วันนิวัติ สมบูรณ์ หารือถึงความจำเป็นในการปฏิรูปอาชีวศึกษาและแรงงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาดแรงงาน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญและสานต่อโครงการยกระดับทักษะแรงงานอย่างจริงจัง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้คือโอกาสของคนไทยที่จะต้องสูญเสียไป หากรัฐบาลไม่ใส่ใจ ไม่สานต่อและไม่จริงจังกับการปฏิรูปอาชีวศึกษาและภาคแรงงานครับ สถานการณ์แรงงานในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งจากเศรษฐกิจที่ชะลอ ตัวอย่างต่อเนื่อง จากความท้าทายด้านการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามา เปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน ผมขอยกตัวอย่าง EV ครับ ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แรงงานในการผลิต น้อยกว่าสันดาป ใช้อะไหล่น้อยลงถึง ๑๐ เท่า กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์อย่าง ชัดเจน การเข้ามาของเอไอและ Automation ที่กำลังเข้ามาทดแทนงานหลายอย่างที่เคย เป็นของมนุษย์ ความท้าทายด้านความเหลื่อมล้ำในภาคแรงงาน แรงงานกว่าครึ่งเป็นแรงงาน นอกระบบ รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าแรงงานในระบบถึง ๒ เท่า อีกทั้งในด้านผู้สูงวัย ในปี ๒๕๗๖ อีก ๘ ปีเท่านั้นประเทศไทยเราจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ระดับสุดยอด นั่นแปลว่าประชากรผู้สูงอายุแตะ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะกระทบต่อกำลัง แรงงานของคนในประเทศ และการเติบโตของประเทศในระยะยาว ที่กล่าวมานี้เพียงเพื่อ ต้องการจะกระตุ้นสามัญสำนึก มโนสำนึกของฝ่ายบริหารว่าถ้าเราไม่ลงทุนกับคนหรือ ทุนมนุษย์ในวันนี้แล้วอนาคตที่กำลังจะถึงเราอาจจะกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว ผมได้อ่านถ้อยแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีต้องบอกว่าผิดหวังจริง ๆ ครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาน้อยมาก ๆ ท่านกล่าวถึงเพียงสั้น ๆ ในหน้า ๖ และอีกส่วนหนึ่ง ก็คือหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ท่านกล่าวว่ารัฐบาลจะดำเนินการให้คนไทยทุกช่วงวัย ทุกกลุ่ม เข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างทั่วถึงเท่าเทียม แล้วจะผลักดันกฎหมายที่ว่าด้วยการศึกษา แห่งชาติเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมการเรียนรู้ เท่านี้ครับ คำแถลงของ ท่านนายกรัฐมนตรีคือกระจกสะท้อนตัวตนข้างในของรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างชัดที่สุด รัฐบาล ไม่ได้ให้น้ำหนัก ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาและแรงงานเท่าที่ควรและอย่างที่มันควรจะเป็น ประเทศไทยของเราทุกวันนี้มีนักเรียน นักศึกษาในระดับอาชีวศึกษาราว ๙๗๐,๐๐๐ คน หรือเป็น ๑ ใน ๓ ของนักเรียนชั้นมัธยมปลายทั้งหมด นี่คือทุนมนุษย์ที่สำคัญ แต่ทุกวันนี้ ยิ่งหลังจากได้ฟังคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีแล้วยิ่งชัดเจนว่าน้อง ๆ เหล่านี้ ถูกปล่อยให้เผชิญกับความไม่แน่นอน เรียนจบแล้วอาจจะหางานทำไม่ได้ หางานทำไม่ตรงสาย รายได้ต่ำ และอาจถูกแทนที่ด้วยแรงงานต่างชาติ ท่านจะปล่อยให้เป็นแบบนี้จริง ๆ หรือครับ ในเมื่อวันนี้รัฐบาลยังสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสไปเปิดดู แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC ในแผนระบุชัดเจนว่าภายใน ๕ ปีประเทศไทย ต้องการแรงงานทักษะเฉพาะกว่า ๕๖๐,๐๐๐ ตำแหน่ง และตำแหน่งเหล่านี้กว่าครึ่งจะเป็น ตำแหน่งที่มาจากสายอาชีวะล้วน ๆ ในขณะที่ BOI ประเมินความต้องการแรงงานว่าไทย ของเราต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงกว่า ๑ ล้านตำแหน่งในปี ค.ศ. ๒๐๒๕ ถึง ค.ศ. ๒๐๒๙ โดยเฉพาะในมิติของ EV ดิจิทัล โลจิสติกส์และชีวภาพ ผมพยายามมองหาโอกาสให้กับ รัฐบาลนี้ มองหาโอกาสให้กับประเทศ แต่ในทางกลับกันต้องมาเจอความจริงที่น่าเจ็บปวด รายงานจากการประเมินคุณภาพของสถานศึกษาของ สมศ. ชี้ให้เห็นว่าการประเมิน สถานศึกษาอาชีวะกว่า ๙๐๐ แห่งยังมีอีกหลายแห่งที่คุณภาพไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้วยซ้ำ และการพัฒนาอาชีวะไม่สามารถอาศัยการเรียนจากในห้องได้อย่างเดียว ต้องมีการเรียนย้ำ ซ้ำทวนให้เกิดทักษะ ท่านประธานครับ เยอรมนี ออสเตรเลีย และเดนมาร์ก ประเทศที่เจริญ แล้วหลายประเทศใช้ระบบทวิภาคี มีแนวโน้มที่จะทำให้อัตราการว่างงานในประเทศลดน้อยลง ในประเทศเกาหลีใต้เช่นเดียวกันมีการออกแบบหลักสูตรร่วมกันระหว่าง Meister School และสถานประกอบการ ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาถูกจ้างงานทันทีกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลก่อนหน้านี้โดยการนำของพรรคเพื่อไทย โดยท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ริเริ่มโครงการ VOC-UP ครับ ซึ่งเป็นการยกระดับทักษะของนักเรียนอาชีวศึกษา โครงการ VOC-UP นี้ไม่ใช่แค่ระบบ ทวิภาคีปกติครับท่านประธาน แต่เป็นการเชื่อมตรงกับสถานประกอบการที่เป็นอุตสาหกรรม เป้าหมายที่อยู่ใน BOI ทั้งเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การบินโลจิสติกส์และบริการมูลค่าสูง โครงการนี้จะเป็นสิ่ง Guarantee ว่าน้อง ๆ นักศึกษา อาชีวศึกษาที่จบออกมาแล้วได้เรียนรู้ทักษะ และได้ทำงานในสถานประกอบการจริง พรรคเพื่อไทยยินดีอย่างยิ่งถ้ารัฐบาลปัจจุบันนี้จะได้นำเอาโครงการ VOC-UP ไปสานต่อให้ เป็นมรรคเป็นผลเป็นประโยชน์กับประเทศครับ ท่านจะนำไป Claim หรือเปลี่ยนชื่ออย่างไร ก็ได้ ขอเพียงแต่ให้นโยบายนี้ตกถึงมือพี่น้องประชาชนและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศครับ แต่ก็ไม่เป็นอะไร ผมมองเห็นจากความตั้งใจที่ได้เขียนอยู่อย่างน้อยนิดจากถ้อยแถลงของ ท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว อาจจะเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายก็คงจะต้องกลับมาให้สภานี้ในรัฐบาลหน้า ดูแลต่อไป แต่ก็ยังหวังอยากเห็นความจริงจังของรัฐบาลนี้ แล้วก็นโยบายด้านการศึกษา ช่วยทำให้เป็นจริงด้วยครับ แต่ถ้าท่านทำไม่ได้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในสมัยหน้าจะขออนุญาต ทำต่อเองครับ กราบขอบพระคุณครับ