รัฐ คลังแสง หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองที่นำรัฐบาลว่าไม่มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอาจใช้เป็นเหตุผลบังหน้าเพื่อลบล้างคดีที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองนั้น และแสดงความกังวลว่ารัฐบาลไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและรักษาไว้ซึ่งประชาธิปไตย
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม รัฐ คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม เขต ๖ อำเภอกันทรวิชัย อำเภอเชียงยืน และอำเภอชื่นชม จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตร่วม อภิปรายต่อประเด็นนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลชุดนี้ เป็นที่ทราบกันดีครับ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือฉบับ ๒๕๖๐ เป็นผลพวงจากคณะรัฐประหารและเป็นอุปสรรค ขัดขวางต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและพัฒนาประเทศ ด้วยความบิดเบี้ยวของ โครงสร้างของอำนาจทั้ง ๓ เสาหลัก ขาดดุลยภาพในการคานอำนาจกัน องค์กรอิสระ มีขอบเขตอำนาจเหนือฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ๒ ปีกว่าที่ผ่านมาอภินิหารของ ขอบเขตอำนาจล้นฟ้านี้ก็ได้แสดงอภินิหารทำให้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง ๓ คน ที่ผ่านมาจึงได้มีความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด หลายต่อหลาย ครั้งตั้งแต่สภาชุดที่แล้วแต่ก็ล้มเหลวไปไม่ถึงไหน วันนี้ดีใจครับที่ได้ยินคำแถลงนโยบายจาก ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ถึงประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญเป็นหัวใจหลัก แล้วก็รู้สึก ชื่นชมที่รัฐบาลได้เชิญหรือว่าแต่งตั้งท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งเป็นปรมาจารย์ ทางด้านกฎหมาย เป็นที่ยอมรับของสังคมมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็เป็นผู้ควบคุม กำกับดูแลในการแก้รัฐธรรมนูญ แต่อีกความรู้สึกหนึ่งก็ค่อนข้างเป็นห่วงครับว่าท่านบวรศักดิ์ นั้นอาจจะต้องเอาชื่อเสียงมาเสี่ยงหรือมาแปดเปื้อนกับเจตนาแท้จริงของรัฐบาลนี้ในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเมื่อพิจารณาจากมูลเหตุปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ค่อนข้างที่จะ สุ่มเสี่ยงว่าท่านต้นหนบวรศักดิ์ที่คอยชี้แนะแนวทางในการแก้รัฐธรรมนูญของเรือรัฐบาลลำนี้ จะถูกสับขาหลอกหรือว่าถูกท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน หรือกัปตันอนุทินพาท่านพายเรือ วนกลับมาที่เดิม ด้วยสาเหตุปัจจัยสัญญาณหลาย ๆ อย่างดังต่อไปนี้
สัญญาณที่ ๑ นั่นก็คือเมื่อฟังจากคำแถลงนโยบายเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ของท่านอนุทินแล้ว มีเนื้อหาใจความค่อนข้างสั้น มีเพียง ๓-๔ บรรทัดเท่านั้นเอง แล้วด้วย ถ้อยคำที่หลวม ๆ เขียนเพียงว่าจะสนับสนุนให้มีการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ไม่ปรากฏแผนงานหรือว่า Roadmap ที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน
สัญญาณที่ ๒ การจะดูเจตนาว่าใครมีความจริงใจที่จะทำอะไร ต้องดูที่ การกระทำหรือว่ากรรม กรรมเป็นเครื่องบ่งชี้เจตนาครับ พูดง่าย ๆ คือต้องดูจุดยืนที่ผ่านมา ในอดีตของพรรคแกนนำรัฐบาลชุดนี้ต่อเรื่องประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมา พรรคการเมืองแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ได้แสดงจุดยืนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ด้วยการแสดงออกในจุดยืนที่ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นร่างการแก้ไขจากภาคประชาชน หรือว่า ร่างจากพรรคการเมืองด้วยกันเอง ถึงขนาดมีการ Walk Out จากสภาในขณะที่มีการ พิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือไม่ร่วมสังฆกรรมเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จู่ ๆ มาวันนี้กลับพลิกจุดยืนบอกว่าถ้าต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จึงทำให้มีเหตุสงสัยว่าเหตุผลที่แท้จริงหรือเจตนาที่แท้จริงของรัฐบาลชุดนี้คืออะไรกันแน่ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นเพียงเหตุผลบังหน้าเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ ท่ามกลาง ข้อกังขาของสังคมว่าอำนาจนี้จะนำไปสู่การลบล้างคดีสำคัญ ๒ คดีหรือไม่ นั่นก็คือคดี เขากระโดงและคดีฮั้ว สว. โดยเฉพาะคดีฮั้ว สว. เป็นที่ทราบกันดีทางสังคมว่ามีความสัมพันธ์ ทางอำนาจ เชิงอำนาจผูกพันกับพรรคแกนนำรัฐบาลพรรคนี้ หรือเพียงต้องการอำนาจรัฐ เพื่อมาปัดเป่าคดีนี้ให้หายไปและรักษาฐานอำนาจในสภาสูง กุมเกมเป็นปราการด่านสุดท้าย ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรวม รวมทั้งอำนาจล้นฟ้าขององค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งจาก สภา สว. เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง
สัญญาณที่ ๓ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เองพรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้ได้แสดงจุดยืน ออกมาชัดเจนที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ สุดชีวิต นี่จึงเป็นสัญญาณว่าสุดท้ายแล้วปลายทางท่านจะสลับหน้ากันเล่นหรือไม่ ท่านจะอ้างว่า อยากแก้แค่ไหนก็ตาม แต่ว่าสุดท้ายติดที่พรรคร่วมไม่ร่วมสังฆกรรม ไม่รวมที่จะเป็นหนึ่งใน คนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงเชื่อได้ยากว่ารัฐบาลซึ่งนำโดยท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย จะมีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและรักษาไว้ซึ่งกติกา ที่เป็นประชาธิปไตย หรือนี่จะเป็นเพียงการตกลงกัน การสมประโยชน์กัน การหลอกใช้และ ยินยอมให้หลอกระหว่างกัน หลอกใช้นั่งร้านเพื่อให้ได้มาซึ่งดาบอำนาจรัฐในการปัดเป่า มลทินให้พ้นภัย แทนที่จะแก้กลับรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ไม่ยึดโยงอำนาจประชาชน ขอบคุณครับ