้วยเช่นกันนะคะ
ถัดมาค่ะ เพิ่มช่องทางและโอกาสทางการค้า อันนี้เราทำงานร่วมมือกันกับ หลายแพลตฟอร์มนะคะ ทั้งแพลตฟอร์ม e-Commerce ภายในและภายนอกประเทศ ทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน องค์กรภาครัฐตอนนี้เราก็มีการทำงานร่วมมือกันกับทาง ไทยโพสต์ ไปรษณีย์ไทย ในการที่จะช่วยให้เอาสินค้าผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นเกษตรหรือสินค้า ทั่วไปนี้ขึ้นมาอยู่บนแพลตฟอร์มของทางไทยโพสต์ เพื่อที่จะลดในเรื่องของ GP แล้วส่งออก ไปให้ได้ทั่วประเทศด้วยเช่นกัน
ถัดมานะคะ เพิ่มมูลค่าของสินค้าบริการ อันนี้สำคัญมาก เราเน้นสินค้า GI ซึ่ง GI มูลค่าไม่น้อยนะคะ ปีที่ผ่านมานี้เรามีมูลค่าของสินค้า GI ถึง ๘๒,๐๐๐ ล้านบาท เรามี การเพิ่มผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นเกษตรหรือสินค้าทั่วไปมากกว่าเดิม ๒-๕ เท่าตัวที่เราดูตาม สถิติมา ปีนี้ ณ ปัจจุบันนี้เราทำเพิ่มขึ้นมาแล้ว ๖,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งปีเรามีความตั้งใจจะทำ ให้สูงไปกว่านี้อีก ดังนั้น GI คือสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ ของเรา รวมถึงในเรื่องของ Thai SELECT ซึ่งปัจจุบันนี้เราได้ขยายไปในหลายประเทศ ทั้งหมด ๔๖๒ ร้าน แล้วก็มีเรื่อง Thailand Trust Mark และดิฉันก็ต้องการจะช่วยในเรื่อง ของสภาอุตสาหกรรมในเรื่องของการทำตัว MiT หรือว่าตัว Made in Thailand ด้วยเช่นกัน
ถัดมานะคะ ก็คือในเรื่องของการร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อให้เข้าถึงแหล่ง ทุน ซึ่งอันนี้เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านเอกนิติ คงมาพูดรายละเอียดเพิ่มเติมนะคะ
แล้วก็สุดท้ายคือการทำตัวให้ง่ายต่อการเข้าถึงนะคะ ก็คือเมื่อสักครู่นี้มี ท่านผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงแพลตฟอร์มของเราที่ชื่อว่า MOC Fondue ดิฉันก็ตั้งใจว่าจะ เปลี่ยนชื่อนะคะ แล้วก็ต้องการจะเปลี่ยนวิธีทำงานด้วยว่าต้องเปลี่ยนให้ง่ายต่อการเข้าถึง ขอเวลาสักนิดหนึ่งค่ะ ขอเวลาปรับตัวแล้วก็พัฒนา ดิฉันรับฟังข้อชี้แนะว่ามันไม่ควรจะเป็น การที่ส่งลูกกันไปมา แต่ควรจะต้องสามารถเสร็จครบอยู่ในวงจรเดียว อันนี้ก็มีความตั้งใจที่จะ ทำเช่นนั้นนะคะ อันนี้เป็นเรื่องของ SMEs
ต่อมานะคะ ในเรื่องของ Nominee ขออนุญาตค่ะ ในเรื่องของ Nominee ดิฉันขออนุญาตเรียนว่าเราก็ต้องพุ่งเป้าเหมือนกันในเวลาที่เรามีจำกัด ดังนั้นธุรกิจที่เรา เฝ้าระวัง ดิฉันขออนุญาตให้ดูว่ามีทั้งหมด ๗ รายการ ตัวอาจจะเล็กไปหน่อยนะคะ ดิฉัน อ่านให้ฟังเร็ว ๆ ก็คือว่า ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ e-Commerce ธุรกิจ โรงแรมรีสอร์ท ธุรกิจการก่อสร้าง ธุรกิจการขายที่ดินเพื่อการเกษตร และอื่น ๆ ซึ่งเหล่านี้ พาณิชย์ทำคนเดียวไม่ได้ เราได้ร่วมมือกับกรม กอง แล้วก็ข้ามกระทรวงด้วยในการที่จะ พุ่งเน้นว่าจะทำอย่างไรให้เราสามารถที่จะปราบปรามในเรื่องของ Nominee ได้ ซึ่งปัจจุบันนี้เราได้มีคนที่เข้ามาดูแลนะคะ ที่เราสามารถที่จะดูแลอยู่แล้วประมาณ ๔๗๕ ราย ตามรายการที่อยู่ในสไลด์ที่ท่านได้เห็น ซึ่งมีมูลค่าถึง ๒,๘๗๓ ล้านบาท ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ เรายังต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเรื่อง Nominee ก็ไม่ละทิ้งนะคะ แต่ก็ต้องเน้นในเรื่อง ธุรกิจที่มีความต้องการจะดูแลเป็นพิเศษ ขออนุญาตไปเร็ว ๆ นะคะ เรื่องที่ท่านผู้ทรงเกียรติ ได้กล่าวมาในเรื่องของ US Tariff ในเรื่องของการดูแลในเรื่องของมาตรการต่าง ๆ ดิฉัน ได้กล่าวไปแล้ว แต่มันก็มีเรื่องอื่นที่ท่านไม่ได้พูดแต่ดิฉันอยากเรียนว่าทางรัฐบาลเอง แล้วก็ โดยเฉพาะพาณิชย์ มีความตั้งใจที่อยากจะดูแลเป็นพิเศษ
เรื่องแรก ขออนุญาตให้ดูสไลด์ถัดไป ดิฉันอยากที่จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับ เรื่องของการลดค่าครองชีพประชาชน แล้วก็เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ในมุมของพาณิชย์นะคะ เดี๋ยวทางท่านรองนายกเอกนิติคงมาพูดในภาพรวม แต่ในมุมของพาณิชย์ ดิฉันอยากจะเรียน ว่าสิ่งที่เรายังทำอยู่และยังทำอยู่อย่างต่อเนื่องก็คือโครงการที่เราพยายามลดค่าครองชีพ โดยตรง แล้วก็ยังจะมีมหกรรมธงฟ้านะคะ ซึ่งเราทำประมาณ ๑,๓๐๐ ครั้งต่อปี ซึ่งปีนี้ก็จะ ทำเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำเพิ่มเติมเน้นในจุดที่จำเป็นด้วยเช่นกัน เช่น จุดที่อยู่ในจังหวัด ชายแดนกัมพูชาด้วยเช่นกัน เพราะว่าประชาชนตรงพื้นที่เหล่านั้นมีความเดือดร้อนนะคะ แล้วเราทำมหกรรมลดสินค้าตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นช่วงเทศกาลใด ๆ ก็ตาม
และอีกเรื่องหนึ่งซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่จะช่วยอย่างมาก ก็คือลดค่าครองชีพ ที่เกี่ยวกับเรื่องที่จำเป็น สำหรับท่านก็คือในเรื่องของสุขภาพ ซึ่งค่าใช้จ่ายในเรื่องของสุขภาพ มันมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ และประชาชนก็อาจจะมีทางเลือกน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะค่ายา ก็ต้องซื้อ สิ่งที่เรามุ่งเน้นก็คือเราต้องการจะช่วยในเรื่องของความเดือดร้อนทั้งในเรื่องของ ความแออัดของโรงพยาบาลภาครัฐ พอประชาชนมีรายได้น้อยหน่อย แล้วต้องการจะลด ค่าใช้จ่ายก็ต้องไปที่โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลรัฐก็จะมีความแออัดมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เราทำ ก็คือทำข้อตกลงกับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งปัจจุบันนี้มีโรงพยาบาลเอกชนที่เข้ามาร่วม โครงการกับเราอยู่พอสมควรแล้ว ซึ่งดิฉันเชื่อว่าน่าจะมีโรงพยาบาลเอกชนเข้ามาอยู่ร่วมใน โครงการนี้อีกมากนะคะ ซึ่งทำอะไร สิ่งที่เราทำ ทำ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกันเรื่องที่ ๑ ก็คือ เราให้โอกาส เพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถที่จะทราบค่าราคายาก่อนชำระเงิน ไม่จำเป็นจะต้องยอมรับในค่าใช้จ่ายนั้นทันที สามารถทราบได้ว่าราคายาในใบเสร็จของท่าน เป็นเท่าไร ที่ท่านต้องชำระเงินเป็นเท่าไร และท่านสามารถมีทางเลือกที่จะไปซื้อที่ร้านค้าข้างนอก โรงพยาบาลเอกชนก็ได้ ซึ่งจะทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ เรามีการทำประเมินร่วมกันกับ ทางกระทรวงสาธารณสุขเป็นเงินจำนวนถึง ๓๒,๔๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งประชาชนสามารถจะเอาเงินนี้ไปทำอย่างอื่นได้มากยิ่งขึ้นนะคะ เป็นการลดค่าครองชีพ สำหรับดิฉันคิดว่าอันนี้น่าจะเป็น Quick Big Win ได้ด้วยซ้ำไป อีกเรื่องหนึ่งคือเวชภัณฑ์ จำเป็น ซึ่งท่านทราบดีว่าเวชภัณฑ์จำเป็นมีอะไรบ้างเหล่านี้เราก็จะต้องมีการควบคุมต้นทุน ควบคุมราคาให้มันไม่เกินเหตุเกินการณ์ไป ซึ่งตรงนี้เราจะสามารถช่วยลดค่าครองชีพ ในหมวดของเวชภัณฑ์จำเป็นถึง ๑,๑๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในเรื่องของพาณิชย์ที่ เกี่ยวกับเรื่องของการลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ก็จะอยู่ในโหมดประมาณนี้นะคะ แต่ว่า ในรายละเอียดภาพรวมใหญ่เดี๋ยวอาจจะให้ท่านรองนายกเอกนิติพูดในภาพรวมใหญ่อีกทีหนึ่ง
ดิฉันขอไปต่อด้วยความรวดเร็วเพื่อไม่ให้เสียเวลา ขออนุญาตไปที่เรื่อง ของเกษตร ดิฉันได้ยินนะคะแล้วก็ได้รับฟังจากท่านผู้ทรงเกียรติหลายท่านมากที่ให้ความ เป็นห่วง ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของสินค้าเกษตร ดิฉันก็มีความเป็นห่วงเช่นกันนะคะ จริง ๆ แล้วเราคงจะต้องดูว่าในเรื่องของบริบทโลกในวันนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ที่มีผลกระทบโดยตรงกับสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาวะของภูมิอากาศ ซึ่งไม่ว่าจะเป็น El Nino La Nina ที่ท่านผู้ทรงเกียรติ ได้กล่าวมาในเบื้องต้นเยอะแยะมากมาย น้ำท่วม น้ำแล้ง ในเรื่องของความสามารถในการ แข่งขัน ในเรื่องของค่าเงินบาทปัจจุบันที่มีความผันผวนและปัจจุบันนี้แข็งด้วย แล้วก็ในเรื่อง ของภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีการทำให้เกิดการเปิดการเจรจาการค้าเสรีระหว่างประเทศหรือทวิภาคี มากยิ่งขึ้น ดังนั้นบริบทในการดูแลสินค้าเกษตรเราคงดูแค่กำหนดราคาที่อุปสงค์ อุปทาน อย่างเดียวไม่พอ มันคงต้องมาดูที่ต้นน้ำด้วยว่าการผลิตของเราตรงตามความต้องการและ การเปลี่ยนแปลงไปของบริบทโลกหรือเปล่า ทั้งนี้ทั้งนั้นดิฉันมีเวลาจำกัดตรงนี้หลักการที่ได้ ให้ไปในเรื่องของการดูแลสินค้าเกษตรดิฉันได้ให้ไป ๕ หลักการด้วยกัน หลักการที่ ๑ เราต้อง มีการประเมินการทำอุปสงค์ อุปทานล่วงหน้าทำได้ไม่ยากเลย เรามีปฏิทินอยู่แล้วว่าอุปสงค์ อุปทานล่วงหน้ามีอะไร อย่างไรบ้าง ใช้ข้อมูล Data AI ช่วยได้ และเมื่อเรารู้แล้วเรามีการ สื่อสารให้กับเกษตรกร ให้กับพาณิชย์จังหวัดรู้ว่าช่วงนั้นจะมีอุปสงค์ อุปทานมากไป น้อยไป อย่างไรเพื่อท่านจะได้เตรียมตัวได้ก่อน อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ การบริหารจัดการอุปสงค์ อุปทานตามสถานการณ์ ในบางกรณี เกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นมา อย่างกรณีที่มีท่านผู้อภิปรายบอกว่า ข้าวราคาต่ำมาก ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท ต่อเกวียน เราก็ยังมองว่าจริง ๆ แล้วมันก็มีปัญหาในเรื่องของน้ำเหมือนกันเพราะว่าข้าวที่เรา เก็บเกี่ยวมานี้ โดยเฉพาะในภาคกลางนี้มันไม่มีวัฒนธรรมในการที่เราจะเก็บอยู่ในยุ้ง ดังนั้น ปลูกแล้วถึงแม้ราคายังไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลาก็ต้องเกี่ยวมันก็ไม่ได้คุณภาพ ดังนั้นเราก็ต้อง ช่วยกันค่ะ ดิฉันไม่ได้โทษเกษตรกร เราต้องช่วยกันที่จะไปหาวิธีให้ความรู้ในการจะทำ อย่างไรเราถึงจะจัดการกับตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นได้
เรื่องที่ ๓ ผลักดันในเรื่องของการส่งออก การผลักดันการส่งออก ดิฉัน อยากจะเรียนในมุมของพาณิชย์ก็คือว่า เราละเลยลูกค้าเดิมก็ไม่ได้ และเราก็ต้องไปหาลูกค้า ที่มีศักยภาพใหม่ด้วย และศักยภาพใหม่ที่ว่านี้ก็ต้องมีการเติมศักยภาพใหม่ไปให้สินค้า ของเราด้วยเช่นกัน อาจจะต้องผสมผสานกับการแปรรูปด้วย แล้วก็มีการกำหนดมาตรการ การนำเข้า ซึ่งดิฉันขอแยกเป็น ๒ เรื่องในการกำหนดมาตรการการนำเข้า เรื่องแรกเลยที่เรา รับไม่ได้ก็คือในเรื่องของการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน อันนี้จำเป็น แล้วก็จะต้องมี แล้วก็ เข้มข้น อีกเรื่องหนึ่งก็คือการนำเข้าสินค้าที่เกิดจากการเผา หรือว่าทำให้เกิดภาวะสิ่งแวดล้อม ที่เป็นพิษ เหล่านี้ถ้าเรามีการตั้งมาตรการนี้มันก็จะต้องช่วยลดกรองในเรื่องของ สิ่งที่จะเข้ามาในประเทศก็จะช่วยเพิ่มในเรื่องของปริมาณในการขายของเราได้มากขึ้น ในประเทศและการส่งออกด้วยเช่นกัน และมาตรฐานระยะยาวเรามีแต่สั้นไม่ได้ก็ต้องวางฐาน ยาวด้วย มาตรฐานระยะยาวก็คงต้องมาดูในเรื่องของพันธุ์ข้าว ณ ปัจจุบันนี้ข้าวหอมมะลิเรา ดีมาก แต่ข้าวหอมมะลิของเราปลูกได้เฉพาะที่ ๒๐ จังหวัดในภาคอีสานและอีก ๓ จังหวัด ในภาคเหนือ จริง ๆ แล้วมีพื้นที่อื่นที่เราอาจจะสามารถถึงไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ แต่มีข้าวพันธุ์อื่นไหม ที่สามารถจะได้คุณค่า มีมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มเติมมากขึ้น อันนี้ก็ต้องร่วมกันทำงาน ร่วมกันกับทาง เกษตรในการที่จะช่วยดูแลในเรื่องของที่ดิน ในเรื่องของพื้นที่ ในเรื่องของสาร ต่าง ๆ ที่อยู่ในดิน อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องของผลผลิตต่อไร่ อันนี้ เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ แล้วก็เรื่องของการพยายามหาพืชที่มีมูลค่าสูงมาทดแทน หรือเสริม อาจจะไม่เชิงทดแทนเสียทีเดียว หรือเสริม ซึ่งเหล่านี้เราก็มีในทุก ๆ เรื่องไม่ว่า จะเป็นในเรื่องของข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน แล้วก็ผลไม้ พืช ๓ หัว ซึ่งรายละเอียดท่านคงพอทราบดี ข้าวเดี๋ยวดิฉันจะลงรายละเอียดข้าวมากกว่าที่อยู่ในสไลด์นี้ ดังนั้นเดี๋ยวขออนุญาตละไม่พูดเรื่องข้าวในนี้เพื่อเป็นการประหยัดเวลา เรื่องของข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ อันนี้เรามีมาตรการควบคุมการนำเข้า เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องของฝุ่น PM2.5 เรามี การกำหนดราคารับซื้อในประเทศ อันนี้ทำอยู่แล้ว มันสำปะหลังต้องเน้นเรื่องการแปรรูป มันสำปะหลังดิบนี่อาจจะไม่ได้ราคา แต่แปรรูปแล้วอาจจะได้มากยิ่งขึ้นนะคะ อันนี้ก็ต้องช่วยกันในลักษณะนั้น ส่งเสริมในเรื่องของการนำเรื่องของพันธุ์ต้านโรคใบด่าง ในเรื่องของการควบคุมการนำเข้า ปัจจุบันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้นะคะ เราไม่ได้รับ มันสำปะหลังเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านเรา ดังนั้นมันสำปะหลังเราก็ราคาดีขึ้นมา หน่อยหนึ่ง แต่มันเป็นการชั่วคราว อาจจะยังไม่ใช่เป็นการถาวร ดังนั้นก็ต้องดูในเรื่องของ ความถาวรด้วย ปาล์มน้ำมัน อันนี้ก็มีการกำหนดราคารับซื้อ ยังจะทำเช่นนั้นอยู่ ผลไม้อื่น ๆ ก็จะต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างอุปสงค์ อุปทาน และการผลิตล่วงหน้า
ดิฉันขอฉายข้าวให้ดู ภาพข้าวในวันนี้ในโลกนี้มีการผลิตข้าวอยู่ที่ ๕๔๑ ล้านตัน หมายความว่ามีการบริโภคข้าวภายในมากกว่าการส่งออก ดังนั้นมันก็มีการ เปลี่ยนในเรื่องของตลาดข้าวในภาพรวมด้วย และวันนี้สถานการณ์ข้าวโลกเรามี Stock ข้าว ในโลกปัจจุบันนี้อยู่ที่ ๑๘๗.๓ ล้านตัน และในนี้ยังมีอินเดียที่เขามีข้าวค้าง Stock ที่เขากำลัง เร่งส่งออกมาขายแล้วก็ราคาต่ำมากอยู่อีก ๒๐ ล้านตัน ดังนั้นในเรื่องนี้เรามีปัญหาแน่เพราะว่า มันมีอุปสงค์อุปทานที่มันไม่สมดุลกันถูกไหมคะ Demand กับ Supply มันไม่สมดุลกัน Supply มันล้นในลักษณะแบบนั้น ดังนั้นมันมีการกดดันราคาข้าวทั้งจากที่ว่า Stock ข้าวด้วย แล้วก็บางประเทศที่เขาซื้อข้าวจากเรา ปกติใน ๒ ปีที่ผ่านมาอินโดนีเซียและ ฟิลิปปินส์มีการสั่งซื้อข้าว มีการจำกัดการนำเข้าข้าวน้อยลง ดังนั้นก็ทำให้เรามีปัญหา ฉายภาพมาดูที่ประเทศไทย ประเทศไทยเราผลิตข้าวอยู่ที่ ๒๕.๓ ล้านตัน ใน ๒๕.๓ ล้านตันนี้ เรามีข้าวที่เป็นผลผลิตปีนี้ ๒๑.๘ แล้วเราก็มีข่าวที่เป็น Stock ที่เหลือมาจากปีก่อนหน้านี้ ๓.๕ ล้านตัน ถ้าดิฉันจะขออนุญาตแยกเพราะว่าการที่ดูตัวเลขรวมอาจจะมองไม่ชัด ถ้ามอง ลึกลงไปเราดูเลยว่าข้าวที่จริง ๆ ไม่ได้มีปัญหามากนักคือข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมมะลินี้อย่างไร ถ้าผลิตออกมาเราสามารถที่จะกระจายทั้งในและนอกประเทศได้ ใน ๒๑.๘ ล้านตันนี้เรามี ข้าวหอมมะลิอยู่ประมาณ ๖.๘ ล้านตัน ดังนั้นที่เหลือก็คือข้าวอื่น ๆ ที่เราต้องดูแล ข้าวที่เรา บริโภคกันเองในประเทศ ๗.๔ ล้านตัน อันนี้เป็นเรื่องของเราไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร การส่งออกข้าวเรามีโควตาที่เราทำอยู่ เรารู้ล่วงหน้าอยู่ประมาณ ๕.๙ ล้านตัน เราต้องสำรอง ข้าวไว้เพื่อความมั่นคงของประเทศของเรายู่ที่ ๒.๕ ล้านตัน แล้วเราก็มีการสำรองข้าวสำหรับ เมล็ดพันธุ์อยู่ประมาณ ๐.๙ ล้านตัน ดังนั้นปัญหาของเราอยู่ที่ ๑.๘ ล้านตัน จะทำอย่างไรคะ มาดูทางขวา ก็คือในเรื่องของการรักษาเสถียรภาพข้าวดูสั้นอย่างเดียวไม่พอต้องดูยาวด้วย ดูยาวก็ต้องวางแค่แนวทางแก้ไขในระยะยาว ซึ่งดิฉันได้กล่าวไปบ้างแล้ว เรื่องแรกเลยก็คือ ต้องลองดูว่าหาปลูกพืชมูลค่าสูง เพื่อเสริมความต้องการของตลาดโลก อันนี้เนื่องจากว่าทาง พาณิชย์มีข้อมูลอยู่แล้วใน Demand Supply มันมีตัวอย่างของเกษตรกรที่ทำสำเร็จแล้ว ในบางพื้นที่ เขาเปลี่ยนพื้นที่ข้าวบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมดนะคะ ในการทำ ยกตัวอย่างที่ นครราชสีมา มีการเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนมาปลูกสินค้าผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นและได้มูลค่าเพิ่ม ซึ่งมูลค่าต่อไรทำได้สูงถึง ๑๖๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ต่อปี ในขณะที่ถ้าปลูกข้าวเต็มที่จะได้ประมาณ สัก ๔,๘๐๐- ๕,๐๐๐ บาท ต่อไร่ต่อปี อันนี้ก็เป็นตัวอย่างว่าถ้าท่านสามารถที่จะเริ่มที่จะปรับ แล้วก็เปลี่ยน แล้วก็ตรงตามความต้องการ และผลิตภัณฑ์ตัวนั้นสินค้าเกษตรตัวนั้นจริง ๆ แล้วยังมีคนต้องการในตลาดโลกอีก แต่เพียงแต่ว่าเรายังไม่ได้มีการพัฒนาแล้วก็ปลูกไปถึง ตรงนั้น อีกส่วนหนึ่งก็คือเป็นการปลูกพืชเสริม อย่างในตอนนี้เราเริ่มทำแล้วที่ภาคเหนือ แล้วก็ที่เขาค้อที่เพชรบูรณ์ ลำไยอาจจะไม่ได้อยู่ในเรื่องข้าวแต่เล่าให้ฟังนะคะ ลำไยตอนนี้ ในเรื่องของราคา อาจจะไม่ได้มีราคาสูงมากนักแล้วก็เป็นพืชที่อาจจะไม่ได้มีการเจริญเติบโต อย่างมีนัยสำคัญในตอนนี้ ดังนั้นสิ่งที่เราทำก็คือปลูกเสริมอาโวคาโด ซึ่งพอเกษตรกรปลูกเสริมอาโวคาโดซึ่งต้อง มีการพัฒนาพันธุ์ไม่ใช่ว่าเราสามารถทำได้ทั้งหมดเลยเริ่มปลูกเสริมไปทีละนิดทีละหน่อย เขาเริ่มเห็น เขาสามารถทำรายได้ต่อไร่เพิ่มขึ้นประมาณ ๖๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ ต่อปี ซึ่งเหล่านี้มันจะทำให้เราเริ่มเห็นว่าการที่เราเพิ่มทั้งเพิ่มผลผลิตต่อไร่และการปลูกพืชที่มี มูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้นนี้จะช่วยเสริมให้เกษตรกรชาวนามีรายได้เพิ่มมากขึ้นและไม่ต้อง พึ่งพาบริบทโลกที่เราควบคุมไม่ได้หลายเรื่อง ทั้งเรื่องสภาวะภูมิอากาศก็เป็นเรื่องหลักของ ประเทศเรา แล้วก็สุดท้ายเราต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าวว่าเมล็ดไหน ที่เราควรจะต้องมี ต้องปลูกแล้วก็เพื่อให้ตรงตามพื้นที่นั้น ๆ แล้วก็ตอบโจทย์ความต้องการ ของตลาด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สามารถช่วยได้ในเรื่องของความต้องการของตลาด แต่นั่นคือ ระยะยาวซึ่งเราสามารถวางรากฐานไว้ได้ ระยะสั้น ๔ เดือนทำอะไรได้บ้าง ๔ เดือนทำแบบนี้ เรื่องแรกลดต้นทุนการผลิตลดปุ๋ย เราลดต้นทุนด้วยการผ่านโครงการธงเขียว เรามีหลายสี เรามีธงฟ้าเมื่อสักครู่นี้เล่าให้ฟัง ตอนนี้มีธงเขียวด้วยนะคะ ธงเขียวคือช่วยเรื่องปุ๋ย เราช่วยลด ให้เกษตรกรรายละ ๑,๐๐๐ บาท ในการนำไปซื้อปุ๋ยจะได้ไปลดต้นทุนในการผลิตของเขา ช่วยในเรื่องของการชะลอการขายในประเทศก็เหมือนเป็นการดูดซับ Supply เอาไว้อย่าให้ ขายเร็วเพราะไม่ได้ราคา ก็มีทั้งในเรื่องของสินเชื่อชะลอการขายซึ่งอันนี้มีการอนุมัติแล้ว อันนี้ก็ประมาณ ๓ ล้านตัน ในเรื่องของการสนับสนุนสินเชื่อสำหรับสถาบันทางเกษตรกร ซึ่งอันนี้เราได้รวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่าย แล้วก็เพื่อการแปรรูปโดยที่ให้ดอกเบี้ยที่ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ แล้วก็มีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว แล้วก็เรื่อง ของการเสริมสภาพคล่องของผู้ประกอบการอันนี้เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรีมาพูดต่อ แล้วก็ ในเรื่องของมาตรการการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งอันนี้เราช่วยรายละ ๑,๐๐๐ บาท เหมือนกัน ปัจจุบันนี้ก็มีความตั้งใจว่าจะทำอยู่ที่ ๔.๖๓ ล้านครัวเรือน งบประมาณอนุมัติมาแล้ว นี่ก็คือ เป็นการ Execute ให้เกิดขึ้น และสุดท้ายก็คือเรื่องการเร่งการส่งออก ซึ่งเป็นการส่งออก เริ่มต้นเลยดิฉันได้มีโอกาสได้คุยกับทางจีนในการที่ได้พบกับท่านเอกอัครราชทูตจีนด้วย แล้วก็ ผู้ค้าตัวแทนการค้าทางจีนด้วยว่าเราต้องการจะผลักดันตัว G to G ไปให้จีน ซึ่งในข้อตกลง ของเรากับจีนเขาต้องซื้อข้าว G to G ของเราอีก ๒๘๐,๐๐๐ ตัน แต่เรามีความตั้งใจว่าไหน ๆ ปีนี้เป็นปีที่ฉลองความสัมพันธ์ ๕๐ ปี ไทย-จีน ในเรื่องของความสัมพันธ์ทางการทูต อย่าซื้อเลยค่ะ แค่ ๒๘๐,๐๐๐ ซื้อไปเถอะ ๕๐๐,๐๐๐ ตัน ก็จะเป็นการช่วย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะพยายาม ทำให้ได้ ถัดมาก็คือเรื่องของการร่วมงาน Fair ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศใด ทางกระทรวง พาณิชย์ ได้ส่งตัวแทนแล้วตัวดิฉันเองถ้าไปได้ในบางครั้งก็จะไปช่วย Promote สินค้าของเรา ในตลาดใหม่มากขึ้น ตลาดเดิมเรามีคนดูแลอยู่แล้ว ดิฉันอาจจะไม่ได้ไปมากนักคงไปเน้นที่ ตลาดใหม่มากกว่าเป็นการเปิดตลาด แล้วก็ในเรื่องของการจัดผู้แทนการค้าให้เร่งทำ MOU ที่เรายกตัวอย่างมาก็คือญี่ปุ่นกับในเรื่องของสิงคโปร์ ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมญี่ปุ่นกับ สิงคโปร์ ต้องเรียนว่าอย่างนี้ค่ะ ญี่ปุ่นเขาได้มีการตกลงกับสหรัฐอเมริกาว่าเขาจะต้องนำเข้า ข้าวจากอเมริกาเพิ่มขึ้น ๗๕ เปอร์เซ็นต์ และระบบการขายข้าวหรือซื้อข้าวของญี่ปุ่นมันเป็น ระบบโควตา ของเรานี้เรามีโควตากับเขาอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ตันก็จริง แต่ถ้าเขาจำเป็นจะต้อง ตอบโจทย์สหรัฐอเมริกาว่าเขาจะต้องรับข้าวมาจากอเมริกาเกิน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ อาจจะมา เบียดบังโควตาของเราที่ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ดังนั้นเราถึงต้องเร่งเจรจาให้มี MOU Lock โควตา ๓๐๐,๐๐๐ อย่างน้อยไม่ให้ลดลงต่ำกว่านี้ ส่วนสิงคโปร์ดูประเทศไม่ใหญ่มากนัก แต่จริง ๆ แล้วสิงคโปร์กับเราก็สามารถที่จะเพิ่มสัมพันธ์กันได้มากขึ้น ปัจจุบันนี้การค้าขายข้าวกับ สิงคโปร์เป็นลักษณะเอกชนต่อเอกชน ตอนนี้เราพยายามเจรจา G to G เพื่อจะให้มี ความแน่นแฟ้นแล้วก็มี Volume ที่ Predictable มากขึ้น แล้วก็สุดท้ายเร่งขยายตลาดศักยภาพ ซึ่งจะมีในหลายประเทศที่เราตั้งใจจะไป อันนี้สิ่งที่ดิฉัน จะไปก็คือไม่ว่าจะเป็นซาอุดิอาระเบีย ฮ่องกง ยุโรป เหล่านี้เป็นต้น ขออนุญาตจะเข้าไป แล้วก็ไปในส่วนที่สำคัญมาก ที่ดิฉันมีความตั้งใจก็คือตั้งใจจะช่วยเหลือผู้ประกอบการใน ๗ จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เราก็ต้องไปดูว่าจริง ๆ แล้วความเดือดร้อนของเขามันอยู่ ตรงไหน มีผู้ที่มีผลกระทบเดือดร้อนไม่ใช่คนเดียวหรือไม่ใช่ภาคส่วนเดียว ถ้าเราทำนโยบาย เข้าไปช่วยโดยที่ไม่ได้รู้ในเรื่องลักษณะของความต้องการความช่วยเหลือมันก็ไม่ได้ตอบโจทย์
ดังนั้นเราก็ต้องมีนโยบายตั้งแต่ในระดับประชาชนที่อยู่ในบริเวณ ๗ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ทั้งในเรื่องของเกษตรกรที่ส่งสินค้าข้ามไปมา ทั้งในเรื่องผู้ประกอบการ การส่งออก แล้วก็ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ดังนั้นเราถึงมีมาตรการที่จะช่วยให้ทาง ฝ่ายมั่นคงและทางมหาดไทยสามารถที่จะดูแลแนวชายแดนโดยที่ยังไม่ต้องเปิดตะเข็บ ชายแดน แต่เราจะทำอย่างไรให้ลดผลกระทบ เรื่องแรกลดค่าครองชีพของประชาชน เมื่อสักครู่ดิฉันได้เรียนไปแล้วเรื่องธงฟ้า เราจะลงธงฟ้าหนัก ๆ ที่จังหวัดชายแดน ๗ จังหวัดนี้ ให้ได้มากขึ้น แล้วก็ลงไปทำงานร่วมกันกับพาณิชย์จังหวัด แล้วก็ไปทำงานร่วมกันกับ มหาดไทย ก็คือทางผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็ผู้ประกอบการ ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับ สภาหอการค้าไทยคือพวก YEC ตั้งใจจะลงพื้นที่ไปดูว่าความยากลำบากของประชาชน ตรงนั้นเราสามารถจะช่วยอะไรเขาได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ นอกจากเรื่องของการช่วยทันที ในเรื่องของการลดค่าครองชีพผ่านทางโครงการนโยบายธงฟ้า ในส่วนของเกษตรกรเราก็มี การนำเอาสินค้าเกษตรกร อันนี้ทำร่วมกันกับไทยโพสต์ เราได้สนับสนุนค่าขนส่งฟรี โดยแบ่ง กันคนละครึ่งกับทางไทยโพสต์ในการช่วยให้ผู้ประกอบการเกษตรกรหรือผลิตภัณฑ์พื้นที่ ตรงนั้นสามารถที่จะส่งออกไปให้ทั่วประเทศได้ แล้วก็มีการทำมหกรรมการค้าชายแดน แล้วก็รวมถึงในเรื่องของผู้ส่งออก เรามีการเพิ่มช่องทางเพราะว่าสินค้าส่งออกมันไม่ใช่ มีเฉพาะสินค้าที่ชายแดน มันมีสินค้าที่ส่งออกระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย เราก็หาตลาดใหม่ แล้วก็มีตลาดผ่านแดนที่ช่วยสนับสนุนด้วยเช่นกัน อันนี้ก็จะเป็นการช่วยให้มีประสิทธิภาพ อย่างเต็มที่
และดิฉันขอจบสุดท้ายในเรื่องของสิ่งที่เราตั้งใจจะหาตลาดใหม่ เมื่อสักครู่ ที่ท่านได้ยินดิฉันพูดเรื่องตลาดใหม่ ตลาดใหม่เยอะ ขอฉายภาพให้ดูคร่าว ๆ นิดหนึ่ง ในเรื่องของเอฟทีเอ ณ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีเอฟทีเออยู่ ๑๔ ฉบับ รวมทั้งหมด ๑๘ ประเทศ ปีนี้น่าจะเป็นปีที่เป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะว่าเราได้เซ็นเอฟทีเอกับอาฟตา ไปเรียบร้อย อาฟตาก็คือประเทศที่อยู่ในยุโรปมีอยู่ ๕ ประเทศด้วยกัน เป็นครั้งแรกที่เรา มีการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศในยุโรป ซึ่งจะเป็นฐานที่ดีให้เราสามารถไปต่อยอดในการ เจรจาเอฟทีเอกับอียูได้ สิ่งที่เราตั้งใจจะทำเพิ่มเติมจากสิ่งทางด้านซ้ายมือคือปัจจุบันแล้ว ก็คือเร่งบรรลุข้อตกลงระหว่างเรากับอียู ระหว่างเรากับเกาหลีใต้ ซึ่งอันนี้เป็นความตั้งใจว่า จะพยายามทำให้ได้ภายในรัฐบาลนี้ และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือต้องผลักดันให้ เอกชนมาใช้สิทธิประโยชน์ เพราะการไปเจรจาเอฟทีเอมากประเทศก็ไม่ได้มีประโยชน์ ถ้าเราไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ ซึ่งก็ได้มีการเจรจาโดยที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้พาดิฉัน แล้วก็คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจไปพบกับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมไทย ตลาดทุนไทย และยังมีที่จะเดินทางไปพบสมาคมอื่น ๆ อีกในการ เร่งรัดสนับสนุนให้ความรู้ในเรื่องของสิทธิประโยชน์ให้เขาใช้ได้จริง แล้วก็แน่นอนหาตลาดใหม่ เพิ่มเติมที่ดิฉันได้เรียนไว้ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลางเน้นเรื่องซาอุดิอาระเบีย แล้วก็ตัว UAE เรื่องของแอฟริกาเอเชียใต้ อาเซียน แล้วก็มีในเรื่องของข้อจัดกิจกรรมทางด้านการค้าในทุก รูปแบบ รวมถึงการที่เชิญผู้นำเข้าและผู้ซื้อรายสำคัญเดินทางมาเยี่ยมเยือนประเทศไทย อันนี้ก็เป็นความตั้งใจที่ดิฉันอยากจะเรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านผู้มีเกียรติด้วยความเคารพ ว่าทางรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ รวมถึงดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์มีความตั้งใจ ถึงแม้จะมีเวลาแค่ ๔ เดือนดิฉันก็เชื่อมั่นว่าเราน่าจะมีผลสัมฤทธิ์ มาแสดงให้ท่านได้เห็นบ้าง เหล่านี้ก็จะมีปรากฏเป็นเคพีไอให้ท่านได้ช่วยติดตาม แล้วดิฉัน ขออนุญาตเรียนเชิญท่านสิทธิพลซึ่งมีความรู้มาก เกี่ยวกับเรื่องของ US Tariff หรือเรื่องการ ทุ่มตลาดใด ๆ เรามาพูดคุยกันเพื่อหาทางร่วมมือกันทำให้การเดินของเราสามารถที่จะสร้าง ศักยภาพให้ประเทศไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ขอบพระคุณค่ะ
ท่านสิทธิพลเชิญครับ สั้น ๆ นะครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม สิทธิพล พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่กรุณากล่าวชมผมในการอภิปรายแล้วก็ขอบคุณที่ท่านตั้งใจฟังการอภิปราย ตลอดนะครับ ขออนุญาตเป็นกำลังใจให้ท่าน อาจจะฝากอย่างน้อย ๒ เรื่อง เรื่องแรก ผมคิดว่าในประเด็นเชิงข้อมูลผมคิดว่าประเด็นที่ท่านพูดมาถูกต้องเลย แต่อาจจะต้องระวัง อาจจะไม่ครบบางส่วน เช่น CO ๕ ใบ ปลายทางเขาส่งมาให้เราตรวจ ๑๖ ใบ เราเลยเจอ ๕ ใบ นั่นหมายความว่ามันยังมีอีกเยอะมากเลยนะครับ หรือในมุมที่ภาคเอกชนเขารู้ว่า มันมีปลอม หรือแม้กระทั่งวันนี้ถ้าท่านไปถามกรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้า ต่างประเทศไม่สามารถบอกได้เลยว่า CO ผู้ที่ออกจากหอการค้าแต่ละจังหวัดมีกี่ใบ อันนี้คือ ตัวอย่างจุดบกพร่องหรือช่องโหว่ที่ยังไปเติมเต็มได้ ก็อยากเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรี เห็นท่านตอบและพูดในสภาได้ดีกว่า สส. หลายคนอีก ก็ขอให้ท่านมาสภาบ่อย ๆ จะได้ พบกัน ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานคะ ขออนุญาตเรียนตอบท่านสิทธิพล ขอบพระคุณมากสำหรับกำลังใจนะคะ ขออนุญาต เมื่อสักครู่ที่ท่านบอกว่าตัว CO ขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติม ตอนนี้ CO มีการแก้ไขไปแล้ว ไม่ได้ออกโดยที่อื่นเลย ออกโดยทางกรมการค้าต่างประเทศเท่านั้น ดังนั้นมันน่าที่จะรวมศูนย์ แล้วก็สามารถที่จะมองได้ว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไร แต่กราบขอบพระคุณสำหรับคำแนะนำ เดี๋ยวเรามาช่วยกันดูเพิ่มเติม มีอะไรแนะนำดิฉันยินดีที่จะนำไปทำเพิ่มค่ะ
เชิญท่านสหัสวัต คุ้มคง ครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จากที่ท่านแถลงนโยบายมาผมอ่านทั้งเล่มแล้วครับ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง แรงงานนั้นมีเพียงเรื่องของการ Upskill Reskill เท่านั้นครับ ซึ่งการออกนโยบายนี้มา ผมไม่แน่ใจว่านี่คือการใส่มาให้ครบ ๆ ประเด็นหรือเป็นการมองที่ขาดวิสัยทัศน์ครับ ผมไม่ปฏิเสธเลยว่าการ Upskill Reskill แรงงานนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่เรื่องนี้นั้นไม่มีทาง ทำได้ภายใน ๔ เดือนแน่นอนครับ แล้วจริง ๆ เรื่องที่เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดของกระทรวง แรงงานและเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันและหาผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุด ของกระทรวงแรงงานคือเรื่องของกรมการจัดหางานครับ แล้วที่ไม่ได้มีการพูดถึงเลย ผมก็ไม่เข้าใจว่าที่ไม่พูดถึงกันเป็นเพราะว่าจะหากินกับเรื่องนี้กันต่อหรือไม่ครับ การหากิน ในกระทรวงแรงงานนอกจากหากินกับกองทุนประกันสังคมแล้ว กรมการจัดหางานเป็นอีก ที่หนึ่งที่มีผลประโยชน์มหาศาลครับ ว่ากันว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ การเก็บส่วยต่าง ๆ แบบเยอะไปหมดครับ ผมเคยอภิปรายในที่แห่งนี้เรื่องการส่งออกแรงงานไทยไปทำงาน ต่างประเทศ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในตอนนั้นถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ซึ่งตอนนี้คนคนนี้ก็ยังอยู่ในรัฐบาลชุดนี้ และเมื่อเร็ว ๆ นี้คนคนนี้ก็ยังออกมาแก้ตัวว่า ไม่เกี่ยวข้อง บอกว่าอัยการสูงสุดยกข้อกล่าวหานี้แล้ว ทั้งที่จริง ๆ คดีที่ผมพูดถึงไม่เกี่ยวอะไร กับอัยการสูงสุดเลยครับ แล้วคดีนี้ก็ยังอยู่ในชั้นสืบสวนใน ป.ป.ช. อยู่ครับ แถมยังไปแก้ต่าง ให้บริษัทค้ามนุษย์ที่ฟินแลนด์ ที่ศาลตัดสินไปแล้วว่ามีความผิด และยังไปแก้ตัวให้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องผิดสัญญา เรื่องแรงงานทำงานเกิน แก้ตัวขนาดนี้อย่าลืมเตรียมไปให้ปากคำที่ ฟินแลนด์นะครับ ตำรวจฟินแลนด์กำลังจะมาสืบสวนเรื่องนี้ที่ไทย ผมตามเรื่องนี้ต่อ แน่นอนครับ
และอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นแหล่งหาผลประโยชน์มหาศาลในกระทรวงแรงงาน ก็คือการนำเข้าแรงงาน ซึ่งก็มีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหานี้กำลังหนักขึ้นเพราะการ ออกนโยบายที่ผ่านมาของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พิพัฒน์ รัชกิจประการ ของพรรคภูมิใจไทย และตอนนี้ก็อยู่ใน ครม. นี้ด้วยครับ ผมจะเล่าให้ฟังว่าถ้าจะหากินกับ การนำเข้าแรงงานข้ามชาติเขาทำกันอย่างไร การนำเข้าแรงงานข้ามชาติมาใช้ในไทยมีอยู่ ๔ รูปแบบ คือ ๑. แรงงานตาม MOU ก็คือทางการไทยกับประเทศต้นทางทำข้อตกลงร่วมกัน ในการจัดหาแรงงาน ๒. ขึ้นทะเบียนขออนุญาตทำงานก็คือคนประเทศต้นทาง เข้ามาไทยครับ แล้วมาขอใบอนุญาตทำงานที่ไทย ๓. แรงงานเดิมต่ออายุก็คือแรงงาน ที่เมื่อหมดระยะเวลาก็ต้องต่ออายุขอทำงานต่อ แล้ว ๔. คือแรงงานชายแดนซึ่งเข้ามาทำงาน แบบไปกลับบริเวณชายแดน ซึ่งที่ผ่านมาทุกท่านน่าจะเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการหากินกับกระบวนการพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นหัวคิวนำเข้าแรงงาน ค่าส่วย เจ้าหน้าที่รัฐต่าง ๆ ที่ต้องจ่ายใต้โต๊ะกันอย่าง หนักหน่วง ไปจนถึงบริษัทนายหน้าที่เรียกค่าหัวคิวนายจ้างแบบมหาโหด แล้วด้วยความที่ ประเทศเราก็มีการใช้แรงงานจากเมียนมามากที่สุด กระบวนการหากินกับแรงงานเมียนมา จึงเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่เกิดการคอร์รัปชันและเป็นแหล่งหากินหลักของกระทรวงแรงงาน ซึ่งหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคือการต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่ที่ผ่านมา ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนไหนเลยที่แก้ปัญหาเรื่องนี้ เพราะว่ากันว่ารายได้ จากส่วยตรงนี้เป็นรายได้ประจำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ไม่ว่ามาจากพรรคอะไร ก็ตาม แต่ปัญหานี้หนักขึ้นเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของพรรคภูมิใจไทย คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ ไม่เพียงแต่ไม่แก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่ยังทำให้ปัญหานี้มันหนักขึ้นด้วย การออกนโยบายที่ชื่อว่า Pre-MOU ผมจะเล่าที่มาที่ไปของระบบ Pre-MOU สั้น ๆ ให้พี่น้อง ประชาชนที่อาจจะยังไม่คุ้นชินกับเรื่องนี้ให้เข้าใจก่อน อย่างที่ผมได้เล่าไปแล้วว่าการนำเข้า แรงงานข้ามชาติมาใช้ในไทยทำได้ผ่าน ๔ รูปแบบ Pre-MOU ปัจจุบันมันเอามาใช้กับการต่อ อายุแรงงานข้ามชาติซึ่งอ้างว่าจะเอามาแก้ปัญหา เอามาทำให้สะดวกสบายขึ้นเพราะช่วงนั้น มีปัญหาเรื่องการเมืองภายในของเมียนมา เพื่อไม่ให้ต้องกลับไป Stamp Visa ที่เมียนมาอีก แต่ในความเป็นจริงมันยุ่งยากขึ้นมหาศาล เพราะมันคือการการเอาการต่ออายุธรรมดา ที่ปกติมี ๓-๔ ขั้นตอนให้ยื่นใบตรวจโรคจ่ายเงินปั๊มตรา เอาขั้นตอน MOU มาเพิ่มไปเป็น ๘-๙ ขั้นตอน แล้วมีปัญหาในการจัดการมหาศาล เช่นโรงพยาบาลไม่รับรองทั้งที่เป็น โรงพยาบาลตามรายชื่อที่กรมการจัดหางานประกาศออกมาเอง หรือการต้องซื้อประกันเพิ่ม ๓ เดือนมีค่าใช้จ่ายในการจองคิวที่เซเว่น การต้องเดินทางไปกลับ ตม. หลายรอบทำให้ เสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ๖,๐๐๐ บาทเป็นอย่างน้อยต่อคน แต่ขั้นตอนที่เป็นปัญหามาก ๆ คือการพิสูจน์สัญชาติ หรือศูนย์ CI พิสูจน์สัญชาติคืออะไรครับ คือการพิสูจน์ว่านายเอ เป็นชาวเมียนมาจริงหรือไม่ ซึ่งโดยปกติจะใช้ในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนใหม่ แต่นี่เอามาใช้กับ การต่ออายุ ซึ่งไม่มีความจำเป็นเลยเพราะแรงงานต่ออายุเหล่านี้เราพิสูจน์สัญชาติไปแล้ว เก็บข้อมูลอัตลักษณ์ไปหมดแล้ว แต่ถ้าถามว่าทำไมต้องทำ หลังปี ๒๕๖๔ มีการรัฐประหาร ในเมียนมาก็เกิดปัญหาใหญ่ คือคนเมียนมาทะลักเข้ามาในไทยมาหางานทำ เพราะที่บ้านเขา อยู่ไม่ได้ ประเทศเขาก็เริ่มขาดแคลนประชากร ขาดคนทำงาน ทำให้รัฐบาลทหารพม่า เกิดปัญหากลัวฝ่ายต่อต้าน กลัวขาดแคลนทหาร ที่สำคัญที่สุดขาดเงิน พอปี ๒๕๖๖ รัฐบาล ทหารพม่าก็เลยมามีกระบวนการพูดคุยกับรัฐบาลไทย จนนำมาสู่การออก Pre-MOU โดยคุณพิพัฒน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจากพรรคภูมิใจไทย ในขณะนั้นเป็นคน รับรองให้เกิดสิ่งนี้ เอื้อให้รัฐบาลทหารพม่ามาทำ ๓ อย่าง คือ ๑. หาเงินให้รัฐบาลทหารพม่า ไปใช้ทำสงครามในประเทศ ๒. Screen คนที่เผด็จการเห็นว่าไม่ใช่พวกตัวเอง เช่น คนมุสลิม คนชนกลุ่มน้อย หรือคนที่ต่อต้านเผด็จการ และ ๓. เพื่อเกณฑ์ทหาร รัฐบาลทหารพม่า ทำเรื่องนี้อย่างไร นวัตกรรมของเรื่องนี้ก็คือให้ไปทำในศูนย์ CI ครับ หรือศูนย์พิสูจน์สัญชาติ พูดง่าย ๆ ให้รัฐบาลทหารพม่าเข้ามาพิสูจน์สัญชาติในไทย อ้างว่าเป็นการอำนวยความ สะดวกต่อลูกจ้าง นายจ้างไม่ต้องกลับประเทศ ผมขอไปเร็ว ๆ นะครับว่าศูนย์ CI เขามีปัญหา อย่างไร
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เริ่มแรกศูนย์ไม่เพียงพอ ในอดีตเรามีทั้งหมดอยู่ ๖ ศูนย์ ปัจจุบันมี ๔ ศูนย์ ดูตามภาพครับ สมุทรปราการ สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานีและเชียงใหม่ ถ้าผมอยู่ภาคอีสานผมองเดินทางขึ้นไปเชียงใหม่ หรือต้องลงมา สมุทรปราการ ค่าใช้จ่ายเท่าไร แต่ที่หนักที่สุดของเรื่อง Pre-MOU คือการเปิดทางให้รัฐบาล ทหารพม่าเข้ามาเรียกหัวคิวรับสินบนจากคนไทยผ่านระบบ CI กระบวนการ CI แม้จะมีการ เปิดจองคิวที่ Seven-Eleven ก่อนจะไปพิสูจน์สัญชาติ แต่ก็พบว่าคิวที่ท่านจองไว้จะไม่ได้ ตามนั้น ทุกท่านนึกภาพง่าย ๆ ถ้าวันนี้ผมอยากทำบัตรประชาชนก็ลงคิวไว้ ๑๑ โมงวันนี้ ผมก็ไป ๑๑ โมงวันนี้ ทำบัตรประชาชนตอน ๑๑ โมง แต่ว่าขบวนการนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้น ขบวนการที่ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์เปิดทางให้รัฐบาลทหารพม่าเข้ามาทำ มันเริ่มขึ้นตรงนี้เลย เมื่อไปถึงศูนย์ CI ตามวันเวลาที่นัดไว้ตอนจ่ายเงินค่าคิวที่ Seven พอไปถึงจะไม่รับบริการ จะมีเจ้าหน้าที่ถามท่านด้วยประโยคแรกเลย มากับใคร ใครพามา ถ้าตอบไม่ได้ไม่มีชื่อใคร สักคน เจ้าหน้าที่ก็จะบอกว่าคิวเต็มครับ รอไปอีก ๒-๓ วัน นี่เป็นช่องเลยครับให้คนมาหากิน โดยสิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อเรารู้แล้วว่าเราไม่ได้คิว ก็จะมีคนจากไหนไม่รู้ เป็นคนเมียนมาบ้าง คนไทยบ้าง มาถามเลยว่า พี่มีคิวหรือเปล่า มีคิวหรือยัง อยากได้คิวไหม ถ้าอยากได้คิว ทำวันนี้เลยไม่ต้องรอ พี่จ่ายผมมา ก็จะมีหลายราคาตั้งแต่ ๑,๒๐๐ บาท ถึง ๓,๐๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับสถานที่ลักษณะงานที่ทำ แล้วจำนวนแรงงานที่พาไป ซึ่งแน่นอนนายจ้างก็ไม่มีใคร อยากรอ ๒-๓ วันเพราะมันต้องเสียค่าเดินทาง ค่าที่พัก เสียเงินอีกไม่รู้กี่พันกี่หมื่น ก็ต้องยอม จ่ายกันไป อันนี้คือสิ่งที่เรียกว่าคิวผี โดยกลุ่มนายจ้างยังเล่าให้ผมฟังอีกว่าคิวผีนอกจากมีคิวผี ที่เล่ามาแบบเมื่อสักครู่แล้วยังมีสิ่งที่เรียกว่าคิวผี VIP ว่ากันว่ามันคือคิวพิเศษที่เจ้าหน้าที่ กรมจัดหางานของไทยช่วย Deal กับเจ้าหน้าที่พม่า พูดง่าย ๆ เป็นคิว VIP จะมีเจ้าหน้าที่ ดูแลอำนวยความสะดวกตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้เสร็จภายในวันนี้เลย วันเดียวจ่ายมา จ่ายเพิ่ม แพงหน่อยแล้วมันไม่จบแค่นี้นะครับท่านประธาน เสียค่าคิวไปแล้วต้องไปพบเจ้าหน้าที่ CI จากเมียนมา ส่วนนี้เมื่อไปเจอแรงงานก็จะถูกเรียกเก็บเงิน แต่ละคนก็โดนเรียกเก็บต่างกัน ไป บางคนก็บอกว่าเป็นค่าธรรมเนียม บางคนก็โดนบอกชัด ๆ เลยว่านี่คือเงินภาษี ถามแรงงานว่าแต่ละคนรายได้เท่าไร อยู่ไทยมากี่ปี โดนกันอย่างน้อยคนละ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท แล้วที่มันหนักขึ้นไปอีกศูนย์ CI เหล่านี้ดำเนินการโดยชาวพม่าทั้งหมดครับ ไม่มีเจ้าหน้าที่ไทย เลยแม้แต่คนเดียวที่เข้ามากำกับดูแล ทางการไทยไม่ได้สนใจเลยหรือครับว่าคนไทยต้องจ่าย อะไรบ้าง มีการเรียกค่าหักหัวคิวคนไทยหรือไม่ คนไทยโดนรีดไถอย่างไรหรือว่าเป็นเพราะ จริง ๆ แล้ว ทางการไทยมีเอี่ยวกับผลประโยชน์ตรงนี้ด้วย เพราะมันมีเรื่องคิว VIP ขึ้นมา อีกส่วนที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกต ที่ท่านไม่อยากมากำกับดูแลเพราะท่านเป็นคนอนุญาตให้ เข้ามา แล้วไม่ต้องมาอยากมารับผิดชอบอะไรก็เลยทำเป็นไม่รับรู้ว่าข้างในมันเกิดอะไรขึ้น ศูนย์พม่าเขาทำอะไรกัน เขารีดไถคนไทยหรือเปล่า ที่สำคัญเขามีการเก็บภาษีกันใช่หรือไม่ ที่ผมต้องพูดเรื่องภาษีขึ้นมา เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผมเคยตั้งกระทู้ถามสดถามรัฐมนตรี พิพัฒน์ ณ ตอนนั้นก็ไม่มีคำตอบครับ มาวันนี้ก็คงต้องถามซ้ำเพราะเป็นเรื่องของการเก็บภาษี ซ้อนครับ การเก็บภาษีซ้อนคืออะไร ผมอธิบายง่าย ๆ ปกติเราทำงานประเทศไหนก็ต้องจ่าย ภาษีให้ประเทศนั้น และไทยกับพม่าเองก็มีข้อตกลงกันเรื่องการจัดเก็บภาษีซ้อน หรือที่ เรียกว่า Double Tax Agreement แล้วเมื่อสิ่งนี้มันเกิดในศูนย์ CI ก็เท่ากับว่ารัฐบาลไทย กำลังอนุญาตให้พม่าละเมิดข้อตกลงที่ทำไว้กับตัวเอง เรื่องนี้ผมไม่ได้พูดเอาเองลอย ๆ เคยมี การนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ เชิญกรมสรรพากรมาสอบถาม เรื่องนี้แล้วว่ารัฐบาลทหารพม่าจะเก็บภาษีในศูนย์ CI ได้หรือไม่ ทางกรมสรรพากรตอบอย่าง ชัดเจนว่าไม่ได้ พรรคผมเคยถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรคประชาชนพม่า แล้วพรรคท่านที่ปล่อย ให้คนไทยโดนเรียกสินบน ปล่อยให้รัฐบาลทหารพม่าเข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยทางภาษี ของตัวเองในประเทศเราแบบนี้คืออะไร พรรคท่านมักจะอ้างคำว่ารักชาติ แต่นี่คนในชาติ โดนเอาเปรียบจากต่างชาติแบบนี้ มันรักชาติแบบไหน เรื่องนี้ท่านพิพัฒน์ไม่ได้ตอบผม ในตอนนั้นท่านอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรค และนายกรัฐมนตรีมาตอบผมหน่อยเถอะครับ เพราะหากรัฐบาลชุดนี้นำสิ่งนี้ไปทำต่อก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยเองช่วยรัฐบาล ทหารพม่ามาเก็บหัวคิวคนไทย และอนุญาตให้ต่างชาติมาใช้อำนาจในการเก็บภาษี บนแผ่นดินไทยจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ แล้วผมพูดตรงนี้เลยว่ารัฐมนตรีแรงงานจาก พรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่ตอนนี้กำกับดูแลรัฐบาลนั้นไม่ได้ทำให้เกิดปัญหานี้แต่กลับฝั่ง ทางเมียนมาครับ เราพบปัญหาคล้าย ๆ กันในกระบวนการนำเข้าแรงงานจากฝั่งกัมพูชา ผมได้รับข้อมูลจากกลุ่มนายจ้างว่ามีการเรียกเก็บเงินนายจ้างเพื่อที่ขอใช้แรงงานกัมพูชา โดยปกติการใช้แรงงานกัมพูชาก็จะมีการยื่นอนุญาตขอใช้แรงงาน ต้องมีการยื่นรายชื่อ แรงงานหรือที่เรียกว่า Name List ก่อนเพื่อขออนุมัติ ซึ่งจะให้นายจ้างยื่นไปผ่านทางเว็บไซต์ ของกรมการจัดหางาน แต่ทางไทยไม่ได้มีอำนาจอนุมัติรายชื่อ เป็นฝั่งกัมพูชาที่อนุมัติ แต่แค่มาใช้เว็บไซต์และระบบของไทย ซึ่งเรื่องที่นายจ้างมาแจ้งผม คือเมื่อยื่นไปแล้วจะมีคน โทรมาเลยว่าต้องจ่ายเงินเพิ่ม ๒,๕๐๐ บาทต่อลูกจ้าง ๑ คนเป็นค่าอนุมัติ ใครไม่โอนก็ไม่ได้ รับการอนุมัติ แต่พอโอนปุ๊บ อนุมัติปั๊บเลยครับ คนที่เรียกเงินเอารายชื่อตรงนี้มาจากไหน แล้วทำไมพอได้เงินแล้วอนุมัติรายชื่อผ่านเว็บของกรมการจัดหางานได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นบัญชี ที่โอนไปก็เป็นบัญชีคนกัมพูชา นี่มันกระบวนการฮั้วกันระหว่างกระทรวงแรงงานไทยกับ รัฐบาลกัมพูชาใช่หรือไม่ แล้วผมทราบมาว่าเรื่องนี้เป็นคดีความขึ้นมา โดยนายจ้างเล่าให้ผม ฟังว่ายื่นเรื่องนี้เข้าสู่กรมสอบสวนคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว แล้วเจอเส้นทางการเงินส่วยหัวคิวว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีม้าต่าง ๆ เป็นทอด ๆ จนถึงบัญชี ส่วนตัวของข้าราชการระดับสูงในกัมพูชา Peak กว่านั้นเงินที่ไปถึงกัมพูชาแล้วก็ไหลกลับมา ที่บัญชีของคนไทย แล้วหลังจากนั้นก็ถูกถอนออกมาเป็นเงินสด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถูกส่งต่อให้ใคร จะส่งไปถึงในกระทรวงหรือไม่ อย่างไรก็ไม่ทราบ คือถ้าบอกเป็นค่าธรรมเนียมก็ต้องเข้าบัญชี หน่วยงาน แล้วทำไมเข้าบัญชีส่วนตัวล้วน ๆ ทั้งของคนไทยทั้งของกัมพูชา ท่านประธานครับ ไม่ใช่แค่คดีของ DSI แต่ตอนนี้มีข่าวกันเยอะว่าพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานของพรรคภูมิใจไทย อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ในฐานะผู้ออก นโยบาย ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ออกมาตอบเรื่องนี้จะยิ่งเป็นการตอบคำถามในใจของ พี่น้องประชาชนว่ารัฐมนตรีของท่านกระทำการหากินร่วมกันกับต่างชาติบนหลังของ ประกอบการไทย ชัดเจนครับ
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมขอถามท่านประธานผ่านไปยังคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ว่าท่านจะทำอย่างไรใน ๔ เดือนนี้ เรื่องการหากิน ในกระทรวงแรงงานแบบนี้ ในเมื่อท่านเพิ่งพูดในสภาแห่งนี้เองว่าท่านคัดรัฐมนตรีมาเอง แต่มองไปแต่ละคนประชาชนจะเชื่อได้อย่างไรว่าจะมาทำงานอย่างสุจริต คนหนึ่งก็มีคดี เรียกร้องสินบนขบวนการนำแรงงานไทยค้ามนุษย์ข้ามชาติเป็นคดีดังทั่วโลก อีกคนก็มีข่าวว่า เกี่ยวข้องกับคดีเรียกหัวคิวแรงงานกัมพูชาอีก แถมยังออกนโยบาย Pre-MOU เปิดช่องเรียก หัวคิวนายจ้างไทย ผมต้องการคำตอบจากนายกรัฐมนตรีว่าท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรใน ๔ เดือน พรรคภูมิใจไทยมักจะบอกว่าตัวเองรักชาติ รักษาผลประโยชน์ของชาติ ตอบในสภาแห่งนี้ ให้ชัด ๆ ว่าจะไม่ปล่อยให้มีการหาผลประโยชน์แบบนี้เกิดขึ้นในกระทรวงแรงงานอีก จะไม่ปล่อยให้ต่างชาติมาเอาเปรียบคนไทยอีก อย่ารักชาติแบบเปิดปิดจะรักเมื่อตัวเอง ได้ประโยชน์ รับปากผมในสภาแห่งนี้และแสดงความจริงใจออกมาโดยการยกเลิกนโยบาย Pre-MOU ก่อนเลย แล้วช่วยยืนยันด้วยว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่ช่วยเหลือ ใครก็ตามที่มีคดีความและโดนสอบสวนอยู่ ผมจะติดตามเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด ขอบคุณครับ
นางสาวรักชนก ศรีนอก เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ผู้แทนจากชาวบางบอน จอมทอง หนองแขม วันนี้จะขอร่วมอภิปราย นโยบายของรัฐบาลเฉพาะกิจที่จะมีอายุ ๔ เดือน แม้ท่านจะมีอายุอยู่ได้ไม่นาน แต่นานพอที่จะ สะสางปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่ในสำนักงานประกันสังคมซึ่งดิฉันจะได้พูดต่อจากนี้ เพื่อให้สอดคล้อง กับคำแถลงนโยบายข้อ ๑๐ ของท่าน ดิฉันจะขอเริ่มจากเรื่องแรกคือการเร่งกระบวนการ สืบสวนสอบสวนวินัยกรณีลงทุนในตึก SKYY9 ซึ่งตอนนี้บางคนอาจจะได้รับกรรมไป นิดหน่อยแล้ว โดนเด้ง โดนย้าย แต่บางคนยังเสพสุขอยู่บนกองเงินที่ตอดกินเอาจากคุณภาพชีวิต ของผู้ประกันตน ได้เป็นรัฐมนตรีและไม่มีวี่แววว่าจะถูกชดใช้ความผิดแต่อย่างใด ข้อกังวล ของดิฉันคือรัฐบาลชุดนี้มีคนที่เกี่ยวข้องกับตึก SKYY9 อยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เคยเป็นอดีตเจ้าของตึก SKYY9 ก่อนหน้านี้ ใช้ชื่อว่า Cas Capital หรือ I.C.E. ซื้อตึกมาตอนปี ๒๕๖๐ แม้ท่านจะไม่บอกว่าราคาเท่าไร แต่คนในตลาดตอนนั้นรู้กันว่าราคาต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท หลังจาก Renovate เสร็จแล้ว สิงหาคม ๒๕๖๒ ขายต่อไปในราคาไม่ถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท ตอนท่านตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรื่องนี้ บอกว่าขอไม่แสดงความคิดเห็น ในกรณีว่าประกันสังคมซื้อตึกมาไม่บอกว่าคุ้มค่าหรือไม่ อย่างไร ทำไมท่านไม่ลองแสดงความคิดเห็นดูสักหน่อย ปี ๒๕๖๒ ขายไป ๒,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านไป ๒-๓ ปี กลายเป็น ๗,๐๐๐ ล้านบาท คนทำธุรกิจแถมยังเคยเป็นเจ้าของตึกเองท่านจะไม่เอ๊ะ ไม่อ๋ออะไรหน่อยหรือ วันนั้นท่านไม่ตอบไม่เป็นอะไร แต่วันนี้ในฐานะที่ท่านเป็นนักการเมือง และท่านเป็นรัฐมนตรีใน ครม. ชุดนี้ ท่านควรจะเป็นคนที่ให้ความเห็นได้ดีที่สุดว่าราคาของ ตึกควรจะเป็นเท่าไร หลังจากที่เรื่องนี้ถูกเปิดเผย นายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานรีบสไลด์หน้าออกมาบอกว่าตนไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับเรื่อง กรณีตึก SKYY9 ใจซื่อมือสะอาดอยู่คนเดียวทั้ง ๆ ที่รอบตัวมีแต่เรื่องสกปรกเต็มไปหมด ประเทศนี้ประชาชนเขากินข้าวนะคะเขาไม่ได้กินหญ้า เรื่องนี้ชัดเจนว่ามีกลิ่นทุจริตแรงมาก ถ้าท่านบอกว่าไม่เกี่ยวข้องสิ่งที่ท่านควรจะทำคืออะไร ท่านต้องให้ความร่วมมือและพร้อมที่จะ เข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวน แต่นี่ไล่ออกมาฟ้องคนเป็นว่าเล่น เหมือนตัวอะไรที่มัน โดนน้ำร้อน ถ้าท่านสุชาติไม่รู้ดิฉันขอถาม สุนัขที่ไหนมันจะรู้คะ และใครเป็นคนสั่งให้ย้ายหน้าห้องปลัดไป อยู่ใน อนุ. ลงทุน จนสุดท้ายเข็นตึกออกมาจนได้ เรายกมือโหวตคุณอนุทินให้เป็น นายกรัฐมนตรีจริงค่ะ แต่เราให้ไปทำ ๒ อย่าง ๒ หน้าที่ ก็คือ ๑. ยุบสภาภายใน ๔ เดือน และริเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วางหมุดหมายแรกสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราไม่ได้ เลือกให้ท่านไปแต่งตั้งคนเฮงซวย คนคดโกงมาเป็นรัฐมนตรี ณ เวลานั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและควบรองนายกรัฐมนตรี สั่งสอบไปรอบแรก ผลปรากฏออกมาเป็นที่แน่ชัดว่าเรื่องนี้มีมูล การลงทุนในตึก SKYY9 เป็นความเร่งรีบผิดปกติ มูลค่าควรจะอยู่ที่ ๓,๔๐๐-๓,๘๐๐ ล้านบาท ลงทุนสูงกว่ามูลค่าจริงและเป็นเหตุให้กองทุน ประกันสังคมเสียหาย ทั้งยังมีการบิดเบือนข้อมูล วันที่ท่านยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเคยพูด เอาไว้ว่าท่านจะไม่ละเว้นคนกระทำผิด วันนี้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วยังยืนยันคำเดิมอยู่ไหม ตอบให้ชัดที นี่คือผังของคนที่เกี่ยวข้องกับตึก SKYY9 ที่อยู่ใน ครม. ชุดนี้ค่ะ แล้วเรากำลังจะ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่คือคุณตรีนุช เทียนทอง ไม่ใช่ว่าดิฉันบอกว่าคนที่ อยู่ในรูปนี้ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับประเด็นส่อทุจริต แต่ดิฉันกลัวเหลือเกินว่าจะมีการเตะถ่วง เกิดขึ้นเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัว มันเลยทำให้ดิฉันรู้สึกไม่มั่นใจว่ากระบวนการสืบสวน สอบสวนจะเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เพราะว่าตอนนี้กระบวนการสอบวินัยนี้กำลังถูก ขัดขวางอย่างหนัก พ่อแม่พี่น้องผู้ประกันตนอาจจะไม่รู้ ไม่ทราบว่าตอนนี้แม้จะมีการแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบวินัยและตั้งเวลาไว้ว่าจะจบใน ๓ เดือน แต่มีการ Lobby เพื่อให้ประธาน คณะกรรมการสอบหรือก็คือปลัดกระทรวงวัฒนธรรมลาออกเพื่อถ่วงเวลา เพราะถ้าไม่มี ประธานสอบมันก็เดินหน้าสอบต่อไม่ได้ จนตอนนี้กระบวนการมันเงียบหายไป ไม่รู้ว่าชะตา กรรมเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าจะสืบสวนสอบสวนกันเสร็จและลากคอคนผิดออกมาลงโทษ ได้วันไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะข้อเท็จจริงปรากฏแก่สายตาสาธารณชนคนทั้งประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้มีโอกาสเห็นข้อเท็จจริงทั้งหมดปรากฏต่อสายตาตัวเอง หรือท่านตรีนุช ก็ได้ค่ะ ท่านช่วยลุกขึ้นมารับปากกับพ่อแม่พี่น้องผู้ประกันตนทั่วประเทศในสภาแห่งนี้ ได้ไหมว่าจะเดินหน้าสืบสวนสอบสวนต่อ และจะลากคอคนผิดมาลงโทษภายใน ๓ เดือน เหมือนแผนที่วางไว้ตอนแรก โดยที่จะไม่สนใจว่าหน้าไหน ไม่ว่าเป็นปลัดหรือเป็นรัฐมนตรี
เรื่องใหญ่เรื่องที่ ๒ การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม นี่เราเพิ่งจะมีการเลือกตั้ง บอร์ดประกันสังคมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นะคะ พอทีมประกันสังคมก้าวหน้าเข้ามา ได้เข้ามาบริหารสำนักงานประกันสังคม ผู้ประกันตนก็ได้อะไรดี ๆ เพิ่มเติมขึ้นมาเยอะค่ะ ตั้งแต่การเพิ่มเบี้ยเด็กเล็ก การปรับสูตรคำนวณบำนาญ และการเพิ่มค่าคลอดบุตร ไปจนถึง การเปิดเผยข้อมูล สำนักงานประกันสังคมอยู่กันมา ๓๐ ปีมีใครเคยรู้บ้างคะว่าเขาทำปฏิทิน กันแบบไม่ Bid ไม่ประมูลกันปีละ ๕๐-๗๐ ล้านบาท แต่ไม่รู้ว่าเอาไปแจกใคร เพราะคน ๒๔ ล้านคนที่เป็นคนจ่ายเงินกันมา ๑๐ ปี ๒๐ ปีพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจ่ายเงินมา ๑๐ ปี ไม่เคยมีใครได้ปฏิทินเลย เอาเงินผู้ประกันตนไปซื้อตึก SKYY9 จับได้ก็ยังจะไม่หยุด ยังจะมี ความพยายามที่จะเข็นตึกอื่นออกมา ล่าสุดบิดเบือนบันทึกการประชุมค่ะ จงใจที่จะเปิดช่อง ให้ตึกอื่น ๆ สามารถกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในกองทุนประกันสังคมได้อีก ถ้าไม่มี ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จะวนเวียนอยู่ที่เดิมและ เราจะไม่มีวันได้รู้เลยว่าใครทำเลวอะไรเอาไว้ในสำนักงานประกันสังคมบ้าง และเราจะไม่ได้รู้ เลยว่าโครงการไหนที่ส่อคอร์รัปชันแล้วมันถูกชงมาอย่างไร ก็อาจจะทำดีเกินหน้าเกินตา กันไปเลยมีความพยายามที่จะล้มการเลือกตั้งประกันสังคม เพราะว่าพอรู้เยอะมันก็แฉเยอะ แล้วคนข้างในคือเขาไม่ชอบ ไม่ชอบที่ผู้ประกันตนจะมาล่วงรู้ว่าเขาเคยเอาเงินในกองทุน ไปทำอะไรกันบ้าง เพราะ ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่ผ่านมามันกินกันแบบเงียบ ๆ เลยมีความพยายาม จะยกเลิกการเลือกตั้ง แต่พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาแรงต้านมันก็เยอะไปอีกเลยล้มตรง ๆ ไม่ได้ มันก็เลยจะเปลี่ยนจากการล้มเลือกตั้งประกันสังคมมาเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งแทน ก่อนที่ ท่านปลัดบุญสงค์จะโดนเด้งไปท่านก็ได้กรุณาค่ะ กรุณาที่จะชงระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้ง บอร์ดประกันสังคมเข้ามาเปลี่ยนแปลง ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเสนอว่าให้มีคนกลาง ที่เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายเข้ามาช่วยพิจารณาด้วย หรือไม่ก็ต้องมีสัดส่วน ๓ ฝ่าย ผู้ประกันตน ต้องมีตัวแทนเข้าไปคุยเรื่องนี้ด้วย แต่สุดท้ายฝ่ายนายจ้างและฝ่ายข้าราชการจับมือกันปัดเรื่องนี้ตกค่ะ การแก้ระเบียบ การเลือกตั้งจึงมีแค่คนที่อยู่ในสำนักงานประกันสังคมแต่งตั้งกันมา ไม่มีตัวแทนของ ผู้ประกันตนเลยแม้แต่คนเดียว มันเลยทำให้ดิฉันสงสัยว่าสุดท้ายแล้ว เราจะได้เลือกตั้ง บอร์ดประกันสังคมกันไหมในกุมภาพันธ์ปีหน้า เพราะตอนนี้มันไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย ท่านอ้างว่าระเบียบยังแก้ไขไม่เสร็จสักที ท่านจะเอาเรื่องนี้มาแถเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งให้ไกล ออกไปหรือไม่นะคะ ความพยายามที่จะเปลี่ยนรูปแบบการเลือกตั้ง โดยใช้ Model การเลือก กันเองแบบเลือก สว. ไอเดียนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาจากไหนท่านรู้ไหม กรรมาธิการของ สว. ส่งข้อสังเกต Shoot เข้ามาในบอร์ดประกันสังคมค่ะ ที่หนักที่สุดไม่ใช่การบอกว่าเลือกตั้ง ให้เลือกแบบ สว. แต่มันเป็นรายชื่อคนที่ทำรายงานค่ะ ดิฉันเห็นแล้วตกใจมาก เพราะมัน ช่างบังเอิญเหลือเกินว่าคนที่ทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมา มันคือคนที่แพ้เลือกตั้งประกันสังคม แต่มาลงสมัคร สว. แล้วชนะ คือมันจะเอาให้ได้เลยใช่ไหมบอร์ดประกันสังคมนี่ รายได้เดือนละ ๘,๐๐๐ บาท มันทำให้กินดีอยู่ดี กันขนาดนั้นเลยหรือคะ หรือมันมีรายได้จากทางอื่น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ท่านตรีนุช ท่านฟังดิฉันให้ดี ๆ ค่ะ อำนาจในการแก้ ระเบียบเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อย่าเข้าไปแล้วโดนข้าราชการต้มนะคะ สิ่งที่ท่านต้องทำก็คือ ๑. ต้องออกระเบียบให้เลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งโดยวิธีเดิม แต่ท่านต้อง อำนวยความสะดวก ให้ผู้ประกันตนมาใช้สิทธิได้ง่ายขึ้น ๒. คือต้องให้สำนักงานประกันสังคม กาง Timeline การเลือกตั้งออกมาเลยว่าระเบียบนี้มันจะเสร็จกี่โมง ตั้งงบประมาณเอาไว้เท่าไร และเราจะได้เลือกตั้งกันในวันไหน ดิฉันขอให้ท่านลุกขึ้นมาตอบ วันนี้เลยได้ไหมคะ มันยังมีเวลาอยู่ นอกจากการเร่งรัดเรื่องการสอบตึกและการหยุดการล้ม เลือกตั้งประกันสังคม ท่านมีสิ่งดี ๆ ที่ท่านสามารถทำได้ ไม่ต้องรอ ๔ เดือน แต่ ๔ วัน ก็อาจจะเสร็จแล้ว นั่นคือกรอบการลงทุน ประกันสังคมเป็นกองทุนมูลค่า ๒.๒ ล้านล้านบาท ซึ่งกองทุนระดับนี้ในประเทศอื่นเขาเอาหัวกะทิ เอาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาบริหาร แต่ประเทศไทย เราใช้ระบบราชการบริหารกองทุน ดิฉันไม่ได้บอกว่าคนที่อยู่ในระบบราชการไม่เก่ง แต่ผลลัพธ์ย้อนหลังมันพิสูจน์แล้วว่ามันพากองทุนไปไกลกว่านี้ไม่ได้ มันมีปัญหาทั้งเรื่อง ธรรมาภิบาลและผลตอบแทน ที่ผ่านมามีการถามเหตุผลว่าทำไมไม่เอาคนเชี่ยวชาญ ระดับโลกมาบริหารกองทุน คำตอบคืออะไรท่านรู้ไหม สำนักงานประกันสังคมบอกว่า คนในสำนักงานอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง ก็เอากับเขาค่ะ ปัจจุบัน บอร์ดประกันสังคมได้ผลักดันสิ่งที่เรียกว่ากรอบการลงทุนใหม่ โดยอ้างอิงมาตรฐานที่มัน เป็นสากลเพิ่มมากขึ้นเช่น ถ้าท่านจะลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดต่อไปนี้ มันไม่ให้ลงทุนตรง ถ้าจะซื้อตึกนอกตลาดอย่างการลงทุนในตึก SKYY9 ท่านจะต้องทำผ่านกองทุนมืออาชีพและ จะต้องมีผลตอบแทนย้อนหลังที่อ้างอิงที่เชื่อถือได้ การลงทุนในกองใดกองหนึ่งก็ต้องมีการ ประกวดผลตอบแทนกันอย่างน้อย ๓ กอง และทุกการตัดสินใจจะต้องผ่านเข้ามาในบอร์ดให้ มันโปร่งใส ตรวจสอบได้ ถ้าสิ่งนี้ผ่านไปได้ มันจะไม่มีอีกแล้ว การชงเองกินเอง เลือกตึกเอง เสนอเอง ขายเอง จ้างคนมาประมูลเอง บอกว่าลงทุนผ่านกองทรัสต์ แต่ทั้งกองถือตึกอยู่ตึก เดียวและแถมขายไปเสร็จปุ๊บ มาบริหารให้เองเหมือนที่ MFC ทำกับประกันสังคมแบบนี้ มันจะไม่มีอีกแล้ว สิ่งดี ๆ แบบนี้ท่านเชื่อไหมว่าทำกันเสร็จแล้วแต่มันผ่านออกมาไม่ได้ เพราะว่าข้าราชการระดับบริหารที่ดูแลเรื่องการลงทุน ซึ่งเป็นคนที่สนิทชิดเชื้อเหลือเกินกับ ท่านปลัดที่โดนเด้งไป ขัดขวางไม่ยอมให้ระเบียบนี้ผ่านออกมา ท่านตรีนุช ถ้าท่านมีความ จริงใจที่จะปราบผีตึก SKYY9 ไม่ให้มันมาหลอกหลอนผู้ประกันตนอีก เริ่มได้จากตรงนี้ค่ะ ทุบโต๊ะแล้วสั่งปลัดเลยว่าอย่าถ่วงเวลาอีกแม้แต่วินาทีเดียว สุดท้ายคือการทำให้สำนักงาน ประกันสังคมเปิดเผย โปร่งใส ด้วยการเปิดเผยมติและรายงานการประชุม ท่านทราบไหมว่า พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารราชการ ปี ๒๕๔๐ มันบอกให้ต้องมีการเปิดเผยมติที่ประชุมและ รายงานการประชุมของบอร์ด แต่บอร์ดประกันสังคมอยู่มา ๓๐ กว่าปีไม่เคยทำตามกฎหมาย เลยค่ะ ไม่เคยเปิดเผยมติที่ประชุม ไม่เคยเปิดเผยรายงานการประชุมใด ๆ ที่ผ่านมามันเลย ไม่มีใครเคยล่วงรู้เลยค่ะ ว่าในบอร์ดประชุมอะไรกัน คุยอะไรกัน มีใครพูดว่าผลประโยชน์ ของใคร หรือว่าใครเข้ามาชงโครงการอะไรให้มันขึ้นมา เจ้าของเงินถูกปิดหูปิดตามาโดยตลอด หลายคนอาจจะนึกไม่ออกว่าไม่เปิดเผยรายงาน การประชุมแล้วมีปัญหาอย่างไร ดิฉันยกตัวอย่างอย่างในกรณีการใช้งบดำเนินงาน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งอนุกรรมาธิการไอที สำนักงานประกันสังคมทุกวันนี้ทำตัวเป็น Startup ที่เหมือนกับว่ามีเงินร่วงหล่นลงมาจากฟ้าทุกวัน ๆ เพราะท่านพยายามที่จะทำเองทุกอย่างเลย ตั้งแต่ระบบลงทุน ระบบแพทย์ Data Center อ้างว่าจำเป็น แต่แท้จริงแล้วตั้งโครงการ ขึ้นมาให้ใครกินหรือเปล่าดิฉันก็ไม่ทราบ แต่คุณภาพมันช่างสวนทางกับราคา App ของ ผู้ประกันตนที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ๒๗๕ ล้านบาท จ่ายเงินสมทบผ่าน App ยังไม่ได้เลย โครงการ Web App ที่บอกว่าจะมาเป็น Backbone หลังบ้านให้ทำงานกันสะดวกเพิ่มมากขึ้น ๘๕๐ ล้านบาท ส่อฮั้วประมูล ๓ ชาติไม่เสร็จ ไม่ทวง ไม่ถาม ไม่ปรับ ไม่ยกเลิกสัญญา และล่าสุดสด ๆ ร้อน ๆ โครงการดับเพลิง Water Mist มีมูลค่า ๗๙ ล้านบาท และ Cyber Security อีก ๓ โครงการ ๒๐๐ ล้านบาทที่มันเห็นได้ชัดจนทิ่มตาจะบอดว่ามันไม่มีความ จำเป็นอะไร แต่จงใจที่จะบิดเบือนข้อมูล และชงโครงการเข้ามา ๒ โครงการเมื่อสักครู่นี้ เลิกได้เลิก เลิกไม่ได้ อนุกรรมาธิการไอทีเจอกับดิฉันที่ ป.ป.ช. ค่ะ ของพวกนี้เขาไปทำกัน ตอนไหนผู้ประกันตนเคยทราบไหม ใครชงเข้ามา ใครสนับสนุน ใครไม่สนับสนุน ไม่เคยมีใครรู้ เพราะรายงานการประชุมไม่เคยถูกเผยแพร่ออกมา ท่านตรีนุชคะ ท่านต้องออกเป็นนโยบาย ข้อมูลการใช้งบประมาณ และการประชุมต่าง ๆ ต้องให้ทุกอย่างขึ้นมาอยู่บนโต๊ะเปิดเผย ข้อมูลให้ไฟมันสามารถส่องเข้ามาได้ การประชุมบอร์ด ประชุมอนุกรรมการที่ไม่ได้เป็น ความลับอะไร ท่านต้องให้รายงานการประชุมสามารถเข้าถึงได้โดยสาธารณะ Upload มันขึ้นเว็บไซต์เลย เรื่องนี้ท่านไม่ต้องรอ ๔ เดือน ท่านสั่งวันนี้เอาพรุ่งนี้ยังได้เลยค่ะ ๔ เดือน ๔ งาน ที่วันนี้ดิฉันอยากจะได้ยินจากปากของนายกรัฐมนตรีเพราะมีบางเรื่องที่เกี่ยวกับท่าน และอยากได้ยินจากปากของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานว่าจะทำ คือ ๑. เร่งรัด กระบวนการสอบวินัยในกรณีลงทุนผิดพลาด ซึ่งเป็นการจงใจผิดพลาดแน่นอนของตึก SKYY9 และหาคนผิดมาลงโทษภายใน ๓ เดือนตามกรอบเดิม ๒. คือต้องไม่มีการเปลี่ยน รูปแบบการเลือกตั้งประกันสังคม และต้องไม่มีการเตะถ่วงเวลาให้มันล่วงเลยนานไปกว่านี้ ๓. คือท่านต้องผลักดันกรอบลงทุนใหม่เพื่อปราบผีตึก SKYY9 ไม่ให้มันมาเวียนว่ายตายเกิด ในกองทุนประกันสังคมได้อีก ๔. นโยบายเปิดเผยโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลประกันสังคม ให้เจ้าของเงินเขาสามารถได้รู้ว่าใครไปทำอะไรกับเงินของเขาบ้าง ดิฉันอยากจะให้ ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านตรีนุชได้ใช้เวลาของการชี้แจงในสภาแห่งนี้ลุกขึ้นตอบว่าท่านจะ ดำเนินการอย่างไรกับแต่ละข้อใน ๔ ข้อนี้ ขอบคุณค่ะ
ท่านเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย
ท่านประธานครับ ผม สว. ชินโชติ แสงสังข์ ผมขออนุญาตถูกพาดพิงเมื่อสักครู่มีรูปผมขึ้นอยู่บนจอ
ใช้สิทธิพาดพิงใช่ไหมครับ เดี๋ยวท่านเลิศศักดิ์ครับ ท่าน สว. ชินโชติขอใช้สิทธิพาดพิง เชิญครับ
ขอใช้สิทธิพาดพิงนะครับ ผม ชินโชติ แสงสังข์ ในฐานะผู้ที่ถูกพาดพิงเมื่อสักครู่ ผมขอกราบเรียนท่านประธานนะครับ อดีตผมเป็นผู้นำแรงงานและในปัจจุบันผมก็ยังเป็นประธานสภาแรงงานอยู่ ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าสิ่งที่ท่าน สส. ได้พูดไปเมื่อสักครู่โดยเฉพาะประเด็นต่าง ๆ ที่ได้สร้างสรรค์ให้กับประกันสังคมโดยบอร์ดชุดปัจจุบันผมเห็นด้วยผมสนับสนุนนะครับ แล้วหลายเวทีผมก็พูดมาตลอดว่าบอร์ดชุดนี้เขาสร้างคุณงามความดีหลายเรื่อง ได้เปลี่ยนแปลงที่เป็นคุณประโยชน์กับผู้ประกันตนมากมาย แต่ขออนุญาตให้ความเป็นธรรม กับผมนิดหนึ่งเฉพาะกรณีเดียวครับ เรื่องที่ท่านพูดไปเกือบชั่วโมงผมไม่ไปแตะท่านเลย สักเรื่องเดียว ผมขอพูดในกรณีของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ก่อนอื่นผมอยากให้ท่านสบายใจได้เลย ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นครบ ๒ ปีในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ต้องเลือกตั้ง แล้วก็ไม่มี เทวดาไหนไปเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ อย่างไรก็ต้องเลือกตั้งด้วยกติกาเดิม เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ทัน แล้วก็ต้องเลือกตั้ง อย่างเดียวครับ ทำอย่างอื่นไม่ได้เลยตามกฎหมาย ท่านประธานครับ ผมสัญญากับ ท่านประธานแล้วว่าผมจะพูดกรณีเดียวที่เกี่ยวข้องกับผม ผมไม่ได้แก้ต่างแก้ตัวอะไรเลย แต่อยากให้เข้าใจเท่านั้นเอง และขอย้ำอีกครั้งครับผมอายุ ๖๔ ปีแล้ว ผมไม่ได้โกรธเคืองอะไร น้องผู้หญิงที่พูดเมื่อสักครู่เลยแม้แต่นิดเดียวเลยด้วยความบริสุทธิ์ใจผมสาบาน ในสภาแห่งนี้ได้เลย แล้วก็ยืนยันว่าไม่ได้แก้ตัวโดยนอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงเลยแม้แต่ นิดเดียว ท่านประธานครับ ที่ผมใช้สิทธิพูดตรงนี้ในฐานะที่เป็น สว. และในฐานะที่ผมยังเป็น ผู้นำแรงงานอยู่ในปัจจุบันนี้ ผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ในกรรมาธิการแรงงานวุฒิสภาเขามีอนุกรรมาธิการ ๓ อนุกรรมาธิการ ซึ่งของวุฒิสภา ๒๑ คณะก็มี ๓ อนุกรรมาธิการเหมือนกันหมด ใน ๓ อนุกรรมาธิการนั้นมีอนุกรรมาธิการ จัดหางาน ก็มีท่านประธานอนุกรรมาธิการท่านหนึ่ง ท่านนิรุติ อนุกรรมาธิการคุ้มครอง แรงงานเขาก็มีอนุกรรมาธิการอีกท่านหนึ่งชื่อท่านสุริยา อนุกรรมาธิการประกันสังคม อนุกรรมาธิการที่ ๓
ท่านประธานที่เคารพ ผมประท้วงครับ ยืนขึ้นยกมือพ้นศีรษะ
เชิญครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดมหาสารคาม ขออนุญาตผู้ทรงเกียรติที่ใช้สิทธิพาดพิงเมื่อสักครู่นี้นะครับ ผมอยากให้ ท่านประธานดูข้อบังคับ ข้อ ๑๔๒ รัฐมนตรีเท่านั้นมีสิทธิที่จะอภิปรายตอบข้อซักถาม หรือข้อคัดค้านของสมาชิกรัฐสภา การพาดพิงนั้นสั้น ๆ ก็ได้ครับ แต่ว่าผมดูท่าแล้วคงจะยาว ผมขออภัยจริง ๆ นะครับท่าน เพราะว่าข้อบังคับการประชุมรัฐสภานั้นจะมีบริบท หลายบริบท
ผมวินิจฉัยแล้วครับ ท่านชินโชติครับ ท่านใช้สิทธิพาดพิงสั้น ๆ ได้ครับ
ผมไม่ได้อภิปรายครับ
ใช้สิทธิพาดพิงสั้น ๆ ได้ครับ
คิวอภิปรายผมพรุ่งนี้ครับ
ตอนนี้เสร็จแล้วครับ
สั้น ๆ ได้ครับ แต่ว่า ผมดูท่าแล้วท่านจะยาว
ไม่ยาวแล้วครับ ท่านชินโชติ ผมว่าใช้สิทธิพาดพิงพอควรแล้วครับ ท่านชินโชติครับท่านได้รับความเป็นธรรมพอควรแล้ว ผมขออนุญาตครับ เชิญท่านเลิศศักดิ์ต่อดีกว่าครับ
ผมยังไม่ได้บอกท่านประธานเลยว่า ผมเป็นอนุกรรมาธิการประกันสังคม
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปราย
ผมว่าท่านชินโชติใช้สิทธิ พาดพิงได้พอสมควรแล้วครับ ท่านได้รับความเป็นธรรมแล้วครับ
ผมยังไม่ได้แจ้งเลยครับว่า ผมเกี่ยวข้อง เพราะผมเป็นอนุกรรมาธิการคณะนี้ ผมขอท่านประธานอีกนิดเดียวได้ไหมครับ
ได้นิดหนึ่งครับ ท่านเลิศศักดิ์ ขอให้ท่านชินโชตินิดหนึ่งครับ
ท่านขัดจังหวะ การอภิปรายผม ๒ ครั้งแล้วนะครับ
นิดหนึ่งครับ แป๊บเดียว เชิญท่านชินโชติได้อีกนิดหนึ่งครับ
ท่านประธานครับ ผมเป็น อนุกรรมาธิการด้านประกัน ผมไม่ได้ทำเรื่องอื่นเลยทำเรื่องประกันสังคมอย่างเดียว ในระหว่างนั้น มีผู้มาร้องเรียนว่าการเลือกตั้งต้องไม่มี ๓ กรณีนี้
ท่านประธานครับ ขอประท้วงผู้ที่ใช้สิทธิพาดพิง จริง ๆ การใช้สิทธิพาดพิงควรจะบอกว่าเสียหายตรงไหน แล้วสั้น ๆ ครับ
ก็กำลังจะบอกนี่ครับว่าเสียหาย อย่างไร
จะบอกอยู่แล้วครับ เดี๋ยวมัน ไม่จบครับ เอาสั้น ๆ ครับ ขอสั้น ๆ ครับนิดเดียวเอาให้จบเลย
การเลือกตั้งนั้นสุดท้ายผู้ประกันตน ๒๔ ล้านคน จะมาเลือกตั้ง ๑๕๘,๐๐๐ คน ใช้เงินเลือกตั้ง ๖๘ ล้านบาท ในขณะที่ได้ กรรมการ ๑๔ คน อันนี้ไม่ใช่ผมพูดนะครับ หมายถึงที่เขามาร้องเรียน และอันที่ ๓ ครับ
ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาต รักชนก ศรีนอก ใช้สิทธิพาดพิงนะคะ คือเนื่องจากท่านตอบดิฉันอย่างสุภาพ ดิฉันก็จะตอบท่านอย่างสุภาพนะคะ แต่ว่าเพื่อให้มันกระชับเวลาดิฉันก็เลยอยากที่จะบอกว่า ๑. ท่านตอบแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไม่ได้นะคะ ข้อ ๑ แล้วก็ข้อ ๒ ถ้าท่านจะ ตอบเลยว่าให้มันสั้น ๆ ท่านตอบมาเลยได้ไหมคะว่าท่านเคยลงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แล้วแพ้จริงไหม และท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเขียนรายงานชิ้นนี้จริงหรือเปล่า ๒ ข้อนี้คือ สิ่งที่พ่อแม่พี่น้องผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบกองทุนเขาอยากทราบค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านประธาน ผมขอตอบน้องตรงนี้ ๒ เรื่องตรงนี้ได้ไหมครับแล้วจบเลยครับ
สั้น ๆ นะครับแล้วจบเลย
ครับ ที่การเลือกตั้งครั้งสุดท้าย มีผู้สมัคร ๒๘๐ คน ผมเป็น ๑ ใน ๒๘๐ คน ทุกคนสมัครอิสระหมดครับ แต่ว่าบอร์ด ชุดปัจจุบันนี้สมัครในนามกลุ่มก้าวหน้าของพรรคการเมืองหนึ่ง แล้วก็มีผู้นำของพรรคนี้มา ช่วยกันหาเสียงทั่วประเทศ ท่านประธานครับ เอาสายไฟฟ้าลงก็ได้ครับเพราะว่าอีกคนหนึ่ง สมัครโดยพรรค แต่อีก ๒๘๐ คน สมัครโดยปกติ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยครับ ที่ผมตอบอย่างนี้ทั้งหมดเพราะว่ามีการร้องเรียนมาแล้วคณะผมได้ศึกษาเรื่องนี้แล้วก็เสนอ ๔ รูปแบบของการเลือกตั้ง ซึ่งผมไม่มีเวลาอธิบายแล้ว ไม่ได้เลือกตั้งแบบที่ท่านว่าเลยครับ ถ้าผมมีโอกาสผมขอใช้เวลาเวทีอื่นที่อธิบายว่า ๔ เลือกตั้ง รวมทั้งเลือกแบบที่ ๕ คือแบบ ปัจจุบันด้วย ผมเสียหายผมจึงต้องมาทำความเข้าใจครับ ผมเสียใจนิดหนึ่งว่าผมไม่ได้มีเจตนา อื่นไปล้มอะไรการเลือกตั้งเลย ขอบพระคุณครับท่านประธาน
จบแล้วครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะขอตอบสั้น ๆ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมนิดเดียวครับ อันนี้เรื่องที่ท่านผู้ชี้แจงเมื่อสักครู่พาดพิงถึงพรรคครับ คืออย่างนี้ครับทีมประกันสังคมก้าวหน้าไม่ได้ลงในนามของพรรคการเมืองใด ๆ เลยนะครับ ไม่ได้อยู่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่พวกผมสังกัดเลย เป็นพันธมิตรทำงานร่วมกันเฉย ๆ กับ มูลนิธิคณะก้าวหน้านะครับ ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองนะครับ เรื่องนี้ต้องพูดในสภาแห่งนี้ เพื่อให้บันทึกเอาไว้ครับเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เสียหายครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
สวัสดีครับ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขครับ เมื่อสักครู่ก็ได้ถูกพาดพิง ก็เลยขอใช้สิทธิชี้แจงสักเล็กน้อยนะครับว่าบริษัทที่ผมได้เคยร่วมบริหารได้ซื้ออาคาร ไอซีอี ทาวเวอร์ อันนี้คือในชื่อเดิมนะครับ ภายหลังเปลี่ยนเป็นตึกชื่อ SKYY9 ได้ซื้อมาในปีประมาณ ปี ๒๕๖๐ แล้วประมาณปี ๒๕๖๒ ได้ขายให้กับบริษัท เอจีอาร์อี 101 จำกัด ในส่วนของ บริษัทผู้ซื้อและผู้ขายยืนยันว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกัน เป็นเพียงแต่ผู้ซื้อผู้ขายนะครับ อาคาร ไอซีอี ทาวเวอร์ หลังนี้สร้างเสร็จในช่วงปีประมาณปี ๒๕๔๐ เป็นช่วง Crisis วิกฤติ เศรษฐกิจนะครับ แล้วก็ถูกทิ้งร้างตลอดมา ในปี ๒๕๖๐ บริษัทที่ผมร่วมบริหาร ได้ตึกมา อาคารอยู่ในสภาพทิ้งร้างใช้การไม่ได้นะครับ ในปี ๒๕๖๒ ได้ทำการขายไปในราคาประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็โอนกรรมสิทธิ์ในปีเดียวกันนะครับ ทราบว่าผู้ที่ซื้อไปก็ประสงค์จะทำ อาคารสำนักงานให้เช่า มีการ Renovate แล้วก็ออกมาสวยงามอย่างที่เห็น แต่ภาพที่ทาง บริษัทซื้อมาในปี ๒๕๖๐ ก็เป็นสภาพทรุดโทรมน่าจะหาดูได้ตามอินเทอร์เน็ตนะครับ ขอเรียนยืนยันว่าส่วนของผมและบริษัทที่เคยร่วมบริหารไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันกับผู้ซื้อ ก็คือบริษัท เอจีอาร์อี 101 จำกัด แต่อย่างใด ไม่เคยติดต่อกับสำนักงานประกันสังคม หรือกระทรวงแรงงาน หรือพบเจอผู้ใด ก็ขอยืนยันและขอชี้แจงไว้เท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านเลิศศักดิ์ต่อครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายต่อนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ กรุณาแถลงต่อรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอถือโอกาสแสดงความยินดีกับท่านนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๒ ผมว่าท่านมีความพร้อมในทุกด้านโดยเฉพาะประสบการณ์ทางการเมือง อันนี้ เป็นส่วนตัวนะครับ แล้วผมเรียนว่านโยบายที่ท่านได้แถลงต่อรัฐสภาในครั้งนี้กับระยะเวลาที่ ท่านจะบริหารราชการแผ่นดิน ๔ ปี ก็มีความสอดคล้องเหมาะสมพอสมควร แต่สิ่งที่ผมจะ กราบเรียนท่านประธานก็คือว่าการที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งรัฐมนตรีที่มีตำหนิ รัฐมนตรี ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมกราบเรียนว่าเป็นมหากาพย์การโกง ครั้งประวัติศาสตร์ในตลาดทุนไทยในรอบทศวรรษครับ ท่านประธานคงจำได้ว่าสภาผู้แทนราษฎร เคยมีการศึกษา กรณีศึกษาของ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อไม่กี่ปี ที่ผ่านมา ผมขอสไลด์ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
และเมื่อย้อนกลับไป ประมาณ ๘ ปีที่ผ่านมา มีต้นแบบของการโกงของผู้บริหารของ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) ตารางนี้แสดงให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนที่มีเงินออม ที่ไปลงทุนในหุ้นกู้ ความเสียหายกับ สถาบันการเงินและอีกหลาย ๆ ส่วน เอาสไลด์ลงได้เลยครับ และคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ กำลังจะเป็นเสนาบดี นั่งบริหารงานกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน และที่สำคัญครับ อยู่บนคราบน้ำตาของประชาชนที่เขาเสียหาย และความเสียหายของเศรษฐกิจไทยเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ท่านประธานได้ดูสไลด์ที่ ๒ สไลด์นี้ ภาพนี้ยังไม่ชัดนะครับ แต่เป็นเว็บไซต์ของ ป.ป.ช. มีการแจ้งข้อกล่าวหาประธาน กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวกจำนวน ๓๒ คน ขออนุญาตเป็น สไลด์ต่อไปครับ
สไลด์ต่อไปเป็นเนื้อหาที่เป็นข้อกล่าวหาที่บอกว่าร่วมกันพิจารณาอนุมัติ ในการอำนวยการสินเชื่อด้วยการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ ปกปิดความจริงเพื่อเอื้อประโยชน์ ให้กลุ่ม บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุมัติวงเงินสูงกว่าเกินหลักเกณฑ์ ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กำหนด ไม่ถูกต้องเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์และผิด วัตถุประสงค์ของการขอสินเชื่อในวงเงินแต่ละประเภท เว็บไซต์นี้แจ้งข้อกล่าวหาล่าสุด เร็ว ๆ นี้เองครับ เมื่อวันที่ ๒๑ เดือน ๒ ปี ๒๕๖๘ ขอสไลด์ต่อไปครับ ท่านดูครับ รายชื่อของ ผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในลำดับที่ ๕ นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กรรมการผู้จัดการใหญ่ ณ ขณะนี้นั่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การคลัง ผมกราบเรียนท่านประธานอยางนี้ครับ เอาสไลด์ลงได้เลยครับ กราบเรียน ท่านประธานว่าการอภิปรายของผมจากนี้มิได้มีเจตนาที่จะกล่าวให้ร้าย หรือทำลาย เกียรติภูมิของท่านรัฐมนตรี เพียงแต่ว่าผมต้องการจะปกป้องเกียรติภูมิของคนที่จะมานั่งอยู่ ในตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์ของชาติ ท่านประธานครับ ผมใช้เวลาสั้น ๆ ในเวลา ไม่กี่นาทีจากนี้ไปอธิบายว่าพฤติการณ์ที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้นดำเนินการอย่างไรต่อกรณีการอนุมัติสินเชื่อให้กับ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) ๒ กรณีครับ
กรณีแรกมีการอนุมัติวงเงินกู้ระยะยาวที่เรียกว่า Term loan ให้กับ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หลายพันล้านบาท โดยใช้เหมืองปลอมในประเทศ อินโดนีเซีย ๒ แห่ง มาเป็นหลักประกันในการขอกู้เงิน ผู้บริหารธนาคารกรุงไทยในขณะนั้น ส่งคนไปที่ประเทศอินโดนีเซียเพื่อไปตรวจสอบเหมือง ปรากฏเขาบอกว่าอย่างนี้เหมืองเหมือง หนึ่งอยู่ในป่าทึบไม่ได้ไปตรวจสอบ เข้าไม่ถึง อีกเหมืองหนึ่งปรากฏว่ามีกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ ติดอาวุธครบมือควบคุมอยู่ เข้าไม่ถึงอีก ไปถ่ายรูปกับป่าหินแล้วเอามาส่งให้ผู้บริหารของ ธนาคารกรุงไทยอนุมัติสินเชื่อ สุดท้ายเอา BL หรือใบขนปลอมมาขอเบิกเงินจาก ธนาคารกรุงไทยไปเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่กรณีที่ ๑ นะครับ
กรณีที่ ๒ มีการอนุมัติสินเชื่อให้กับบริษัท เอิร์ธ โฮลดิ้ง เอาเงินสินเชื่อที่ได้ จากธนาคารกรุงไทยเอาไปซื้อหุ้นของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) ในตลาด หลักทรัพย์ ทำได้อย่างไรครับ ลักษณะนี้เป็นการปั่นราคาหุ้นของ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) ทำให้บริษัทดูดีและส่งผลตามมาอีกหลายอย่างที่สร้างความเสียหายให้กับ นักลงทุนแล้วก็พี่น้องประชาชน ผมขอสไลด์ต่อไปครับ
ท่านประธานครับ ผมแสดงให้เห็นถึงสไลด์นี้ที่ผมบอกว่าท่านรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงการคลังในขณะนี้ และในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีส่วนเกี่ยวข้องในการอนุมัติสินเชื่อนี้อย่างไร ท่านไปดูครับ นี่คือขั้นตอนของการอนุมัติสินเชื่อ ถ้าเป็นระดับผู้จัดการสาขา ผู้จัดการเขต เขาอนุมัติแค่ได้ ไม่เกิน ๕๐-๑๐๐ ล้านบาท ระดับกรรมการสินเชื่อเขต ๑๐๐- ๕๐๐ ล้านบาท ระดับ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ขึ้นไป ก็คือในกรณีของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ นี่ละครับ ก็คือระดับที่เป็นคณะกรรมการ สินเชื่อใหญ่ Credit Committee และในตำแหน่งของท่านวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงการคลังในขณะนี้ และในขณะนั้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ท่านมีสิทธิในการเสนอความเห็นลงนามร่วมแต่อนุมัติเดี่ยวไม่ได้เกินกรอบวงเงิน นั่นหมายความว่าการอนุมัติสินเชื่อแล้วเกิดความเสียหายให้กับธนาคารกรุงไทย ในขณะนั้น ท่านรัฐมนตรีในขณะนี้ในขณะนั้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ท่านมีส่วนร่วมครับ ท่านประธานครับ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น พอหลังจากที่ท่านอนุมัติเงิน สร้างเครดิตความน่าเชื่อถือให้กับ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) ดูดี ปรากฏว่า บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) ก็ไปออกหุ้นกู้ ๓-๔ รุ่น รวมมูลค่าเกือบ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ขายให้พี่น้องประชาชนเกือบ ๖,๐๐๐ คน ซื้อหุ้นกู้ไปก็เอาเงินที่ได้จากการขายหุ้นกู้ไปจ่ายหนี้ สถาบันการเงินต่าง ๆ เอาไปหมุนอยู่อย่างนี้ละครับ ไม่น่าเชื่อว่าท่านซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่ในขณะนั้น ไม่สามารถที่จะตรวจพบความผิดปกติใด ๆ ในการอนุมัติ สินเชื่อลวงโลกในครั้งนั้นได้เลย บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทกำมะลอ ไม่น่าเชื่อสามารถหลอกคนระดับที่ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีได้ ท่านครับ ผมมีคำถาม จริง ๆ ผม กราบเรียนอย่างนี้ว่าเรื่องนี้ยังอยู่ในชั้นแจ้งข้อกล่าวหา ท่านรัฐมนตรียังเป็น ผู้บริสุทธิ์อยู่ผมเข้าใจ เพียงแต่ว่าการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นเกียรติยศของคนทั้งประเทศ ดังนั้นผมจะมีคำถาม ถามไปที่ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วยความเคารพ และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังอยู่ ๒ คำถามครับ
คำถามแรก ในการที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีท่านจะอธิบายต่อประชาชน อย่างไรที่แต่งตั้งบุคคลที่เคยมีสถานะในการอนุมัติสินเชื่อให้กับบริษัทกำมะลอที่ชื่อเอ็นเนอร์จี เอิร์ธ มหาโกง ในฐานะที่เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงไทยในขณะนั้น และบัดนี้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกำกับดูแลสถาบันการเงิน
คำถามที่ ๒ ครับ และหากในอนาคตข้างหน้าภายหลังจากที่ท่านรัฐมนตรี พ้นจากหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังไปแล้ว ท่านถูก ป.ป.ช. ชี้มูล ความผิด ส่งเรื่องให้กับศาลอาญาพิจารณาต่อไป และตอนนั้นท่านนายกรัฐมนตรีจะมีมลทิน ด้วยความเป็นห่วง และวันนั้นท่านจะตอบประชาชนอย่างไรว่าท่านได้ตั้งรัฐมนตรีที่กระทำ ความผิดต่อสถาบันการเงิน สร้างความเสียหายมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทมาดำรงตำแหน่ง และมาบริหารนโยบายที่ท่านได้ประกาศไว้ต่อรัฐสภา ผมมีคำถาม ๒ คำถาม ที่จะขอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยความเคารพได้ตอบ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้กรุณาตอบครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านทรงยศ รามสูตครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ทรงยศ รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีข้อสงสัยข้อเสนอแนะ แล้วก็ ข้อสังเกตที่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลนะครับ
เริ่มแรกนะครับ วันแรกที่คณะรัฐมนตรีเริ่มทำงานเริ่มประชุม เช้าวันนั้นเกิด ธรณีทักนะครับ ถนนที่สามเสนยุบลงมา จิ้งจกทักเรายังต้องระวัง แต่ที่ธรณีทักเลยนะครับ โต๊ะของท่านนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบหันทางทิศตะวันออกอย่างเดียวคงไม่พอ แต่เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในวันที่ท่านปฏิบัติงานเป็นวันที่ประชุม ครม. นัดแรก เพราะฉะนั้นท่านต้อง ระมัดระวังบุคคลรอบข้าง ครม. ที่ท่านตั้งขึ้นนะครับ คราวนี้เราก็มาดูการที่ ครม. ที่ตั้งขึ้นนี้ ใช้คนให้ตรงกับงาน ผมก็ชื่นชมนะครับหลายคนตรงกับงานจริง ๆ นะครับ ท่านแรกท่าน รองนายกรัฐมนตรี ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ท่านเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่ท่านร่างนะครับ ปรากฏว่าตอนนั้นก็ดีกว่าฉบับนี้นะครับ แต่เสียดายสุดท้าย ท่านมาบอกว่าเขาไม่ให้ผม ทำไม่ได้ ผมก็กลัวจริง ๆ ในเรื่องที่ท่านมาคุมกระทรวงยุติธรรม DSI กลัวเรื่องเขากระโดง กลัวเรื่อง สว. สุดท้ายจะได้คำตอบอย่างเดียวกัน ยิ่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมเป็นนายตำรวจ มีความเชี่ยวชาญ รู้จักบุรีรัมย์ดี รู้จักช่องทางในการสืบสวน สอบสวน ผมเชื่อว่าท่านจะรู้แง่มุมจุดอ่อนจุดแข็ง คงจะนำความยุติธรรมกลับมาสู่ได้ แต่เป็น ความยุติธรรมของฝ่ายไหน พี่น้องประชาชนจะรอดูกันอยู่นะครับ
รองนายกรัฐมนตรีท่านถัดไปนะครับ ท่านรองนายกโสภณ ซารัมย์ ซึ่งท่าน กำกับดูแลในส่วนของกระทรวงแรงงาน กระทรวงอุดมศึกษา แล้วก็ในส่วนของกระทรวง สาธารณสุข ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขจำได้ว่านโยบายของพรรคท่านในเรื่องกัญชา ซึ่งปรากฏว่ากัญชาเกลื่อนนะครับ มอมเมาเยาวชนคนทำงาน จนมาถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เราถึงได้นำกัญชาเข้าไปสู่เป็นกัญชาเพื่อการแพทย์ ก็หวังว่านโยบายของพรรคท่านคงจะ ไม่นำให้กัญชาออกจากการแพทย์ออกมาข้างนอกอีกนะครับ อันนี้ผมฝากไว้ครับ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในนโยบายข้อ ๑๐ ในเรื่องของการขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาด ท่านรองนายกโสภณในอดีตสมัยท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านก็เคยถูก ป.ป.ช. สอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถไฟฟ้าสีแดง สีม่วง การจัดซื้อหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้าหรือรถตู้ แต่ ป.ป.ช. ก็อาจจะยกคำร้องไปนะครับ แต่ถ้าเป็นสมัยปัจจุบันนี้เกี่ยวกับจริยธรรมก็ต้อง ระมัดระวังนะครับ แต่ก็อาจจะไม่มีปัญหาเพราะปัจจุบัน ครม. ของท่านนายกรัฐมนตรีก็มีคน ที่สุ่มเสี่ยงที่เกี่ยวกับ ป.ป.ช. ก็หลายคนนะครับ เพราะที่ผมเป็นห่วงเสนอเรื่องนี้เพราะสมัยนั้น ที่ท่านเสนอถนนไร้ฝุ่นเป็นโครงการที่ดีนะครับ ซึ่งปรากฏว่า ๒ ปี มันก็พังแล้ว ก็เหมือนกับ โครงการของรัฐบาลชุดนี้ที่มีความเห็นนโยบาย ข้อ ๑๓.๑ ในเรื่องของการนำพลังงาน พลังแสงอาทิตย์ออกมานะครับ พวกไฟฟ้านวัตกรรมต่าง ๆ หรือเรื่องอื่น ๆ ปรากฏว่าก็อยู่ ในจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ก็อาจจะเป็นพรรคของท่าน แต่ผมก็ไม่ว่าพรรคท่าน สส. เยอะอาจจะ เป็นเรื่องบังเอิญนะครับ แต่ว่ามันน่าเกลียดตรงบางตำบลได้งบมากกว่าทั้งอำเภอและ ทั้งจังหวัด แต่เรื่องนั้นก็ไม่เป็นไรครับ แต่ที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือของพวกนี้ ๒ ปี บางทีมันก็พังแล้วครับของนวัตกรรม ขอให้ แก้ระเบียบ TOR ได้ไหม ให้มันอยู่ได้สัก ๔-๕ ปี แพงหน่อยแต่ให้มันอยู่ได้นาน ๆ ตอนเป็น กรรมาธิการข้อสังเกตผมก็เขียนข้อสังเกตเข้าไป ฝากให้เพิ่ม TOR ข้อนี้นะครับ
ท่านถัดไปนะครับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อสักครู่นี้ผมเห็น ท่านชี้แจงชื่นชมมั่นใจครับ ผมฝากท่านนิดเดียวในเรื่องที่ส่วนข้าราชการเขาเสนอก็ดี แต่อยากให้ท่านรับฟังในส่วนของที่ สส. ในสภาเขาสะท้อนความรู้สึกปัญหา เพราะว่า บางเรื่องบิดเวลานิดเดียวผลประโยชน์ก็เปลี่ยนมือ อย่างเช่นในเรื่องข้าวโพดซึ่งของเรา ๕ ล้าน ความต้องการ ๙ ล้าน ถ้าสมมุติเดือน ๒ เดือนมีการนำเข้าข้าวโพดหรือข้าวโพดหรือ ข้าวสาลีเข้ามา ก่อนข้าวโพดจะออกพ่อค้ายิ้ม ผู้ประกอบการยิ้ม พอข้าวโพดเราออกมาราคา ก็ตกอีก รัฐบาลก็ต้องไปเยียวยา เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะบิดเวลาไป ถ้าจะนำเข้าทีมไทยแลนด์ ของท่านไปเจรจาขอให้ไปหลังเลือกตั้งนะครับ ให้ข้าวโพดมันหมดไปก่อนเหมือนอย่างที่ สภาแห่งนี้ สมัย สส. พรรคเพื่อไทย แล้วก็ทั้งสภาเราก็เห็นด้วยว่าถ้าจะนำเข้าในส่วนที่ขาด ให้มันหลังจากนี้ต่อไปนะครับ ต่อไปในส่วนของนโยบายพอดีผมอยู่กรรมาธิการที่ดิน ดูว่า รัฐบาลให้ความสำคัญของเรื่องที่ดินไหม ปรากฏว่า ๑๕ ข้อไม่มีเลยนะครับ พอจะจบค่อยมา เห็นบรรทัดสุดท้ายว่ารวมถึงการบริหารจัดการที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินอย่าง ทั่วถึงและเป็นธรรม อันนี้มันเหมือนงาน Routine ท่านอย่าคิดว่าท่านทำเพื่อ ๔ เดือน เพื่อ ๒ เดือน อย่าลืมว่าท่านต้องรักษาการกว่า กกต. จะรับรอง กว่าจะแถลงนโยบาย รวมแล้ว ๙ เดือน ถ้าท่านทำอย่างนี้เกียร์หนึ่งมันไม่ไวนะครับ ถ้าท่านเปลี่ยนคำว่า รวม เป็น เร่ง ผมจะดีใจ เพราะปัญหาเรื่องที่ดินเรื่องเอกสารสิทธิของพี่น้องประชาชนนี่มีปัญหา เยอะนะครับ ไม่ใช่แต่เฉพาะที่เป็น น.ส.๓ หรือโฉนดที่ชาวบ้านเขาถือครอง เร่งตรงไหน หรือครับ ผมอยากจะฝากให้ท่านในเรื่องของ One Map ในส่วนของ One Map กลุ่ม ๑ กลุ่ม ๒ กลุ่ม ๓ กลุ่ม ๔ ได้ผ่านไปแล้ว กลุ่ม ๕ รอ ครม. อนุมัติ กลุ่ม ๖ กลุ่ม ๗ รอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน แล้วก็ส่งเข้า ครม. หลังจากนั้นส่งต่อมา ซึ่งปรากฏว่าในงบปี ๒๕๖๙ นี้รัฐบาลชุดที่แล้วอนุมัติงบให้กลุ่ม ๑ กลุ่ม ๒ กลุ่ม ๓ ได้ดำเนินการไปสำรวจแล้วก็ไปเจรจากับหน่วยงานที่มันทับซ้อนกัน เพราะเรื่องนี้มันทับซ้อน กันหลายพื้นที่ บางทีก็เป็นหน่วยงานของกระทรวงทรัพยากร ในส่วนของ ทช. ในส่วนของ อุทยานของป่าไม้ หรือบางทีก็ส่วนของเกษตรคือ ส.ป.ก. ก็ทะเลาะกัน หรือบางทีถ้าที่ดิน หรือไม่ก็ในส่วนของธนารักษ์ ในส่วนของทหาร ที่รถไฟก็คมนาคมที่ธนารักษ์เขาตัดขาด อยากให้ท่านจัดงบเร่งรัดในเรื่องของ One Map เพราะ One Map มันจะได้ชี้ขาดที่เป็น ของใครแล้วก็จะได้ใช้กฎหมายฉบับไหนนะครับ บุรีรัมย์อยู่กลุ่มที่ ๔ ถ้าท่านอยากจะเร่ง ก็เอางบกลางไปช่วย รีบอนุมัติให้เขาไปสำรวจจะได้ชี้ขาดเลยว่าที่รถไฟมันเป็นของใคร โดยเส้นของตรงนี้ก็ชี้แนะไว้นะครับ คราวนี้สิ่งต่าง ๆ ที่รัฐบาลชุดที่แล้วที่เขาทำไว้อยากที่จะ ให้ท่านสานต่อก็คือในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าต่าง ๆ เช่น การพิสูจน์สิทธิชุมชนเพราะเขาให้ หน่วยงานไปเริ่มวางแนวทาง ถ้าการพิสูจน์สิทธิชุมชนได้ออกมาไวทางจังหวัดเขาจะได้ไปทำ หลักเกณฑ์ในการที่จะแก้ไขปัญหาแทนพิสูจน์สิทธิรายแปลงก็อาจจะได้สมุดพกมาดูแลจะได้ แก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลชุดแรกก็ให้เขาไปคิด ให้หน่วยงานไปคิดนโยบายในการเพิ่ม มูลค่าของสมุดพกหรือใบที่เขาถือครองให้สามารถมีมูลค่ามากขึ้นเหมือน ส.ป.ก. ที่เอาไปกู้กับ ธ.ก.ส. ได้ ก็ฝากให้ท่านเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ไม่ใช่รอ ๔ เดือน ๒ เดือน ไม่เขียนเลย อย่างน้อยอีก ๙ เดือนเข้ามาจะได้ทำได้ ถ้าท่านหวัง ๔ เดือนเพื่อ ๔ ปี ก็ฝากให้เร่งรัดนโยบนายต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินที่ชาวบ้านเขารอคอย ถ้าท่านทำดี มีผลงานดี ไม่มีหลักฐานอะไรไปถึงท่านที่มันไม่ดี พี่น้องประชาชนเขาก็เลือกท่านกลับเข้ามา แต่ถ้าพี่น้องประชาชนเขาเห็นว่าพวกผมฝ่ายค้านตรวจสอบดี สมัยเป็นรัฐบาลมีงานที่คั่งค้าง เพราะ สส. ไม่มากอยากจะให้มาสานต่อเขาก็เลือกพวกผม หรือว่าเขาจะเลือกอีกฝ่ายหนึ่ง ที่ทำงานได้ทั้ง ๒ สถานะพร้อมกันก็เลือกพวกนั้น ทั้งทำงานในฐานะฝ่ายค้านเทียมและ รัฐบาลเทียม ขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านวรภัค ธันยาวงษ์ ขอชี้แจงครับ
ท่านประธานครับผมขออนุญาต พาดพิงก่อน ท่านประธานครับทางนี้ครับ
ทางไหนครับ ท่านโสภณ ซารัมย์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ผมต้องขออนุญาตท่านประธานได้กล่าวถ้อยคำที่สภาแห่งนี้ว่าสมาชิกรัฐสภาท่านที่อภิปราย เมื่อสักครู่นี้ที่นั่งลงกล่าวความเท็จและไร้ความจริงทั้งหมดเลย ทำให้ผมเสียหายมาก
ประเด็นแรกที่ท่านกล่าวถึงว่าผมโดน ป.ป.ช. สอบ ท่านทราบไหมว่าผมเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ๓ ปี ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ๒ ครั้ง ในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจของรัฐมนตรีถ้าข้อกล่าวหาในเรื่องทุจริตจะต้องส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. กรณีที่ท่าน กล่าวหาผมว่าในเรื่องรถไฟฟ้าต่าง ๆ ที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ผมถูกตรวจสอบจาก ป.ป.ช. ในยุคนั้น ซึ่ง ป.ป.ช. ในยุคนั้นสาธารณชนทราบดีว่ามีความน่าเชื่อถือ แล้วผมก็ได้ผ่าน การตรวจสอบอย่างไร้มลทิน นี่คือการตรวจสอบความโปร่งใสที่ผมกระทำไว้ในอดีต แสดงว่า ผมไร้มลทิน แล้วไม่ได้มีตั้งข้อกล่าวหาผมด้วยซ้ำ ผมไม่ได้ไปชี้แจงด้วยซ้ำ ผมชี้แจงในสภาแล้ว จบเลยครับ ฉะนั้นท่านพูดเท็จ ท่านไม่รู้ความจริง ส่วนเรื่องถนนไร้ฝุ่นที่ท่านบอกว่า ๒ ปี แล้วเสียหาย ผมภูมิใจที่ผมได้ทำโครงการถนนไร้ฝุ่นเพื่อพี่น้องประชาชนในชนบท และที่ท่าน บอกว่า ๒ ปีเสียหาย ท่านกรุณาบอกสายเส้นทางหน่อย ท่านมากล่าวแบบนี้มันเสียหายครับ ฉะนั้นสิ่งที่ท่านพูดทั้งหมดไร้ความจริง สิ่งที่ผมกระทำและผมพูดวันนี้ผมกลับภูมิใจที่พรรค ได้ส่งผมไปเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงคมนาคม ผมทำคุณูปการให้กับประเทศนี้มากกว่า ที่ท่านคิดด้วยซ้ำ มากกว่าที่ท่านรู้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นการเป็นรัฐมนตรีในอดีตของผม ผมไม่มี มลทิน ขอชี้แจงต่อท่านประธานและรัฐสภาแห่งนี้ ขอบพระคุณครับ
ท่านวรภัค ธันยาวงษ์ ท่านขอ ชี้แจงเช่นเดียวกัน เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เรียนท่านสมาชิกรัฐสภา ผม วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตชี้แจงกับข้ออภิปรายและการพาดพิงของท่าน สส. เมื่อสักครู่นะครับ ผมขออนุญาตแนะนำตัวเองนิดหนึ่ง ผมทำงานครั้งแรกในวงการธนาคาร เมื่อปี ๒๕๓๓ ถึงวันนี้ก็อยู่ในแวดวงการเงินการธนาคารมา ๓๕ ปี ผมเป็นคนไทยคนแรก ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น Country Major หรือเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ Bank Of America ธนาคารอเมริกาประจำประเทศไทยเมื่อตอนผมอายุ ๓๗ ปี หลังจากนั้นผมมาเป็นกรรมการ ผู้จัดการเจพีมอร์แกนประมาณปี ๒๕๔๘ ตอนที่คุณกรณ์ จาติกวณิช แกตัดสินใจไปเล่น การเมือง แกก็ทาบทามชวนผมไปที่เจพีมอร์แกน จากเจพีมอร์แกนหลังจากนั้นก็มาอยู่ที่ ธนาคารกรุงไทย ผมมาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ที่ธนาคารกรุงไทยตอนอายุ ๔๘ ปี ก็เรียกว่ามีประสบการณ์ด้านการเงิน การธนาคารพอสมควร แล้วก็วันนี้จริง ๆ ดีใจ เป็นครั้งแรกที่จะมีโอกาสชี้แจงเรื่องเคส บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) ที่ผม ถูกกล่าวหา จริง ๆ เมื่อครั้งที่ผมได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะที่ปรึกษาของท่านอดีต รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านพิชัย ชุณหวชิร ในครั้งนั้น ในพรรคเพื่อไทยเองก็มีคน Raise มีคนหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา แล้วก็มีการตรวจสอบกัน แล้วก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะคงทราบข้อเท็จจริง ซึ่งวันนี้ผมจะขออนุญาตชี้แจงข้อเท็จจริงให้ท่านสมาชิกทุกท่านได้ทราบ ผมไปรับตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ที่ธนาคารกรุงไทยปี ๒๕๕๕ ช่วงปลายปีประมาณพฤศจิกายน ณ วันนั้นบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ เป็นลูกค้ากรุงไทยอยู่แล้ว เป็นลูกค้ากรุงไทยมาหลายปี เริ่มต้นเป็นลูกค้าเหมือน SMEs อยู่ที่สำนักงานธุรกิจศรีราชา ตั้งแต่สมัยท่านอดีตกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ท่านเดิม คือท่านอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ยอดขายหลัก พันล้าน บริษัทมีการเติบโตมาต่อเนื่อง จนกระทั่งปี ๒๕๕๕ ตอนผมรับตำแหน่งกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ครับ ปีนั้นบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ มียอดขายประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท วันที่ผมเดินออกจากธนาคารกรุงไทยเมื่อครบวาระ ๔ ปี คือปลายปี ๒๕๕๙ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ มียอดขายเติบโตเป็น ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จากวันแรกที่มาเป็นลูกค้าธนาคารกรุงไทย ยอดขายหลักพัน วันที่ผมมารับตำแหน่งกรุงไทย ยอดขาย ๑๐,๐๐๐ ล้าน แล้วหลังจากนั้น ก็เข้าตลาดจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่ใน SET100 มี Market Cap ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าดูจากตัวเลขบริษัทมีการเติบโตของยอดขายและกำไรอย่างต่อเนื่อง บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโต ณ วันนี้บริษัทที่ทำเหมืองถ่านหิน ซื้อขายถ่านหิน ก็ยังมีกำไรมีการเติบโตดีมาก บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีไพรซ์วอเทอร์เฮ้าส์เป็น Auditor บริษัทนี้ไม่เหมือนบริษัทสตาร์คนะครับ สตาร์คถูก ก.ล.ต. ร้องทุกข์กล่าวโทษในการตบแต่งบัญชี บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ไม่เคยถูก ก.ล.ต. ร้องทุกข์ กล่าวโทษ สมัยเป็นลูกค้ากรุงไทยไม่เคยถูก ก.ล.ต. ร้องทุกข์กล่าวโทษว่ามีการตบแต่งบัญชีใด ๆ ยอดขายจริง ทรัพย์สินมีจริง โดยเฉพาะตอนที่บริษัทสามารถออกหุ้นกู้ได้ ผมขออนุญาต อธิบายกระบวนการการออกหุ้นกู้ว่าไม่ใช่ใครก็ออกหุ้นกู้ได้ บริษัทที่จะออกหุ้นกู้ได้ต้องเป็น บริษัทที่มีเครดิตดีพอสมควร บริษัทนี้ถ้าผมจำไม่ผิดได้ Credit Rating จาก Tris Triple B+ แล้วก็สามารถออกหุ้นกู้ ก่อนการออกหุ้นกู้ได้ก็ต้องทำข้อมูลเรียกว่า Filing กับ ก.ล.ต. เป็น ข้อมูลที่เปิดเผยว่าธุรกิจของบริษัททำอะไรอย่างไรบ้าง มีทรัพย์สิน มีหนี้สินอะไรอย่างไรบ้าง ซึ่งทรัพย์สินที่ระบุตอนทำ Filing ตอนขายหุ้นกู้ที่ ก.ล.ต. ตรวจสอบแล้ว ไพรซ์วอเทอร์เฮ้าส์ ก็เซ็นรับรองงบนะครับ ก็มีทรัพย์สิน มีเหมืองตรงตามกับที่ข้อมูลของธนาคารกรุงไทยมี เหมืองมีจริง มียอดขายจริง แล้วก็ความเสียหายที่แท้จริงเกิดจากอะไร ผมครบวาระจาก กรุงไทยเมื่อปลายปี ๒๕๕๙ บริษัทนี้เป็น NPL ประมาณเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๖๐ ทั้ง ๆ ที่ ต้นปี ๒๕๖๐ ยอดขายของบริษัทในไตรมาสแรกเติบโตถึง ๗,๐๐๐ ล้านบาท ๗,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าตีเป็นยอดขายเต็มปีก็คือประมาณ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ก็เรียกได้ว่าบริษัทยังมีการเติบโต อย่างต่อเนื่อง ไม่เคยกระท่อนกระแท่น ไม่เคยชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นช้าแม้แต่ครั้งเดียว เป็นลูกค้าดีมาตลอดนะครับ แต่เปรี้ยงเดียว เดือนพฤษภาคมเป็นเอ็นพีแอลจากประสบการณ์ ผมในวงการธนาคารมา ๓๐ ปี ลูกค้าที่จะเป็นเอ็นพีแอลปกติมันจะกระท่อนกระแท่นมา พอสมควร ใช้เวลาเป็นปี ๒ ปี กว่าจะเป็น NPL โดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ ลูกค้ารายใหญ่ ธนาคารจะพยายามประคับประคองนะครับ แล้วก็เอกสารในสำนวนของ ป.ป.ช. มีเอกสาร ชิ้นหนึ่งซึ่งรายงานโดยบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินชื่อเอินซันยัง ซึ่งธนาคารกรุงไทยเป็นคน จ้างมาศึกษาเรื่องแผนฟื้นฟู เอินซันยังเขียนไว้ในรายงานชัดเจน เป็นเอกสารในสำนวน ป.ป.ช. ว่าบริษัทนี้ธุรกิจและอุตสาหกรรมไม่มีปัญหาอะไร ปัญหาของบริษัทเกิดจากวิกฤติ สภาพคล่องที่เจ้าหนี้รายใหญ่ดึงวงเงิน นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปี ๒๕๖๐ หลังจากที่ผมครบวาระออกจากธนาคารกรุงไทยเมื่อปี ๒๕๕๙ ผมก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น มีคนมาบอกว่าผู้บริหารธนาคารในช่วงนั้นมีเจ้าหน้าที่มารายงานว่าลูกค้านำเอกสารปลอมมา เบิกเงิน คือ BL ปลอมมาเบิกเงิน ซึ่งวันนี้พิสูจน์แล้ว BL ก็ไม่ได้ปลอม แต่สมมุติว่าวันนั้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ คนมารายงานว่าบริษัทนี้เอา BL ปลอมมาเบิกเงิน แล้วผมเชื่อว่า BL ปลอมจริง ผมจะตัดสิน ผมอยากจะยุติความสัมพันธ์กับลูกค้า ในวันนั้นลูกค้ารายนี้ มีธนาคารเจ้าหนี้หลายราย นอกจากธนาคารกรุงไทยก็ยังมีธนาคารกสิกรไทย ธนาคารธนชาติ และอีกหลาย ๆ ธนาคารที่ให้วงเงิน ถ้าจะยุติความสัมพันธ์ต้องค่อย ๆ ถอยนะครับ ไม่ใช่ถอย ยุติความสัมพันธ์แบบเปรี้ยงเดียวแล้วเสียหายทั้งลูกค้าและธนาคาร ผมขอสรุปว่ากรณี เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ไม่เหมือนบริษัท สตาร์ค ไม่เคยถูก ก.ล.ต. ร้องทุกข์กล่าวโทษในการตบแต่ง บัญชีในช่วงที่เป็นลูกค้าของธนาคารกรุงไทย ความเสียหายที่แท้จริงเกิดจากการดึงวงเงิน อย่างฉับพลันทำให้เกิดวิกฤติสภาพคล่อง ผมขอชี้แจงเพียงเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านมนพร เจริญศรี ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ต่อข้อคำตอบของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผมมีข้อคิดเห็นที่ เห็นแย้ง เพียงแต่ว่าผมจะใช้เวลาสั้น ๆ เพราะท่านมีหน้าที่ที่จะต้องไปตอบ ป.ป.ช. ในการ ชี้แจงข้อกล่าวหา หรือรอ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดอยู่แล้ว ท่านบอกว่า ไพรซ์วอเทอร์เฮาส์ คูเปอส์ ในการเป็นบริษัท Audit เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงจริง กรณีสตาร์ค คอร์เปอเรชั่น ก็เช่นเดียวกันมีบริษัทที่เป็น Auditor ระดับโลกมาตรวจก็ยังมีปัญหาเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ท่านบอกว่าเหมืองมีจริง ตอนนี้พิสูจน์ได้ชัดเจนแล้วว่าเหมืองนี้ไม่มีจริงครับ ในงบการเงินของ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ เขาไปตรวจสอบดูแล้วเหมืองทั้ง ๒ แห่งที่นำมาเป็นหลักฐานในการ ค้ำประกันเงินกู้ของธนาคารกรุงไทยไม่มีจริง ยืนยันได้ครับ ท่านรัฐมนตรีอาจจะตอบไม่ครบ ทั้งหมด ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ส่วนกรณีใบขนเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับ
ท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตชี้แจงครับ ในกรณีเหมืองไม่จริงผมว่าตอนนี้ขั้นตอนอยู่ใน การพิสูจน์ของ ป.ป.ช. แต่ผมเรียนว่าตอนที่บริษัทนำหุ้นกู้ไปจำหน่าย มีการยื่นแบบ Filing กับ ก.ล.ต. ก็มีการระบุว่าเหมืองมีจริง ซึ่งผมเองเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองสินเชื่อ ไม่ได้ เป็นคนอนุมัติ การทำหุ้นกู้ก็ทำโดยผู้บริหารอีกชุดหนึ่ง ไม่ใช่ผม ไพรซ์วอเทอร์เฮาส์ กรณี สตาร์คกับกรณีนี้อาจจะไม่เหมือนกัน เพราะว่ากรณีสตาร์ค ก.ล.ต. ร้องทุกข์กล่าวโทษว่า มีการตบแต่งบัญชี บริษัท เอิร์ธ ไม่เคยถูก ก.ล.ต. ร้องทุกข์กล่าวโทษในการตบแต่งบัญชีครับ
ขอบคุณครับ ขอไปต่อได้ไหมครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ข้อแสดงความคิดเห็นของท่านรัฐมนตรีผมเองก็รับฟัง แต่ผมยืนยันอย่างยิ่ง การที่ ก.ล.ต. ไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษไม่ใช่ว่าบริษัทนี้ไม่มี
มีผู้ประท้วงครับ
ขออนุญาตใช้สิทธิ ประท้วงครับท่านประธาน ผม ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน ตามข้อ ๕ ครับ วันนี้ตามที่เพื่อน ๆ สมาชิกพวกเราทุกคนได้พูดกันอยู่เสมอกับท่านประธานว่าให้ช่วยควบคุมการประชุม นี่เป็น การแถลงนโยบาย ไม่ใช่กระทู้หรือไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะให้ถามตอบ ๆ กันแบบนี้ เรียนท่านประธานด้วยความเคารพขอให้ควบคุมการประชุมด้วยครับ
ผมวินิจฉัยครับ ผมขออนุญาต ยุติแค่นี้ จะได้ไปต่อเพราะเหลืออีกหลายคนครับ เพราะไม่อย่างนั้นมันไม่จบหรอกครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมยืนขึ้นยกมือขึ้นพ้นศีรษะ คือการประท้วงตามข้อบังคับ
ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ผมขอประท้วง ท่านวินิจฉัยท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ครับ ท่านประธานดูข้อ ๑๔๑ สมาชิกรัฐสภามีสิทธิจะ ซักถามและอภิปรายทั้งสนับสนุนและคัดค้านในเรื่องความเหมาะสมและความสามารถในการ ที่จะบริหารราชการแผ่นดิน มีสิทธิที่จะซักถาม อีกนิดเดียวก็จบแล้วครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ
ผมขอวินิจฉัย ผมขอให้จบ เถอะครับ
ผมใช้อีก ๒ คำ แล้วจบเลยครับ
ได้ครับ
กราบเรียน ก็เป็นภารกิจหน้าที่ของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่ท่านจะต้องตอบคำถาม สังคมให้ได้ เป็นความสง่างามของท่านเองในการดำรงตำแหน่งนี้ครับ ผมก็คิดว่าสื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่คงจะไปพิจารณาสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีได้ตอบในสภาแห่งนี้ อย่างเหมาะสม กราบขอบพระคุณครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ข้อเท็จจริงผมคิดว่าสำนวนที่อยู่ กับ ป.ป.ช. มีพอสมควร แล้วถ้าผมฟังจากผู้เกี่ยวข้องที่ถูกเรียกไปให้ปากคำที่ ป.ป.ช. ผมคิดว่าเคสนี้ไม่กี่เดือนคงจะสรุปและข้อเท็จจริงคงจะปรากฏ ไม่น่าจะเลยสิ้นปีนี้ หรือต้นปีหน้าเป็นอย่างช้า แล้วผมคิดว่าทุกคนก็จะได้เห็นความจริงว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็ฝากท่าน สส. ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ท่านจะได้ทราบว่าข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะข้อมูลที่ท่านได้รับมาก็มาจากสื่อ มาจากข้อมูลที่บิดเบือนอีกด้านหนึ่ง ผมเรียนสั้น ๆ แค่นี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมขอ ไปต่อเลยครับ เชิญท่านมนพร เจริญศรี เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอแสดงความยินดีกับท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะรัฐมนตรีทุกท่านที่ได้มีโอกาสทำงานให้กับประเทศชาติอีกครั้ง วันนี้ดิฉัน จะมาอภิปรายในคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งต้องบอกว่า ท่านเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจจริง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อมาจากความบิดเบี้ยวของการรวมเสียง ข้างมากของรัฐบาล แล้วก็มาจากสมาชิกพรรคการเมืองที่ในที่สุดมีบางพรรคการเมืองมา ยกมือแล้วก็ท้ายที่สุดถอนตัวเองออกมากลายเป็นฝ่ายค้านแล้วก็ตรวจสอบรัฐบาล นี่จึงเป็น ความบิดเบี้ยวในระบบรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันเองเป็นนักการเมืองที่มาจาก การเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ถ้าประชาชนเลือกดิฉันเข้ามาด้วยเสียงข้างมาก แล้วก็ได้รับ ชัยชนะดิฉันก็มาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร จนกระทั่งมีการรวมเสียงเข้ามาจากพรรคการเมือง ต่าง ๆ แล้วก็มาตั้งรัฐบาล ซึ่งกระบวนการของการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ก็จะเห็นว่า มันไม่ใช่ระบบปกติในระบบรัฐสภาในการรวมเสียงข้างมาก มิหนำซ้ำระบบของการเลือกตั้งที่ สส. มาโหวตก็ยังมีการแหกมติพรรคที่ไม่สามารถที่จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่เสนอโดย พรรคการเมืองของตัวเอง นี่คือความสง่างามของการดำรงตำแหน่งของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และดิฉันบอกว่ามันเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย ดิฉันจึงขอใช้ ประเด็นของการอภิปรายว่ารัฐบาลของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ มุ่งปิดคดี แล้วก็ยุบสภา หวังผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง จากประสบการณ์ ๒ ปี ที่ดิฉันเคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มีสิ่งหนึ่งที่ดิฉันต้องขอชื่นชมไปยังผู้บริหารกระทรวง คมนาคมทุกท่าน ที่ท่านทั้งหลายได้ทำงานด้วยความมีศักยภาพและมีความรู้ความสามารถ เมื่อปี ๒๕๖๖ ขณะที่พรรคเพื่อไทยเข้าไปบริหารงานต่อจากพรรคภูมิใจไทย ที่ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงไม่ได้ใช้อำนาจในการบริหารนับตั้งแต่ไม่มีการโยกย้ายปลัดกระทรวงหรืออธิบดีกรมต่าง ๆ เพราะว่าพวกเรามีความเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของการดำรงตนของข้าราชการที่ดี ในกระทรวงคมนาคมค่ะ นอกจากนั้นกระทรวงคมนาคมเป็นกระทรวงใหญ่ และเป็น กระทรวงที่มีโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีบุคลากรที่เข้าใจเนื้องาน มีการวางแผนการจัดการที่ดี มีนโยบายที่จะต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการดำเนินโครงการ ขนาดใหญ่ และมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเมื่อ มีโครงการก่อสร้างแล้วมีผลสืบเนื่องระยะยาว เพราะฉะนั้นการดำเนินงานของกระทรวง คมนาคมจึงจะต้องมีความรอบคอบและมีความโปร่งใส และเป็นการบริหารที่จะต้องมี ธรรมาภิบาลเป็นหลัก มาวันนี้ดิฉันยังไม่อยากเห็นการโยกย้ายข้าราชการหลังจากการมีการ เปลี่ยนขั้วรัฐบาล โดยใช้อำนาจทางการเมืองเข้าไปแทรกแซงในแต่ละกระทรวง แต่จากการ ประกาศนโยบายและการวางบุคคลที่เหมาะสมที่พี่น้องประชาชนเห็นจากรัฐบาลนับจากนี้ของ ท่านนายกอนุทิน ชาญวีรกูล ตลอด ๔ เดือนก็จะทำให้พี่น้องประชาชนเก็บข้อสงสัยว่านี่ไม่ใช่ การทำงานของรัฐบาลเฉพาะกิจ แต่ควรจะรักษาความเป็นรัฐบาลที่มีความต่อเนื่องและ ประคับประคองบ้านเมือง แต่กลับในทางตรงกันข้ามรัฐบาลที่จะต้องมีความพยายามที่จะเข้า มาแทรกแซงระบบ ผลักดันโครงการที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มและพวกพ้องตนเอง การอภิปรายในวันนี้ดิฉันจะอภิปรายให้พี่น้องประชาชนเห็นเป็นลำดับว่าทำไมนโยบายและ คำสัญญาของรัฐบาลชุดนี้จึงมีความเสี่ยงและมีความล้มเหลวอย่างสูง อาจเกิดความเสียหาย ต่อประเทศในระยะยาวแล้วก็ทิ้งรอยแผลไว้เป็นเวลานานนับสิบ ๆ ปี เพราะนโยบายที่กำลัง จะทำนี้เกิดจากพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจของตัวนายกรัฐมนตรีต่อการวางแผนก้าวแรกของ รัฐบาลที่มาจากเสียงข้างน้อยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ข้อที่ ๑ เป็นรัฐบาลที่ ลุแก่อำนาจโดยใช้กลไกของข้าราชการเป็นเครือข่ายส่วนตัว ท่านประธานคะ ทุกอย่างเริ่มต้น จากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ในครั้งนี้ท่านมีอำนาจเต็มเพราะท่านดำรงตำแหน่งทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ในเดือนธันวาคมปี ๒๕๖๗ เกิดการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ระดับสูง ๓๐ กว่าตำแหน่งในคราวเดียวกันหรือเราเรียกว่าจัดแถวราชสีห์ เพราะชัดเจนว่า ท่านมีวิธีการจัดคน วางพวกพ้องมากกว่าการบริหารราชการ อย่างเช่นอดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดบุรีรัมย์ได้เลื่อนขึ้นเป็นอธิบดีกรมการปกครองท้องถิ่น ในขณะเดียวกันบุคคลที่ใกล้ชิด ตระกูลการเมืองที่สายผู้ว่าที่ไม่ใช่สายของต้องขออนุญาตสายสีน้ำเงินจะถูกจัดวางออกไปใส่ เกียร์ว่าง แล้วยังมีกรณีการเลื่อนตำแหน่งแบบขึ้นทางด่วน Motorway ด้วย อย่างเช่นกรณี หน้าห้องของนักการเมืองท่านหนึ่งขึ้นเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดในเวลาอันสั้นเหล่านี้ นี่คือ เป็นการส่งสัญญาณไปยังระบบราชการทั้งประเทศว่าความก้าวหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลงาน แต่ขึ้นอยู่กับพวกพ้องของนักการเมืองของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือค่าของคนอยู่ที่คนของใคร หรือไม่ ดิฉันจึงขอฝากเรื่องนี้กับทางท่านนายกรัฐมนตรีด้วย มีสื่อหลายสำนักที่ได้พูดถึง บุรีรัมย์ Connection ว่าใครจะเติบโตในระบบราชการจะต้องเป็น Connection ของสีน้ำเงิน ใช่หรือไม่ ข้าราชการที่เขาเติบโตมาในแต่ละตำแหน่งจากระบบของการสอบบรรจุ แต่งตั้ง และเลื่อนขึ้นมาตามกรอบงานความรู้ความสามารถในตำแหน่งแต่ละปัจจุบัน ระบบราชการ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แล้ววันนี้จะทำให้ประเทศเราใช้หลักนิติธรรม ในการบริหารข้าราชการ บริหารกระทรวง นอกจากนั้นทำให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยขาดขวัญ และกำลังใจ นี่คือดิฉันได้บอกว่าข้อแรกที่รัฐบาลล้มเหลวตั้งแต่ต้น เพราะว่าวัตถุประสงค์ ของการทำนโยบายไม่ใช่เพื่อประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แต่ท่านเป็นการกระชับเครือข่าย อำนาจเพื่อพวกพ้อง ดิฉันขอฝากเรื่องที่ ๒ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ
ข้อที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ นโยบายของท่านนายกอนุทินเป็นนโยบายที่ เอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้ง สร้างภาระการคลังและความเหลื่อมล้ำ หากเริ่มต้นจาก วัตถุประสงค์ที่ผิดแล้วก้าวต่อไปของการวางนโยบายก็ยิ่งจะทำให้นโยบายเหล่านั้นแย่ และกลายเป็นความหายนะต่อประเทศชาติ และเป็นตราบาปให้กับเยาวชนคนรุ่นหลังต่อไปค่ะ ท่านประธานและพี่น้องประชาชนลองกลับมาดูว่าวาระของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ท่านให้ สัญญาว่ามีอายุรัฐบาลเพียงแค่ ๔ เดือน รัฐบาลเองก็เร่งรีบที่จะประกาศนโยบายระยะสั้น และส่งผลกระทบต่อการคลังในระยะยาว ทั้งมุ่งลดรายจ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า นโยบาย เศรษฐกิจการคลังในระยะยาว โดยเฉพาะเศรษฐกิจ ข้อ ๑๓ ในหมวดของการส่งเสริมพลังงาน ทดแทนด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ตามนโยบายด้านต้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในข้อ ๑๓.๑ ที่ฟังแล้วดูเหมือนฟังดูดี แต่แท้ที่จริงแล้วก็เป็นอีก ๑ โครงการที่เป็นประชานิยมเพื่อหวังผล การเลือกตั้งในระยะสั้น แต่เกิดผลผูกพันต่อระบบการเงินการคลังในระยะ ๑๐ ปีถึง ๒๐ ปีค่ะ
ท่านประธาน ดูนโยบายต่อไปค่ะ นั่นคือนโยบายฟรีโซลาร์เซลล์ หรือว่า ฟรีเครดิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ที่แม้ฟังจะดูดี แต่ว่าเมื่อนโยบายเหล่านี้ท่านบอกว่าเป็นนโยบาย ที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เป็นการลดค่าครองชีพ ซึ่งดิฉันเห็นด้วยในการที่จะลด ค่าครองชีพ เพราะว่าพี่น้องประชาชนบอบช้ำมาในวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา แต่ในโครงการ รถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย สายสีแดง สายสีม่วง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่แล้ว ในการลดค่าครองชีพ แบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชนในการเดินทาง แต่รัฐบาลนี้ กลับยกเลิก ซึ่งดิฉันเห็นว่ามันย้อนแย้ง หรือเพราะว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีฐานเสียง ในกรุงเทพมหานคร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ท่านประธานที่เคารพคะ วิธีการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนในแบบฉบับที่พรรคภูมิใจไทยทำมาก็คือไม่ได้มีความจริงใจ แล้วก็ไม่ได้ มีคิดถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน กลับไปดูค่ะ นโยบายแจกโซลาร์เซลล์ฟรี แจกเครดิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าฟรีที่ดิฉันได้กล่าวถึงไปนั้น จะเห็นว่าเป็นการใช้เม็ดเงินจำนวน มหาศาล ต้องเรียกว่าเป็นอภิมหาการอุดหนุน เพราะเป็นการอุดหนุนถึง ๕ ขั้นตอน ขั้นตอนแรก จะเป็นเรื่องของการติดตั้งฟรี ขั้นตอนที่ ๒ เป็นเรื่องของการรับซื้อไฟฟ้าคืน ๒๕ ปี ขั้นตอนที่ ๓ เรื่องของสิทธิการซื้อรถราคาถูก ขั้นตอนที่ ๔ เรื่องของสินเชื่อ ปลอดดอกเบี้ย และขั้นตอนที่ ๕ พลังงานชาร์จฟรี ซึ่งงบทั้งหมดเป็นงบประมาณที่ผูกพัน ระยะยาว ไม่ใช่จ่ายเพียงครั้งเดียว แต่นั่นคือเป็นการสร้างภาระดอกเบี้ย รวมทั้งหนี้สิน ที่ประชาชนจะต้องแบกรับยาวไปถึง ๒๕ ปี ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่ประชาชนต้องแบกรับ แต่เป็น นโยบายที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีการแข่งขันของภาครัฐ ภาคเอกชนที่อยู่ใน ๒ ตลาดนี้เช่นกัน เพราะเมื่อรัฐจะเป็นผู้ค้ารายใหญ่ที่สุด ในที่สุดก็จะมีการแทรกแซงโดยเอกชน จะเห็นว่าจะมี การบิดเบือนของตลาด นั่นก็คือเลี่ยงที่จะผูกขาดให้สัมปทานแต่เอกชนเพียงบางเจ้าเท่านั้น เนื่องจากนโยบายนี้มีการกำหนดราคาอย่างชัดเจน สุดท้ายก็จะเหลือบางบริษัทที่ได้รับ สัมปทานจากการประมูล แล้วบริษัทเหล่านั้นจะเป็นบริษัทที่ใกล้ชิดกับใคร ใครอยู่เบื้องหลัง นั่นก็จะเป็นคำถามที่ประชาชนจะต้องช่วยกันจับตาดูในโอกาสต่อไป แล้วสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ นโยบายนี้ยังเป็นนโยบายที่สร้างความเหลื่อมล้ำ เพราะคนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่เพียงแค่คนที่มี ฐานะ แต่ยังมีบ้านที่สามารถรองรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์เต็ม ๆ แต่คน หาเช้ากินค่ำ คนที่ไม่มีทรัพย์สินเงินทองมากพอที่จะซื้อบ้าน หรือคนที่ต้องเช่าห้องพัก หรือคนที่จะต้องอาศัยคอนโดมิเนียมอยู่ ซึ่งคนพวกนี้ก็เสียภาษีเหมือนกัน แต่กลับไม่ได้รับ ประโยชน์จากโครงการนี้แต่อย่างใด ซ้ำร้ายนโยบายดังกล่าวยังจะทำลายกลไกของตลาด สร้างความเหลื่อมล้ำ ทำลายโครงสร้างด้านสาธารณูปโภคและคมนาคม เนื่องจากการลงทุน ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ One Size First All หรือว่าซื้อแบบเดียวใช้ได้ทุกหลังคาเรือนนั้น ก็อาจจะละเลยความเหมาะสมของตลาดแต่ละแห่ง อาจจะทำให้การลงทุนเหล่านี้สูญเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นการติดตั้งจำนวนมากพร้อม ๆ กัน ก็จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของโครงข่าย ของไฟฟ้า ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนมาอย่างดี นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจ แล้วจะทำได้เพียงแค่ ๔ เดือนหรืออีก ๔ เดือนหลังจากที่ท่านเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่หากยังดันทุรังที่จะติดตั้ง โซลาร์เซลล์แบบยกแผงโดยได้มีการศึกษาอย่างดีอาจทำให้ระบบไฟฟ้าเสี่ยงที่จะล่ม และในที่สุดก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการซ่อมแซมค่ะท่านประธาน เช่นเดียวกันค่ะ นโยบายแบตเตอรี่ไฟฟ้าราคาถูก ที่ดิฉันเห็นในนโยบายอาจจะซ้ำรอยกับประเทศอินเดีย ซึ่งประเทศอินเดียเกิดวิกฤตสถานการณ์ไฟฟ้าไหม้แล้วก็ระเบิด ซึ่งส่งผลให้ผู้เสียชีวิตแล้วก็ บาดเจ็บจำนวนมาก เนื่องมาจากการผลิตคุณภาพเซลล์ของแบตเตอรี่ ไม่มีการทดลอง เรื่องของการจัดระบบแบตเตอรี่ โดยผู้ผลิตบางรายก็เร่งรีบที่จะเอาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ไม่ผ่าน การทดสอบที่ได้คุณภาพมาตรฐานซึ่งในสภาพที่อากาศร้อนของอินเดีย เมื่อตอบสนองต่อ แรงหนุนของรัฐบาลแล้วจะทำให้นโยบายที่คล้าย ๆ กันแบบนี้ เกิดขึ้นในรัฐบาลของ ท่านนายกอนุทิน ดิฉันก็ให้ข้อสังเกตแล้วก็ฝากประเด็นเหล่านี้ไว้ ท้ายที่สุดแล้ว ผลซ้ำร้ายต่อ จากการตั้งรัฐบาลที่มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นการดำเนินนโยบายที่มีวาระแฝง ประชาชนเอง จะต้องแบกรับภาษีที่จะต้องจ่ายและเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตประจำวัน แต่สำหรับคนบางกลุ่ม หรือพรรคการเมืองบางพรรค อาจจะได้รับความนิยมและผลประโยชน์ธุรกิจมหาศาลค่ะ ถ้าจะพูดถึงโครงการขนาดใหญ่ ดิฉันขอใช้คำว่า นโยบายใหญ่ แต่ไม่ผูกพันกับวาระของ รัฐบาล ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันจะหยิบมา ๑ โครงการ นั่นก็คือดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า โครงการ Landbridge ซึ่งอาจบ่งบอกตัวตนที่ไม่สามารถดำเนินการได้ในกรอบของเวลา ๔ เดือน ซึ่งเป็นภาพชัดที่สุดที่นโยบายใหญ่แต่ว่าไม่สามารถผูกพันกับรัฐบาลเฉพาะกิจใน ๔ เดือนนี้ โครงการ Landbridge เป็นโครงการขนาดใหญ่มีมูลค่า ๑ ล้านล้านบาท ขณะนี้ มีการออกแบบทางรถไฟ ออกแบบอีไอเอ ของ Motorway ออกแบบอีไอเอของทางหลวง ซึ่งจะต้องมีการแล้วเสร็จภายในปี ๒๕๖๙ แล้วก็จะต้องมีการสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. SEC หรือว่า Southern Economic Corridor ซึ่งจะต้องมีหน่วยงานที่กำกับดูแลทั้งระบบของการ กำกับดูแล ระบบของเงินกองทุน รวมทั้งกระบวนการการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ปัจจุบันพบว่าร่างของ พ.ร.บ. SEC จะต้องผ่านคณะกรรมการนโยบายกองทุนหมุนเวียนและ กรมบัญชีกลางซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนค่ะ กลับไปดูค่ะว่าในขณะที่จะต้องผ่าน หน่วยงานดังกล่าว จะต้องส่งกลับไปที่กระทรวงคมนาคม แล้วนำกลับมาให้กฤษฎีกาได้ตรวจ แล้วนำร่างดังกล่าวถามความเห็นแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๖๐ วัน แล้วนำเข้าสู่การพิจารณา ครม. ครม. ส่งมาให้สภาพิจารณา รับหลักการวาระที่ ๑ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญผ่านวาระที่สอง วาระที่สาม ส่งกลับไปที่ สว. ซึ่งดิฉันเชื่อมั่นว่าจะต้อง ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๔ เดือนถึง ๘ เดือน ท่านประธานที่เคารพคะ หากไม่มี พ.ร.บ. SEC นี้ การคิดโครงการขนาดใหญ่ก็จะติดขัดหลายขั้นตอนมีความซ้ำซ้อนของกฎหมายและเกิดความ ล่าช้า ในที่สุดนักลงทุนก็จะขาดความเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นการมี พ.ร.บ. SEC ที่สร้างกรอบ กฎหมายจึงมีความจำเป็น แล้วในที่สุดโครงการนี้ก็จะเกิดการสร้างรายได้ เกิดการพัฒนา เทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่ดิฉันยก Timeline ขึ้นมาให้เห็น เพื่อจะดำเนินการโครงการ Landbridge เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่จะอยู่ ๔ เดือนนั้นคงไม่เพียงพอ แต่ถึงอย่างไร ก็ตาม ดิฉันขอส่งกำลังใจไปให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านพิพัฒน์ได้เร่งรัด แล้วก็ผลักดันกระบวนการต่าง ๆ ของโครงการ Landbridge ให้มีความคืบหน้าในกรอบของ ๔ เดือนให้ได้ ท้ายที่สุดค่ะ การอภิปรายของดิฉันในวันนี้ ดิฉันอยากจะให้พี่น้องประชาชน ได้รับรู้ว่ารัฐบาลเฉพาะกิจแห่งนี้ ได้ตั้งขึ้นมาที่เพียงแค่หวังอำนาจทางการเมือง แต่ไม่ได้ มุ่งหวังในการที่จะขับเคลื่อนประเทศ ท่านมุ่งหวังที่จะลุแก่อำนาจ โดยใช้กลไกของราชการ เป็นเครือข่ายของพรรคการเมือง ใช้นโยบายประชานิยมแบบต่อเนื่อง แต่จะเป็นภาระการเงินการคลังให้กับประเทศแล้วก็คนรุ่นหลัง และการผลักดันโครงการ ขนาดใหญ่ไม่ผูกพันกับวาระของรัฐบาล ประเทศไทยจึงไม่ถูกกำหนดด้วยอายุของรัฐบาล เพียงแค่ ๔ เดือน แต่เต็มไปด้วยเจตนาทุจริตแอบแฝง ประชาชนควรจะได้รับประโยชน์ จากการบริหารของรัฐบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ และเป็นรัฐบาลที่ สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนที่เลือกผู้แทนเข้ามาในสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้ ขอบคุณค่ะ
ท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายสมุดปกน้ำเงิน นโยบายอนุทินในด้านการคมนาคม คำเตือน สมุดปกน้ำเงินเล่มนี้ลอยมาก แต่ขอแค่ ๔ เดือนนี้ อย่าล้มเหลวแบบรัฐบาลก่อน เริ่มจากทำไมผมถึงบอกว่านโยบายลอยมากในด้านการคมนาคม เพราะมีการกล่าวถึงแบบลอย ๆ เพียง ๓ จุด บอกว่าจะลดรายจ่ายค่าโดยสาร ค่าผ่านทาง ลดเท่าไร ระบบไหน สายไหนบ้างก็ไม่ระบุ แล้วก็ต้องถามด้วยว่าที่บอกว่าจะลดค่าผ่านทาง จะลดจริงหรือจะแลกด้วยการขยายสัมปทาน เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีออกมาชี้แจงให้ชัด ๆ ด้วยว่าจะหลอกลวงประชาชนแบบรัฐบาลก่อนอีกหรือไม่ที่โฆษณาว่าจะลดค่าทางด่วน ให้เหลือ ๕๐ บาทตลอดทาง แต่เนื้อแท้คือจะหาเรื่องขยายสัมปทานแบบข้ามศตวรรษ รายละเอียดไปย้อมชมกันได้ใน Due แรกประเทศเรื่องการขยายสัมปทานทางด่วนที่ผม อภิปรายไม่ไว้วางใจไปเมื่อ ๒๔ มีนาคม ข้อ ๒ เขียนแค่ว่าจะส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ ยานยนต์ไฟฟ้า และระบบขนส่งสาธารณะ ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทไหน รถยนต์ส่วนตัว รถมอเตอร์ไซค์ รถเมล์ ส่งเสริมอย่างไร สนับสนุนเท่าไร ก็ไม่มีบอก สุดท้ายข้อ ๓ บอกเพียงว่า รัฐบาลนี้จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคให้รองรับการพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมกับโครงการขนาดใหญ่ ไม่ได้ผิดอะไร แต่นี่มันแค่เขียนตาม Requirement ของรัฐธรรมนูญแล้วก็ยุทธศาสตร์ชาติให้ผ่าน ๆ ไป เนื่องจากนโยบายล่องลอยมากไม่ค่อยมีสาระผมเลยต้องเป็นค้นจากข่าวว่าตกลงแล้ว แผนที่จะทำคืออะไร ในประเด็นใหญ่ ๆ อย่างเรื่องค่าโดยสารที่เคยเป็นนโยบายเรือธง ของรัฐบาลก่อน ๙ กันยายน อนุทินบอกเบรกรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย เน้นย้ำ ความจำเป็นในการรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนจะมาถูกทาง แต่ ๑๖ กันยายน รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับบอกว่ารถไฟฟ้า ๔๐ บาทตลอดวัน นี่มัน อะไรเอาอย่างไรแน่ เพราะหากจะทำ ๔๐ บาทตลอดวันมันก็ไม่ต่างอะไรจาก ๒๐ บาทตลอด สายเพียงเปลี่ยนชื่อเป็นเรียกว่าตั๋ว Buffet ล่าสุด ๒๖ กันยายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมเลยฉีกไปเล่นเรื่องรถเมล์บอกว่าจะทำ ๘ บาทตลอดสายให้ใช้งานได้จริงภายในปีนี้ สรุปแล้วพรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำหรือพูดไปเรื่อย คนนั้นพูดอย่าง คนนี้พูดอย่าง ตกลง รัฐบาลใหม่จะเอาอย่างไรแน่กับเรื่องค่าโดยสาร รถไฟฟ้าจะคิดราคาเท่าไร รถเมล์จะคิดเท่าไร เอาให้ชัด จะปะผุเป็นชิ้น ๆ แล้วลด แลก แจก แถมไปเรื่อยแบบนี้หรือครับ มันก็ย้อนแย้งกับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศไว้ว่าจะรักษาวินัยการเงินการคลังสิครับ แม้ยังไม่ทราบว่า พรรค ภูมิใจไทยจะเอาอย่างไรแน่เรื่องค่าโดยสาร แต่ที่จบแน่คือนโยบาย ๒๐ บาท ท่านพิพัฒน์พูดชัดเมื่อ ๒๕ กันยายน ว่าจะพิจารณาจัดทำมาตรการลดค่าครองชีพประชาชน ในรูปแบบ Package การเดินทางไม่เพียงรถไฟฟ้าเท่านั้น ส่วนจะเป็นอัตราในราคาเท่าไร ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมก่อน นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนในต่างจังหวัด เพราะดำเนินการเฉพาะส่วนของรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ นี่ท่านรัฐมนตรีบอกนะครับ ดังนั้นชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลนี้พอกันทีกับ ๒๐ บาท ท่านพิพัฒน์ พูดมาขนาดนี้แล้วอย่ากลืนน้ำลายตัวเอง เพราะรองหัวหน้าพรรคยังประกาศไปทั่วเลยว่า จะทำ ๔๐ บาทตลอดวัน ซึ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรจาก ๒๐ บาทตลอดสาย ท่านประธานครับ แม้ว่า หลายครั้งเราจะเห็นการตั้งราคาค่าโดยสารมาอย่างไร้ฐานคิด แล้วปะผุแก้โน่นเติมนี่โยกนี่ไปมา แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ๒๐ บาทตลอดสายคือนโยบายเรือธงของรัฐบาลก่อนที่เรียกร้อง ความสนใจได้อย่างกว้างขวาง แต่ก็ล้มเหลวไปแล้ว จบไปแล้ว คำถามสำคัญคือรัฐบาลนี้ใน เมื่อชัดเจนแล้วว่าจะไม่ทำ ๒๐ บาท แล้วจะมีอะไรมาทดแทน จากข่าวที่ผมได้นำมาแสดงท่านประธานก็คงเห็นแล้วว่ารัฐบาลนี้ยังคิดอยู่ ยังไม่รู้จะแก้ปัญหา อย่างไร หรือหากรู้แล้วท่านก็ชี้แจงมาไม่ชัดนะครับ คิดได้ ใช้เวลาไตร่ตรองได้ แต่อย่าหาทำ แบบฉาบฉวยแล้วล้มเหลวอีก สิ่งที่ค้างมาจากรัฐบาลที่แล้วมันไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ. ตั๋วร่วม เพราะต้องใช้บัตรหลายใบ และกำหนดราคา ๒๐ บาทมาอย่างไร้ฐานคิด ระหว่างที่ท่านกำลัง คิด ผมจึงขอฝากข้อเสนอจากพรรคประชาชนไปให้ท่านพิจารณา ดีไม่ดีอย่างไร เรามา ถกเถียงกันได้เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับคนทั้งประเทศ ผมเชื่อว่าการลดค่าโดยสารให้กับ ขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด รัฐอุดหนุนได้ แต่ต้องคิดด้วยว่าเท่าไร จึงเหมาะสม และควรดำเนินการอย่างไรให้ยั่งยืน ไม่ใช่ลดเป็นรายปีแล้ววิ่งหาเงินมาอุด แล้วก็ต้องไม่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนอย่างน่าเกลียดด้วย Induce Demand คนกรุงเทพฯ เดือดร้อนจริงครับ มีปัญหาค่าโดยสารแพงจริงครับ สาเหตุหลักมาจากการคิดน้อยของ รัฐบาลในอดีตที่เอาผู้ประกอบการเป็นตัวตั้ง คิดราคาเป็นสาย ๆ ก่อให้เกิดปัญหาค่าแรกเข้า ซ้ำซ้อน ทำให้ค่าโดยสารรวมแพงมาก ย้ำนะครับว่าปัญหาหลักมันอยู่ตรงนี้ มีคนที่จำเป็นต้อง เดินทางหลายสายหลายต่อ แต่ถูกคิดราคาอย่างไม่เป็นธรรมจากการคิดราคาแบบปะผุเป็น ท่อน ๆ หากคิดจะแก้ควรแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ต้องคิดโครงสร้างราคา ร่วมกัน ไม่ใช่ปะผุด้วยการลดราคาเป็นสาย ๆ ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างท่านควรทำ ความเข้าใจกับ ๒ คำนี้ให้ดี ตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม เพราะมีนัยสำคัญยิ่งตาม พ.ร.บ. ตั๋วร่วมฉบับใหม่ที่สภาผู้แทนราษฎรโดยทุกพรรคการเมืองได้ลงมติผ่านร่วมกันไปอย่าง เอกฉันท์เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม และ ณ ตอนนี้กำลังพิจารณากันอยู่ในชั้นวุฒิสภา ซึ่งเท่าที่ ติดตามไม่ว่า สว. สีใดก็ไม่ได้ขวาง จึงน่าจะผ่านออกมาประกาศใช้ได้ในเดือนสองเดือนนี้ ๒ คำที่ท่านต้องทำความเข้าใจก็คือ ๑. ตั๋วร่วม หรือ Common Ticket มันมีไว้เพื่อ อำนวยความสะดวก คือถือบัตรใบเดียวจะใช้กับ BTS หรือ BEM ก็ได้ ๒. ค่าโดยสารร่วม หรือ Common Fair มีไว้เพื่อลดราคาคือป้องกันปัญหาค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนในการเดินทาง ข้ามสายหรือข้ามเจ้าของ ดังนั้นตั๋วร่วมไม่เท่ากับค่าโดยสารร่วม แต่ก่อนจะมีค่าโดยสารร่วมได้ ต้องมีตัวร่วมให้ได้ก่อนจึงจะสามารถ Track ได้ว่าท่านประธานไปแตะเข้าแตะออกสายสีเขียว แล้วก็ไปแตะเข้าแตะออกสายสีน้ำเงินโดยมีกลไก Clearinghouse หลังบ้านนะครับ Clear เงินส่วนต่างในการลดราคาข้ามสายข้ามเจ้าของให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ย้ำนะครับว่า พ.ร.บ. ตั๋วร่วมที่เขียนไว้ก็คือบัตรใบเดียว มาตรา ๓ แสดงนิยามที่เห็นพ้องต้องกันไปแล้ว แปลไทยเป็นไทยง่าย ๆ ก็คือบัตรอะไรสักอย่างที่ขึ้นรถไฟฟ้าได้หลากสี ขึ้นรถเมล์ได้ หลายสาย ขึ้นเรือหรือระบบอื่น ๆ ที่มี Reader ตามมาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบ รู้ตั๋วร่วมที่คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมกำหนด โดยคณะกรรมการที่ว่านี้ก็มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน ท่านพิพัฒน์จึงควรทำความเข้าใจว่าตั๋วร่วม คือบัตรใบเดียว ไม่ใช่บัตรแบบที่รัฐบาลก่อนเปิดให้ลงทะเบียนกัน บัตรใบเดียวขึ้นรถไฟฟ้า ได้ทุกสาย ขึ้นรถเมล์ได้หลายต่อ ใช้กับเรือหรือระบบโดยสารอื่นที่เข้าร่วมก็ได้ ทั้งล้อ ราง เรือ
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญใน พ.ร.บ. ตั๋วร่วมที่ทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันไปแล้ว ก็คือค่าโดยสารร่วม ซึ่งตามกฎหมายจะตั้งราคามามั่ว ๆ ไม่ได้นะครับ ค่าโดยสารร่วมต้องคิด เรื่องการเชื่อมต่อต่างรูปแบบการเดินทางเชื่อมระหว่างรถไฟฟ้ากับรถเมล์ หรือระหว่าง ผู้ให้บริการขนส่งที่ต่างรายกัน อย่างเช่นว่า BTS กับ BEM โดยคำนวณอัตราค่าโดยสารจาก จุดต้นทางไปยังจุดปลายทาง นี่ข้อความตาม พ.ร.บ. เลยนะครับ ไม่ใช่แค่จากสถานีรถไฟฟ้าหนึ่ง ไปอีกสถานีหนึ่ง เรื่องการอุดหนุนค่าโดยสารทำได้ แต่ต้องทำอย่างนี้มีฐานคิด คือต้องคำนึงถึง ความได้สัดส่วนและสมดุลระหว่างการอุดหนุนไปในแต่ละระบบ คือสัดส่วนเงินที่จะอุดหนุน ไปในระบบรถไฟฟ้ากับในระบบรถเมล์ แล้วก็ต้องคิดถึงการอุดหนุนไปในแต่ละพื้นที่ด้วย คือการอุดหนุนไปในกรุงเทพฯ กับในต่างจังหวัด ไม่ได้แปลว่าหารเท่า แต่ต้องมีทิศทางในการ ปรับเปลี่ยนที่ชัดเจนในแต่ละปีว่าจะปรับไปในทิศทางใดให้มันได้สัดส่วนและสมดุล
-๑๗๒/๑ ภาพนี้สำคัญนะครับ ท่านต้องเข้าใจว่าในบริบทของ กทม. ด้วยสภาพผังเมืองและ การเจริญเติบโตแบบกระจัดกระจายไปแล้ว เราต้องคิดให้ระบบรถเมล์ทำงานร่วมกับ ระบบ รถไฟฟ้าผนึกร่างเป็นระบบขนส่งสาธารณะแล้วคิดค่าโดยสารร่วมกัน จะอุดหนุนแต่ระบบ รถไฟฟ้าแล้วละเลยระบบรถเมล์ไม่ได้ อันที่จริงระบบรถเมล์ควรได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า ระบบรถไฟฟ้าด้วยซ้ำเพราะฐานผู้ใช้มีรายได้น้อยกว่ามาก ข้อเสนอของพรรคประชาชนก็คือ ค่าโดยสารร่วม ๘-๔๕ บาทตลอดทาง ขึ้นรถไฟฟ้ากี่สายแถมด้วยรถเมล์อีกกี่ต่อยอดรวม ก็ไม่เกิน ๔๕ บาทคิดจากจุดต้นทางไปยังจุดปลายทางไม่ใช่แค่จากสถานีรถไฟฟ้าไปอีกสถานี เพราะกว่าจะถึงสถานีรถไฟฟ้าลำบากมาก แพงมาก เราต้องปรับเส้นทางรถเมล์ให้สั้นลง แต่ถี่ขึ้นเพื่อมา Feed คนเข้าระบบรถไฟฟ้าแล้วคิดราคาร่วมกัน ผมฝาก QR Code ไว้ในภาพ เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีรับไปพิจารณาในรายละเอียดนะครับ ๔ เดือนนี้สำคัญนะครับ รัฐบาลอย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ และอย่าทำอะไรที่นำสังคมไปผิดทางด้วย การลดแลกแจกแถมไปเรื่อย หันมาเดินหน้าตาม พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ท่านพิพัฒน์ต้องลุกขึ้นมา ตอบ ๓ คำถามนี้ให้ชัดเจนนะครับ ๑. ภายใน ๔ เดือนนี้กฎหมายลูกตาม พ.ร.บ. ตั๋วร่วม จะจบไหม ๒. ท่านจะประกาศค่าโดยสารร่วมเป็นเท่าไร หรือเมื่อไรจะประกาศหากท่านยัง ไม่ได้คิด และ ๓. เดือนไหนตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมจะใช้งานได้จริง อีก ๑ เรื่องใหญ่นะครับ ที่รัฐบาลใหม่ควรเร่งตัดสินใจให้จบได้ภายใน ๔ เดือนหากรัฐบาลกล้าตัดสินใจว่าจะไปต่อ หรือพอแค่นี้ แทนที่จะหมักหมมปัญหาไว้แบบรัฐบาลก่อน ๆ นั่นคือโครงการรถไฟความเร็ว สูงเชื่อม ๓ สนามบินที่เซ็นกันไป ๖ ปีแต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เริ่มสร้างจริง รัฐบาลที่แล้ว ก็ปากแจ๋ว ประกาศกลางสภาเมื่อวันที่ ๓ เมษายน บอกว่าจะไม่เลื่อน ไม่แก้ จะรักษา ผลประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน แต่พอเวลาผ่านไปแล้วอย่างไร เลื่อนไปเรื่อย จนทุกวันนี้ ก็ยังเลื่อนอยู่ เลื่อนเพื่อแก้ กำลังแก้สัญญากันอยู่ คือเกรงใจนายทุน ไม่กล้าบังคับใช้เงื่อนไข ในสัญญาที่เซ็นกันมานานแล้ว ไม่มีใครกล้าออก NTP ให้เอกชนเริ่มงาน แล้วก็ไม่กล้าเอาผิด ตามสัญญาด้วยแต่เลือกที่จะช่วย ๆ กันไปโดยใช้กลไก BOI ถ่วงเวลาไว้ตามที่ผมเคยอภิปราย ไม่ไว้วางใจไปเมื่อ ๒๔ มีนาคม นี่ให้ QR Code ไว้นะครับไปย้อนชมกันได้ ณ ตอนนี้ มันจบแล้วครับนาย กลเกม BOI ยื้อเวลาไม่ได้อีกแล้ว เปลี่ยนรัฐมนตรีใหม่ก็หวังว่าจะกล้า ตัดสินใจโดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เอาประโยชน์จากนายทุนเป็น ตัวตั้ง ภาพรวมของโครงการและการแบ่งบทบาทในสัญญามันชัดเจนไปนานแล้ว มันเป็น สัญญาประเภท PPP Net Cost แปลว่าเอกชนต้องรับความเสี่ยง ถามว่าทำไมเอกชน ต้องยอมรับความเสี่ยง ก็เพราะรัฐประเคนผลประโยชน์ที่มากพอให้ไปแล้ว มีทั้งเงินร่วมทุน ๑๔๙,๖๕๐ ล้านบาท แถมด้วยที่ดินมักกะสัน ๑๔๑ ไร่ ศรีราชาอีก ๒๕ ไร่ โดยให้สร้าง ๕ ปี แล้วหากินต่อไปยาว ๆ ๔๕ ปี เซ็นกันไปแล้ว Deal จบไปนานแล้วจะมาแก้อะไร แต่ก็นะ เอกชนต้องการผลประโยชน์เพิ่ม อ้างเหตุเภทภัยทั้งโควิด สงครามยูเครน ซึ่งก็โดนกันหมด ทั้งประเทศนี่ละครับ แต่เอกชนเจ้านี้จะมาขอให้รัฐแก้สัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์เพิ่มเติมให้ พวกเขา รัฐบาลที่แล้วตอนแรก ๆ ก็ปากแจ๋ว แต่แล้วเป็นอย่างไร จากไม่เลื่อน ไม่แก้ ตอนนี้ กำลังเลื่อนเพื่อแก้ สถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลที่แล้วได้ส่งร่างสัญญาในการแก้ไขฉบับลง วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๘ ไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจ ซึ่งตรวจเสร็จแล้วนะครับ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๘ ตามหนังสือ อส ๐๐๖๑๓๘๑๘ เดี๋ยวผมจะไปยื่นให้ ท่านพิพัฒน์เลยครับ เพราะท่านต้องอ่าน อ่านด้วยตัวเองแล้วใช้วิจารณญาณพิจารณาว่า อัยการสูงสุดอยากให้แก้หรือไม่อยากให้แก้ สำหรับผมนะครับมันชัดเจนครับอัยการก็คง ไม่เห็นด้วยที่จะแก้สัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์เพิ่มเติมให้เอกชนอย่างที่ทำกันมาในรัฐบาลก่อน ข้อเท็จจริงก็คือมีข้อสังเกตมากเป็นพิเศษ มากถึง ๑๘ ข้อ มาดูตัวอย่างกันครับ ข้อสังเกตที่ ๑ อัยการบอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขในหลักการส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณ หรือภาระทางการคลังในอนาคต ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ คือมีการ เปลี่ยนแปลงใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการเปลี่ยนงวดเงินอย่างมีนัยสำคัญเลย ต้องให้ ครม. ใหม่มาอนุมัติใหม่ ครม. ใหม่จะเอาอย่างไรครับ ท่านต้องกล้าตัดสินใจใน ๔ เดือนนะครับ ข้อสังเกตที่ ๖ อัยการบอกว่าการแก้สัญญาครั้งนี้ถือเป็นการแก้ไขที่อาจทำให้รัฐต้องรับภาระ ในการจ่ายค่าชดเชยให้เอกชนคู่สัญญาเพิ่มขึ้นกว่าที่กำหนดไว้เดิม แล้วก็บอกอีกว่าอาจเป็น การแก้ไขสัญญาที่เกินกว่าหลักการแก้ไขปัญหาของโครงการ คือรัฐบาลก่อนจงใจแก้สัญญา เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนมากเกินไป ข้อสังเกต ๗.๒ อัยการบอกว่าการแก้สัญญาอาจทำให้ รัฐได้รับความเสียหายจากกรณีที่การรถไฟไม่สามารถบังคับหลักประกันเพื่อชดเชยความ เสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการแก้ไขความชำรุดบกพร่อง ดังนั้นอัยการจึงปรับแก้เองเลย โดยระบุชัดเจนนะครับ เพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ของรัฐ ประเด็นนี้คงต้องรอดูนะครับ เพราะเอกชนอาจไม่ยอม ก็อัยการบอกว่าแก้ไขให้เองเลยเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ เอกชนก็คงยอมยากหน่อยนะครับ เราจึงต้องจับตาดูว่าอัยการสูงสุดจะถอยหรือไม่ หรือจะ ไป Clear กันอย่างไร ข้อสังเกตที่ ๑๘ นี้ก็แสบนะครับ อัยการบอกว่าที่ตรวจไปนี่ตรวจแค่ ประเด็นและเงื่อนไขทางกฎหมาย ส่วนในส่วนของเทคนิคไม่ได้ตรวจให้นะ คือหากเขาจะโกงกัน เอื้อประโยชน์กันมันก็ประเด็นทางเทคนิคนี่ละครับ เทคนิคทางการเงินจากการปรับงวดเงิน ให้เอกชนประหยัดค่าดอกเบี้ย คือแหล่งผลประโยชน์หลักในการปรับแก้สัญญาครั้งนี้ แต่เอกชนบอกว่าเขาไม่เกี่ยว ไปว่ากันเอง รับเคราะห์กันไปเอง เดี๋ยว ครม. จะไปอนุมัติ ก็ต้องตัดสินใจด้วยนะครับ คราวนี้มาดูกันว่าเทคนิคทางการเงินที่เขาหาผลประโยชน์กัน มันทำงานอย่างไร สัญญาเดิมจ่ายแบบเดิม หลักการก็คือสร้างเสร็จแล้วค่อยจ่าย โดยเอกชน กู้เงินเป็นแสนล้านบาท มาสร้างให้เสร็จในช่วง ๕ ปีแรก พอของใช้งานได้จริง ๆ แล้ว รัฐจึง เริ่มทยอยจ่ายคืน โดยรัฐจะจ่ายคืนปีละ ๑๔,๙๖๕ ล้านบาท ตามแท่งสีน้ำเงินใน Cashflow Diagram ที่แสดงในภาพ เริ่มจ่ายจากปีที่ ๖ ไป ๑๐ ปี สิ่งที่เปลี่ยนใหญ่ในการแก้สัญญาก็คือ เปลี่ยนมาเร่งจ่ายนายทุนให้ไวขึ้น เปลี่ยนจากจ่ายแบบเดิมตามแท่งสีน้ำเงินในปีที่ ๖ ถึงปีที่ ๑๕ นะครับ มาเป็นจ่ายใหม่ตามแท่งสีแดงในช่วง ๕ ปีแรก นี่คือการเปลี่ยนใหญ่ ในหลักการ จากเดิมเอกชนต้องสร้างให้เสร็จใช้งานได้จริงก่อน รัฐจึงค่อยผ่อนจ่าย กลายมาเป็นสร้างไปจ่ายไป แล้วหากเอกชนกระโดดออกทางรัฐก็ต้องไปอุ้มอย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อหาทางให้งานเสร็จ ผลประโยชน์หลักของการแก้ไขสัญญาอยู่ในภาพนี้ครับ คือการ เปลี่ยนจากแท่งสีน้ำเงินมาเป็นแท่งสีแดงทำให้เอกชนประหยัดค่าดอกเบี้ย คำถามสำคัญคือ เท่าไร เอื้อประโยชน์ให้เอกชนไปเท่าไร อำนาจการตัดสินใจใน Deal นี้ อยู่ที่ท่านพิพัฒน์แล้ว และอยู่ที่ท่านแบบเต็ม ๆ เลย เพราะท่านได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลทั้งกระทรวงคมนาคม และ สกพอ. อย่าขี้ขลาด ท่านต้องเลือก ต้องตัดสินใจ เพราะหากท่านทิ้งปัญหาไว้ ไม่ตัดสินใจใน ๔ เดือนนี้มันจะมีแต่โทษ ไม่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ทางเลือกแรก ลุยไฟ ไปต่อ แก้สัญญาให้แล้วเสร็จ ถ้าท่านเลือกทางเลือกนี้ท่านก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่า ข้อที่ ๑ ตามแนวทางแก้ไขสัญญาปัจจุบัน เอกชนประหยัดค่าดอกเบี้ยไปเท่าไร ข้อที่ ๒ เงื่อนไขใหม่ ในสัญญาที่กำลังแก้กันมันไม่มีผลต่อการเปลี่ยนผู้ชนะการประมูลมาหรือ เขาประมูลเสร็จกัน ไปนานแล้ว จะไปเปลี่ยนอย่างนี้หรือ แต่เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญนะ ทางเลือกที่ ๒ พอแค่นี้ แล้วว่ากันไปตามสัญญาที่เซ็นกันไปแล้ว คือหากเอกชนผิดก็ไปโดนลงโทษ ยกเลิกสัญญาตาม เงื่อนไขที่เซ็นกันไว้ หรือหากรัฐผิดก็เอาอดีตรัฐมนตรีหรือข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ก็ควรจะ ได้รับผลกรรมที่ทำเอาไว้ ส่วนตัวโครงการก็ต้องทบทวนว่าจะประมูลใหม่ตามเงื่อนไขเดิม หรือเงื่อนไขใหม่ แต่ต้องประมูลใหม่ให้เป็นธรรม หรือหากจะถอยออกมา คิดนอกกรอบ เพื่อให้ประโยชน์กับรัฐมากขึ้นท่านก็ควรต้องทบทวนโครงการว่าเชื่อม ๓ สนามบินด้วยรถไฟ ความเร็วสูงมันคุ้มค่ากับการลงทุนจริงหรือไม่ คือปกติเขาไม่ได้เชื่อมสนามบินกันด้วยรถไฟ ความเร็วสูง เขาเชื่อมกันระหว่างตึก ระหว่าง Terminal ภายในสนามบิน ใครจะไปลงเครื่อง อู่ตะเภาแล้วไปต่อเครื่องดอนเมือง มี Solution อื่นที่ดีกว่าหรือไม่ท่านต้องคิดดู ท่านประธานลองคิดนอกกรอบดูนะครับ เรามีรถไฟทางคู่ขนาด ๑ เมตร ที่ทำเสร็จไปแล้ว ถึงศรีราชา แต่โล่งมาก แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย มีแค่วันละขบวน ทำไมเราไม่หาขบวนรถไฟดี ๆ ไปวิ่ง ทำทันทีทำได้เลย แค่ซื้อรถไฟดี ๆ มาวิ่งให้มันถี่ขึ้น ปรับปรุงการให้บริการให้ดีขึ้นแล้วเชื่อมต่อคนมาที่สถานีให้มันสะดวกขึ้น ทำแบบนี้เร็วกว่า และประหยัดกว่าการหาสร้างอีก ๑ คู่ด้วยขนาด ๑.๔๓๕ เมตร คิดให้ดีรัฐควรทำรถไฟทางคู่ ขนาด ๑ เมตรที่มีอยู่แล้วให้มันใช้งานได้จริงก่อน อยากให้วิ่งเร็วขึ้นก็แค่ไม่ต้องจอด บางสถานี หรืออยากให้เร็วขึ้นอีกก็ Upgrade เป็นระบบไฟฟ้านั่นวิ่งเร็วได้ ๑๖๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง แต่ประหยัดเงินได้เป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
กล่าวโดยสรุป ผมคิดว่าสมุดปกน้ำเงินเล่มนี้ลอยมาก แต่ก็เข้าใจสถานการณ์ ผมจึงไม่ได้ขออะไรมาก ไม่ได้คาดหวังอะไรมากจากรัฐบาลนี้ ขอแค่ ๔ เดือนนี้อย่าล้มเหลว แบบรัฐบาลก่อน ทั้งในเรื่องของ ๒๐ บาทตลอดสายและรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน อย่าพูดไปเรื่อยทำไปเรื่อย คิดให้ดีก่อนพูดนำข้อเสนอของพรรคประชาชนไปคิด คิดก่อนทำ คิดให้รอบด้านเพื่อแก้ปัญหาให้ถูกทาง ไม่ใช่สร้างปัญหาเพิ่มหรือหมักหมมปัญหาไว้สำหรับ รัฐบาลหน้า แล้วก็อย่าปะผุเพื่อหากินกับปัญหา แต่หันมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างที่ พรรคประชาชนได้นำเสนอและพร้อมจะอธิบายเพิ่มเติม หรือถกเถียงหากเห็นต่าง เพื่อทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในภาพรวม ลอกได้ ถามได้ ถกเถียงได้ แต่อย่าพูดไป เรื่อยแล้วทำไปมั่ว ๆ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านรัฐมนตรีตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ท่านขอตอบชี้แจง เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานค่ะ ดิฉัน ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกที่ได้มีความห่วงใย ดิฉันก็ได้ติดตามท่านมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นท่านรักชนก ศรีนอก และท่านสหัสวัต คุ้มคง ที่ท่านได้มีความห่วงใยแล้วก็ได้ติดตามการทำงานของ กระทรวงแรงงานมาโดยตลอด ดิฉันขอแจ้งความคืบหน้าต่อประเด็นที่ท่านยังมีข้อสงสัย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเรื่องแรกนะคะก็คงจะเป็นเรื่องของการเร่งกระบวนการสอบวินัย กรณีการลงทุนซื้อตึก SKYY9 ได้ทราบว่าคณะกรรมการก่อนชุดหน้านี้ได้มีการออกไป บางส่วน แต่ขณะนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคมมาแล้วก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการในการสอบ วินัยในเรื่องของการลงทุนของตึก SKYY9 เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ ดิฉันเองก็จะเข้าไปเร่ง แล้วก็ดูกระบวนการให้ถูกต้องตามระเบียบวินัยให้ได้มากที่สุดนะคะ
สำหรับอีกข้อ ๑ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านมีความห่วงใย ในเรื่องของ รูปแบบในการเลือกบอร์ดประกันสังคม ในเรื่องของการว่าจะมีประเด็นของการเลือกตั้ง หรือไม่นั้นก็ขอให้ท่านสบายใจได้ว่าในกรอบของกฎหมายในพระราชบัญญัติประกันสังคม ปี ๒๕๓๓ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ก็ได้มีการกำหนดชัดเจนในเรื่องของการเลือกตั้งว่าจะต้องมีการ เลือกตั้งของคณะกรรมการ ซึ่งต้องมาจากทั้งฝ่ายนายจ้างแล้วก็ฝ่ายผู้ประกัน ก็ต้องขอบคุณ ท่านที่มีความเป็นห่วงเป็นใย ดิฉันเองเข้าไปก็จะพยายามจะไปดู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ รูปแบบของการที่ได้มาจากการเลือกตั้งนี่จะทำรูปแบบอย่างไร เนื่องจากเราเพิ่งมีการ เลือกตั้งไปเมื่อครั้งที่แล้ว แล้วก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ก็จะพยายามดูว่า มีประเด็นอะไรที่ท่านอาจจะเสนอแนะมาว่ายังเป็นปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ก็จะได้นำไป เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปนี้เป็นไปด้วยความสุจริตแล้วก็ชอบธรรมมากยิ่งขึ้น ก็ขอยืนยันว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นซึ่งจะมีการครบวาระเดือนกุมภาพันธ์ปีที่จะถึงในอนาคตนี้ หลังจากมี การครบวาระอีก ๑๒๐ วัน ก็คงยังยืนยันว่ายังอยู่ในกรอบแล้วก็ Time line ที่ท่านเป็นห่วง
ส่วนในเรื่องการผลักดันเรื่องของกรอบการลงทุน ที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยดิฉัน ก็เข้าใจดี ดิฉันเองเป็นรัฐมนตรีใหม่ก็ห่วงใยเช่นเดียวกัน เพราะว่าวันนี้ความท้าทาย เรื่องเศรษฐกิจต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเงินทุกบาททุกสตางค์ของผู้ประกันตนและของ ผู้ประกอบการที่ได้ลงมาขณะนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ขอบคุณท่านเป็นห่วงเป็นใย เดี๋ยวก็คงจะได้เข้าไปดูแล้วก็ให้มีการลงทุนระมัดระวังขึ้น แล้วที่สำคัญก็คือคงต้องมีการ ทบทวนในเรื่องของกรอบแล้วก็วิธีการในการที่จะนำมาสู่การพิจารณาในเรื่องของกรอบ การลงทุนให้มากยิ่งขึ้นนะคะ
อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านได้มีความเป็นห่วงเป็นใยก็คือในเรื่องของการเปิดเผย ของเรื่องมติที่ประชุมแล้วก็รายงานการประชุมของกองทุนนะคะ ก็ตามที่ท่านคงทราบดีว่า ของสำนักงานประกันสังคมก็ได้มีการดำเนินการในเรื่องของการเปิดเผยมติอยู่แล้วนะคะ แต่ก็ยอมรับว่าในเรื่องของการที่จะเปิดเผยข้อมูลในชั้นของเอกสารของการประชุมนะคะ เดี๋ยวจะเข้าไปดูว่ารูปแบบใดจะเป็นรูปแบบที่เหมาะสม เนื่องจากการประชุมก็อาจจะมีผู้ที่ เกี่ยวข้องในการประชุม อาจจะมีวงกว้างอยู่แล้วก็เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ เพราะฉะนั้นก็ต้องยอมรับว่ายังมีกฎหมายของกระทรวงแรงงานหลาย ๆ ฉบับซึ่งบางทีใช้กัน มานานแล้ว จะขอกลับไปทบทวนแล้วก็ไปดูว่าอะไรที่จะสามารถทำได้ เพื่อให้การเผยแพร่ และข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดให้กับผู้ประกันตนแล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้องนะคะ
ต่อประเด็นเรื่องของไอทีก็เช่นเดียวกัน ดิฉันเข้าใจว่าวันนี้โลกก็เปลี่ยนไป มากแล้ว ในเรื่องของความเป็นห่วงที่ท่านเองก็คงจะเป็นห่วงเช่นเดียวกันว่าทำอย่างไรที่จะให้ โครงการไอทีต่าง ๆ ให้เป็นการสอดรับแล้วก็ตรงประเด็นแล้วก็ขอให้มีความโปร่งใสนะคะ เรื่องเดียวกันนี้ก็จะขอกลับไปแล้วก็ขอไปช่วยเน้นย้ำแล้วก็ช่วยกันดู แล้วในการที่จะทบทวน โครงการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิผลแล้วก็เป็นโครงการที่จะเป็นประโยชน์ผู้ประกันตนให้ได้มาก ที่สุดนะคะ ก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้มีความเป็นห่วงต่อเรื่องนี้ แล้วถ้ามีสิ่งใดที่เป็น ข้อมูลที่ทุกท่านอยากจะนำเสนอหรืออยากที่จะเอามาประกอบในการที่ทำงานหลายมิติของ กระทรวงแรงงานดิฉันก็ยินดีที่จะรับไปค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานครับ
ท่านประธานคะ ขอ ๑ นาทีค่ะ
เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ผู้แทนจากชาวบางบอน จอมทอง หนองแขม ในข้ออื่น ๆ ดิฉันก็ดีใจนะคะ ที่ท่านยินดีที่จะรับไป แต่ว่ามีข้อหนึ่งที่ดิฉันห่วงกังวลมาก ๆ ก็คือเรื่องของการเปิดเผย รายงานการประชุมแล้วก็เปิดเผยมติที่ประชุม ดิฉันรู้เลยว่าคนในสำนักงานจะตอบท่าน ว่าอะไร เขาจะตอบว่าเปิดอยู่แล้วนะคะ ซึ่งที่ดิฉันติดตามเรื่องนี้มา ดิฉันเป็นคนที่ไปทวง เพราะว่าเมื่อก่อนนี้มันไม่เคยมีการเปิดเลยตั้งแต่มติที่ประชุมแล้วก็รายงานการประชุม พอดิฉันไปวิพากษ์วิจารณ์หนักเข้าก็เอามติที่ประชุมมาเปิด แต่มันเป็นมติที่มันไม่มี รายละเอียดอะไรเลย ถ้าท่านไปเปิด พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารราชการปี ๒๕๔๐ มาตรา ๙ มันจะบอกว่าบอร์ดที่มาจากคณะรัฐมนตรีหรือว่ามาจากกฎหมายหรือว่ามาตามมติ ครม. มันจะต้องมีการเปิดเผยมติที่ประชุมแล้วก็เปิดเผยรายงานการประชุม ซึ่งอันนี้ดิฉันคุยกับ สำนักงานประกันสังคมมาอย่างน้อย ๓ ครั้ง แล้วเขารับปากว่าเขาจะเปิด แต่สุดท้ายคือ เขาไม่เปิด คือถ้าท่านฟังราชการแล้วเขาก็จะบอกว่าทำแล้ว แล้วสิ่งที่ทำไม่ได้เขาจะบอกว่า ติดระเบียบติดนั่นติดนี่ คือโกหกค่ะ พูดจริง ๆ เป็นการบิดเบือนข้อมูล แล้วดิฉันก็ไม่อยาก ที่จะได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอีกท่านหนึ่งที่ไม่กล้าชนกับคนในประกันสังคม ไม่อย่างนั้นคือผู้ประกันตนสุดท้ายก็ไม่รู้อะไรเหมือนเดิม เพราะว่าอ่านมติคือก็ไม่รู้อยู่ดีว่า รายละเอียดไส้ในคุยกันอย่างไร สิ่งที่ดิฉันต้องการนะคะ ดิฉันบอกท่านไว้ตรงนี้เลยก็ได้ อย่างน้อยที่สุดมันควรจะเปิดเผยเหมือนรายงานการประชุมของรัฐสภาที่มีรายละเอียดว่า โอเคใครพูดอะไร แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องที่ Sensitive ท่าน Sensor ชื่อออกก็ได้ แต่อย่างน้อย มันต้องมีค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณภคมน หนุนอนันต์ ครับ
เรียนประธาน รัฐสภาค่ะ ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ปีที่ ๓ แล้วนะคะเรายังคงวนเวียนอยู่กับการแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ การเมืองไทยไม่ได้ไปไหนเลยค่ะเดินเป็นวงกลม ตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๖๖ จนถึงวันนี้ เรามีรัฐบาล มีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ๓ ครั้ง และต้องยืนยันกันอย่างหนักแน่นว่านี่คือผลพวง ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน ด้วยเหตุผลทางการเมืองที่เกิดขึ้น พรรคประชาชนตัดสินใจโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ เป็นนายกรัฐมนตรี ให้เป็นหัวหน้ารัฐบาลในระยะเปลี่ยนผ่านเข้าไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และปูทางสู่การเลือกตั้งและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ส่งผลให้หลายท่านนได้มีโอกาสเป็น รัฐมนตรีในวันนี้เห็นหน้าหลายท่านดิฉันไม่ได้พึงพอใจและสบายใจนักค่ะ และเกิดความกังวล ว่าการใช้เวลาอันน้อยนิดเพื่อผลักดันนโยบายที่ใหญ่เกินตัวและสวยหรูเกินจริงดูจะไม่ใช่ แนวทางการทำงานของรัฐบาลในระยะเปลี่ยนผ่าน มากกว่านั้นค่ะการดันทุรังและยึดติดกับ โครงการที่ดูไปดูมาแล้วไม่ได้ตอบโจทย์ประเทศไทย ย่อมทำให้เห็นว่าผู้ที่ผลักดันโครงการหวัง กับมันไว้มาก มากจนน่าสงสัย เรียนท่านประธานตามตรงนะคะ ดิฉันรู้สึกแปลกใจที่มีเวลาแค่ ๔ เดือน แต่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยได้หยิบยกนโยบายอภิมหาโปรเจกต์อย่าง Land Bridge ขึ้นมา ตามที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้สื่อสารกับสาธารณะไว้ ใหญ่โตว่าจะเดินหน้าโครงการ Land Bridge แม้นโยบายนี้จะไม่ได้อยู่ในการแถลงในเล่มนี้ก็ ตาม แต่ออกข่าวไปทุกช่องพี่น้องประชาชนรับรู้ทั่วประเทศ ดิฉันเรียน ท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนนะคะว่าอย่าเพิ่งเบื่อหน่ายที่จะฟังเรื่องนี้ เพราะคนที่ เขาผลักดันเขาดูมีความตั้งใจและจะเอาให้ได้ เราในฐานะประชาชนต้องรู้ว่าอภิมหาโปรเจกต์นี้ มันทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสมันทำให้พี่น้องประชาชนสูญเสียโอกาส ย้อนกันสักนิดหนึ่ง ว่า Land Bridge คืออะไรตามคำโฆษณาของฝ่ายรัฐบาลครั้งที่ผ่านมา Land Bridge คือการ สร้างทางรัฐเพื่อเชื่อมต่อท่าเรือ ๒ ฝั่งทะเล นั่นก็คือท่าเรืออันดามันที่จังหวัดระนองเชื่อมต่อ กับมหาสมุทรอินเดียและท่าเรืออ่าวไทยที่จังหวัดชุมพร ซึ่งเชื่อมต่อกับมหาสมุทรแปซิฟิก โดยปกติแล้วเรือขนส่งสินค้าจากนานาชาติที่เขาจะเดินทางไปมหาสมุทรอินเดียและ มหาสมุทรแปซิฟิกเขาจะต้องแล่นเรือผ่านประเทศไทย สิงคโปร์และมาเลเซีย โดยใช้ทางช่อง แคบมะละกา ซึ่งเป็นช่องทางที่ค่อนข้างแออัด แล้วรัฐไทยก็หัวใสนะคะผุด Idea ทำทางลัด ขึ้นมาเลยก็คือ Land Bridge โดยหวังว่าเรือจะได้ไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกาประหยัดเวลา ประหยัดต้นทุน แต่ท่านประธานคะ มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เพราะ Land Bridge มันคือ เส้นทางทางบกมันไม่ใช่เส้นทางน้ำเรือแล่นผ่านตรง ๆ ไปไม่ได้ แล้วทะเลอ่าวไทยกับ อันดามัน มันไม่ได้เชื่อมต่อกันจะข้ามทีมันต้องขึ้นมาบนบกก่อน ดังนั้นผู้ประกอบการเรือเขา ต้องมีเรืออย่างน้อย ๆ ๒ ลำแน่ ๆ เพราะต้องยกของขึ้นยกของลงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่นค่าคนของจากอีกฝั่งไปอีกฝั่งแล้วระยะทางทั้งสองฝั่งนี้มีระยะทางไม่ต่ำกว่า ๙๐ กิโลเมตร Land Bridge มันเลยถูกทักท้วงมาตลอดว่าทำไปมันก็ไม่คุ้มค่าแล้วไม่รู้ใครจะมาใช้บริการ ท่าเรือนี้ เห็นอย่างนี้แล้วตั้งแต่รัฐบาลไหน ๆ มา รวมถึงรัฐบาลนี้ดูจะไม่ถอดใจกับโครงการนี้ และหากเกิดโครงการ Land Bridge ขึ้นจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของร่างพระราชบัญญัติ ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ พ.ร.บ. SEC ที่จะตามมาด้วยการทำให้เกิดการรวม อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและการสร้างข้อยกเว้นทางกฎหมายให้สิทธิพิเศษแก่ที่ดิน แก่กลุ่มทุนและเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดินได้ชั่วลูกชั่วหลานค่ะ หลังจากที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ต่อมาในเดือนธันวาคมปีเดียวกันค่ะ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย ในขณะนั้น ได้สั่ง สนข. ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ Land Bridge ที่จะเชื่อมต่อระหว่างท่าเรือชุมพรและ ท่าเรือระนอง ฟังถึงตรงนี้แล้วพี่น้องประชาชนอาจจะถึงบางอ้อนะคะว่าทำไมพรรคภูมิใจไทย ถึงหยิบนโยบาย Land Bridge ขึ้นมาผลักดัน แต่ถ้าเหตุผลเพียงเพราะว่าพรรคภูมิใจไทยเป็น ผู้ริเริ่มนโยบายนี้มาตั้งแต่แรก ดิฉันคิดว่าไม่เป็นธรรมกับประเทศไทยและผิดเวลาค่ะ เพราะตลอดระยะอายุของรัฐบาลชุดที่แล้วโครงการ Land Bridge ถูกตั้งคำถามถึงความ คุ้มค่าและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างหนักในช่วง ๒ ปี ที่ผ่านมามีหลายคำถามนะคะ ทุกวันนี้ยังไม่ได้รับคำตอบเลย แล้วท่านยังจะฉายภาพให้เห็น อีกว่า Land Bridge คือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ดิฉันว่า Land Bridge ไม่ใช่ โอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่เป็นโอกาสให้พวกท่านเอาไปใช้หาเสียง สร้างคะแนนนิยมกับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ พูดกันอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ท่านประธานไม่ผิดนะคะ ในฐานะพรรคการเมืองไม่ผิดเลยถ้าท่านจะนำเสนอจินตนาการใหม่ ผ่านนโยบายที่ชวนฝัน แต่มันผิดตรงที่นโยบายที่ขายจินตนาการนี้มันปั้นตัวเลขขึ้นมา มันผิด ตรงที่ท่านกำลังเดินหน้ากับนโยบายที่รู้อยู่แล้วว่ามันไม่คุ้มค่า ทำไปอย่างไรก็ไม่รอด ทำไม ดิฉันถึงบอกว่าไม่รอด เพราะทั้งรายงานของกรรมาธิการวิสามัญ รายงานของ สนข. ตกแต่ง ตัวเลขเกินจริง ดิฉันจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานและพี่น้องประชาชนที่รับฟัง สภาชุดนี้ได้ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการ Land Bridge ขึ้นมา แต่รายงานของกรรมาธิการ ฉบับนี้ก็ไม่ได้แตกต่างกับรายงานของ สนข. มากนัก โดยระบุเอาไว้ว่าโครงการ Land Bridge จะคืนทุนภายใน ๒๔ ปี ปีแรก ๆ จะมีรายได้จากท่าเรือ ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ จากการขายน้ำมันให้กับเรือสินค้า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และอีก ๘,๐๐๐ ล้านบาทมาจากการ ใช้บริการท่าเรือขนส่งสินค้า ท่านประธานคะ รายได้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจากการขายน้ำมัน ซึ่งถ้าเราจะขายกันให้ได้กำไรมากมายขนาดนั้นเราต้องขายน้ำมันให้ได้ปีละ ๑๔๐ ล้านตัน ต่อปี ซึ่งเยอะมาก ๆ ขณะที่ท่าเรือของสิงคโปร์เขาใหญ่กว่าเรามาก แต่เขาขายน้ำมันได้ปีละ ๔๕ ล้านตัน ท่านกำลังจะบอกอะไร ท่านกำลังจะบอกว่า Land Bridge ที่เราคิดพัฒนากัน อยู่ในขณะนี้ที่มีขนาดน้อยกว่าเขา แล้วจะมีเรือเข้ามาใช้บริการน้อยกว่าไม่รู้กี่เท่านี้สามารถ ขายน้ำมันได้มากกว่าเขาถึง ๓ เท่าหรือคะ มันมีความจำเป็นอะไรที่ต้องปั้นตัวเลขขึ้นมา มันมี ความจำเป็นอะไร ถ้าท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ยินสิ่งที่ดิฉัน อภิปรายอยู่ในขณะนี้ท่านไม่ต้องตื่นเต้นนะคะ มันไม่สามารถขายน้ำมันได้เยอะขนาดนั้น ในทางความเป็นจริงมันทำแบบนั้นไม่ได้ ความมั่วของรายงานไม่ได้มีแค่นี้ค่ะท่านประธาน ท่านประธานดูตารางผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ สนข. นี้นะคะ จะเห็นว่าปี ๒๕๗๔ ระบุ ว่าจะได้ค่าธรรมเนียมจากท่าเรือ ๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผ่านไปไม่ถึง ๑๐ ปี จู่ ๆ ปี ๒๕๘๓ ค่าธรรมเนียมเรือก็พุ่งขึ้นเป็น ๕๗,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๑๐ เท่า และอีก ๑๐ ปี ปี ๒๕๙๓ รายได้เพิ่มขึ้น ๒ เท่า กลายเป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านอาจจะบอกว่ามันไม่แปลก ก็มัน เป็นตามแผนที่จะมีการขยายท่าเรือ พอมีการขยายท่าเรือก็จะมีเรือเพิ่มขึ้น แต่คำกล่าวนี้มัน ไม่ได้สมเหตุสมผลเลยค่ะท่านประธาน เพราะรายได้มันเพิ่มขึ้นเป็นสิบ ๆ เท่าจากการขยาย ท่าเรือ ค่าดำเนินการและค่าบำรุงรักษามันต้องเพิ่มขึ้นไปด้วย แต่ท่านประธานดูสิคะ ที่บอก ว่ารายได้เพิ่มขึ้น ๑๐ เท่า แต่ค่าบำรุงรักษาเพิ่มขึ้นแค่ ๒ เท่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร จะเอา ให้ได้เลย ถึงขนาดที่ว่าทำตัวเลขกำไรขึ้นมาโดยไม่ได้คิดถึงต้นทุนเลย ยังไม่หมดเท่านี้นะคะ รายงานของ สนข. ยังบอกอีกว่าโครงการ Land Bridge จะให้ผลตอบแทนทางด้านการเงิน และเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยมแบบที่มูลค่าปัจจุบันมีกำไร ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท คณะที่สภาพัฒน์ได้ จ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาโครงการนี้ระบุว่าขาดทุน ขาดทุน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และต่อให้รวมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่น ๆ แล้วก็ยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน นอกจากนี้ นักวิชาการการประมงได้บอกเอาไว้ว่าหากทำ Land Bridge จะมีการสูญเสียรายได้จากการ ทำประมงไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แล้วที่ สนข. บอกว่าจะคืนทุนภายใน ๒๔ ปี ไม่ทราบว่าคิดแล้วหรือยังว่าประมงของพี่น้องภาคใต้จะสูญเสียรายได้ถึง ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านคิดแล้วหรือยังคะ เห็นไหมว่าทั้งรายงานกรรมาธิการ ทั้งรายงานของ สนข. ไม่สามารถ ตอบเรื่องความคุ้มค่าได้เลยค่ะ ดิฉันจึงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงหยิบมาผลักดัน ว่าทำไมถึงเอามา พูดเป็นจริงเป็นจัง หลายท่านในรัฐบาลชุดนี้ท่านมาจากภาคธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ท่านคุยกันในระดับพันล้าน หมื่นล้าน มันเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ ข้อมูลที่ดิฉันพูดไปว่าท่านจะไม่รู้ ว่ามันไม่คุ้มค่า และเมื่อเห็นข้อมูลแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่ท่านจะไม่รู้ว่าทำไปอย่างไรก็ไม่คุ้มค่า หรือว่าพวกท่านไม่ได้คำนวณความคุ้มค่าในระดับเดียวกับพวกเราคะ หรือว่าจริง ๆ แล้ว ท่านไม่ได้มองถึงความคุ้มค่าของประเทศไทย สำหรับท่านแล้วมันไม่ได้สำคัญว่าจะมีเรือมาใช้ บริการ Land Bridge เท่าไร หรือสำหรับท่านแล้วแค่ได้เริ่มต้นทำ Land Bridge ก็คุ้มค่าแล้ว เพราะราคาที่ดินรอบ ๆ ก็พุ่งสูงขึ้นแถมยังเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาสัมปทานรับเหมาก่อสร้าง ได้อีก หรือที่คิด ๆ กันมันมีแต่เรื่องผลประโยชน์ ไม่ได้คิดถึงผลกระทบของ พี่น้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เลย เรียนท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนะคะ ๒ ปีที่ผ่านมาเราเสียเวลามามาก นายกรัฐมนตรี เศรษฐา นายกรัฐมนตรีแพทองธารทุ่มงบประมาณเดินทางไป Roadshow ขายโครงการ Land Bridge ทั่วโลก ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเลขความคุ้มค่าของโครงการนี้มันคือเท่าไรกันแน่ สุดท้ายแล้วจนถึงวันนี้ไม่มีด้วยซ้ำ ไม่มีแม้กระทั่งรายชื่อของนักลงทุนที่สนใจจะลงทุน จริง ๆ ในโครงการนี้ด้วยซ้ำ ๔ ปีหลังจากนี้หากท่านยืนยันจะเดินหน้าต่อดิฉันต่อให้เลย ทั้งนายกรัฐมนตรีอนุทิน ทั้งรัฐมนตรีพิพัฒน์ ต่อให้ท่านเป็นนักเจรจาที่เก่งกาจขนาดไหน ท่านไม่มีทางค่ะ ไม่มีทางหานักลงทุนมาลงทุนในโครงการ Land Bridge ได้เลย เพราะว่า นักลงทุนที่เขาจะลงทุนในระดับโพรเจกต์ขนาดนี้ อย่างไรเสียเขาต้องศึกษาความเป็นไปได้ ด้วยตัวเขาเอง เขาไม่มีทางเชื่อข้อมูลของรัฐบาลไทยเพียงอย่างเดียว แล้วพอศึกษาเป็น อย่างไรคะ ก็จะเห็นว่ามันไม่คุ้มค่าทั้งเรื่องของการเงิน มันไม่คุ้มค่าทั้งเรื่องของสิ่งแวดล้อม ท่านอนุทินไปจังหวัดระนองบ่อยนะคะ ไม่แน่ใจว่าท่านเคยไปหมู่เกาะพยามไหม สถานที่ ท่องเที่ยวที่สวยอันดับโลก ถ้าท่านผลักดัน Land Bridge เราจะสูญเสียสถานที่ท่องเที่ยว ที่สวยอันดับโลกนี้ไป และอย่านะคะ อย่าพูดว่าดิฉันขวางการพัฒนาในภาคใต้ ดิฉันอยากเห็น การพัฒนาในภาคใต้ ดิฉันก็คนใต้ค่ะ รักและปรารถนาดีกับภูมิลำเนาไม่น้อยกว่ารัฐมนตรี พิพัฒน์แน่นอน แต่ดิฉันอยากเห็นการลงทุนที่เป็นจริง ดึงศักยภาพพื้นที่มาต่อยอด ดิฉันอยาก เห็นการพัฒนาที่ถึงประชาชน แต่ถ้าท่านคิดแบบ Land Bridge ดิฉันคิดว่าไม่ถึงค่ะ มีแต่ทอนเท่านั้น ๔ ปีสำหรับรัฐบาลนี้ดิฉันเสนอให้ท่านตั้งหลักการพัฒนาแบบนี้ ต่อยอด เส้นทางที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ไม่ผลาญงบประมาณ ไม่ทำลาย สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เรียนกันตรงไปตรงมาเราเสียเวลามามากกับโครงการ Land Bridge เราเสียเวลา ภาคใต้เสียโอกาสในการพัฒนาเพราะมัวแต่รอดูว่าพวกท่านจะ เอาอย่างไรกับโครงการ Land Bridge รอจนโครงการพัฒนาภาคใต้อื่น ๆ ที่จ่อคิวอยู่ต้อง ชะงักไป ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะเดินหน้าพัฒนาท่าเรือระนองที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น ขุดลอก ร่องน้ำให้ลึกขึ้น ปรับผังเมืองจังหวัดระนองให้เอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศ ยกระดับให้เป็น ประตูการค้าทางทะเลฝั่งอันดามันสู่เมียนมาและเอเชียใต้ ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ท่านก็ พัฒนาการขนส่งค่ะ ทั้งทางเรือ ทางบก ทางอากาศควบคู่กันไป ให้ทุกจังหวัดสามารถ กระจายสินค้าเชื่อมต่อกันได้ หรือจะกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ละจังหวัดผ่านการยกระดับ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารทะเล Biotech ทางการเกษตร จังหวัดภาคใต้ของเรามีของดี เยอะนะคะ แต่ไม่เคยผลักดันได้ถูกจุดเลย และดิฉันได้อ่านข่าวเห็นว่าท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ ตั้งเป้าเอาไว้ว่าอยากได้ สส. ๓๐ คนในพื้นที่ภาคใต้ ท่านตั้งเป้าไม่เผื่อเพื่อนเลยนะคะ และถ้า ท่านคิดว่าท่านจะชนะใจประชาชนได้ด้วยการพูดถึงโครงการขนาดใหญ่ มูลค่าเยอะ ๆ เม็ดเงินมหาศาลไว้ก่อนตาม Style ที่พวกท่านทำจนเคยชิน ยอมรับว่าการพูดถึงโครงการ Land Bridge มันดูใหญ่โต ภาษาบ้านดิฉันบอกว่าตั้งท่า เสียหรอยเลยนะคะ สุดท้ายไม่ได้รับประทานค่ะ ของหรอยภาคใต้มีเยอะแล้ว ตอนนี้ ประชาชนในภาคใต้ต้องการของจริง นโยบายพัฒนาที่เป็นจริงคุ้มค่าและยกระดับคุณภาพ ชีวิตประชาชนได้จริง ๆ และที่สำคัญที่สุด สุดท้ายแล้วค่ะหากท่านปรารถดีกับภาคใต้ ดิฉัน ชวนนะคะมาทำการเมืองเพื่อประชาชนและด้วยความเคารพไม่ใช่แค่ สส. พรรคภูมิใจไทย สส. ภาคใต้ทุกคน ทุกวันนี้เปิดข่าวช่องไหนก็จะเห็นว่า สส. คนนั้นจะย้ายไปพรรคนี้ สส. พรรคนี้จะย้ายไปพรรคนั้นมั่วหมดแล้ว แน่นอนมันเป็นสิทธิของท่านมันเป็นสิทธิของท่าน เต็ม ๆ เลย แต่ดิฉันคิดว่าเราหยุดค่ะ หยุดพูดเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ของตัวเองเสียบ้าง อายคนค่ะ อายประชาชน เวลาที่เหลือดิฉันชวนท่านมายกระดับงานนิติบัญญัติสนใจอยู่โหวต กฎหมายที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนให้ครบ กลับไปพื้นที่จะได้เล่าให้ประชาชนฟังได้ว่า กฎหมายนี้มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างไร อย่าสนใจแค่นายหัวกลุ่มท่านได้รัฐมนตรี กระทรวงไหน พรรคพวกตัวเองได้ผลประโยชน์อย่างไร อยู่ตรงไหนแล้วรอด สิ่งที่พวกท่าน ต้องทำคือลงแรงให้ประชาชนรู้สึกว่าท่านคือความหวัง ถึงเวลาเลือกตั้งจะได้ไม่ต้องลงทุนมาก แล้วอย่าหลงเชื่อนะคะว่าเสียงสนับสนุนของประชาชนคือของตาย ดิฉันเชื่อว่าประชาชนเขา จับตาอยู่ อีก ๔ เดือนข้างหน้าประชาชนเขาจะตัดสินใจเลือกนักการเมืองที่พูดถึงแต่ ผลประโยชน์ของพวกเขามากกว่าเลือกนักเลือกตั้งที่วัน ๆ พูดแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานขณะนี้เวลา ๐๐.๑๐ นาฬิกา เราก็อภิปรายกันมาทั้งวัน แล้วยังมีผู้อภิปรายอีกเป็น ๑๐ ท่าน เราน่าจะเสร็จกันประมาณไม่ต่ำกว่าตีสองผมคำนวณ เวลาดูแล้วครับ
ประเด็นแรกผมอาจจะพยายามบอกข้อมูลข้อเท็จจริงผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี วันพรุ่งนี้ผมเข้าใจมีการนัดประชุมคณะรัฐมนตรีแล้วก็มาบีบเวลากับทางสภาผู้แทนราษฎร ให้พวกเราเสร็จสิ้นการประชุมในเรื่องของการแถลงนโยบายก่อนเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ของวันนี้ ก่อนเวลา ๖ โมงเย็น เพราะว่า ครม. ต้องมีการประชุมนัดพิเศษ สาเหตุไม่มีอะไร มากครับ สิ่งที่เรากำลังพิจารณากันอยู่เรื่องของการแถลงนโยบายมันเต็มไปด้วยงบประมาณ มันเต็มไปด้วยเม็ดเงิน แล้วมันจะต้องไปดำเนินการในเรื่องของเงินงบประมาณที่มันค้างท่อ อยู่ที่มันเหลือจ่ายของปี ๒๕๖๘ อยู่หลายหมื่นล้านบาท เพื่อที่จะเอามาใช้ให้ทัน ผมเข้าใจ เป็นข้อจำกัดของเรื่องกรอบเวลา เพราะงบประมาณแผ่นดินมันต้องดำเนินการให้เสร็จก่อน วันที่ ๓๐ กันยายน จะสิ้นสุดไปคือวันนี้ แต่จริง ๆ แล้วผมไม่ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรี รู้หรือไม่ กระบวนการในเรื่องของการแถลงนโยบายเป็นเรื่องของการรับทราบ ณ นาทีที่ ท่านนายกรัฐมนตรีอ่านเล่มสีน้ำเงินจบหน้าสุดท้ายแล้วกล่าวคำว่า ขอบคุณครับ อำนาจเต็ม อยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ครม. เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ดำเนินการได้ทุกอย่าง ท่านไม่ต้อง รอวันนี้จนกระทั่ง ๖ โมงเย็นแล้วไปประชุม ครม. นัดพิเศษเพื่อที่จะอนุมัติงบ ท่านสามารถ ประชุมดำเนินการตั้งแต่วันนี้ได้เลย แล้วการประชุมดำเนินการลักษณะนี้ท่านไม่ต้องไป ประชุมที่ทำเนียบ ท่านประชุมที่นี่ก็ได้ องค์คณะของคณะรัฐมนตรีคือตัวท่านที่นั่งอยู่ บนบัลลังก์ ไม่ใช่สถานที่ ไม่ใช่ตึกบัญชาการ ๑ ไม่ใช่ทำเนียบรัฐบาล แต่คือบุคลากร คณะรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ ท่านประชุมกันที่นี่ดำเนินการให้มันแล้วเสร็จ ไม่ต้องให้สภามาประชุม ถึงตีสอง ตีสามก็ทำได้ แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าใครเป็นผู้แนะนำให้ท่านดำเนินการเช่นนี้ เราอยู่ ในรัฐบาลซึ่งมาจากความผิดปกติในระบอบประชาธิปไตย เป็นรัฐบาลซึ่งไม่ยึดโยงกับระบอบ ประชาธิปไตยซึ่งยึดมั่นในเรื่องของเสียงข้างมาก เป็นรัฐบาลที่ออกตัวแล้วว่าท่านเป็นเสียง ข้างน้อยมาจากการที่มีพรรคฝ่ายค้านร่วมยกมือสนับสนุนโดยไม่ไปร่วมอยู่ในคณะรัฐมนตรี อันนี้เป็นสิทธิที่แต่ละพรรคการเมืองสามารถดำเนินการแล้วก็ตัดสินใจได้ แต่วันที่ดำเนินการกันนั้นมีเสียงในสภาสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรี ๓๑๑ เสียง ๓๑๑ เสียง วันนั้นท่านนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดเสียงมั่นใจเลยบอกว่าให้คำมั่นสัญญาว่าต่อไปนี้ พรรคร่วมรัฐบาลจะอยู่เป็นองค์ประชุมดำเนินการการประชุมสภาตั้งแต่วันนี้จนวันที่หมดอายุ ของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ทั้งหล่อ ทั้งฟังดูดี แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมากระบวนการ ในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ราบรื่น สัปดาห์ที่แล้วทะเลาะกันแทบเป็นแทบตายเรื่องสภาล่ม วันนี้ท่านประธานเหลือบไปมองบนจอ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมลงชื่อเป็นองค์ประชุม ๒๘๒ ท่าน หายไปไหนหมดครับ ๓๑๑ ท่าน หายไปไหนหมด นี่ขนาดการแถลงนโยบายของ รัฐบาลท่านเองนะ ยังไม่ให้ความสำคัญ ผมเข้าใจเรื่ององค์ประชุมเพราะว่าอันนี้เรื่องรับทราบ เราก็รู้กันอยู่ แล้วพวกผมก็ต้องอภิปราย ผมไม่มานั่งนับองค์ประชุมท่านหรอก แต่นี่มันคือ สิ่งที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้และการกำชับให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกำกับของรัฐบาล เข้าร่วมประชุม หายไปไหนกันหมด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับมอบหมายจากทาง พรรคให้มาพูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งทางรัฐบาลได้มีการเขียนอยู่ในคำแถลงนโยบาย เพียงแค่ ๒ หน้า น้อยมาก แต่ผมเข้าใจโจทย์ท่านคือ ๔ เดือน ระยะเวลามันจำกัด ท่านพูด หลัก ๆ ๕ ข้อ ๑. การสร้างรายได้ ลดรายจ่าย อันนี้พูดถึงเรื่องของโครงการคนละครึ่ง ๒. เรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้สิน การเพิ่มสภาพคล่องทั้งเรื่องของหนี้ภาคประชาชน การเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ SMEs ๓. เรื่องการเพิ่มโอกาสการออมของ ประชาชนรายย่อย ๔. การฟื้นความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว แล้วก็ ๕. เรื่องของปัญหา ผลกระทบจากสงครามการค้าท่านประธานครับ ผมอ่านแล้ว ๒ หน้า ฟังดูมันต้องใช้คำว่า มันอ้อมค้อม มันอ้อมแอ้ม พูดไม่เต็มปากเต็มคำ ผมพยายามที่จะหาคำตอบว่าทำไมมันเขียน แปลก ๆ หลายข้อ หลายเรื่องเหลือเกิน พอมาดูในรายละเอียด เพิ่มโอกาสในการออมของ ประชาชนรายย่อยให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยสะดวก การพัฒนา ผลิตภัณฑ์สลากเพื่อการออม การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชน แก้ไขปัญหาหนี้รายบุคคลในระบบ รายละเอียดไม่มีนะครับ ฟังแล้ว เอ๊ะ ทำไมเหมือนเขียน ไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำไปเขียนใช้คำแปลก ๆ มาถึงบางอ้อเพราะมานั่งคุยกันไปดูกันมา ผมอ่านอยู่ ๓ รอบ ๕ รอบ สุดท้ายผมถึงเข้าใจครับ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับ ประชาชน เป็นสิ่งที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีเศรษฐา มาถึง นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร แล้วท่านจะมาทำต่อ ดีครับเป็นเรื่องดี นโยบายในเรื่อง ของการให้ประชาชนซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยสะดวก e-Token รัฐบาลแพทองธารทำไว้ มาถึงบางอ้อ พัฒนาผลิตภัณฑ์สลากเพื่อการออมมันคืออะไร อ๋อ มันคือหวยเกษียณที่รัฐบาล ชุดก่อนหน้าดำเนินการ ชุดที่ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังนั่นละครับ ไม่ใช่ เรื่องผิดครับ อย่าไปอ้อมแอ้มกับเรื่องพวกนี้ อย่าไปเขิน นโยบายของรัฐบาลชุดก่อนหน้า นโยบายใดที่ท่านเห็นว่าเป็นประโยชน์แล้วท่านจะสานต่อ เป็นสิ่งที่ดีกับพี่น้องประชาชน ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง e-Token ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหวยเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ แก้ไขปัญหาหนี้สินให้ประชาชน แต่ในขณะเดียวกันนโยบายใดก็ตามของรัฐบาลชุดก่อนหน้า หากท่านไม่ชอบแล้วท่านจะไม่ทำ ท่านจะไม่สานต่อ อันนี้เป็นสิทธิ ผมเคารพเป็นสิทธิ ของท่าน แน่นอนผมรู้สึกเสียดายแทนประชาชนนั่นละครับ เสียดายแทนโอกาสที่ประชาชน จะได้รับ ทั้งเรื่องของนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย ทั้งเรื่องของนโยบายเกี่ยวกับเรื่องของ Soft Power เรื่องของเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า การต่อเนื่องในเรื่องของนโยบายอาหารฮาลาล เรื่องของการตรึงราคาพลังงาน เรื่องกัญชาที่จะสามารถใช้ได้เฉพาะการแพทย์เท่านั้น เรื่องการสนับสนุนเรื่องของสุราชุมชน บ้านเพื่อคนไทย การสนับสนุนเรื่องของการท่องเที่ยว เช่นเรื่อง F1 เช่นเรื่อง Tomorrowland หากท่านไม่ชอบท่านไม่เห็นด้วยมันไม่ใช่เรื่องแปลก และท่านในฐานะรัฐบาลอำนาจเต็มท่านมีสิทธิคิดและมีสิทธิตัดสินใจ พวกผมไม่ท้วงติง ในประเด็นลักษณะนี้ แต่แน่นอนโอกาสมันสูญเสียไป ท่านประธานครับ เรื่องของนโยบาย ต่าง ๆ ที่ท่านได้นำแถลงต่อสภาในวันนี้ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าเมื่ออ่านแล้วผมค่อนข้าง เป็นห่วงอยู่ ๒-๓ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก ในหัวข้อในหน้า ๒ ท่านเขียนชัดเจน ท่านออกตัว ใช้คำว่า ท่านออกตัว ท่านบอกว่าด้วยระยะเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดและงบประมาณที่รัฐบาลนี้ไม่ได้ เป็นผู้จัดทำ เรื่องนี้ Fake News จริงครึ่งเดียว สาเหตุที่จริงครึ่งเดียวเพราะอะไร ท่านอ้างว่า ท่านไม่ได้เป็นคนจัดทำรัฐบาล แต่ท่านประธานที่เคารพ วันที่งบประมาณแผ่นดินปี ๒๕๖๙ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เรามีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล ท่านเป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรีที่ส่งกฎหมายนี้ ตัว พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๙ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ ณ วันนั้นนั่งอยู่ข้างบนนี้เกือบครึ่ง กระทรวงที่กำกับดูแลเกินครึ่งของรัฐบาลในวันนั้นจะบอกว่า ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการงบประมาณแผ่นดินใด ๆ เลยก็พูดไม่ถูก ก็พูดไม่ตรงนัก แต่ท่านประธาน เรื่องที่ท่านพูดถึงในเรื่องของงบประมาณ ท่านไม่ได้เป็นคนดำเนินการในเรื่องของการจัดทำ อันนี้ผมรับได้ แต่สิ่งซึ่งรัฐสภาแห่งนี้จะต้องคอยติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด กระพริบตาไม่ได้ คืองบประมาณแผ่นดินในปี ๒๕๖๙ ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ๑ ตุลาคม เราต้อง จับตา เพราะว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงงบประมาณอย่างมโหระทึก อย่างมโหฬาร โดยรัฐบาลของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโครงการ ทั้งเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงที่หมายเป้าหมายจุดดำเนินการ ถ้าเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความเหมาะสม เปลี่ยนเพื่อให้เกิดประโยชน์มากขึ้นกับพี่น้องประชาชน อันนี้เรารับได้ แต่หากเปลี่ยนเพื่อหวังผล ทางการเมืองอันนี้น่าเป็นห่วง หากเปลี่ยนเพื่อตอบแทนบุญคุณกับเสียงที่เลือกท่านมา อันนี้ยิ่ง รับไม่ได้ หากเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน อันนี้เดี๋ยวเราเจอกันแน่ในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจมันจะต้องเกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพอันนี้หรือไม่ที่หลายพรรคหลายคนมา พูดถึง ที่เขาใช้ภาษาอังกฤษว่า Confidence and Supply` โหวตเลือกเพื่อ Supply เพื่อให้ เขาคืนอะไรกลับมาให้ คืนเป็นงบประมาณหรือไม่ มีการลือกันฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีพวกผมหูดีครับอยู่ในสภา เขาพูดถึงตัวเลขงบประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณคืนกลับให้กับสมาชิกบางท่านบางกลุ่ม อย่าให้กลไกรัฐสภา อย่าให้กลไก ประชาธิปไตยบิดเบี้ยวไปกว่านี้ วันนี้กลไกความเป็นพรรคการเมืองไม่เหลือแล้ว พรรคการเมือง อยู่ฝ่ายค้านยกมือให้นายกเป็นนายกรัฐมนตรี บางคนบางกลุ่มพาคนไป ๓ คน ๕ คน ไม่ต้องมีคำว่า พรรคการเมือง ได้ตำแหน่ง ได้ผลตอบแทน ได้งบประมาณ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้ระบบ รัฐสภาของเราล้มเหลวในระยะยาวครับ
เรื่องที่ ๒ ที่เป็นห่วงคือสิ่งที่เรียกว่าหายนะทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่านโยบาย ในเรื่องของการดำเนินการของท่านมีกรอบระยะเวลาค่อนข้างสั้น ท่านบอกว่าท่านมี ๔ เดือน แต่ท่านประธานที่เคารพ การที่ท่านบอกว่ามี ๔ เดือน แล้วตั้งเป้าหมายโฟกัสตัวเองอยู่ที่ ในเรื่องของกรอบการทำงานในระยะสั้น โดยเฉพาะในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เห็นตัวอย่างได้ชัดท่านไปปัดฝุ่นโครงการเก่าเรื่องของคนละครึ่งกลับมาใช้ใหม่ ท่านประธาน ที่เคารพครับ การดำเนินการในเรื่องเศรษฐกิจจะละเลยเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว ไม่ได้ หากท่านละเลยเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว มุ่งเป้าแต่เพียงแค่ระยะสั้น เช่นเรื่องของคนละครึ่ง ซึ่งมีคำถามผ่านไปแล้วท่านสมาชิกหลายท่านก็อภิปราย ไม่แน่ใจว่า เป็นเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า เป็นการตั้งเป้าเพื่อที่จะให้ได้ คะแนนนิยมจากประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึงกันแน่ แต่ท่านประธานครับหากเราเบี่ยงเบนจากวัตถุประสงค์ในเรื่องของการปรับโครงสร้างทาง เศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับระบบ เศรษฐกิจมันจะอยู่ในระดับที่ฝังรากลึก แล้วก็อาจจะเกิดผลกระทบในเชิงลบในระยะยาวได้ โดยเฉพาะผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าการสานงานของรัฐบาลชุดเก่า ซึ่งประสบความสำเร็จ ในเรื่องของการเจรจาความกับสหรัฐอเมริกาในเรื่องของภาษีต่างตอบแทน เราได้มา ๑๙ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน วันนี้ถ้าดำเนินการได้อย่างดี แก้ไขปัญหา เดินหน้าในการ เจรจาต่อได้อย่างครบถ้วน สิ่งที่มันเกิดขึ้น ช่องว่างที่มันเกิด อย่างเช่นประเทศอินเดีย ถูกสหรัฐอเมริกาเก็บภาษีที่อัตรา ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จีน ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยอยู่ที่ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ หากเราสามารถเอาช่องว่างทองคำนี้เข้าไปใช้ประโยชน์แล้วก็สามารถดึงให้เกิด ประโยชน์กับภาคเอกชนมันจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ยกตัวอย่างในเรื่องของสินค้า หลาย ๆ ตัว อย่างเช่นเรื่องของกุ้ง ในอดีตเราเคยส่งออก เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วเราครองตลาดโลก ที่ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ วันนี้เหลือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมต้องเรียนต่อพี่น้องประชาชนแล้วก็ ผ่านท่านประธานไปว่าภาษีที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้เป็นช่องว่างที่เราจะสามารถกลับมาครอง ตลาดได้อีกครั้งหนึ่งถ้าเราพัฒนาได้ถูกทาง ถ้าเราสนับสนุนได้ถูกจุด ในเรื่องของยางรถยนต์ เช่นเดียวกัน ในเรื่องของสินค้าอื่น ๆ ยกตัวอย่าง เช่น Hard Disk Drive เช่นเรื่องของการ พัฒนาระบบ การสนับสนุนในเรื่องของ Cloud ในเรื่องของ Server เพื่อที่จะพัฒนาเอไอ ของประเทศไทย อันนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อให้การเดินหน้าแก้ไข ปัญหาสำเร็จลุล่วง
ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นภาคการเกษตรผมค่อนข้าง เป็นห่วง เพราะนายกรัฐมนตรีใช้คำหรูครับ ท่านบอกว่าเราจะไม่ขายประเทศ เราจะดูแล พี่น้องเกษตรกร ผมยินดีที่ท่านพูดอย่างนั้น แต่ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้สิ่งที่ท่านกำลัง จะทำ เรากำลังจะปกป้องภาคการเกษตรโดยที่เราไม่ได้สนใจที่จะให้พี่น้องภาคการเกษตร ได้เกิดการปรับตัวเพื่อให้เกิดการแข่งขัน เรากำลังปกป้องหรือกักขังพี่น้องเกษตรกรไว้ในกรง เดิม ๆ กันแน่ วันนี้สิ่งที่พี่น้องเกษตรกรต้องการคือการปกป้องหรือการปรับตัว อันนี้เป็นสิ่ง ซึ่งฝากโจทย์ไว้ยังท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นสุดท้ายครับ ผมขอใช้เวลาอีกไม่มาก วันที่ มีการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดนี้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินทรุดที่แถวเขตดุสิต พรรคเพื่อไทย ส่งความเห็นใจไปยังรัฐบาลผ่านไปยังพี่น้องประชาชนครับ เราทุกคนเข้าใจในเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติภัยธรรมชาติ หรือความโชคร้าย แต่มันสะท้อนถึงสัญญาณเตือนว่ามีความบกพร่องในระบบการกำกับดูแล โครงการขนาดใหญ่ของรัฐ แล้วก็สะท้อนถึงการมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ อย่างไร ผมต้องเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าวันนี้ถึงแม้ว่าการรถไฟฟ้า ขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยจะประกาศว่ารับผิดชอบทั้งหมด แต่เราจะต้องมาดูครับว่า ความรับผิดชอบในเรื่องของผลกระทบที่เกิดขึ้น ค่าเสียหายมากมายมหาศาลที่ตามมา ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ค่าถมดิน ค่าซ่อมอุโมงค์ ค่าคอนกรีต ในเรื่องของการซ่อมอาคาร สถานีตำรวจ ในเรื่องของทรัพย์สิน แล้วก็โอกาสของประชาชนที่สูญเสียไป
ท่านประธานครับ ผมขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ท่านลงพื้นที่หลายครั้งผมว่า ไม่ต่ำกว่า ๓ ครั้ง แต่ทุกครั้งที่ไปเกิดคำถามครับ ผมคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าจอทีวีผมก็สงสัยว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไปในฐานะนายกรัฐมนตรีหรือว่าไปในฐานะฟากฝั่งของบริษัทรับเหมา ก่อสร้างกันแน่ เพราะเรารู้กันอยู่ว่าตรงนั้นเป็นการร่วมทุนของบริษัทใดบ้าง วันที่ ท่านนายกรัฐมนตรีไปวันแรก ท่านบอกว่ากระบวนการในการซ่อมแซมใช้เวลา ๑ ปี สิ่งที่ เกิดขึ้นเกิดจากเรื่องของความผิดพลาดทางวิศวกรรม ทั้งที่กระบวนการในการไปตรวจสอบ ความเสียหาย กระบวนการในการไปตรวจสอบเอาความจริงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่เกิด และมันยังไม่สำเร็จ วันนั้นทำให้เกิดความคลางแคลงใจจากสังคม ผมเช่นเดียวกันว่าอันนั้น เป็นการตีปลาหน้าไซหรือเปล่า เพื่อให้ความรับผิดต่อเอกชนมันหายไป ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ผมไม่ได้กล่าวหาว่าเอกชนเกิดความเลินเล่อ เกิดความ ผิดพลาด แต่สิ่งที่จะต้องเกิดคือเราต้องลบในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนให้ได้ ภาพของ ความเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะเป็นกรรมของท่านครับ ที่ท่านเกิด มาอยู่ในครอบครัวที่ร่ำรวยมหาศาลแล้วเป็นบริษัทที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ในเหตุการณ์นี้ ด้วยเช่นเดียวกัน แต่เหตุการณ์นี้ลองนึกสภาพว่าหากผลการสอบออกมาว่าเอกชนไม่มี ความผิดใด ๆ เลย ไม่เกิดความประมาทเลินเล่อ เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ฝนตก น้ำท่วม ผมถามว่าคำตอบอย่างนี้สังคมเชื่อไหมครับ มันจะเกิดความคลางแคลงอย่างไม่มี ที่สิ้นสุด แล้วมันจะเป็นมหากาพย์เหมือนกับอาคารรัฐสภาแห่งนี้ ที่มันจะไม่มีวันจบ ไม่มีวันสิ้น แล้วมันก็จะกลับมาแว้งกัดกับตัวท่านนายกรัฐมนตรีเอง ผมพูดด้วยความเป็นห่วง วิธีเดียวที่จะเกิดขึ้นได้ แล้วจะแก้ไขปัญหานี้ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านต้องสร้างกลไก ต้องทำหน่วยงานตรวจสอบที่เป็นอิสระและพี่น้องประชาชนเชื่อถือได้ อย่าปล่อยนะครับ กรณีที่เกิดขึ้นแล้วก็มีความเกี่ยวเนื่องกับบริษัทในเครือข่ายของครอบครัว อย่าให้มันเกิดเหตุ เช่นเดียวกับในอดีตที่ผ่านมา ท่านจะต้องไปติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด แล้วก็สร้างกลไก ที่สังคมสามารถรับได้กับผลการวินิจฉัย เมื่อสังคมยอมรับได้ นั่นจึงจะเป็นทางเดียวที่ท่านจะ พ้นจากความรับผิดจากในเรื่องของความคลางแคลงใจของสังคมต่อกรณีในเรื่องของแผ่นดิน ยุบแผ่นดินถล่มในครั้งนี้ที่ผ่านมา ในส่วนของนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ผมเข้าใจว่าไม่ใช่เวที อภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ผมเป็นห่วงและผมก็ดูแล้ว ผมขาดความเชื่อมั่นว่านโยบายนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในระยะกลาง ระยะยาว โดยเฉพาะในภาค การเศรษฐกิจที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านรองศาสตราจารย์รุ่งเรือง พิทยศิริ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม รุ่งเรือง พิทยศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค เพื่อไทยในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้พิจารณานโยบายรัฐบาลของ ท่านอนุทิน ๗ หน้าโดยละเอียด อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าผมไม่สามารถที่จะยอมรับ นโยบายฉบับนี้ได้ ด้วยเหตุผล ๓ ประการใหญ่ ๆ เหตุผลแรกก็คือผมไม่สามารถที่จะ ประเมินผล วิเคราะห์ว่านโยบายที่ท่านเสนอมา มันจะดีหรือไม่ดี ทำได้หรือทำไม่ได้ ไม่ว่าจะ มุมไหนก็ตาม เพราะว่าในนโยบายที่ท่านเขียนมา ไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีทิศทาง มีกรอบ ความคิด มีแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทิศทาง ในเรื่อง ของตัวชี้วัดต่าง ๆ ขอช่วยขึ้นสไลด์ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เขาบอกว่านโยบายคือหลักและวิธีปฏิบัติซึ่งถือเป็น แนวดำเนินการ เป็นแนวทางกว้าง ๆ ที่กำหนดทิศทางหรือกรอบการดำเนินงานเพื่อให้ ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจและปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ท่านประธานเห็นไหมครับ คำว่า นโยบาย มันจะต้องมีทิศทาง จะต้องมีกรอบการทำงาน แต่ผมไม่เห็นว่าสิ่งที่ท่านเขียน ๗ หน้ามา มีทิศทางอะไรทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายทางด้านเศรษฐกิจเพราะว่าถ้าดูนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ มันจะต้องมีทิศทางบอกอย่างน้อยว่าถ้าบริหารไปแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง จะลดความ เหลื่อมล้ำของสังคมไหม จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตดีขึ้นไหม จะทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงไหม หรือจะทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมันหลุดจากสิ่งที่เรียกว่าต่ำกว่าศักยภาพหรือเปล่า อย่างไร ผมเข้าใจดีว่าสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารจะเข้ามาเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ๔ เดือน แต่แม้ว่าเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ๔ เดือน มันก็ควรจะต้องมีการเขียนอะไรขึ้นมาบ้างว่าการ ทำงานตรงนี้ ๔ เดือน จะส่งมอบประเทศให้รัฐบาลชุดต่อไปในลักษณะไหน อย่างไร จะทำ อะไรให้ดีขึ้นบ้าง มากบ้างน้อยบ้างตรงไหน แต่นโยบายของท่าน ๗ หน้าไม่มีเลย เพราะฉะนั้น พวกผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาผมก็ไม่สามารถที่จะวิเคราะห์ได้ว่านโยบายของท่านทำได้จริง ไหม ดีไหม แล้วจะนำพาประเทศชาติไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า อันนี้ คือเหตุผลหลักอันแรกนะครับ
เหตุผลหลักอันที่ ๒ ก็คือผมคิดว่าสิ่งที่ท่านอ้างว่าเป็นนโยบายเรือธง ของท่านคือโครงการคนละครึ่ง ท่านคงวิเคราะห์อะไรคลาดเคลื่อนมาพอสมควร เพราะอะไร ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าโครงการคนละครึ่ง หรือถ้าเทียบกับโครงการแจกเงินอื่น ๆ มันก็ไม่แตกต่างกับโครงการ Digital Wallet ที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำ ถ้าภาษาอังกฤษ ทางเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่าเป็นโครงการที่เรียกว่า Cash Transfer คือโอนเงินจากรัฐบาล ไปให้ประชาชนเป็นโครงการแจกเงิน โครงการนี้เป็นโครงการในลักษณะเดียวกับที่ในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ทำมาแล้ว เป็นในลักษณะเดียวกับรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ทำไปแล้วเช่นเดียวกัน ผมอยากให้ย้อนไปดูนิดหนึ่งว่าในโครงการ Digital Wallet ที่รัฐบาล ที่แล้วทำใช้เงินไป ๒ เฟส ประมาณ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ประสบความสำเร็จดีมาก ถ้าท่านประธานจะกรุณาดูว่าในไตรมาส ๑ กับไตรมาส ๒ ของปีที่แล้วหลังจากกระตุ้นด้วย Digital Wallet ทำให้การเติบโตของการบริโภคหลังจากกระตุ้นเพิ่มขึ้นเป็นแสนล้านบาท รวม ๆ กันทั้ง ๓ ไตรมาส เฉียด ๆ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าพอเข้าสู่ไตรมาส ๔ การกระตุ้นในลักษณะแบบนี้มันไม่ค่อยช่วยดันเศรษฐกิจให้โตขึ้นเท่าไรนักแล้ว เพราะว่า ปัญหาของระบบเศรษฐกิจไทยถ้าท่านลองถามหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของท่านที่มาจาก กระทรวงการคลัง ท่านทราบหรือเปล่าว่าปัญหาของระบบเศรษฐกิจไทยมันไม่ได้อยู่ที่ การบริโภคของภาคเอกชนเท่าไร การบริโภคของภาคเอกชนมันเติบโตเป็นบวกมาโดยตลอด ปัญหามันอยู่ที่การลงทุนของภาคเอกชนต่างหากที่เป็นปัญหา ดังนั้นเมื่อรัฐบาลชุดที่แล้ว เห็นว่าการกระตุ้นด้วยวิธีนี้มันได้ประโยชน์น้อยลงแล้วเขาถึงเลิกทำ แล้วหันไปทำอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปพัฒนาในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานนะครับ การกระตุ้นในเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐาน การกระตุ้นในเรื่องของการพัฒนาขีดความสามารถของการแข่งขันของ อุตสาหกรรม สิ่งนี้ที่ผมพยายามอยากจะชี้ว่ารัฐบาลชุดนี้ประเมินแนวทางในการกระตุ้น เศรษฐกิจคลาดเคลื่อนไปมาก เพราะว่าการกระตุ้นแบบแจกเงินในลักษณะแบบคนละครึ่ง หรือไม่ว่าจะวิธีใดก็แล้วแต่ ตอนนี้ระบบเศรษฐกิจมันไม่ได้ยอมรับแล้วว่ามันจะเกิดผลดี สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโต ได้ดีเหมือนสมัยก่อนแล้ว ท่านประธานครับ ตามแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์เขาเปรียบเทียบ ให้เห็นว่าถ้ากระตุ้นด้วยการแจกเงินเพื่อไปกระตุ้นที่การบริโภคจะทำให้ตัวทวีคูณทางการคลัง อยู่ที่ประมาณ ๐.๓-๐.๘ เท่าเท่านั้นครับ ในขณะที่ถ้าเอาเงินเท่า ๆ กันไปกระตุ้นที่ การจ้างงานจะทำให้เกิดตัวทวีคูณอยู่ที่ ๐.๕-๑.๒ เท่า ถ้าคิดเป็นส่วนที่แตกต่างกันระหว่าง ๒ วิธีนี้ไปกระตุ้นที่การจ้างงานจะก่อให้เกิดผลดีมากกว่ามาแจกเงินถึง ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็นเหตุผลข้อที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีว่าผมเข้าใจว่าท่านประเมินนโยบายเรือธงของท่านคลาดเคลื่อนไป อย่างมาก
เหตุผลข้อที่ ๓ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงรัฐบาลก็คือว่า ขณะนี้เรากำลังจะเกิดวิกฤติทางการคลังครั้งใหญ่ จะส่งผลกระทบต่อการตั้งงบประมาณ ของรัฐบาลในอนาคตข้างหน้าอย่างมาก ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานดูว่าหนี้สาธารณะของเรา ได้เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา จากร้อยละ ๔๒ เป็นร้อยละ ๖๕ ในปีนี้ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วมากในช่วงโควิด ๑๙ คือที่ผม Highlight สีแดงไว้ คือเพิ่มขึ้นถึงปีละ เกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๓ ปีที่ผ่านมาช่วงโควิด ๑๙ ขณะนี้หนี้สาธารณะของเราอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ ๖๕.๖ แต่ว่าฐานะการคลังตอนนี้เราเสื่อมถอยอย่างรวดเร็วมาก หนี้สาธารณะของเรา ตอนนี้ หากเศรษฐกิจเติบโตได้เพียงแค่ร้อยละ ๒ เปอร์เซ็นต์เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หนี้สาธารณะของเราปีหน้านี้จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๗๑.๒ นั่นหมายความว่าหนี้สาธารณะ ของเราจะทะลุเพดานที่กฎหมายอนุญาต ผมถึงอยากจะเรียนท่านประธานถึงรัฐบาลว่า ท่านไม่ได้ Address ปัญหาเลย ท่านไม่ได้ Address ปัญหาว่าท่านมาบริหารตรงนี้ ๔ ปี คนที่จะเข้ามารับทำงบประมาณปี ๒๕๗๐ ถัดจากท่านจะต้องมาเริ่มต้นมะงุมมะงาหรา ในการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ จริงอยู่ครับการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ การแก้เพดาน การแก้ สัดส่วนที่จะกำหนดการขาดดุลงบประมาณได้ต่อปีเขียนประกาศขึ้นมา เอาเข้า ครม. ออกไป ก็ทำได้ แต่มันจะกระทบต่อการวางแผนเรื่องการลงทุนของรัฐบาลเกือบทุกอย่างรวมถึง ในเรื่องของการชำระหนี้ด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เรื่องใหญ่มาก ขนาด ผอ. สบน. ซึ่งเป็น ลูกน้องท่านยังออกมาให้สัมภาษณ์เลยว่าปี ๒๕๗๐ นี้เรื่องใหญ่ แต่ท่านไม่ Address ปัญหานี้ อยู่ในนโยบายของท่านเลย ท่านไม่รู้ปัญหาหรือแกล้งไม่รู้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าข้อนี้คือข้อ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ๓ ข้อนี้จึงเป็นเหตุผลที่ผมไม่สามารถจะยอมรับนโยบายของท่านได้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๕ อำเภอนครไทย อำเภอชาติตระการ อำเภอวัดโบสถ์ พรรคประชาชน สมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอร่วมอภิปรายคำแถลงนโยบายของรัฐบาลในด้านการเกษตร จริง ๆ แล้วการทำนโยบาย หรือการทำงานด้านการเกษตรมีหลายมิติมาก ๆ นะครับ ทั้งเรื่องราคาสินค้า หนี้สิน ต้นทุน การผลิต การจัดการสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีนวัตกรรม แล้วก็การค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ แต่เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลระยะสั้น เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ มีภารกิจในการทำหน้าที่ แค่ ๔ เดือนแล้วยุบสภานะครับ แต่กว่าจะถึงการเลือกตั้งรวมถึงกว่าจะจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เสร็จเรียบร้อยก็อาจจะกินเวลาถึง ๘ เดือน ดังนั้นผมจึงได้เรียบเรียงได้จัดเตรียมข้อเสนอ เพื่อฝากไปยังรัฐบาลสำหรับการดูแลพี่น้องเกษตรกรในระยะ ๔-๘ เดือนนี้ซึ่งมีอยู่ ๔ ประเด็น ด้วยกัน ท่านประธานครับ ก่อนจะเข้าประเด็นแรกนะครับ ผมขอไล่เรียงแบบนี้ก่อน เพื่อให้ เห็นภาพการทำนโยบายด้านการเกษตรนะครับ ตลอดระยะเวลา ๒ ปีกว่าที่ผ่านมาเรามี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาแล้ว ๓ ท่าน ๔ วาระ ซึ่งทั้ง ๓ ท่านนี้ ก็ล้วนเป็นบุคลากรที่วนเวียนอยู่ในพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวก็คือพรรคกล้าธรรม ในปัจจุบันทั้งสิ้น ที่ผมพูดเรื่องนี้เพราะอะไรครับ เพราะว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์คนปัจจุบันนี้ก็คือรัฐมนตรีคนเดียวกันกับที่เคยได้ร่วมแถลงนโยบายกับรัฐบาล เมื่อ ๒ ปีก่อนแล้วก็วนเวียนกลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกครั้ง ในวันนี้ ซึ่งรัฐมนตรีท่านนี้เคยประกาศไว้เมื่อ ๒ ปีที่แล้วครับว่าจะใช้นโยบายตลาด นำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งตั้งเป้าหมายจะเพิ่มรายได้ให้กับ เกษตรกร ๓ เท่าภายใน ๔ ปี ฟังไม่ผิดครับ ๓ เท่าภายใน ๔ ปีครับ ไม่ทราบว่าท่านจำได้ หรือไม่ แล้ววันนี้เป็นอย่างไรครับลองไปถามพี่น้องเกษตรกรดูว่ารายได้ ๒ ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น สักเท่าหนึ่งหรือยัง หรือว่าจริง ๆ แล้วลดลง จริง ๆ แล้วท่านประธานครับไม่ต้องไปหาข้อมูล หรือหลักฐานที่ไหนหรอกครับ สิ่งที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุดที่รายได้พี่น้องเกษตรกรลดลงก็คือ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในห้องนี้ครับ เพื่อน สส. ทุกคนในห้องนี้ทราบดีว่าเกษตรกร มีรายได้ลดลง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างหนักแค่ไหนตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา เพราะตลอด ๒ ปีที่ผ่านมามีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาหารือในสภาแห่งนี้เกี่ยวกับปัญหาราคา สินค้าเกษตรตกต่ำทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และผลไม้อื่น ๆ รวมแล้วมากกว่า ๒๘๗ ครั้ง ท่านประธานครับ ๒๘๗ ครั้งนี้เป็นหลักฐานที่เพียงพอแล้วว่ารายได้ของพี่น้องเกษตรกร ตกต่ำลงอย่างหนักจริง ๆ แต่ถ้ายังไม่ชัดพอผมจะเปรียบเทียบเจาะกันให้เห็นไปเลยเป็น ตัวเลขรายได้เกษตรกรตลอด ๒ ปีที่ผ่านมาว่ามันลดลงแค่ไหน อย่างไร เห็นกันชัด ๆ ไปเลย จากปี ๒๕๖๖ จนถึงปี ๒๕๖๘ พี่น้องชาวนาที่ปลูกข้าวรายได้ลดลงถึง ๔๓ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ ๒ ปีก่อน พี่น้องที่ปลูกมันสำปะหลังลดลงถึง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ รายได้ของพี่น้อง ที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงถึง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ มาดูผลไม้บ้างครับรายได้พี่น้องชาวสวน มะม่วงครับ ลดลง ๒๔ เปอร์เซ็นต์ พี่น้องชาวสวนทุเรียนรายได้ลดลงถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ รายได้ของพี่น้องชาวสวนลำไยลดลงถึง ๕๓ เปอร์เซ็นต์ครับครึ่งหนึ่ง แล้วก็รายได้ของพี่น้อง ชาวสวนมังคุดก็ลดลงอีกมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๒ อย่างท้ายนี้เกินครึ่งครับท่านประธาน ด้านปศุสัตว์ก็หนักไม่แพ้กัน รายได้ของผู้เลี้ยงโคขุนลดลงถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คือตัวเลขของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรครับ ยังไม่ต้องพูดถึงตัวเลขความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ว่ามันหนักแค่ไหน โดยเฉพาะพี่น้องที่ปลูกข้าวโพดผมว่าน่าจะลดลงไม่ต่ำกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าพื้นที่ที่ปลูกข้าวโพดมากที่สุดก็คือภาคเหนือตอนล่างบ้านผมเอง เกษตรกรตอนนี้ บอกว่าอยู่กันไม่ได้แล้วครับ นี่คือตัวเลขที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาวะความเป็นอยู่ของ พี่น้องเกษตรกรมันไม่ได้ดีขึ้นเลยตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าที่ท่านรัฐมนตรีเคยประกาศไว้เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ท่านทำไม่ได้ ไม่มีตลาดนำ ไม่มีนวัตกรรมเสริมอะไรทั้งนั้นนะครับ รายได้ก็ไม่เพิ่ม แต่ท่านก็ได้วนกลับมาเป็นรัฐมนตรี อีก ผมไม่ได้กำลังกล่าวหาเหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ แต่ผมกำลังจะบอกกับ รัฐบาลและรัฐมนตรีทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรว่าสถานการณ์ในภาคการเกษตร ของบ้านเราตอนนี้มันเข้าขั้นวิกฤติแล้ว พี่น้องเกษตรกรต้องการนโยบายที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าเดิม มากกว่า ๒ ปีที่ผ่านมา ผมจึงมีประเด็นที่อยากฝากรัฐบาลชุดนี้เอาไว้ ๔ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาระยะสั้น ภายในกรอบเวลา ๔-๘ เดือนนี้
ประเด็นที่ ๑ เรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เรื่องราคาสินค้าเกษตรถือเป็น หัวใจสำคัญที่สุดของพี่น้องเกษตรกร เป็นจุดเปราะบางที่สุดที่พี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ต้อง ทนทุกข์ทรมานมาตลอดหลายสิบปี เราลองมาดูกันว่าปีนี้เกษตรกรบ้านเราต้องเผชิญกับ ราคาสินค้าที่ตกต่ำอย่างไรมาแล้วบ้าง ผมขอเริ่มจากพืชไร่ก่อนนะครับ ราคาข้าวเปลือกเจ้า ๖.๗๐ บาทต่อกิโลกรัมครับ นี่ต่ำที่สุดในรอบ ๑๘ ปีครับ มันสำปะหลังเหลือกิโลกรัมละ ๑.๖๐ บาท ต่ำที่สุดในรอบ ๘ ปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กิโลกรัมละ ๗.๖๘ บาท ต่ำที่สุดในรอบ ๖ ปีที่ผ่านมา อันนี้ราคาเฉลี่ยครับ แต่ถ้าเป็นบ้านผมพิษณุโลก ตอนนี้หนักกว่านั้นครับ ราคา ตอนนี้เหลือ ๔ บาทกว่า ถ้าเป็นเพชรบูรณ์ ๓ บาทกว่าก็มีครับ ซึ่งเพชรบูรณ์เป็นจังหวัด ที่ปลูกเยอะที่สุดในประเทศ มาดูผลไม้กันบ้างครับ ทุเรียนในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเหลือ ราคากิโลกรัมละ ๗๖ บาทกว่า ต่ำที่สุดในรอบ ๘ ปี มังคุดเหลือกิโลกรัมละ ๑๕ บาท ต่ำที่สุดในรอบ ๘ ปีเช่นกันครับ ลำไยเหลือกิโลกรัมละ ๑๒ บาท ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ก็คือต่ำที่สุดในรอบ ๑๘ ปีที่ผ่านมาครับ มาจบกันที่ราคาวัวครับ โคขุนขนาดกลางตอนนี้ ราคาตัวละไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ บาท ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ครับ ก็คือต่ำที่สุดในรอบ ๑๓ ปี ที่ผ่านมา อันนี้คือราคาเฉลี่ยจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่พี่น้องเกษตรกรต้องเจอกันมา แน่นอนครับ ผมทราบดีว่ารัฐบาลชุดนี้มีภารกิจเฉพาะนั่นก็คือการยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชนแล้วก็ จัดทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไป ยังรัฐบาลว่าภายใต้กรอบระยะเวลา ๔-๘ เดือนนี้ สิ่งที่ท่านจะต้องเจอ สิ่งที่พี่น้องเกษตรกร จะต้องเจอภายใน ๔-๘ เดือนนี้คืออะไร แล้วสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องเตรียมแนวทางที่จะแก้ไข คืออะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ตั้งแต่เดือนนี้ จริง ๆ เดือนนี้ข้าวโพดนี่พี่น้องเกษตรกร ปลูกข้าวโพดเริ่มหักแล้ว หักข้าวโพดกันแล้ว เดือนนี้เป็นต้นไปข้าวโพดจะเริ่มหักแล้ว ต่อมา ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม ข้าว พี่น้องชาวนาก็จะเริ่มเกี่ยวข้าว ข้าวโพดและข้าวจะออก ภายในปลายปีนี้ หลังจากนั้นจะมีอ้อย ต้นปีหน้าก็จะเป็นมันสำปะหลัง หลังเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคมนี้ผลไม้ก็จะเริ่มทยอยออก ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง ทุเรียน มังคุดต่าง ๆ จะไล่เรียง ทยอยออกสู่ตลาด นั่นหมายความว่าถ้าสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรยังเป็นเหมือนปีนี้ พี่น้องชาวสวน ชาวไร่ เกษตรกรปลูกผลไม้เจ๊งแน่นอนครับ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเตรียมการ ในการแก้ไขไว้ล่วงหน้า ซึ่งในช่วงหัวค่ำฟังท่านรัฐมนตรี ก็ยังไม่เห็นแนวทางที่จะแก้ไขราคา มี แต่เข้าไปชดเชย อยากฝากรัฐบาลให้เตรียมมาตรการในการแก้ไขไว้
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องมาตรการการเกษตรแบบไม่เผา พอเข้าหน้าแล้งต้องเจอ อะไรครับ เมื่อสักครู่ผลไม้ออกมาแล้วถึงหน้าแล้ง พอหน้าแล้ง สิ่งที่เราจะต้องเจอก็คือปัญหา PM2.5 ปกติเวลาหน้าแล้งถ้าเป็นรัฐบาลก่อน ๆ เขาจะออกมาตรการในการห้ามเผา คือห้าม เกษตรกรเผาเลยในภาคการเกษตร เพื่อลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ เข้าใจนะครับ เข้าใจอยู่แล้วว่าปัญหามลพิษทางอากาศคืออะไร ทำไมต้องห้ามเผา อันนี้ เกษตรกรเข้าใจครับ แต่รัฐบาลเองเคยเข้าใจพี่น้องเกษตรกรหรือไม่ เคยหันเหลียวไปดูหรือไม่ ว่าเกษตรกรเขามีข้อจำกัดอะไรบ้าง อะไรที่เขาจะทำได้ อะไรเขาทำไม่ได้ ที่เขียนไว้ในเล่มนี้ ผมอ่านในเล่มคำแถลงนโยบายในหน้า ๕ ข้อ ๑๓.๒ พัฒนายกระดับ วิถีเกษตรกรไปสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เขียนไว้สวยงามมากครับ ผมก็คิดว่า จะมีนวัตกรรมอะไรมาสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่หรือว่าจะส่งเสริมอะไรให้เขามีรูปแบบการ ทำเกษตรรูปแบบใหม่ที่มันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือจะทำราคาสินค้าเกษตรให้มันจูงใจให้ เกษตรกรรุ่นใหม่ ๆ ไม่ใช่ครับ ไม่มีเลย สิ่งที่จะพัฒนาและยกระดับเพื่อให้เกษตรกรเป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ เน้นการป้องกันและลดการเผาเหมือนเดิมครับ ลดการเผาเหมือนเดิมไม่มีการยกระดับไม่มีการพัฒนาอะไรทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ไม่ใช่ว่า พี่น้องเกษตรกรเขาไม่อยากจะช่วยลดมลพิษทางอากาศนะครับ แต่บางครั้งเกษตรกรเขาไม่มี ทางเลือก ในบางพื้นที่ต้องรีบเพาะปลูก รีบปลูก รีบเกี่ยว รีบทำ เพราะน้ำจะมา หรือเพราะ เดี๋ยวจะมีภัยแล้งอะไรต่าง ๆ รัฐบาลต้องมีอะไรมาสนับสนุนหรือให้พี่น้องมีทางเลือกในการ ที่จะเลิกเผาบ้างหรือไม่ หรือจะใช้กลไกอุดหนุนแบบไหนเพื่อจะสร้างแรงจูงใจให้เขาเลิกเผา ได้บ้าง อันนี้ก็ฝากไว้กับรัฐบาลนะครับ
ประเด็นที่ ๓ เรื่องข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอเมริกา ท่านประธานครับ อันนี้ เป็นเรื่องที่พี่น้องเกษตรกรกังวลมากที่สุดในขณะนี้ครับ ก็คือเรื่องตกลงทางการค้ากับ สหรัฐอเมริกา เรื่องภาษีทรัมป์ผมอ่านดูในเล่มแถลงนโยบายก็ยังไม่มีข้อมูลเปิดเผยเลยว่า รัฐบาลชุดที่แล้วได้ไปตกลงอะไรกับสหรัฐไว้บ้างแล้ว แล้วทำไมรัฐบาลชุดนี้ไม่นำมาเปิดเผย พวกเราคาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาเพื่อเปิดเผยข้อมูลให้กับเกษตรกรได้รับรู้รับทราบว่า สิ่งที่รัฐบาลชุดที่แล้วเอาสินค้าเกษตรกรไปเป็นตัวประกันในการเจรจาแลกเปลี่ยนมันมี อะไรบ้าง พี่น้องเกษตรกรก็เฝ้ารอที่จะรู้ว่าสินค้าตัวไหนบ้างที่จะต้องนำไปเปิดเสรี เพื่อลด ภาษีนำเข้าของภาษีทรัมป์ มีข่าวแว่ว ๆ มาว่าจะมีการนำเข้าข้าวโพด อันนี้ก็ไม่รู้ว่าจริง หรือเปล่า นำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐหรือไม่จริง แล้วถ้ามันจริงต้องนำเข้ามามากแค่ไหน อันนี้เกษตรกรอยากรู้ เพราะว่าถ้ามันเป็นจริงตามข่าวลือ ท่านจะนำเข้ามาประมาณ ๓ ล้านตัน ก็เท่ากับว่าพี่น้องชาวไร่ข้าวโพดบ้านเราแทบไม่ต้องปลูกแล้วครับ ถ้าจะนำเข้ามาเยอะขนาดนี้ รัฐบาลจะต้องแจ้งให้ทราบ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ ผมขอให้รัฐบาลทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงพาณิชย์ท่านไม่ได้ดูแต่ การนำเข้า ส่งออกแต่เพียงอย่างเดียว ท่านยังต้องดูเรื่องสินค้าเกษตรด้วย อันนี้ท่านน่า จะทราบ ฝากท่านรัฐมนตรีทั้งหลายช่วยเปิดข้อมูลหน่อยครับว่าตกลงอะไรกับสหรัฐอเมริกา ไปแล้วบ้างจะต้องทำอะไร อย่างไรบอกให้ชาวบ้านเขารู้ด้วย พี่น้องเกษตรกรจะได้เตรียมตัว จะได้ปรับตัวได้ทัน จะได้ปรับเปลี่ยนแผนในการเพาะปลูกได้ มันจะเป็นประโยชน์กับพ่อแม่ พี่น้องเกษตรกรอย่างมากครับ
ประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ ๔ เรื่องการติดตามมาตรการต่าง ๆ ที่ท่าน รัฐมนตรีได้ประกาศเอาไว้ หลายมาตรการท่านขยันประกาศเหลือเกิน ตอนประกาศ ก็ประกาศใหญ่โตจัดงาน Event จริงจังแถลงข่าว แต่พอหน้างานจริงแล้วเวลาปฏิบัติจริง มันทำไม่ได้ แล้วมันเป็นอย่างนี้ทุกครั้งเวลามีมาตรการอะไรที่เกี่ยวกับพี่น้องเกษตรกร เกษตรกรจะถูกทิ้งไว้กลางทางเสมอ ทำไม่ได้ ผมยกตัวอย่าง ๒ มาตรการ ๑. มาตรการ ประกาศราคารับซื้อข้าวโพดของกระทรวงพาณิชย์เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ให้รับ ซื้อข้าวโพดที่ความชื้นต่ำกว่า ๓๐ กิโลกรัมละ ๗.๕๐ บาท แต่ในความเป็นจริงท่านควบคุม ราคาลานรับซื้อไม่ได้ ให้ท่านลองไปตรวจสอบดูครับว่าจริงหรือไม่จริง ราคาที่พี่น้องเกษตรกร เขาขายกันอยู่ผมบอกได้เลยไม่เกิน ๔-๕ บาท อันนี้เรื่องจริง กระทรวงพาณิชย์เวลาประกาศ มาตรการท่านไม่มีผู้ปฏิบัติงานในระดับอำเภอนะครับ ก็คือไม่มีพาณิชย์อำเภอ ทั้งจังหวัด มีพาณิชย์จังหวัดคนเดียว แล้วท่านจะไปตรวจสอบลานรับซื้ออย่างไร ผมไปถามพาณิชย์ จังหวัด พาณิชย์จังหวัดบอกว่าก็อาศัยบุคลากรของชั่ง ตวง วัดมาช่วย ไปถามชั่ง ตวง วัด เขาก็ไม่มีบุคลากรเหมือนกันครับเขาก็คนไม่พอ แล้วแบบนี้ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าลานรับซื้อ ไหนรับซื้อหรือไม่รับซื้อตามมาตรการที่ท่านกำหนดไว้ ท่านรัฐมนตรีลองไปตรวจสอบ ข้อเท็จจริงได้นะครับ ลงพื้นที่กับผมได้ผมยินดีพาไปดู อีกมาตรการหนึ่งมาตรการกำหนด มาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์ที่ดี อันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อันนี้เหมือนกันเลยเหมือน กระทรวงพาณิชย์ คือกรมปศุสัตว์ตอนนี้ก็มีปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในระดับ อำเภอ จาก ๘๗๘ อำเภอ มีเกือบ ๒๐๐ อำเภอที่ไม่มีปศุสัตว์อำเภอครับ เกษตรกรไม่มี ที่ปรึกษางาน Production เสียหายเยอะมาก เพราะฉะนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์รายเล็กรายย่อยเขาจะทำอย่างไรครับ เขาจะควบคุม มาตรฐานอย่างไร ควบคุมคุณภาพอย่างไร แล้วมันจะเป็นไปตามมาตรการที่ท่านกำหนด ได้อย่างไร ทั้งหมดนี้คือ ๔ ประเด็น ที่ผมอยากจะฝากไว้กับรัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้ในการแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรในช่วง ๔-๘ เดือนนี้ว่าการจะมีนโยบายอะไร ต่าง ๆ อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีเน้นลงพื้นที่จริง ไปสัมผัสกับชาวบ้านจริง ๆ ไปพูดไปคุย กับเขา รับฟังข้อจำกัดต่าง ๆ ของพี่น้องเกษตรกร ไม่ใช่แค่ลงไปทำท่าเกี่ยวข้าวหรือขับรถไถ ไปมาอะไรอย่างนี้โดยไม่เคยรับฟังเขาเลยครับ อันนั้นไม่ได้เรียกว่าลงพื้นที่จริง อันนั้น เขาเรียกสร้างภาพ ถึงแม้รัฐบาลชุดนี้จะเป็นรัฐบาลระยะสั้น แต่ก็อย่าคิดว่าฝ่ายค้าน อย่างพวกเราจะไม่ติดตามตรวจสอบการทำงานของพวกท่าน ผมบอกกับพ่อแม่พี่น้องเกษตรกร ทั่วประเทศไว้ตรงนี้เลยครับว่าพวกเราพรรคประชาชนจะติดตามการทำงานของรัฐบาลและ ตรวจสอบอย่างไม่ลดละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านการเกษตร ที่ท่านชอบพูดเหลือเกิน ว่าให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกรมาก ตอนหาเสียงให้ความสำคัญมาก เดี๋ยวเรามาดูกัน ปลายปีนี้ราคาข้าวจะเหลือเท่าไร เดี๋ยวมาดูกันว่าข้าวโพดราคาจะเหลือเท่าไร ต้นปีหน้า อ้อย มันสำปะหลัง ทุเรียน ลำไย มะม่วง มังคุด ราคาจะเหลือเท่าไร นี่จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ท่านจริงใจกับเกษตรกรของไทยแค่ไหน ฝากพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศติดตามไปพร้อมกับ พวกเราครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันได้อ่านนโยบายสีน้ำเงินเล่มนี้ ไม่แปลกใจค่ะที่มีแต่ความเลื่อนลอย เพราะเงื่อนไขที่ระบุว่าท่านอยู่ได้เพียง ๔ เดือนเท่านั้น ตามที่ท่านประกาศไว้ แต่ก็น่าเสียดายนะคะที่เราเห็นหน้าตาของรัฐมนตรีคนนอกที่น่าที่จะให้ คำแนะนำหรือเสนอแนะ Idea ที่เป็นประโยชน์แล้วก็สร้างสรรค์ เป็นอะไรที่ใหม่ ๆ หรือเป็น อะไรที่จะเป็นความหวังให้กับพี่น้องประชาชนได้ แต่ดิฉันได้ฟังเพื่อนสมาชิกมาทุกคน ก็เข้าใจกันว่าเราก็จะรอว่าในกระดาษเพียงแค่ไม่กี่หน้าที่ท่านเขียนไว้นั้นจะทำได้จริงหรือไม่ ท่านประธานคะ ดิฉันให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนค่ะ และอีกเรื่องหนึ่งก็คือด้านเศรษฐกิจในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ซึ่งดิฉันเห็นว่าในนโยบาย ชุดที่ผ่านมาเรามีเรื่องของรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย เราไม่ปฏิเสธเลยว่าเป็นนโยบายหลัก เป็นธงนำที่จะมอบให้กับพี่น้องประชาชนด้วยการทำงานในหลาย ๆ มิติที่จะพร้อมส่งต่อ สิ่งดี ๆ นี้ไปให้ประชาชนได้ใช้กันอย่างครอบคลุมทั่วถึงทุก ๆ พื้นที่ แต่ว่ามันกลับน่าเสียดาย ที่ดิฉันไม่เห็นในรัฐบาลชุดนี้ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นโยบายนี้ สามารถที่จะลดรายจ่ายในการเดินทางให้กับพี่น้องประชาชนได้ ทุกท่านทราบไหมคะว่า เพียงช่วงที่ผ่านมาไม่นานที่เราเริ่มประกาศใช้ ๒๐ บาท ในสายสีม่วงและสายสีแดง เราได้เห็น ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของพี่น้องประชาชนที่มาใช้ระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าสายนี้ค่ะ มัน สามารถที่จะได้รายได้เพิ่มมากขึ้น จนเราสามารถนำรายได้นั้นไปจ่ายส่วนต่างจากการที่ พี่น้องประชาชนจ่ายถูกลงได้ด้วยค่ะ นี่แสดงให้เห็นว่าถ้าหากว่าเราสามารถที่จะสานต่อและ ดำเนินการต่อไปจนครอบคลุมทุกสาย ๒๘๖ กิโลเมตร ๑๙๓ สถานี จะมีผู้ใช้รถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จาก ๑.๖ ล้านคนต่อเที่ยวต่อวัน เป็น ๒.๒ ล้านคนต่อเที่ยวต่อวัน นี่เป็นการคืนเงินใส่กระเป๋า ให้พี่น้องประชาชนโดยแบบตรงไปตรงมาไม่ซ้ำซ้อนไม่ต้องคิดเยอะ นโยบายนี้ไม่เพียงแต่เป็นนโยบายที่จะลดค่าโดยสารให้กับพี่น้องประชาชน แต่ยังเป็น นโยบายที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชนได้ รวมถึงยังเป็นวิสัยทัศน์ที่เรามอง การณ์ไกล ในเรื่องการกระจายความเจริญออกสู่พื้นที่ต่าง ๆ นอกจากตัวเมือง ทำให้เกิด มูลค่าเพิ่มของที่ดินในพื้นที่ที่อยู่แนวคมนาคมโดยการจัดการจากทั้งภาครัฐ และอีกอย่างหนึ่ง นโยบายตัวนี้ไม่เพียงในเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น ยังเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรการ SDG ในเรื่องของ Climax Action การลดการใช้ รถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อที่จะลดมลพิษในอากาศ แล้วก็ยังเป็นนโยบายที่จะทำให้พี่น้อง ประชาชนได้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กันค่ะ ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลก ใจถ้าหากรัฐบาลชุดนี้จะไม่สานต่อ ซึ่งถ้าหากว่าไม่สานต่อแล้วนั่นหมายถึงภาระของพี่น้อง ประชาชนที่จะต้องแบกรับค่าโดยสารที่เพิ่มมากขึ้นค่ะ ดิฉันเห็นว่าการที่รัฐบาลสามารถที่จะ ทำให้นโยบายนี้เดินหน้าต่อไปได้มันพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง มันจึงถูกตั้งคำถามขึ้นมาค่ะ ถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนจะต้องจ่ายค่าโดยสารที่เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลนี้จะชดใช้กับความ เสียหายที่พี่น้องประชาชนจะได้รับหรือไม่ มันคุ้มค่าหรือเปล่ากับการสร้างความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชนที่จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ต่อไป ทั้ง ๆ ที่ท่านเองก็จะประกาศ อยู่แล้วว่ารัฐบาลอยากที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชน แต่ในทางปฏิบัติ ดูเหมือนจะเป็นการสวนทางอย่างชัดเจน ถ้าหากว่าดิฉัน Scan แบบเร็ว ๆ มองโฉมหน้า รัฐบาลชุดใหม่นี้ดิฉันก็มีความกังวลว่าดิฉันยังไม่เห็นท่านใดที่ทำงานแล้วก็ผลักดันในเรื่องของ ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชน ชาวรากหญ้า ดิฉันไม่มั่นใจเลยว่าต่อไปนี้จะมีใครมาสนใจและดูแลเขาอย่างจริงจังได้หรือไม่
อีกโครงการหนึ่งค่ะ โครงการบ้านเพื่อคนไทยที่มีเป้าหมายเพื่อที่จะทำให้ ประชาชนนั้นสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ซึ่งรัฐจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินของ รัฐให้มีประโยชน์อย่างสูงสุด ปัจจุบันที่ดินของการรถไฟไม่ได้ถูกนำไปใช้ให้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพเท่าที่ควร การจัดการบ้านเพื่อคนไทยนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนนั้นได้ เข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ ควบคู่ไปกับนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย เพื่อเป็นการ ปลดล็อกให้กับประชาชนในทางโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มบนเส้นทางตลอดแนวคมนาคม นี้ด้วยค่ะ เป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยรวมถึงรัฐบาลชุดที่แล้วได้คิดมาแล้วก็ได้เดินหน้า อย่างต่อเนื่อง
อีกนโยบายหนึ่ง นั่นคือในเรื่องของด้านการศึกษา ODOS รวมถึง Thailand Zero Dropout ที่จะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา นโยบาย ODOS เราสามารถที่จะส่งนักเรียนเยาวชนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนไปศึกษาต่อ ต่างประเทศได้ เป็นการเสริมสร้างทักษะทางด้านภาษา การฝึกทักษะในการไปประกอบ อาชีพให้เขาได้มีประสบการณ์ในโลกกว้าง
นโยบายอีกตัวหนึ่งของรัฐบาลที่ผ่านมานั่นก็คือการดึงนักเรียนหรือเยาวชน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้ามาสู่ระบบค่ะ จากผลพวงของโควิด-๑๙ ที่ผ่านมาทำให้เยาวชนนั้นต้องหลุดจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก พวกเราคิดไว้ หมดแล้ว เหลือเพียงแค่ว่าท่านจะตัดสินใจสานต่อและเดินหน้าหรือไม่ นอกจากนี้การจัด การศึกษาที่ดิฉันได้บอกไปว่า Learn to Earn จะทำให้เยาวชนหรือบุคลากรของเรา ได้มีประสิทธิภาพ ได้มีศักยภาพในการที่จะได้เรียนในสิ่งที่พวกเราตั้งใจที่จะไปประกอบอาชีพ ในอนาคต รวมถึงการเรียนและสามารถที่จะสร้างรายได้ในขณะที่ศึกษาอยู่ด้วย นี่คือ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้คิดค้นแล้วก็สานต่อเป็นนโยบายจนประกาศใช้ แล้วอยากที่จะให้ท่านได้ ดำเนินการต่อ ดิฉันต้องขอฝากทางรัฐบาลในประเด็นนี้ด้วยนะคะ ถ้าหากท่านกังวลว่า นโยบายที่ดิฉันได้กล่าวไปนั้นท่านจะไม่สามารถทำให้สำเร็จภายใน ๔ เดือนได้ ดิฉันบอก ได้เลยว่าท่านไม่ต้องกังวล ท่านเพียงแค่ไม่ประกาศยกเลิกหรือท่านไม่ต้องไปสั่งการใด ๆ ให้ เกิดการสะดุดหยุดชะงักของโครงการ ดิฉันมั่นใจว่าสิ่งดี ๆ เหล่านี้จะถึงมือพี่น้องประชาชน แน่นอนค่ะ ยกตัวอย่างเช่นนโยบายรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสายในขณะนี้เราก็ได้มีการพิจารณาในเรื่อง ของกฎหมายตั๋วร่วม กฎหมายราง กฎหมาย รฟม. ซึ่งได้ผ่านทุกขั้นตอนแล้ว มีการเจรจา ร่วมกับทางเอกชนที่จะทำให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงนเชิงนโยบายนี้ได้อย่างทันที ถ้าท่าน ไม่สานต่อถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แล้วก็ถือว่าเสียโอกาสของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะไม่ทำลายโอกาสนี้ของประชาชนในการที่จะได้รับการดูแล ที่ดีอย่างเท่าถึงและเท่าเทียมของรัฐบาล ท่านประธานคะ ๔ เดือนนี้อาจจะเป็นโอกาสของ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือทางรัฐมนตรีบางท่านที่จะซักฟอก ที่จะฟอกขาวตัวเอง หรือแม้แต่ ที่ท่านเองอาจจะบอกว่าล้างผิด เป็นช่วงเวลาที่ท่านอาจจะดำเนินการได้ หรือแม้แต่ที่ ท่านนายกรัฐมนตรีไปพูดที่เวทีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่าให้เลือกเต้แล้วก็ให้มาเลือกหนู ก็เกิดข้อความที่ถกเถียงกันมากมาย หรือแม้แต่ประชาชนบางคนก็บอกว่ารัฐบาลนี้ได้รับการ ตราหน้าหรือแปะป้ายว่าเป็นรัฐบาลยี้ห้อย ดิฉันก็ไม่เชื่ออย่างนั้น ดิฉันก็ยังอยากที่จะให้ใช้ เวลา ๔ เดือนที่เหลืออยู่นี้ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด ให้โอกาสที่ พี่น้องประชาชนควรที่จะได้รับให้เขาได้รับจริง ๆ ดิฉันต้องขอให้รัฐบาลว่าอย่าทำลายโอกาส ของพี่น้องประชาชนในการที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่าทำลายโอกาสของพี่น้องประชาชนที่ จะได้รับการดูแลจากทางภาครัฐอย่างที่ควรจะเป็น ท่านจะต้องไม่ให้ประชาชนเสียโอกาสไป เพียงเพราะได้รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งตามเจตนารมณ์ของประชาชน ดิฉันฝากไว้ เพียงเท่านี้ในเวลาที่จำกัด ดิฉันจะเฝ้าคอยแล้วก็จะตรวจสอบรัฐบาลนี้อย่างจริงจัง ขอบคุณ ท่านประธานค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณพงศธร ศรเพชรนรินทร์
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พงศธร ศรเพชรนรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง อำเภอแกลง อำเภอเขาชะเมา จากพรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขอตรวจการบ้านนโยบาย รัฐบาลด้านการเกษตรโดยเฉพาะเรื่องทุเรียน ตามคำแถลงในนี้ระบุว่าจะจัดการสินค้าเกษตร ในเรื่องของราคาให้ดีขึ้น จะสกัดปัญหาการสวมสิทธิทุเรียนกำลังเจอปัญหาพวกนี้อยู่ครับ ทุเรียนคือราชาผลไม้ที่มียอดส่งออกเป็นอันดับ ๑ หรือยอดกว่าแสนล้านบาท ตลาดใหญ่ที่สุด คือจีน เอาสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ส่วนแบ่งตลาดที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ล่าสุดปี ๒๕๖๗ เหลือแค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ แต่เวียดนามก็เติบโตอย่าง ก้าวกระโดดในเวลาไม่กี่ปี ปี ๒๕๖๗ สัดส่วนไป ๔๒ เปอร์เซ็นต์แล้ว เรากำลังจะเสียแชมป์ให้ เวียดนามหรือเปล่า เรื่องราคารับซื้อทุเรียนก็เช่นกันต่ำที่สุดในรอบ ๕ ปี ปีนี้ A B ต่ำที่สุด อยู่ที่ ๙๕ บาท ต่ำกว่าปีก่อน ๆ ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาพรรคอะไร บริหารงานกันอย่างไรราคาถึงต่ำ ได้ขนาดนี้ เหตุใดเรากำลังจะสูญเสียแชมป์ส่งออกทำไมราคาทุเรียนถึงตกต่ำ ผมมี ๔ ปัจจัย ๔ ข้อเสนอที่รัฐบาลต้องทำให้เสร็จภายใน ๔ เดือน
ปัจจัยปัญหาแรก Supply ทั่วโลกล้นตลาด คู่แข่งต้นทุนต่ำ ผู้ผลิตทุเรียน ของไทยทั้งหมดเรามีผลผลิตปี ๒๕๖๒ ราว ๑ ล้านตัน ปี ๒๕๖๗ เพิ่มเป็น ๑.๕ ล้านตัน คู่แข่งสำคัญคือเวียดนามที่มาเพิ่ม Supply ในตลาดโลก ที่สำคัญต้นทุนเขาต่ำกว่าเรามาก ต้นทุนอยู่ที่ ๑๙ บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่เราอยู่ที่ ๔๐ บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคารับซื้อ ในเวียดนามต่ำกว่าของเราค่อนข้างมาก
ปัจจัยที่ ๒ กลไกควบคุมคุณภาพไม่เกิดขึ้นจริง เมื่อมีทุเรียนด้อยคุณภาพ ทุเรียนอ่อนเข้าไปอยู่ในตลาดคนกินแล้วไม่อร่อย ผู้บริโภคไม่มั่นใจ ความต้องการบริโภค ก็ลดลง ปีสองปีที่ผ่านมาการควบคุมทุเรียนด้อยคุณภาพยังไร้ประสิทธิภาพ คิดดูครับ การตรวจทุเรียนอ่อนยังใช้ไมโครเวฟตรวจกันอยู่เลยครับ
ปัจจัยที่ ๓ มีการตรวจเข้มสารตกค้าง เพิ่มเวลาขนส่ง รอบรับซื้อช้าราคาตก ในช่วงต้นปีทางการจีนมีมาตรการคุมเข้มให้ตรวจ BY2 แคดเมียมของไทยเราทุกตู้ โดยเป็น การตรวจ ๒ รอบด้วย คือตรวจด้วยแล็บในไทย และยังต้องไปตรวจซ้ำที่จีนครับ ทำให้การ ขนส่งทุเรียนไปจีนจากเดิม ๗ วันเพิ่มเป็น ๑๓ วันถ้าตรวจพบสารตกค้างส่งออกไม่ได้ต้อง ทำลายทั้งตู้ เสียหายทั้งตู้ก็ทำให้ผู้รับซื้อต้องรับซื้อในราคาที่ต่ำลงครับ
ปัจจัยที่ ๔ พบทุเรียนนำเข้าสูงถึง ๑ ใน ๔ ของทุเรียนที่เราส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเวียดนามครับ นี่เฉพาะที่นำเข้าอย่างถูกกฎหมาย ยังมีลักลอบเข้ามาอีก ดูตามข่าวได้ครับ มีการจับกระบะ จับเรือที่ลักลอบทุเรียนเข้ามาจากเวียดนาม ทำไมเราจึง สงสัยว่ามีขบวนการนำทุเรียนจากเวียดนามเข้ามาสวมสิทธิเป็นทุเรียนไทยแล้วส่งผ่านไปที่ ประเทศจีน เพราะว่าเวียดนามถูกจำกัดการนำเข้าครับ ช่วงต้นปี ๒๕๖๗ ทางการจีน ตรวจพบแคดเมียม BY2 ในเวียดนามจำนวนมาก จึงออกประกาศ ๗๗ ครั้ง มีรายงานว่า เกี่ยวข้องกับล้ง ๓๓ ล้ง สวน ๔๐ สวน จึงระงับการนำเข้าจากเวียดนามตั้งแต่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๗ เพิ่มจากที่เคยระงับมาก่อนหน้านี้ ทำให้เวียดนามมีอุปสรรคในการส่งออกทุเรียน ไปจีนอย่างหนักครับ จึงเกิดกระบวนการใช้ไทยเป็นทางผ่านใช่หรือไม่ ผมไปพบเห็น เหตุการณ์มาด้วยตัวเองกับตาเมื่อเดือนพฤษภาคม ตามภาพนะครับ ผมไปพบทุเรียนแกะเนื้อ แช่แข็งจากเวียดนามเต็ม ๒ รถตู้ Container พบกล่องเปล่าจำนวนมาก พบเครื่องติด Sticker และพบ Sticker ภาษาจีนที่แปลเป็นไทยได้ว่าเนื้อทุเรียน ต้นกำเนิดประเทศไทย ส่งออกไปประเทศจีน ทั้ง ๆ ที่ตรงนั้นไม่มีเนื้อทุเรียนไทยแม้แต่พูเดียวนะครับ มีแต่ทุเรียน เวียดนาม Sticker นี้มันคืออะไร แบบนี้จะไม่ให้เราสงสัยได้อย่างไรว่ามีการนำทุเรียน เวียดนามเข้ามา Repack เปลี่ยนกล่อง แปะ Sticker ใหม่ สวมสิทธิเป็นทุเรียนไทย แล้วส่งออก จนถึงวันนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนให้ข้อมูลได้ว่าตกลงมันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไรครับ และเมื่อผมตามไปดูที่โรงงานแปรรูปที่เจ้าของทุเรียนชาวจีน Lot นี้มาอ้างสิทธิ โรงงานแห่งนี้ นอกจากเอาทุเรียนเวียดนามแกะเนื้อแช่แข็งเข้ามาบอกว่ามาแปรรูปในโรงงานนี้ มีทุเรียน ไทยผลสดเอามาแกะเนื้อในโรงงานนี้ด้วย นึกภาพตามนะครับ มีทุเรียนเวียดนามแช่แข็งราคา ถูกอยู่ในโรงงานนี้ และมีทุเรียนไทยแกะเนื้อที่ราคาแพงกว่าที่เตรียมส่งออกไปจีนนะครับ แล้วมันจะไม่ปนกันกลายเป็นทุเรียนไทยทั้งหมดส่งออกไปจีนได้อย่างไร วันที่โรงงานผมถาม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่ามันจะควบคุมกันอย่างไร เจ้าหน้าที่ทางราชการตอบผมว่าอย่างไร ทราบไหมครับ ควบคุมไม่ได้ แบบนี้ก็เรือหายพ่อแม่พี่น้องครับ มันก็ปนกันไปหมดสิครับ เราปล่อยแบบนี้ไม่ได้นะครับ นี่จะเป็นคำถามตัวโต ๆ ว่ามีไอ้โม่ง มีขบวนการนำทุเรียน เวียดนามเข้ามาใช้ไทยเป็นทางผ่าน เป็นใบเบิกทางเพื่อส่งออกแย่งตลาดทุเรียนไทยใช่หรือไม่ ดังนั้น ๔ เดือนนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องทำให้เสร็จมีอย่างน้อย ๔ ด้านครับ
ด้านที่ ๑ สะสางคดีทุเรียนสวมสิทธิ กรณีโรงงานที่ผมไปพบ โรงงานนี้เขาอ้าง ว่าเอาทุเรียนแกะเนื้อจากเวียดนามมาแปรรูปทำทุเรียน Freeze Dry จริงหรือเปล่า ตัวเลข ปี ๒๕๖๗ ไทยนำเข้าทุเรียนแกะเนื้อแช่แข็งทั้งหมด ๗๐,๐๐๐ กว่าตัน เฉพาะมาที่โรงงาน แห่งนี้แห่งเดียวนะครับ ๕๕,๐๐๐ ตัน นี่คือโรงงานที่นำเข้าใหญ่ที่สุดในประเทศ ไม่รู้ว่าผมมา เจอตออะไรหรือเปล่านะครับ เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องทำความจริง ให้กระจ่าง เอาบันทึกเอกสารทางราชการที่เชื่อถือได้ เอามาเปรียบเทียบดูว่าทุเรียนเวียดนาม ที่มาที่โรงงานแห่งนี้ ๕๕,๐๐๐ ตัน ที่อ้างว่าเอามาแปรรูปทำทุเรียน Freeze Dry เอาเข้า มาแล้วขายออกเป็นทุเรียน Freeze Dry จริงเท่าไร มีการเล่นแร่แปรธาตุ สวมสิทธิหายไป ระหว่างทางอีกเท่าไร หามาให้เจอครับ
ถัดมาครับ ต้องป้องกันการสวมสิทธิในโรงงาน อย่างที่ผมบอกไปครับ ต้องมี มาตรการป้องกันไม่ให้เอาทุเรียนชาติอื่นมาปนกับทุเรียนภายในโรงงานแบบที่เป็นอยู่ แบบนี้ได้ หามาตรการการป้องกันให้ดีครับ อย่าให้เกิดขึ้นอีกเพราะมันส่งผลต่อภาพลักษณ์ ส่งผลต่อคุณภาพและราคาของทุเรียนไทยครับ ถัดมาครับ ต้องควบคุมการนำเข้า กลับมาดูตัวเลขการนำเข้าทุเรียนแกะเนื้อแช่แข็ง ปี ๒๕๖๗ ทั้งปี นำเข้ามา ๗๐,๐๐๐ ตัน ๗๐,๐๐๐ ตันเนื้อทุเรียนนะครับ ถ้าแปรกลับไปเป็น ทุเรียนผลสดคูณ ๓ ครับ เท่ากับประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัน นี่มันคือ ๑ ใน ๔ ของทุเรียน ส่งออกของเรา ปล่อยให้มีการนำเข้ามาเยอะขนาดนี้ได้อย่างไร ดังนั้นต้องควบคุมไม่ให้นำเข้า มามากจนส่งผลต่อราคาแบบนี้ แล้วต้องกำหนดให้มีมาตรการคุมเข้มตรวจสารตกค้าง แคดเมียม BY2 ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับที่ส่งออกไปที่ประเทศจีนด้วยครับ
ด้านที่ ๒ ต้องเร่งเจรจาผ่อนคลายมาตรการตรวจสารปนเปื้อนที่จีนตรวจกับ เราอยู่ เป็นไปได้ให้มีการตรวจรอบเดียวครับ โดยขอความร่วมมือกับ GACC ของจีนในการ มากำกับการตรวจแล็บที่ขึ้นทะเบียนภายในประเทศ และในการจัด Rate ล้งสีเขียวไม่ตรวจ สีเหลืองสุ่มตรวจ สีแดงตรวจเข้ม ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน กำหนดมาตรการสร้างความเชื่อมั่นเปลี่ยนสีแดงสีเหลืองให้เหลือน้อยที่สุด
ด้านที่ ๓ เรื่องคุณภาพทุเรียนต้องมีการยกระดับตั้งแต่กำหนดมาตรฐานและ เข้มงวดการตัดทุเรียน ใช้เทคโนโลยีตรวจคัดกรองคุณภาพเช่นเครื่อง CT Scan ไม่ให้มี ทุเรียนอ่อนหลุดเข้าตลาดอีก ควรกำหนดให้มีการติดแท็ก บาร์โค้ดหรือ QR Code ในทุเรียน ทุกลูกที่เมื่อ Scan ไปแล้วจะรู้ทุเรียนมาจากสวนไหน ใครเป็นคนคัด คนตัด มีใบ GAP ถูกต้อง ล้งไหนรับซื้อ บริษัทไหนส่งออก สร้างความมั่นใจให้ตลาดโลกว่าทุเรียนไทยทุกลูก สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ บางสวนเริ่มติดแท็กกันไปแล้ว ท่านแค่ไปต่อยอดต่อ เท่านั้นเอง รวมถึงสนับสนุนการขึ้นทะเบียนทุเรียน GI เช่นที่ระยองที่ได้เริ่มทำไปแล้ว สร้าง Brand สร้างเรื่องเล่ารสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของทุเรียนแต่ละแหล่งผลิตให้มั่นใจว่า ทุเรียนไทยมีคุณภาพ รสชาติที่แตกต่างจากคู่แข่ง
ด้านที่ ๔ ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงาน Pack ทุเรียน จะเป็น ปัญหาใหญ่คาดว่าตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าจะขาดแคลนอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้ การเก็บเกี่ยวและ Pack ทุเรียนส่งออกไม่ทัน ส่งผลกระทบต่อราคาสาหัสแน่ ๆ ความต้องการแรงงานในช่วงนั้นอยู่รวม ๆ ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน ตอนนี้มีแรงงานเหลืออยู่ แค่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นท่านต้องเริ่มวางแผนจัดหาแรงงานให้ทันตั้งแต่วันนี้ว่าจะ หาแรงงานจากไหนให้ทันการณ์ครับ ทั้งหมดนี้คือ ๔ ปัจจัย ๔ ข้อเสนอที่รัฐบาลต้องทำให้ เสร็จภายใน ๔ เดือน เพื่อจัดการปัญหาทุเรียนสวมสิทธิ ยกระดับราคาและป้องกันแชมป์ ส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวแล้วครับ ต้องทำให้เสร็จก่อนยุบสภา ๓๑ มกราคม ผมจะรอฟังคำตอบจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณเทอดชาติ ชัยพงษ์ ครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาลของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก่อนที่ จะบริหารราชการแผ่นดิน วันนี้จะเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ในมือผมเป็นคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้นำเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ จากคำแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ผมก็ได้เปิดดูจากเนื้อหาของเล่มนี้ เพราะว่าในการเสนอนโยบายของคณะรัฐมนตรีนั้นไม่ได้ พูดถึงนโยบายด้านการศึกษาเลยครับ เป็นเพียงแตะนิดหน่อยเท่านั้น ซึ่งโดยหลักการแล้ว ด้านสังคมจะพูดเรื่องการศึกษา การสาธารณสุข เรื่องของแรงงานเป็นหลัก แต่วันนี้ด้านสังคม ไม่พูดถึงการศึกษาเลย เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้เห็นความสำคัญของการ พัฒนาประเทศที่ยั่งยืนไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริงได้ เป็นเพียงรัฐบาล ๔ เดือน ๑๐ เดือน ที่มุ่งเน้นเรื่องของการเมืองเป็นสำคัญ อันนี้เป็นเรื่องของความสูญเปล่าของ การบริหารราชการแผ่นดิน เพราะเราทำอะไรทั้งหมดครับไม่ว่าถนนหนทาง งบประมาณ คลังอะไรต่าง ๆ หรือระบบราชการ ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เราอยากเห็นคือคุณภาพของคนไทย คุณภาพของประชากรไทยทั้งหมด นั่นจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่จำเป็นจะต้องดูครับว่ารัฐบาลนี้ ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคนอย่างไรบ้าง แต่ไม่เจอครับ ไม่เจอสิ่งที่เป็นรูปธรรม แล้วก็ ไม่เจอความชัดเจนในการสร้างคน ไม่ว่าจะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับปฐมวัยหรือระดับอุดมศึกษาก็ตาม ไม่ได้มี รายละเอียดเลยครับ ผมก็เลยมีข้อสังเกตว่ามันอาจจะมีสาเหตุสำคัญ ๒ ประการ ประการแรก คืออาจจะไม่มีเวลาหรือเวลาไม่พอหรือไม่อยากเห็นคนไทยมีคุณภาพ จะปกครองยาก หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจครับ ประการที่ ๒ คือรู้ครับ เห็นครับ แต่ตั้งใจครับ ต้องการปิดบัง บางเรื่องที่ทำอยู่ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีปัญหาอยู่ในขณะนี้อาจเป็นได้ ผมก็เลยว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะอย่างไรก็ตามรัฐบาลนี้ก็แปลกอยู่แล้ว ยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดิน เลยก็บอกว่าจะยุบสภาแล้ว ถ้าเป็นบริษัทก็บอกว่าอีก ๔ เดือนนะ เลิกกิจการแล้วเด้อ นี่คือ สิ่งที่เป็นการทำลายขวัญ ทำลายระบบของการบริหารราชการที่ทำให้คนเห็นว่าไม่มี ความมั่นคง นี่คือสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน แต่ก็จะมีการเขียนในภาคผนวกเพียงเล็กน้อยครับ ท่านประธาน เขียนแตะเอาไว้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด ๕ มาตรา ๔ อ้างนโยบายหน้า ๒ และหน้า ๖ ซึ่งเมื่อไปเปิดดูก็ไม่พบรายละเอียดของการดำเนินการ ที่เขียนไว้ในหน้า ๑๒ ผมจึงตั้งข้อสังเกตว่าการที่ไม่ได้เขียนไว้นั้นก็เพราะว่ารัฐบาลไม่จริงใจ ในการสร้างคุณภาพชีวิตของคนไทยที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน สิ่งที่น่ากังวลก็คือ เรื่องที่ ๑ บริหารมาในครั้งก่อนก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยพรรคภูมิใจไทย ต่อมาด้วยพรรคกล้าธรรมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กฎหมายการศึกษา แห่งชาติซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทก็ยังไม่คลอดสักที ยังไม่นำเสนอร่างเข้าสู่สภาได้ ทำให้เกิด ความล่าช้าและความสูญเปล่าและการเสียเวลา นี่คือสิ่งที่เห็นเป็นกฎหมายสำคัญที่จะทำให้ กฎหมายลำดับรองต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นแล้วก็เป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยเรื่องของการ จัดการศึกษาของชาติ นี่คือสิ่งที่เราเสียดายและเกิดความสูญเปล่า แต่อย่างไรก็ตามก็ทราบว่า จะมีการยื่นร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งร่างฉบับนี้นั้นไม่มีระบบผลิตและคัดกรองครูที่มีคุณภาพ ไม่มีมาตรฐานพัฒนาครู อย่างต่อเนื่อง ไม่มีแนวทางค่าตอบแทนและแรงจูงใจ ไม่เห็นทิศทางของการพัฒนา เพื่อยกระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม และไม่เห็นระบบการ จัดการศึกษาที่สอดคล้องกับการสร้างคนในศตวรรษที่ ๒๑ นี่คือสิ่งที่อยากให้มี อยากให้เกิด แต่ยังไม่เกิด ผมไม่แน่ใจว่าอีก ๔ เดือนที่จะถึงนี้มันจะเป็นไปได้หรือเปล่า เพราะฉะนั้น ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ครับ วนเวียนเกี่ยวกับวัฏจักร โง่ จน เจ็บ อยู่อย่างนี้ เรื่องที่ ๒ ไม่มี นโยบายในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีที่ชัดเจน มันเป็น เพียงการใช้ซื้อเครื่องมือเฉพาะ ซึ่งทางผู้ปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาหรือสถานศึกษาเขามีความกังวล ให้เขตพื้นที่การศึกษาซื้อนั้นเขากลัวครับ กลัวเหมือนกรณีของสนามฟุตซอลที่เกิดขึ้น ท่านก็ไม่ได้พูดถึงวิธีใช้เพราะมันเป็นเพียงแค่ สัญลักษณ์เท่านั้น ไม่ได้เกิดความยั่งยืนต่อการใช้ แต่พูดถึงการซื้อ Tablet Anywhere Anytime ต่าง ๆ ซึ่งผู้บริหารนั้นเขามีความกังวลว่า ประการแรก ด้านงบประมาณและ ความคุ้มค่า เรื่องการเช่าซื้อนั้นเรื่องดอกเบี้ยมันจะคุ้มค่าเหมือนกับการซื้อหรือเปล่า ความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีนั้นทำให้ตกรุ่นเร็ว เกิดความสูญเปล่าหรือเปล่า ความโปร่งใส ในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ที่ถูกแบ่งซอยไปซื้อให้เขตพื้นที่การศึกษา นี่คือสิ่งที่ เขากังวล ในเรื่องที่ ๒ ด้านการบริหารจัดการและการดูแลรักษาเป็นภาระของครูบุคลากร ทางการศึกษา การซ่อมแซม การดูแล การต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟของผู้ปกครอง เหล่านี้เป็นต้น ด้านการเรียนรู้และผลกระทบของผู้เรียน เรื่องของหลักสูตร เรื่องของเนื้อหาวิชา ผลกระทบ ต่อสุขภาพของผู้เรียนนี่เป็นเรื่องที่ครูมีความกังวลอยู่ค่อนข้างที่จะมาก เพราะฉะนั้นปัญหา สําคัญคือการกําหนดสเปกจากส่วนกลางทําให้ซื้อนอกเหนือจากนี้ไม่ได้ และมีความเสี่ยงต่อ ผู้ที่มีความรับผิดชอบในการจัดซื้อจัดจ้าง นี่คือสิ่งที่ทางผู้ปฏิบัติเขาอยากให้มีการปรับแก้ และเร่งแก้ไขโดยด่วน เพราะฉะนั้นผมขอเรียนท่านประธานว่าขอเสนอแนะรัฐบาลไว้ดังนี้ ผมมีสไลด์อยู่ชุดหนึ่งเป็นข้อเสนอแนะเดี๋ยวจะหาว่าไม่สร้างสรรค์
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เพราะฉะนั้นปัญหา การศึกษาของชาติ สิ่งที่เราทําทั้งหมดของประเทศเราต้องการให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่เป็นคนดี มีคุณธรรม มีคุณภาพ อยู่ในสังคมไทยได้ ประการแรกสิ่งสําคัญคือคุณภาพการศึกษา จากผลการทดสอบระดับนานาชาติเราอยู่ตามหลังเขา เพราะฉะนั้นทําอย่างไรที่จะปรับวิธี การเรียนการสอน ปรับหลักสูตรให้สามารถจัดการเรียนการสอนเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ และการทดสอบตามสมรรถนะและศักยภาพของเขา การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมผ่านกระบวนการ ฝึกฝนทางวินัยและการเรียนรู้ในห้องเรียน รวมถึงการพัฒนาทางด้านร่างกาย การฝึกอบรม การเพิ่มอาหารเสริมนม อาหารกลางวัน กีฬา และการออกกําลังกาย ทั้งการลดภาระงานอื่น ๆ ของครูนอกเหนือจากการสอนที่เขาต้องรับผิดชอบ ด้านโอกาสสิทธิและความเสมอภาค สร้างโรงเรียนดีใกล้บ้าน ฟินแลนด์เขาบอกว่าโรงเรียนที่มีคุณภาพอยู่ตรงไหน เขาว่าโรงเรียน ใกล้บ้าน เพราะฉะนั้นเด็กต้องเรียนที่ใกล้บ้านนี่คือสิ่งที่สําคัญที่สุด เรื่องความเหลื่อมล้ำ ทางโอกาสและสังคม จัดสรรทรัพยากรให้หน่วยปฏิบัติ ได้แก่ สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา อย่างเพียงพอ จัดสรรสื่อทรัพยากรทางการเรียนใหม่ ๆ รวมทั้งระบบที่เกี่ยวข้อง เพิ่มโอกาส การเรียนรู้ และประเด็นสําคัญก็คือการเร่งผลักดันกฎหมายการศึกษาชาติ โดย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติเข้าสภาไปโดยเร็ว สรุปแล้วเรายังคาดหวังอะไรไม่ได้จากนโยบายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขียนไว้เป็นแต่เพียงการปะผุเชิงนโยบายเท่านั้น ให้ผ่านช่วงเวลา ให้ผ่าน เดือนปีไป เสียดายโอกาส เสียดายเวลาที่ผ่านมาและอนาคตที่จะเดินไปข้างหน้า ซึ่งทั้งหมด คืออนาคตของชาติ ผมอยากเห็นความเจริญก้าวหน้าของประเทศที่มาจากคนไทยที่มีคุณภาพ อยากเห็นการแก้ปัญหาเรื่องคน เรื่องงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเบ็ดเสร็จ อยากเห็นความยั่งยืนของการพัฒนาของระบบการศึกษาของชาติ เพื่อพัฒนาคนไทยทุกคน ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ขอเชิญ คุณศนิวาร บัวบาน ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แปลกแต่จริงค่ะท่านประธานดิฉันจําได้ว่าตอนที่ ดิฉันอภิปรายนโยบายเศรษฐาในปี ๒๕๖๖ เป็นช่วงน้ำท่วม ปีที่แล้วดิฉันอภิปรายนโยบาย รัฐบาลแพทองธารก็ช่วงน้ำท่วม มาปีนี้นึกไม่ถึงเลยท่านประธานดิฉันมาอภิปรายนโยบายรัฐบาล อนุทินก็เป็นช่วงน้ำท่วมอีก นี่ ๓ ปีเปลี่ยนมา ๓ รัฐบาลแล้ว ชีวิตพี่น้องประชาชนยังคงจมอยู่กับ วังวนน้ำท่วมอยู่ทุกปี แต่รัฐบาลนี้ดูจะเหนื่อยหนักหน่อย เพราะช่วงที่ท่านเข้ารับตําแหน่ง เป็นช่วงที่มีพายุเข้า ฝนตกชุกที่สุดในรอบปีโดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน คือ ณ ตอนนี้ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศจุน้ำแล้วมากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เกือบเต็มความจุของอ่างเก็บน้ำแล้ว แต่ก็ยังมีพายุหมุนเขตร้อนที่จ่อรอเข้าไทยอีก ๑ ลูก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกําลังแรงขึ้นส่งผลให้ไทยจะมีฝนตกเพิ่มขึ้น ในขณะที่ พื้นที่รับน้ำทั้งหลายกักเก็บน้ำจนแทบเต็มศักยภาพแล้ว การระบายน้ำเป็นไปได้ยากเพราะ น้ำทะเลหนุน คือหากยังไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือที่ดีก็จะมีโอกาสที่พื้นที่จะได้รับผลกระทบ สูงถึง ๑๑ ล้านไร่ คิดเป็นความเสียหายรวม ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือราว ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ประเทศเลยทีเดียว คือต้องบอกว่าจากการคาดการณ์ว่าจีดีพีประเทศไทยจะโตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แล้วก็ยังมีโอกาสติดลบจากภัยพิบัติอีกด้วยค่ะ รัฐบาลเองก็ตระหนักถึงภัยธรรมชาติเหล่านี้ดีค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีมาแถลงว่าจะเร่งติดตั้ง เครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง คือดิฉันไม่แน่ใจว่าเครื่องมือเตือนภัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีหมายถึงคืออะไร คือหอกระจายข่าว หรืออะไรเพราะว่าไม่ได้ระบุรายละเอียดนะคะ แต่ถ้าเกิดท่านจะสื่อถึงระบบเตือนภัย ล่วงหน้าน้ำหลาก ดินถล่ม หรือ Early Warning System ที่กรมทรัพยากรน้ำได้ดูแลอยู่แล้ว เท่าที่ดิฉันทราบคือตั้งแต่ปีงบประมาณปี ๒๕๔๘ จนถึงปี ๒๕๖๖ ทน. ได้ติดตั้งสถานีเตือนภัย ไปแล้ว ๒,๑๕๖ สถานี แล้วปี ๒๕๖๗ ก็ของบมาติดตั้งเพิ่มอีก ๑๑๙ สถานี แต่ปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๙ ไม่ได้มีการขอติดตั้งเพิ่ม นั่นก็หมายความว่าทางหน่วยงานได้ติดตั้งสถานีเตือนภัย ควรที่จะเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ แต่ทำไมท่านนายกรัฐมนตรีจึงบอกว่าจะมา เร่งติดตั้งตอนนี้ แล้วมันจะทันกับพายุที่จ่อรอเข้าไทยอยู่หรือคะ คือต้องบอกว่าสถานีเตือนภัย ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงเกือบทั่วทั้งประเทศแล้ว บางพื้นที่ก็ยังมีหลายสถานีของแต่ละหน่วยงาน อยู่ใกล้ ๆ กันอีก ปัญหาคือชุมชนท้องถิ่นยังขาดความรู้ Cell Broadcast ก็ส่งข้อความแบบ ยาวเหยียด คือประชาชนเขาอยากรู้แค่ว่าน้ำจะมาถึงเมื่อไร ท่วมสูงแค่ไหน มีเวลามากแค่ไหน ที่เขาจะเตรียมพร้อมรับมือ หรือว่าจะต้องถึงขั้นอพยพออกไปเลยไหม อพยพไปที่ไหน รัฐบาลจะต้องผลักดันเรื่องของการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติโดยมีชุมชนเป็นฐาน หรือ CBDRM ให้จริงจัง สร้างความตระหนัก ความเข้มแข็ง เปิดโอกาสให้ชุมชนได้เข้ามา มีส่วนร่วม ได้มีแผนของชุมชนเอง นอกจากรัฐบาลจะส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม ปัญญาประดิษฐ์แล้วท่านควรที่จะนำเอไอมาช่วยในระบบสนับสนุนการตัดสินใจหรือ DSS ด้วย การจัดการภัยพิบัติของไทยจะได้มีประสิทธิภาพเสียทีค่ะ
จากก่อนเกิดภัยมาหลังเกิดภัยค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงบอกว่าจะเยียวยา และฟื้นฟูให้ประชาชนผู้ประสบภัยโดยเร่งด่วน ขีดเส้นใต้คำว่า เร่งด่วน เยียวยาล่าช้านี่ไม่ใช่ เรื่องใหม่เลยค่ะ คือตั้งแต่ครั้งที่ท่านอนุทินดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ท่านเองก็ทราบดีค่ะว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาขั้นตอนการลงทะเบียน การยื่นเอกสารที่ยุ่งยาก กระบวนการตรวจสอบ การอนุมัติข้อมูลที่ซับซ้อน คือหน่วยงาน ก็ไม่เคยคิดจะแก้ระเบียบเสียทีนะคะ ต้องบอกว่าต่างประเทศเขาจะมีการคาดการณ์ล่วงหน้า ว่าถ้ามีโอกาสสูงที่จะเกิดกับภัยพิบัติเขาจะจ่ายเงิน Advance ให้ประชาชนได้นำเงินไปใช้ ในการเตรียมตัวรับมือก่อนที่ภัยจะเกิดขึ้น เกษตรกรก็สามารถนำเงินนั้นไปอพยพเคลื่อนย้าย สัตว์เลี้ยงในฟาร์มปศุสัตว์ หรือว่าเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรก่อนที่จะเสียหายไปมาก คือต้องบอกว่าประเทศไทยเราจะต้องปรับแนวคิดจากการตั้งรับเป็นการชิงทำล่วงหน้าได้แล้ว นอกจากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีมาแถลงอีกว่าจะบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายสวยหรูดูดีมากค่ะ แต่ท่านประธานทราบไหมคะว่ามากกว่า ๑ ใน ๓ ของงบประมาณด้านการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศทั้งหมดกระจุกอยู่ที่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ งบเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในภารกิจการจัดสรรน้ำและเพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ำ และพื้นที่ชลประทานเป็นรายจ่ายที่ดิน แล้วก็สิ่งก่อสร้าง ทั้ง ๆ ที่ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในไทยส่วนใหญ่มาจากการบริหารจัดการค่ะ คือแม้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะออกตัวก่อน เลยว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นผู้จัดทำงบประมาณปี ๒๕๖๙ นะ แต่ท่านก็มีส่วนร่วมในการ สนับสนุนงบประมาณด้วย และงบก็ได้ถูกจัดสรรไปแล้วแบบผิดฝาผิดตัว แบบนี้ท่านจะรื้องบ แผนบูรณาการน้ำใหม่ไหมคะ หรือว่าท่านมีแผนที่จะโอนย้ายเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหมคะ คือต้องบอกว่ารัฐบาลยังจมอยู่กับความคิดที่จะสร้างโครงสร้างแข็งขนาดใหญ่โดยไม่ได้ดู บริบทในพื้นที่เลย ขอสไลด์ขึ้นด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เวียงหนองหล่มนะคะ พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ในจังหวัดเชียงรายเป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่ล่มสลายจากโครงการพัฒนา แหล่งน้ำ ดิฉันและชุมชนในพื้นที่อยากเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีวิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร จะแก้ไขปัญหาจากมรดก คสช. ที่ทำไว้นี้อย่างไร จะทำอย่างไรที่จะเปลี่ยน Mindset ของหน่วยงานให้เข้าใจว่าการจัดการน้ำที่ยั่งยืนจะต้องอาศัยธรรมชาติเป็นฐานหรือ Nature Base Solution ท่านไปดูตัวอย่างได้ค่ะ มีหลายพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จแล้วในเรื่องนี้ ในรูปเป็นการจัดการ น้ำบนพื้นที่สูงของชุมชนกะเหรี่ยงจังหวัดเชียงราย จังหวัดเดียวกันเลยนะคะ หรือว่าอีกที่หนึ่ง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ห้วยแม่ปะยาง ที่จังหวัดแพร่ค่ะ นอกจากในเรื่องของ Adaptation หรือการตั้งรับปรับตัวที่ท่านมีนโยบายเรื่องนี้แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรียังมีนโยบายเรื่องของ Mitigation หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย บอกว่ารัฐบาลจะประกาศให้ไทย บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. ๒๕๙๓ คือจริง ๆ แล้วดิฉันเองก็เห็นด้วยว่าเป้าหมาย Net Zero ปัจจุบันของไทยล่าช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนไปค่อนข้างมาก ซึ่งมันส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศค่ะ แต่ท่านอย่าลืมนะคะ ว่ารัฐบาลชุดนี้มีเวลาแค่ ๔ เดือนไม่ใช่ ๔ ปี กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ สิ่งแวดล้อมก็ยังไม่ทันจะได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการขยับเป้าหมายเข้ามาใกล้ขึ้นเลยค่ะ ยิ่งถ้าท่านคิดจะไปประกาศปรับเป้าหมาย Net Zero ของไทย ให้ขยับมาเป็น ๒,๐๕๐ ที่ COP30 ที่ประเทศบราซิลที่จะมีขึ้นภายในสิ้นปีนี้แล้ว นั่นจะเป็นข้อผูกมัดให้กับรัฐบาลชุด ต่อไปทันทีค่ะ ดิฉันจึงขอให้ศึกษาอย่างรอบคอบ มี Roadmap ให้ชัดเจน แล้วก็ปล่อยเรื่องนี้ ให้เป็นรัฐบาลน่าจะทำดีกว่าค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นพรรคประชาชนเรามีข้อเสนอที่ทางรัฐบาล สามารถทำได้ใน ๔ เดือน เรื่องแรกในเรื่องของระบบเตือนภัย อย่างที่ดิฉันบอกค่ะ ประชาชน อยากรู้ว่าน้ำจะมาเวลาไหน สูงแค่ไหน เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรขยายแบบจำลองค่ะ จากที่ เคยพยากรณ์ภูมิอากาศ เช่นอุณหภูมิแล้วก็ปริมาณน้ำฝนมาเป็นพยากรณ์ระดับน้ำท่วม โดยใช้แบบจำลองการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน แบบจำลองความสูงแบบดิจิทัลหรือ DEM ในพื้นที่เสี่ยงสูงทั่วประเทศ ควรทำงานร่วมกันกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่เพื่อที่จะได้เลือกใช้ แบบจำลองที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ได้ จะได้แจ้งเตือนภัยได้ล่วงหน้าอย่างน้อย ๘-๑๐ ชั่วโมง ในเรื่องของการชดเชยเยียวยาก็เช่นกันค่ะ ควรเปลี่ยนแนวคิดจากการชดเชยเยียวยา จากที่ต้องให้เหตุการณ์ผ่านพ้นไปก่อน มาเป็นการจ่ายค่าเยียวยาทันทีที่ประสบเหตุ ตามที่ ผู้นำฝ่ายค้านเราได้เคยเสนอไปหลายต่อหลายครั้งแล้ว นอกจากนี้ยังควรนำภาพถ่าย ดาวเทียมมาใช้ในการตรวจสอบสถานการณ์ภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถประเมิน ตรวจสอบ แล้วก็จ่ายค่าเยียวยาได้อย่างรวดเร็วแล้วก็ทันท่วงทีด้วย เพื่อที่ผู้ประสบเหตุจะได้นำเงิน ดังกล่าวไปใช้ในการรับมือกับภัยพิบัติได้ ดิฉันเชื่อมั่นว่าข้อเสนอแนะเหล่านี้ รัฐบาลสามารถ ดำเนินการได้ภายใน ๔ เดือน เพราะหน่วยงานมีศักยภาพอยู่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีมา แถลงนโยบายวันนี้ ดิฉันก็หวังว่าจะสามารถป้องกันภัยพิบัติได้ตั้งแต่เมื่อวาน ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน
ต่อไปขอเชิญคุณวันนิวัติ สมบูรณ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้คือโอกาสของคนไทยที่จะต้องสูญเสียไป หากรัฐบาลไม่ใส่ใจ ไม่สานต่อและไม่จริงจังกับการปฏิรูปอาชีวศึกษาและภาคแรงงานครับ สถานการณ์แรงงานในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งจากเศรษฐกิจที่ชะลอ ตัวอย่างต่อเนื่อง จากความท้าทายด้านการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามา เปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน ผมขอยกตัวอย่าง EV ครับ ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แรงงานในการผลิต น้อยกว่าสันดาป ใช้อะไหล่น้อยลงถึง ๑๐ เท่า กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์อย่าง ชัดเจน การเข้ามาของเอไอและ Automation ที่กำลังเข้ามาทดแทนงานหลายอย่างที่เคย เป็นของมนุษย์ ความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำในภาคแรงงาน แรงงานกว่าครึ่งเป็นแรงงาน นอกระบบ รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าแรงงานในระบบถึง ๒ เท่า อีกทั้งในด้านผู้สูงวัย ในปี ๒๕๗๖ อีก ๘ ปีเท่านั้นประเทศไทยเราจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ระดับสุดยอด นั่นแปลว่าประชากรผู้สูงอายุแตะ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะกระทบต่อกำลัง แรงงานของคนในประเทศ และการเติบโตของประเทศในระยะยาว ที่กล่าวมานี้เพียงเพื่อ ต้องการจะกระตุ้นสามัญสำนึก มโนสำนึกของฝ่ายบริหารว่าถ้าเราไม่ลงทุนกับคนหรือ ทุนมนุษย์ในวันนี้แล้วอนาคตที่กำลังจะถึงเราอาจจะกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว ผมได้อ่านถ้อยแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีต้องบอกว่าผิดหวังจริง ๆ ครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาน้อยมาก ๆ ท่านกล่าวถึงเพียงสั้น ๆ ในหน้า ๖ และอีกส่วนหนึ่ง ก็คือหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ท่านกล่าวว่ารัฐบาลจะดำเนินการให้คนไทยทุกช่วงวัย ทุกกลุ่ม เข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างทั่วถึงเท่าเทียม แล้วจะผลักดันกฎหมายที่ว่าด้วยการศึกษา แห่งชาติเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมการเรียนรู้ เท่านี้ครับ คำแถลงของ ท่านนายกรัฐมนตรีคือกระจกสะท้อนตัวตนข้างในของรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างชัดที่สุด รัฐบาล ไม่ได้ให้น้ำหนัก ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาและแรงงานเท่าที่ควรและอย่างที่มันควรจะเป็น ประเทศไทยของเราทุกวันนี้มีนักเรียน นักศึกษาในระดับอาชีวศึกษาราว ๙๗๐,๐๐๐ คน หรือเป็น ๑ ใน ๓ ของนักเรียนชั้นมัธยมปลายทั้งหมด นี่คือทุนมนุษย์ที่สำคัญ แต่ทุกวันนี้ ยิ่งหลังจากได้ฟังคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีแล้วยิ่งชัดเจนว่าน้อง ๆ เหล่านี้ ถูกปล่อยให้เผชิญกับความไม่แน่นอน เรียนจบแล้วอาจจะหางานทำไม่ได้ หางานทำไม่ตรงสาย รายได้ต่ำ และอาจถูกแทนที่ด้วยแรงงานต่างชาติ ท่านจะปล่อยให้เป็นแบบนี้จริง ๆ หรือครับ ในเมื่อวันนี้รัฐบาลยังสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสไปเปิดดู แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC ในแผนระบุชัดเจนว่าภายใน ๕ ปีประเทศไทย ต้องการแรงงานทักษะเฉพาะกว่า ๕๖๐,๐๐๐ ตำแหน่ง และตำแหน่งเหล่านี้กว่าครึ่งจะเป็น ตำแหน่งที่มาจากสายอาชีวะล้วน ๆ ในขณะที่ BOI ประเมินความต้องการแรงงานว่าไทย ของเราต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงกว่า ๑ ล้านตำแหน่งในปี ค.ศ. ๒๐๒๕ ถึง ค.ศ. ๒๐๒๙ โดยเฉพาะในมิติของ EV ดิจิทัล โลจิสติกส์และชีวภาพ ผมพยายามมองหาโอกาสให้กับ รัฐบาลนี้ มองหาโอกาสให้กับประเทศ แต่ในทางกลับกันต้องมาเจอความจริงที่น่าเจ็บปวด รายงานจากการประเมินคุณภาพของสถานศึกษาของ สมศ. ชี้ให้เห็นว่าการประเมิน สถานศึกษาอาชีวะกว่า ๙๐๐ แห่งยังมีอีกหลายแห่งที่คุณภาพไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้วยซ้ำ และการพัฒนาอาชีวะไม่สามารถอาศัยการเรียนจากในห้องได้อย่างเดียว ต้องมีการเรียนย้ำ ซ้ำทวนให้เกิดทักษะ ท่านประธานครับ เยอรมนี ออสเตรเลีย และเดนมาร์ก ประเทศที่เจริญ แล้วหลายประเทศใช้ระบบทวิภาคี มีแนวโน้มที่จะทำให้อัตราการว่างงานในประเทศลดน้อยลง ในประเทศเกาหลีใต้เช่นเดียวกันมีการออกแบบหลักสูตรร่วมกันระหว่าง Meister School และสถานประกอบการ ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาถูกจ้างงานทันทีกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลก่อนหน้านี้โดยการนำของพรรคเพื่อไทย โดยท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ริเริ่มโครงการ VOC-UP ครับ ซึ่งเป็นการยกระดับทักษะของนักเรียนอาชีวศึกษา โครงการ VOC-UP นี้ไม่ใช่แค่ระบบ ทวิภาคีปกติครับท่านประธาน แต่เป็นการเชื่อมตรงกับสถานประกอบการที่เป็นอุตสาหกรรม เป้าหมายที่อยู่ใน BOI ทั้งเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การบินโลจิสติกส์และบริการมูลค่าสูง โครงการนี้จะเป็นสิ่ง Guarantee ว่าน้อง ๆ นักศึกษา อาชีวศึกษาที่จบออกมาแล้วได้เรียนรู้ทักษะ และได้ทำงานในสถานประกอบการจริง พรรคเพื่อไทยยินดีอย่างยิ่งถ้ารัฐบาลปัจจุบันนี้จะได้นำเอาโครงการ VOC-UP ไปสานต่อให้ เป็นมรรคเป็นผลเป็นประโยชน์กับประเทศครับ ท่านจะนำไป Claim หรือเปลี่ยนชื่ออย่างไร ก็ได้ ขอเพียงแต่ให้นโยบายนี้ตกถึงมือพี่น้องประชาชนและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศครับ แต่ก็ไม่เป็นอะไร ผมมองเห็นจากความตั้งใจที่ได้เขียนอยู่อย่างน้อยนิดจากถ้อยแถลงของ ท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว อาจจะเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายก็คงจะต้องกลับมาให้สภานี้ในรัฐบาลหน้า ดูแลต่อไป แต่ก็ยังหวังอยากเห็นความจริงจังของรัฐบาลนี้ แล้วก็นโยบายด้านการศึกษา ช่วยทำให้เป็นจริงด้วยครับ แต่ถ้าท่านทำไม่ได้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในสมัยหน้าจะขออนุญาต ทำต่อเองครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน จากพี่น้องชาวเมืองอยุธยาและบางบาล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเสียใจเป็นอย่างยิ่งครับ ที่คำแถลงนโยบายของท่านนั้นอ้อมไปอ้อมมา แต่ไม่เคยคิดที่จะพูดถึงปัญหาใหญ่ที่ตัว ท่านเองเป็นคนก่อไว้ ข่าวที่น่าสลดใจเหล่านี้ผมไม่รู้ว่ามันไม่เคยเข้าหูท่านหรือท่านไม่เคยคิด จะแก้ไขมัน ภูเก็ตเหม็นกลิ่นกัญชาคลุ้ง ทำนักท่องเที่ยวคุณภาพหาย จี้รัฐเร่งควบคุม เด็กชาย ๑๔ ปีติดกันฟันปู่สาหัส สุดท้ายฆ่าตัวตายหนีผิด ข่าวอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับกัญชา มันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา เราคงเห็นแล้วว่าหนึ่งในนโยบายที่ไร้ความ รับผิดชอบและลวงโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยคงหนีไม่พ้นนโยบายกัญชาเสรี ของอดีตผู้นำด้านสาธารณสุขไทยที่สื่อต่างประเทศขนานนามว่าราชันแห่งกัญชา จนในวันนี้ เขากำลังจะมาเป็นผู้นำฝ่ายบริหารของประเทศไทย ๓ ปีที่ผ่านมาหลังจากการปลดล็อก กัญชาออกจากยาเสพติดในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๕ ทุกส่วนของกัญชาถูกปลดออกจาก ยาเสพติด เหลือเพียงแต่สารสกัดจากกัญชาที่มีค่า THC มากกว่า ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่ รู้อยู่แล้วว่าตัวช่อดอกกัญชานั้นมีค่า THC มากกว่า ๐.๒ เปอร์เซ็นต์แทบจะทั้งนั้น ปัญหา ที่สำคัญคือการปล่อยให้กัญชาอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางกฎหมายมาโดยตลอด ๓ ปี เพราะกฎเกณฑ์ที่ออกมาตามหลังมันไม่สามารถที่จะบังคับใช้ได้จริง หรือแม้กระทั่งการออก ใบอนุญาตที่ออกมาก็ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย คือมันเป็นเพียงแค่มาตรการลวงโลก ที่ออกเพื่อแก้เก้อ แล้วมันสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับสังคมไทยครับ ความเสียหายนั้นผมขอเรียกมันว่าสภาพบังคับไม่มี ตรวจสอบ ควบคุมไม่ได้ จากประกาศ สาธารณสุขที่ออกตามหลังมาจากการปลดล็อกกัญชา ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๕ ได้มีการประกาศให้กลิ่นกัญชานั้นเป็นเหตุรำคาญแห่ง พ.ร.บ. สาธารณสุข ซึ่งหากเข้าไปดูในรายละเอียดของ พ.ร.บ. หากมีใครสูบกัญชาจนทำให้เกิดเหตุรำคาญนะครับ สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำได้ถูกกำหนดไว้เพียงแค่ให้ออกคำสั่งเป็นหนังสือ ออกประกาศแต่เพียง เท่านั้น คือหากเราเจอคนที่สูบกัญชาต่อหน้าเรา เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปจับได้เลยนะครับ แต่ต้องกลับมาพิมพ์เป็นหนังสือ ซึ่งมันเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง และไม่มี ขั้นตอน วิธีการที่ชัดเจน จนสุดท้ายครับสภาพบังคับใช้ของกฎหมายมันไม่เคยเกิดขึ้นจริง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดผมพาท่านประธานไปดูที่อยุธยาบ้านผมครับดีที่ตอนนี้ผมประสานงาน ทุกหน่วยงานจนสามารถปิดโรงปลูกกัญชาที่เป็นอาคารหลายชั้นและมีกัญชาอยู่ในนั้นกว่า ๒,๐๐๐ ต้น มีเครื่องคอมเพรสเซอร์แอร์เป่ากินกัญชาออกมาสู่ชุมชนทุกวัน แต่ที่แย่ที่สุดครับ คืออาคารนี้ตั้งอยู่กลาง ๑ โรงเรียน ๒ ศูนย์เด็กเล็กที่ชุมชนวัดป่าโค เมืองอยุธยาครับ แต่ที่ตลกร้ายครับคือใบอนุญาตขายกัญชานั้นมีอายุ ๓ ปีครับ จนตอนนี้เจ้าของโรงปลูก ดังกล่าวขนข้าวขนของ ขนกัญชาหนีไปแล้วครับ แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่สามารถที่จะ ยกเลิกใบอนุญาตขายกัญชาได้ เพราะไม่มีระเบียบที่รองรับจากกระทรวงสาธารณสุข ปัญหา ถัดมาคือการประกาศให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๕ โดยมาตรการในการห้ามขายกัญชาให้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี แต่สุดท้ายมันก็ ไม่สามารถปกป้องเด็ก ๆ จากกัญชาได้เลย หลักฐานจากสถิติของหน่วยงานสาธารณสุขเอง และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่ามีคนที่ต้องเข้ารับการบำบัด หลังจากเสพติดกัญชามากขึ้นครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนที่อายุต่ำกว่า ๑๕ ปี และอายุ ๑๕-๑๙ ปีต้องเข้าบำบัดหลังจากเสพติดกัญชามากขึ้น หลังจากมีการปลดล็อกกัญชาครับ ปัญหาต่อมาครับคือการขอใบอนุญาตกัญชา ซึ่งปัจจุบันนี้มีการขออนุญาต ๓ รูปแบบครับ คือใบอนุญาตในการขายหรือแปรรูป ใบอนุญาตส่งออกและใบอนุญาตวิจัยครับ แต่สิ่งที่ ขาดไปคือใบอนุญาตในการปลูกครับ เพราะว่าตอนนี้จะปลูกเท่าไรก็ได้ไม่ต้องขออนุญาตเลย ว่าง่าย ๆ ครับคือการได้ใบอนุญาตในการขายกัญชามา ๑ ใบท่านอาจจะมีหน้าร้านเล็ก ๆ มีเคาน์เตอร์เล็ก ๆ ท่านก็สามารถได้ใบอนุญาตในการขายแล้ว แต่ข้างหลังร้านท่านอาจจะ ปลูกเป็น ๑๐ ไร่ ปลูกเป็น ๑๐๐ ไร่ หรือมีครอบครองกัญชาไว้เป็น ๑๐๐ กิโลกรัม เป็น ๑,๐๐๐ กิโลกรัม ท่านก็สามารถทำได้โดยไม่มีการตรวจสอบอะไรเลยครับ แต่นั่นทำให้ เราไม่รู้นะครับว่ามีกัญชาอยู่ในระบบเท่าไรและมีกัญชาอยู่นอกระบบอีกเท่าไร ซึ่งนี่เป็นความ เสียหายในระดับโลกครับ เพราะช่องว่างนี้ครับมันทำให้ทุนต่างชาติ ทุนสีเทาหรืออาชญากร ข้ามชาติมาทำธุรกิจกัญชาในไทยกันเต็มไปหมดครับ จนตอนนี้ไทยเราแทบจะเป็นแหล่ง ลักลอบส่งออกยาเสพติดของโลกไปแล้ว ตามหลักฐานชัดเจนเลยนี่คือการลักลอบส่งออก กัญชาไปยังอังกฤษครับ มีการพบว่าเกิดการว่าจ้างผ่านระบบออนไลน์โดยกลุ่มอาชญากร ข้ามชาติที่เสนอให้คนมาเที่ยวที่ประเทศไทยฟรี ๆ ออกค่าเดินทางให้เลย ออกค่าที่พักให้เลย มีเงินติดตัวให้ด้วย แต่มีข้อแลกเปลี่ยนครับคือคุณต้องขนกัญชากลับสู่ประเทศอังกฤษด้วย ด้วยกระเป๋าเดินทาง ๒๓ กิโลกรัมที่สามารถถือขึ้นเครื่องได้ แล้วยังมีการบอกอีกนะครับว่า การทำแบบนี้มีการทำมาแล้วกว่า ๑๘ เดือนที่ผ่านมา แน่นอนครับว่าการทำแบบนี้มันทำกัน อย่างเป็นกระบวนการของกลุ่มอาชญากรขนส่งยาเสพติดข้ามชาติ เพราะกัญชาพอไปถึงที่ อังกฤษมันกลายเป็นยาเสพติดทันที อีกหลักฐานที่สำคัญคือสถิติการจับกุมโดยกรมศุลกากร ของไทยนี่ละครับมีการจับกุมการลักลอบส่งออกกัญชาทางเครื่องบิน ปี ๒๕๖๗ จับได้ ๗๐๐ กิโลกรัม แต่ในปี ๒๕๖๘ นี้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม จับได้กว่า ๗,๐๐๐ กิโลกรัม เพิ่มมา ๑๐ เท่า นี่แค่ช่วงต้นปีนะครับ จนหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรม แห่งชาติของอังกฤษ หรือ NCA ต้องส่งจดหมายมาเตือนทางการของไทยครับ และนี่ไม่ใช่ เพียงแค่ประเทศอังกฤษนะครับแต่ยังมีอีกหลายประเทศที่มีข้อมูลว่ากัญชาที่ลักลอบเข้ามา ในประเทศเขามันมีที่มาที่ไปมาจากประเทศไทย จนเขาต้องประกาศเตือนครับว่าหากมีการ คนกัญชาเข้าประเทศเขานี่มันผิดกฎหมาย ติดคุกหัวโต อายกันไหมครับ แบบนี้มันเป็นการ ทำให้ประเทศไทยเรากำลังจะกลายเป็นแหล่งลักลอบส่งออกกัญชาแห่งโลกใบนี้ได้เลยครับ นี่มันอาณาจักรของราชันแห่งกัญชาชัด ๆ นี่คือเรื่องที่เสียหายมากครับ และความเสียหายยัง ไม่จบแค่นั้น เพราะจำนวนกัญชาที่อยู่นอกระบบมันยังถูกขายออกไปอย่างไร้การควบคุม บนโลกออนไลน์ ทุก Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ X หรือว่า LINE เราจะ เจอการขายออนไลน์ของกัญชานั้นทั้งหมดครับ อย่างในภาพนี่ข้อความเสนอขายกัญชา พันธุ์ Exotic Buds กลิ่นชัด ติดคอ โปรซื้อ ๒ แถม ๑ ลูกค้าใหม่ซื้อ ๑ แถม ๑ นี่ครับ ดังนั้นแม้จะมีการแก้เก้อแบบลวงโลกว่าออกประกาศให้ กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมแล้ว ห้ามขายออนไลน์ก็แล้ว แต่เวลามันพิสูจน์แล้วครับว่า ระเบียบใบอนุญาตที่ท่านออกมานั้นมันทำเพียงเพื่อตรวจเอกสารแล้วก็ผ่านไป แต่มันไม่เน้น การตรวจสอบที่เข้มข้น มันจึงไม่สามารถที่จะควบคุมอะไรได้เลย แม้ที่ผ่านมาอดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนก่อนจากพรรคเพื่อไทย จะมีการออกประกาศใหม่ที่ จะทำให้การซื้อการขายกัญชานั้นจะต้องมีบุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายยา หรือผู้ที่จะ ซื้อกัญชาต้องมีใบรับรองแพทย์ ซึ่งผมย้ำว่าเรื่องนี้ผมเห็นด้วยและเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หากเรา จะทำกัญชาการแพทย์จริง ๆ แต่มาตรการนี้เพียงอย่างเดียวมันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะมันยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาอย่างอื่นได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลิ่นกัญชาตาม ชุมชน หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการจัดทำฐานข้อมูลของผู้ใช้กัญชา ผู้ขาย กัญชาว่ามีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ มีใบจ่ายยาถูกต้อง มีใบรับรองแพทย์ถูกต้องหรือไม่ รวมไปถึงฐานข้อมูลที่จะแสดงว่ามีการเก็บหรือมีการ Stock กัญชาไว้ในร้านค้าหรือฟาร์ม เท่าไร ปัญหาเหล่านี้มันยังไม่ได้ถูกแก้ไข ผมจึงต้องถามว่านายกรัฐมนตรีหนู ท่านเอาอย่างไร กับความเสียหายของระบบสาธารณสุขที่ท่านก่อเอาไว้ นโยบายทางการแพทย์ กัญชา การแพทย์ที่ท่านพูดอย่างแต่ทำอีกอย่าง นโยบายที่ท่านพูดกัญชาการแพทย์แล้วทำกัญชาเสรี ราชันแห่งกัญชาท่านเอาอย่างไรครับ ท่านเขียนไว้สั้น ๆ ไว้ในคําแถลงนโยบายว่าจะพัฒนา บริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพควบคู่กับการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและแพทย์แผนไทย การส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดี แล้วคนไทยทุกคนจะมีสุขภาพกายและจิตใจที่ดีได้อย่างไร หากยังมีกัญชาที่ควบคุมไม่ได้ กระทบต่อคนที่ไม่ต้องการมัน กระทบต่อครอบครัวที่มีเด็ก แต่ต้องอยู่ในสังคมที่มีร้านกัญชา อยู่ใกล้ ๆ บ้าน ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีหนูมีทางเลือกอยู่ไม่มาก ผมขอให้ใช้เวลา ๔ เดือนนี้ในการแก้ปัญหากัญชาของสังคมไทยโดยด่วนครับ
ข้อเสนอข้อแรกซึ่งเป็นข้อเสนอที่สำคัญที่สุด หากท่านทำแบบนี้ได้จะเป็น จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหากัญชาในสังคมไทย ท่านนายกรัฐมนตรีหนูครับ ท่านจําเป็นที่ จะต้องดึงกัญชากลับมาเป็นยาเสพติดครับ หากท่านดึงกัญชากลับมาเป็นยาเสพติดได้จะทำ ให้กฎหมายเกิดสภาพบังคับได้จริง และสามารถทำกัญชาทางการแพทย์ได้ด้วย เนื่องจาก กัญชาจะกลายเป็นมี ๒ สถานะ คือหากว่าท่านได้ขออนุญาตในการขายกัญชาอย่างถูกต้อง ตามกฎหมายและจ่ายกัญชาให้กับผู้ที่มีใบรับรองแพทย์ กัญชานั้นจะกลายเป็นสมุนไพร ควบคุม แต่หากว่ากัญชาที่ไม่ได้รับใบอนุญาตมันจะกลายเป็นยาเสพติด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะสามารถเข้าใช้กฎหมายและเข้าจับกุมได้ มันเหมือนกับมอร์ฟีนที่หากใช้ในโรงพยาบาล และมีแพทย์รับรองก็สามารถใช้ได้ แต่ถ้าใช้ข้างนอกมันจะกลายเป็นยาเสพติด มากไปกว่านั้น ประเทศไทยยังคงเป็นไปตามอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดปี ๑๙๖๑ หรือข้อตกลงระหว่าง ประเทศที่มีกว่า ๑๘๐ ประเทศที่สัญญาร่วมกัน โดยใจความสำคัญได้มีการกําหนดให้ต้องมี หน่วยงานเฉพาะในการควบคุมกัญชาและเป็นหน่วยงานรัฐ เพื่อให้มีการขออนุญาตปลูก ขออนุญาตขาย ขออนุญาตแปรรูป ขออนุญาตส่งออกหรือวิจัย เพื่อที่จะดูแลมาตรฐานของ กัญชาบ้านเราให้มีคุณภาพเพื่อผลิตเป็นยาหรือส่งออกแปรรูปต่อไปได้ นี่จึงเป็นข้อเสนอ สำคัญที่ท่านสามารถแก้ไขปัญหา ๓ ปีที่ท่านก่อไว้ได้ภายในเพียงไม่กี่วันครับ
นั่นจึงนํามาสู่ข้อเสนอข้อที่ ๒ ผมขอเสนอให้ท่านใช้เวลา ๔ เดือนนี้ในการ ดัน พ.ร.บ. กัญชากัญชงร่วมกัน ซึ่งคนที่เสนอกฎหมายนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คุณอนุทินนี่ละครับ แล้วเรามาร่วมกันในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งมีเพียง ๔๐ กว่ามาตราเท่านั้น เพื่อให้ร่าง พ.ร.บ. กัญชากัญชงนี้เป็นร่างที่ดีที่สุดสำหรับพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนไข้ คุณหมอ กลุ่มครอบครัว หรือพี่น้องเกษตรกร แม้นี่จะไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะผมไม่เคย ไว้วางใจคุณอนุทินแม้แต่วินาทีเดียว แต่ผมขอเถอะครับ ขอให้ใช้เวลา ๔ เดือนนี้เพื่อแก้ปัญหาความเสียหายอันยับเยิน และเป็น ตราบาปของท่านที่ท่านสร้างไว้กับระบบสาธารณสุขไทยกว่า ๓ ปีที่ผ่านมา เพราะนี่จะไม่ใช่ แค่การดึงเอากัญชากลับมาเป็นยาเสพติด แต่นี่คือการดึงเอาความปลอดภัยต่อผู้ที่ไม่ใช้กัญชา กลับมาครับ ดึงเอาสุขภาพจิตและพัฒนาการของเด็ก ๆ กลับมา ดึงเอาความเป็นรัฐบาลที่ ต้องดูแลคนทุกคนปกป้องประชาชนที่ไม่ต้องการกัญชา แต่ในขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ ใช้กัญชาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเพื่อในทางการแพทย์กลับคืนสู่สังคมไทยครับ ราชันแห่งกัญชาท่านมีเวลาตัดสินใจ แต่ก่อนที่ท่านจะออกจากห้องประชุมนี้ไปท่านต้องตอบ ให้ได้ว่ากัญชาคือยาเสพติดหรือไม่ ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ เวลา ๐๒.๐๗ นาฬิกา ผมขอพักการประชุม พรุ่งนี้ประชุมเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ขอบคุณครับ
พักประชุมเวลา ๐๒.๐๖ นาฬิกา
ของวันอังคารที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๘