มนพร วิจารณ์จัดตั้งรัฐบาลขาดชอบธรรม-ปมแต่งตั้งไม่เป็นธรรม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๐ กันยายน ๒๕๖๘

มนพร เจริญศรี วิพากษ์วิจารณ์การจัดตั้งรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมและอาจนำไปสู่การบริหารที่ขาดธรรมาภิบาล พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์พวกพ้องและการดำเนินนโยบายที่เน้นผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น โดยเฉพาะนโยบายแจกของฟรีที่ก่อภาระทางการคลังและส่งผลเสียต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว รวมถึงตั้งคำถามถึงวาระแอบแฝงของโครงการขนาดใหญ่ที่อาจเป็นเพียงภาพลักษณ์โดยไม่มีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง

นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ก่อนอื่นดิฉันต้องขอแสดงความยินดีกับท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะรัฐมนตรีทุกท่านที่ได้มีโอกาสทำงานให้กับประเทศชาติอีกครั้ง วันนี้ดิฉัน จะมาอภิปรายในคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งต้องบอกว่า ท่านเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจจริง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อมาจากความบิดเบี้ยวของการรวมเสียง ข้างมากของรัฐบาล แล้วก็มาจากสมาชิกพรรคการเมืองที่ในที่สุดมีบางพรรคการเมืองมา ยกมือแล้วก็ท้ายที่สุดถอนตัวเองออกมากลายเป็นฝ่ายค้านแล้วก็ตรวจสอบรัฐบาล นี่จึงเป็น ความบิดเบี้ยวในระบบรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันเองเป็นนักการเมืองที่มาจาก การเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ถ้าประชาชนเลือกดิฉันเข้ามาด้วยเสียงข้างมาก แล้วก็ได้รับ ชัยชนะดิฉันก็มาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร จนกระทั่งมีการรวมเสียงเข้ามาจากพรรคการเมือง ต่าง ๆ แล้วก็มาตั้งรัฐบาล ซึ่งกระบวนการของการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ก็จะเห็นว่า มันไม่ใช่ระบบปกติในระบบรัฐสภาในการรวมเสียงข้างมาก มิหนำซ้ำระบบของการเลือกตั้งที่ สส. มาโหวตก็ยังมีการแหกมติพรรคที่ไม่สามารถที่จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่เสนอโดย พรรคการเมืองของตัวเอง นี่คือความสง่างามของการดำรงตำแหน่งของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และดิฉันบอกว่ามันเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย ดิฉันจึงขอใช้ ประเด็นของการอภิปรายว่ารัฐบาลของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ มุ่งปิดคดี แล้วก็ยุบสภา หวังผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง จากประสบการณ์ ๒ ปี ที่ดิฉันเคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มีสิ่งหนึ่งที่ดิฉันต้องขอชื่นชมไปยังผู้บริหารกระทรวง คมนาคมทุกท่าน ที่ท่านทั้งหลายได้ทำงานด้วยความมีศักยภาพและมีความรู้ความสามารถ เมื่อปี ๒๕๖๖ ขณะที่พรรคเพื่อไทยเข้าไปบริหารงานต่อจากพรรคภูมิใจไทย ที่ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงไม่ได้ใช้อำนาจในการบริหารนับตั้งแต่ไม่มีการโยกย้ายปลัดกระทรวงหรืออธิบดีกรมต่าง ๆ เพราะว่าพวกเรามีความเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของการดำรงตนของข้าราชการที่ดี ในกระทรวงคมนาคมค่ะ นอกจากนั้นกระทรวงคมนาคมเป็นกระทรวงใหญ่ และเป็น กระทรวงที่มีโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีบุคลากรที่เข้าใจเนื้องาน มีการวางแผนการจัดการที่ดี มีนโยบายที่จะต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการดำเนินโครงการ ขนาดใหญ่ และมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเมื่อ มีโครงการก่อสร้างแล้วมีผลสืบเนื่องระยะยาว เพราะฉะนั้นการดำเนินงานของกระทรวง คมนาคมจึงจะต้องมีความรอบคอบและมีความโปร่งใส และเป็นการบริหารที่จะต้องมี ธรรมาภิบาลเป็นหลัก มาวันนี้ดิฉันยังไม่อยากเห็นการโยกย้ายข้าราชการหลังจากการมีการ เปลี่ยนขั้วรัฐบาล โดยใช้อำนาจทางการเมืองเข้าไปแทรกแซงในแต่ละกระทรวง แต่จากการ ประกาศนโยบายและการวางบุคคลที่เหมาะสมที่พี่น้องประชาชนเห็นจากรัฐบาลนับจากนี้ของ ท่านนายกอนุทิน ชาญวีรกูล ตลอด ๔ เดือนก็จะทำให้พี่น้องประชาชนเก็บข้อสงสัยว่านี่ไม่ใช่ การทำงานของรัฐบาลเฉพาะกิจ แต่ควรจะรักษาความเป็นรัฐบาลที่มีความต่อเนื่องและ ประคับประคองบ้านเมือง แต่กลับในทางตรงกันข้ามรัฐบาลที่จะต้องมีความพยายามที่จะเข้า มาแทรกแซงระบบ ผลักดันโครงการที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มและพวกพ้องตนเอง การอภิปรายในวันนี้ดิฉันจะอภิปรายให้พี่น้องประชาชนเห็นเป็นลำดับว่าทำไมนโยบายและ คำสัญญาของรัฐบาลชุดนี้จึงมีความเสี่ยงและมีความล้มเหลวอย่างสูง อาจเกิดความเสียหาย ต่อประเทศในระยะยาวแล้วก็ทิ้งรอยแผลไว้เป็นเวลานานนับสิบ ๆ ปี เพราะนโยบายที่กำลัง จะทำนี้เกิดจากพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจของตัวนายกรัฐมนตรีต่อการวางแผนก้าวแรกของ รัฐบาลที่มาจากเสียงข้างน้อยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ข้อที่ ๑ เป็นรัฐบาลที่ ลุแก่อำนาจโดยใช้กลไกของข้าราชการเป็นเครือข่ายส่วนตัว ท่านประธานคะ ทุกอย่างเริ่มต้น จากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ในครั้งนี้ท่านมีอำนาจเต็มเพราะท่านดำรงตำแหน่งทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ในเดือนธันวาคมปี ๒๕๖๗ เกิดการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ระดับสูง ๓๐ กว่าตำแหน่งในคราวเดียวกันหรือเราเรียกว่าจัดแถวราชสีห์ เพราะชัดเจนว่า ท่านมีวิธีการจัดคน วางพวกพ้องมากกว่าการบริหารราชการ อย่างเช่นอดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดบุรีรัมย์ได้เลื่อนขึ้นเป็นอธิบดีกรมการปกครองท้องถิ่น ในขณะเดียวกันบุคคลที่ใกล้ชิด ตระกูลการเมืองที่สายผู้ว่าที่ไม่ใช่สายของต้องขออนุญาตสายสีน้ำเงินจะถูกจัดวางออกไปใส่ เกียร์ว่าง แล้วยังมีกรณีการเลื่อนตำแหน่งแบบขึ้นทางด่วน Motorway ด้วย อย่างเช่นกรณี หน้าห้องของนักการเมืองท่านหนึ่งขึ้นเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดในเวลาอันสั้นเหล่านี้ นี่คือ เป็นการส่งสัญญาณไปยังระบบราชการทั้งประเทศว่าความก้าวหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลงาน แต่ขึ้นอยู่กับพวกพ้องของนักการเมืองของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือค่าของคนอยู่ที่คนของใคร หรือไม่ ดิฉันจึงขอฝากเรื่องนี้กับทางท่านนายกรัฐมนตรีด้วย มีสื่อหลายสำนักที่ได้พูดถึง บุรีรัมย์ Connection ว่าใครจะเติบโตในระบบราชการจะต้องเป็น Connection ของสีน้ำเงิน ใช่หรือไม่ ข้าราชการที่เขาเติบโตมาในแต่ละตำแหน่งจากระบบของการสอบบรรจุ แต่งตั้ง และเลื่อนขึ้นมาตามกรอบงานความรู้ความสามารถในตำแหน่งแต่ละปัจจุบัน ระบบราชการ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แล้ววันนี้จะทำให้ประเทศเราใช้หลักนิติธรรม ในการบริหารข้าราชการ บริหารกระทรวง นอกจากนั้นทำให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยขาดขวัญ และกำลังใจ นี่คือดิฉันได้บอกว่าข้อแรกที่รัฐบาลล้มเหลวตั้งแต่ต้น เพราะว่าวัตถุประสงค์ ของการทำนโยบายไม่ใช่เพื่อประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แต่ท่านเป็นการกระชับเครือข่าย อำนาจเพื่อพวกพ้อง ดิฉันขอฝากเรื่องที่ ๒ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ

ข้อที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ นโยบายของท่านนายกอนุทินเป็นนโยบายที่ เอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้ง สร้างภาระการคลังและความเหลื่อมล้ำ หากเริ่มต้นจาก วัตถุประสงค์ที่ผิดแล้วก้าวต่อไปของการวางนโยบายก็ยิ่งจะทำให้นโยบายเหล่านั้นแย่ และกลายเป็นความหายนะต่อประเทศชาติ และเป็นตราบาปให้กับเยาวชนคนรุ่นหลังต่อไปค่ะ ท่านประธานและพี่น้องประชาชนลองกลับมาดูว่าวาระของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ท่านให้ สัญญาว่ามีอายุรัฐบาลเพียงแค่ ๔ เดือน รัฐบาลเองก็เร่งรีบที่จะประกาศนโยบายระยะสั้น และส่งผลกระทบต่อการคลังในระยะยาว ทั้งมุ่งลดรายจ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า นโยบาย เศรษฐกิจการคลังในระยะยาว โดยเฉพาะเศรษฐกิจ ข้อ ๑๓ ในหมวดของการส่งเสริมพลังงาน ทดแทนด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ตามนโยบายด้านต้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในข้อ ๑๓.๑ ที่ฟังแล้วดูเหมือนฟังดูดี แต่แท้ที่จริงแล้วก็เป็นอีก ๑ โครงการที่เป็นประชานิยมเพื่อหวังผล การเลือกตั้งในระยะสั้น แต่เกิดผลผูกพันต่อระบบการเงินการคลังในระยะ ๑๐ ปีถึง ๒๐ ปีค่ะ

ท่านประธาน ดูนโยบายต่อไปค่ะ นั่นคือนโยบายฟรีโซลาร์เซลล์ หรือว่า ฟรีเครดิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ที่แม้ฟังจะดูดี แต่ว่าเมื่อนโยบายเหล่านี้ท่านบอกว่าเป็นนโยบาย ที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เป็นการลดค่าครองชีพ ซึ่งดิฉันเห็นด้วยในการที่จะลด ค่าครองชีพ เพราะว่าพี่น้องประชาชนบอบช้ำมาในวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา แต่ในโครงการ รถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย สายสีแดง สายสีม่วง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่แล้ว ในการลดค่าครองชีพ แบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชนในการเดินทาง แต่รัฐบาลนี้ กลับยกเลิก ซึ่งดิฉันเห็นว่ามันย้อนแย้ง หรือเพราะว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีฐานเสียง ในกรุงเทพมหานคร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ท่านประธานที่เคารพคะ วิธีการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนในแบบฉบับที่พรรคภูมิใจไทยทำมาก็คือไม่ได้มีความจริงใจ แล้วก็ไม่ได้ มีคิดถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน กลับไปดูค่ะ นโยบายแจกโซลาร์เซลล์ฟรี แจกเครดิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าฟรีที่ดิฉันได้กล่าวถึงไปนั้น จะเห็นว่าเป็นการใช้เม็ดเงินจำนวน มหาศาล ต้องเรียกว่าเป็นอภิมหาการอุดหนุน เพราะเป็นการอุดหนุนถึง ๕ ขั้นตอน ขั้นตอนแรก จะเป็นเรื่องของการติดตั้งฟรี ขั้นตอนที่ ๒ เป็นเรื่องของการรับซื้อไฟฟ้าคืน ๒๕ ปี ขั้นตอนที่ ๓ เรื่องของสิทธิการซื้อรถราคาถูก ขั้นตอนที่ ๔ เรื่องของสินเชื่อ ปลอดดอกเบี้ย และขั้นตอนที่ ๕ พลังงานชาร์จฟรี ซึ่งงบทั้งหมดเป็นงบประมาณที่ผูกพัน ระยะยาว ไม่ใช่จ่ายเพียงครั้งเดียว แต่นั่นคือเป็นการสร้างภาระดอกเบี้ย รวมทั้งหนี้สิน ที่ประชาชนจะต้องแบกรับยาวไปถึง ๒๕ ปี ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่ประชาชนต้องแบกรับ แต่เป็น นโยบายที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีการแข่งขันของภาครัฐ ภาคเอกชนที่อยู่ใน ๒ ตลาดนี้เช่นกัน เพราะเมื่อรัฐจะเป็นผู้ค้ารายใหญ่ที่สุด ในที่สุดก็จะมีการแทรกแซงโดยเอกชน จะเห็นว่าจะมี การบิดเบือนของตลาด นั่นก็คือเลี่ยงที่จะผูกขาดให้สัมปทานแต่เอกชนเพียงบางเจ้าเท่านั้น เนื่องจากนโยบายนี้มีการกำหนดราคาอย่างชัดเจน สุดท้ายก็จะเหลือบางบริษัทที่ได้รับ สัมปทานจากการประมูล แล้วบริษัทเหล่านั้นจะเป็นบริษัทที่ใกล้ชิดกับใคร ใครอยู่เบื้องหลัง นั่นก็จะเป็นคำถามที่ประชาชนจะต้องช่วยกันจับตาดูในโอกาสต่อไป แล้วสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ นโยบายนี้ยังเป็นนโยบายที่สร้างความเหลื่อมล้ำ เพราะคนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่เพียงแค่คนที่มี ฐานะ แต่ยังมีบ้านที่สามารถรองรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์เต็ม ๆ แต่คน หาเช้ากินค่ำ คนที่ไม่มีทรัพย์สินเงินทองมากพอที่จะซื้อบ้าน หรือคนที่ต้องเช่าห้องพัก หรือคนที่จะต้องอาศัยคอนโดมิเนียมอยู่ ซึ่งคนพวกนี้ก็เสียภาษีเหมือนกัน แต่กลับไม่ได้รับ ประโยชน์จากโครงการนี้แต่อย่างใด ซ้ำร้ายนโยบายดังกล่าวยังจะทำลายกลไกของตลาด สร้างความเหลื่อมล้ำ ทำลายโครงสร้างด้านสาธารณูปโภคและคมนาคม เนื่องจากการลงทุน ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ One Size First All หรือว่าซื้อแบบเดียวใช้ได้ทุกหลังคาเรือนนั้น ก็อาจจะละเลยความเหมาะสมของตลาดแต่ละแห่ง อาจจะทำให้การลงทุนเหล่านี้สูญเปล่า ยิ่งไปกว่านั้นการติดตั้งจำนวนมากพร้อม ๆ กัน ก็จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของโครงข่าย ของไฟฟ้า ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนมาอย่างดี นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจ แล้วจะทำได้เพียงแค่ ๔ เดือนหรืออีก ๔ เดือนหลังจากที่ท่านเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่หากยังดันทุรังที่จะติดตั้ง โซลาร์เซลล์แบบยกแผงโดยได้มีการศึกษาอย่างดีอาจทำให้ระบบไฟฟ้าเสี่ยงที่จะล่ม และในที่สุดก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการซ่อมแซมค่ะท่านประธาน เช่นเดียวกันค่ะ นโยบายแบตเตอรี่ไฟฟ้าราคาถูก ที่ดิฉันเห็นในนโยบายอาจจะซ้ำรอยกับประเทศอินเดีย ซึ่งประเทศอินเดียเกิดวิกฤตสถานการณ์ไฟฟ้าไหม้แล้วก็ระเบิด ซึ่งส่งผลให้ผู้เสียชีวิตแล้วก็ บาดเจ็บจำนวนมาก เนื่องมาจากการผลิตคุณภาพเซลล์ของแบตเตอรี่ ไม่มีการทดลอง เรื่องของการจัดระบบแบตเตอรี่ โดยผู้ผลิตบางรายก็เร่งรีบที่จะเอาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ไม่ผ่าน การทดสอบที่ได้คุณภาพมาตรฐานซึ่งในสภาพที่อากาศร้อนของอินเดีย เมื่อตอบสนองต่อ แรงหนุนของรัฐบาลแล้วจะทำให้นโยบายที่คล้าย ๆ กันแบบนี้ เกิดขึ้นในรัฐบาลของ ท่านนายกอนุทิน ดิฉันก็ให้ข้อสังเกตแล้วก็ฝากประเด็นเหล่านี้ไว้ ท้ายที่สุดแล้ว ผลซ้ำร้ายต่อ จากการตั้งรัฐบาลที่มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นการดำเนินนโยบายที่มีวาระแฝง ประชาชนเอง จะต้องแบกรับภาษีที่จะต้องจ่ายและเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตประจำวัน แต่สำหรับคนบางกลุ่ม หรือพรรคการเมืองบางพรรค อาจจะได้รับความนิยมและผลประโยชน์ธุรกิจมหาศาลค่ะ ถ้าจะพูดถึงโครงการขนาดใหญ่ ดิฉันขอใช้คำว่า นโยบายใหญ่ แต่ไม่ผูกพันกับวาระของ รัฐบาล ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันจะหยิบมา ๑ โครงการ นั่นก็คือดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า โครงการ Landbridge ซึ่งอาจบ่งบอกตัวตนที่ไม่สามารถดำเนินการได้ในกรอบของเวลา ๔ เดือน ซึ่งเป็นภาพชัดที่สุดที่นโยบายใหญ่แต่ว่าไม่สามารถผูกพันกับรัฐบาลเฉพาะกิจใน ๔ เดือนนี้ โครงการ Landbridge เป็นโครงการขนาดใหญ่มีมูลค่า ๑ ล้านล้านบาท ขณะนี้ มีการออกแบบทางรถไฟ ออกแบบอีไอเอ ของ Motorway ออกแบบอีไอเอของทางหลวง ซึ่งจะต้องมีการแล้วเสร็จภายในปี ๒๕๖๙ แล้วก็จะต้องมีการสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. SEC หรือว่า Southern Economic Corridor ซึ่งจะต้องมีหน่วยงานที่กำกับดูแลทั้งระบบของการ กำกับดูแล ระบบของเงินกองทุน รวมทั้งกระบวนการการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ปัจจุบันพบว่าร่างของ พ.ร.บ. SEC จะต้องผ่านคณะกรรมการนโยบายกองทุนหมุนเวียนและ กรมบัญชีกลางซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนค่ะ กลับไปดูค่ะว่าในขณะที่จะต้องผ่าน หน่วยงานดังกล่าว จะต้องส่งกลับไปที่กระทรวงคมนาคม แล้วนำกลับมาให้กฤษฎีกาได้ตรวจ แล้วนำร่างดังกล่าวถามความเห็นแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๖๐ วัน แล้วนำเข้าสู่การพิจารณา ครม. ครม. ส่งมาให้สภาพิจารณา รับหลักการวาระที่ ๑ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญผ่านวาระที่สอง วาระที่สาม ส่งกลับไปที่ สว. ซึ่งดิฉันเชื่อมั่นว่าจะต้อง ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๔ เดือนถึง ๘ เดือน ท่านประธานที่เคารพคะ หากไม่มี พ.ร.บ. SEC นี้ การคิดโครงการขนาดใหญ่ก็จะติดขัดหลายขั้นตอนมีความซ้ำซ้อนของกฎหมายและเกิดความ ล่าช้า ในที่สุดนักลงทุนก็จะขาดความเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นการมี พ.ร.บ. SEC ที่สร้างกรอบ กฎหมายจึงมีความจำเป็น แล้วในที่สุดโครงการนี้ก็จะเกิดการสร้างรายได้ เกิดการพัฒนา เทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่ดิฉันยก Timeline ขึ้นมาให้เห็น เพื่อจะดำเนินการโครงการ Landbridge เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่จะอยู่ ๔ เดือนนั้นคงไม่เพียงพอ แต่ถึงอย่างไร ก็ตาม ดิฉันขอส่งกำลังใจไปให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านพิพัฒน์ได้เร่งรัด แล้วก็ผลักดันกระบวนการต่าง ๆ ของโครงการ Landbridge ให้มีความคืบหน้าในกรอบของ ๔ เดือนให้ได้ ท้ายที่สุดค่ะ การอภิปรายของดิฉันในวันนี้ ดิฉันอยากจะให้พี่น้องประชาชน ได้รับรู้ว่ารัฐบาลเฉพาะกิจแห่งนี้ ได้ตั้งขึ้นมาที่เพียงแค่หวังอำนาจทางการเมือง แต่ไม่ได้ มุ่งหวังในการที่จะขับเคลื่อนประเทศ ท่านมุ่งหวังที่จะลุแก่อำนาจ โดยใช้กลไกของราชการ เป็นเครือข่ายของพรรคการเมือง ใช้นโยบายประชานิยมแบบต่อเนื่อง แต่จะเป็นภาระการเงินการคลังให้กับประเทศแล้วก็คนรุ่นหลัง และการผลักดันโครงการ ขนาดใหญ่ไม่ผูกพันกับวาระของรัฐบาล ประเทศไทยจึงไม่ถูกกำหนดด้วยอายุของรัฐบาล เพียงแค่ ๔ เดือน แต่เต็มไปด้วยเจตนาทุจริตแอบแฝง ประชาชนควรจะได้รับประโยชน์ จากการบริหารของรัฐบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ และเป็นรัฐบาลที่ สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนที่เลือกผู้แทนเข้ามาในสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้ ขอบคุณค่ะ