ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ชี้ปัญหาความไม่ปลอดภัย การทิ้งงาน และการขาดระบบติดตามในอุตสาหกรรมก่อสร้างที่รัฐบาลละเลย โดยเฉพาะจากกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงและปัญหาการค้างจ่ายเงินชดเชยค่า K กว่า 8,000-10,000 ล้านบาท ที่ส่งผลให้ผู้รับเหมาขาดสภาพคล่อง พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขทั้งการจัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลก่อสร้างแบบเรียลไทม์ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ตรวจสอบวิศวกร การแยกหมวดอุปกรณ์ความปลอดภัยใน BOQ การจัดทำแผนที่สาธารณูปโภคใต้ดินแบบ 3D One Map และการเร่งปฏิรูประบบขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาเพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและป้องกันคอร์รัปชันในภาคก่อสร้างอย่างเร่งด่วน
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ แถลงนโยบายของรัฐบาลในครั้งนี้ได้ละเลย ๒ ปัญหาสำคัญในอุตสาหกรรมก่อสร้างที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนและ จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ ๑. เรื่องของความไม่ปลอดภัยในการก่อสร้าง และ ๒. คือ ปัญหาการทิ้งงานที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในช่วง ๒ ปีกว่าที่ผ่านมาครับ เกิดอุบัติเหตุจากการก่อสร้างในโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก อย่างเช่นกรณีสะพานถล่ม ที่ลาดกระบัง เนื่องจากมีการผสมน้ำในคอนกรีตที่มากเกินไปทำให้ไม่แข็งแรงก็ดี ปัญหา Launcher เชิงสะพานพระราม ๒ ถล่มครับ จากการฝังยึดท่อน PT Bar ทีไม่แน่นหนา ปัญหา Crossbeam ทางด่วนสะพานพระราม ๓ ถล่ม จากการก่อสร้างคานเหล็กที่ไม่ตรง ตามแบบ หรือตึก สตง. ถล่มเพราะเรื่องของคอนกรีตผนังรับแรงเฉือน หรือตัว Shear wall มีค่าต่ำที่กำหนดไว้ หรือเรื่องของถนนทรุดหน้าโรงพยาบาลวชิระ ซึ่งก็คาดว่าน่าจะเกิดจาก การก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงที่มีปัญหา ถ้าดูสถิติย้อนหลังเฉพาะถนนพระราม ๒ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ มีอุบัติเหตุมากกว่า ๒,๕๐๐ ครั้ง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๑๔๓ ศพ ตึก สตง. มีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า ๙๓ ศพ ไม่นับความเสียหายทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อความ เชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนต่อโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่ เรื่องสำคัญเร่งด่วนที่รัฐควรให้ความสำคัญ ทั้งนี้ผมคิดว่าอย่างน้อยมีทั้งหมด ๔ สาเหตุที่ทำให้ เกิดความไม่ปลอดภัยในโครงการก่อสร้างซึ่งรัฐบาลควรต้องเร่งแก้ไข
สาเหตุที่ ๑ คือการขาดฐานข้อมูลในระบบติดตามและสังเกตการณ์งาน ก่อสร้าง ท่านประธานครับ ถ้าผมถามว่า ณ วันนี้มีโครงการก่อสร้างที่กำลังก่อสร้างอยู่ ทั้งหมดในประเทศไทยกี่โครงการ ท่านประธานคิดว่านายกรัฐมนตรีตอบได้ไหม ไม่ได้ครับ หรือเอาแค่ในกรุงเทพมหานครมีโครงการก่อสร้างที่ไหนบ้าง เป็นอาคาร เป็นถนน เป็นสะพานมีอย่างละกี่โครงการ โครงการไหนมีความเสี่ยงที่รัฐต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คิดว่านายกรัฐมนตรีหรือผู้ว่าก็จะรู้ไหม ไม่รู้ครับ ทั้งนี้เรื่องเหล่านี้ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ ผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารเมืองควรรู้แต่กลับไม่รู้ เพราะว่าเราไม่มีการควบคุม การติดตาม และการเฝ้าระวังโครงการก่อสร้าง จำตอนตึก สตง. ถล่มได้ไหมครับ ทุกคนอยากรู้หมดเลยว่าตึกมันถล่มแบบไหน ทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน พี่น้องประชาชนต้องทำอย่างไร ไปเอาวิดีโอจาก Social มานั่ง วิเคราะห์กัน แต่วิดีโอที่อยู่ภายในอาคารขณะถล่มที่ผู้รับเหมาหรือหน่วยงานรัฐควรต้องมี แต่กลับไม่มี ล่าสุดถนนทรุดที่หน้าโรงพยาบาลวชิระมีภาพวิดีโอภายในโครงการขณะเกิดเหตุ หรือไม่ ไม่มีครับ แม้แต่แบบก่อสร้างยังเป็นแบบ ๒ มิติ พี่น้องประชาชนต้องไปทำแบบ ๓ มิติมาเพื่ออธิบายกันเองว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าเทียบในต่างประเทศเขามีการติดซีซีทีวีภายใน และภายนอก Site ก่อสร้าง ถ้าเกิดเหตุการณ์สามารถนำวิดีโอเหล่านี้กลับมาดูย้อนหลังได้หมดเลย มี การเชื่อมข้อมูลของหน่วยงานเพื่อใช้ในการตรวจสอบ มีระบบ Facial Scan ในการเก็บ ข้อมูลคนงานเข้าออก ตอนเกิดเหตุจะรู้ทันทีว่าใครยังอยู่ใน Site ไม่เหมือนตอนตึก สตง. แค่จำนวนคนงาน ชื่อคนงานที่ติดอยู่ในตึกเรายังไม่รู้เลย หน่วยงานไม่มีข้อมูล ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเกิดประชาชนสนใจอยากจะรู้ข้อมูลรายละเอียดของโครงการ เช่น ผู้รับเหมาคือใคร ใครคือคนออกแบบ ใครคือคนคุมงาน ความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว มีประกันหรือไม่ รายละเอียดกรมธรรม์เขียนไว้ว่าอะไร อยากเห็นแบบก่อสร้างแบบ ๓ มิติ ประชาชน ทำอย่างไร ต้องไปนั่งชะเง้อดูป้ายหน้าโครงการ ไปค้น Google เกิดเหตุทีไรคนไทยมีอาชีพเสริม เป็นนักสืบ Social ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ควรเป็นข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนต้องเข้าถึงได้ง่าย แต่รัฐกลับไม่ได้จัดหาให้ ทางแก้คือรัฐบาลควรต้องเร่งจัดทำระบบเก็บข้อมูลและระบบ ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง บังคับให้ Site งานก่อสร้างมีการติดซีซีทีวีและเชื่อมข้อมูล มาที่ส่วนกลาง มีฟังก์ชันการแจ้งเตือนอุบัติเหตุให้ประชาชนรับทราบแบบ Real Time ซึ่งถ้า เกิดทำได้นี่จะเป็นการพลิกโฉมความปลอดภัยในการก่อสร้าง และต่อยอดสู่เรื่องของ การบริหารเมือง แบบ Smart City
สาเหตุที่ ๒ ในเรื่องของความปลอดภัยคือเรื่องของการขาดการตรวจสอบ การทำงานของวิศวกร ทั้งที่ต้องบอกว่าอาชีพนี้มีผลต่อชีวิตของคนหมู่มาก อย่างเรื่องของการ ต่อใบประกอบวิชาชีพที่ต่ออายุได้โดยที่ไม่มีการทดสอบสมรรถนะและความรู้ใหม่ ในขณะที่ เทคโนโลยีและมาตรฐานการก่อสร้างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หรือปัญหาวิศวกร เอาชื่อไปยัดในโครงการก่อสร้างแต่ไม่อยู่คุมงานจริง ซึ่งเสี่ยงต่อความปลอดภัยในการก่อสร้าง เป็นอย่างมาก บางคนเอาชื่อไปยัดหลายโครงการจนล้นครับ คือเอาจำนวนชั่วโมงตามสัญญา มาบวกกันเกิน ๒๔ ชั่วโมงต่อวันแล้ว ไม่นับเรื่องของการขายลายเซ็น ลายเซ็นแบบ ซึ่งปี ๆ หนึ่ง วิศวกรบางท่านเซ็นแบบเยอะมาก เยอะเกินความเป็นจริง แล้วมีเรื่องของการปลอมแปลง ลายเซ็นอีก ทั้งหมดนี้รัฐบาลและสภาวิศวกรไม่มีการติดตาม ไม่มีการกำกับ ไม่มีการตรวจสอบ การทำงานของวิศวกรเลยแม้แต่น้อยทั้งที่ทำได้ไม่ยาก เราจัดทำระบบกลางและให้ทุกคน ทุกหน่วยงานส่งข้อมูลมาที่ระบบนี้ทั้งหมด แล้วให้เอไอตรวจสอบ มีการแจ้งเตือนในกรณีที่ เราปรากฏว่ามีเคสผิดปกติ
สาเหตุที่ ๓ ของการไม่ปลอดภัยท่านประธาน คือการไม่แยกรายการงานชั่วคราว ด้านความปลอดภัยและระบุให้ชัดเจนลงไปใน BOQ สังเกตได้ว่าในไซต์งานต่างประเทศทำไม พวกเขามี Site Protection เขามีนั่งร้าน มีสแลน มี Barrier มีรั้ว มีป้ายจราจร มีป้ายเตือนอย่างดี มีซีซีทีวี มีทางเดินที่ดี มีไฟอย่างดี ให้กับพี่น้องประชาชน แต่ของประเทศไทยไม่มีหรือครับ นั่นเพราะอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยเหล่านี้ไม่ได้ถูกระบุใน BOQ ว่าต้องมีอะไรบ้าง อย่างละเท่าไร วิธีแก้ง่าย ๆ เลยท่านนายกรัฐมนตรีสั่งได้ทันทีวันนี้ คือให้หน่วยงานที่กำลังจะของบประมาณ ด้านการก่อสร้างต้องมีการจัดทำรายการด้านความปลอดภัย ระบุใน BOQ ให้ครบถ้วนชัดเจน แยกออกเป็นหมวดความปลอดภัยขึ้นมาเลย ซึ่งประชาชนสามารถนำไปตรวจสอบได้เลย นับชิ้นได้เลยว่าผู้ประกอบการ ผู้รับเหมามีอุปกรณ์เหล่านี้เตรียมได้ครบถ้วนหรือไม่ตามที่ กำหนดในสัญญา ซึ่งนี่จะเป็นวิธีการแก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยในการก่อสร้างระดับ โครงสร้างซึ่งสามารถทำได้เลยใน ๔ เดือน
สาเหตุที่ ๔ ของความไม่ปลอดภัยคือการขาดบทลงโทษผู้รับเหมา ท่านประธานครับ อุบัติเหตุขนาดใหญ่ที่ผม List มาก็ดี ที่ท่านประธานเห็นในหน้าข่าวก็ดี จนถึงวันนี้ยังไม่มีผู้รับเหมารายใดโดนแบล็กลิสต์ โดน Ban โดนลดชั้น หรือโดนปรับเงินเลย ท่านประธาน แล้วที่ผิดพลาดเป็นบริษัทขนาดใหญ่ระดับตัวท็อปของประเทศเลย ซึ่งเป็นที่ น่าสงสัยว่าคงไม่มีใครกล้าแตะหรือไม่ สิ่งที่รัฐบาลชุดที่แล้วสัญญาไว้แต่ทำไม่สำเร็จคือ การจัดทำสมุดพกผู้รับเหมา ซึ่งรัฐบาลนี้สามารถทำได้ภายใน ๔ เดือน คือเรื่องของการ แก้ระเบียบการขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาให้สามารถลดชั้นผู้รับเหมาได้ โดยร่างกฎกระทรวงมีการ เตรียมพร้อมอยู่แล้วรอแค่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่เซ็นเท่านั้น แล้วก็ให้ กรมบัญชีกลางไปออกหลักเกณฑ์ต่อในเรื่องของการตัดและการเพิ่มคะแนนผู้รับเหมา แค่นั้นเองครับ จบครับ
ส่วนที่ ๒ คือปัญหาเรื่องของการทิ้งงาน ท่านประธานทราบหรือไม่ว่า อุตสาหกรรมการก่อสร้างมีขนาดใหญ่ถึง ๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีด้วยกัน เฉพาะงบลงทุน ของภาครัฐสูงถึงปีละ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่รู้หรือไม่ว่ามีโครงการของภาครัฐเฉพาะแค่ งานอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จและถูกทิ้งร้างมูลค่าสูงถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าการทิ้งงาน ใครเสียหายมากที่สุด ประเทศและประชาชน เพราะรัฐลงทุนไปแล้วแต่กลับไม่สามารถเข้าใช้สอย ประโยชน์ได้ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา เสียทั้งโอกาส นี่จึงเป็นเรื่องด่วนที่รัฐจำเป็นต้องแก้ไข สาเหตุของการทิ้งงานก็ต้องบอกว่ามันมี ๒ มุมครับ มีความผิดของภาครัฐเองก็ดี และมีความผิดของผู้รับเหมาเองก็ดี ในส่วนความผิดของผู้รับเหมาก็ต้องบอกว่ามีหลาย รูปแบบ แต่คงหนีไม่พ้นเรื่องของสภาพคล่อง
แบบที่ ๑ คือประมูลงานได้แล้วขายงานให้ผู้รับเหมาช่วงเพื่อกินหัวคิว โดยไม่สนใจ ว่าผู้รับเหมาช่วงนี้จะทำได้หรือทำไม่ได้ เน้นเป็นหลักคือราคาต่ำสุดครับ สุดท้ายผู้รับเหมาช่วง ทำไม่ไหวก็เลยต้องทิ้งงานนี้ไป
แบบที่ ๒ ผู้รับเหมาหลักจ่ายเงินผู้รับเหมาช่วงล่าช้า ดึงเงินจนทำให้ผู้รับเหมาช่วง ขาดสภาพคล่องแล้วก็เกิดการทิ้งงาน
แบบที่ ๓ คือผู้รับเหมารับงานเกินตัว ทำงานไม่ทันจึงทิ้งงาน เพราะหาคนงาน ไม่เพียงพอ รับงานตัวเองมาเกินตัว
แบบที่ ๔ คือผู้รับเหมาไล่ฟันงานเพื่อหวังจะเอาเงิน Advance Payment หรือเงินล่วงหน้า เอาเงินไปหมุน สุดท้ายไปฟันมาเยอะ ทำงานไม่ได้ราคาต่ำเกินไปก็เลยต้อง ทิ้งงาน ถ้าจะป้องกันการทิ้งงานจากผู้รับเหมารัฐต้อง Monitor ว่าบริษัทรับเหมาไหนเข้าข่าย รับงานเกินตัว แล้วก็ Case ไหนที่มีการฟันราคาที่ต่ำเกินจริงต้องให้มีการชี้แจง Declare ต้นทุนเพื่อป้องกันการที่จะไปแอบทุจริตตอนหลัง ไปลด Spec ตอนหลังลงถึงกระทั่ง การทิ้งงาน ในส่วนความผิดของภาครัฐก็ต้องบอกว่าประเทศไทยเรายังมีผู้รับเหมาดี ๆ หลงเหลืออยู่ ที่อยากทำงานแบบมืออาชีพ แต่กลับเจอกลไกของภาครัฐเล่นงานจนเกิดปัญหา ขาดสภาพคล่องทำให้สุดท้ายต้องทิ้งงานครับ
หลัก ๆ ก็มี ๓ สาเหตุ คือ ๑. รัฐจ่ายเงินล่าช้า ยกตัวอย่าง เช่น ค่า K ครับ ค่า K ก็คือเป็นค่าเงินชดเชยในค่างานก่อสร้าง กรณีที่วัสดุเกิดการผันผวนในเรื่องของราคา เช่น ราคาเหล็กขึ้น ราคาน้ำมันขึ้นมากกว่าเกณฑ์ปกติ รัฐบาลก็จะจ่ายเงินชดเชยให้ผู้รับเหมา แต่ถ้าเกิดราคาเหล็กลง ราคาน้ำมันลง รัฐบาลก็จะหักเงินจากผู้รับเหมา ปัญหาก็คือเงินค่า K ที่ค้างจ่าย โดยภาครัฐค้างจ่ายผู้รับเหมาตอนนี้มียอดรวมกันมากกว่า ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ซ่อนตามหน่วยงานต่าง ๆ บางรายต้องบอกว่าโดนค้างจ่ายไปตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ๘ ปีมาแล้ว ยังไม่จ่ายเงินเขาเลยนะครับ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้บางบริษัทเกิดปัญหาการขาดสภาพคล่อง แล้วก็ต้องทิ้งงาน ปัญหานี้ท่านนายกรัฐมนตรีสามารถแก้ไขได้ทันทีครับ ออกมติ ครม. อนุมัติ จ่ายค่า K ย้อนหลังที่ยังค้างจ่ายเขาอยู่ แล้วก็กำหนดกรอบการจ่ายค่า K ในอนาคตต่อไป ให้ชัดเจนเลยว่าต้องจ่ายภายใน ๔๕ วัน ตรงนี้จะแก้ปัญหาเรื่องของสภาพคล่องและการทิ้งงานได้
สาเหตุที่ ๒ คือติดปัญหา อุปสรรคในเรื่องของการส่งมอบพื้นที่ ต้องบอกว่า มีโครงการจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่อยู่ในเมืองพอทำไปสักพักหนึ่ง Jackpot ติดปัญหางานสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่อยู่ใต้ดิน ไม่ว่าจะเป็นท่อประปา ท่อไฟฟ้า สายสื่อสาร ต่าง ๆ ซีซีทีวี ท่อระบายน้ำ จนไม่สามารถที่จะทำงานต่อได้ บางจุดต้องบอกว่าใช้เวลาเป็นปี กว่าหน่วยงานจะมาแก้ไขเพื่อขยับออกแล้วผู้รับเหมาถึงเข้าไปทำงานต่อได้ ระหว่างรอ เกิดอะไรขึ้นครับ ผู้รับเหมาต้องแบกค่าใช้จ่าย แบกค่าใช้จ่ายทั้งค่าเช่า Camp ค่าเช่า สำนักงาน ค่าคนงาน ค่าเครื่องจักร โดยที่ไม่มีเงินชดเชยนะครับ รัฐไม่ได้ให้เงินชดเชยอะไร ทั้งสิ้น จนผู้รับเหมาก็เกิดปัญหาเรื่องของสภาพคล่องและมีการทิ้งงานเกิดขึ้น สังเกตได้ เลยครับงานใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นของ กทม. ของกรมทางหลวง ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ผมมั่นใจครับ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปไม่มีโครงการไหนเสร็จตามสัญญาได้แม้แต่โครงการเดียว และติดที่ภาครัฐทั้งนั้น เป็นอุปสรรคของภาครัฐทั้งนั้นที่ไม่ได้รับการจัดการ ๑ ในวิธีแก้ไข คือการจัดทำแผนที่โครงข่ายสาธารณูปโภคใต้ดินแบบเป็น 3D One Map คือรวมข้อมูลของ ทุกหน่วยงานที่เป็นโครงสร้างใต้ดินมารวมกันอยู่ในแผนที่เดียว ซึ่งตรงนี้จะลดในเรื่องของ ปัญหา อุปสรรคได้
สาเหตุที่ ๓ ของการทิ้งงานและอันนี้เป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คือคอร์รัปชัน และตบทรัพย์ของข้าราชการและนักการเมือง นักการเมืองรุ่นเก่าหลาย ๆ ท่านอาจจะทราบดี ไม่มีโครงการก่อสร้างไหนในประเทศไทยไม่มีการเรียกเก็บเงิน นักการเมืองถ้าไปเป็นระดับ รัฐมนตรีงบกระทรวงเยอะก็จะเก็บไม่เยอะครับ ประมาณ ๓-๕ เปอร์เซ็นต์ นักการเมืองระดับ ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบต. อบจ. งบน้อยแต่เก็บเยอะครับ ๑๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ แม้แต่เจ้าหน้าที่คุมงานและกรรมการตรวจรับงานยังมีสตางค์เลย ได้กันคนละ ๑-๒ เปอร์เซ็นต์ครับ นี่เลยเป็นสาเหตุว่าทำไมถนนมันพังไว เพราะว่าผู้รับเหมา ก็ต้องไปแอบลด Spec เพื่อที่จะเอาเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายให้นักการเมือง ถ้าใครไม่จ่าย เป็นอย่างไร โดนแกล้ง โดนแกล้งจนขาดสภาพคล่องแล้วก็บริษัทเจ๊ง นักการเมืองที่ ตบทรัพย์มาทำอย่างไรต่อครับ ก็แบ่งเงินส่วนหนึ่งไปซื้อเสียงเพื่อกลับเข้ามาใหม่อีกรอบหนึ่ง วิธีการแก้ก็คงไม่ใช่ที่ตัวรัฐบาลแล้วละครับ เพราะว่าคนโกงอย่างไรมันก็โกง ที่ต้องแก้คือที่ ประชาชนครับ ประชาชนต้องไม่เลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียงเข้ามา
สุดท้ายครับท่านประธาน ในฐานะที่ผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้าง อย่างเป็นระบบ ต้องบอกว่าปัญหาในอุตสาหกรรมก่อสร้างนั้นไม่ได้มีแค่นี้นะครับ แต่ปัญหาเรื่องของความไม่ปลอดภัยและการทิ้งงานเป็นปัญหาใหญ่ที่วนเวียนซ้ำซากอยู่ แล้วก็กระทบต่อพี่น้องประชาชนจำนวนมาก จึงเป็นเรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลนั้นเห็นถึง ความสำคัญและถึงเวลาแล้วที่เรามีความจำเป็นต้องปฏิรูปปัญหาในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยเร่งด่วน ผมจึงขอส่งเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล เพื่อให้รีบดำเนินการแก้ไขและ หันมาสนใจปัญหาในภาคก่อสร้าง มากกว่าแค่จะเข้าไปตบทรัพย์ผู้รับเหมาครับ ขอบคุณครับ