ศนิวาร ชี้น้ำท่วมปีละรอบ วิจารณ์รัฐจัดการล่าช้า เสนอใช้ปัญญาประดิษฐ์รับมือ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๐ กันยายน ๒๕๖๘

ศนิวาร บัวบาน หารือปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการเยียวยาและการจัดสรรงบประมาณด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ยังเน้นโครงสร้างขนาดใหญ่โดยขาดการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพตามบริบทพื้นที่ จึงเสนอให้เสริมบทบาทชุมชน ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และภาพถ่ายดาวเทียมในการเตือนภัยล่วงหน้า พร้อมผลักดันการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนที่ยึดธรรมชาติเป็นฐาน และเร่งปรับระบบชดเชยให้รวดเร็วทันสถานการณ์ โดยตั้งข้อสังเกตถึงเป้าหมาย Net Zero ที่อาจเร่งเกินไปโดยขาดการศึกษาอย่างรอบด้าน

นางสาวศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แปลกแต่จริงค่ะท่านประธานดิฉันจําได้ว่าตอนที่ ดิฉันอภิปรายนโยบายเศรษฐาในปี ๒๕๖๖ เป็นช่วงน้ำท่วม ปีที่แล้วดิฉันอภิปรายนโยบาย รัฐบาลแพทองธารก็ช่วงน้ำท่วม มาปีนี้นึกไม่ถึงเลยท่านประธานดิฉันมาอภิปรายนโยบายรัฐบาล อนุทินก็เป็นช่วงน้ำท่วมอีก นี่ ๓ ปีเปลี่ยนมา ๓ รัฐบาลแล้ว ชีวิตพี่น้องประชาชนยังคงจมอยู่กับ วังวนน้ำท่วมอยู่ทุกปี แต่รัฐบาลนี้ดูจะเหนื่อยหนักหน่อย เพราะช่วงที่ท่านเข้ารับตําแหน่ง เป็นช่วงที่มีพายุเข้า ฝนตกชุกที่สุดในรอบปีโดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน คือ ณ ตอนนี้ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศจุน้ำแล้วมากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เกือบเต็มความจุของอ่างเก็บน้ำแล้ว แต่ก็ยังมีพายุหมุนเขตร้อนที่จ่อรอเข้าไทยอีก ๑ ลูก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกําลังแรงขึ้นส่งผลให้ไทยจะมีฝนตกเพิ่มขึ้น ในขณะที่ พื้นที่รับน้ำทั้งหลายกักเก็บน้ำจนแทบเต็มศักยภาพแล้ว การระบายน้ำเป็นไปได้ยากเพราะ น้ำทะเลหนุน คือหากยังไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือที่ดีก็จะมีโอกาสที่พื้นที่จะได้รับผลกระทบ สูงถึง ๑๑ ล้านไร่ คิดเป็นความเสียหายรวม ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือราว ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ประเทศเลยทีเดียว คือต้องบอกว่าจากการคาดการณ์ว่าจีดีพีประเทศไทยจะโตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แล้วก็ยังมีโอกาสติดลบจากภัยพิบัติอีกด้วยค่ะ รัฐบาลเองก็ตระหนักถึงภัยธรรมชาติเหล่านี้ดีค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีมาแถลงว่าจะเร่งติดตั้ง เครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง คือดิฉันไม่แน่ใจว่าเครื่องมือเตือนภัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีหมายถึงคืออะไร คือหอกระจายข่าว หรืออะไรเพราะว่าไม่ได้ระบุรายละเอียดนะคะ แต่ถ้าเกิดท่านจะสื่อถึงระบบเตือนภัย ล่วงหน้าน้ำหลาก ดินถล่ม หรือ Early Warning System ที่กรมทรัพยากรน้ำได้ดูแลอยู่แล้ว เท่าที่ดิฉันทราบคือตั้งแต่ปีงบประมาณปี ๒๕๔๘ จนถึงปี ๒๕๖๖ ทน. ได้ติดตั้งสถานีเตือนภัย ไปแล้ว ๒,๑๕๖ สถานี แล้วปี ๒๕๖๗ ก็ของบมาติดตั้งเพิ่มอีก ๑๑๙ สถานี แต่ปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๙ ไม่ได้มีการขอติดตั้งเพิ่ม นั่นก็หมายความว่าทางหน่วยงานได้ติดตั้งสถานีเตือนภัย ควรที่จะเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ แต่ทำไมท่านนายกรัฐมนตรีจึงบอกว่าจะมา เร่งติดตั้งตอนนี้ แล้วมันจะทันกับพายุที่จ่อรอเข้าไทยอยู่หรือคะ คือต้องบอกว่าสถานีเตือนภัย ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงเกือบทั่วทั้งประเทศแล้ว บางพื้นที่ก็ยังมีหลายสถานีของแต่ละหน่วยงาน อยู่ใกล้ ๆ กันอีก ปัญหาคือชุมชนท้องถิ่นยังขาดความรู้ Cell Broadcast ก็ส่งข้อความแบบ ยาวเหยียด คือประชาชนเขาอยากรู้แค่ว่าน้ำจะมาถึงเมื่อไร ท่วมสูงแค่ไหน มีเวลามากแค่ไหน ที่เขาจะเตรียมพร้อมรับมือ หรือว่าจะต้องถึงขั้นอพยพออกไปเลยไหม อพยพไปที่ไหน รัฐบาลจะต้องผลักดันเรื่องของการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติโดยมีชุมชนเป็นฐาน หรือ CBDRM ให้จริงจัง สร้างความตระหนัก ความเข้มแข็ง เปิดโอกาสให้ชุมชนได้เข้ามา มีส่วนร่วม ได้มีแผนของชุมชนเอง นอกจากรัฐบาลจะส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม ปัญญาประดิษฐ์แล้วท่านควรที่จะนำเอไอมาช่วยในระบบสนับสนุนการตัดสินใจหรือ DSS ด้วย การจัดการภัยพิบัติของไทยจะได้มีประสิทธิภาพเสียทีค่ะ

จากก่อนเกิดภัยมาหลังเกิดภัยค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงบอกว่าจะเยียวยา และฟื้นฟูให้ประชาชนผู้ประสบภัยโดยเร่งด่วน ขีดเส้นใต้คำว่า เร่งด่วน เยียวยาล่าช้านี่ไม่ใช่ เรื่องใหม่เลยค่ะ คือตั้งแต่ครั้งที่ท่านอนุทินดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ท่านเองก็ทราบดีค่ะว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาขั้นตอนการลงทะเบียน การยื่นเอกสารที่ยุ่งยาก กระบวนการตรวจสอบ การอนุมัติข้อมูลที่ซับซ้อน คือหน่วยงาน ก็ไม่เคยคิดจะแก้ระเบียบเสียทีนะคะ ต้องบอกว่าต่างประเทศเขาจะมีการคาดการณ์ล่วงหน้า ว่าถ้ามีโอกาสสูงที่จะเกิดกับภัยพิบัติเขาจะจ่ายเงิน Advance ให้ประชาชนได้นำเงินไปใช้ ในการเตรียมตัวรับมือก่อนที่ภัยจะเกิดขึ้น เกษตรกรก็สามารถนำเงินนั้นไปอพยพเคลื่อนย้าย สัตว์เลี้ยงในฟาร์มปศุสัตว์ หรือว่าเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรก่อนที่จะเสียหายไปมาก คือต้องบอกว่าประเทศไทยเราจะต้องปรับแนวคิดจากการตั้งรับเป็นการชิงทำล่วงหน้าได้แล้ว นอกจากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีมาแถลงอีกว่าจะบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายสวยหรูดูดีมากค่ะ แต่ท่านประธานทราบไหมคะว่ามากกว่า ๑ ใน ๓ ของงบประมาณด้านการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศทั้งหมดกระจุกอยู่ที่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ งบเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในภารกิจการจัดสรรน้ำและเพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ำ และพื้นที่ชลประทานเป็นรายจ่ายที่ดิน แล้วก็สิ่งก่อสร้าง ทั้ง ๆ ที่ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในไทยส่วนใหญ่มาจากการบริหารจัดการค่ะ คือแม้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะออกตัวก่อน เลยว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นผู้จัดทำงบประมาณปี ๒๕๖๙ นะ แต่ท่านก็มีส่วนร่วมในการ สนับสนุนงบประมาณด้วย และงบก็ได้ถูกจัดสรรไปแล้วแบบผิดฝาผิดตัว แบบนี้ท่านจะรื้องบ แผนบูรณาการน้ำใหม่ไหมคะ หรือว่าท่านมีแผนที่จะโอนย้ายเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหมคะ คือต้องบอกว่ารัฐบาลยังจมอยู่กับความคิดที่จะสร้างโครงสร้างแข็งขนาดใหญ่โดยไม่ได้ดู บริบทในพื้นที่เลย ขอสไลด์ขึ้นด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เวียงหนองหล่มนะคะ พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ในจังหวัดเชียงรายเป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่ล่มสลายจากโครงการพัฒนา แหล่งน้ำ ดิฉันและชุมชนในพื้นที่อยากเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีวิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร จะแก้ไขปัญหาจากมรดก คสช. ที่ทำไว้นี้อย่างไร จะทำอย่างไรที่จะเปลี่ยน Mindset ของหน่วยงานให้เข้าใจว่าการจัดการน้ำที่ยั่งยืนจะต้องอาศัยธรรมชาติเป็นฐานหรือ Nature Base Solution ท่านไปดูตัวอย่างได้ค่ะ มีหลายพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จแล้วในเรื่องนี้ ในรูปเป็นการจัดการ น้ำบนพื้นที่สูงของชุมชนกะเหรี่ยงจังหวัดเชียงราย จังหวัดเดียวกันเลยนะคะ หรือว่าอีกที่หนึ่ง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ห้วยแม่ปะยาง ที่จังหวัดแพร่ค่ะ นอกจากในเรื่องของ Adaptation หรือการตั้งรับปรับตัวที่ท่านมีนโยบายเรื่องนี้แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรียังมีนโยบายเรื่องของ Mitigation หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย บอกว่ารัฐบาลจะประกาศให้ไทย บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. ๒๕๙๓ คือจริง ๆ แล้วดิฉันเองก็เห็นด้วยว่าเป้าหมาย Net Zero ปัจจุบันของไทยล่าช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนไปค่อนข้างมาก ซึ่งมันส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศค่ะ แต่ท่านอย่าลืมนะคะ ว่ารัฐบาลชุดนี้มีเวลาแค่ ๔ เดือนไม่ใช่ ๔ ปี กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ สิ่งแวดล้อมก็ยังไม่ทันจะได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการขยับเป้าหมายเข้ามาใกล้ขึ้นเลยค่ะ ยิ่งถ้าท่านคิดจะไปประกาศปรับเป้าหมาย Net Zero ของไทย ให้ขยับมาเป็น ๒,๐๕๐ ที่ COP30 ที่ประเทศบราซิลที่จะมีขึ้นภายในสิ้นปีนี้แล้ว นั่นจะเป็นข้อผูกมัดให้กับรัฐบาลชุด ต่อไปทันทีค่ะ ดิฉันจึงขอให้ศึกษาอย่างรอบคอบ มี Roadmap ให้ชัดเจน แล้วก็ปล่อยเรื่องนี้ ให้เป็นรัฐบาลน่าจะทำดีกว่าค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นพรรคประชาชนเรามีข้อเสนอที่ทางรัฐบาล สามารถทำได้ใน ๔ เดือน เรื่องแรกในเรื่องของระบบเตือนภัย อย่างที่ดิฉันบอกค่ะ ประชาชน อยากรู้ว่าน้ำจะมาเวลาไหน สูงแค่ไหน เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรขยายแบบจำลองค่ะ จากที่ เคยพยากรณ์ภูมิอากาศ เช่นอุณหภูมิแล้วก็ปริมาณน้ำฝนมาเป็นพยากรณ์ระดับน้ำท่วม โดยใช้แบบจำลองการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน แบบจำลองความสูงแบบดิจิทัลหรือ DEM ในพื้นที่เสี่ยงสูงทั่วประเทศ ควรทำงานร่วมกันกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่เพื่อที่จะได้เลือกใช้ แบบจำลองที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ได้ จะได้แจ้งเตือนภัยได้ล่วงหน้าอย่างน้อย ๘-๑๐ ชั่วโมง ในเรื่องของการชดเชยเยียวยาก็เช่นกันค่ะ ควรเปลี่ยนแนวคิดจากการชดเชยเยียวยา จากที่ต้องให้เหตุการณ์ผ่านพ้นไปก่อน มาเป็นการจ่ายค่าเยียวยาทันทีที่ประสบเหตุ ตามที่ ผู้นำฝ่ายค้านเราได้เคยเสนอไปหลายต่อหลายครั้งแล้ว นอกจากนี้ยังควรนำภาพถ่าย ดาวเทียมมาใช้ในการตรวจสอบสถานการณ์ภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถประเมิน ตรวจสอบ แล้วก็จ่ายค่าเยียวยาได้อย่างรวดเร็วแล้วก็ทันท่วงทีด้วย เพื่อที่ผู้ประสบเหตุจะได้นำเงิน ดังกล่าวไปใช้ในการรับมือกับภัยพิบัติได้ ดิฉันเชื่อมั่นว่าข้อเสนอแนะเหล่านี้ รัฐบาลสามารถ ดำเนินการได้ภายใน ๔ เดือน เพราะหน่วยงานมีศักยภาพอยู่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีมา แถลงนโยบายวันนี้ ดิฉันก็หวังว่าจะสามารถป้องกันภัยพิบัติได้ตั้งแต่เมื่อวาน ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน