ศิริกัญญา วิจารณ์นโยบายรัฐบาลขาดชัดเจน-ห่วงแผนการคลังถูกใช้การเมือง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๐ กันยายน ๒๕๖๘

ศิริกัญญา ตันสกุล วิพากษ์คำแถลงนโยบายรัฐบาลที่ขาดความชัดเจนและแนวทางการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่มีแต่รายการความต้องการโดยไม่มีกลไกขับเคลื่อนและลำดับความสำคัญ พร้อมแสดงความกังวลต่อการจัดทำแผนการคลังและปฏิรูปภาษีที่อาจถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น จนส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันได้มาอภิปรายการแถลงนโยบายสำหรับ แค่การเป็น สส. สมัยนี้เป็นครั้งที่ ๓ ค่ะ ก็ไม่คิดว่าในชีวิตของการเป็น สส. จะต้องมีการ อภิปรายแถลงนโยบายถี่ขนาดนี้ แต่เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในการอภิปรายทุก ๆ ครั้ง ดิฉันจะเน้นย้ำเรื่องของความสำคัญของคำแถลงนโยบายของรัฐบาลว่ามันเป็นสัญญา ประชาคมที่รัฐบาลได้ทำไว้กับพี่น้องประชาชนว่าจะทำอะไร อย่างไร และจะเสร็จสิ้นเมื่อไร ดังนั้นคำแถลงนโยบายรัฐบาลที่ดีจำเป็นที่จะต้องเป็น GPS Government Policy Statement จริง ๆ แล้วมันควรจะต้องเป็นระบบนำทางเป็น Navigation System ที่จะบอก ว่าตกลงเป้าหมายของรัฐบาลมันคืออะไร แล้วก็ต้องบอกว่าจะต้องเดินไปทางเส้นทางไหน เพื่อสู่จุดหมายหรือว่าเป้าหมายนั้น ๆ ด้วยเส้นทางไหน และด้วยวิธีการใด จะไปรถ จะไปเรือ หรือว่าจะไปเครื่องบิน แล้วก็จะไปถึงเป้าหมายเมื่อไร แต่ว่ารอบนี้ พออ่านคำแถลง นโยบายก็ยังคงอยู่ใน Pattern เดิม ๆ ไม่แตกต่างจากคำแถลงนโยบายของอีก ๒ รัฐบาล ก่อนหน้า หรือว่าแม้กระทั่งของ พลเอก ประยุทธ์ ด้วยซ้ำไป ซึ่ง Pattern เดิม ๆ นี้ถ้าจะบอกว่า จะเป็นจีพีเอสให้ได้ไหม จะนำทางได้ไหม ก็บอกไม่ได้ คงจะหลงทางเหมือนเดิม เพราะมัน แทบจะไม่ได้บอกอะไรเลย มีแต่คำกว้าง ๆ ลอย ๆ แบบพูดอีกก็ถูกอีก ขาดความชัดเจนของเป้าที่จะไปถึงไม่มีการใส่ตัวชี้วัดใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่า Timeline เราจะรู้ แน่ชัดว่าเป้าหมายของรัฐบาลนี้ทุกอย่างจะต้องเสร็จภายใน ๔ เดือน คำขยายก็จะเป็น คำขยายแบบกว้าง ๆ ลอย ๆ ไม่ว่าจะเป็นอย่างเหมาะสม อย่างเป็นธรรมอะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็น นามธรรมมาก ๆ แต่เอาจริง ๆ ถ้าเป็น ๒ รัฐบาลก่อนหน้า ดิฉันจะทำเปรียบเทียบว่า มีเป้าหมายใส่วิธีการหรือไม่ อย่างไร แต่รอบนี้เอาจริง ๆ ค่ะท่านประธาน เราไม่ได้คาดหวัง กับรัฐบาลนี้มากขนาดนั้นว่าจะต้องมีนโยบายในการแก้ไขปัญหา มีการตั้งเป้าหมาย ไม่ได้ คาดหวังแม้กระทั่งว่าท่านต้องทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ดิฉันแทบไม่ได้เปิดดูเลยว่า ภูมิใจไทยได้หาเสียงอะไรไว้ แล้วจะเหมือนหรือต่างกับในคำแถลงนโยบายนี้ เพราะว่า ระยะเวลาของรัฐบาลมันสั้นจนมันก็ Make Sense มันเป็นเหตุเป็นผมอยู่ว่าทำไมถึงเอา นโยบายที่เคยหาเสียงไว้มาทำไม่ได้ ท่านก็ใส่ Disclaimer ไว้ในคำแถลงนโยบายมีเหมือนเป็น คำเตือนไว้ให้แล้วว่าด้วยระยะเวลาที่สั้นและงบประมาณที่ท่านไม่ได้เป็นคนจัดทำ ดังนั้น นโยบายสำหรับรัฐบาลนี้มีข้อจำกัดทั้งในมิติของระยะเวลา แล้วก็มิติของงบประมาณแน่ ๆ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราคาดหวังก็คือการบริหารจัดการประเทศนี้ไปแบบประคับประคอง ไปจนถึงการเลือกตั้ง เน้นแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะจุดเฉพาะหน้าและจะต้องไม่ตัดสินใจ ทำอะไรที่จะเกิดความเสียหายแบบที่จะแก้ไขอะไรอีกไม่ได้ในอนาคต และที่สำคัญ ต้องไม่ฉวยโอกาสในการหากินจากภาษีของประชาชน ขอแค่นี้เอง ด้วยอายุของรัฐบาลที่สั้น แค่ ๔ เดือน ทุกนโยบายในคำแถลงนโยบายนี้จึงเป็นนโยบายเร่งด่วนล้วน ๆ สิ่งที่เราคาดหวัง ว่าจะเห็นความชัดเจน จึงไม่ใช่แค่ทำอะไร ไม่ใช่แค่ทำอย่างไร แต่ว่าต้องเป็นระดับต้องทำ อย่างไรถึงจะสำเร็จภายใน ๔ เดือนด้วย คือ Scope หรือว่าขอบเขตงานอะไรต่าง ๆ นี่มัน ต้องชัดมากแล้วค่ะ ไม่อย่างนั้น ๔ เดือน สิ่งที่ท่านจะทำเสร็จ เสร็จได้จริงใน ๔ เดือนนี่มันจะ มีแค่แผนงานค่ะ มันจะเสร็จแค่แผนที่สุดท้ายต้องรอให้รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มมาปฏิบัติต่อ ซึ่งมันก็อาจจะเป็นความสูญเปล่า แต่ท่านประธานคะ ถึงจะคาดหวังน้อยขนาดนี้แล้วก็ยังคง ผิดหวังค่ะ คำแถลงนโยบายฉบับนี้ไม่ได้ช่วยสร้างความกระจ่างชัดเจน แต่ว่าสร้างคำถาม ตามมาเต็มไปหมดเลย ดิฉันขอโฟกัสในด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านวาระเศรษฐกิจก็ไล่เรียง มาถ้าเป็น Long List Wish List อยากทำอะไรใส่ ๆ มาก็ยิ่งชัดค่ะว่ามันมีแต่ What ก็คือจะ ทำอะไร อะไร อะไรเต็มไปหมด แต่ขาด How ว่าจะทำอย่างไร ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะทำ อย่างไรให้มันเสร็จภายใน ๔ เดือน ไม่มีการจัดลำดับความสำคัญว่าทำอะไรก่อน ทำอะไรหลัง ซึ่งต้องยอมรับว่าพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นพรรคการเมืองที่เป็น พรรคแบบที่มีวาระการเมืองหรือว่ามีนโยบายหรือว่ามี Political Project อะไรแบบที่ พรรคอื่นเขามี ก็เลยอาจจะไม่ได้เตรียมนโยบายมาอย่างเข้มข้นเพื่อที่จะมาขับเคลื่อน รัฐมนตรีที่มาร่วมทีมถึงแม้ว่าจะมีเป็น Technocrat เป็นคนนอก เป็นนักธุรกิจอะไรต่าง ๆ แต่ว่าก็อาจจะยังเร็วเกินไปอาจจะยังคิดไม่ทันหรือเปล่า ยังคิดไม่เสร็จ ยังไม่ตกผลึกว่าจะ แก้ปัญหาต่าง ๆ ในเวลา ๔ เดือน ด้วยวิธีการอย่างไร แล้วก็ทำอย่างไรให้เสร็จได้ใน ๔ เดือน ให้เป็น Big Quick Win อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ ขอยกตัวอย่างจริง ๆ พูดได้ทุกอันเลยนะคะว่ามันไม่ได้มีรายละเอียดอะไร แล้วก็ยากมากที่เราจะรู้ว่าตกลงจะทำ อย่างไร ยกตัวอย่างเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สิน เรื่องแก้หนี้รายบุคคลในระบบรายละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เขียนแค่นี้เลย ซึ่งลูกหนี้รายบุคคลที่มียอดหนี้ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีประมาณ ๓ ล้านกว่าบัญชี ไม่แน่ใจว่าจะทำให้หมด ๓ ล้านกว่าบัญชีนั้นเลยไหม หรือว่า จะทำกี่ราย แล้วก็ลูกหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในแบงก์พาณิชย์ท่านจะทำอย่างไร จะซื้อหนี้ไหม หรือว่าจะแค่ปรับโครงสร้างหนี้หรือว่าถ้าจะซื้อหนี้จะตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ใหม่ไหม หรือว่าจะใช้เจ้าเดิมไม่มี ไม่มีรายละเอียด แม้กระทั่งวันนี้ที่มีการลงมาให้สัมภาษณ์ของ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ยังคงไม่มีรายละเอียดว่าจะทำในเรื่อง ของซื้อหนี้นี้อย่างไร ดังนั้นเราได้อะไรจากการอ่านคำแถลงนโยบายนี้ ต่อมาเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs บอกว่า รายละไม่เกิน ๑ ล้านบาทคืออะไร SMEs นี่มีหลายล้านบาท บางเจ้าบอก ๓ ล้านบาท บางข้อมูลบอกว่ามี ๕ ล้านบาท ตกลงท่านทำกี่ราย รายละล้าน ทำทั้ง ๓ ล้านรายก็เป็นเงิน ๓ ล้านล้านบาทเท่านั้นเอง ตกลงท่านทำอะไรกันแน่ ราคาสินค้าเกษตรและที่ทุกคนกังวล ก็จะบอกแค่ว่าให้อยู่ในระดับเหมาะสมทำอย่างไร จะอุดหนุนไหม หรือว่าจะแค่บริหาร Demand Supply กันไปในตลอด ๔ เดือน แล้วเหมาะสมคืออย่างไร หลายนโยบายอ่านแล้ว ต้องตั้งคำถามว่าเร่งด่วนแบบใด เช่น สร้างโอกาสในการสร้างรายได้ความสามารถในการ แข่งขันจะทำเสร็จได้ ๔ เดือนจริงหรือ การ Upskill Reskill ทำแค่ไหนถึงจะเสร็จได้ใน ๔ เดือน ยังไม่ต้องพูดถึงหลาย ๆ นโยบายในหมวดอื่นที่มาเกี่ยวข้องกับนโยบายเศรษฐกิจ ด้วยเราก็ต้องถามว่ามันจะทำเสร็จได้จริง ๆ หรือ เช่น การเสนอร่างกฎหมายระเบียบบริหาร ราชการทันสมัย ไม่แน่ใจว่าใช่ร่างเดียวกับที่ ก.พ.ร. เคยเปิดรับฟังความคิดเห็นหรือเปล่า เพราะว่าร่างนั้นมีถึง ๗๙ มาตรา จะพิจารณาให้เสร็จใน ๓ เดือนได้อย่างไร แล้วแต่ละ ประเด็นมีแต่ประเด็นที่มีเรียกว่า Controversial มีข้อให้ได้ถกเถียงกันทั้งนั้นเลย เพราะว่าจะ มีการกำหนดให้มีปลัดบัญชาการหรือว่ารัฐมนตรีน้อย แล้วก็มีตั้งหน่วยงานใหม่ด้วยขึ้นมา ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ หรือแม้แต่กระทั่งร่าง พ.ร.บ. Climate Change ซึ่งเราก็เฝ้ารอ แล้วรัฐบาลก็ส่งไม่ส่งออกกฎหมายนี้เข้ามาสักที ถ้าจะเข้ามาจริง ๆ อันนี้ก็เป็น เรื่องใหญ่เหมือนกัน แล้วก็เข้าใจว่ามีเป็นร้อยมาตราเหมือนกัน รวมถึงมีการพูดถึงเรื่องของ การตั้งสำนักงานใหม่เช่นเดียวกันจะเสร็จใน ๔ เดือนได้อย่างไร แค่เอาเข้ามาในสภาให้ได้ตาม วาระ กมธ. ต้องทำให้เสร็จภายใน ๓ เดือนเพื่อให้ สว. พิจารณาต่ออีก ๑ เดือนเป็นอย่างน้อย มันจะเสร็จได้อย่างไร ที่ท่านใส่ชัด ๆ จากนโยบายเศรษฐกิจมี ๒ เรื่อง คือเรื่องคนละครึ่ง กับหวยเกษียณ ดิฉันเรียกหวยเกษียณแล้วกัน มันคือนโยบายเพิ่มโอกาสการออมของ ประชาชนรายย่อยซึ่งท่านก็เรียกว่าสลากเพื่อการออมอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ว่าอ่านไปแล้ว อย่างไรมันก็คือหวยเกษียณ ท่านใส่โครงการคนละครึ่ง ซึ่งโครงการคนละครึ่งดิฉันคิดว่า ไม่มีใครไม่เห็นด้วยนะคะ แต่ว่าแอบแปลกใจเล็กน้อยว่าคนที่ชอบออกมาให้รายละเอียด เรื่องนี้เยอะที่สุดไม่ใช่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่เป็น รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งท่านอาจจะไปรับตำแหน่งโฆษกในอนาคตหรือไม่ไม่แน่ใจ แต่ว่ามันก็ชวนให้คิดว่าโครงการนี้ตกลงเป็นโครงการการเมือง หรือว่าเป็นโครงการทางด้าน เศรษฐกิจกันแน่ มีการประกาศด้วยว่าโครงการคนละครึ่งที่เป็นคนละครึ่ง Plus จะเป็นแค่ เฟสแรกเท่านั้น เฟสแรกจะจบประมาณเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม แล้วก็ต่อปีหน้าเป็นเฟส อื่น ๆ ตามมา ท่านประธานดูงบประมาณที่จะต้องใช้ แค่เฟสแรกเฟสเดียวกดไปแล้ว ๖๖,๔๐๐ ล้านบาท อันนี้คำนวณตามที่ท่านรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ประกาศเอาไว้ ตามที่สาธารณะต่าง ๆ ซึ่งก็แปลก ๆ ค่ะคนละครึ่งอย่างไรที่เป็นการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐเติมเข้าไปเลย ๑,๗๐๐ บาท ไม่ต้องมีการสมทบ ไม่ต้องมีการใช้จ่าย แต่ว่าได้ยอด ๑,๗๐๐ เมื่อรวมกับของเดิมอีก ๓๐๐ ก็คิดว่าเป็น ๒,๐๐๐ บาทต่อคน แล้วก็มีในส่วนที่เป็น คนละครึ่งจริงก็คือสำหรับคนที่ไม่ได้ยื่นภาษีได้คนละ ๒,๐๐๐ บาท แล้วก็คนที่ยื่นภาษี จะได้คนละ ๒,๔๐๐ บาทต่อคน รวม ๆ แล้วเฉพาะที่เติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใน ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท และเข้าใจว่าจะใช้งบประมาณจากงบกลางของปี ๒๕๖๘ งบกลางของ ปี ๒๕๖๘ ถ้าใครยังเหลืออยู่ในส่วนของเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็นเหลืออยู่ประมาณเกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีงบกระตุ้นเศรษฐกิจ จำได้ใช่ไหมคะ ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาทที่เคย Digital Wallet และไม่ทำแล้ว แล้วเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น แต่ว่าอนุมัติไม่หมดตรงนี้ก็ยัง เหลืออยู่ แล้วก็เอามาขยำรวมกันเพื่อที่จะเป็นโครงการเติมเงินใส่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พูดตรงนี้ก่อน ถ้าเราใช้งบกลางปี ๒๕๖๘ ต้องใช้ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน หมายถึงว่า จะต้องมีมติ ครม. ก่อนวันที่ ๓๐ กันยายนถึงจะสามารถใช้ได้ ท่านประธานคะ วันนี้วันที่ เท่าไรคะ วันนี้วันที่ ๒๙ พรุ่งนี้วันที่ ๓๐ แล้วการแถลงนโยบายจะเสร็จสิ้น เราก็ว่าทำไมเร่ง เราจังเลย มีถึงขั้นแม้กระทั่งบอกว่าให้ไปแถลงนโยบายวันอาทิตย์ เพราะว่าอย่างนี้ค่ะ ต้องเร่งอนุมัติงบประมาณตัวนี้ แล้วไม่ได้จะอนุมัติแค่ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเติมบัตรคนจนด้วยค่ะ จะอนุมัติเงินที่เหลือทั้งหมดเลย ๖๓,๐๐๐ ล้านบาท แล้วต้อง ทำให้เสร็จภายใน ๓๐ กันยายน พรุ่งนี้เขาเลยบอกว่าให้เราอภิปรายให้เสร็จเร็วหน่อย เสร็จ ๖ โมงเย็นเพราะว่าจะมีการประชุม ครม. นัดพิเศษกันต่อ ซึ่งก็ต้องบอกว่ารีบร้อนมาก ต้องรีบกันมาก เรียกว่าพอ ๓๐ กันยายน พรุ่งนี้ประชุม ครม. เสร็จ กรมบัญชีกลางคงต้อง เปิดระบบกดปุ่มกันกลางดึกเพื่อโอนเงินเข้ากองทุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อให้ใช้เงินทัน ทำเพื่ออะไรกันค่ะ เข้าใจว่าตัว ๖๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือรีดมาหมดแล้ว ทั้งเงินสำรองจ่าย ฉุกเฉินแล้วก็เงินเหลือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีนอกเหนือจาก ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่ใส่บัตรคนจนก็อาจจะมีการเติมเข้าไปให้กับ ธ.ก.ส. เพื่อใช้หนี้เดิม มีการเติมให้กับกองทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบรรดากองทุนรัฐวิสาหกิจอะไรต่าง ๆ ซึ่งดิฉันคิดว่ามันมี ข้อน่าประหลาดใจอยู่ ตอนที่รัฐบาลก่อนหน้านี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยอนุมัติงบกระตุ้นไม่หมด เหลืออยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราก็ยังทวงถามกันอยู่เลยว่าตกลงจะยังมีโครงการ อื่น ๆ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกไหม ซึ่งตอนนั้น Check กันไป Check กันมาก็ บอกว่าไม่มีแล้ว จบแล้ว หมดแค่นี้ ซึ่งเงินที่เหลืออยู่เดี๋ยวเขาคงพับไปเลย ซึ่งเรา ก็เห็นด้วยเพราะว่าอะไร เพราะว่างบปี ๒๕๖๘ เป็นปีที่เราเบ่งการขาดดุล ต้องกู้ชดเชย งบประมาณสูงถึง ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีอยู่แล้ว ถ้าตรงนี้มันพับไปก็เท่ากับว่าลดการ ขาดดุลได้ ลดการกู้เงินเพิ่มได้ จะได้ไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ แถมคลังเองก็จัดเก็บรายได้ตกเป้าอยู่ เราก็โอเคเข้าใจให้มันพับไปดีแล้ว แต่ว่าเปลี่ยนรัฐบาลปุ๊บ ไปควักออกมาใช้ทันทีก็คือไม่ต้อง พับแล้ว เอามาใช้ได้ ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปในเรื่องของปัญหาเรื่องการขาดดุลแล้วก็หนี้ สาธารณะ ดิฉันก็งงว่าตกลงแล้วเราควรที่จะใช้งบก้อนนี้เอาให้เต็มเหนี่ยว รีดให้หมดจนหยด สุดท้ายแบบนี้จริงหรือไม่สำหรับงบปี ๒๕๖๘ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังต่อไป ส่วนที่เหลือค่ะ ในส่วน ที่เป็นคนละครึ่งพลัส จริง ๆ ที่มันต้องจ่ายกันคนละครึ่งระหว่างรัฐกับประชาชน รวม ๆ แล้ว ทั้งคนที่ยื่นภาษี ไม่ยื่นภาษี ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะใช้งบปี ๒๕๖๙ ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๑ ใน ๓ ของกระสุนทางการคลังที่เราเหลืออยู่ งบประมาณที่จะใช้ในการกระตุ้น เศรษฐกิจได้ของปี ๒๕๖๙ งบกลางเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น ๙๙,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับ งบกลางรายจ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒๔,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะเฟสแรกของคนละครึ่งกดไปแล้ว ๑ ใน ๓ แล้วท่านก็บอกแล้วด้วยว่าเดี๋ยวจะมีเฟส ๒ ต่อ แล้วไหนจะลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพลังงาน ค่าผ่านทาง เดี๋ยวต้องเยียวยา ผลกระทบภาษีทรัมป์ ไหนจะฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวอีก นี่ท่านกะจะไม่เหลือเงินสำรองจ่าย ไว้ให้กับรัฐบาลหน้าใช้เลยหรือคะ คือยิ่งลุกลี้ลุกลนแบบนี้ อยากอนุมัติงบให้ได้เลยแบบนี้ มันยิ่งน่าเคลือบแคลงค่ะ สำหรับคนละครึ่งดิฉันไม่ติดแม้ว่ามันจะไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องของ การกระตุ้นเศรษฐกิจสักเท่าไร เป็นแค่ของการย้ายค่าใช้จ่ายจากที่ใช้กับร้านค้าที่ไม่ได้ร่วม โครงการไปอยู่กับร้านค้าที่ร่วมโครงการ ซึ่งถ้าหากรัฐบาลอยากกระตุ้นยอดขายให้กับร้านค้า รายเล็กรายย่อยก็ทำได้ พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีควรทำ แต่ถ้าอยากให้มันกระตุ้นเศรษฐกิจ สักหน่อยอาจจะต้องมีการปรับปรุงเงื่อนไข เช่น กำหนดการใช้จ่ายขั้นต่ำว่าต้องใช้จ่าย ๒๐๐ บาทต่อวันขึ้นไป ไม่ใช่ไม่เกิน สิทธิอาจจะต้องหมดอายุวันต่อวันเพื่อกระตุ้นให้ มันเกิดการใช้ให้เร็วขึ้น แบบนี้มันก็จะทำให้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ว่าก็เสียดาย ที่ดูจนแล้วจนรอดก็อาจจะยังไม่ได้มีการเปลี่ยนเงื่อนไขแต่อย่างใด เดี๋ยวเราคงต้องลุ้นตามมติ ครม. อีกทีหนึ่ง แต่ว่าเท่าที่ผ่านมาเท่าที่ฟังนะคะ ซึ่งข้อเสนอ ๒ เรื่องนี้ที่ดิฉันพูดก็มาจาก คนที่เป็นนักวิชาการที่อาจจะเข้าไปร่วมทีม เป็นที่ปรึกษาของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังด้วย แต่ว่าดูทรงแล้วเงื่อนไขจะไม่ได้มีการเปลี่ยน ดังนั้นการกระตุ้น เศรษฐกิจก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ถามว่าลดค่าครองชีพได้ไหม ลดค่าครองชีพได้ค่ะ ส่วนแจกเงิน บัตรคนจนลดค่าครองชีพได้ไหม ลดได้แต่ว่าเพิ่งแจกไปปีที่แล้ว ๓๐ กันยายนเหมือนกันเลย ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคน เพิ่งลดค่าครองชีพไป เอาอีกแล้วหรือคะ ถามว่าช่วย SMEs ไหม ถ้าเป็นคนละครึ่งช่วย SMEs ได้ค่ะ แต่ว่าถ้าเป็นจ่ายเงินบัตรคนจนไม่ได้ช่วยใคร ก็คือไปซื้อตามร้านธงฟ้าเหมือนเดิม แต่ถามว่า ทั้ง ๒ โครงการนี้สามารถทำการซื้อเสียง สร้างความนิยมล่วงหน้าสำหรับการเลือกตั้งได้ไหม ได้ค่ะ ได้ทั้งคู่เลยนะคะ ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าสุดท้ายแล้วทำไมเราถึงต้องมีการอนุมัติโครงการที่ จะเติมเงินใส่บัตรคนจนไป เพราะว่ามันจะไม่ทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพก็ทำไปแล้ว ช่วย SMEs ก็ไม่ได้ช่วย ถ้าจะบอกว่าเฟส ๑-๕ ก็ทำแบบนี้ต้องบอกว่าเฟส ๑-๕ เขาทำกัน ในช่วงโควิด หลายรอบก็มีลักษณะเป็นเงินเยียวยามากกว่าที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยซ้ำค่ะ คือสุดท้ายที่เข้าเค้าที่สุดก็คือช่องสุดท้ายเป็นการจ่ายเงินรัฐเพื่อหาเสียงล่วงหน้า ท่านประธาน ที่เคารพคะ ทำไมดิฉันถึงต้องกังวลกับงบปี ๒๕๖๘ เพราะว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็เคยอยู่ในการจัดเก็บ ท่านก็เห็นอยู่ว่างบปี ๒๕๖๘ มันมีปัญหา มันอาจจะ ปิดหีบไม่ลงหรือเปล่า ผลการจัดเก็บ ๑๑ เดือน รายได้รัฐตกเป้าไป ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดูที่มันแดง ๆ ๓ กรมจัดเก็บ ตกเป้ารวมกัน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เดชะบุญรัฐวิสาหกิจ อีกแล้วมาช่วยแบก แล้วก็อาจจะมีรายได้ส่วนราชการอื่นดิฉันคิดว่าอาจจะเป็นเงินประมูล คลื่นความถี่หรือเปล่าอย่างไรนะคะ แต่ว่าพอมันเก็บได้น้อยเราก็ควรจะต้องใช้น้อยตามมา ไม่ใช่ถลุงจนบาทสุดท้ายแบบนี้ ถามท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าท่านคิดดีแล้วใช่ไหม มีการ วิเคราะห์ Cost Benefit Analysis อย่างที่ท่านให้สัมภาษณ์มาดีแล้วจริง ๆ ใช่ไหม ไหนคะ วินัยการคลังที่ท่านบอกจะรักษา ไหนคะ การกระทำสำคัญกว่าคำพูด ไหน ใน Action Lounder Than Words ท่านกล่าวเอาไว้ ตอนนี้อาจจะยังแก้ไขทัน ขอให้ท่านยังคง ความกล้าหาญ ในฐานะ Technocrat ที่จะเตือนสติฝ่ายการเมืองให้ได้หือได้อือ ได้ท้วงได้ติง ท่านนายกรัฐมนตรีบ้าง รัฐบาลนี้ถึงแม้จะอยู่เพียงแค่ ๔ เดือน แต่ว่าต้องทำหน้าที่ตัดสินใจ เรื่องสำคัญ ๆ ปลายปีนี้ ๑. คือต้องเป็นผู้กำหนดกรอบงบประมาณปี ๒๕๗๐ แล้วก็มอบ นโยบายงบประมาณ ๒. คือมาแน่แล้วดูตัวเลขค่ะสิ้นปี ๒๕๖๙ หนี้สาธารณะอยู่ที่ ๖๙ แล้วเราไปต่อไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะกู้เพิ่มได้เพียงแค่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ รัฐบาลนี้ ไม่รู้ใครจะต้องเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังแห่งรัฐ ต้องเป็นผู้ที่จะต้อง ขยายเพดานหนี้สาธารณะ จากเดิมอยู่ที่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์เราอยู่ต่อไม่ได้แล้ว และเพื่อรักษา ภาพลักษณ์ในเรื่องของการคลังของประเทศอาจจะต้องเป็นผู้ที่จะต้องนำเสนอแผนการ จัดเก็บรายได้ใหม่ ๆ ให้กับประเทศด้วย ที่จำเป็นที่จะต้องทำเรื่องนี้ควบคู่กันไปเพราะว่า ตอนนี้บริษัทจัดอันดับ Credit Rating เฝ้าจับตาเราเหลือเกินว่าเราจะมีทางออกกับปัญหา เรื่องวิกฤติทางการคลังของเราอย่างไร ที่ Fitch กับ Moody's ปรับ Outlook ของประเทศ ไปแล้วให้เป็นลบ ล่าสุดคือปรับ Outlook ของ ๕ แบงก์พาณิชย์ ๑ SFIs ให้เป็น Negative ตาม Credit ของรัฐบาลไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น EXIM KTB TTB Standard Chartered แล้วก็ UOB ประเทศไทย

ดังนั้นดิฉันขอถามว่าถ้าท่านทำแผนการจัดเก็บรายได้ หรือว่าการปฏิรูปภาษี หรือว่าแผนการปฏิรูปการคลัง ดิฉันเกรงว่ามันจะกลายเป็นแผนที่เอามาใช้บังคับเอากับ รัฐบาลหน้า เรียกได้ว่าวินัยการคลังมีไว้ให้รัฐบาลต่อไปรักษา รัฐบาลนี้กูขอใช้ก่อนนะคะ ดังนั้นต้องบอกว่าถ้าฝ่ายการเมืองยังคงเร่งรีบใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์แบบนี้เพื่อ คะแนนนิยม แล้วรัฐมนตรีคนนอกที่เป็น Technocrat เข้าไปนั่งนิ่ง ๆ ไม่หือไม่อือ ยอมให้ทำ อะไรก็ได้ จะมีประโยชน์อะไรคะที่เราจะมีรัฐมนตรีคนนอก Profile ดี ๆ มาดูด้านเศรษฐกิจ ด้านการคลัง แถมรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังยังจะมาพูดเอาเท่เอาหล่อ อยากที่จะ เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เก็บภาษีนำเข้าทองคำ คือเรามีประสบการณ์จากอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังคนก่อนหน้าที่พูดเรื่องการเพิ่มแวต ๑๕ เปอร์เซ็นต์โดยไม่ระมัดระวัง จนเกิดกระแสตีกลับแล้วก็ล้มเหลว แล้วก็ต้องพับโครงการกันไปไม่เป็นท่า ๔ เดือนแก้ปัญหา เศรษฐกิจไม่ได้ไม่มีใครโทษ ไม่มีใครว่า แต่ขอว่าอย่าสร้างความเสียหายที่เรากลับไปแก้ไข ไม่ได้ เราก็จะไม่สามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นได้อีกในอนาคตค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน