จิตติพจน์ ชี้ที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่ เป็นของรัฐ ยันต้องคืนตามกฎหมาย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๐ กันยายน ๒๕๖๘

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ชี้แจงประเด็นที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่ ยืนยันว่าเป็นของรัฐโดยการรถไฟแห่งประเทศไทยตามกฎหมายและคำพิพากษาศาลที่ชัดเจน พร้อมท้วงติงความล่าช้าและการไม่ดำเนินการของกรมที่ดินที่ขัดกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม เรียกร้องให้คืนที่ดินตามกฎหมายและเสนอแนวทางให้คืนที่ดินที่ได้มาโดยสุจริตแล้วเช่าคืนในราคาที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์ของประเทศและลดข้อครหาเรื่องการยื้อคดี

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาต อภิปรายในประเด็นที่พรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้ผมอภิปรายก็คือในประเด็นเรื่องของ นโยบายของรัฐบาลที่บอกว่าจะบริหารประเทศตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม โดยปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และไม่เอื้อต่อพวกพ้อง ไม่กระทำการอันใดอันเป็นการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมขออนุญาตยกตัวอย่างกรณีของเขากระโดงครับ ในเรื่องของเขากระโดงนั้นผมขออนุญาตเท้าความสั้น ๆ ถึงประวัติความเป็นมานะครับ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระองค์ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้มีการจัดตั้งกรมรถไฟ แล้วก็มีการ กำหนดการสร้างทางรถไฟหลายสาย สายหนึ่งก็คือสายอีสานใต้ เมื่อมีการกำหนดก็ต้องมี ที่ดินก็ได้มีการพระราชทานที่ดินเพื่อดำเนินการดังกล่าว ต่อมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๖ พระองค์มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องกฎหมายให้มีความเป็นสากลมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็เลยมีการใช้พระราชกฤษฎีกา ฉบับแรกที่ใช้เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตทางรถไฟ พ.ศ. ๒๕๖๒ และพระราชกฤษฎีกากำหนดการจัดซื้อ ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งก็จะกำหนดขอบทางรวมทั้งที่ดินเขากระโดง จำนวน ๕,๐๘๓ ไร่ ๘๐ ตารางวาไว้ด้วย ดังนั้นจึงอาจจะกล่าวได้ว่าที่ดินเขากระโดง ๕,๐๘๓ ไร่ ๘๐ ตารางวาเป็นของกรมรถไฟ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทยตั้งแต่ บัดนั้น ข้อนี้ไม่มีข้อสงสัยและไม่สามารถโต้แย้งได้เนื่องจากเป็นหลักกฎหมายที่ดินของรัฐ ที่ดินที่เป็นที่สงวนหวงห้าม ไม่ว่าผู้ใดจะไปออกโฉนดทับหรือจะไปยึดครองในระยะเวลานาน เท่าใดก็ไม่อาจทำให้มีสิทธิเพิ่มเติมขึ้นมาได้ นี่คือหลักการของกฎหมาย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือระหว่างปี ๒๕๑๐ เรื่อยมาจนถึงปี ๒๕๖๐ ได้มีการรุกล้ำบุกรุกเข้าไปในที่ดังกล่าวของ การรถไฟแห่งประเทศไทยจำนวนมาก และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นที่ดิน ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าไร่ ทำให้มีเรื่องเข้าสู่การฟ้องของศาลจำนวนมาก มีทั้งคดีที่ฟ้อง แล้วจบในศาลชั้นต้น มีทั้งคดีที่ฟ้องแล้วจบในชั้นฎีกา จบในชั้นอุทธรณ์ก็มี แล้วก็จบใน ศาลปกครองกลางก็มี คดีมีมากกว่าที่พวกเราพูดกัน แต่ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่าง ๒-๓ คดี ที่พวกเรารู้จักกันดีก็คือคำพิพากษาศาลฎีกาในปี ๒๕๖๐ คำพิพากษาศาลฎีกาในปี ๒๕๖๑ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในปี ๒๕๖๓ และคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในปี ๒๕๖๖ ทุกคดีที่ผมกล่าวมานี้ถ้าหากว่าได้มีการอ่านคำพิพากษาทั้งฉบับจะไม่เกิดข้อสงสัยเลยว่า ในเรื่องของคำพิพากษาศาลว่าอย่างไร ถ้าเราไปอ่านหรือคิดกันเอาเองก็อาจจะคิดว่าคำพิพากษานั้นระบุเฉพาะที่ดินที่พิพาทเท่านั้น แต่ถ้าหากได้มีการพิจารณาถึงประเด็นพิพาทที่ศาลได้กำหนดขึ้นแล้วมีการวินิจฉัยพิพากษา เป็นขั้นเป็นตอนก็จะเห็นว่าคำพิพากษาของศาลกำหนดประเด็นชัดเจนว่าประเด็นแรก ที่ดิน ๕,๐๘๓ ไร่เศษนี้เป็นของการรถไฟหรือไม่ ซึ่งศาลก็ได้วินิจฉัยว่าที่ดินนี้เป็นที่ดิน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นที่ดินของรัฐเป็นพื้นที่สงวนหวงห้าม

เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาปี ๒๕๖๒ หลังจากนั้นเมื่อกำหนดขอบเขตมี แผนที่ก็จะเขียนแผนที่ไว้ถ้าหากว่ามีที่ของผู้ใดอยู่ในช่วงที่มีการกำหนดขอบเขตนั้นก็ถือได้ว่า เป็นการบุกรุกหรือเข้าไปยึดครองที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ศาลก็จะเพิกถอนทั้งหมด ในแง่ของศาลปกครองกลาง ท่านมีคำพิพากษาหลายส่วนที่เป็นที่น่าสนใจ ผมขออนุญาตอ่าน ตอนหนึ่งให้ท่านประธานฟัง เพื่อที่พวกเราจะได้เข้าใจตรงกัน อยู่ในหน้า ๒๗ คำพิพากษา ศาลปกครองกลางบอกอย่างนี้ว่าเมื่อคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ ๘๔๒-๘๗๖/๒๕๖๐ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๐๒๗/๒๕๖๑ และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ คดีหมายเลขดำ ที่ ๑๑๑/๒๕๖๓ คดีหมายเลขแดง ที่ ๑๑๒/๒๕๖๓ ได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้งว่าที่ดินตามแผน ที่แสดงเขตที่ดินของกรมรถไฟแผ่นดิน สายนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ตอนแยกที่ย่อยศิลา ตำบลเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ กิโลเมตรที่ ๓๗๕ บวก ๖๕๐ เป็นส่วนหนึ่งของพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตสร้างทางรถไฟ ต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๖๒ เมื่อกรมรถไฟแผ่นดินใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยการก่อสร้างทางรถไฟเข้าไป ลำเลียงหินที่บริเวณเขากระโดงจึงถือได้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีในกรณีนี้ คือการรถไฟแห่งประเทศไทย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าที่ดินบริเวณทางแยกเขากระโดง ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งก็คือการรถไฟ แห่งประเทศไทยที่ได้มาตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช ๒๔๖๔ และถือเป็นที่ดินของรัฐประเภทหนึ่ง ขออนุญาตเน้นย้ำครับเป็นที่ดินของรัฐประเภทหนึ่ง ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงมีหน้าที่ในการคุ้มครองและป้องกันที่ดินบริเวณดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๕๕๗ ท่านประธาน ก็คงเห็นว่าคำพิพากษาของศาลปกครองกลางท่านเขียนไว้ชัดเจนว่าที่ดิน ๕,๐๘๓ ไร่ เป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นพื้นที่สงวนหวงห้าม ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย เขียนไว้ชัดเจนว่าที่ดินสงวนหวงห้าม ที่ดินของรัฐ ไม่ว่าจะมีผู้ใดไปครอบครองด้วยวิธีการใด ๆ เป็นเวลานานเท่าไรก็ตาม ไม่ทำให้บุคคลผู้นั้นมีสิทธิเหนือที่ดินของรัฐไปได้ ไม่มีทางเลยครับ ที่ที่ดิน ๕,๐๘๓ ไร่จะตกเป็นของผู้อื่นนอกจากการรถไฟแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังมี การระบุถึงอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่การกฎหมาย มีหน้าที่ต้องดำเนินการกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ๒๕๕๗ เขียนชัดเจนครับท่านประธานว่ากรมที่ดินมีหน้าที่ที่จะต้องคุ้มครอง ป้องกันที่ดินของรัฐ ที่ดินสงวนหวงห้ามนั้น จึงมีหน้าที่ต้องติดตามนำที่ดิน ๕,๐๘๓ ไร่กลับคืนมาให้กับการรถไฟ แห่งประเทศไทย ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งครับท่านประธาน ที่ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ฟ้องกรมที่ดิน เป็นคดีเพื่อให้กรมที่ดินติดตามนำที่ดินมาให้ ซึ่งศาลปกครองกลางก็ได้ระบุว่า เรื่องการคุ้มครองป้องกันเป็นหน้าที่ของกรมที่ดินตามที่กระผมได้อ่านให้ท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกตลอดจนประชาชนได้ฟังไปแล้วนะครับว่าหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของกรมที่ดิน การละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ย่อมไม่ชอบ อาจจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ เมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือแม้แต่ศาลปกครองไม่มีคำพิพากษาก็ตามก็ยังคงเป็น หน้าที่ของกรมที่ดินที่จะต้องติดตามนำที่ดินมาคืนให้กับการรถไฟอยู่ดีนั่นเอง แต่ปรากฏว่า การดำเนินการติดตามนำที่ดินกลับคืนมากลับประสบปัญหาจำนวนมาก แม้ศาลจะมี คำพิพากษาตั้งแต่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๖ แต่ปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ในการนำที่ดินกลับคืนมา ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในวงวิชาการและสาธารณชน เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการประกาศของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งท่านได้ตั้ง คณะกรรมการตามมาตรา ๖๑ ของประมวลกฎหมายที่ดินในการสอบสวน เพื่อจะพิจารณาว่า ที่ดินใดมีการรุกล้ำที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยหรือไม่ ก็ปรากฏว่าทั้งตัวคณะกรรมการ แล้วก็ตัวอธิบดีกรมที่ดินกลับมีคำวินิจฉัยว่าจะไม่เพิกถอนที่ดินทั้งหมดที่มีการกล่าวถึง และให้ยุติเรื่อง ซึ่งผมได้ติดตามเรื่องดังกล่าวก็พบว่ามีข้อพิรุธหลายประการที่ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเป็นบางประเด็นก่อน

ประเด็นก็คือว่าในการวินิจฉัยของคณะกรรมการและอธิบดีกรมที่ดินนั้น ท่านบอกว่าไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน ไม่ทราบว่าที่ดิน ๕,๐๘๓ ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของ การรถไฟแห่งประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวท่านประธานก็คงทราบตามที่ผมได้กรุณา กราบเรียนต่อท่านประธานก็เป็นชัดเจนนะครับว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ขัดกับ พระราชกฤษฎีกา ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๒ แล้วก็ขัดกับคำพิพากษาของศาลจำนวนมาก

ประเด็นที่ ๒ ครับ ตำแหน่งที่ตั้งของที่ดิน กรมที่ดินบอกว่าไม่ทราบตำแหน่ง แน่ชัด ไม่ทราบแนวเขต ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดครับ เพราะว่าเรื่องแนวเขตเรื่องแผนที่ ก็มีการยื่นต่อศาลตั้งแต่สมัยศาลฎีกาแล้วศาลก็ไม่ได้บอกว่าแผนที่ดังกล่าวมีข้อบกพร่อง แต่อย่างไร แต่อย่างไรก็ดีได้มีการรังวัดที่ดินขึ้นใหม่ โดยทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มี การยื่นเรื่องขอให้มีการรังวัดในเดือนมกราคม ปี ๒๕๖๗ แล้วก็มีการชำระค่ารังวัดตรวจสอบ ด้วยครับท่านประธาน เป็นเงิน ๑.๓ ล้านบาท แต่การตรวจสอบการรังวัดใช้เวลานานกว่าที่ กรมที่ดินจะส่งแผนที่ที่ตรวจสอบได้มาให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทยก็ล่วงเข้ามาถึง เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๗ เป็นเวลากว่า ๗ เดือนครับ แต่ก็แปลกครับ ผลตัวนี้ในเรื่องของ การรังวัดตรวจสอบกลับมิได้มีการนำเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบที่ตั้งขึ้นโดยอธิบดี กรมที่ดิน ซึ่งผมก็มีแผนที่ที่มีการรังวัดตรวจสอบ แล้วก็ได้ตรวจสอบเรียบร้อย แต่แผนที่ ดังกล่าวไม่น่าเชื่อครับว่าอธิบดีกรมที่ดินไม่ได้นำมาพิจารณา แล้วก็มีคำวินิจฉัยไปว่าเป็น เรื่องที่ไม่มีแนวเขตชัดเจนก็เลยไม่เพิกถอนต่อไป ซึ่งถ้าหากว่ามีการนำเรื่องนี้มาพิจารณาว่า มีแผนที่ที่อะไรก็ตามนะครับที่อยู่ในวงนี้ก็ถือว่าบุกรุก รุกล้ำที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ทั้งสิ้น เป็นหน้าที่ที่กรมที่ดินจะต้องคุ้มครองและป้องกันที่ดินของรัฐให้เรียบร้อย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นในหมู่สาธารณชน แม้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ท่านนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ตำแหน่ง ท่านจะประกาศอย่างชัดเจนว่า ท่านจะไม่แทรกแซงเรื่องดังกล่าว แต่ท่านประธานครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ต้องดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม มีหน้าที่อะไรก็ต้องทำ เมื่อกรมที่ดินมีหน้าที่ในการติดตามที่ดินของการรถไฟ แห่งประเทศไทยกลับคืนมาสู่การรถไฟแห่งประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับกรมที่ดิน หรือนายกรัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่กำกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ก็ต้องกำกับดูแลให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น จึงเป็นบทพิสูจน์ว่าในสมัยที่ ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และมีนโยบายบอกว่าจะดูแลรักษา จะดำเนินการตามหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างเคร่งครัด จะมีการทำหน้าที่นำที่ดินของการรถไฟ แห่งประเทศไทย ๕,๐๘๓ ไร่คืนมาหรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเป็นผู้มีอนาคตไกล ท่านประกาศบอกว่าท่านจะเป็นนายก ๒ สมัย ถ้าเป็นเช่นนั้นผมก็อยากขอความกรุณา ท่านได้ดำเนินการติดตามนำที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย คืนมาสู่ประชาชน คืนมาสู่ สาธารณประโยชน์ ทั้งนี้เพื่อจะแสดงให้เห็นว่านโยบายที่ออกมาไม่ใช่เป็นนโยบายที่กล่าว ลอย ๆ แต่เป็นนโยบายที่ประสงค์จะทำจริง แล้วเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้ที่อยู่อาศัย อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่สมัยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านเดิม ท่านภูมิธรรม เวชยชัย

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านก็ได้บอกแล้วว่า ถ้าได้ที่ดินมาโดยสุจริตก็คืนที่ดินมา เพราะเอาไปไม่ได้อยู่แล้ว พอคืนมาแล้วก็ขอเช่าคืน ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดี สมควรที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยจะลองพิจารณานำไปดำเนินการเพื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบาย ที่ท่านรัฐมนตรีกรุณาได้วางไว้ เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลได้วางไว้ เพื่อจะได้ไม่มีการ วิจารณ์ว่ามีการยื้อคดีหรือยุคคดี ขอให้ ๔ เดือนที่ท่านจะอยู่ เป็น ๔ เดือนที่สร้างคุณูปการ ต่อประเทศเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยครับ ขอบพระคุณครับ