สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล หารือผลกระทบจากสงครามการค้าและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า การปลอมหนังสือรับรอง และการเข้มงวดด้านสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งกระทบต่อการส่งออกและชื่อเสียงของสินค้าไทย เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขทั้งในด้านนโยบาย การบังคับใช้กฎหมาย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก
เรียนประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอมีส่วนร่วมอภิปรายในโอกาสที่ท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายต่อรัฐสภา น่ายินดีที่ในคำแถลงนโยบายเล่มนี้ท่านมีพูดถึง สงครามการค้า ท่านบอกจะเร่งแก้ปัญหาดูแลผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs เกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา สกัดปัญหาการสวมสิทธิ ถิ่นกำเนิดสินค้า ป้องกันการทุบตลาด มีทีมไทยแลนด์ช่วยเจรจาค้าขาย ท่านประธาน โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยวันนี้คือเรื่องสงครามการค้าจริง ๆ โดยเฉพาะการต้องเตรียม รับมือภาษีใหม่ของสหรัฐอเมริกาหรือที่เรียกว่าภาษีทรัมป์ โดยเฉพาะผลกระทบต่อ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยหรือที่เรียกว่า SMEs ดังนั้นคำถามที่ผมจะถามผ่าน ท่านประธานไปยังรัฐบาลก็คือรัฐบาลเข้าใจปัญหานี้จริง ๆ หรือไม่ ทราบหรือไม่ทำไม ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเหล่านี้ถึงไม่สำเร็จ สิ่งที่ท่านแถลงไว้ท่านเตรียมจะทำอะไร อย่างไร ผมขอสรุปภาพรวมสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี สหรัฐ ๓ ด้าน ๑. ไทยจะส่งออกไปสหรัฐได้น้อยลง ๒. ไทยจะส่งออกไปทุกประเทศ ทั้งจีน และประเทศอื่น ๆ ได้ลดลงเพราะเศรษฐกิจโลกถดถอยและมีการกีดกันระหว่างกันมากขึ้น ๓. นี่คือผลกระทบโดยตรงในประเทศของเราที่สินค้านำเข้าจะทะลักเพิ่มขึ้นทั้งจากสหรัฐ ที่เราต้องเปิดตลาดสินค้าใหม่ ๆ และจากประเทศอื่นที่ต้องหนีตายจากตลาดสหรัฐ เช่น สินค้าจีนที่แต่เดิมทะลักเข้าไทยมากอยู่แล้วก็จะทะลักมากขึ้น รวมถึงสินค้าทุกประเทศ ที่จะต้องหาตลาดใหม่ ๆ ก็จะไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น ท่านประธานครับ ที่ผ่านมา เราอาจเป็นห่วงกลุ่มผู้ส่งออกเป็นพิเศษ แต่ผลจากประเทศไทยได้ภาษี ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ต่างจากประเทศคู่แข่งมากนัก ผลกระทบในมิติตลาดสหรัฐอาจยังไม่น่ากังวล ที่น่ากังวล คือผลกระทบข้อ ๒ และข้อ ๓ ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs ในฐานะห่วงโซ่ Supply Chain โลกกำลังจะโดนกระทบจากแรกกระแทก ๒ ฝั่ง ขาส่งออกเราจะส่งออกไปทั่วโลก ยากขึ้น เหนื่อยขึ้น ขณะที่ขานำเข้าก็จะถูกสินค้าต่างชาติเข้ามาแข่งในประเทศหนักขึ้น แรงอัด Copy ๒ ฝั่งนี้ล่ะครับ คือโจทย์สำคัญของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทินว่าจะพา SMEs ผ่านพ้นไปได้อย่างไร แบงก์ชาติประเมิน มี SMEs เสี่ยงรับผลกระทบจากมาตรการภาษี ทรัมป์มากกว่า ๓ ล้านกิจการ เกี่ยวข้องกับการจ้างงานกว่า ๑๒ ล้านคน ผลกระทบ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ท่านต้องมองว่าทุกธุรกิจคือห่วงโซ่ข้อ ๑ ใน Supply Chain ตัวอย่างผู้ผลิต อาหารกระป๋องของไทย ขาหนึ่งส่งออกไปทั่วโลกยากขึ้นเพราะโดนคู่แข่งจากทุกประเทศ มาแย่งตลาด เศรษฐกิจโลกหดตัว ขณะที่อีกขาหนึ่งก็เสี่ยงโดนอาหารกระป๋องจากสหรัฐ รวมถึงประเทศอื่น ๆ เข้ามาแย่งตลาดในประเทศพร้อมกัน ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้ผลิตอาหารกระป๋อง ที่รับผลกระทบหรือเดือดร้อน ทุกคนในห่วงโซ่การผลิตอาหารกระป๋องจะได้รับผลกระทบ ไปด้วย เช่น แรงงานในโรงงาน คนขายวัตถุดิบให้โรงงาน ขายปลา ขายผัก ขายซอสปรุงรส คนผลิตกระป๋องกระทั่งธุรกิจขนส่งที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นนี่คือนัยสำคัญความรุนแรงของ ผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทย และยิ่งถ้ามาดูสถานการณ์ SMEs ไทยวันนี้ก็พบว่าลำบากมาก จากเศรษฐกิจไม่ดี ค้าขายยาก รายได้หด ต้องกู้หนี้ยืมสิน จนวันนี้ภาวะหนี้เสียของ SMEs สูงทะลุกว่าช่วงโควิดไปแล้ว เลวร้ายสุดคือเมื่อพึ่งในระบบ ไม่ได้ก็ต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งเสี่ยงสร้างปัญหาระยะยาวให้ SMEs หนักขึ้น ดังนั้น ความคาดหวังต่อรัฐบาลนี้ในระยะสั้นคือท่านต้องแก้ปัญหาให้ SMEs จากผลกระทบของ ภาษีทรัมป์ให้ได้ ซึ่งมีอย่างน้อย ๓ เรื่องที่ท่านต้องทำทันที ๑. ปัญหาสินค้าสวมสิทธิหรือ Transshipment ๒. ปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานและสินค้าราคาต่ำทะลัก และ ๓. ปัญหา SMEs เข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยาของรัฐบาล เรื่องแรก ปัญหาสวมสิทธิ ท่านรู้หรือยังว่า ปัญหาคืออะไร สินค้าสวมสิทธิเป็นเหตุผลสำคัญให้สหรัฐขึ้นภาษีหลายประเทศ รวมถึง ประเทศไทยด้วย โดยสหรัฐมีแนวโน้มเก็บภาษี ๒ อัตรา สินค้าไหนไม่สวมสิทธิคิดอัตราถูก สินค้าในสวมสิทธิคิดอัตราแพง จริง ๆ แล้วสหรัฐให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องสินค้า สวมสิทธิมานานตั้งแต่สมัยก่อนประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) เสียอีก ตัวอย่างสินค้าที่โดน ไปแล้ว เช่นแผงโซลาร์เซลล์
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
สหรัฐอเมริกา ขึ้นภาษี CVD หรือที่เรียกว่าภาษีตอบโต้การอุดหนุนแผงโซลาร์เซลล์จากไทย กี่เปอร์เซ็นต์ ท่านทราบหรือไม่ ๓๐๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ บางรายโดนไป ๙๐๐ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ว่าราคา แพงขึ้น ๑๐ เท่าของราคาเดิม ตอนนั้นไม่ได้เรียกว่าภาษี Transshipment ด้วยซ้ำ สหรัฐอเมริกา ให้เหตุผลว่าเชื่อว่าเป็นแผงโซลาร์เซลล์จากจีน ที่ผู้ผลิตย้ายฐานมาผลิตในไทยเพื่อเลี่ยงภาษี แล้วรู้หรือไม่ที่เขาเก็บเขาไม่ได้เก็บเพราะเราอุดหนุน เขาเก็บเพราะบอกว่ารัฐบาลจีนอุดหนุน เรียกว่ารัฐบาลประเทศอื่นอุดหนุน แต่ตามมาเก็บภาษีในบ้านของเราด้วย แถมไม่ได้เลือกเก็บ บริษัทใดบริษัทหนึ่งเก็บทุกบริษัท บริษัทไทยที่ดีที่ไม่ควรโดน ก็จะโดนภาษี ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไปด้วย ที่ตลกคือนอกจากเราจะโดนภาษีในกระบวนการไต่สวนรัฐบาลยังต้องควักงบประมาณ ไปเสียค่าทนาย จ้างทนายไปต่อสู้คดีอีก คำถามคือ Transshipment มาจากไหน ลอยมา หรือไม่ ไม่ครับ ถ้าท่านไปดูท่านจะพบว่าไม่ได้ลอยมา Transshipment ส่วนมากมาจาก คนชาติอื่น ทุนชาติอื่นเข้ามาสวมสิทธิสินค้าประเทศของเรา เพื่อจะได้ชื่อว่า Made in Thailand ได้ภาษีต่ำ ๆ ดังนั้นวิธีการง่าย ๆ ในการเริ่มตรวจสินค้าสวมสิทธิคือท่านไปเริ่ม ตรวจเรื่อง Nominee ก่อนครับ ท่านประธานลองดูผมพูดจริงหรือไม่ นี่คือรายชื่อ ๑๐ บริษัทที่ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ส่งออกไปสหรัฐอเมริกามากสุด เกือบทั้งหมดเป็นทุน ต่างชาติล้วน ๆ ส่วนใหญ่เป็นสัญชาติจีน สัญชาติอื่นก็มีเช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หมู่เกาะ British Virgin ไทยก็มีก็เข้าข่าย Nominee อีก ทั้งหมดนี้ถามว่าประเทศไทยได้ประโยชน์ตรงไหน ผลิตก็ไม่ได้ผลิตที่นี่ เจ้าของก็ไม่ใช่คนไทย จ้างงานก็แทบไม่มี แถมเป็นข้ออ้างให้ สหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีเรา ดังนั้นย้ำอีกครั้ง Transshipment คือโจทย์หลักที่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินต้องจริงจังแก้ไข พี่น้องประชาชนที่อยู่ที่บ้านฟังแล้วอาจจะงง อะไรคือ Transshipment ผมจะอธิบายให้ฟังง่าย ๆ Transshipment มักจะมีอยู่ ๒ ลักษณะ ๑. สินค้าจากประเทศอื่นส่งผ่านประเทศไทยไปเฉย ๆ ๒. สินค้าปลอมถิ่นกำเนิด คือไม่ผลิต ที่ประเทศไทยหรือผลิตที่ไทยนิดหน่อย แต่พยายามอ้างว่าเป็นสินค้าไทยเพื่อจะได้ภาษีถูก ๆ เรียกว่าทั้ง ๒ กรณีสร้างมูลค่าเพิ่มหรือเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศไทยน้อยมาก หรือไม่สร้างอะไรเลย เบื้องต้นสหรัฐอเมริกากำหนดภาษี Transshipment ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าสินค้าอื่นที่จะเก็บแค่ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นปัญหา Transshipment กำลังสร้างความ ไม่เป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการ เพราะสหรัฐอเมริกาเก็บภาษีไทยมากขึ้นโดยประเทศไทย ไม่ได้ประโยชน์ แล้วถ้ารัฐบาลไม่มีกระบวนการพิสูจน์ให้สหรัฐอเมริกาเชื่อถือได้ที่เราสบายใจ ว่าเราได้ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ช่วยให้รอด SMEs ที่ดีก็จะเสี่ยงถูกเก็บภาษี Transshipment ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ดี พูดง่าย ๆ ว่าประเทศไทย ผู้ประกอบการไทย โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ผมไปทำการบ้านมาให้ท่านนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ท่านต้องเร่งแก้ไขเรื่อง Transshipment แบ่งง่าย ๆ เป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกคือพวกที่ตั้งใจสวมสิทธิ ตั้งใจโกง กับอีกกลุ่มที่เป็นพวก ไม่ตั้งใจ พวกตั้งใจสวม ตั้งใจโกง ท่านต้องไปจัดการพวก Nominee กับพวกปลอมหนังสือ รับรองถิ่นกำเนิดให้ได้ ส่วนคนที่เขาไม่ตั้งใจพวกผู้ประกอบการดี ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ที่ไหน วัตถุดิบถูกไปซื้อมาใช้ ท่านต้องช่วยเขา อย่าให้เขาโดน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ คำถามคือรัฐบาล เตรียมจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร ทำการบ้านหรือยัง เพราะเรื่อง Nominee ปราบเท่าไร ก็ไม่หมด ล่าสุดปีนี้ตรวจจับ Nominee ไปได้ ๘๐๐ กว่าคดี นี่อาจแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ของปัญหา Nominee ในประเทศนี้ท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร เรื่องเจ้าหน้าที่ที่ไม่เพียงพอ ท่านทราบ หรือไม่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่อง Nominee ส่วนกลางที่อยู่ในกรมมีแค่ ๙ คน ระดับจังหวัดที่ใช้ พาณิชย์จังหวัดมีจังหวัดหนึ่ง ๑-๒ คน ท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ขณะเดียวกันการแก้ปัญหา ก็ล่าช้า ตัวอย่างที่ผ่านมากรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจของผมส่งเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ Nominee ที่ประชาชนส่งมาที่สภาไปให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบ แต่ละเรื่องใช้เวลา น้อยสุด ๒ เดือน หลายเรื่องผ่านไปเกือบปียังตรวจสอบไม่เสร็จ ท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร หรือเรื่องโทษที่อ่อน วันนี้เวลากรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งหนังสือไปเรียกบริษัทที่เข้าข่าย Nominee มาชี้แจง คนที่ไม่ชี้แจงก็ทำได้แค่ปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท แล้วก็หมายเหตุในหนังสือรับรองบริษัทว่าไม่ชี้แจงบัญชี เพราะโทษอ่อนแบบนี้คนทำผิด เขาเลยไม่เกรงกลัว ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ทำงานแทบตายแต่แก้ไขปัญหาไม่ได้ ท่านจะ แก้ปัญหาอย่างไร ความน่ากลัวของเรื่อง Nominee ถ้าเราไม่แก้ไขมันก็ลามไปเรื่องอื่นเรื่อย ๆ เช่น เมื่อก่อนลามไปธุรกิจศูนย์เหรียญ ตอนนี้ลามไปเรื่อง Transshipment สินค้าสวมสิทธิ จนต่างชาติขึ้นบัญชีดำบ้านเรา ที่ผมเคยอภิปรายไปเลวร้ายสุดคือพอประกอบธุรกิจร่ำรวย มีเงินมีทองก็เอาไปซื้อที่ ซื้อบ้าน ลามไปครอบครองที่ดิน ตัวอย่างที่ผมเคยอภิปรายในสภา แห่งนี้ว่าประชาชนส่งเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบหมู่บ้านหรูที่ต่างชาติถือครองเกือบทั้ง หมู่บ้าน ท่านประธานทราบไหมครับ ผมส่งข้อมูลไปให้ตรวจสอบ ๔๒ หลัง เจอเข้าข่าย Nominee กี่หลัง ๓๗ หลัง ตอนนี้ส่งเรื่องต่อไปให้ บก.ปอศ. ดำเนินการทั้งหมด ท่านดูสิครับ นี่คือส่งไปตรวจแค่ ๔๒ หลัง แต่เจอ ๓๗ หลัง ยังไม่ตรวจอีกเท่าไร ดังนั้นเรื่อง Nominee ก็ดี Transshipment ก็ดี จึงเหมือนเหรียญ ๒ ด้าน เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องแก้เดี๋ยวนี้
ถัดมาครับ เรื่องปลอมหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ปัจจุบันกรมการค้า ต่างประเทศออกปีละ ๓๓๘,๐๐๐ ฉบับ มีเจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ ๑๐ คน ยังไม่นับที่ออกจาก สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม หอการค้าจังหวัดอีก รวม ๆ ท่านรัฐมนตรีทราบไหมครับ มี CO ออกไปจากประเทศนี้อย่างน้อย ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ฉบับต่อปี ในวงการเอกชน เขารู้หมดมี CO ปลอม CO เหล่านี้ละครับที่สร้างปัญหาทำลายชื่อเสียงสินค้าไทย และถ้า ท่านไปถามกระทรวงพาณิชย์ว่ามียอด CO ปลอมเท่าไร ท่านจะได้ตัวเลขที่น้อยอย่างไม่น่าเชื่อ ปีที่แล้วกรมการค้าต่างประเทศตรวจเจอ CO ปลอม ๕ ฉบับ คำถามคือท่านเชื่อหรือครับ ว่ามีปลอมแค่ ๕ ใบ ท่านจะมีวิธีจัดการเรื่องนี้อย่างไร ปัญหาหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดปลอม ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ ผมไปค้นข่าวมาให้ดูกรมการค้าต่างประเทศก็ทราบ รู้ว่ามีปัญหานี้ ตั้งแต่ก่อนมีเรื่องภาษีทรัมป์ด้วยซ้ำ
สุดท้าย รัฐบาลควรเตรียมการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ สวมสิทธิแต่เสี่ยงถูกเก็บภาษี Transshipment จากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากใช้วัตถุดิบ ในประเทศน้อย พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูง ต้องบอกว่าผู้ประกอบการเหล่านี้เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ทำมาค้าขาย ทำโรงงาน เพื่อให้แข่งขันได้ ที่ไหนวัตถุดิบราคาถูกก็ไปซื้อมาใช้ เช่นจาก ประเทศจีน แต่ต่อไปเขาทำไม่ได้แล้วเพราะสหรัฐอเมริกากำหนดว่าต่อไปสินค้าที่ส่งขาย สหรัฐอเมริกาห้ามใช้วัตถุดิบจากจีน ต้องใช้วัตถุดิบในประเทศเท่านั้น แถมยังขยับสัดส่วน การใช้วัตถุดิบในประเทศขึ้น จากเดิมเวลาบอกว่าสินค้าไหนมาจากประเทศไหนขอให้ใช้ วัตถุดิบในประเทศสัก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ต่อไปสหรัฐอเมริกาจะขยับสัดส่วนนี้ Local Content หรือสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในภูมิภาค ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า RVC Regional Value Content ให้สูงขึ้น อาจสูงถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องบอกว่า RVC ก็ยังไม่ชัดอีก จะคิด อย่างไรให้รวมประเทศไหนได้ ไม่ได้ ที่สำคัญเมื่อก่อนเวลาเราคำนวณ Local Content เราอนุญาตให้รวมค่าใช้จ่ายทางอ้อม เช่น ค่าโฆษณา ค่า Marketing ค่าประชาสัมพันธ์ ลงใน ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้นได้ ต่อไปเขาไม่ให้แล้วครับ เขาให้คิดเฉพาะค่าวัตถุดิบจริง ๆ เรียกว่า ทั้งขยับ Rate ให้สูงขึ้น ให้คิดเฉพาะวัตถุดิบล้วน ๆ แถมบังคับไม่ให้ใช้ของ จากประเทศที่สหรัฐอเมริกาเขาไม่ชอบอย่างประเทศจีน ถ้าเป็นอย่างนี้บริษัทไทยส่วนใหญ่ ทั้งรายใหญ่ รายเล็กบอกเลยไม่รอด เสี่ยงครับ แย่แน่ ๆ รัฐบาลจะทำอย่างไร และนี่คือ ตัวอย่างสินค้าไทยที่ผมไปทำการบ้านมาให้ท่าน กลุ่มที่เสี่ยงโดนเรื่องนี้ก่อนเราคือพวกนี้ เนื่องจากใช้สัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศเพียงครึ่งเดียว แถมที่ผ่านมามีสัดส่วนการใช้ วัตถุดิบจากจีนเพิ่มขึ้นถึง ๒ เท่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา เช่น กลุ่มเหล็กและโลหะ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มเครื่องจักรอุปกรณ์ แล้วก็กลุ่มยานพาหนะ และชิ้นส่วนยานยนต์ คำถามคือรัฐบาลและท่านรัฐมนตรีเตรียมช่วยเหลือผู้ประกอบการ กลุ่มนี้อย่างไร ผมอยากแนะนำรัฐบาลว่าทางรอดเดียวคือท่านต้องรีบไปเจรจาต่อครับ และขณะเดียวกันท่านต้องช่วยผู้ประกอบการปรับโครงสร้างการผลิตอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ อาจจะเป็นการช่วยเรื่องเงินทุนต่าง ๆ ให้เท่าทันปัญหาครับ ประเด็นถัดมาเรื่องสินค้าต่างชาติทะลัก ต้องบอกว่าที่ผ่านมาว่าหนักแล้ว หลังภาษีทรัมป์ จะหนักขึ้น มีการประเมินว่าหลังภาษีทรัมป์จีนจะระบายสินค้าหนักขึ้นและจะทะลักเข้าไทย อีก ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทล่าสุดเดือนที่ผ่านมาปรากฏสัญญาณอันตรายเรื่องนี้ชัดครับ ท่านรัฐมนตรี มูลค่านำเข้าเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเกือบ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ ค่าเฉลี่ย ๘ เดือนแรกที่ขยายตัว แค่ประมาณ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าไปดูไส้ในยิ่งน่ากังวล เพราะสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นมาก คือกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง ๑๗ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มมากกว่าค่าเฉลี่ยนำเข้าช่วงที่ผ่านมาและมากกว่าปีที่แล้ว ทำไมถึง อันตรายครับ เพราะสินค้ากลุ่มนี้ละที่กำลังเข้ามากินส่วนแบ่งสินค้าไทย แล้วถ้าเจาะไปดู ไส้ในอีกว่าสินค้านำเข้ามาจากไหน ท่านลองเดาสิครับ ใช่ครับ จีน เฉพาะไตรมาส ๒ ปีนี้ ไทยนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเท่าไรท่านทราบไหม ๓๘.๓ เปอร์เซ็นต์ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ปีก่อน ๆ เราว่าหนักแล้วอย่างปี ๒๕๖๗ นำเข้าจากจีนยังเพิ่มแค่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ครับ นี่คือสัญญาณว่าสินค้าทะลักโดยเฉพาะสินค้าราคาต่ำจากจีนที่เข้ามาแย่ง ส่วนแบ่งสินค้าไทยกำลังหนักขึ้นจริง ๆ ผมจึงอยากสื่อสารถึงรัฐบาลว่าท่านต้องจำแนกปัญหา ให้ได้ กรณีสินค้าที่ทะลักจะมีทั้งสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและสินค้าราคาต่ำ สินค้าที่ไม่ได้ มาตรฐานจากเดิมที่ประชาชนเจอของไม่มี อย. ไม่มี มอก. ทะลักเยอะแยะ วันนี้จะมีสินค้า ใหม่ ๆ ที่เราต้องเปิดตลาดให้สหรัฐ สินค้าพวกนี้ต้องการการกำหนดมาตรฐานที่เราไม่เคย มีมาก่อน ส่วนเรื่องสินค้าราคาต่ำก็เช่นกัน จากเดิมมีแค่สินค้าจีน วันนี้จะมีสินค้าใหม่ ๆ จากอเมริกาที่ราคาถูกกว่าเข้ามาด้วย ผมอยากยกตัวอย่างการไม่เตรียมตัวให้รัฐบาลเห็น ผมเชิญ อย. สมอ. กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมประมง มาหารือว่าเตรียมรับมือ การกำหนดมาตรฐานเหล่านี้อย่างไรบ้าง คำตอบที่ได้คือทุกหน่วยงานไม่รู้เลยครับว่า ต้องเตรียมอย่างไร สาเหตุเพราะจนป่านนี้เขายังไม่รู้เลยว่าไปเจรจาอะไรมาบ้าง รายละเอียด เป็นอย่างไร เขาบอกว่าเขารู้เท่าประชาชน รู้เท่าจากที่ฟังข่าวเหมือนประชาชน หรือตัวอย่าง การแก้ปัญหาของกระทรวงพาณิชย์ ที่วันนี้ทำระบบรับแจ้งเรื่องร้องเรียนชื่อ MOC Fondue เพื่อเป็น One Stop Service รับแจ้งเรื่องร้องเรียนแก้ปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้ อย. ไม่มี มอก. แก้ปัญหา Nominee ผมไปทำการบ้านมาให้ท่านรัฐมนตรีแล้วนะครับ เผื่อท่าน ยังไม่ได้ไปดู อันนี้ประสบการณ์ผู้ใช้งานจริง มีประชาชนส่งเรื่องร้องเรียนว่าไปใช้บริการ ร้านอาหาร แล้วถูกเก็บแวต แต่ขอใบกำกับภาษีไม่ได้ ซึ่งร้าน Nominee ชอบทำเรื่องแบบนี้ ปรากฏ Fondue ต่อประชาชนอย่างไรรู้ไหม ไล่ให้ไปแจ้งสรรพากร อีกกรณีประชาชน ส่งเรื่องเข้าไป แจ้งว่ามีร้านค้าน่าเข้าข่าย Nominee ขอให้ตรวจสอบ เขาตอบว่าอย่างไร ให้ไปแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งก็อยู่กระทรวงเดียวกัน สรุปว่าเรื่องหน่วยงานอื่น ก็ไล่ให้ไปแจ้งเอง เรื่องหน่วยงานตัวเอง ก็ไล่ให้ไปแจ้งเองเหมือนกัน อย่างนี้อย่าเรียกว่า One Stop Service เลยครับ ประชาชนบอกเปิด Google หาเอาก็ได้หรืออย่างปัญหาสินค้า ราคาต่ำทะลัก กระทรวงพาณิชย์มีเครื่องมือที่เรียกว่ามาตรการทางการค้า มาตรการปกป้อง ทางการค้า พูดง่าย ๆ อะไรที่เรากำลังโดนอย่างไม่เป็นธรรม เช่น โดนผู้ประกอบการต่างชาติ ทุ่มตลาดขายต่ำเกินจริง โดนรัฐบาลต่างประเทศ อุดหนุนราคาจนของถูกเกินจริง เข้ามาเพื่อ ฆ่าผู้ประกอบการ จนผู้ประกอบการไทยอยู่ไม่ได้ เราสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ปกป้องได้ อย่าง AD Anti-Dumping เรียกไทยว่ามาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดที่ใช้กรณีสินค้านำเข้า ขายถูกกว่าปกติต่ำกว่าทุน หวังทำให้คู่แข่งตาย ถ้าเห็นแล้วนะครับว่าเกิดความเสียหาย เราสามารถเรียกเก็บภาษีตัวนี้ได้ หรืออย่างมาตรการ CVD ตอบโต้การอุดหนุน ถ้าเราเห็น แล้วว่ามีสินค้านำเข้าที่ถูกอุดหนุนจากรัฐบาลประเทศที่เขาขายเราจนของถูกกว่าปกติ หวังทำลายคู่แข่งในประเทศ เราก็ขึ้นภาษีนี้ได้ เหมือนอย่างที่อเมริกาเรียกเก็บจากแผงโซลาร์เซลล์ นอกจากนี้ยังมีมาตรการอย่าง AC Safeguard มาตรการทั้งหมดนี้พูดง่าย ๆ เปรียบเหมือน เขื่อนไว้ป้องกันสินค้าราคาต่ำทะลัก ป้องกันการทุ่มตลาด ช่วยสร้างความเป็นธรรม ให้ผู้ประกอบการในประเทศ วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราใช้มาตรการเหล่านี้น้อยกว่าประเทศอื่น มากครับ เอาเฉพาะปีนี้ตั้งแต่ต้นปีประเทศอื่นใช้กับเรา ๒๕ เรื่อง เราใช้กับประเทศอื่นเพียง ๖ เรื่อง ท่านไปทำการบ้านมาหรือยังครับ เพราะอะไร เราจะสร้างความเป็นธรรมให้ ผู้ประกอบการไทยให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร
สุดท้ายที่ผมอยากพูดนะครับคือมาตรการเยียวยาที่ล่าช้าที่ SMEs เข้าไม่ถึง ที่ผ่านมาต้องบอกว่ามีผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs ได้รับผลกระทบไป เรียบร้อย Order หาย เงินช็อตน่าดีใจที่คำแถลงนโยบายรัฐบาลมีพูดถึงมาตรการเพิ่มสภาพ คล่องให้ SMEs รายละไม่เกิน ๑ ล้านบาท ขออย่างเดียวว่าอย่าให้เหมือนที่ผ่านมานะครับ ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐบอกมี Soft Loan ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการรักษา สภาพคล่องที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า แต่ป่านนี้ผ่านมา ๒ เดือนกว่าโครงการ ยังไม่ปล่อยสักบาทเดียว ไม่มีผู้ประกอบการสักคนได้รับการช่วยเหลือท่านจะแก้ปัญหา เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ให้ดีกว่านี้อย่างไร ก็หวังว่ามาตรการเพิ่มสภาพคล่อง ให้ SMEs รายละ ๑ ล้านบาท ที่ท่านแถลงไว้จะทำได้ดีกว่านี้เช่นเดียวกับที่คุณศิริกัญญา เพื่อนสมาชิกพูดไปนะครับ เพราะในคำแถลงของรัฐบาลมันไม่มีรายละเอียดใด ๆ ให้เรามั่นใจ ได้เลย และอีกมาตรการเยียวยาที่หน่วยงานราชการรวมถึงรัฐมนตรีโฆษณาไว้คือโครงการ รักษาการจ้างงานผ่านงบประกันสังคมและงบกลางรวม ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท จนวันนี้ยังไม่มี การอนุมัติช่วยเหลือสักรายเดียวท่านจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ผมอยากชี้ช่องรวยช่วย รัฐบาลหาเงินนะครับ ถ้ารัฐบาลไม่มีเงินผมแนะนำให้ไปดูงบ สสว. กับ BOI ทั้ง ๒ หน่วยต่าง ของบไปช่วย SMEs สสว. ขอไป ๕,๐๐๐ ล้านบาท บอกจะไปช่วยสนับสนุนด้านเงินทุน ขอไป ๒ ปีแล้วยังไม่ใช้สักบาท เงินจำนวนนี้ถ้าเอาไปช่วยลดดอกเบี้ยให้ SMEs เข้าถึงเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำเชื่อว่าจะช่วย SMEs ได้หลายแสนราย เช่นเดียวกับกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของ BOI ข่าวว่าท่านกำลังจะเพิ่มเงินให้อีกที่ของบไปช่วยวิสาหกิจเริ่มต้นหรือ Startup พันล้านบาท โครงการนี้ขอไป ๒ ปีเพิ่งใช้ไป ๗๐ ล้านบาท เงิน ๒ ก้อนนี้เกือบ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ช่วย SMEs ได้อีกมหาศาล แต่หน่วยงานกลับเอาไปดองไว้เฉย ๆ เป็นค่า เสียโอกาสของประเทศ และผู้ประกอบการจริง ๆ ก็หวังว่ามาตรการเพิ่มสภาพคล่องที่รัฐบาล บอกไว้จะไม่เป็นหมันแบบนี้ นอกจากนี้อีกโครงการที่อยากฝากรัฐบาลให้ไปเร่งดำเนินการ เพื่อช่วย SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้นคือโครงการค้ำประกันสินเชื่อหรือ PGS 12 ของ บสย. เป็นโครงการที่มีประโยชน์แต่ก็ล่าช้ามามากแล้วนะครับ ก่อนจบผมขอสรุป ๓ ข้อเสนอ มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลควรใช้เพื่อช่วยเหลือ SMEs มาให้รัฐบาลและท่านรัฐมนตรี ภายใต้ ระยะเวลาอันจำกัดผมเห็นว่ามีอย่างน้อย ๓ เรื่องที่ท่านทำได้ทันที และต้องบอกว่าไม่ทำไม่ได้
เรื่องแรกการแก้ไขปัญหา Transshipment หรือสินค้าสวมสิทธิ ท่านต้องไป เตรียมความพร้อมทรัพยากรสำหรับการแก้ปัญหาให้ดีกว่านี้ ปรับปรุงกระบวนการออก และตรวจสอบ CO เพิ่มจำนวนคน ระบบเทคโนโลยีให้เหมาะสม ท่านต้องทำระบบติดตาม เรื่องร้องเรียนให้โปร่งใสมี Dashboard เปิดเผยการแก้ปัญหาเพื่อให้ท่านสามารถติดตาม การแก้ปัญหาได้เร็วและได้จริง ท่านต้องพัฒนาการตรวจ Transshipment Local Content และ RVC เพราะถ้าพิสูจน์ไม่ได้เราจะเสี่ยงถูกเก็บภาษีสูง เรื่องนี้อยากให้คำแนะนำว่า ท่านชวนทางการสหรัฐอเมริกามาร่วมทำกับเราเลย ในระยะยาวต้องมีมาตรการช่วยผู้ผลิต ที่พึ่งพาวัตถุดิบต่างชาติสูงในการปรับโครงสร้างการผลิต
ข้อ ๒ ท่านต้องแก้ไขปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน สินค้าราคาต่ำทะลัก ท่านต้องเปิดเผยข้อมูลการเจรจาให้หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเตรียมตัวได้แล้วครับ เช่น การออกมาตรฐานสินค้า วิธีการตรวจมาตรฐานสินค้าใหม่ ๆ รวมถึงท่านต้องใช้มาตรการ ทางการค้าให้ทันสถานการณ์ เช่นใช้ AD เมื่อผู้ประกอบการในประเทศถูกสินค้าราคาต่ำ ทุ่มตลาดหรือใช้ Safeguard เมื่อมีสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นมากผิดปกติส่งผลต่อผู้ประกอบการ ในประเทศ
ข้อ ๓ เร่งมาตรการเยียวยาให้ SMEs เข้าถึงได้ ท่านควรมีตัวชี้วัดการเข้าถึง มาตรการ Soft Loan ของ SMEs ว่าเข้าถึงได้จริง ระยะเวลาในการอนุมัติไม่ควรยาวเกินไป รวมถึงท่านควรติดตามตัวเลขการจ้างงาน การลดคนงาน การปิดตัวของ SMEs เพื่อประเมินว่า SMEs เข้าถึงมาตรการการรักษาการจ้างงานได้จริงหรือไม่ และสุดท้ายเร่งใช้งบช่วยเหลือ SMEs ที่ค้างกับหน่วยงานต่าง ๆ ให้เร็วขึ้นนะครับ ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้เป็นปัญหา เร่งด่วนกระทบพี่น้องประชาชน กระทบธุรกิจน้อยใหญ่จำนวนมาก ขอย้ำว่ารัฐบาลต้องแก้ไข ทันทีรอไม่ได้แล้ว ที่สำคัญฝ่ายการเมืองต้องเอาจริงเอาจังลงไปดูในรายละเอียดมีเจตจำนง ในการแก้ปัญหามากกว่าที่ผ่านมา สุดท้ายอยากเรียนผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าวันนี้ประชาชน เขาให้ความคาดหวังต่อทีมเศรษฐกิจมาก เพราะเห็นทุกท่านต่างเป็นมืออาชีพ รัฐบาล และรัฐมนตรีทุกท่านต้องอย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง ขอบคุณท่านประธานครับ