จุลพงศ์ อยู่เกษ หารือกรณีที่ดินเขากระโดงที่ถูกออกโฉนดโดยมิชอบ ชี้ให้เห็นความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายและนิติธรรมภายใต้รัฐบาลใหม่ พร้อมเรียกร้องให้เร่งคืนที่ดินให้การรถไฟแห่งประเทศไทยโดยเริ่มจากแปลงที่ชัดเจนก่อน เพื่อสอดคล้องกับนโยบายธรรมาภิบาลที่ประกาศไว้
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และได้อ่าน เอกสารคำแถลงนโยบายของท่านแล้ว ๑ ใน ๓ นโยบายหลักที่รัฐบาลท่านนายกอนุทิน ได้กล่าวไว้คือนโยบายยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหาร ราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เจาะจงมากที่ท่านเขียนนโยบายนี้ลงมาในคำแถลง เพราะเมื่อท่านนายกอนุทินขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนกำลังจับตา ดูว่าการบังคับใช้กฎหมายและหลักนิติธรรมในยุคของท่านนายกอนุทินจะเป็นอย่างไร เรื่องที่ผม จะอภิปรายต่อไปนี้ จะเป็นการเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลท่านนายกอนุทินได้ทำตามนโยบาย ในช่วง ๔ เดือนนี้ ผมขอยกเรื่องที่ดินเขากระโดงมาชี้แนะรัฐบาล ความจริงเรื่องนี้ควรจะจบ ไปนานแล้วครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
คำพิพากษาศาลยุติธรรม ก็มีแล้ว คำพิพากษาศาลปกครองก็มีแล้ว ทุกคำพิพากษาตีกรอบแล้วว่าที่ดินเขากระโดง เป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทยครับ แต่ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาเหมือนจงใจเตะถ่วงและปล่อยให้ เรื่องนี้คาราคาซัง วนเวียน ซ้ำซาก อยู่ที่เดิมมานับสิบ ๆ ปี เดี๋ยวการรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ไปร้องกรมที่ดิน เดี๋ยวกรมที่ดินก็ตั้งคณะกรรมการแล้วสรุปว่าไม่เพิกถอน แล้วให้การรถไฟ แห่งประเทศไทยไปฟ้องเพิกถอนโฉนดเอาเอง การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ไม่ยอมฟ้อง เพิกถอน แต่เดินอ้อมไปฟ้องศาลปกครองให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดเอง แล้วก็เอาเรื่องนี้ มากดดันหรือต่อรองทางการเมืองกัน จนถึงตอนนี้กรมที่ดินก็ยังไม่ยอมใช้อำนาจปกครอง เพิกถอนโฉนดคืนให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่รอศาลปกครองว่าจะสั่งให้กรมที่ดิน เพิกถอนทั้ง ๙๙๕ แปลงหรือบางแปลงทันที หรือจะให้ทำอย่างไร ซึ่งถ้าศาลปกครองสั่งให้ กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการเพื่อเพิกถอนโฉนดขึ้นไปอีกเรื่องก็จะวนเวียนไปเหมือนเดิม ที่ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์เพิ่งออกมาประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ฟ้องเป็นคดีแพ่งเพื่อเพิกถอนโฉนดรายแปลงบนที่ดินเขากระโดง ทั้ง ๙๙๕ แปลง รวมเนื้อที่ ๕,๐๐๐ กว่าไร่นั้น ผมว่าท่านกำลังจะทำเป็นเรื่องใหญ่เกินไปในเวลาเพียง ๔ เดือน และจะสร้าง แรงต้านจากชาวบ้านจำนวนมาก ดังนั้นในระหว่างที่กรมที่ดินรอคำสั่งศาลปกครอง ผมมี ข้อเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีคนใหม่ ท่านพิพัฒน์ ดังนี้ แทนที่ท่านจะสั่งฟ้อง เหมาเข่งทีเดียว ๙๐๐ กว่าแปลง ท่านต้องจัดลำดับความสำคัญโดยให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ฟ้องเพิกถอนโฉนดบางแปลงที่ชัดเจนแล้วว่าที่ดินมีโฉนดที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การรถไฟแห่งประเทศไทยสามารถฟ้องได้เลยครับ ฟ้องทันทีใน ๔ เดือนนี้ เมื่อศาลยุติธรรม มีคำสั่งเป็นรายแปลงอย่างไรกรมที่ดินก็ปฏิเสธไม่ได้ ตัวอย่างที่ดินรายแปลง เช่น ที่ดิน แปลงเลขที่ ๓๔๖๖ ที่ก่อนออกโฉนดมีอดีตผู้กว้างขวางคนหนึ่งเคยทำสัญญาอาศัยไว้กับ การรถไฟแห่งประเทศไทยยอมรับว่าที่ดินเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ผมไม่ทราบ ว่าทำไมต่อมาถึงไปขอออกโฉนดทีหลังได้ และอีกแปลงคือที่ดินแปลงเลขที่ ๘๕๖๔ ที่เจ้าของ ไปซื้อที่ดินต่อมาอีกทอดหนึ่ง ที่ดิน ๒ แปลงนี้รวม ๆ กัน ๔๐ กว่าไร่ครับ ที่ดิน ๒ แปลงนี้ ผมไม่รู้ว่าเป็นของใคร ให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนใหม่ลองไปถามการรถไฟ แห่งประเทศไทยดู ท่านประธานครับ ที่ดิน ๒ แปลงนี้ละครับที่เป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ เขากระโดง เกิดการเล่นปาหี่ระหว่างกรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทยมาหลายรัฐบาล นานนับสิบปี ดังนั้นถ้าจะเริ่มเอาที่ดินคืนให้การรถไฟแห่งประเทศไทยใน ๔ เดือนนี้ ท่านต้อง เริ่มจากที่ดิน ๒ แปลงนี้ ที่จริงเรื่องนี้ควรจะจบตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ แล้ว เพราะในปีนั้น ป.ป.ช. ได้ ชี้แล้วว่าที่ดิน ๒ แปลงนี้ได้ออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ออกทับที่ดินของ การรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ปรากฏว่าตอนนั้น ป.ป.ช. ให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนด กรมที่ดินกลับดื้อดึงไม่ยอมเพิกถอนโฉนด กลับดึงเรื่องไปถามอัยการสูงสุดว่าตัวเองต้องทำ อย่างไร อัยการสูงสุดเลยตอบกลับกรมที่ดินว่าให้ไปแจ้งการรถไฟแห่งประเทศไทยในฐานะ ผู้เสียหาย ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยไปฟ้องศาลเอาที่ดิน ๒ แปลงนั้นคืน แต่ไม่รู้เป็น เพราะอะไรครับ การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ไม่ยอมไปฟ้องเอาที่ดิน ๒ แปลงนั้นคืนเสียที พยานหลักฐานที่บอกว่าโฉนดออกโดยมิชอบก็ดี รายการสอบสวนของ ป.ป.ช. ก็ดี แค่นำไป ยื่นศาลก็ได้ที่ดินตรงนั้นคืนแล้ว ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ไม่ได้ฟ้องทีเดียว ๙๐๐ กว่าแปลงหรอกครับ เอาแค่ ๒ แปลงนี้ก่อนก็พอ เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เรื่องที่ผมเล่ามานี้ ทั้งกรมที่ดินที่ไม่ทำ หน้าที่ของตัวเอง ทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ไม่ยอมฟ้องเอาที่ดินคืนเกิดขึ้นในทุกช่วง รัฐบาล ตั้งแต่รัฐบาลที่มีท่านนายกรัฐมนตรีชื่อยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอก ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีชื่อนายเศรษฐา จนถึงท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ก็ไม่ทำอะไรที่จะเอาที่ดิน ๒ แปลงนี้คืนให้การรถไฟแห่งประเทศไทย แล้วก็ปล่อยไว้เนิ่นนานครับ จนมาถึงยุครัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย ในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ไม่ฟ้องเพิกถอนโฉนดที่ดิน ๒ แปลงนี้สักทีครับ การรถไฟแห่งประเทศไทยกลับเดินอ้อมไปฟ้องศาลปกครอง ให้กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการ สอบสวนเพื่อเพิกถอนโฉนดทั้งหมด แล้วลวงเอาที่ดินของชาวบ้านอื่น ๆ ในพื้นที่เขากระโดง มารวมอยู่ในคดีด้วย ต้องรอจนกระทั่งพรรคภูมิใจไทย พ้นจากพรรคร่วมรัฐบาลก่อนหน้านี้ อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยถึงทำท่าขึงขัง เอาจริงเอาจัง ตั้งโต๊ะแถลงข่าวดิบดี เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาว่าจะเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงทั้งหมด ดูจริงจังมากครับ เหมือนไม่ใช่ละคร แต่ท่านประธานครับที่บอกว่าจะเพิกถอนสุดท้ายไม่มีนะครับ เพราะเรื่องมันแดงว่าไม่ได้มี ข้อสั่งการอะไรที่จะให้มีการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง ล่าสุดยังไม่ทันโปรดเกล้าฯ นายกเลยครับ ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยก็ดาหน้ากันออกมาปกป้องที่ดินเขากระโดง ทั้งปลัดกระทรวง มหาดไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คนที่เคยเป็นอธิบดีกรมที่ดินควงคู่กับอธิบดีกรมที่ดิน คนใหม่ รีบตั้งโต๊ะแถลงเลยท่านประธานว่ากรมที่ดินไม่เพิกถอนแล้ว จะรอให้ศาลปกครอง ตัดสินคดีการรถไฟ ที่การรถไฟ ไปฟ้องกรมที่ดิน เอาละครับท่านประธานระหว่างรอ ศาลปกครอง ผมขอย้ำอีกที สิ่งที่รัฐบาลใหม่นี้สามารถทำทันทีได้ ๔ เดือนก็คือให้การรถไฟ ฟ้องศาลยุติธรรมครับ ให้ศาลเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง ๒ แปลงก่อนเลยครับ คือแปลง ๓๔๖๖ และแปลง ๘๕๖๔ ที่ ป.ป.ช. ชี้แล้วว่าเป็นของการรถไฟ เราจะได้เริ่มออกจากวงปาหี่ เขากระโดงเสียทีครับ หากศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดิน ๒ แปลงนี้เป็นของการรถไฟ การรถไฟก็จะได้ที่ดินคืนมา แต่หากศาลตัดสินตรงข้ามว่าไม่เพิกถอนโฉนดทั้ง ๒ แปลง เรื่องมันก็จะจบครับ ผู้ครอบครองที่ดินเขาก็จะไม่ต้องกังวลอีกต่อไป ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม หลังจากแถลงนโยบายเสร็จ รุ่งขึ้นนะครับ ท่านสามารถสั่งการให้การ รถไฟ เลิกฟ้องเพิกถอนโฉนด ๒ แปลงนี้ได้เลยครับ ทำไมผมถึงเสนอว่าการรถไฟไปฟ้องร้อง เพิกถอนที่ดินกับศาลยุติธรรมได้เลย ผมขออนุญาตเล่าย่อ ๆ ในคดีที่การรถไฟเคยชนะ ศาลฎีกานะครับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๐๒๗/๒๕๖๑ เป็นคดีที่การรถไฟถูกบุคคลคนหนึ่ง ชื่อนายศุภวัฒน์ฟ้องต่อศาลยุติธรรม เมื่อปี ๒๕๕๕ สาระสำคัญของคดีคือ นายศุภวัฒน์ไปซื้อ ที่ดิน น.ส.๓ ข จากอดีตกำนันคนหนึ่ง แล้วต่อมานายศุภวัฒน์ก็เอาที่ดิน น.ส.๓ ข ไปออกโฉนด ต่อมาการรถไฟก็เข้าคัดค้านการออกโฉนดของนายศุภวัฒน์ นายศุภวัฒน์จึงฟ้องศาล เพื่อให้ การรถไฟถอนคำคัดค้าน การรถไฟจึงยื่นคำให้การครับ ต่อสู้คดีและฟ้องแย้งให้นายศุภวัฒน์ ออกจากที่ดิน พร้อมรื้อสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโดยส่งมอบที่ดินคืนให้การรถไฟในสภาพ เรียบร้อย เรื่องนี้สู้กันถึงชั้นศาลฎีกา ในคดีนี้ศาลฎีกาฟังพยานหลักฐานที่เป็นแผนที่ ที่การรถไฟยื่นมา ๒ ฉบับครับ ฉบับแรกคือแผนที่แสดงเขตที่ดินของกรมรถไฟแผ่นดิน สายนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ตอนแยกไปยังย่อยศิลา ตำบลเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ พยานหลักฐานแผ่นที่ ๒ เป็นแผนที่กำหนดเขตสร้างทางไปยังเขากระโดงและบ้านตะโก พยานหลักฐาน ๒ ชิ้นนี้ที่กรมที่ดินเคยบอกว่ารับฟังไม่ได้ ในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษา ยืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ว่าที่ดินเป็นของการรถไฟ ให้นายศุภวัฒน์รื้อถอน สิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินให้กับการรถไฟ คดีถึงที่สุดครับ นี่คือตัวอย่างคดีหนึ่ง ที่การรถไฟต่อสู้ทางศาลยุติธรรมครับ ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับ ท่านนายกรัฐบาลชุดนี้ มีความจริงใจที่จะทำให้ปัญหาเขากระโดงเริ่มต้นได้ข้อยุติและไม่เป็นที่กังขาใน ๔ เดือนนี้ ท่านไม่ต้องไปฟ้องขับไล่ ๙๙๙ แปลงตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกมาให้ สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนหรอกครับ ผมขอเสนอให้ท่านนายกและรัฐมนตรีพิพัฒน์ประกาศ ที่สภานี้เลยครับว่าจะให้การรถไฟดำเนินการฟ้องร้องเพิกถอนโฉนดที่ดิน ๒ แปลง ที่ ป.ป.ช. ชี้แล้วว่าออกโฉนดโดยมิชอบ ทุกคนรู้ครับว่า ป.ป.ช. ไม่ใช่ศาลครับ ถ้าศาลตัดสินคดีถึงที่สุด ว่าที่ดินของการรถไฟ รัฐก็ได้ที่ดินคืนมา แต่ถ้าศาลตัดสินเป็นอย่างอื่น เรื่องจะได้จบครับ เพียงแต่ว่าเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมต้องดูว่าไม่มีการเข้าไป แทรกแซงกระบวนการต่อสู้คดีใด ๆ ของการรถไฟแห่งประเทศครับ เรื่องนี้ไม่ยากเกิน ความสามารถ เพราะการรถไฟแห่งประเทศไทยมีพยานหลักฐาน และแนวทางสู้คดีที่เคยชนะ ในศาลฎีกามาแล้วตามที่ผมได้อภิปรายไป ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องที่ดินเขากระโดง จะเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีเลยว่ารัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล จะบริหารบ้านเมืองภายใต้หลักนิติธรรม หรือใช้ระบบพวกพ้องกันแน่ ขอบคุณครับ