ศุภปกรณ์ วิจารณ์นโยบายเกษตรล้มเหลว ชี้ขาดการบังคับใช้จริง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๐ กันยายน ๒๕๖๘

ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ วิพากษ์นโยบายเกษตรที่ล้มเหลวในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทั้งในด้านราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำอย่างรุนแรงในหลายชนิด รวมถึงปัญหาการขาดมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมสำหรับเกษตรกรในช่วงหน้าแล้งและการจัดการ PM2.5 พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อเกษตรกร และผลักดันให้มีการบังคับใช้นโยบายอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงสร้างภาพโดยไม่ลงมือปฏิบัติจริง

นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๕ อำเภอนครไทย อำเภอชาติตระการ อำเภอวัดโบสถ์ พรรคประชาชน สมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอร่วมอภิปรายคำแถลงนโยบายของรัฐบาลในด้านการเกษตร จริง ๆ แล้วการทำนโยบาย หรือการทำงานด้านการเกษตรมีหลายมิติมาก ๆ นะครับ ทั้งเรื่องราคาสินค้า หนี้สิน ต้นทุน การผลิต การจัดการสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีนวัตกรรม แล้วก็การค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ แต่เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลระยะสั้น เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ มีภารกิจในการทำหน้าที่ แค่ ๔ เดือนแล้วยุบสภานะครับ แต่กว่าจะถึงการเลือกตั้งรวมถึงกว่าจะจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เสร็จเรียบร้อยก็อาจจะกินเวลาถึง ๘ เดือน ดังนั้นผมจึงได้เรียบเรียงได้จัดเตรียมข้อเสนอ เพื่อฝากไปยังรัฐบาลสำหรับการดูแลพี่น้องเกษตรกรในระยะ ๔-๘ เดือนนี้ซึ่งมีอยู่ ๔ ประเด็น ด้วยกัน ท่านประธานครับ ก่อนจะเข้าประเด็นแรกนะครับ ผมขอไล่เรียงแบบนี้ก่อน เพื่อให้ เห็นภาพการทำนโยบายด้านการเกษตรนะครับ ตลอดระยะเวลา ๒ ปีกว่าที่ผ่านมาเรามี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาแล้ว ๓ ท่าน ๔ วาระ ซึ่งทั้ง ๓ ท่านนี้ ก็ล้วนเป็นบุคลากรที่วนเวียนอยู่ในพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวก็คือพรรคกล้าธรรม ในปัจจุบันทั้งสิ้น ที่ผมพูดเรื่องนี้เพราะอะไรครับ เพราะว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์คนปัจจุบันนี้ก็คือรัฐมนตรีคนเดียวกันกับที่เคยได้ร่วมแถลงนโยบายกับรัฐบาล เมื่อ ๒ ปีก่อนแล้วก็วนเวียนกลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกครั้ง ในวันนี้ ซึ่งรัฐมนตรีท่านนี้เคยประกาศไว้เมื่อ ๒ ปีที่แล้วครับว่าจะใช้นโยบายตลาด นำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งตั้งเป้าหมายจะเพิ่มรายได้ให้กับ เกษตรกร ๓ เท่าภายใน ๔ ปี ฟังไม่ผิดครับ ๓ เท่าภายใน ๔ ปีครับ ไม่ทราบว่าท่านจำได้ หรือไม่ แล้ววันนี้เป็นอย่างไรครับลองไปถามพี่น้องเกษตรกรดูว่ารายได้ ๒ ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น สักเท่าหนึ่งหรือยัง หรือว่าจริง ๆ แล้วลดลง จริง ๆ แล้วท่านประธานครับไม่ต้องไปหาข้อมูล หรือหลักฐานที่ไหนหรอกครับ สิ่งที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุดที่รายได้พี่น้องเกษตรกรลดลงก็คือ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในห้องนี้ครับ เพื่อน สส. ทุกคนในห้องนี้ทราบดีว่าเกษตรกร มีรายได้ลดลง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างหนักแค่ไหนตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา เพราะตลอด ๒ ปีที่ผ่านมามีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาหารือในสภาแห่งนี้เกี่ยวกับปัญหาราคา สินค้าเกษตรตกต่ำทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และผลไม้อื่น ๆ รวมแล้วมากกว่า ๒๘๗ ครั้ง ท่านประธานครับ ๒๘๗ ครั้งนี้เป็นหลักฐานที่เพียงพอแล้วว่ารายได้ของพี่น้องเกษตรกร ตกต่ำลงอย่างหนักจริง ๆ แต่ถ้ายังไม่ชัดพอผมจะเปรียบเทียบเจาะกันให้เห็นไปเลยเป็น ตัวเลขรายได้เกษตรกรตลอด ๒ ปีที่ผ่านมาว่ามันลดลงแค่ไหน อย่างไร เห็นกันชัด ๆ ไปเลย จากปี ๒๕๖๖ จนถึงปี ๒๕๖๘ พี่น้องชาวนาที่ปลูกข้าวรายได้ลดลงถึง ๔๓ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ ๒ ปีก่อน พี่น้องที่ปลูกมันสำปะหลังลดลงถึง ๔๘ เปอร์เซ็นต์ รายได้ของพี่น้อง ที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงถึง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ มาดูผลไม้บ้างครับรายได้พี่น้องชาวสวน มะม่วงครับ ลดลง ๒๔ เปอร์เซ็นต์ พี่น้องชาวสวนทุเรียนรายได้ลดลงถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ รายได้ของพี่น้องชาวสวนลำไยลดลงถึง ๕๓ เปอร์เซ็นต์ครับครึ่งหนึ่ง แล้วก็รายได้ของพี่น้อง ชาวสวนมังคุดก็ลดลงอีกมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๒ อย่างท้ายนี้เกินครึ่งครับท่านประธาน ด้านปศุสัตว์ก็หนักไม่แพ้กัน รายได้ของผู้เลี้ยงโคขุนลดลงถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คือตัวเลขของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรครับ ยังไม่ต้องพูดถึงตัวเลขความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ว่ามันหนักแค่ไหน โดยเฉพาะพี่น้องที่ปลูกข้าวโพดผมว่าน่าจะลดลงไม่ต่ำกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าพื้นที่ที่ปลูกข้าวโพดมากที่สุดก็คือภาคเหนือตอนล่างบ้านผมเอง เกษตรกรตอนนี้ บอกว่าอยู่กันไม่ได้แล้วครับ นี่คือตัวเลขที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาวะความเป็นอยู่ของ พี่น้องเกษตรกรมันไม่ได้ดีขึ้นเลยตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าที่ท่านรัฐมนตรีเคยประกาศไว้เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ท่านทำไม่ได้ ไม่มีตลาดนำ ไม่มีนวัตกรรมเสริมอะไรทั้งนั้นนะครับ รายได้ก็ไม่เพิ่ม แต่ท่านก็ได้วนกลับมาเป็นรัฐมนตรี อีก ผมไม่ได้กำลังกล่าวหาเหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ แต่ผมกำลังจะบอกกับ รัฐบาลและรัฐมนตรีทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรว่าสถานการณ์ในภาคการเกษตร ของบ้านเราตอนนี้มันเข้าขั้นวิกฤติแล้ว พี่น้องเกษตรกรต้องการนโยบายที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าเดิม มากกว่า ๒ ปีที่ผ่านมา ผมจึงมีประเด็นที่อยากฝากรัฐบาลชุดนี้เอาไว้ ๔ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาระยะสั้น ภายในกรอบเวลา ๔-๘ เดือนนี้

ประเด็นที่ ๑ เรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เรื่องราคาสินค้าเกษตรถือเป็น หัวใจสำคัญที่สุดของพี่น้องเกษตรกร เป็นจุดเปราะบางที่สุดที่พี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ต้อง ทนทุกข์ทรมานมาตลอดหลายสิบปี เราลองมาดูกันว่าปีนี้เกษตรกรบ้านเราต้องเผชิญกับ ราคาสินค้าที่ตกต่ำอย่างไรมาแล้วบ้าง ผมขอเริ่มจากพืชไร่ก่อนนะครับ ราคาข้าวเปลือกเจ้า ๖.๗๐ บาทต่อกิโลกรัมครับ นี่ต่ำที่สุดในรอบ ๑๘ ปีครับ มันสำปะหลังเหลือกิโลกรัมละ ๑.๖๐ บาท ต่ำที่สุดในรอบ ๘ ปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กิโลกรัมละ ๗.๖๘ บาท ต่ำที่สุดในรอบ ๖ ปีที่ผ่านมา อันนี้ราคาเฉลี่ยครับ แต่ถ้าเป็นบ้านผมพิษณุโลก ตอนนี้หนักกว่านั้นครับ ราคา ตอนนี้เหลือ ๔ บาทกว่า ถ้าเป็นเพชรบูรณ์ ๓ บาทกว่าก็มีครับ ซึ่งเพชรบูรณ์เป็นจังหวัด ที่ปลูกเยอะที่สุดในประเทศ มาดูผลไม้กันบ้างครับ ทุเรียนในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเหลือ ราคากิโลกรัมละ ๗๖ บาทกว่า ต่ำที่สุดในรอบ ๘ ปี มังคุดเหลือกิโลกรัมละ ๑๕ บาท ต่ำที่สุดในรอบ ๘ ปีเช่นกันครับ ลำไยเหลือกิโลกรัมละ ๑๒ บาท ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ก็คือต่ำที่สุดในรอบ ๑๘ ปีที่ผ่านมาครับ มาจบกันที่ราคาวัวครับ โคขุนขนาดกลางตอนนี้ ราคาตัวละไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ บาท ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ครับ ก็คือต่ำที่สุดในรอบ ๑๓ ปี ที่ผ่านมา อันนี้คือราคาเฉลี่ยจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่พี่น้องเกษตรกรต้องเจอกันมา แน่นอนครับ ผมทราบดีว่ารัฐบาลชุดนี้มีภารกิจเฉพาะนั่นก็คือการยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชนแล้วก็ จัดทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไป ยังรัฐบาลว่าภายใต้กรอบระยะเวลา ๔-๘ เดือนนี้ สิ่งที่ท่านจะต้องเจอ สิ่งที่พี่น้องเกษตรกร จะต้องเจอภายใน ๔-๘ เดือนนี้คืออะไร แล้วสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องเตรียมแนวทางที่จะแก้ไข คืออะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ตั้งแต่เดือนนี้ จริง ๆ เดือนนี้ข้าวโพดนี่พี่น้องเกษตรกร ปลูกข้าวโพดเริ่มหักแล้ว หักข้าวโพดกันแล้ว เดือนนี้เป็นต้นไปข้าวโพดจะเริ่มหักแล้ว ต่อมา ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม ข้าว พี่น้องชาวนาก็จะเริ่มเกี่ยวข้าว ข้าวโพดและข้าวจะออก ภายในปลายปีนี้ หลังจากนั้นจะมีอ้อย ต้นปีหน้าก็จะเป็นมันสำปะหลัง หลังเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคมนี้ผลไม้ก็จะเริ่มทยอยออก ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง ทุเรียน มังคุดต่าง ๆ จะไล่เรียง ทยอยออกสู่ตลาด นั่นหมายความว่าถ้าสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรยังเป็นเหมือนปีนี้ พี่น้องชาวสวน ชาวไร่ เกษตรกรปลูกผลไม้เจ๊งแน่นอนครับ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเตรียมการ ในการแก้ไขไว้ล่วงหน้า ซึ่งในช่วงหัวค่ำฟังท่านรัฐมนตรี ก็ยังไม่เห็นแนวทางที่จะแก้ไขราคา มี แต่เข้าไปชดเชย อยากฝากรัฐบาลให้เตรียมมาตรการในการแก้ไขไว้

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องมาตรการการเกษตรแบบไม่เผา พอเข้าหน้าแล้งต้องเจอ อะไรครับ เมื่อสักครู่ผลไม้ออกมาแล้วถึงหน้าแล้ง พอหน้าแล้ง สิ่งที่เราจะต้องเจอก็คือปัญหา PM2.5 ปกติเวลาหน้าแล้งถ้าเป็นรัฐบาลก่อน ๆ เขาจะออกมาตรการในการห้ามเผา คือห้าม เกษตรกรเผาเลยในภาคการเกษตร เพื่อลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ เข้าใจนะครับ เข้าใจอยู่แล้วว่าปัญหามลพิษทางอากาศคืออะไร ทำไมต้องห้ามเผา อันนี้ เกษตรกรเข้าใจครับ แต่รัฐบาลเองเคยเข้าใจพี่น้องเกษตรกรหรือไม่ เคยหันเหลียวไปดูหรือไม่ ว่าเกษตรกรเขามีข้อจำกัดอะไรบ้าง อะไรที่เขาจะทำได้ อะไรเขาทำไม่ได้ ที่เขียนไว้ในเล่มนี้ ผมอ่านในเล่มคำแถลงนโยบายในหน้า ๕ ข้อ ๑๓.๒ พัฒนายกระดับ วิถีเกษตรกรไปสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เขียนไว้สวยงามมากครับ ผมก็คิดว่า จะมีนวัตกรรมอะไรมาสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่หรือว่าจะส่งเสริมอะไรให้เขามีรูปแบบการ ทำเกษตรรูปแบบใหม่ที่มันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือจะทำราคาสินค้าเกษตรให้มันจูงใจให้ เกษตรกรรุ่นใหม่ ๆ ไม่ใช่ครับ ไม่มีเลย สิ่งที่จะพัฒนาและยกระดับเพื่อให้เกษตรกรเป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ เน้นการป้องกันและลดการเผาเหมือนเดิมครับ ลดการเผาเหมือนเดิมไม่มีการยกระดับไม่มีการพัฒนาอะไรทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ไม่ใช่ว่า พี่น้องเกษตรกรเขาไม่อยากจะช่วยลดมลพิษทางอากาศนะครับ แต่บางครั้งเกษตรกรเขาไม่มี ทางเลือก ในบางพื้นที่ต้องรีบเพาะปลูก รีบปลูก รีบเกี่ยว รีบทำ เพราะน้ำจะมา หรือเพราะ เดี๋ยวจะมีภัยแล้งอะไรต่าง ๆ รัฐบาลต้องมีอะไรมาสนับสนุนหรือให้พี่น้องมีทางเลือกในการ ที่จะเลิกเผาบ้างหรือไม่ หรือจะใช้กลไกอุดหนุนแบบไหนเพื่อจะสร้างแรงจูงใจให้เขาเลิกเผา ได้บ้าง อันนี้ก็ฝากไว้กับรัฐบาลนะครับ

ประเด็นที่ ๓ เรื่องข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอเมริกา ท่านประธานครับ อันนี้ เป็นเรื่องที่พี่น้องเกษตรกรกังวลมากที่สุดในขณะนี้ครับ ก็คือเรื่องตกลงทางการค้ากับ สหรัฐอเมริกา เรื่องภาษีทรัมป์ผมอ่านดูในเล่มแถลงนโยบายก็ยังไม่มีข้อมูลเปิดเผยเลยว่า รัฐบาลชุดที่แล้วได้ไปตกลงอะไรกับสหรัฐไว้บ้างแล้ว แล้วทำไมรัฐบาลชุดนี้ไม่นำมาเปิดเผย พวกเราคาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาเพื่อเปิดเผยข้อมูลให้กับเกษตรกรได้รับรู้รับทราบว่า สิ่งที่รัฐบาลชุดที่แล้วเอาสินค้าเกษตรกรไปเป็นตัวประกันในการเจรจาแลกเปลี่ยนมันมี อะไรบ้าง พี่น้องเกษตรกรก็เฝ้ารอที่จะรู้ว่าสินค้าตัวไหนบ้างที่จะต้องนำไปเปิดเสรี เพื่อลด ภาษีนำเข้าของภาษีทรัมป์ มีข่าวแว่ว ๆ มาว่าจะมีการนำเข้าข้าวโพด อันนี้ก็ไม่รู้ว่าจริง หรือเปล่า นำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐหรือไม่จริง แล้วถ้ามันจริงต้องนำเข้ามามากแค่ไหน อันนี้เกษตรกรอยากรู้ เพราะว่าถ้ามันเป็นจริงตามข่าวลือ ท่านจะนำเข้ามาประมาณ ๓ ล้านตัน ก็เท่ากับว่าพี่น้องชาวไร่ข้าวโพดบ้านเราแทบไม่ต้องปลูกแล้วครับ ถ้าจะนำเข้ามาเยอะขนาดนี้ รัฐบาลจะต้องแจ้งให้ทราบ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ ผมขอให้รัฐบาลทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงพาณิชย์ท่านไม่ได้ดูแต่ การนำเข้า ส่งออกแต่เพียงอย่างเดียว ท่านยังต้องดูเรื่องสินค้าเกษตรด้วย อันนี้ท่านน่า จะทราบ ฝากท่านรัฐมนตรีทั้งหลายช่วยเปิดข้อมูลหน่อยครับว่าตกลงอะไรกับสหรัฐอเมริกา ไปแล้วบ้างจะต้องทำอะไร อย่างไรบอกให้ชาวบ้านเขารู้ด้วย พี่น้องเกษตรกรจะได้เตรียมตัว จะได้ปรับตัวได้ทัน จะได้ปรับเปลี่ยนแผนในการเพาะปลูกได้ มันจะเป็นประโยชน์กับพ่อแม่ พี่น้องเกษตรกรอย่างมากครับ

ประเด็นสุดท้าย ประเด็นที่ ๔ เรื่องการติดตามมาตรการต่าง ๆ ที่ท่าน รัฐมนตรีได้ประกาศเอาไว้ หลายมาตรการท่านขยันประกาศเหลือเกิน ตอนประกาศ ก็ประกาศใหญ่โตจัดงาน Event จริงจังแถลงข่าว แต่พอหน้างานจริงแล้วเวลาปฏิบัติจริง มันทำไม่ได้ แล้วมันเป็นอย่างนี้ทุกครั้งเวลามีมาตรการอะไรที่เกี่ยวกับพี่น้องเกษตรกร เกษตรกรจะถูกทิ้งไว้กลางทางเสมอ ทำไม่ได้ ผมยกตัวอย่าง ๒ มาตรการ ๑. มาตรการ ประกาศราคารับซื้อข้าวโพดของกระทรวงพาณิชย์เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ให้รับ ซื้อข้าวโพดที่ความชื้นต่ำกว่า ๓๐ กิโลกรัมละ ๗.๕๐ บาท แต่ในความเป็นจริงท่านควบคุม ราคาลานรับซื้อไม่ได้ ให้ท่านลองไปตรวจสอบดูครับว่าจริงหรือไม่จริง ราคาที่พี่น้องเกษตรกร เขาขายกันอยู่ผมบอกได้เลยไม่เกิน ๔-๕ บาท อันนี้เรื่องจริง กระทรวงพาณิชย์เวลาประกาศ มาตรการท่านไม่มีผู้ปฏิบัติงานในระดับอำเภอนะครับ ก็คือไม่มีพาณิชย์อำเภอ ทั้งจังหวัด มีพาณิชย์จังหวัดคนเดียว แล้วท่านจะไปตรวจสอบลานรับซื้ออย่างไร ผมไปถามพาณิชย์ จังหวัด พาณิชย์จังหวัดบอกว่าก็อาศัยบุคลากรของชั่ง ตวง วัดมาช่วย ไปถามชั่ง ตวง วัด เขาก็ไม่มีบุคลากรเหมือนกันครับเขาก็คนไม่พอ แล้วแบบนี้ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าลานรับซื้อ ไหนรับซื้อหรือไม่รับซื้อตามมาตรการที่ท่านกำหนดไว้ ท่านรัฐมนตรีลองไปตรวจสอบ ข้อเท็จจริงได้นะครับ ลงพื้นที่กับผมได้ผมยินดีพาไปดู อีกมาตรการหนึ่งมาตรการกำหนด มาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์ที่ดี อันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อันนี้เหมือนกันเลยเหมือน กระทรวงพาณิชย์ คือกรมปศุสัตว์ตอนนี้ก็มีปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในระดับ อำเภอ จาก ๘๗๘ อำเภอ มีเกือบ ๒๐๐ อำเภอที่ไม่มีปศุสัตว์อำเภอครับ เกษตรกรไม่มี ที่ปรึกษางาน Production เสียหายเยอะมาก เพราะฉะนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์รายเล็กรายย่อยเขาจะทำอย่างไรครับ เขาจะควบคุม มาตรฐานอย่างไร ควบคุมคุณภาพอย่างไร แล้วมันจะเป็นไปตามมาตรการที่ท่านกำหนด ได้อย่างไร ทั้งหมดนี้คือ ๔ ประเด็น ที่ผมอยากจะฝากไว้กับรัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้ในการแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรในช่วง ๔-๘ เดือนนี้ว่าการจะมีนโยบายอะไร ต่าง ๆ อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีเน้นลงพื้นที่จริง ไปสัมผัสกับชาวบ้านจริง ๆ ไปพูดไปคุย กับเขา รับฟังข้อจำกัดต่าง ๆ ของพี่น้องเกษตรกร ไม่ใช่แค่ลงไปทำท่าเกี่ยวข้าวหรือขับรถไถ ไปมาอะไรอย่างนี้โดยไม่เคยรับฟังเขาเลยครับ อันนั้นไม่ได้เรียกว่าลงพื้นที่จริง อันนั้น เขาเรียกสร้างภาพ ถึงแม้รัฐบาลชุดนี้จะเป็นรัฐบาลระยะสั้น แต่ก็อย่าคิดว่าฝ่ายค้าน อย่างพวกเราจะไม่ติดตามตรวจสอบการทำงานของพวกท่าน ผมบอกกับพ่อแม่พี่น้องเกษตรกร ทั่วประเทศไว้ตรงนี้เลยครับว่าพวกเราพรรคประชาชนจะติดตามการทำงานของรัฐบาลและ ตรวจสอบอย่างไม่ลดละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านการเกษตร ที่ท่านชอบพูดเหลือเกิน ว่าให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกรมาก ตอนหาเสียงให้ความสำคัญมาก เดี๋ยวเรามาดูกัน ปลายปีนี้ราคาข้าวจะเหลือเท่าไร เดี๋ยวมาดูกันว่าข้าวโพดราคาจะเหลือเท่าไร ต้นปีหน้า อ้อย มันสำปะหลัง ทุเรียน ลำไย มะม่วง มังคุด ราคาจะเหลือเท่าไร นี่จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ท่านจริงใจกับเกษตรกรของไทยแค่ไหน ฝากพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศติดตามไปพร้อมกับ พวกเราครับ ขอบพระคุณครับ