ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หารือถึงความไม่เสถียรของระบอบการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยรัฐประหารและวิกฤติการบริหาร พร้อมเรียกร้องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่กระทบชีวิตประชาชนอย่างรุนแรง โดยวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเมืองที่อ่อนแอ ย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนเพื่อสร้างรัฐบาลที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสะท้อนเจตจำนงของประชาชน พร้อมผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในสี่เดือน เน้นการคุ้มครองประชาชน ตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างเข้มแข็ง และยืนยันให้รัฐบาลใหม่เคารพกฎหมายและเจตจำนงของประชาชนเพื่อนำประเทศสู่ความมั่นคงและประชาธิปไตยที่แท้จริง
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ตลอดจนประชาชนที่กำลังติดตาม การถ่ายทอดสดอยู่ทางบ้านทุกท่านครับ วันนี้นอกจากจะเป็นหมุดหมายแรกที่รัฐบาล ได้เข้าทำหน้าที่ภายใต้กรอบระยะเวลา ๔ เดือนอย่างเป็นทางการแล้วยังถือว่าเป็นหมุดหมายแรก ของผมและพรรคประชาชนในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพื่อนับถอยหลังสู่การยุบสภา แล้วมุ่งหน้าสู่การจัดทำประชามติ สู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านประธานครับ เพื่อให้ เห็นความสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมขอเริ่มการอภิปรายครั้งนี้ด้วยการชวน ให้ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี รวมถึงเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านลองหวนระลึกถึงใน วันที่ท่านเป็นผู้มีสิทธิในการเลือกตั้งเข้าคูหาครั้งแรกในชีวิตว่าประสบการณ์ชีวิตของท่านนับ แต่วันที่ท่านเข้าคูหาเลือกตั้งจนถึงวันนี้ท่านมีประสบการณ์ต่อการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทยอย่างไรบ้าง ลองดูที่รุ่นแรก รุ่นคุณพ่อคุณแม่ผมและผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่อาจจะ เกิดในยุค ๒๕๐๐ กว่า ๆ ในวัยที่พวกเขามีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในวัยหนุ่มสาวกำลังอยู่ในยุคหนึ่ง ของเศรษฐกิจไทยที่ชื่อว่ายุคโชติช่วงชัชวาล จีดีพีของประเทศในขณะนั้นเติบโตโดยเฉลี่ยปีละ ๙.๗ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะประเทศไทยได้รับอานิสงส์จากการเมืองโลกที่มีการจัดทำ ข้อตกลง Plaza จนทำให้มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เป็นจำนวนมากจนเราได้รับการขนานนามว่าเป็นเสือตัวที่ ๕ ของเอเชีย ใครก็ตามที่เกิด ในยุคนี้อาจจะผ่านการปฏิวัติรัฐประหารมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๖ ครั้งด้วยกัน ลองหันมาดูที่รุ่นผม และเพื่อนสมาชิกอีกหลายคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผม ที่เกิดในยุคปี ๒๕๓๐ ผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นมา กับการปฏิวัติรัฐประหารปี ๒๕๔๙ การปฏิวัติครั้งแรกในชีวิตผม ผมยังจำความไม่ได้ นั่นก็คือ เกิดขึ้นในปี ๒๕๓๔ แต่ที่ผมจำความได้คือ ๑๙ ปีนับตั้งแต่การปฏิวัติปี ๒๕๔๙ ที่ให้ชีวิตผม ต้องผ่านการปฏิวัติรัฐประหารเพิ่มอีก ๒ ครั้ง นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งถูกปลด ออกจากตำแหน่งไปถึง ๕ คน พรรคการเมืองที่สำคัญถูกยุบไปอีก ๗ พรรคด้วยกัน และการ เลือกตั้งก็ต้องถูกล้มไปอีก ๒ ครั้ง และในช่วงระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมานี้พวกเราต้องเปลี่ยน นายกรัฐมนตรีถึง ๓ คนด้วยกัน คำถามก็คือไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ รุ่นแม่ผม คนรุ่นผม คนรุ่น ท่านประธานหรือคนรุ่นไหน ๆ ปู่ย่าตายายที่กว่าครึ่งชีวิตของพวกเขาผ่านมาในยุคสงครามเย็น มีคนไทยรุ่นไหนไหม ในยุคใดสมัยใดที่พวกเขาเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง แล้วนับตั้งแต่วันแรกที่เขาเกิดจนถึงวันแรก ที่เขามีสิทธิเลือกตั้งชีวิตของพวกเขา ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติรัฐประหารเลย ผมชวนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกในห้องประชุมแห่งนี้ลองถามตัวท่านเองครับ วันแรก ที่ท่านเดินเข้าคูหาเลือกตั้งชีวิตของท่านมีใครไหมครับที่ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติ รัฐประหารเลย ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อนสมาชิกเท่านั้นนะครับ ถามไปยังทั้งคนไทย ๕๐ กว่าล้านคน ทั่วประเทศที่เขาเป็นผู้มีสิทธิ เลือกตั้งในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ไม่เคยมีคนรุ่นไหนเลย ที่เดินเข้าคูหาเลือกตั้งแล้วประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติรัฐประหาร น่าตกใจนะครับ และที่ผ่านมาแปลว่าอะไรครับ ไม่เคยมีคนไทยสักรุ่นที่เกิดและเติบโตมา ในประเทศนี้ที่อยู่ในการเมืองประชาธิปไตยเต็มใบที่มีเสถียรภาพเสียที ท่านประธานครับ ผมขอย้ำให้ทุกท่านเห็นถึงความสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยการบอกให้ ทุกท่านเห็นว่าประเทศไทย ที่ผ่านมาไม่เคยมีสักยุคครับที่ดอกผลของการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมที่เราเติบโตแบบก้าวกระโดดนั้นเกิดจากแรงถีบและแรงส่งของรัฐบาลและการเมือง ภายในประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้เกิดจากแรงฉุดหรือแรงลากจากอานิสงส์ ที่เราได้รับจากการเมืองโลก และลมที่กำลังเปลี่ยนทิศในการเมืองโลกวันนี้ ไม่ได้กำลังเข้าข้าง ประเทศไทยอีกต่อไปครับ คำถามก็คือด้วยการเมืองแบบที่เป็นอยู่ที่ทำให้เราต้องมาแถลง นโยบายถึง ๓ ครั้งในรอบ ๒ ปี เนื่องมาจากกลไกของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ถูกนำมาใช้ทำลายล้างกันทางการเมืองมากกว่าการจับคนโกงลงโทษคนผิด ปัญหาการทุจริต ในประเทศไม่เคยเบาบางลงมีแต่หนักขึ้นทุกวัน ด้วยการเมืองแบบนี้หรือครับที่จะทำให้ ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้ ผมเชื่อว่าทุกท่านมาถึงตรงนี้มีคำตอบแบบเดียวกับผมในใจ ตราบใดที่เรายังคงอยู่ในระบบการเมืองแบบนี้มีใครในประเทศนี้ที่จะต้องเจ็บปวดบ้าง พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรใช่ไหมครับที่วันนี้ผลผลิตราคาก็ยังตกต่ำ ปุ๋ยก็แพง หนี้ก็ท่วมหัว แถมยังต้องเป็นหนี้นอกระบบเพราะกู้ไปหล่อเลี้ยงครอบครัว ใช่คนไทยทุกคนไหมครับ ที่ต้องทนอยู่กับปัญหาฝุ่น PM2.5 เหมือนตายผ่อนส่งทุก ๆ ปี กฎหมายอากาศสะอาด ก็ยังล่าช้าผ่านสภาออกไปไม่ได้ ปัญหาน้ำท่วม ไฟป่า ก็ยังไม่เคยมีรัฐบาลยุคใดสมัยใดที่เข้ามา บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบเสียที พ่อแม่พี่น้องในต่างจังหวัด ๖๔ ปีมาแล้วที่เขาเคยอยู่กับคำขวัญที่ว่าน้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ เป็นความฝันที่อยู่ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ปี ๒๕๐๔ ครับ ๖๐ กว่าปีมาแล้ว ลองหันไปดูพ่อแม่พี่น้องในต่างจังหวัด หลายพื้นที่วันนี้น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางไม่สะดวก จะไปโรงพยาบาลก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปต่อคิวที่โรงพยาบาลอำเภอ หันมาดูที่ลูกหลานเรา คะแนนสอบ PISA ก็ตกลงอย่างต่อเนื่อง เทียบกันกับประเทศอาเซียน เด็กไทยอยู่อันดับที่ ๕ เป็นรองทั้งสิงคโปร์ เวียดนาม บรูไนและมาเลเซีย ลูกหลานเราบางคนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันไม่ได้สร้างทักษะที่จำเป็นเพื่อเตรียมตัวให้เขาแข่งขันกับโลก ในอนาคตได้เลยครับ และหลายคนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาไปทั้ง ๆ ที่พวกเขาคือ อนาคตของประเทศนี้ ถามไปยังผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ขายทุก ๆ คนครับ ที่ทุกคนตื่นมา แต่เช้าต้องต่อสู้กับเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ถ้าเราลองมองดูไปที่แผนภาพนี้ครับ กราฟนี้ เปรียบเทียบจีดีพีของโลกกับจีดีพีของไทยและดีจีพีของประเทศเพื่อนบ้านย้อนหลังไป ๑๙ ปี นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ กล่าวโดยสรุปครับ ประเทศเราเดินช้ากว่าโลกและประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนาม เวียดนามคือเส้นสีเหลืองด้านบนสุด ประเทศไทยคือเส้นสีส้ม ค่าเฉลี่ยโลก คือเส้นสีน้ำเงิน และในขณะที่ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ โลกเติบโตเฉลี่ย ๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปีแม้จะเจอ กับวิกฤติ Subprime ในปี ๒๕๕๑ หรือโควิดในปี ๒๕๖๓ โลกก็ยังฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว แต่ไทยไม่เคยฟื้นตัวกลับมายืนอยู่บนเส้นเดียวกับโลกได้เลยครับ วิกฤติโควิดในปี ๒๕๖๓ ลองดูที่ปี ๒๕๖๓ นะครับ ในขณะที่เศรษฐกิจโลก ๖ ตัว ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ไทยกลับตกลงถึง ๖.๐๕ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน แล้วปีถัดมาในปี ๒๕๖๔ ในขณะที่หลังจากวิกฤติโควิดโลกฟื้นตัว กลับมาได้ถึง ๖.๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ไทยฟืนตัวได้กลับมาเพียงแค่ ๑.๕๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนให้พวกเราเห็นครับว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ในปัจจุบันนั้นกำลังอ่อนแอ อุตสาหกรรมของประเทศเรากำลังล้าหลัง และไม่สามารถฟื้นตัว ได้เร็วเหมือนประเทศอื่น ๆ นี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญครับแต่เป็นวงจรที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้ พวกเราเห็นว่าหากปราศจากปัจจัยเชิงบวกไทยได้รับอานิสงส์จากการเมืองโลกภายนอก เราแทบไม่เคยเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยลำแข้งของเราเองเลยครับ และในวันที่โลกมีแต่ ปัจจัยเชิงลบซัดเข้าหาประเทศไทยเราก็ดูดซับแรงกระแทกเหล่านั้นเข้ามาเต็ม ๆ ไม่ว่าจะเป็น โควิด สงครามการค้า สินค้าราคาถูกหรือปัญหาทุนเทาก็ตาม ดัชนีคอร์รัปชันของไทยวันนี้ ก็ยังคงตกลงแบบต่อเนื่อง จากในปี ๒๕๕๕ ที่เรามีคะแนนดัชนี Corruption Perception Index อยู่ที่ ๓๗ คะแนน ในวันนี้ปี ๒๕๖๗ เหลืออยู่เพียง ๓๔ คะแนนต่ำที่สุดในรอบ ๑๒ ปี เราอยู่ในอันดับที่ ๑๐๗ จาก ๑๘๐ ประเทศทั่วโลก ทั้ง ๆ ที่พวกเรามีองค์กรอิสระคอย ตรวจสอบมากมายครับ แต่ดัชนีของเรายังคงกลับตกลงอย่างต่อเนื่อง นั่นเพราะกลไกการ ตรวจสอบที่มีกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการปกป้องเงินภาษีของพ่อแม่ พี่น้องประชาชน รัฐธรรมนูญและระบบการเมืองแบบนี้หรือครับที่จะพาประเทศไทย พุ่งทะยานไปข้างหน้าได้ ในขณะที่รถยนต์ที่ชื่อว่า เศรษฐกิจโลก กำลังวิ่งไปข้างหน้าด้วย ความเร็วรถยนต์ที่ชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกลับวิ่งช้าตามไม่ทันแล้วติดหล่มอยู่กับที่ เพราะเครื่องยนต์หรือระบบการเมืองภายในประเทศกำลังฉุดรั้งรถคันนี้เอาไว้อยู่ครับ ถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราจำเป็นที่จะต้องมายกเครื่อง เครื่องยนต์คันนี้ใหม่ให้เราเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลัง ถ้าพวกเรามีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คำถามก็คือทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับ รัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด เพราะเราต้องการรัฐบาลที่มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพและมีความชอบธรรมยึดโยงกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน บรรดาคณะรัฐมนตรี ถูกแต่งตั้งมาจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ได้มาจากเพียงแค่การจัดสรรโควตาหรือการ ต่อรองแบ่งผลประโยชน์กันทางการเมือง เราต้องการรัฐบาลที่มีความชอบธรรม สะท้อน เจตจำนงของประชาชน กล้าที่จะปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ วางยุทธศาสตร์ชาติที่ปรับเปลี่ยนแปลงได้ไปตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้ติดล็อกอยู่กับ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ คสช. เป็นคนเขียนมา เราต้องการรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพเลือก ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ถูกจุด มากกว่าการสร้างตึก ตัดถนนและขุดคลอง สร้างงานคุณภาพให้กับคนทุก ๆ คน เราต้องการรัฐบาลที่เข้ามายกระดับรายได้ตั้งแต่ พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรจนถึงนวัตกรครับ เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทยตั้งแต่ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา จนถึงรถ คอมพิวเตอร์ แล้วก็ปิโตรเคมี ทุก ๆ ห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทยจะต้อง ได้รับการยกระดับใหม่ เพื่อให้เป็นห่วงโซ่อุปทานสีเขียวที่เพิ่มมูลค่าเป็นสินค้าที่โลกในอนาคต ต้องการ เราต้องการระบบการถ่วงดุลตรวจสอบที่เป็นอิสระยึดโยงกับประชาชน เป็นระบบ ที่ไม่ได้ผลัดกันเกาหลัง แล้วไม่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธกันทางการเมือง แต่เป็นระบบที่ใช้ ตรวจสอบการใช้อำนาจโดยมิชอบและปกป้องเงินภาษีของพวกเราทุกคน ประเทศไทย ที่ติดเครื่องยนต์ใหม่แบบนี้จำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อทำให้รถยนต์คันนี้สามารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างเต็มกำลัง นี่คือเหตุผลที่ พรรคประชาชนเรามุ่งมั่นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยอมโหวตให้คุณอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยข้อตกลงดังที่ปรากฏอยู่ใน MOA และการทำหน้าที่ของพวกเรา ๔ เดือนต่อจากนี้ของทั้งผม ท่านนายกรัฐมนตรี และเพื่อนสมาชิกในวันนี้ จะเป็นสิ่งที่ประชาชนใช้ตัดสินพวกเราในวันหน้า ดังนั้นสิ่งที่ พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ในช่วง ๔ เดือนต่อจากนี้ ในสภาวะรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือฝ่ายค้านเสียงข้างมากก็คือ
ประการที่ ๑ การเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายใน ๔ เดือนนี้ เราต้องผลักดันการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๕/๑ ให้แล้วเสร็จก่อนการยุบสภา โดยที่มาของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๒ เราสามารถผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับพ่อแม่ พี่น้องประชาชนได้มากที่สุด ภายในช่วงเวลาไม่ถึง ๑ เดือนที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎร สามารถผ่านกฎหมายทั้งวาระที่สาม และวาระที่หนึ่งได้ถึง ๑๑ ชุด ครอบคลุม ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายกระจายอำนาจ การแข่งขันทางการค้า กฎหมายแก้หนี้ล้มละลายโดยสมัครใจ คุ้มครองแรงงาน ควบคุม มลพิษ ศาลทหารและการนิรโทษกรรมคดีที่ดินให้กับประชาชนที่ถูกรัฐดำเนินคดี อย่างไม่เป็นธรรมโดยไม่นิรโทษกรรมให้นายทุนที่บุกรุกที่ป่า ยังมีกฎหมายอีกหลายชุด ที่เพื่อนสมาชิกสามารถร่วมกันผลักดันได้ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ไม่มาก อย่างเช่น พ.ร.บ. อากาศสะอาด เป็นต้น
ประการที่ ๓ ในช่วง ๔ เดือนนี้รัฐบาลใหม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งด้านเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต ความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงปัญหาที่ตกค้าง มาจากรัฐบาลชุดก่อนได้หลายเรื่อง ซึ่งเพื่อนสมาชิกจากฝ่ายค้านของผมจะลุกขึ้นอภิปราย ต่อจากนี้ในอีก ๒ วัน
ประการสุดท้าย ผมในฐานะผู้นำฝ่ายค้านจะยังคงทำหน้าที่ถ่วงดุลตรวจสอบ รัฐบาลอย่างเต็มที่เพราะพรรคประชาชนไม่ได้ใช้เสียงของพวกเราโหวตให้กับคุณอนุทิน เพื่อให้รัฐบาลใหม่เอาอำนาจไปใช้โดยมิชอบ หรือเพื่อสนับสนุนการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มี ความเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี หรือเพื่ออนุญาตให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซง การดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขากระโดงหรือฮั้ว สว. และการตรวจสอบคดีทุจริต ในรัฐบาลที่ผ่านมา ผมและพรรคประชาชนใช้เสียงของพวกเราเพื่อมุ่งหวังให้ ๔ เดือน ต่อจากนี้เป็นโอกาสที่สำคัญในการเปิดประตูสู่อนาคตใหม่ของประเทศ ประเทศที่ในยุคต่อไป เมื่อทุกท่านหลับตาลงนึกถึงหน้าลูก หน้าหลานของทุก ๆ ท่าน พวกเขาจะเป็นลูกหลานไทย รุ่นแรกที่เดินเข้าคูหาเลือกตั้ง แล้วตลอดช่วงชีวิตของพวกเขาตั้งแต่วันที่เขาเกิดจนถึงวันที่เขา มีสิทธิเลือกตั้ง ชีวิตของพวกเขาอยู่ในระบบการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตย ปราศจาก การปฏิวัติรัฐประหาร ประเทศไทยจะได้พุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ การใช้เสียงของพวกเราเพื่อที่จะไปปิดประตู แล้วทำให้วงจรชีวิตของลูกหลานเรายังคงติดอยู่ ใน Loop ติดอยู่ในระบบการเมืองแบบที่คนรุ่นที่อยู่ในยุคนี้กำลังเสื่อมศรัทธา
สุดท้ายผมอยากฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ว่าสิ่งที่พวกเราอยากเห็นจากท่านนายกรัฐมนตรีนั้น จะไม่ใช่แค่การที่ท่านจะต้องเคารพต่อข้อตกลงที่ทำไว้กับพรรคประชาชน แต่ผมอยากเห็น ท่านนายกรัฐมนตรีเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมและเคารพต่อพ่อแม่ พี่น้องประชาชน ผู้ที่เป็นเจ้าของประเทศและที่เป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ