ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ วิพากษ์นโยบายรัฐบาลที่ขาดความชัดเจนและเรียกร้องให้ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ รายได้ ค่าใช้จ่าย และการเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง พร้อมสนับสนุนนโยบายนั่งรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายว่าช่วยลดภาระและส่งเสริมความเท่าเทียม รวมถึงผลักดันโครงการบ้านเพื่อคนไทยและนโยบายการศึกษาเพื่อเยาวชนที่หลุดจากระบบ พร้อมเสนอให้ใช้ที่ดินรัฐอย่างมีประสิทธิภาพและสานต่อนโยบายสวัสดิการโดยไม่ให้การเมืองมาเป็นอุปสรรค
ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันได้อ่านนโยบายสีน้ำเงินเล่มนี้ ไม่แปลกใจค่ะที่มีแต่ความเลื่อนลอย เพราะเงื่อนไขที่ระบุว่าท่านอยู่ได้เพียง ๔ เดือนเท่านั้น ตามที่ท่านประกาศไว้ แต่ก็น่าเสียดายนะคะที่เราเห็นหน้าตาของรัฐมนตรีคนนอกที่น่าที่จะให้ คำแนะนำหรือเสนอแนะ Idea ที่เป็นประโยชน์แล้วก็สร้างสรรค์ เป็นอะไรที่ใหม่ ๆ หรือเป็น อะไรที่จะเป็นความหวังให้กับพี่น้องประชาชนได้ แต่ดิฉันได้ฟังเพื่อนสมาชิกมาทุกคน ก็เข้าใจกันว่าเราก็จะรอว่าในกระดาษเพียงแค่ไม่กี่หน้าที่ท่านเขียนไว้นั้นจะทำได้จริงหรือไม่ ท่านประธานคะ ดิฉันให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนค่ะ และอีกเรื่องหนึ่งก็คือด้านเศรษฐกิจในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ซึ่งดิฉันเห็นว่าในนโยบาย ชุดที่ผ่านมาเรามีเรื่องของรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย เราไม่ปฏิเสธเลยว่าเป็นนโยบายหลัก เป็นธงนำที่จะมอบให้กับพี่น้องประชาชนด้วยการทำงานในหลาย ๆ มิติที่จะพร้อมส่งต่อ สิ่งดี ๆ นี้ไปให้ประชาชนได้ใช้กันอย่างครอบคลุมทั่วถึงทุก ๆ พื้นที่ แต่ว่ามันกลับน่าเสียดาย ที่ดิฉันไม่เห็นในรัฐบาลชุดนี้ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นโยบายนี้ สามารถที่จะลดรายจ่ายในการเดินทางให้กับพี่น้องประชาชนได้ ทุกท่านทราบไหมคะว่า เพียงช่วงที่ผ่านมาไม่นานที่เราเริ่มประกาศใช้ ๒๐ บาท ในสายสีม่วงและสายสีแดง เราได้เห็น ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของพี่น้องประชาชนที่มาใช้ระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าสายนี้ค่ะ มัน สามารถที่จะได้รายได้เพิ่มมากขึ้น จนเราสามารถนำรายได้นั้นไปจ่ายส่วนต่างจากการที่ พี่น้องประชาชนจ่ายถูกลงได้ด้วยค่ะ นี่แสดงให้เห็นว่าถ้าหากว่าเราสามารถที่จะสานต่อและ ดำเนินการต่อไปจนครอบคลุมทุกสาย ๒๘๖ กิโลเมตร ๑๙๓ สถานี จะมีผู้ใช้รถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น จาก ๑.๖ ล้านคนต่อเที่ยวต่อวัน เป็น ๒.๒ ล้านคนต่อเที่ยวต่อวัน นี่เป็นการคืนเงินใส่กระเป๋า ให้พี่น้องประชาชนโดยแบบตรงไปตรงมาไม่ซ้ำซ้อนไม่ต้องคิดเยอะ นโยบายนี้ไม่เพียงแต่เป็นนโยบายที่จะลดค่าโดยสารให้กับพี่น้องประชาชน แต่ยังเป็น นโยบายที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชนได้ รวมถึงยังเป็นวิสัยทัศน์ที่เรามอง การณ์ไกล ในเรื่องการกระจายความเจริญออกสู่พื้นที่ต่าง ๆ นอกจากตัวเมือง ทำให้เกิด มูลค่าเพิ่มของที่ดินในพื้นที่ที่อยู่แนวคมนาคมโดยการจัดการจากทั้งภาครัฐ และอีกอย่างหนึ่ง นโยบายตัวนี้ไม่เพียงในเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น ยังเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรการ SDG ในเรื่องของ Climax Action การลดการใช้ รถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อที่จะลดมลพิษในอากาศ แล้วก็ยังเป็นนโยบายที่จะทำให้พี่น้อง ประชาชนได้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กันค่ะ ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลก ใจถ้าหากรัฐบาลชุดนี้จะไม่สานต่อ ซึ่งถ้าหากว่าไม่สานต่อแล้วนั่นหมายถึงภาระของพี่น้อง ประชาชนที่จะต้องแบกรับค่าโดยสารที่เพิ่มมากขึ้นค่ะ ดิฉันเห็นว่าการที่รัฐบาลสามารถที่จะ ทำให้นโยบายนี้เดินหน้าต่อไปได้มันพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง มันจึงถูกตั้งคำถามขึ้นมาค่ะ ถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนจะต้องจ่ายค่าโดยสารที่เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลนี้จะชดใช้กับความ เสียหายที่พี่น้องประชาชนจะได้รับหรือไม่ มันคุ้มค่าหรือเปล่ากับการสร้างความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชนที่จะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ต่อไป ทั้ง ๆ ที่ท่านเองก็จะประกาศ อยู่แล้วว่ารัฐบาลอยากที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชน แต่ในทางปฏิบัติ ดูเหมือนจะเป็นการสวนทางอย่างชัดเจน ถ้าหากว่าดิฉัน Scan แบบเร็ว ๆ มองโฉมหน้า รัฐบาลชุดใหม่นี้ดิฉันก็มีความกังวลว่าดิฉันยังไม่เห็นท่านใดที่ทำงานแล้วก็ผลักดันในเรื่องของ ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชน ชาวรากหญ้า ดิฉันไม่มั่นใจเลยว่าต่อไปนี้จะมีใครมาสนใจและดูแลเขาอย่างจริงจังได้หรือไม่
อีกโครงการหนึ่งค่ะ โครงการบ้านเพื่อคนไทยที่มีเป้าหมายเพื่อที่จะทำให้ ประชาชนนั้นสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ซึ่งรัฐจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินของ รัฐให้มีประโยชน์อย่างสูงสุด ปัจจุบันที่ดินของการรถไฟไม่ได้ถูกนำไปใช้ให้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพเท่าที่ควร การจัดการบ้านเพื่อคนไทยนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนนั้นได้ เข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ ควบคู่ไปกับนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย เพื่อเป็นการ ปลดล็อกให้กับประชาชนในทางโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มบนเส้นทางตลอดแนวคมนาคม นี้ด้วยค่ะ เป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยรวมถึงรัฐบาลชุดที่แล้วได้คิดมาแล้วก็ได้เดินหน้า อย่างต่อเนื่อง
อีกนโยบายหนึ่ง นั่นคือในเรื่องของด้านการศึกษา ODOS รวมถึง Thailand Zero Dropout ที่จะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา นโยบาย ODOS เราสามารถที่จะส่งนักเรียนเยาวชนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนไปศึกษาต่อ ต่างประเทศได้ เป็นการเสริมสร้างทักษะทางด้านภาษา การฝึกทักษะในการไปประกอบ อาชีพให้เขาได้มีประสบการณ์ในโลกกว้าง
นโยบายอีกตัวหนึ่งของรัฐบาลที่ผ่านมานั่นก็คือการดึงนักเรียนหรือเยาวชน ที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้ามาสู่ระบบค่ะ จากผลพวงของโควิด-๑๙ ที่ผ่านมาทำให้เยาวชนนั้นต้องหลุดจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก พวกเราคิดไว้ หมดแล้ว เหลือเพียงแค่ว่าท่านจะตัดสินใจสานต่อและเดินหน้าหรือไม่ นอกจากนี้การจัด การศึกษาที่ดิฉันได้บอกไปว่า Learn to Earn จะทำให้เยาวชนหรือบุคลากรของเรา ได้มีประสิทธิภาพ ได้มีศักยภาพในการที่จะได้เรียนในสิ่งที่พวกเราตั้งใจที่จะไปประกอบอาชีพ ในอนาคต รวมถึงการเรียนและสามารถที่จะสร้างรายได้ในขณะที่ศึกษาอยู่ด้วย นี่คือ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้คิดค้นแล้วก็สานต่อเป็นนโยบายจนประกาศใช้ แล้วอยากที่จะให้ท่านได้ ดำเนินการต่อ ดิฉันต้องขอฝากทางรัฐบาลในประเด็นนี้ด้วยนะคะ ถ้าหากท่านกังวลว่า นโยบายที่ดิฉันได้กล่าวไปนั้นท่านจะไม่สามารถทำให้สำเร็จภายใน ๔ เดือนได้ ดิฉันบอก ได้เลยว่าท่านไม่ต้องกังวล ท่านเพียงแค่ไม่ประกาศยกเลิกหรือท่านไม่ต้องไปสั่งการใด ๆ ให้ เกิดการสะดุดหยุดชะงักของโครงการ ดิฉันมั่นใจว่าสิ่งดี ๆ เหล่านี้จะถึงมือพี่น้องประชาชน แน่นอนค่ะ ยกตัวอย่างเช่นนโยบายรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสายในขณะนี้เราก็ได้มีการพิจารณาในเรื่อง ของกฎหมายตั๋วร่วม กฎหมายราง กฎหมาย รฟม. ซึ่งได้ผ่านทุกขั้นตอนแล้ว มีการเจรจา ร่วมกับทางเอกชนที่จะทำให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงนเชิงนโยบายนี้ได้อย่างทันที ถ้าท่าน ไม่สานต่อถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แล้วก็ถือว่าเสียโอกาสของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะไม่ทำลายโอกาสนี้ของประชาชนในการที่จะได้รับการดูแล ที่ดีอย่างเท่าถึงและเท่าเทียมของรัฐบาล ท่านประธานคะ ๔ เดือนนี้อาจจะเป็นโอกาสของ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือทางรัฐมนตรีบางท่านที่จะซักฟอก ที่จะฟอกขาวตัวเอง หรือแม้แต่ ที่ท่านเองอาจจะบอกว่าล้างผิด เป็นช่วงเวลาที่ท่านอาจจะดำเนินการได้ หรือแม้แต่ที่ ท่านนายกรัฐมนตรีไปพูดที่เวทีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่าให้เลือกเต้แล้วก็ให้มาเลือกหนู ก็เกิดข้อความที่ถกเถียงกันมากมาย หรือแม้แต่ประชาชนบางคนก็บอกว่ารัฐบาลนี้ได้รับการ ตราหน้าหรือแปะป้ายว่าเป็นรัฐบาลยี้ห้อย ดิฉันก็ไม่เชื่ออย่างนั้น ดิฉันก็ยังอยากที่จะให้ใช้ เวลา ๔ เดือนที่เหลืออยู่นี้ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด ให้โอกาสที่ พี่น้องประชาชนควรที่จะได้รับให้เขาได้รับจริง ๆ ดิฉันต้องขอให้รัฐบาลว่าอย่าทำลายโอกาส ของพี่น้องประชาชนในการที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่าทำลายโอกาสของพี่น้องประชาชนที่ จะได้รับการดูแลจากทางภาครัฐอย่างที่ควรจะเป็น ท่านจะต้องไม่ให้ประชาชนเสียโอกาสไป เพียงเพราะได้รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งตามเจตนารมณ์ของประชาชน ดิฉันฝากไว้ เพียงเท่านี้ในเวลาที่จำกัด ดิฉันจะเฝ้าคอยแล้วก็จะตรวจสอบรัฐบาลนี้อย่างจริงจัง ขอบคุณ ท่านประธานค่ะ