สหัสวัต

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๐ กันยายน ๒๕๖๘

สหัสวัต คุ้มคง ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการทุจริตและความไม่โปร่งใสในนโยบายแรงงานของรัฐบาล โดยเฉพาะการดำเนินงานภายใต้นโยบายพรีเอ็มโอยูที่เอื้อประโยชน์ให้รัฐบาลทหารเมียนมาร์เข้ามาพิสูจน์สัญชาติในไทย จนเกิดปัญหาคิวผี ค่าใช้จ่ายสูง และการเก็บภาษีซ้อนจากแรงงานข้ามชาติในลักษณะที่ขัดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงความโปร่งใสในการบริหารงาน ยกเลิกนโยบายที่เอื้อให้เกิดการเรียกเก็บผลประโยชน์ และดำเนินการอย่างเป็นธรรมต่อกรณีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่และรัฐมนตรีในกระทรวงแรงงาน

นายสหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จากที่ท่านแถลงนโยบายมาผมอ่านทั้งเล่มแล้วครับ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง แรงงานนั้นมีเพียงเรื่องของการ Upskill Reskill เท่านั้นครับ ซึ่งการออกนโยบายนี้มา ผมไม่แน่ใจว่านี่คือการใส่มาให้ครบ ๆ ประเด็นหรือเป็นการมองที่ขาดวิสัยทัศน์ครับ ผมไม่ปฏิเสธเลยว่าการ Upskill Reskill แรงงานนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่เรื่องนี้นั้นไม่มีทาง ทำได้ภายใน ๔ เดือนแน่นอนครับ แล้วจริง ๆ เรื่องที่เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดของกระทรวง แรงงานและเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันและหาผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุด ของกระทรวงแรงงานคือเรื่องของกรมการจัดหางานครับ แล้วที่ไม่ได้มีการพูดถึงเลย ผมก็ไม่เข้าใจว่าที่ไม่พูดถึงกันเป็นเพราะว่าจะหากินกับเรื่องนี้กันต่อหรือไม่ครับ การหากิน ในกระทรวงแรงงานนอกจากหากินกับกองทุนประกันสังคมแล้ว กรมการจัดหางานเป็นอีก ที่หนึ่งที่มีผลประโยชน์มหาศาลครับ ว่ากันว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ การเก็บส่วยต่าง ๆ แบบเยอะไปหมดครับ ผมเคยอภิปรายในที่แห่งนี้เรื่องการส่งออกแรงงานไทยไปทำงาน ต่างประเทศ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในตอนนั้นถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ซึ่งตอนนี้คนคนนี้ก็ยังอยู่ในรัฐบาลชุดนี้ และเมื่อเร็ว ๆ นี้คนคนนี้ก็ยังออกมาแก้ตัวว่า ไม่เกี่ยวข้อง บอกว่าอัยการสูงสุดยกข้อกล่าวหานี้แล้ว ทั้งที่จริง ๆ คดีที่ผมพูดถึงไม่เกี่ยวอะไร กับอัยการสูงสุดเลยครับ แล้วคดีนี้ก็ยังอยู่ในชั้นสืบสวนใน ป.ป.ช. อยู่ครับ แถมยังไปแก้ต่าง ให้บริษัทค้ามนุษย์ที่ฟินแลนด์ ที่ศาลตัดสินไปแล้วว่ามีความผิด และยังไปแก้ตัวให้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องผิดสัญญา เรื่องแรงงานทำงานเกิน แก้ตัวขนาดนี้อย่าลืมเตรียมไปให้ปากคำที่ ฟินแลนด์นะครับ ตำรวจฟินแลนด์กำลังจะมาสืบสวนเรื่องนี้ที่ไทย ผมตามเรื่องนี้ต่อ แน่นอนครับ

และอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นแหล่งหาผลประโยชน์มหาศาลในกระทรวงแรงงาน ก็คือการนำเข้าแรงงาน ซึ่งก็มีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหานี้กำลังหนักขึ้นเพราะการ ออกนโยบายที่ผ่านมาของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พิพัฒน์ รัชกิจประการ ของพรรคภูมิใจไทย และตอนนี้ก็อยู่ใน ครม. นี้ด้วยครับ ผมจะเล่าให้ฟังว่าถ้าจะหากินกับ การนำเข้าแรงงานข้ามชาติเขาทำกันอย่างไร การนำเข้าแรงงานข้ามชาติมาใช้ในไทยมีอยู่ ๔ รูปแบบ คือ ๑. แรงงานตาม MOU ก็คือทางการไทยกับประเทศต้นทางทำข้อตกลงร่วมกัน ในการจัดหาแรงงาน ๒. ขึ้นทะเบียนขออนุญาตทำงานก็คือคนประเทศต้นทาง เข้ามาไทยครับ แล้วมาขอใบอนุญาตทำงานที่ไทย ๓. แรงงานเดิมต่ออายุก็คือแรงงาน ที่เมื่อหมดระยะเวลาก็ต้องต่ออายุขอทำงานต่อ แล้ว ๔. คือแรงงานชายแดนซึ่งเข้ามาทำงาน แบบไปกลับบริเวณชายแดน ซึ่งที่ผ่านมาทุกท่านน่าจะเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการหากินกับกระบวนการพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นหัวคิวนำเข้าแรงงาน ค่าส่วย เจ้าหน้าที่รัฐต่าง ๆ ที่ต้องจ่ายใต้โต๊ะกันอย่าง หนักหน่วง ไปจนถึงบริษัทนายหน้าที่เรียกค่าหัวคิวนายจ้างแบบมหาโหด แล้วด้วยความที่ ประเทศเราก็มีการใช้แรงงานจากเมียนมามากที่สุด กระบวนการหากินกับแรงงานเมียนมา จึงเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่เกิดการคอร์รัปชันและเป็นแหล่งหากินหลักของกระทรวงแรงงาน ซึ่งหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคือการต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่ที่ผ่านมา ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนไหนเลยที่แก้ปัญหาเรื่องนี้ เพราะว่ากันว่ารายได้ จากส่วยตรงนี้เป็นรายได้ประจำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ไม่ว่ามาจากพรรคอะไร ก็ตาม แต่ปัญหานี้หนักขึ้นเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของพรรคภูมิใจไทย คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ ไม่เพียงแต่ไม่แก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่ยังทำให้ปัญหานี้มันหนักขึ้นด้วย การออกนโยบายที่ชื่อว่า Pre-MOU ผมจะเล่าที่มาที่ไปของระบบ Pre-MOU สั้น ๆ ให้พี่น้อง ประชาชนที่อาจจะยังไม่คุ้นชินกับเรื่องนี้ให้เข้าใจก่อน อย่างที่ผมได้เล่าไปแล้วว่าการนำเข้า แรงงานข้ามชาติมาใช้ในไทยทำได้ผ่าน ๔ รูปแบบ Pre-MOU ปัจจุบันมันเอามาใช้กับการต่อ อายุแรงงานข้ามชาติซึ่งอ้างว่าจะเอามาแก้ปัญหา เอามาทำให้สะดวกสบายขึ้นเพราะช่วงนั้น มีปัญหาเรื่องการเมืองภายในของเมียนมา เพื่อไม่ให้ต้องกลับไป Stamp Visa ที่เมียนมาอีก แต่ในความเป็นจริงมันยุ่งยากขึ้นมหาศาล เพราะมันคือการการเอาการต่ออายุธรรมดา ที่ปกติมี ๓-๔ ขั้นตอนให้ยื่นใบตรวจโรคจ่ายเงินปั๊มตรา เอาขั้นตอน MOU มาเพิ่มไปเป็น ๘-๙ ขั้นตอน แล้วมีปัญหาในการจัดการมหาศาล เช่นโรงพยาบาลไม่รับรองทั้งที่เป็น โรงพยาบาลตามรายชื่อที่กรมการจัดหางานประกาศออกมาเอง หรือการต้องซื้อประกันเพิ่ม ๓ เดือนมีค่าใช้จ่ายในการจองคิวที่เซเว่น การต้องเดินทางไปกลับ ตม. หลายรอบทำให้ เสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ๖,๐๐๐ บาทเป็นอย่างน้อยต่อคน แต่ขั้นตอนที่เป็นปัญหามาก ๆ คือการพิสูจน์สัญชาติ หรือศูนย์ CI พิสูจน์สัญชาติคืออะไรครับ คือการพิสูจน์ว่านายเอ เป็นชาวเมียนมาจริงหรือไม่ ซึ่งโดยปกติจะใช้ในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนใหม่ แต่นี่เอามาใช้กับ การต่ออายุ ซึ่งไม่มีความจำเป็นเลยเพราะแรงงานต่ออายุเหล่านี้เราพิสูจน์สัญชาติไปแล้ว เก็บข้อมูลอัตลักษณ์ไปหมดแล้ว แต่ถ้าถามว่าทำไมต้องทำ หลังปี ๒๕๖๔ มีการรัฐประหาร ในเมียนมาก็เกิดปัญหาใหญ่ คือคนเมียนมาทะลักเข้ามาในไทยมาหางานทำ เพราะที่บ้านเขา อยู่ไม่ได้ ประเทศเขาก็เริ่มขาดแคลนประชากร ขาดคนทำงาน ทำให้รัฐบาลทหารพม่า เกิดปัญหากลัวฝ่ายต่อต้าน กลัวขาดแคลนทหาร ที่สำคัญที่สุดขาดเงิน พอปี ๒๕๖๖ รัฐบาล ทหารพม่าก็เลยมามีกระบวนการพูดคุยกับรัฐบาลไทย จนนำมาสู่การออก Pre-MOU โดยคุณพิพัฒน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจากพรรคภูมิใจไทย ในขณะนั้นเป็นคน รับรองให้เกิดสิ่งนี้ เอื้อให้รัฐบาลทหารพม่ามาทำ ๓ อย่าง คือ ๑. หาเงินให้รัฐบาลทหารพม่า ไปใช้ทำสงครามในประเทศ ๒. Screen คนที่เผด็จการเห็นว่าไม่ใช่พวกตัวเอง เช่น คนมุสลิม คนชนกลุ่มน้อย หรือคนที่ต่อต้านเผด็จการ และ ๓. เพื่อเกณฑ์ทหาร รัฐบาลทหารพม่า ทำเรื่องนี้อย่างไร นวัตกรรมของเรื่องนี้ก็คือให้ไปทำในศูนย์ CI ครับ หรือศูนย์พิสูจน์สัญชาติ พูดง่าย ๆ ให้รัฐบาลทหารพม่าเข้ามาพิสูจน์สัญชาติในไทย อ้างว่าเป็นการอำนวยความ สะดวกต่อลูกจ้าง นายจ้างไม่ต้องกลับประเทศ ผมขอไปเร็ว ๆ นะครับว่าศูนย์ CI เขามีปัญหา อย่างไร

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เริ่มแรกศูนย์ไม่เพียงพอ ในอดีตเรามีทั้งหมดอยู่ ๖ ศูนย์ ปัจจุบันมี ๔ ศูนย์ ดูตามภาพครับ สมุทรปราการ สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานีและเชียงใหม่ ถ้าผมอยู่ภาคอีสานผมองเดินทางขึ้นไปเชียงใหม่ หรือต้องลงมา สมุทรปราการ ค่าใช้จ่ายเท่าไร แต่ที่หนักที่สุดของเรื่อง Pre-MOU คือการเปิดทางให้รัฐบาล ทหารพม่าเข้ามาเรียกหัวคิวรับสินบนจากคนไทยผ่านระบบ CI กระบวนการ CI แม้จะมีการ เปิดจองคิวที่ Seven-Eleven ก่อนจะไปพิสูจน์สัญชาติ แต่ก็พบว่าคิวที่ท่านจองไว้จะไม่ได้ ตามนั้น ทุกท่านนึกภาพง่าย ๆ ถ้าวันนี้ผมอยากทำบัตรประชาชนก็ลงคิวไว้ ๑๑ โมงวันนี้ ผมก็ไป ๑๑ โมงวันนี้ ทำบัตรประชาชนตอน ๑๑ โมง แต่ว่าขบวนการนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้น ขบวนการที่ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์เปิดทางให้รัฐบาลทหารพม่าเข้ามาทำ มันเริ่มขึ้นตรงนี้เลย เมื่อไปถึงศูนย์ CI ตามวันเวลาที่นัดไว้ตอนจ่ายเงินค่าคิวที่ Seven พอไปถึงจะไม่รับบริการ จะมีเจ้าหน้าที่ถามท่านด้วยประโยคแรกเลย มากับใคร ใครพามา ถ้าตอบไม่ได้ไม่มีชื่อใคร สักคน เจ้าหน้าที่ก็จะบอกว่าคิวเต็มครับ รอไปอีก ๒-๓ วัน นี่เป็นช่องเลยครับให้คนมาหากิน โดยสิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อเรารู้แล้วว่าเราไม่ได้คิว ก็จะมีคนจากไหนไม่รู้ เป็นคนเมียนมาบ้าง คนไทยบ้าง มาถามเลยว่า พี่มีคิวหรือเปล่า มีคิวหรือยัง อยากได้คิวไหม ถ้าอยากได้คิว ทำวันนี้เลยไม่ต้องรอ พี่จ่ายผมมา ก็จะมีหลายราคาตั้งแต่ ๑,๒๐๐ บาท ถึง ๓,๐๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับสถานที่ลักษณะงานที่ทำ แล้วจำนวนแรงงานที่พาไป ซึ่งแน่นอนนายจ้างก็ไม่มีใคร อยากรอ ๒-๓ วันเพราะมันต้องเสียค่าเดินทาง ค่าที่พัก เสียเงินอีกไม่รู้กี่พันกี่หมื่น ก็ต้องยอม จ่ายกันไป อันนี้คือสิ่งที่เรียกว่าคิวผี โดยกลุ่มนายจ้างยังเล่าให้ผมฟังอีกว่าคิวผีนอกจากมีคิวผี ที่เล่ามาแบบเมื่อสักครู่แล้วยังมีสิ่งที่เรียกว่าคิวผี VIP ว่ากันว่ามันคือคิวพิเศษที่เจ้าหน้าที่ กรมจัดหางานของไทยช่วย Deal กับเจ้าหน้าที่พม่า พูดง่าย ๆ เป็นคิว VIP จะมีเจ้าหน้าที่ ดูแลอำนวยความสะดวกตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้เสร็จภายในวันนี้เลย วันเดียวจ่ายมา จ่ายเพิ่ม แพงหน่อยแล้วมันไม่จบแค่นี้นะครับท่านประธาน เสียค่าคิวไปแล้วต้องไปพบเจ้าหน้าที่ CI จากเมียนมา ส่วนนี้เมื่อไปเจอแรงงานก็จะถูกเรียกเก็บเงิน แต่ละคนก็โดนเรียกเก็บต่างกัน ไป บางคนก็บอกว่าเป็นค่าธรรมเนียม บางคนก็โดนบอกชัด ๆ เลยว่านี่คือเงินภาษี ถามแรงงานว่าแต่ละคนรายได้เท่าไร อยู่ไทยมากี่ปี โดนกันอย่างน้อยคนละ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท แล้วที่มันหนักขึ้นไปอีกศูนย์ CI เหล่านี้ดำเนินการโดยชาวพม่าทั้งหมดครับ ไม่มีเจ้าหน้าที่ไทย เลยแม้แต่คนเดียวที่เข้ามากำกับดูแล ทางการไทยไม่ได้สนใจเลยหรือครับว่าคนไทยต้องจ่าย อะไรบ้าง มีการเรียกค่าหักหัวคิวคนไทยหรือไม่ คนไทยโดนรีดไถอย่างไรหรือว่าเป็นเพราะ จริง ๆ แล้ว ทางการไทยมีเอี่ยวกับผลประโยชน์ตรงนี้ด้วย เพราะมันมีเรื่องคิว VIP ขึ้นมา อีกส่วนที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกต ที่ท่านไม่อยากมากำกับดูแลเพราะท่านเป็นคนอนุญาตให้ เข้ามา แล้วไม่ต้องมาอยากมารับผิดชอบอะไรก็เลยทำเป็นไม่รับรู้ว่าข้างในมันเกิดอะไรขึ้น ศูนย์พม่าเขาทำอะไรกัน เขารีดไถคนไทยหรือเปล่า ที่สำคัญเขามีการเก็บภาษีกันใช่หรือไม่ ที่ผมต้องพูดเรื่องภาษีขึ้นมา เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผมเคยตั้งกระทู้ถามสดถามรัฐมนตรี พิพัฒน์ ณ ตอนนั้นก็ไม่มีคำตอบครับ มาวันนี้ก็คงต้องถามซ้ำเพราะเป็นเรื่องของการเก็บภาษี ซ้อนครับ การเก็บภาษีซ้อนคืออะไร ผมอธิบายง่าย ๆ ปกติเราทำงานประเทศไหนก็ต้องจ่าย ภาษีให้ประเทศนั้น และไทยกับพม่าเองก็มีข้อตกลงกันเรื่องการจัดเก็บภาษีซ้อน หรือที่ เรียกว่า Double Tax Agreement แล้วเมื่อสิ่งนี้มันเกิดในศูนย์ CI ก็เท่ากับว่ารัฐบาลไทย กำลังอนุญาตให้พม่าละเมิดข้อตกลงที่ทำไว้กับตัวเอง เรื่องนี้ผมไม่ได้พูดเอาเองลอย ๆ เคยมี การนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ เชิญกรมสรรพากรมาสอบถาม เรื่องนี้แล้วว่ารัฐบาลทหารพม่าจะเก็บภาษีในศูนย์ CI ได้หรือไม่ ทางกรมสรรพากรตอบอย่าง ชัดเจนว่าไม่ได้ พรรคผมเคยถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรคประชาชนพม่า แล้วพรรคท่านที่ปล่อย ให้คนไทยโดนเรียกสินบน ปล่อยให้รัฐบาลทหารพม่าเข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยทางภาษี ของตัวเองในประเทศเราแบบนี้คืออะไร พรรคท่านมักจะอ้างคำว่ารักชาติ แต่นี่คนในชาติ โดนเอาเปรียบจากต่างชาติแบบนี้ มันรักชาติแบบไหน เรื่องนี้ท่านพิพัฒน์ไม่ได้ตอบผม ในตอนนั้นท่านอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรค และนายกรัฐมนตรีมาตอบผมหน่อยเถอะครับ เพราะหากรัฐบาลชุดนี้นำสิ่งนี้ไปทำต่อก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยเองช่วยรัฐบาล ทหารพม่ามาเก็บหัวคิวคนไทย และอนุญาตให้ต่างชาติมาใช้อำนาจในการเก็บภาษี บนแผ่นดินไทยจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ แล้วผมพูดตรงนี้เลยว่ารัฐมนตรีแรงงานจาก พรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่ตอนนี้กำกับดูแลรัฐบาลนั้นไม่ได้ทำให้เกิดปัญหานี้แต่กลับฝั่ง ทางเมียนมาครับ เราพบปัญหาคล้าย ๆ กันในกระบวนการนำเข้าแรงงานจากฝั่งกัมพูชา ผมได้รับข้อมูลจากกลุ่มนายจ้างว่ามีการเรียกเก็บเงินนายจ้างเพื่อที่ขอใช้แรงงานกัมพูชา โดยปกติการใช้แรงงานกัมพูชาก็จะมีการยื่นอนุญาตขอใช้แรงงาน ต้องมีการยื่นรายชื่อ แรงงานหรือที่เรียกว่า Name List ก่อนเพื่อขออนุมัติ ซึ่งจะให้นายจ้างยื่นไปผ่านทางเว็บไซต์ ของกรมการจัดหางาน แต่ทางไทยไม่ได้มีอำนาจอนุมัติรายชื่อ เป็นฝั่งกัมพูชาที่อนุมัติ แต่แค่มาใช้เว็บไซต์และระบบของไทย ซึ่งเรื่องที่นายจ้างมาแจ้งผม คือเมื่อยื่นไปแล้วจะมีคน โทรมาเลยว่าต้องจ่ายเงินเพิ่ม ๒,๕๐๐ บาทต่อลูกจ้าง ๑ คนเป็นค่าอนุมัติ ใครไม่โอนก็ไม่ได้ รับการอนุมัติ แต่พอโอนปุ๊บ อนุมัติปั๊บเลยครับ คนที่เรียกเงินเอารายชื่อตรงนี้มาจากไหน แล้วทำไมพอได้เงินแล้วอนุมัติรายชื่อผ่านเว็บของกรมการจัดหางานได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นบัญชี ที่โอนไปก็เป็นบัญชีคนกัมพูชา นี่มันกระบวนการฮั้วกันระหว่างกระทรวงแรงงานไทยกับ รัฐบาลกัมพูชาใช่หรือไม่ แล้วผมทราบมาว่าเรื่องนี้เป็นคดีความขึ้นมา โดยนายจ้างเล่าให้ผม ฟังว่ายื่นเรื่องนี้เข้าสู่กรมสอบสวนคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว แล้วเจอเส้นทางการเงินส่วยหัวคิวว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีม้าต่าง ๆ เป็นทอด ๆ จนถึงบัญชี ส่วนตัวของข้าราชการระดับสูงในกัมพูชา Peak กว่านั้นเงินที่ไปถึงกัมพูชาแล้วก็ไหลกลับมา ที่บัญชีของคนไทย แล้วหลังจากนั้นก็ถูกถอนออกมาเป็นเงินสด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถูกส่งต่อให้ใคร จะส่งไปถึงในกระทรวงหรือไม่ อย่างไรก็ไม่ทราบ คือถ้าบอกเป็นค่าธรรมเนียมก็ต้องเข้าบัญชี หน่วยงาน แล้วทำไมเข้าบัญชีส่วนตัวล้วน ๆ ทั้งของคนไทยทั้งของกัมพูชา ท่านประธานครับ ไม่ใช่แค่คดีของ DSI แต่ตอนนี้มีข่าวกันเยอะว่าพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานของพรรคภูมิใจไทย อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ในฐานะผู้ออก นโยบาย ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ออกมาตอบเรื่องนี้จะยิ่งเป็นการตอบคำถามในใจของ พี่น้องประชาชนว่ารัฐมนตรีของท่านกระทำการหากินร่วมกันกับต่างชาติบนหลังของ ประกอบการไทย ชัดเจนครับ

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมขอถามท่านประธานผ่านไปยังคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ว่าท่านจะทำอย่างไรใน ๔ เดือนนี้ เรื่องการหากิน ในกระทรวงแรงงานแบบนี้ ในเมื่อท่านเพิ่งพูดในสภาแห่งนี้เองว่าท่านคัดรัฐมนตรีมาเอง แต่มองไปแต่ละคนประชาชนจะเชื่อได้อย่างไรว่าจะมาทำงานอย่างสุจริต คนหนึ่งก็มีคดี เรียกร้องสินบนขบวนการนำแรงงานไทยค้ามนุษย์ข้ามชาติเป็นคดีดังทั่วโลก อีกคนก็มีข่าวว่า เกี่ยวข้องกับคดีเรียกหัวคิวแรงงานกัมพูชาอีก แถมยังออกนโยบาย Pre-MOU เปิดช่องเรียก หัวคิวนายจ้างไทย ผมต้องการคำตอบจากนายกรัฐมนตรีว่าท่านจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรใน ๔ เดือน พรรคภูมิใจไทยมักจะบอกว่าตัวเองรักชาติ รักษาผลประโยชน์ของชาติ ตอบในสภาแห่งนี้ ให้ชัด ๆ ว่าจะไม่ปล่อยให้มีการหาผลประโยชน์แบบนี้เกิดขึ้นในกระทรวงแรงงานอีก จะไม่ปล่อยให้ต่างชาติมาเอาเปรียบคนไทยอีก อย่ารักชาติแบบเปิดปิดจะรักเมื่อตัวเอง ได้ประโยชน์ รับปากผมในสภาแห่งนี้และแสดงความจริงใจออกมาโดยการยกเลิกนโยบาย Pre-MOU ก่อนเลย แล้วช่วยยืนยันด้วยว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่ช่วยเหลือ ใครก็ตามที่มีคดีความและโดนสอบสวนอยู่ ผมจะติดตามเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด ขอบคุณครับ