พงศธร ชี้ทุเรียนไทยเสียสัดส่วนตลาด ห่วงทุเรียนลอบสวมสิทธิส่งจีน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๐ กันยายน ๒๕๖๘

พงศธร ศรเพชรนรินทร์ ตั้งข้อสังเกตปัญหาทุเรียนไทยที่สูญเสียสัดส่วนตลาดให้เวียดนาม ทั้งจากราคารับซื้อที่ตกต่ำ คุณภาพผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ และปัญหาการลักลอบนำทุเรียนจากต่างประเทศเข้ามาสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทยเพื่อส่งออกไปจีน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบความโปร่งใส ควบคุมการนำเข้า ยกระดับมาตรฐานการตรวจสารตกค้างให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของจีน ส่งเสริมระบบตรวจสอบย้อนกลับและแบรนด์ GI รวมถึงแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพื่อฟื้นฟูศักยภาพการแข่งขันของทุเรียนไทยในตลาดโลกภายในระยะเวลาที่กำหนด

นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ สมาชิกผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พงศธร ศรเพชรนรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง อำเภอแกลง อำเภอเขาชะเมา จากพรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขอตรวจการบ้านนโยบาย รัฐบาลด้านการเกษตรโดยเฉพาะเรื่องทุเรียน ตามคำแถลงในนี้ระบุว่าจะจัดการสินค้าเกษตร ในเรื่องของราคาให้ดีขึ้น จะสกัดปัญหาการสวมสิทธิทุเรียนกำลังเจอปัญหาพวกนี้อยู่ครับ ทุเรียนคือราชาผลไม้ที่มียอดส่งออกเป็นอันดับ ๑ หรือยอดกว่าแสนล้านบาท ตลาดใหญ่ที่สุด คือจีน เอาสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ส่วนแบ่งตลาดที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ล่าสุดปี ๒๕๖๗ เหลือแค่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ แต่เวียดนามก็เติบโตอย่าง ก้าวกระโดดในเวลาไม่กี่ปี ปี ๒๕๖๗ สัดส่วนไป ๔๒ เปอร์เซ็นต์แล้ว เรากำลังจะเสียแชมป์ให้ เวียดนามหรือเปล่า เรื่องราคารับซื้อทุเรียนก็เช่นกันต่ำที่สุดในรอบ ๕ ปี ปีนี้ A B ต่ำที่สุด อยู่ที่ ๙๕ บาท ต่ำกว่าปีก่อน ๆ ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาพรรคอะไร บริหารงานกันอย่างไรราคาถึงต่ำ ได้ขนาดนี้ เหตุใดเรากำลังจะสูญเสียแชมป์ส่งออกทำไมราคาทุเรียนถึงตกต่ำ ผมมี ๔ ปัจจัย ๔ ข้อเสนอที่รัฐบาลต้องทำให้เสร็จภายใน ๔ เดือน

ปัจจัยปัญหาแรก Supply ทั่วโลกล้นตลาด คู่แข่งต้นทุนต่ำ ผู้ผลิตทุเรียน ของไทยทั้งหมดเรามีผลผลิตปี ๒๕๖๒ ราว ๑ ล้านตัน ปี ๒๕๖๗ เพิ่มเป็น ๑.๕ ล้านตัน คู่แข่งสำคัญคือเวียดนามที่มาเพิ่ม Supply ในตลาดโลก ที่สำคัญต้นทุนเขาต่ำกว่าเรามาก ต้นทุนอยู่ที่ ๑๙ บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่เราอยู่ที่ ๔๐ บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคารับซื้อ ในเวียดนามต่ำกว่าของเราค่อนข้างมาก

ปัจจัยที่ ๒ กลไกควบคุมคุณภาพไม่เกิดขึ้นจริง เมื่อมีทุเรียนด้อยคุณภาพ ทุเรียนอ่อนเข้าไปอยู่ในตลาดคนกินแล้วไม่อร่อย ผู้บริโภคไม่มั่นใจ ความต้องการบริโภค ก็ลดลง ปีสองปีที่ผ่านมาการควบคุมทุเรียนด้อยคุณภาพยังไร้ประสิทธิภาพ คิดดูครับ การตรวจทุเรียนอ่อนยังใช้ไมโครเวฟตรวจกันอยู่เลยครับ

ปัจจัยที่ ๓ มีการตรวจเข้มสารตกค้าง เพิ่มเวลาขนส่ง รอบรับซื้อช้าราคาตก ในช่วงต้นปีทางการจีนมีมาตรการคุมเข้มให้ตรวจ BY2 แคดเมียมของไทยเราทุกตู้ โดยเป็น การตรวจ ๒ รอบด้วย คือตรวจด้วยแล็บในไทย และยังต้องไปตรวจซ้ำที่จีนครับ ทำให้การ ขนส่งทุเรียนไปจีนจากเดิม ๗ วันเพิ่มเป็น ๑๓ วันถ้าตรวจพบสารตกค้างส่งออกไม่ได้ต้อง ทำลายทั้งตู้ เสียหายทั้งตู้ก็ทำให้ผู้รับซื้อต้องรับซื้อในราคาที่ต่ำลงครับ

ปัจจัยที่ ๔ พบทุเรียนนำเข้าสูงถึง ๑ ใน ๔ ของทุเรียนที่เราส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเวียดนามครับ นี่เฉพาะที่นำเข้าอย่างถูกกฎหมาย ยังมีลักลอบเข้ามาอีก ดูตามข่าวได้ครับ มีการจับกระบะ จับเรือที่ลักลอบทุเรียนเข้ามาจากเวียดนาม ทำไมเราจึง สงสัยว่ามีขบวนการนำทุเรียนจากเวียดนามเข้ามาสวมสิทธิเป็นทุเรียนไทยแล้วส่งผ่านไปที่ ประเทศจีน เพราะว่าเวียดนามถูกจำกัดการนำเข้าครับ ช่วงต้นปี ๒๕๖๗ ทางการจีน ตรวจพบแคดเมียม BY2 ในเวียดนามจำนวนมาก จึงออกประกาศ ๗๗ ครั้ง มีรายงานว่า เกี่ยวข้องกับล้ง ๓๓ ล้ง สวน ๔๐ สวน จึงระงับการนำเข้าจากเวียดนามตั้งแต่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๗ เพิ่มจากที่เคยระงับมาก่อนหน้านี้ ทำให้เวียดนามมีอุปสรรคในการส่งออกทุเรียน ไปจีนอย่างหนักครับ จึงเกิดกระบวนการใช้ไทยเป็นทางผ่านใช่หรือไม่ ผมไปพบเห็น เหตุการณ์มาด้วยตัวเองกับตาเมื่อเดือนพฤษภาคม ตามภาพนะครับ ผมไปพบทุเรียนแกะเนื้อ แช่แข็งจากเวียดนามเต็ม ๒ รถตู้ Container พบกล่องเปล่าจำนวนมาก พบเครื่องติด Sticker และพบ Sticker ภาษาจีนที่แปลเป็นไทยได้ว่าเนื้อทุเรียน ต้นกำเนิดประเทศไทย ส่งออกไปประเทศจีน ทั้ง ๆ ที่ตรงนั้นไม่มีเนื้อทุเรียนไทยแม้แต่พูเดียวนะครับ มีแต่ทุเรียน เวียดนาม Sticker นี้มันคืออะไร แบบนี้จะไม่ให้เราสงสัยได้อย่างไรว่ามีการนำทุเรียน เวียดนามเข้ามา Repack เปลี่ยนกล่อง แปะ Sticker ใหม่ สวมสิทธิเป็นทุเรียนไทย แล้วส่งออก จนถึงวันนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนให้ข้อมูลได้ว่าตกลงมันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไรครับ และเมื่อผมตามไปดูที่โรงงานแปรรูปที่เจ้าของทุเรียนชาวจีน Lot นี้มาอ้างสิทธิ โรงงานแห่งนี้ นอกจากเอาทุเรียนเวียดนามแกะเนื้อแช่แข็งเข้ามาบอกว่ามาแปรรูปในโรงงานนี้ มีทุเรียน ไทยผลสดเอามาแกะเนื้อในโรงงานนี้ด้วย นึกภาพตามนะครับ มีทุเรียนเวียดนามแช่แข็งราคา ถูกอยู่ในโรงงานนี้ และมีทุเรียนไทยแกะเนื้อที่ราคาแพงกว่าที่เตรียมส่งออกไปจีนนะครับ แล้วมันจะไม่ปนกันกลายเป็นทุเรียนไทยทั้งหมดส่งออกไปจีนได้อย่างไร วันที่โรงงานผมถาม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่ามันจะควบคุมกันอย่างไร เจ้าหน้าที่ทางราชการตอบผมว่าอย่างไร ทราบไหมครับ ควบคุมไม่ได้ แบบนี้ก็เรือหายพ่อแม่พี่น้องครับ มันก็ปนกันไปหมดสิครับ เราปล่อยแบบนี้ไม่ได้นะครับ นี่จะเป็นคำถามตัวโต ๆ ว่ามีไอ้โม่ง มีขบวนการนำทุเรียน เวียดนามเข้ามาใช้ไทยเป็นทางผ่าน เป็นใบเบิกทางเพื่อส่งออกแย่งตลาดทุเรียนไทยใช่หรือไม่ ดังนั้น ๔ เดือนนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องทำให้เสร็จมีอย่างน้อย ๔ ด้านครับ

ด้านที่ ๑ สะสางคดีทุเรียนสวมสิทธิ กรณีโรงงานที่ผมไปพบ โรงงานนี้เขาอ้าง ว่าเอาทุเรียนแกะเนื้อจากเวียดนามมาแปรรูปทำทุเรียน Freeze Dry จริงหรือเปล่า ตัวเลข ปี ๒๕๖๗ ไทยนำเข้าทุเรียนแกะเนื้อแช่แข็งทั้งหมด ๗๐,๐๐๐ กว่าตัน เฉพาะมาที่โรงงาน แห่งนี้แห่งเดียวนะครับ ๕๕,๐๐๐ ตัน นี่คือโรงงานที่นำเข้าใหญ่ที่สุดในประเทศ ไม่รู้ว่าผมมา เจอตออะไรหรือเปล่านะครับ เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องทำความจริง ให้กระจ่าง เอาบันทึกเอกสารทางราชการที่เชื่อถือได้ เอามาเปรียบเทียบดูว่าทุเรียนเวียดนาม ที่มาที่โรงงานแห่งนี้ ๕๕,๐๐๐ ตัน ที่อ้างว่าเอามาแปรรูปทำทุเรียน Freeze Dry เอาเข้า มาแล้วขายออกเป็นทุเรียน Freeze Dry จริงเท่าไร มีการเล่นแร่แปรธาตุ สวมสิทธิหายไป ระหว่างทางอีกเท่าไร หามาให้เจอครับ

ถัดมาครับ ต้องป้องกันการสวมสิทธิในโรงงาน อย่างที่ผมบอกไปครับ ต้องมี มาตรการป้องกันไม่ให้เอาทุเรียนชาติอื่นมาปนกับทุเรียนภายในโรงงานแบบที่เป็นอยู่ แบบนี้ได้ หามาตรการการป้องกันให้ดีครับ อย่าให้เกิดขึ้นอีกเพราะมันส่งผลต่อภาพลักษณ์ ส่งผลต่อคุณภาพและราคาของทุเรียนไทยครับ ถัดมาครับ ต้องควบคุมการนำเข้า กลับมาดูตัวเลขการนำเข้าทุเรียนแกะเนื้อแช่แข็ง ปี ๒๕๖๗ ทั้งปี นำเข้ามา ๗๐,๐๐๐ ตัน ๗๐,๐๐๐ ตันเนื้อทุเรียนนะครับ ถ้าแปรกลับไปเป็น ทุเรียนผลสดคูณ ๓ ครับ เท่ากับประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัน นี่มันคือ ๑ ใน ๔ ของทุเรียน ส่งออกของเรา ปล่อยให้มีการนำเข้ามาเยอะขนาดนี้ได้อย่างไร ดังนั้นต้องควบคุมไม่ให้นำเข้า มามากจนส่งผลต่อราคาแบบนี้ แล้วต้องกำหนดให้มีมาตรการคุมเข้มตรวจสารตกค้าง แคดเมียม BY2 ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับที่ส่งออกไปที่ประเทศจีนด้วยครับ

ด้านที่ ๒ ต้องเร่งเจรจาผ่อนคลายมาตรการตรวจสารปนเปื้อนที่จีนตรวจกับ เราอยู่ เป็นไปได้ให้มีการตรวจรอบเดียวครับ โดยขอความร่วมมือกับ GACC ของจีนในการ มากำกับการตรวจแล็บที่ขึ้นทะเบียนภายในประเทศ และในการจัด Rate ล้งสีเขียวไม่ตรวจ สีเหลืองสุ่มตรวจ สีแดงตรวจเข้ม ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน กำหนดมาตรการสร้างความเชื่อมั่นเปลี่ยนสีแดงสีเหลืองให้เหลือน้อยที่สุด

ด้านที่ ๓ เรื่องคุณภาพทุเรียนต้องมีการยกระดับตั้งแต่กำหนดมาตรฐานและ เข้มงวดการตัดทุเรียน ใช้เทคโนโลยีตรวจคัดกรองคุณภาพเช่นเครื่อง CT Scan ไม่ให้มี ทุเรียนอ่อนหลุดเข้าตลาดอีก ควรกำหนดให้มีการติดแท็ก บาร์โค้ดหรือ QR Code ในทุเรียน ทุกลูกที่เมื่อ Scan ไปแล้วจะรู้ทุเรียนมาจากสวนไหน ใครเป็นคนคัด คนตัด มีใบ GAP ถูกต้อง ล้งไหนรับซื้อ บริษัทไหนส่งออก สร้างความมั่นใจให้ตลาดโลกว่าทุเรียนไทยทุกลูก สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ บางสวนเริ่มติดแท็กกันไปแล้ว ท่านแค่ไปต่อยอดต่อ เท่านั้นเอง รวมถึงสนับสนุนการขึ้นทะเบียนทุเรียน GI เช่นที่ระยองที่ได้เริ่มทำไปแล้ว สร้าง Brand สร้างเรื่องเล่ารสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของทุเรียนแต่ละแหล่งผลิตให้มั่นใจว่า ทุเรียนไทยมีคุณภาพ รสชาติที่แตกต่างจากคู่แข่ง

ด้านที่ ๔ ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงาน Pack ทุเรียน จะเป็น ปัญหาใหญ่คาดว่าตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าจะขาดแคลนอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้ การเก็บเกี่ยวและ Pack ทุเรียนส่งออกไม่ทัน ส่งผลกระทบต่อราคาสาหัสแน่ ๆ ความต้องการแรงงานในช่วงนั้นอยู่รวม ๆ ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน ตอนนี้มีแรงงานเหลืออยู่ แค่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นท่านต้องเริ่มวางแผนจัดหาแรงงานให้ทันตั้งแต่วันนี้ว่าจะ หาแรงงานจากไหนให้ทันการณ์ครับ ทั้งหมดนี้คือ ๔ ปัจจัย ๔ ข้อเสนอที่รัฐบาลต้องทำให้ เสร็จภายใน ๔ เดือน เพื่อจัดการปัญหาทุเรียนสวมสิทธิ ยกระดับราคาและป้องกันแชมป์ ส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวแล้วครับ ต้องทำให้เสร็จก่อนยุบสภา ๓๑ มกราคม ผมจะรอฟังคำตอบจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องครับ ขอบคุณครับ