ชูศักดิ์ ศิรินิล อภิปรายแสดงความเห็นต่อข้อตกลงเอ็มโอยูระหว่างพรรคการเมืองเกี่ยวกับการยุบสภา ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องของข้อตกลงร่วมรัฐบาลกับนโยบายที่ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมตั้งคำถามถึงบทบาทของรัฐบาลรักษาการและเจตนาจริงของรัฐบาลในการดำเนินตามพันธสัญญาทางการเมือง ท่ามกลางความกังวลว่าระยะเวลาการทำงานอาจยืดเยื้อยิ่งกว่าที่คาดไว้
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออภิปรายนโยบายรัฐบาลที่ได้นำแถลงต่อ รัฐสภาในวันนี้ ก่อนที่จะเข้าลึกในรายละเอียดบางประการโดยผมได้รับมอบหมายให้มาพูด เรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กระผมมีข้อสังเกตที่อยากจะฝากท่านประธานและ สภาแห่งนี้ไป ๒-๓ ประการ ดังต่อไปนี้
ประการแรก มีความเข้าใจกันว่ารัฐบาลนี้เนื่องจากไปทำข้อตกลง MOA กันไว้โดยพรรคการเมือง แล้วก็บอกว่ารัฐบาลจะต้องยุบสภาภายใน ๔ เดือนนับตั้งแต่ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็เลยมีความเข้าใจกันว่ารัฐบาลชุดนี้ก็จะอยู่ได้ประมาณ ๔ เดือน หรือเป็นรัฐบาล ๔ เดือนอะไรทำนองนั้นนะครับ ก็อยากเรียนว่าจริง ๆ แล้ว ๔ เดือนยุบสภา แล้วท้ายที่สุดก็จะต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๔๕-๖๐ วัน หลังจาก มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว กกต. ก็จะมีเวลารับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เหล่านั้นภายใน ๖๐ วัน เมื่อรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ในท้ายที่สุด ก็จะต้องมา Form คณะรัฐมนตรี ซึ่งการใช้เวลา Form คณะรัฐมนตรีก็อาจจะใช้เวลา โดยนานพอสมควรเพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นรัฐบาล ๔ เดือนนั้นคือความจริงแล้วก็มากกว่านั้น อาจจะ ๘ เดือนหรือจะ ๘ เดือนกว่า หรืออาจจะไปถึง ๑ ปีก็ได้ แต่ว่าสิ่งที่ได้จากการที่ไปทำ MOA ไว้เช่นนี้แล้วก็พิสูจน์ได้ว่าในท้ายที่สุดใครคือพรรคการเมืองที่รักษาการในช่วงที่มี การยุบสภาผู้แทนราษฎร เราก็ทราบกันดีนะครับ
ประการที่ ๒ กราบเรียนท่านประธานครับ ว่ารัฐบาลชุดนี้เขียนนโยบาย ๑๕ ข้อ แต่ก็แปลกว่าท่านบอกว่าท่านจะไม่ทำอะไร ไม่ทำนโยบายอะไร ท่านพูดไว้ ในนโยบายว่าท่านจะไม่ทำนโยบาย Entertainment Complex ที่มีการพนันเป็นเรื่อง นโยบายผนวกเข้าไปด้วย มีธุรกิจการพนัน ท่านจะไม่ทำการกีฬาที่ผสมด้วยการพนัน เช่นโป๊กเกอร์อย่างนี้เป็นต้น ก็เข้าใจดีเพราะว่าเรื่องของกาสิโน เรื่อง Entertainment Complex ก็เป็นจุดความเห็นที่แตกต่างกันในขณะที่พรรคแกนนำได้ร่วมรัฐบาลอยู่ใน ขณะนั้น ความจริงอยากจะเสนอแนะว่าก็น่าจะพูดกันไปเสียเลยว่าท่านจะไม่ทำดังต่อไปนี้ ประการที่ ๑ คือไม่ทำในเรื่องการเข้าไปแทรกแซงเรื่องเขากระโดง ประการที่ ๒ ก็คือว่าไม่ทำ ในเรื่องของท่านกล่าวหากันว่ามีการฮั้ว สว. จะได้ไม่ต้องมาประท้วงกันเหมือนสักครู่นี้ ที่ผ่านไป ถ้าเขียนไว้ชัดเจนแบบนี้ก็คงไม่มีใครสงสัย ไม่มีใครซักถาม แต่สำคัญที่สุดกระผม มีข้อสังเกตตรงกับหลายคนที่อภิปรายไปแล้วก็คือแปลกใจว่าท่านไม่มีนโยบายเรื่องกัญชา ใส่ไว้ใน ๑๕ ข้อนี้เลย ต้องยอมรับนะครับเรื่องของกัญชาเสรีเป็นเรื่องที่เราถูกวิพากษ์วิจารณ์ จากชาวโลกพอสมควรว่าเมืองไทยเป็นแหล่งผลิตกัญชาจำหน่ายไปทั่วโลกในขณะนี้ และทำให้ภาพพจน์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลกไม่สู้ดีนัก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับมอบหมายให้มาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญในวันนี้ สิ่งแรกที่ผมอยากจะตั้งเป็นข้อสังเกต ฝากไว้จั่วหัวว่าผมอ่าน MOA ผมอ่านข้อตกลงที่ท่านไปทำกันไว้ ๒ พรรคการเมือง พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชนมี ๕ ข้อ ผมพยายามจับดูที่ MOA ผมอ่านนโยบายรัฐบาล ที่เขียนเรื่องของรัฐธรรมนูญไว้ ๓ บรรทัด ผมมีความรู้สึกว่าผมขาดความเชื่อมั่นว่าเรื่องของ รัฐธรรมนูญนั้น การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมไม่แน่ใจว่าท่านมีความจริงใจ มีความจริงจังที่อยากจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จริง ๆ หรือไม่ ท่านดูครับ หันมาดูเรื่อง MOA นะครับ MOA ที่ท่านทำไว้มีความยาว ๕ ข้อ เดิมไม่มี เรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ท่านก็มาเพิ่มในขั้นสุดท้ายเป็นข้อ ๒ ข้อ ๓ ผมอยากจะเน้นย้ำว่าผมอ่าน MOA อยู่หลายครั้งหลายหนโดยเฉพาะ MOA ข้อ ๓ ครับ ข้อ ๓ ท่านเขียนว่า ให้มี ความร่วมมือของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะข้อ ๓ ท่านเขียนว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย จะเร่ง ผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ โดยเร็ว นี่คือที่ท่านไปลงนามไว้ MOA สาระสำคัญก็คือว่าท่านขอ ๓ ประสาน ๑. คณะรัฐมนตรี ๒. พรรคภูมิใจไทย ๓. พรรคประชาชน จะต้องร่วมมือร่วมใจกันจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่การทำประชามติถามพี่น้องประชาชนตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ครั้นผมมาเปิดดูนโยบายของรัฐบาล ท่านเขียนไว้ในเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ไม่ได้อยู่ใน ๑๕ ข้อหรอก แต่ท่านไปเขียนว่าในอารัมภบทว่ารัฐบาลนี้จะสนับสนุนการจัดทำ ประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยรับฟังเสียงของประชาชน ต่อไปก็คือว่า ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ข้อตกลงที่ว่านี้ได้ลงนามไว้ชัดเจน ผมมี ข้อสังเกตที่เป็นห่วงอยู่พอสมควร หลักการสำคัญที่มีข้อสังเกตก็คือว่านโยบายที่เขียนไปกับ ข้อตกลงนี้มันดูแล้วไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงใน MOA ก็คือเรื่องของการที่ คณะรัฐมนตรีก็ดี พรรคการเมืองทั้งสองพรรคดูเหมือนว่าต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่การพิจารณาของรัฐสภาและนำไปสู่การพิจารณาของรัฐสภา ๓ วาระ แล้วนำไปทำประชามติ แต่ผมไม่เห็นว่าในท้ายที่สุดคณะรัฐมนตรีชุดนี้ชุดใหม่ที่กำลังจะ เกิดขึ้นนี้ได้มีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ คำตอบขณะนี้คือพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็น พรรคแกนนำก็เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่มีร่างของคณะรัฐมนตรี ผมเข้าใจดีครับท่านอาจจะพูดว่าก็ยังบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้จึงไม่สามารถจะมีร่างของ คณะรัฐมนตรีได้ เพราะฉะนั้นเสนอร่างไม่ได้ ก็มีแค่นี้ อาจจะไปเปรียบเทียบว่ารัฐบาลที่แล้ว ก็ไม่เห็นมีร่างเลย แต่ว่ารัฐบาลที่แล้วแตกต่างกับบริบทของสถานการณ์ในขณะนี้ครับ ท่านประธานครับ ในรัฐบาลที่แล้วเนื่องจากรัฐบาลเขาเดินในเรื่องทำประชามติ ๓ ครั้ง แต่ว่า ท่านประธานรัฐสภาในขณะนั้นก็ตัดสินใจที่จะบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสู่สภานี้ แล้วท้ายสุดก็เกิดการประท้วง เกิดการอะไรกันจนนำไปสู่การสอบถามศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่แล้วจะเสนอร่างเข้ามาโดยที่หลักการ มันไม่นิ่งว่าเอาอย่างไรแน่ ๓ ครั้ง ๒ ครั้ง ดูแล้วก็ทำให้รัฐบาลเสียหาย ที่ผมย้ำประเด็นนี้ว่า การไม่มีร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรีมันมีปัญหาสำคัญ เพราะว่าในท้ายสุดวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สามของการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นท่านต้องได้เสียง รัฐสภาเกินกว่ากึ่งหนึ่งเป็นเงื่อนไขประการสำคัญ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เมื่อสองสามวันนี้ผมได้มีโอกาสดูรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวแล้วก็ปรากฏในคลิปทั่วไปว่าการให้ สัมภาษณ์ของหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ร่วมรัฐบาลในขณะนี้นะครับ ที่ร่วมรัฐบาล อยู่ในขณะนี้เป็นคณะรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ให้สัมภาษณ์อย่างไรครับ ท่านประธาน ท่านให้สัมภาษณ์ว่าท่านไม่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง ท่านจะรักษารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้ ท่านไม่เห็นด้วยที่จะมี การแก้ไขเพิ่มเติมและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ปรากฏในคลิปทั่วไป เปิดดูได้เลยว่าใคร เป็นคนให้สัมภาษณ์ สัมภาษณ์เมื่อไร อย่างไร ที่ผมย้ำตรงนี้ผมมีความหมายว่าในท้ายที่สุด ถ้าเราจะผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของทั้ง ๓ พรรค เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา คณะรัฐมนตรีมั่นใจได้หรือไม่ว่าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะนั้นจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมที่แต่ละพรรคนำเสนอ การที่ออกมาให้สัมภาษณ์เช่นนี้ก็ชัดเจนว่ายังไม่มีแนวทางของ คณะรัฐมนตรีว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ นี่คือสาระสำคัญที่เป็นข้อวิตกกังวล ข้อวิตก กังวลที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นปัญหาอันหนึ่งก็คือว่านอกจากท่านจำเป็นจะต้องได้เสียงของ รัฐสภาเกินกว่ากึ่งหนึ่งแล้ว ปัญหาใหญ่สำคัญคือท่านต้องได้เสียงจากวุฒิสมาชิก ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ เรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมก็พยายามพูดคุยกับน้องนุ่งทั้งหลายที่ไปทำ MOA กันไว้นอกรอบ คุยกันไปไม่ต้องบอกหรอกครับคุยกับใครบ้าง ท่านตัดสินใจเลือกเอา รัฐธรรมนูญมาใส่ไว้ใน MOA ผมคิดว่ามันจะมีการโน้มน้าวการให้วุฒิสมาชิกมาลงมติ ๑ ใน ๓ ให้มันผ่านวาระที่หนึ่งไปได้ เพราะว่าท่านก็ถูกกล่าวหาเรื่องฮั้ว สว. ด้วยกันทำนอง อย่างนี้ มีความเชื่อกันอย่างนั้น ท้ายสุดจึงเกิดเรื่องรัฐธรรมนูญเข้ามาบรรจุไว้ในเรื่องของ MOA อย่างนี้เป็นต้น ความไม่มั่นใจของผมตรงนี้ก็ตั้งเป็นข้อสังเกตว่าในท้ายที่สุดถ้า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่สามารถที่จะนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ปัญหาก็คือว่า เราก็เซ็น MOA กันไป ยุบสภาภายใน ๔ เดือน แต่เราไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น แล้วปัญหาก็คือว่าใครจะรับผิดชอบ เรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเรื่องที่พวกเราตั้งตา รอคอยกันมานาน เราอยากจะเห็นกระบวนการ แต่ในขณะนี้ก็ฝากท่านประธานรัฐสภา ฝากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาด้วย นอกเหนือจากมีข้อสังเกตของพรรค การเมืองบางพรรคที่เคยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นที่มาของคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ ผมฟังข่าวแล้วในท้ายที่สุดก็จะมีกระบวนการต่อต้านไม่ให้มีการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากองค์กร จากคณะบุคคลที่เคยต่อต้าน ผมทราบครับ เขาเริ่ม เคลื่อนไหวกันแล้ว แล้วก็ออกมารับกันเป็นทอด ๆ โดยรวมหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไม่สำเร็จ ไม่สำเร็จด้วยประการอะไร ๑. ได้เสียงข้างมากของรัฐสภาไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่ง ๒. วุฒิสมาชิกไม่เห็นด้วย ไม่ได้เสียง ๑ ใน ๓ หรือ ๓. เกิดสถานการณ์ใดขึ้นมาซ้ำรอยในอดีต เช่นมีความพยายามจากพรรคการเมืองไปรวบรวมเสียง แล้วท้ายที่สุดก็ยื่นคำร้องไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ ย้อนรอยคำวินิจฉัยปี ๒๕๖๔ เข้าไปอีก หรือท้ายสุดเกิดกระบวนการต่อต้าน อย่างหนึ่ง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่เกิดขึ้นและจะไม่ประสบความสำเร็จ ผมถามว่าแล้วใครรับผิดชอบถ้ามันเกิดเหตุการณ์นั้น พรรคไหนจะต้องรับผิดชอบถ้ามันเกิด เหตุการณ์นั้น ที่พูดมานี้เป็นสัญญาณที่ผมไปสังเกตจากการเข้าไปศึกษา จากการรับฟัง ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงผมเราก็เสียดายครับ เรายุบสภากันไปใน ๔ เดือน แล้วท้ายที่สุดพยายาม เต็มที่ แต่ไม่ได้รัฐธรรมนูญตามที่เราต้องการแต่อย่างใด ขอกราบขอบคุณที่ได้ให้เวลา ขอบคุณมากครับ