จุรินทร์ ยันจุดยืนฝ่ายค้าน ชี้รัฐบาลได้เปรียบ-เสนอแนะนโยบายเพื่อประชาชน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๐ กันยายน ๒๕๖๘

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ แสดงความยินดีกับรัฐบาลชุดใหม่ แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความคลุมเครือในนโยบายและจุดอ่อนของการบริหารที่ได้เปรียบจากโครงสร้างอำนาจเดิม พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ยาง และผลไม้ ที่กระทบเกษตรกรอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันตั้งคำถามต่อการตั้งโจทย์ประเทศที่ละเลยประเด็นการทุจริต การจัดการเขตแดน และการใช้อำนาจทางการเมือง พร้อมเรียกร้องให้ยึดมั่นนิติธรรมและดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นขอเริ่มต้นด้วยการแสดงความยินดีกับตำแหน่งท่านนายกรัฐมนตรี ของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งถือว่าเป็นนโยบาย Quick Win นโยบายแรกที่ประสบ ความสำเร็จตั้งแต่ยังไม่แถลงนโยบาย แล้วก็ขอถือโอกาสนี้แสดงความยินดีกับคณะรัฐมนตรี ทุกท่านที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี จากนี้กระผมและพรรคประชาธิปัตย์ก็จะขอทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ขออนุญาตกราบเรียนเบื้องต้นกับท่านประธานว่าพวกกระผม จะไม่ค้านทุกเรื่อง

ประการที่ ๒ ก็จะว่าไปตามเนื้อผ้าไม่มีอคติ ไม่มีบุญคุณความแค้นใด ๆ แล้วก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านทุกพรรค เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ ทั้งนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลแทนประชาชน ถ้าไปดูนโยบายของ รัฐบาลชุดนี้ก็จะพบว่านโยบายมีทั้งหมด ๗ หน้า ๕ หมวดอย่างที่ปรากฏอยู่ในเล่มนี้ ผมดู หลายรอบในภาพรวมก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งที่เขียนไว้กว้าง ๆ เป็นมหาสมุทร แทนที่จะ เฉพาะเจาะจงลงไปเพราะว่าเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรียอมรับ เมื่อสักครู่ แต่ว่าก็เข้าใจได้ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะชี้แจงว่าเพื่อเป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคต อย่างไรก็ตามที่กระผมสะดุดเป็นพิเศษก็คือนโยบายหาเสียงก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา ล่องคนหายตัวแล้วก็ไม่มีปรากฏอยู่ในนโยบายของรัฐบาลชุดนี้หลายนโยบาย แต่ก็ขอไม่ลง รายละเอียดทั้งหมดเพราะว่ามันจะกินเวลามากจนเกินไป ผมขอทำหน้าที่แค่ให้ความเห็น ตั้งคำถามแล้วก็ฝากข้อเสนอแนะที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ในภาพรวม

ประการแรกที่ขอพูดก็คือคำตัดพ้อของรัฐบาลที่ปรากฏอยู่ชัดเจนในหน้า ๒ ที่ระบุว่ารัฐบาลชุดนี้มีข้อจำกัด ๓ ข้อ ข้อแรกก็คือมีเวลาจำกัด ข้อ ๒ ไม่ได้จัดทำงบประมาณ ด้วยตัวเอง แล้วก็ข้อ ๓ ยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือรัฐบาลเป็นง่อย นี่คือข้อจำกัดที่รัฐบาลระบุไว้ในเอกสารแถลงนโยบายงบประมาณ ความจริงเหตุที่เกิดกรณี เช่นนี้ขึ้นผมเชื่อว่าประชาชนทุกคนทราบดีว่ามันเกิดจากการเมืองภาคพิสดาร แล้วรัฐบาล ก็คงจะไปโทษใครไม่ได้เพราะว่ารัฐบาลเป็นคนเลือกเองแล้วก็เลือกทางเดินนี้ด้วยความเต็มใจ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นนักธุรกิจคงบวกลบคูณหารเรียบร้อยแล้ว แล้วก็คงคิดว่ามันคุ้ม ทำไม ถึงเรียกว่าคุ้มครับ ที่คุ้มก็เพราะเหตุว่าคุ้มที่จะแลกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและการเป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาลกับข้อจำกัด ๓ ข้อที่ว่านะครับ

ประการที่ ๒ คุ้มที่จะเป็นรัฐบาลต่างตอบแทน คือฝ่ายหนึ่งได้ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีและได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งได้ยุบสภากับได้แก้รัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามความจริงถ้าจะบอกว่าเวลาเป็นข้อจำกัดก็อาจจะใช่ แต่ถ้าบอกว่าไม่ถึงกับใช่ ก็สามารถพูดได้ เพราะว่าเอาเข้าจริงรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้อยู่แค่ ๔ เดือน แต่จะอยู่ ๘ ถึงเกือบจะ เรียกว่า ๙ เดือนก็อาจจะเป็นไปได้ถ้ายุบสภาตามสัญญาที่นายกรัฐมนตรีพูดเมื่อสักครู่ เพราะอะไร เพราะว่าตั้งแต่โปรดเกล้านายกรัฐมนตรีจนถึงวันยุบสภาที่ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าคงจะปลายเดือนมกราคมก็กินเวลาไป ๔ เดือนกว่าแล้ว ช่วงเวลาที่ ๒ ระหว่าง ช่วงเวลาในการหาเสียงก็กินเวลาประมาณ ๒ เดือน รวมแล้วก็ ๖ เดือนกว่านะครับ แล้วก็ช่วงที่ ๓ รอประกาศผลการเลือกตั้งซึ่งยังไม่รู้ กกต. ก็จะใช้เวลาเท่าไร แล้วต้องรอจัดตั้ง รัฐบาลใหม่จนถึงถวายสัตย์ปฏิญาณรัฐบาลจึงพ้นจากตำแหน่งก็คงอีก ๒ เดือน หรือ ๒ เดือนกว่า ๆ ๓ เดือนก็เคยมี รวมแล้วก็ ๘-๙ เดือนก็น้อยกว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว แค่เดือนกว่า ๆ เพราะรัฐบาลชุดที่แล้วอยู่ ๑๐ เดือนครึ่งโดยประมาณ ที่สำคัญต้องยอมรับว่า รัฐบาลชุดนี้มีแต้มต่อมากกว่ามีข้อจำกัด แต้มต่ออย่างน้อย ๔ ข้อ

ประการที่ ๑ การที่มีผู้มาลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีโดยไม่ขอรับตำแหน่ง รัฐมนตรี ทำให้นายกรัฐมนตรีกลายเป็นหนูตกถังข้าวสาร เพราะมีเก้าอี้รัฐมนตรีให้มาแบ่งปัน กันเหลือเฟือที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองระบบรัฐสภา

ประการที่ ๒ รัฐบาลชุดนี้บริหารราชการแผ่นดินปุ๊บมีเงินมากองไว้ปั๊บ ไม่ต้อง ออกแรงเลยครับ เพราะอะไร เพราะงบเหลือจ่ายปี ๒๕๖๘ รออยู่แล้ว ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท งบปี ๒๕๖๙ รอใช้แล้วตั้งแต่ ๑ ตุลาคม พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท เฉพาะงบฉุกเฉิน ที่เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรีอย่างเดียว ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท เกือบแสนล้านบาท นี่คือแต้มต่อที่ ผมไม่มองว่ามันเป็นข้อจำกัด

ประการที่ ๓ มีนโยบายสำเร็จรูปเตรียมไว้ให้แล้วโดยผู้มีอำนาจเหนือ รัฐธรรมนูญหรือ MOA ที่คิดไว้ให้เสร็จสรรพว่า ๕ ข้อจะต้องทำอะไรบ้างสำหรับรัฐบาลชุดนี้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที

ประการที่ ๔ เหลือคิดเองแค่ ๓ เรื่องครับ เรื่องที่ ๑ นโยบายที่จะเอามาแถลง ต่อรัฐสภาวันนี้ เรื่องที่ ๒ การจัดคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บริหารนโยบาย เป็นผู้ใช้นโยบายและ เป็นผู้กำหนดนโยบายที่แถลงวันนี้ กับเรื่องที่ ๓ การทำนโยบายที่แถลงวันนี้ให้ประสบ ความสำเร็จ ก็มี ๓ เรื่องนี้เท่านั้นที่เป็นภารกิจของรัฐบาล ส่วน MOA ที่ประชาชนบ่นน้อยใจ ว่าไม่ได้มีปัญหาของประชาชนอยู่ในสมการก็พอเข้าใจได้ช่วงนั้นต้องแย่งชิงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีกัน นายกรัฐมนตรีก็อาจจะหลงลืมไปว่ามันตกหล่นหรือเปล่าสำหรับปัญหา ประชาชน สุดท้ายเมื่อไปยอมรับ แต่ก็ไม่เป็นไรครับเพราะ MOA มันเป็นแค่ข้อตกลงระหว่าง พรรคการเมือง แต่ไม่ได้มีผลผูกพันรัฐสภา ถ้าไม่นำมาบรรจุไว้ในนโยบายที่แถลงวันนี้ ในเรื่อง การจัดคณะรัฐมนตรี ขออนุญาตเรียนว่ามันเป็นหัวใจสำคัญครับ แล้วก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับ นโยบาย เพราะคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดนโยบายและเป็นผู้ใช้นโยบายอย่างที่ผมกราบเรียน ไปแล้ว คณะรัฐมนตรีชุดนี้ประกอบด้วย ๒ ส่วนครับ ส่วนที่ ๑ คนใน กับส่วนที่ ๒ คนนอก คนนอกผมขอชมด้วยความจริงใจครับ หลายตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจัดได้ดี แล้วก็ถูกฝา ถูกตัว แต่น่าเสียดายที่มีบางตำแหน่งกลายเป็นตำแหน่งชักใบให้เรือเสีย หรือทำให้ คณะรัฐมนตรีชุดนี้กระดำกระด่างไป ความจริงผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็คงพอจะรู้ อยู่แก่ใจ ดูได้จากอะไร ดูได้จากตอนที่จัดตำแหน่งรัฐมนตรีใน ครม. ชุดนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี นำคนนอกมาเปิดตัวด้วยตัวเองทีละคนสองคน แล้วก็มาเปิดตัวเกือบจะเรียกว่าทุกคนที่ผมก็ เชื่อว่าเรียกคะแนนได้สำหรับรัฐบาล ไม่ผิดนะครับ ไม่ได้ตำหนิอะไรท่านนายกรัฐมนตรี แต่ว่า สำหรับบางตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่กล้าเอาออกมา เปิดตัวแล้วก็เหมือนจะทำลับ ๆ ล่อ ๆ ให้วิพากษ์วิจารณ์กัน แต่สุดท้ายหวยล็อกก็ออกมาจนได้ นี่ก็คือคณะรัฐมนตรีชุดนี้สำหรับ คนนอก แต่สำหรับคนในผมเข้าใจได้ครับ ผมเคยเป็นทั้งรัฐบาลหลายรัฐบาล แล้วก็เป็น ฝ่ายค้านมาก็เคย ผมเข้าใจเรื่องโควตากลุ่ม เข้าใจเรื่องโควตาพรรคการเมือง ผมไม่มีอะไร วิจารณ์ครับ แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ขอพูดแล้วก็ขอชมท่านนายกรัฐมนตรีว่านายแน่มาก ที่บอกว่า นายแน่มากก็คือกล้าตั้งรัฐมนตรีที่แม้แต่รัฐบาลชุดที่แล้วก็ยังไม่กล้าตั้ง เพราะไม่อยากเสี่ยง ที่จะไปเดินตามรอยนายกรัฐมนตรีเศรษฐา แต่เมื่อท่านตั้งแล้วท่านก็ต้องรับผิดชอบ แล้วผมก็ ขอให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ปฏิบัติภารกิจให้ดีที่สุด สำหรับตัวนโยบาย ๗ หน้า ๕ หมวด ที่ผม กราบเรียนเมื่อสักครู่ ผมขอพูดเฉพาะ ๖ ประเด็นดังต่อไปนี้

ประเด็นแรกเรื่องการตั้งโจทย์ประเทศ รัฐบาลนี้ตั้งโจทย์ประเทศไทย ในภาวะนี้ว่ามีด้วยกัน ๔ ภัยครับ ภัยที่ ๑ คือภัยเศรษฐกิจ ภัยที่ ๒ คือภัยความมั่นคง ภัยที่ ๓ ภัยด้านสังคม แล้วก็ภัยที่ ๔ คือภัยพิบัติธรรมชาติ ผมไม่ค้านหรอกครับ แล้วก็ไม่มี อะไรวิจารณ์ ๔ ภัยที่ว่าเพราะมันไม่มีอะไรผิด แต่ว่าที่จะต้องพูดก็คือรัฐบาลตั้งโจทย์ไม่ครบ อาจจะเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ทันได้นึก หรือว่าไม่คิดว่ามันสำคัญก็ตาม แต่ว่าภัยที่ว่าภัยที่ ๕ นี้คือภัยที่มีความสำคัญยิ่งและเป็น ต้นตอที่มาของภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยด้านสังคมและภัยพิบัติธรรมชาติ ภัยที่ว่าก็คือ ภัยจากการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเติมมาอีกข้อเดียวมันจะสมบูรณ์ในการ ตั้งโจทย์ประเทศ แต่ต่อมานายกรัฐมนตรีก็มีคำตอบในนโยบายเรื่องการแก้ปัญหาทุจริต ก็พอไปกันได้ อย่างไรก็ตามนี่คือเรื่องแรกในการตั้งโจทย์ที่ขอวิจารณ์

ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็คงได้ยินว่านโยบายนี้มีหลายคนบ่นว่าไม่ใช่ ไม่ควร แต่บังเอิญ มันมาผิดที่ ผิดเวลา ประชาชนจำนวนไม่น้อยวิพากษ์วิจารณ์ว่าอยากเห็นการแก้ปัญหา ปากท้องมากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะว่ามาถึงวันนี้ปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันผ่านพ้นไปแล้ว แล้วก็หมดไปแล้วคือบทเฉพาะกาล ที่เป็นปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ประการหนึ่ง ที่เปิดโอกาสให้วุฒิสมาชิกมาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุม รัฐสภาได้ รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ปัญหาที่เหลืออาจจะสามารถแก้รายมาตราได้ แต่นี่ไม่ใช่ ความเห็นผม ผมสะท้อนความเห็นประชาชนจำนวนมากที่สะท้อนผ่านผมมา แต่เมื่อรัฐบาล ไปแลกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับการแก้รัฐธรรมนูญมาแล้ว นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลก็ต้อง รับผิดชอบ และผมก็ถือว่าการแก้รัฐธรรมนูญสามารถที่จะทำควบคู่ไปกับการแก้ปัญหา อื่น ๆ ได้ แต่ผมมีคำถาม ๒ ข้อ ขอขีดเส้นใต้ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะกรุณาตอบได้ก็จะเป็น การดีที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง

คำถามที่ ๑ ที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องไม่แตะ หมวด ๑ หมวด ๒ คำถามคือถ้ามีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาและ ไม่กำหนดเงื่อนไขว่าจะไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ รัฐบาลชุดนี้จะยกมือให้ไหมครับ

คำถามที่ ๒ คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) กับ (๕) เรื่องคุณสมบัติของผู้ที่ จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง ศาล องค์กรอิสระและตำแหน่งที่ ใช้อำนาจสำคัญ ๆ ต้องมีคุณสมบัติที่ระบุไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) (๕) ว่าต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และต้องไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม อย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงฉบับนี้ และคงเป็นอุปสรรค กับคนโกงแล้วก็คนเคยโกง คำถามก็คือถ้าการแก้รัฐธรรมนูญไปแก้ข้อนี้ แล้วแก้ถอยหลัง เข้าคลอง นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจะสนับสนุนต่อไปหรือไม่ ในหมวดนี้ มาตรานี้ ให้แก้แล้ว ก็เลวลง นี่คือ ๒ คำถามเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญครับ

ประเด็นที่ ๓ ปัญหาไทย-กัมพูชา ซึ่งรัฐบาลระบุไว้ในนโยบายหน้า ๔ เรื่องนโยบายด้านความมั่นคงว่าจะรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและเขตแดนที่เป็นของคนไทย โดยชอบธรรมตามเส้นเขตแดนที่เป็นสากล ผมไม่มีอะไรท้วงติงครับ และถึงวันนี้ผมเชื่อว่าคนไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงความรักชาติ รักแผ่นดินร่วมกัน และคนไทยได้รู้เช่นเห็นชาติเขมรแล้วว่าเป็นอย่างไร และสิ่งที่รัฐบาลกำลัง เดินอยู่ทุกวันนี้คือใช้นโยบายการทหาร การเศรษฐกิจ และการทูตควบคู่กันไป การทหาร ผมเชื่อว่า ทุกคนในที่นี้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน ประชาชนทุกคนชื่นชมให้กำลังใจกองทัพและ ผู้เสียสละอยู่ในแนวหน้าทุกคน ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เศรษฐกิจ ผมเชื่อว่า ทุกคนเห็นด้วยกับการปิดด่านจนกว่าเขมรจะหมดการเป็นภัยต่อความมั่นคง และการทูต เมื่อวานขอชมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทำได้ดีอย่างยิ่ง ท่านนายกรัฐมนตรี พลอยได้หน้าไปด้วย ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แต่คำถามก็คือที่รัฐบาลเขียนว่าพื้นที่ของเราตาม เส้นเขตแดนที่เป็นสากลที่ถูกครอบครอง เราจะยึดคืนมาให้หมดด้วยใช่หรือไม่ เพราะไม่แค่จะ รักษาไว้ อะไรที่สูญเสียไปรัฐบาลมีนโยบายเอาคืนด้วยใช่หรือไม่ เอากลับมาเป็นของไทย ให้หมดถ้าอยู่ในเขตแดนที่เป็นสากล เป็นที่ยอมรับ ผมไม่ถามว่ามีกี่จุดหรอกครับ มันไม่ถูก กาลเทศะ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาถามกันตรงนี้ แต่ถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีแนวจะเอาคืนทั้งหมด ใช่หรือไม่ แล้วเมื่อไรถ้าตอบได้ก็จะดีครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

คำถามที่ ๒ เรื่องบ่อนเขมรที่สร้างล้ำแดนไทยเข้ามาที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าสะกดคำว่า ยอม ไม่เป็น ที่ผม ต้องถามเพราะว่ารัฐบาลนี้เขียนนโยบายไว้ชัดเจนว่าจะจัดการกับบ่อนผิดกฎหมายให้สิ้นซาก คำถามคือแล้วบ่อนเขมรที่ล้ำเขตแดนไทยเข้ามาท่านจะจัดการอย่างไร ๘-๙ เดือนนานพอ ที่รัฐบาลนี้จะดำเนินการและมีคำตอบได้ ก็ขอถามไว้ครับถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะกรุณาตอบ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ

คำถามที่ ๓ เรื่อง MOU รัฐบาลแถลงนโยบายว่าจะทำประชามติยกเลิก MOU ไม่ระบุว่า ๒๕๔๓ หรือ ๒๕๔๔ ระบุไว้แค่จะทำประชามติยกเลิก MOU คำถามคือ ถ้ารัฐบาลเห็นว่าควรยกเลิกทำไมรัฐบาลไม่ตัดสินใจเอง และดำเนินการได้ทันทีมีเวลากว่า ๘ เดือน

ประการที่ ๒ คือถ้ารัฐบาลบอกว่าจะทำประชามติท่านจะทำเมื่อไร กี่โมงเรื่องนี้ จะทำพร้อมกับประชามติแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะถ้าไม่ทำตอนนั้นผมก็ไม่ทราบว่า รัฐบาลจะกำหนดช่วงเวลาไว้ตอนไหน นี่คือสิ่งที่ขอถามให้รัฐบาลกรุณาช่วยตอบ

เรื่องที่ ๔ เรื่องราคาพืชผลการเกษตรซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่คุกคามเกษตรกรมา ๒ ปีเต็ม ๘ เดือนกว่า ๆ ที่รัฐบาลนี้จะอยู่ในตำแหน่งและมีอำนาจเต็มนะครับ ไม่ใช่หลัง ยุบสภาแล้วไม่มีอำนาจ เพราะหลังยุบสภารัฐบาลนี้จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ารัฐบาล ชุดใหม่จะถวายสัตย์ปฏิญาณ ทำไม่ได้แค่ ๒ เรื่อง คือ ๑. ริเริ่มนโยบายใหม่ กับ ๒. โยกย้าย แต่งตั้งข้าราชการ แม้แต่โยกย้าย แต่งตั้งข้าราชการถ้า กกต. เห็นชอบก็ยังทำได้ เพราะฉะนั้น ๘ เดือนยาวพอที่รัฐบาลนี้จะคลายทุกข์เกษตรกรได้ แต่พอไปดูนโยบายคนละ Version ตอนหาเสียง ขออภัยครับ นโยบายหาเสียงเรื่องข้าว ข้าวขาวเกวียนละ ๑๒,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิ เกวียนละ ๑๘,๐๐๐ บาท มันสำปะหลังกิโลกรัมละ ๔ บาท มันไม่ปรากฏแล้ว มีแค่นโยบายที่ระบุไว้กว้าง ๆ ว่าจะบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับราคา ที่เหมาะสม เหมาะสมอย่างไร ไม่เป็นไรครับ แต่ว่ามันต่างไปกับตอนหาเสียง การบ้าน ข้อใหญ่ของรัฐบาลนี้คือ ๑. ข้าว ๒. มัน ๓. ยาง ๔. ปาล์ม ๕. ข้าวโพด แล้วก็ ๖. ผลไม้ ที่เป็น ปัญหาใหญ่คุกคามเกษตรกรมาตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

เรื่องข้าว ช่วงที่ผ่านมาวันนี้ชาวนาขายข้าวได้จริง ๆ แม้ว่าจะเป็นข้าวเปียก ก็ตาม ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ตกต่ำมากที่สุดในรอบ ๒๐ ปี เพราะอะไรล่ะครับ เพราะการส่งออกมีปัญหา

๑. เราแข่งราคากับเวียดนาม อินเดีย แล้วก็เมียนมา ที่เป็นคู่แข่งไม่ได้ เพราะบาทแข็ง ตั้งแต่ต้นปีบาทแข็งไป ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ค่าเงินรูปีของอินเดียอ่อน ๓ เปอร์เซ็นต์ เวียดนามอ่อน ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ นี่ก็ทำให้กลายเป็นภาระของผู้ส่งออกที่แข่ง ราคาไม่ได้

๒. ปี ๒๕๖๘ เราจะส่งออกข้าวได้น้อยลงครับ จากปี ๒๕๖๗ ได้ ๙.๕ ล้านตัน ปีนี้ทุกฝ่ายทำนายตรงกันเหลือไม่เกิน ๗.๕ ล้านตัน เพราะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีนไม่ซื้อ ที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ หรือซื้อน้อยลง

๓. สำคัญที่สุด ปีหน้าตลาดญี่ปุ่นถูกทรัมป์ (Trump) กดดันว่าจะต้องรับซื้อข้าว ของสหรัฐอเมริกามากขึ้น ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทราบและต้องเตรียมตัว เพราะหมายความว่าโอกาสที่ไทยจะถูกลดโควตาส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นจะหายไปเท่ากับที่ สหรัฐอเมริกาจะขอส่งออกไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นหรือไม่ แล้วจะกดดันราคาข้าวมากขึ้นอีก สุดท้าย ปีนี้ผลผลิตข้าวมากขึ้นเกือบ ๒ ล้านตัน ข้าวสาร นาปรังกำลังจะออกครับ กันยายน ตุลาคม แล้วจะเอาข้าวไปขายใคร รัฐบาลจะช่วยชาวนา ช่วยโรงสี ช่วยผู้ส่งออกระบายข้าวเพื่อดึง ราคาข้าวในประเทศอย่างไร ตอนผมเป็นรัฐบาลร่วมกับท่านนายกรัฐมนตรี รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ผมและพรรคประชาธิปัตย์ขับเคลื่อนนโยบายประกันรายได้ มีเงินส่วนต่าง ก็ช่วยประทังรายได้ชาวนา เกษตรกร ข้าว มัน ยาง ปาล์ม ข้าวโพดไปได้ แต่วันนี้ถ้ารัฐบาล ไม่ใช้นโยบายนี้รัฐบาลก็จะต้องมีนโยบายอื่น หรือจะเอานโยบายนี้ไปใช้ก็ไม่เกี่ยง ยินดีครับ เพื่อเกษตรกร ขอให้รัฐบาลรีบรับการบ้านในเรื่องข้าวไปแก้ปัญหาโดยด่วน และมันจะพิสูจน์ ฝีมือรัฐบาล ๘-๙ เดือนนี้ด้วยครับ

อันที่ ๒ มันสำปะหลัง ๒-๓ ปีก่อน กิโลกรัมหนึ่ง ๓ บาท ๔ บาท ๕ บาท จะบอกว่าตอนผมอยู่ก็ได้ ขออภัย แต่ว่า ๒ ปีที่ผ่านมาลงไปเหลือบาทกว่า ๒ บาท มันสำปะหลัง พึ่งตลาดในประเทศ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ แต่พึ่งตลาดต่างประเทศ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ ตลาดอันดับ ๑ ของเราคือจีน เอาไปทำอาหารสัตว์กับแอลกอฮอล์ ๒ ปีที่ผ่านมาตลาดจีนหายไปเยอะ เลยครับ จากปี ๒๕๖๕ ๙๘,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ปีที่แล้วเหลือ ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้เลยลงมาเหลือกิโลกรัมหนึ่งบาทกว่า ๒ บาท นี่คือการบ้านอีกข้อ ที่รัฐบาลต้องรีบรับไปแล้วก็ไปแก้ไข ซึ่งผมเชื่อว่าคงมีอยู่ในใจท่านนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว แต่ก็ต้องบอกครับ ในฐานะที่ผมเป็น ตัวแทนประชาชน ผลไม้ ทุเรียน มังคุด ลำไย มะม่วง ราคาตก ปาล์ม ยาง ข้าวโพด กำลัง ออกแล้วครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ท้าทายฝีมือรัฐบาล

ประเด็นที่ ๕ คนละครึ่ง ผมไม่มีอะไรท้วงติงนะครับ แล้วก็สนับสนุนเพราะเคย ร่วมรัฐบาลกับท่านนายกรัฐมนตรีมา แล้วก็ทำเรื่องนี้กันมาตอนท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็มาถึงตอนนี้ก็ดีใจที่รัฐบาลนี้นำมันมาใช้ ซึ่งก็สอดคล้อง กับภาวะเศรษฐกิจที่คนไทยกำลังหายใจรวยริน แล้วก็ขาดกำลังซื้อ พ่อค้าแม่ขายกำลังร่อแร่ เต็มที รวมทั้ง SMEs ก็ขอให้รีบทำ แล้วก็ขอชมว่ารัฐบาลนี้คิดแยบยลมาก ชมนิดเดียวครับ ที่บอกว่าแยบยลมาก ก็เพราะว่าไป ๆ มา ๆ คิดเป็น ๒ เฟส เฟสที่ ๑ จะเริ่มต้นตุลาคม พฤศจิกายนโดยประมาณ ถ้าข่าวที่ผมรับการสื่อสารมาไม่ผิด แต่มันมีเฟส ๒ ธันวาคม มกราคม จะใช่หรือไม่ใช่ก็ขออภัย แต่ถ้ามกราคมพอดี เกิดอะไรขึ้น ก็ยุบสภาเลือกตั้งพอดี ก็คนละครึ่ง แทนที่จะเป็นรัฐบาลครึ่ง ประชาชนครึ่ง ก็เลยอาจจะกลายเป็นเศรษฐกิจครึ่ง การเมืองครึ่ง ก็ไม่เป็นไร เป็นอำนาจโดยชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็ขอสนับสนุน

ประเด็นสุดท้าย เรื่องที่รัฐบาลมีนโยบายจะรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด แล้วก็ระบุว่าเจ้าพนักงานของรัฐคนใดใช้กฎหมายและใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ทาง การเมือง ให้ถือว่าผิดวินัยร้ายแรงและต้องถูกดำเนินคดีอาญา แปลว่าใครไปช่วยหาเสียง เจ้าหน้าที่เอื้อประโยชน์ทางการเมือง กลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลนี้จะจัดการโดยเด็ดขาด นอกจากผิดวินัยแล้วต้องดำเนินคดีอาญา นโยบายนี้ดีครับ ไม่มีอะไรท้วงติง แต่อยู่ที่ ภาคปฏิบัติ อย่างน้อยนโยบายนี้ก็ป้องปรามกรมราชทัณฑ์ไว้ได้ว่าอย่าไปเอื้อนักการเมือง คนไหน ให้ปฏิบัติไปตามกฎกติกาโดยเคร่งครัด แล้วก็ DSI ที่ทำคดีอยู่ ๒-๓ คดี ไม่ต้องเอ่ย หรอกครับ รู้กันทั้งประเทศ ถ้ายังเดินหน้าทำคดีต่อ ถ้ามีนโยบายแบบนี้ จะเข้าข่ายทำผิดตาม นโยบายไหมครับ อันนี้คือสิ่งที่เขาก็กังวล

สุดท้ายจริง ๆ ครับ ขอฝากคาถา ๕ ข้อสั้น ๆ เพราะโอกาสพูดก็ไม่มากนัก คาถาข้อที่ ๑ ขอให้รัฐบาลได้ระลึกถึงคำถวายสัตย์ปฏิญาณไว้เสมอ คือไม่โกง เพราะโกงก็จะ มีอันเป็นไป ทวนเป็นอาวุธ มีไว้รบกับเขมร แต่ไม่ได้มีไว้ให้ทิ้ง ก่อนยุบสภา

คาถาข้อที่ ๒ อย่าใช้ระบบเล่นพรรคเล่นพวก เหมือนบางยุคบางสมัย ที่ผ่านมา ในการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะนอกจากจะทำให้คนดี ๆ เขาหมดกำลังใจ แล้วก็จะทำให้เป็นการทำลายอนาคตของประเทศด้วย

คาถาข้อที่ ๓ ครับ อย่าเลือกปฏิบัติ ผมไม่ได้แปลว่าที่พูดนี่ รัฐบาลนี้จะทำ อย่างนั้นนะครับ แต่ก็ขอฝากไว้ในฐานะผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง อย่าเลือกปฏิบัติ อย่าเลือก พัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่เลือกเรา พื้นที่อันไหนไม่เลือกเรา เขาก็เป็นคนไทยเหมือนกัน ผมเชื่อว่า ท่านนายกเป็นผู้แทนมาหลายสมัย เข้าใจดี และท่านคงไม่ทำ แต่ฝากไว้เป็นหลักฐาน

ข้อ ๔ อย่าลุแก่อำนาจซ้ำรอยอดีต เพราะว่าเราเคยเห็นมาแล้วมีทั้งอำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ ทั้งผู้แทนราษฎร ทั้งวุฒิสภา ทั้งองค์กรอิสระ ถ้าเผลอตัวเมื่อไรมันจบ ไม่สวยเหมือนที่เราเคยเห็นมา ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะไม่ทำครับ

แล้วก็สุดท้าย อย่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพราะนอกจากจะทำลาย ระบบนิติรัฐแล้วยังเป็นของแสลงอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างยิ่ง ฝากไว้เท่านี้ละ ๕ ข้อ ถ้าทำได้ผมเชื่อว่าท่านจะกลับมา ส่วนจะกลับมาเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นรัฐบาล ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน และขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ ขอบคุณครับ