สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ วิพากษ์วิจารณ์นโยบายการคมนาคมของรัฐบาลที่ขาดความชัดเจน โดยเฉพาะการลดค่าโดยสารขนส่งสาธารณะที่มีท่าทีขัดแย้งในรัฐบาลเอง พร้อมเรียกร้องให้มีแนวทางที่เป็นระบบ ชัดเจน และยั่งยืน ทั้งในด้านการคำนวณค่าโดยสารร่วม การเชื่อมต่อระบบขนส่ง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นย้ำให้รัฐบาลเร่งตัดสินใจแก้ปัญหาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินอย่างรอบด้าน คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศมากกว่าเอกชน และพิจารณาข้อสังเกตของอัยการสูงสุดเพื่อหลีกเลี่ยงภาระทางการคลังในอนาคต พร้อมเสนอให้รับฟังแนวทางจากพรรคประชาชนเพื่อร่วมกันหาทางออกที่ยั่งยืนต่อประเทศ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายสมุดปกน้ำเงิน นโยบายอนุทินในด้านการคมนาคม คำเตือน สมุดปกน้ำเงินเล่มนี้ลอยมาก แต่ขอแค่ ๔ เดือนนี้ อย่าล้มเหลวแบบรัฐบาลก่อน เริ่มจากทำไมผมถึงบอกว่านโยบายลอยมากในด้านการคมนาคม เพราะมีการกล่าวถึงแบบลอย ๆ เพียง ๓ จุด บอกว่าจะลดรายจ่ายค่าโดยสาร ค่าผ่านทาง ลดเท่าไร ระบบไหน สายไหนบ้างก็ไม่ระบุ แล้วก็ต้องถามด้วยว่าที่บอกว่าจะลดค่าผ่านทาง จะลดจริงหรือจะแลกด้วยการขยายสัมปทาน เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีออกมาชี้แจงให้ชัด ๆ ด้วยว่าจะหลอกลวงประชาชนแบบรัฐบาลก่อนอีกหรือไม่ที่โฆษณาว่าจะลดค่าทางด่วน ให้เหลือ ๕๐ บาทตลอดทาง แต่เนื้อแท้คือจะหาเรื่องขยายสัมปทานแบบข้ามศตวรรษ รายละเอียดไปย้อมชมกันได้ใน Due แรกประเทศเรื่องการขยายสัมปทานทางด่วนที่ผม อภิปรายไม่ไว้วางใจไปเมื่อ ๒๔ มีนาคม ข้อ ๒ เขียนแค่ว่าจะส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ ยานยนต์ไฟฟ้า และระบบขนส่งสาธารณะ ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทไหน รถยนต์ส่วนตัว รถมอเตอร์ไซค์ รถเมล์ ส่งเสริมอย่างไร สนับสนุนเท่าไร ก็ไม่มีบอก สุดท้ายข้อ ๓ บอกเพียงว่า รัฐบาลนี้จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคให้รองรับการพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมกับโครงการขนาดใหญ่ ไม่ได้ผิดอะไร แต่นี่มันแค่เขียนตาม Requirement ของรัฐธรรมนูญแล้วก็ยุทธศาสตร์ชาติให้ผ่าน ๆ ไป เนื่องจากนโยบายล่องลอยมากไม่ค่อยมีสาระผมเลยต้องเป็นค้นจากข่าวว่าตกลงแล้ว แผนที่จะทำคืออะไร ในประเด็นใหญ่ ๆ อย่างเรื่องค่าโดยสารที่เคยเป็นนโยบายเรือธง ของรัฐบาลก่อน ๙ กันยายน อนุทินบอกเบรกรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย เน้นย้ำ ความจำเป็นในการรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนจะมาถูกทาง แต่ ๑๖ กันยายน รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับบอกว่ารถไฟฟ้า ๔๐ บาทตลอดวัน นี่มัน อะไรเอาอย่างไรแน่ เพราะหากจะทำ ๔๐ บาทตลอดวันมันก็ไม่ต่างอะไรจาก ๒๐ บาทตลอด สายเพียงเปลี่ยนชื่อเป็นเรียกว่าตั๋ว Buffet ล่าสุด ๒๖ กันยายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมเลยฉีกไปเล่นเรื่องรถเมล์บอกว่าจะทำ ๘ บาทตลอดสายให้ใช้งานได้จริงภายในปีนี้ สรุปแล้วพรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำหรือพูดไปเรื่อย คนนั้นพูดอย่าง คนนี้พูดอย่าง ตกลง รัฐบาลใหม่จะเอาอย่างไรแน่กับเรื่องค่าโดยสาร รถไฟฟ้าจะคิดราคาเท่าไร รถเมล์จะคิดเท่าไร เอาให้ชัด จะปะผุเป็นชิ้น ๆ แล้วลด แลก แจก แถมไปเรื่อยแบบนี้หรือครับ มันก็ย้อนแย้งกับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศไว้ว่าจะรักษาวินัยการเงินการคลังสิครับ แม้ยังไม่ทราบว่า พรรค ภูมิใจไทยจะเอาอย่างไรแน่เรื่องค่าโดยสาร แต่ที่จบแน่คือนโยบาย ๒๐ บาท ท่านพิพัฒน์พูดชัดเมื่อ ๒๕ กันยายน ว่าจะพิจารณาจัดทำมาตรการลดค่าครองชีพประชาชน ในรูปแบบ Package การเดินทางไม่เพียงรถไฟฟ้าเท่านั้น ส่วนจะเป็นอัตราในราคาเท่าไร ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมก่อน นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนในต่างจังหวัด เพราะดำเนินการเฉพาะส่วนของรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ นี่ท่านรัฐมนตรีบอกนะครับ ดังนั้นชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลนี้พอกันทีกับ ๒๐ บาท ท่านพิพัฒน์ พูดมาขนาดนี้แล้วอย่ากลืนน้ำลายตัวเอง เพราะรองหัวหน้าพรรคยังประกาศไปทั่วเลยว่า จะทำ ๔๐ บาทตลอดวัน ซึ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรจาก ๒๐ บาทตลอดสาย ท่านประธานครับ แม้ว่า หลายครั้งเราจะเห็นการตั้งราคาค่าโดยสารมาอย่างไร้ฐานคิด แล้วปะผุแก้โน่นเติมนี่โยกนี่ไปมา แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ๒๐ บาทตลอดสายคือนโยบายเรือธงของรัฐบาลก่อนที่เรียกร้อง ความสนใจได้อย่างกว้างขวาง แต่ก็ล้มเหลวไปแล้ว จบไปแล้ว คำถามสำคัญคือรัฐบาลนี้ใน เมื่อชัดเจนแล้วว่าจะไม่ทำ ๒๐ บาท แล้วจะมีอะไรมาทดแทน จากข่าวที่ผมได้นำมาแสดงท่านประธานก็คงเห็นแล้วว่ารัฐบาลนี้ยังคิดอยู่ ยังไม่รู้จะแก้ปัญหา อย่างไร หรือหากรู้แล้วท่านก็ชี้แจงมาไม่ชัดนะครับ คิดได้ ใช้เวลาไตร่ตรองได้ แต่อย่าหาทำ แบบฉาบฉวยแล้วล้มเหลวอีก สิ่งที่ค้างมาจากรัฐบาลที่แล้วมันไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ. ตั๋วร่วม เพราะต้องใช้บัตรหลายใบ และกำหนดราคา ๒๐ บาทมาอย่างไร้ฐานคิด ระหว่างที่ท่านกำลัง คิด ผมจึงขอฝากข้อเสนอจากพรรคประชาชนไปให้ท่านพิจารณา ดีไม่ดีอย่างไร เรามา ถกเถียงกันได้เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับคนทั้งประเทศ ผมเชื่อว่าการลดค่าโดยสารให้กับ ขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด รัฐอุดหนุนได้ แต่ต้องคิดด้วยว่าเท่าไร จึงเหมาะสม และควรดำเนินการอย่างไรให้ยั่งยืน ไม่ใช่ลดเป็นรายปีแล้ววิ่งหาเงินมาอุด แล้วก็ต้องไม่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนอย่างน่าเกลียดด้วย Induce Demand คนกรุงเทพฯ เดือดร้อนจริงครับ มีปัญหาค่าโดยสารแพงจริงครับ สาเหตุหลักมาจากการคิดน้อยของ รัฐบาลในอดีตที่เอาผู้ประกอบการเป็นตัวตั้ง คิดราคาเป็นสาย ๆ ก่อให้เกิดปัญหาค่าแรกเข้า ซ้ำซ้อน ทำให้ค่าโดยสารรวมแพงมาก ย้ำนะครับว่าปัญหาหลักมันอยู่ตรงนี้ มีคนที่จำเป็นต้อง เดินทางหลายสายหลายต่อ แต่ถูกคิดราคาอย่างไม่เป็นธรรมจากการคิดราคาแบบปะผุเป็น ท่อน ๆ หากคิดจะแก้ควรแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ต้องคิดโครงสร้างราคา ร่วมกัน ไม่ใช่ปะผุด้วยการลดราคาเป็นสาย ๆ ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างท่านควรทำ ความเข้าใจกับ ๒ คำนี้ให้ดี ตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม เพราะมีนัยสำคัญยิ่งตาม พ.ร.บ. ตั๋วร่วมฉบับใหม่ที่สภาผู้แทนราษฎรโดยทุกพรรคการเมืองได้ลงมติผ่านร่วมกันไปอย่าง เอกฉันท์เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม และ ณ ตอนนี้กำลังพิจารณากันอยู่ในชั้นวุฒิสภา ซึ่งเท่าที่ ติดตามไม่ว่า สว. สีใดก็ไม่ได้ขวาง จึงน่าจะผ่านออกมาประกาศใช้ได้ในเดือนสองเดือนนี้ ๒ คำที่ท่านต้องทำความเข้าใจก็คือ ๑. ตั๋วร่วม หรือ Common Ticket มันมีไว้เพื่อ อำนวยความสะดวก คือถือบัตรใบเดียวจะใช้กับ BTS หรือ BEM ก็ได้ ๒. ค่าโดยสารร่วม หรือ Common Fair มีไว้เพื่อลดราคาคือป้องกันปัญหาค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนในการเดินทาง ข้ามสายหรือข้ามเจ้าของ ดังนั้นตั๋วร่วมไม่เท่ากับค่าโดยสารร่วม แต่ก่อนจะมีค่าโดยสารร่วมได้ ต้องมีตัวร่วมให้ได้ก่อนจึงจะสามารถ Track ได้ว่าท่านประธานไปแตะเข้าแตะออกสายสีเขียว แล้วก็ไปแตะเข้าแตะออกสายสีน้ำเงินโดยมีกลไก Clearinghouse หลังบ้านนะครับ Clear เงินส่วนต่างในการลดราคาข้ามสายข้ามเจ้าของให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ย้ำนะครับว่า พ.ร.บ. ตั๋วร่วมที่เขียนไว้ก็คือบัตรใบเดียว มาตรา ๓ แสดงนิยามที่เห็นพ้องต้องกันไปแล้ว แปลไทยเป็นไทยง่าย ๆ ก็คือบัตรอะไรสักอย่างที่ขึ้นรถไฟฟ้าได้หลากสี ขึ้นรถเมล์ได้ หลายสาย ขึ้นเรือหรือระบบอื่น ๆ ที่มี Reader ตามมาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบ รู้ตั๋วร่วมที่คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมกำหนด โดยคณะกรรมการที่ว่านี้ก็มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน ท่านพิพัฒน์จึงควรทำความเข้าใจว่าตั๋วร่วม คือบัตรใบเดียว ไม่ใช่บัตรแบบที่รัฐบาลก่อนเปิดให้ลงทะเบียนกัน บัตรใบเดียวขึ้นรถไฟฟ้า ได้ทุกสาย ขึ้นรถเมล์ได้หลายต่อ ใช้กับเรือหรือระบบโดยสารอื่นที่เข้าร่วมก็ได้ ทั้งล้อ ราง เรือ
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญใน พ.ร.บ. ตั๋วร่วมที่ทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันไปแล้ว ก็คือค่าโดยสารร่วม ซึ่งตามกฎหมายจะตั้งราคามามั่ว ๆ ไม่ได้นะครับ ค่าโดยสารร่วมต้องคิด เรื่องการเชื่อมต่อต่างรูปแบบการเดินทางเชื่อมระหว่างรถไฟฟ้ากับรถเมล์ หรือระหว่าง ผู้ให้บริการขนส่งที่ต่างรายกัน อย่างเช่นว่า BTS กับ BEM โดยคำนวณอัตราค่าโดยสารจาก จุดต้นทางไปยังจุดปลายทาง นี่ข้อความตาม พ.ร.บ. เลยนะครับ ไม่ใช่แค่จากสถานีรถไฟฟ้าหนึ่ง ไปอีกสถานีหนึ่ง เรื่องการอุดหนุนค่าโดยสารทำได้ แต่ต้องทำอย่างนี้มีฐานคิด คือต้องคำนึงถึง ความได้สัดส่วนและสมดุลระหว่างการอุดหนุนไปในแต่ละระบบ คือสัดส่วนเงินที่จะอุดหนุน ไปในระบบรถไฟฟ้ากับในระบบรถเมล์ แล้วก็ต้องคิดถึงการอุดหนุนไปในแต่ละพื้นที่ด้วย คือการอุดหนุนไปในกรุงเทพฯ กับในต่างจังหวัด ไม่ได้แปลว่าหารเท่า แต่ต้องมีทิศทางในการ ปรับเปลี่ยนที่ชัดเจนในแต่ละปีว่าจะปรับไปในทิศทางใดให้มันได้สัดส่วนและสมดุล
-๑๗๒/๑ ภาพนี้สำคัญนะครับ ท่านต้องเข้าใจว่าในบริบทของ กทม. ด้วยสภาพผังเมืองและ การเจริญเติบโตแบบกระจัดกระจายไปแล้ว เราต้องคิดให้ระบบรถเมล์ทำงานร่วมกับ ระบบ รถไฟฟ้าผนึกร่างเป็นระบบขนส่งสาธารณะแล้วคิดค่าโดยสารร่วมกัน จะอุดหนุนแต่ระบบ รถไฟฟ้าแล้วละเลยระบบรถเมล์ไม่ได้ อันที่จริงระบบรถเมล์ควรได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า ระบบรถไฟฟ้าด้วยซ้ำเพราะฐานผู้ใช้มีรายได้น้อยกว่ามาก ข้อเสนอของพรรคประชาชนก็คือ ค่าโดยสารร่วม ๘-๔๕ บาทตลอดทาง ขึ้นรถไฟฟ้ากี่สายแถมด้วยรถเมล์อีกกี่ต่อยอดรวม ก็ไม่เกิน ๔๕ บาทคิดจากจุดต้นทางไปยังจุดปลายทางไม่ใช่แค่จากสถานีรถไฟฟ้าไปอีกสถานี เพราะกว่าจะถึงสถานีรถไฟฟ้าลำบากมาก แพงมาก เราต้องปรับเส้นทางรถเมล์ให้สั้นลง แต่ถี่ขึ้นเพื่อมา Feed คนเข้าระบบรถไฟฟ้าแล้วคิดราคาร่วมกัน ผมฝาก QR Code ไว้ในภาพ เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีรับไปพิจารณาในรายละเอียดนะครับ ๔ เดือนนี้สำคัญนะครับ รัฐบาลอย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ และอย่าทำอะไรที่นำสังคมไปผิดทางด้วย การลดแลกแจกแถมไปเรื่อย หันมาเดินหน้าตาม พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ท่านพิพัฒน์ต้องลุกขึ้นมา ตอบ ๓ คำถามนี้ให้ชัดเจนนะครับ ๑. ภายใน ๔ เดือนนี้กฎหมายลูกตาม พ.ร.บ. ตั๋วร่วม จะจบไหม ๒. ท่านจะประกาศค่าโดยสารร่วมเป็นเท่าไร หรือเมื่อไรจะประกาศหากท่านยัง ไม่ได้คิด และ ๓. เดือนไหนตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมจะใช้งานได้จริง อีก ๑ เรื่องใหญ่นะครับ ที่รัฐบาลใหม่ควรเร่งตัดสินใจให้จบได้ภายใน ๔ เดือนหากรัฐบาลกล้าตัดสินใจว่าจะไปต่อ หรือพอแค่นี้ แทนที่จะหมักหมมปัญหาไว้แบบรัฐบาลก่อน ๆ นั่นคือโครงการรถไฟความเร็ว สูงเชื่อม ๓ สนามบินที่เซ็นกันไป ๖ ปีแต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เริ่มสร้างจริง รัฐบาลที่แล้ว ก็ปากแจ๋ว ประกาศกลางสภาเมื่อวันที่ ๓ เมษายน บอกว่าจะไม่เลื่อน ไม่แก้ จะรักษา ผลประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน แต่พอเวลาผ่านไปแล้วอย่างไร เลื่อนไปเรื่อย จนทุกวันนี้ ก็ยังเลื่อนอยู่ เลื่อนเพื่อแก้ กำลังแก้สัญญากันอยู่ คือเกรงใจนายทุน ไม่กล้าบังคับใช้เงื่อนไข ในสัญญาที่เซ็นกันมานานแล้ว ไม่มีใครกล้าออก NTP ให้เอกชนเริ่มงาน แล้วก็ไม่กล้าเอาผิด ตามสัญญาด้วยแต่เลือกที่จะช่วย ๆ กันไปโดยใช้กลไก BOI ถ่วงเวลาไว้ตามที่ผมเคยอภิปราย ไม่ไว้วางใจไปเมื่อ ๒๔ มีนาคม นี่ให้ QR Code ไว้นะครับไปย้อนชมกันได้ ณ ตอนนี้ มันจบแล้วครับนาย กลเกม BOI ยื้อเวลาไม่ได้อีกแล้ว เปลี่ยนรัฐมนตรีใหม่ก็หวังว่าจะกล้า ตัดสินใจโดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เอาประโยชน์จากนายทุนเป็น ตัวตั้ง ภาพรวมของโครงการและการแบ่งบทบาทในสัญญามันชัดเจนไปนานแล้ว มันเป็น สัญญาประเภท PPP Net Cost แปลว่าเอกชนต้องรับความเสี่ยง ถามว่าทำไมเอกชน ต้องยอมรับความเสี่ยง ก็เพราะรัฐประเคนผลประโยชน์ที่มากพอให้ไปแล้ว มีทั้งเงินร่วมทุน ๑๔๙,๖๕๐ ล้านบาท แถมด้วยที่ดินมักกะสัน ๑๔๑ ไร่ ศรีราชาอีก ๒๕ ไร่ โดยให้สร้าง ๕ ปี แล้วหากินต่อไปยาว ๆ ๔๕ ปี เซ็นกันไปแล้ว Deal จบไปนานแล้วจะมาแก้อะไร แต่ก็นะ เอกชนต้องการผลประโยชน์เพิ่ม อ้างเหตุเภทภัยทั้งโควิด สงครามยูเครน ซึ่งก็โดนกันหมด ทั้งประเทศนี่ละครับ แต่เอกชนเจ้านี้จะมาขอให้รัฐแก้สัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์เพิ่มเติมให้ พวกเขา รัฐบาลที่แล้วตอนแรก ๆ ก็ปากแจ๋ว แต่แล้วเป็นอย่างไร จากไม่เลื่อน ไม่แก้ ตอนนี้ กำลังเลื่อนเพื่อแก้ สถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลที่แล้วได้ส่งร่างสัญญาในการแก้ไขฉบับลง วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๘ ไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจ ซึ่งตรวจเสร็จแล้วนะครับ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๘ ตามหนังสือ อส ๐๐๖๑๓๘๑๘ เดี๋ยวผมจะไปยื่นให้ ท่านพิพัฒน์เลยครับ เพราะท่านต้องอ่าน อ่านด้วยตัวเองแล้วใช้วิจารณญาณพิจารณาว่า อัยการสูงสุดอยากให้แก้หรือไม่อยากให้แก้ สำหรับผมนะครับมันชัดเจนครับอัยการก็คง ไม่เห็นด้วยที่จะแก้สัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์เพิ่มเติมให้เอกชนอย่างที่ทำกันมาในรัฐบาลก่อน ข้อเท็จจริงก็คือมีข้อสังเกตมากเป็นพิเศษ มากถึง ๑๘ ข้อ มาดูตัวอย่างกันครับ ข้อสังเกตที่ ๑ อัยการบอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขในหลักการส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณ หรือภาระทางการคลังในอนาคต ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ คือมีการ เปลี่ยนแปลงใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการเปลี่ยนงวดเงินอย่างมีนัยสำคัญเลย ต้องให้ ครม. ใหม่มาอนุมัติใหม่ ครม. ใหม่จะเอาอย่างไรครับ ท่านต้องกล้าตัดสินใจใน ๔ เดือนนะครับ ข้อสังเกตที่ ๖ อัยการบอกว่าการแก้สัญญาครั้งนี้ถือเป็นการแก้ไขที่อาจทำให้รัฐต้องรับภาระ ในการจ่ายค่าชดเชยให้เอกชนคู่สัญญาเพิ่มขึ้นกว่าที่กำหนดไว้เดิม แล้วก็บอกอีกว่าอาจเป็น การแก้ไขสัญญาที่เกินกว่าหลักการแก้ไขปัญหาของโครงการ คือรัฐบาลก่อนจงใจแก้สัญญา เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนมากเกินไป ข้อสังเกต ๗.๒ อัยการบอกว่าการแก้สัญญาอาจทำให้ รัฐได้รับความเสียหายจากกรณีที่การรถไฟไม่สามารถบังคับหลักประกันเพื่อชดเชยความ เสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการแก้ไขความชำรุดบกพร่อง ดังนั้นอัยการจึงปรับแก้เองเลย โดยระบุชัดเจนนะครับ เพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ของรัฐ ประเด็นนี้คงต้องรอดูนะครับ เพราะเอกชนอาจไม่ยอม ก็อัยการบอกว่าแก้ไขให้เองเลยเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ เอกชนก็คงยอมยากหน่อยนะครับ เราจึงต้องจับตาดูว่าอัยการสูงสุดจะถอยหรือไม่ หรือจะ ไป Clear กันอย่างไร ข้อสังเกตที่ ๑๘ นี้ก็แสบนะครับ อัยการบอกว่าที่ตรวจไปนี่ตรวจแค่ ประเด็นและเงื่อนไขทางกฎหมาย ส่วนในส่วนของเทคนิคไม่ได้ตรวจให้นะ คือหากเขาจะโกงกัน เอื้อประโยชน์กันมันก็ประเด็นทางเทคนิคนี่ละครับ เทคนิคทางการเงินจากการปรับงวดเงิน ให้เอกชนประหยัดค่าดอกเบี้ย คือแหล่งผลประโยชน์หลักในการปรับแก้สัญญาครั้งนี้ แต่เอกชนบอกว่าเขาไม่เกี่ยว ไปว่ากันเอง รับเคราะห์กันไปเอง เดี๋ยว ครม. จะไปอนุมัติ ก็ต้องตัดสินใจด้วยนะครับ คราวนี้มาดูกันว่าเทคนิคทางการเงินที่เขาหาผลประโยชน์กัน มันทำงานอย่างไร สัญญาเดิมจ่ายแบบเดิม หลักการก็คือสร้างเสร็จแล้วค่อยจ่าย โดยเอกชน กู้เงินเป็นแสนล้านบาท มาสร้างให้เสร็จในช่วง ๕ ปีแรก พอของใช้งานได้จริง ๆ แล้ว รัฐจึง เริ่มทยอยจ่ายคืน โดยรัฐจะจ่ายคืนปีละ ๑๔,๙๖๕ ล้านบาท ตามแท่งสีน้ำเงินใน Cashflow Diagram ที่แสดงในภาพ เริ่มจ่ายจากปีที่ ๖ ไป ๑๐ ปี สิ่งที่เปลี่ยนใหญ่ในการแก้สัญญาก็คือ เปลี่ยนมาเร่งจ่ายนายทุนให้ไวขึ้น เปลี่ยนจากจ่ายแบบเดิมตามแท่งสีน้ำเงินในปีที่ ๖ ถึงปีที่ ๑๕ นะครับ มาเป็นจ่ายใหม่ตามแท่งสีแดงในช่วง ๕ ปีแรก นี่คือการเปลี่ยนใหญ่ ในหลักการ จากเดิมเอกชนต้องสร้างให้เสร็จใช้งานได้จริงก่อน รัฐจึงค่อยผ่อนจ่าย กลายมาเป็นสร้างไปจ่ายไป แล้วหากเอกชนกระโดดออกทางรัฐก็ต้องไปอุ้มอย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อหาทางให้งานเสร็จ ผลประโยชน์หลักของการแก้ไขสัญญาอยู่ในภาพนี้ครับ คือการ เปลี่ยนจากแท่งสีน้ำเงินมาเป็นแท่งสีแดงทำให้เอกชนประหยัดค่าดอกเบี้ย คำถามสำคัญคือ เท่าไร เอื้อประโยชน์ให้เอกชนไปเท่าไร อำนาจการตัดสินใจใน Deal นี้ อยู่ที่ท่านพิพัฒน์แล้ว และอยู่ที่ท่านแบบเต็ม ๆ เลย เพราะท่านได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลทั้งกระทรวงคมนาคม และ สกพอ. อย่าขี้ขลาด ท่านต้องเลือก ต้องตัดสินใจ เพราะหากท่านทิ้งปัญหาไว้ ไม่ตัดสินใจใน ๔ เดือนนี้มันจะมีแต่โทษ ไม่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ทางเลือกแรก ลุยไฟ ไปต่อ แก้สัญญาให้แล้วเสร็จ ถ้าท่านเลือกทางเลือกนี้ท่านก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่า ข้อที่ ๑ ตามแนวทางแก้ไขสัญญาปัจจุบัน เอกชนประหยัดค่าดอกเบี้ยไปเท่าไร ข้อที่ ๒ เงื่อนไขใหม่ ในสัญญาที่กำลังแก้กันมันไม่มีผลต่อการเปลี่ยนผู้ชนะการประมูลมาหรือ เขาประมูลเสร็จกัน ไปนานแล้ว จะไปเปลี่ยนอย่างนี้หรือ แต่เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญนะ ทางเลือกที่ ๒ พอแค่นี้ แล้วว่ากันไปตามสัญญาที่เซ็นกันไปแล้ว คือหากเอกชนผิดก็ไปโดนลงโทษ ยกเลิกสัญญาตาม เงื่อนไขที่เซ็นกันไว้ หรือหากรัฐผิดก็เอาอดีตรัฐมนตรีหรือข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ก็ควรจะ ได้รับผลกรรมที่ทำเอาไว้ ส่วนตัวโครงการก็ต้องทบทวนว่าจะประมูลใหม่ตามเงื่อนไขเดิม หรือเงื่อนไขใหม่ แต่ต้องประมูลใหม่ให้เป็นธรรม หรือหากจะถอยออกมา คิดนอกกรอบ เพื่อให้ประโยชน์กับรัฐมากขึ้นท่านก็ควรต้องทบทวนโครงการว่าเชื่อม ๓ สนามบินด้วยรถไฟ ความเร็วสูงมันคุ้มค่ากับการลงทุนจริงหรือไม่ คือปกติเขาไม่ได้เชื่อมสนามบินกันด้วยรถไฟ ความเร็วสูง เขาเชื่อมกันระหว่างตึก ระหว่าง Terminal ภายในสนามบิน ใครจะไปลงเครื่อง อู่ตะเภาแล้วไปต่อเครื่องดอนเมือง มี Solution อื่นที่ดีกว่าหรือไม่ท่านต้องคิดดู ท่านประธานลองคิดนอกกรอบดูนะครับ เรามีรถไฟทางคู่ขนาด ๑ เมตร ที่ทำเสร็จไปแล้ว ถึงศรีราชา แต่โล่งมาก แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย มีแค่วันละขบวน ทำไมเราไม่หาขบวนรถไฟดี ๆ ไปวิ่ง ทำทันทีทำได้เลย แค่ซื้อรถไฟดี ๆ มาวิ่งให้มันถี่ขึ้น ปรับปรุงการให้บริการให้ดีขึ้นแล้วเชื่อมต่อคนมาที่สถานีให้มันสะดวกขึ้น ทำแบบนี้เร็วกว่า และประหยัดกว่าการหาสร้างอีก ๑ คู่ด้วยขนาด ๑.๔๓๕ เมตร คิดให้ดีรัฐควรทำรถไฟทางคู่ ขนาด ๑ เมตรที่มีอยู่แล้วให้มันใช้งานได้จริงก่อน อยากให้วิ่งเร็วขึ้นก็แค่ไม่ต้องจอด บางสถานี หรืออยากให้เร็วขึ้นอีกก็ Upgrade เป็นระบบไฟฟ้านั่นวิ่งเร็วได้ ๑๖๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง แต่ประหยัดเงินได้เป็น ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
กล่าวโดยสรุป ผมคิดว่าสมุดปกน้ำเงินเล่มนี้ลอยมาก แต่ก็เข้าใจสถานการณ์ ผมจึงไม่ได้ขออะไรมาก ไม่ได้คาดหวังอะไรมากจากรัฐบาลนี้ ขอแค่ ๔ เดือนนี้อย่าล้มเหลว แบบรัฐบาลก่อน ทั้งในเรื่องของ ๒๐ บาทตลอดสายและรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน อย่าพูดไปเรื่อยทำไปเรื่อย คิดให้ดีก่อนพูดนำข้อเสนอของพรรคประชาชนไปคิด คิดก่อนทำ คิดให้รอบด้านเพื่อแก้ปัญหาให้ถูกทาง ไม่ใช่สร้างปัญหาเพิ่มหรือหมักหมมปัญหาไว้สำหรับ รัฐบาลหน้า แล้วก็อย่าปะผุเพื่อหากินกับปัญหา แต่หันมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างที่ พรรคประชาชนได้นำเสนอและพร้อมจะอธิบายเพิ่มเติม หรือถกเถียงหากเห็นต่าง เพื่อทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในภาพรวม ลอกได้ ถามได้ ถกเถียงได้ แต่อย่าพูดไป เรื่อยแล้วทำไปมั่ว ๆ ขอบคุณครับท่านประธาน