รุ่งเรือง ชี้นโยบายรัฐขาดทิศทาง-หนี้สาธารณะพุ่งเสี่ยงวิกฤต

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๐ กันยายน ๒๕๖๘

รุ่งเรือง พิทยศิริ ตั้งข้อสังเกตถึงความกำกวมและความไม่ชัดเจนในนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ขาดทิศทาง แนวทาง และตัวชี้วัดผลลัพธ์ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่านโยบายอย่างคนละครึ่งเป็นเพียงการแจกเงินที่ไม่ยั่งยืน และควรเน้นการลงทุนและสร้างงานมากกว่า ขณะเดียวกันยังเตือนถึงวิกฤติหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะหลังช่วงโควิด-19 จนใกล้แตะเพดานกฎหมาย และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

รองศาสตราจารย์รุ่งเรือง พิทยศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม รุ่งเรือง พิทยศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค เพื่อไทยในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้พิจารณานโยบายรัฐบาลของ ท่านอนุทิน ๗ หน้าโดยละเอียด อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าผมไม่สามารถที่จะยอมรับ นโยบายฉบับนี้ได้ ด้วยเหตุผล ๓ ประการใหญ่ ๆ เหตุผลแรกก็คือผมไม่สามารถที่จะ ประเมินผล วิเคราะห์ว่านโยบายที่ท่านเสนอมา มันจะดีหรือไม่ดี ทำได้หรือทำไม่ได้ ไม่ว่าจะ มุมไหนก็ตาม เพราะว่าในนโยบายที่ท่านเขียนมา ไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีทิศทาง มีกรอบ ความคิด มีแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทิศทาง ในเรื่อง ของตัวชี้วัดต่าง ๆ ขอช่วยขึ้นสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เขาบอกว่านโยบายคือหลักและวิธีปฏิบัติซึ่งถือเป็น แนวดำเนินการ เป็นแนวทางกว้าง ๆ ที่กำหนดทิศทางหรือกรอบการดำเนินงานเพื่อให้ ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจและปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ท่านประธานเห็นไหมครับ คำว่า นโยบาย มันจะต้องมีทิศทาง จะต้องมีกรอบการทำงาน แต่ผมไม่เห็นว่าสิ่งที่ท่านเขียน ๗ หน้ามา มีทิศทางอะไรทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายทางด้านเศรษฐกิจเพราะว่าถ้าดูนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ มันจะต้องมีทิศทางบอกอย่างน้อยว่าถ้าบริหารไปแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง จะลดความ เหลื่อมล้ำของสังคมไหม จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตดีขึ้นไหม จะทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงไหม หรือจะทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมันหลุดจากสิ่งที่เรียกว่าต่ำกว่าศักยภาพหรือเปล่า อย่างไร ผมเข้าใจดีว่าสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารจะเข้ามาเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ๔ เดือน แต่แม้ว่าเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ๔ เดือน มันก็ควรจะต้องมีการเขียนอะไรขึ้นมาบ้างว่าการ ทำงานตรงนี้ ๔ เดือน จะส่งมอบประเทศให้รัฐบาลชุดต่อไปในลักษณะไหน อย่างไร จะทำ อะไรให้ดีขึ้นบ้าง มากบ้างน้อยบ้างตรงไหน แต่นโยบายของท่าน ๗ หน้าไม่มีเลย เพราะฉะนั้น พวกผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาผมก็ไม่สามารถที่จะวิเคราะห์ได้ว่านโยบายของท่านทำได้จริง ไหม ดีไหม แล้วจะนำพาประเทศชาติไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า อันนี้ คือเหตุผลหลักอันแรกนะครับ

เหตุผลหลักอันที่ ๒ ก็คือผมคิดว่าสิ่งที่ท่านอ้างว่าเป็นนโยบายเรือธง ของท่านคือโครงการคนละครึ่ง ท่านคงวิเคราะห์อะไรคลาดเคลื่อนมาพอสมควร เพราะอะไร ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าโครงการคนละครึ่ง หรือถ้าเทียบกับโครงการแจกเงินอื่น ๆ มันก็ไม่แตกต่างกับโครงการ Digital Wallet ที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำ ถ้าภาษาอังกฤษ ทางเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่าเป็นโครงการที่เรียกว่า Cash Transfer คือโอนเงินจากรัฐบาล ไปให้ประชาชนเป็นโครงการแจกเงิน โครงการนี้เป็นโครงการในลักษณะเดียวกับที่ในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ทำมาแล้ว เป็นในลักษณะเดียวกับรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ทำไปแล้วเช่นเดียวกัน ผมอยากให้ย้อนไปดูนิดหนึ่งว่าในโครงการ Digital Wallet ที่รัฐบาล ที่แล้วทำใช้เงินไป ๒ เฟส ประมาณ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ประสบความสำเร็จดีมาก ถ้าท่านประธานจะกรุณาดูว่าในไตรมาส ๑ กับไตรมาส ๒ ของปีที่แล้วหลังจากกระตุ้นด้วย Digital Wallet ทำให้การเติบโตของการบริโภคหลังจากกระตุ้นเพิ่มขึ้นเป็นแสนล้านบาท รวม ๆ กันทั้ง ๓ ไตรมาส เฉียด ๆ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าพอเข้าสู่ไตรมาส ๔ การกระตุ้นในลักษณะแบบนี้มันไม่ค่อยช่วยดันเศรษฐกิจให้โตขึ้นเท่าไรนักแล้ว เพราะว่า ปัญหาของระบบเศรษฐกิจไทยถ้าท่านลองถามหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของท่านที่มาจาก กระทรวงการคลัง ท่านทราบหรือเปล่าว่าปัญหาของระบบเศรษฐกิจไทยมันไม่ได้อยู่ที่ การบริโภคของภาคเอกชนเท่าไร การบริโภคของภาคเอกชนมันเติบโตเป็นบวกมาโดยตลอด ปัญหามันอยู่ที่การลงทุนของภาคเอกชนต่างหากที่เป็นปัญหา ดังนั้นเมื่อรัฐบาลชุดที่แล้ว เห็นว่าการกระตุ้นด้วยวิธีนี้มันได้ประโยชน์น้อยลงแล้วเขาถึงเลิกทำ แล้วหันไปทำอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปพัฒนาในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานนะครับ การกระตุ้นในเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐาน การกระตุ้นในเรื่องของการพัฒนาขีดความสามารถของการแข่งขันของ อุตสาหกรรม สิ่งนี้ที่ผมพยายามอยากจะชี้ว่ารัฐบาลชุดนี้ประเมินแนวทางในการกระตุ้น เศรษฐกิจคลาดเคลื่อนไปมาก เพราะว่าการกระตุ้นแบบแจกเงินในลักษณะแบบคนละครึ่ง หรือไม่ว่าจะวิธีใดก็แล้วแต่ ตอนนี้ระบบเศรษฐกิจมันไม่ได้ยอมรับแล้วว่ามันจะเกิดผลดี สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโต ได้ดีเหมือนสมัยก่อนแล้ว ท่านประธานครับ ตามแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์เขาเปรียบเทียบ ให้เห็นว่าถ้ากระตุ้นด้วยการแจกเงินเพื่อไปกระตุ้นที่การบริโภคจะทำให้ตัวทวีคูณทางการคลัง อยู่ที่ประมาณ ๐.๓-๐.๘ เท่าเท่านั้นครับ ในขณะที่ถ้าเอาเงินเท่า ๆ กันไปกระตุ้นที่ การจ้างงานจะทำให้เกิดตัวทวีคูณอยู่ที่ ๐.๕-๑.๒ เท่า ถ้าคิดเป็นส่วนที่แตกต่างกันระหว่าง ๒ วิธีนี้ไปกระตุ้นที่การจ้างงานจะก่อให้เกิดผลดีมากกว่ามาแจกเงินถึง ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็นเหตุผลข้อที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีว่าผมเข้าใจว่าท่านประเมินนโยบายเรือธงของท่านคลาดเคลื่อนไป อย่างมาก

เหตุผลข้อที่ ๓ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงรัฐบาลก็คือว่า ขณะนี้เรากำลังจะเกิดวิกฤติทางการคลังครั้งใหญ่ จะส่งผลกระทบต่อการตั้งงบประมาณ ของรัฐบาลในอนาคตข้างหน้าอย่างมาก ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานดูว่าหนี้สาธารณะของเรา ได้เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา จากร้อยละ ๔๒ เป็นร้อยละ ๖๕ ในปีนี้ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วมากในช่วงโควิด ๑๙ คือที่ผม Highlight สีแดงไว้ คือเพิ่มขึ้นถึงปีละ เกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๓ ปีที่ผ่านมาช่วงโควิด ๑๙ ขณะนี้หนี้สาธารณะของเราอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ ๖๕.๖ แต่ว่าฐานะการคลังตอนนี้เราเสื่อมถอยอย่างรวดเร็วมาก หนี้สาธารณะของเรา ตอนนี้ หากเศรษฐกิจเติบโตได้เพียงแค่ร้อยละ ๒ เปอร์เซ็นต์เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หนี้สาธารณะของเราปีหน้านี้จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๗๑.๒ นั่นหมายความว่าหนี้สาธารณะ ของเราจะทะลุเพดานที่กฎหมายอนุญาต ผมถึงอยากจะเรียนท่านประธานถึงรัฐบาลว่า ท่านไม่ได้ Address ปัญหาเลย ท่านไม่ได้ Address ปัญหาว่าท่านมาบริหารตรงนี้ ๔ ปี คนที่จะเข้ามารับทำงบประมาณปี ๒๕๗๐ ถัดจากท่านจะต้องมาเริ่มต้นมะงุมมะงาหรา ในการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ จริงอยู่ครับการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ การแก้เพดาน การแก้ สัดส่วนที่จะกำหนดการขาดดุลงบประมาณได้ต่อปีเขียนประกาศขึ้นมา เอาเข้า ครม. ออกไป ก็ทำได้ แต่มันจะกระทบต่อการวางแผนเรื่องการลงทุนของรัฐบาลเกือบทุกอย่างรวมถึง ในเรื่องของการชำระหนี้ด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เรื่องใหญ่มาก ขนาด ผอ. สบน. ซึ่งเป็น ลูกน้องท่านยังออกมาให้สัมภาษณ์เลยว่าปี ๒๕๗๐ นี้เรื่องใหญ่ แต่ท่านไม่ Address ปัญหานี้ อยู่ในนโยบายของท่านเลย ท่านไม่รู้ปัญหาหรือแกล้งไม่รู้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าข้อนี้คือข้อ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ๓ ข้อนี้จึงเป็นเหตุผลที่ผมไม่สามารถจะยอมรับนโยบายของท่านได้ ขอบคุณครับ