ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ชี้แจงและหารือมาตรการด้านเศรษฐกิจและการค้าที่ครอบคลุมตั้งแต่การเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา การปรับปรุงระบบใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยระบบดิจิทัล การป้องกันการปลอมแปลงและการทุ่มตลาด ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการพิจารณาภาษีอากรและสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล ความร่วมมือกับภาคเอกชน และการส่งเสริมสินค้า GI และเครื่องหมายรับรองคุณภาพ พร้อมผลักดันมาตรการลดค่าครองชีพ ควบคุมราคาสินค้าจำเป็น และดูแลเกษตรกรผ่านการประเมินอุปสงค์อุปทานล่วงหน้าและการพัฒนาระบบจัดการข้าวอย่างมีประสิทธิภาพในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ได้ให้คำแนะนำแล้วก็ให้ ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตดี ๆ มากมาย ภายใต้นโยบายของรัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และทีมเศรษฐกิจที่นำโดยท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดิฉันขออนุญาตชี้แจงประเด็นนโยบายเศรษฐกิจภายใต้หลักการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ในประเด็นดังต่อไปนี้นะคะ
ก่อนอื่น ดิฉันต้องขอกล่าวถึงแล้วก็ชื่นชมท่านสิทธิพลที่ให้ข้อมูลที่มี รายละเอียดมากให้เป็นประโยชน์สำหรับรัฐบาลที่จะนำเอาไปปฏิบัติต่อ ดังนั้นดิฉัน ขออนุญาตเริ่มที่เรื่องของนโยบายทางการค้าของสหรัฐอเมริกานะคะ เราคงต้องเห็นพ้อง ต้องกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาระบบส่งออกถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการส่งออกทั้งหมดประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นมีสัดส่วนถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีถือว่าเป็นการที่มีความสำคัญมากที่จะต้องไปเจรจาให้ประสบ ความสำเร็จ ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่แล้วที่ได้ตกลงในเรื่องของ Joint Statement ได้เรียบร้อยมาตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในระยะเวลา ๔ เดือนข้างหน้าที่เรามีอยู่ ทางรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะจัดการเจรจาทำการตกลงการค้าต่างประเทศคือตัว Agreement of Reciprocal Tax หรือ ART ให้เสร็จสิ้นให้ได้ภายในปีนี้ ดังนั้นตามที่ท่านผู้มีเกียรติ ท่านสิทธิพลได้บอกว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าไปตกลงอะไรมาอย่างไร ดิฉันก็ต้องเรียนว่า เป็นเช่นนั้น เพราะยังไม่ได้ตกลงในรายละเอียดเทคนิคซึ่งเรามีความตั้งใจว่าจะตกลงให้ได้ ชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ ดังนั้น ดิฉันก็ขออนุญาตไปทีละเรื่องตามที่ท่านได้กรุณาให้ข้อมูลมา
ในเรื่องแรกก็คือในเรื่องของการสวมสิทธิแหล่งกำเนิด ขออนุญาตนำเรียน ด้วยสไลด์ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ก่อนอื่น คงต้องเรียนว่าเราได้มีการแก้ไขเรื่องนี้แล้วนะคะ ปกติในการออกในเรื่องของ Certification of Origin หรือตัว CO มีการทำร่วมกันถึง ๓ หน่วยงานด้วยกัน ก็คือสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม แล้วก็ทางกรมการค้าต่างประเทศก็คือของกระทรวงพาณิชย์ แต่ปัจจุบันนี้ เราได้รวบยอดทั้งหมดนี้มาอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ดังนั้น ตัว CO หรือว่าตัว Certificate of Origin จะมาจากกระทรวงพาณิชย์เท่านั้น แล้วก็ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ เราได้มีการปรับปรุง รายการในการที่จะเพิ่มสินค้าที่เฝ้าระวังเพิ่มเติมจาก ๔๙ รายการเป็น ๖๕ รายการ และเนื่องจากเรามีการตกลงแล้วก็เจรจาความกันกับทางสหรัฐอเมริกา เราก็มีการตกลง ในเรื่องของกฎใหม่ที่เรามีการเจรจาเรื่อง Rule of Origin หรือ ROO ซึ่งเรื่องนี้เราจะออกเป็น ประกาศ เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนแล้วก็ทำตรง เจรจาตรง แล้วก็มีการดูแลตรง ไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและทั้งหลายทั้งปวงนี้จะรวบรวมกันอยู่ในระบบเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการให้มั่นใจว่าการออกตัว Certificate of Origin จะมีการดูแลตั้งแต่ต้นทางไปจนถึง ปลายทางต้นทางก็คือบ้านเรา ปลายทางก็คือทางสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็อยู่ในระบบที่ได้มีการ จัดทำไว้แล้วก็คือตัว ROVERs PLUS แล้วก็ตัว SMART Certificate of Origin ซึ่งเหล่านี้ เรามั่นใจว่าจะสามารถทำได้ภายใน ๔ เดือน แล้วก็เนื่องด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ซึ่งอาจจะยัง มีคนไม่ค่อยมีความเข้าใจมากนัก เราก็จะมีการเร่งให้ความเข้าใจโดยประสานมือกับทาง สมาคม ไม่ว่าจะเป็นหอการค้าไทย หรือสภาอุตสาหกรรมไทย หรือแม้กระทั่งตลาดทุนไทย ในการเข้าใจว่ากฎ ระเบียบในเรื่องของ Rule of Origin และการออกตัว Certification of Origin นั้นที่ถูกต้องควรจะต้องทำอย่างไร อันนี้ก็น่าจะเป็นการคลายกังวลให้ท่านผู้ทรงเกียรติ ได้ทราบได้นะคะ
อีกเรื่องหนึ่งเรื่องนี้คือเรื่องของการปลอมแปลงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือตัว CO ที่ท่านมีความกังวลว่าเอ๊ะทำไมออกตั้ง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าใบ ทำไมมีปลอมอยู่แค่ ๕ ใบ ดิฉันต้องเรียนว่าในอดีตมันเป็นเช่นนั้น ในเรื่องของการออกตัว CO อาจจะไม่ได้ มีระบบที่สามารถป้องกันได้เต็มที่ แต่หลังจากที่มีการ Implement ซึ่ง Implement ก่อนหน้าที่ทางดิฉันจะเข้ามาดูแล หรือรัฐบาลนี้จะเข้ามาดูแล แต่ว่ามันเห็นการพัฒนา อย่างต่อเนื่องโดยที่การออก CO อย่างที่ดิฉันได้เรียนว่ามันจะมี Certificate ในเรื่องของ Digital Security มีในเรื่องของ Security Print ถ้าต้องการจะออกเป็นใบก็คือมี Water Mark หรือว่าลายน้ำซึ่งไม่สามารถทำปลอมแปลงได้แล้วออกทุกอย่างในระบบ ดังนั้นเรารู้ ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง แล้วทางปลายทางสามารถที่จะตรวจสอบกลับมาทาง ประเทศไทยได้ หรือว่าที่กรมการค้าต่างประเทศได้ว่า Certificate นั้นออกถูกต้องหรือเปล่า เราถึงได้เห็นว่ามันมี Improvement ในปี ๒๕๖๕ จริงค่ะ มีเอกสารปลอมถึง ๑๔๙ เอกสาร หรือ ๑๔๙ ฉบับ ในปี ๒๕๖๖ มีเพิ่มเป็น ๑๖๘ ฉบับ แต่ในปี ๒๕๖๗ มีเพียง ๕ ฉบับ เป็นดังนั้นนะคะ แล้วก็ในปี ๒๕๖๘ ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่พบการปลอมแปลงค่ะ ซึ่งเหล่านี้ เราสามารถจะทำให้เกิดมีการ Verify ได้จากทั้งต้นทางและปลายทางอย่างที่ดิฉันได้เรียนไป ดังนั้นก็เป็นการช่วยป้องกันให้มีการรับรองในเรื่องของการปลอมแปลงหนังสือรับรอง ของถิ่นกำเนิดสินค้า
เรื่องถัดไปก็เป็นในเรื่องของมาตรฐานการเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ มาตรฐานการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือตัว AD Anti-Dumping หรือว่าในเรื่องของมาตรฐาน การป้องกัน ปกป้อง หรือตัว SG Safeguard หรือว่าในเรื่องของ CVD หรือว่าในเรื่อง AC ที่ท่านสิทธิพลได้มีความห่วงใย ดิฉันต้องขออนุญาตเรียนว่าข้อมูลเพิ่มเติมในปัจจุบันที่เรามี แล้วก็ยังเป็นสิ่งที่เราต้องการจะทำเพิ่มเติมอีกด้วย ในเรื่องของไทยปัจจุบันนี้เราได้ใช้ มาตรฐาน AD ไปถึง ๓๑ กรณี ไม่ใช่ ๖ กรณี แล้วเราได้ถูกใช้ ๗๓ กรณี แต่ในลักษณะนี้ที่ ๗๓ กรณีดูมากกว่าเยอะแต่เป็นเพราะว่าหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกเขามาใช้มาตรการนี้กับเรา รวบรวมกัน One to Many ก็คือเขาส่งมาเยอะเราก็ต้องตอบรับเยอะ ดังนั้นเขาถึงใช้ที่ ๗๓ กรณี แต่เราประเทศเดียวที่ไปใช้กับเขาคือตัว Anti-Dumping มันคือที่ ๓๑ แล้วก็ ในเรื่องของ AC ก็คือในเรื่องของมาตรการการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการคือมีการปลอมแปลง หรือว่าปรับปรุงในเรื่องของลักษณะของสินค้า อันนี้เราใช้มาตรการนี้ ๖ กรณี แล้วก็ได้ถูกเขา ใช้กับเราที่ ๑๔ กรณี ส่วนในเรื่องของตัว SG หรือว่าตัว Safeguard เรายังไม่มีการใช้ มาตรการก็จริงแต่ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงที่เรากำลังปรับปรุง แล้วก็ดูในเรื่องของการไต่สวน เพราะว่าเรื่องนี้จริง ๆ แล้วการตรวจสอบตรวจสอบได้ไม่ยาก จริง ๆ แล้วตรวจสอบ ได้ง่ายกว่าถ้าเราสามารถทำเรื่องนี้ได้เร็วก็จะช่วยผู้ประกอบการไทยได้มากยิ่งขึ้น ส่วน CVD เนื่องด้วยตลาดของเราเราไม่ได้เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่มากเมื่อเทียบกับตลาดโลก ดังนั้น ณ ปัจจุบันนี้เรายังไม่ได้ใช้มาตรการนี้กับประเทศไหน แต่เราได้รับการใช้มาตรการนี้ จากประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งยกตัวอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาอยู่ถึง ๗ กรณี แต่ดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่อง ความสมดุลในการเสริมให้มีความสะดวกสบายในการนำเข้าด้วยเช่นกัน อันนี้ก็เป็นการช่วย ดังนั้นสิ่งที่ดิฉันคิดว่าทางกระทรวงพาณิชย์สามารถจะช่วยได้เพิ่มเติมจากในเรื่องของจำนวน กรณีหรือมาตรการที่เราใช้ ขออนุญาตดูสไลด์ ถัดไปนะคะ ปัจจุบันนี้ในเรื่องของกระบวนการ กว่าที่จะมีการนำเรื่องเข้ามาระบบไต่สวน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง AD CVD SG หรือ AC ใช้เวลา ก่อนในเรื่องของการยื่นคำร้องนี้ใช้ระยะเวลาที่ ๔ เดือน และหลังจากนั้นเข้าสู่กระบวนการนี้ ใช้เวลาอีก ๑๒ เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานมาก ดิฉันก็ได้ให้นโยบายกับทางคณะทำงานไป ในปัจจุบันนี้
สไลด์ต่อไปเลยค่ะ ปัจจุบันนี้เรามีความตั้งใจที่จะย่นระยะเวลาในการรับ คำร้องจาก ๔ เดือนเหลือแค่ ๑ เดือน ทำได้อย่างไรคะ ทำได้โดยใช้ระบบเอไอ ใช้ระบบ เทคโนโลยีในการรองรับการจัดการข้อมูลจำนวนมาก ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการ วิเคราะห์ เจาะข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล และปรับปรุงในเรื่องของความถูกต้องในเรื่อง การพิจารณาอัตราภาษีอากร อันนี้ก็จะช่วยได้ย่นระยะเวลาไปอย่างน้อยก็ ๓ เดือน ส่วนในกระบวนการเดิมเราใช้เวลา ๑๒ เดือน ก็ตั้งใจจะลดให้เหลือแค่ ๙ เดือน เพื่อจะช่วย ทำให้การเข้าสู่การไต่สวนร้องเรียนการทุ่มตลาดทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ท่านได้มีกล่าวถึงเรื่องของสินค้าทะลักหรือเราเรียกว่าการแก้ไขปัญหาสินค้า และธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ณ ปัจจุบันนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมงานกับอีก ๑๖ หน่วยงาน อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานพัฒนาธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ และได้ ดำเนินการในการบูรณาการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาให้เราสามารถจัดการ บริหารจัดการ ปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย แล้วก็ไม่ได้ตามมาตรฐาน ซึ่งผลสัมฤทธิ์มี ดังนี้
๑. ผลสัมฤทธิ์จะสังเกตเห็นได้ว่า ณ ปัจจุบันนี้เราได้มีการเก็บภาษีแวต สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า ๑,๕๐๐ บาท ซึ่งเดิมถ้าต่ำกว่า ๑,๕๐๐ บาทนำเข้ามาเราไม่ได้ คิดแวต แต่ว่าตอนนี้เราคิดภาษีแวต ซึ่งทำให้เรามีรายได้จากภาษีแวต ถึง ๒,๑๗๕ ล้านบาท
๒. ก็คือว่าเราเข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของมาตรฐานสินค้า เราดำเนินคดี ไปแล้ว ๘๑,๗๑๙ คดี มีมูลค่าเสียหายที่เราสามารถที่จะรวบรวมได้อยู่ที่ ๓,๕๔๑ ล้านบาท และยังมีมาตรการในการที่เราเรียกว่า Notice และ Takedown คือเราเข้าไปดูใน แพลตฟอร์มออนไลน์ในเรื่องที่ว่าถ้ามีรายการที่ผิดปกติเรามีการตรวจสอบ ซึ่งได้มี การตรวจสอบไปแล้ว ๕๔,๘๖๘ รายการ ตรวจสอบไปแล้วเข้าข่ายกระทำความผิดถึง ๓๕,๙๖๔ รายการ แจ้งเตือนไปแล้ว ๑๘,๙๐๔ รายการ ถอดออกหรือ Takedown ไปแล้ว ๑๗,๑๗๗ รายการ ซึ่งก็จะเป็นแนวทางที่ทางรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ก็ยังจะพยายามทำ เพื่อช่วยปกป้องให้สินค้าทะลักไม่เข้ามาทำร้ายผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นทางเกษตร หรือว่าสินค้า บริโภคในประเทศ
ขออนุญาตถัดไป พอมาแตะเรื่องนี้ดิฉันก็ต้องขออนุญาตพูดถึงในเรื่องของ ศักยภาพของคนตัวเล็กก็คือ SMEs เราตั้งใจที่จะมีมาตรการช่วยเหลืออย่างน้อยในปัจจุบันนี้ ที่ดิฉันเข้ามาในช่วงสั้น ๆ นี้ ๖ ด้านด้วยกัน ด้านแรกก็คือในเรื่องของการขยายตลาดใหม่ ซึ่งอันนี้เราต้องทำแน่นอนแล้วเราก็เจาะประเด็นว่าสินค้าอะไรควรจะไปที่ตลาดไหน อันแรก เลยเรามองว่าเอเชียใต้มีมูลค่าของสินค้า แล้วก็มีความต้องการสินค้าที่ตรงกับการผลิต ของประเทศเรา ดังนั้นเราน่าจะเจาะที่เอเชียใต้ได้ ตะวันออกกลางเช่นกัน แอฟริกา หรือลาตินอเมริกา อันนี้ก็เป็นการขยายตลาดใหม่โดยเน้นให้ SMEs ไทย สามารถที่จะมี ความสามารถในการเปิดตลาดเหล่านี้ในการช่วยเหลือทั้งในมุมของตัวพาณิชย์เอง แล้วก็ ทั้งสมาคมต่าง ๆ ทางภาคเอกชน
ด้านที่ ๒ พัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ อันนี้เน้นเรื่องการให้ความรู้เลยค่ะ SMEs ในปัจจุบันนี้เราทราบดีว่าเขายังมีความต้องการในองค์ความรู้มาก ต้องการ แพลตฟอร์มในเรื่องของการดูแลระบบบัญชี ในเรื่องของการเข้าใจระบบ Inventory สินค้า คงคลัง เรามีการบริหารจัดการโดยร่วมกันกับกรมพัฒนาธุรกิจและ DEPA ในการที่ให้ทุน SMEs ๑๐,๐๐๐ บาทต่อราย ไปซื้อเลยค่ะแพลตฟอร์มเหล่านี้ออนไลน์ในการมาช่วยพัฒนา ให้เขามีศักยภาพมากขึ้น แล้วก็เน้นในเรื่องของการสอนให้เขารู้จักใช้เครื่องไม้เครื่องมือนี้ ได้มากขึ้น และเราก็มีเวลาสั้นดังนั้นต้องพุ่งเป้า เราก็จะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจเป้าหมายของเรา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของธุรกิจอาหาร ธุรกิจทางด้านสุขภาพ ความงาม Wellness ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก แล้วก็ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก หรือแม้กระทั่ง ธุรกิจการบริการสูงอายุ ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพและผู้ประกอบการถึงแม้จะเป็นการดูแล ระยะสั้นแต่ว่าก็วางรากฐานให้ในระยะยาวได้ด้วยเช่นกันนะคะ
ถัดมาค่ะ เพิ่มช่องทางและโอกาสทางการค้า อันนี้เราทำงานร่วมมือกันกับ หลายแพลตฟอร์มนะคะ ทั้งแพลตฟอร์ม e-Commerce ภายในและภายนอกประเทศ ทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน องค์กรภาครัฐตอนนี้เราก็มีการทำงานร่วมมือกันกับทาง ไทยโพสต์ ไปรษณีย์ไทย ในการที่จะช่วยให้เอาสินค้าผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นเกษตรหรือสินค้า ทั่วไปนี้ขึ้นมาอยู่บนแพลตฟอร์มของทางไทยโพสต์ เพื่อที่จะลดในเรื่องของ GP แล้วส่งออก ไปให้ได้ทั่วประเทศด้วยเช่นกัน
ถัดมานะคะ เพิ่มมูลค่าของสินค้าบริการ อันนี้สำคัญมาก เราเน้นสินค้า GI ซึ่ง GI มูลค่าไม่น้อยนะคะ ปีที่ผ่านมานี้เรามีมูลค่าของสินค้า GI ถึง ๘๒,๐๐๐ ล้านบาท เรามี การเพิ่มผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นเกษตรหรือสินค้าทั่วไปมากกว่าเดิม ๒-๕ เท่าตัวที่เราดูตาม สถิติมา ปีนี้ ณ ปัจจุบันนี้เราทำเพิ่มขึ้นมาแล้ว ๖,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งปีเรามีความตั้งใจจะทำ ให้สูงไปกว่านี้อีก ดังนั้น GI คือสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ ของเรา รวมถึงในเรื่องของ Thai SELECT ซึ่งปัจจุบันนี้เราได้ขยายไปในหลายประเทศ ทั้งหมด ๔๖๒ ร้าน แล้วก็มีเรื่อง Thailand Trust Mark และดิฉันก็ต้องการจะช่วยในเรื่อง ของสภาอุตสาหกรรมในเรื่องของการทำตัว MiT หรือว่าตัว Made in Thailand ด้วยเช่นกัน
ถัดมานะคะ ก็คือในเรื่องของการร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อให้เข้าถึงแหล่ง ทุน ซึ่งอันนี้เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านเอกนิติ คงมาพูดรายละเอียดเพิ่มเติมนะคะ
แล้วก็สุดท้ายคือการทำตัวให้ง่ายต่อการเข้าถึงนะคะ ก็คือเมื่อสักครู่นี้มี ท่านผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงแพลตฟอร์มของเราที่ชื่อว่า MOC Fondue ดิฉันก็ตั้งใจว่าจะ เปลี่ยนชื่อนะคะ แล้วก็ต้องการจะเปลี่ยนวิธีทำงานด้วยว่าต้องเปลี่ยนให้ง่ายต่อการเข้าถึง ขอเวลาสักนิดหนึ่งค่ะ ขอเวลาปรับตัวแล้วก็พัฒนา ดิฉันรับฟังข้อชี้แนะว่ามันไม่ควรจะเป็น การที่ส่งลูกกันไปมา แต่ควรจะต้องสามารถเสร็จครบอยู่ในวงจรเดียว อันนี้ก็มีความตั้งใจที่จะ ทำเช่นนั้นนะคะ อันนี้เป็นเรื่องของ SMEs
ต่อมานะคะ ในเรื่องของ Nominee ขออนุญาตค่ะ ในเรื่องของ Nominee ดิฉันขออนุญาตเรียนว่าเราก็ต้องพุ่งเป้าเหมือนกันในเวลาที่เรามีจำกัด ดังนั้นธุรกิจที่เรา เฝ้าระวัง ดิฉันขออนุญาตให้ดูว่ามีทั้งหมด ๗ รายการ ตัวอาจจะเล็กไปหน่อยนะคะ ดิฉัน อ่านให้ฟังเร็ว ๆ ก็คือว่า ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ e-Commerce ธุรกิจ โรงแรมรีสอร์ท ธุรกิจการก่อสร้าง ธุรกิจการขายที่ดินเพื่อการเกษตร และอื่น ๆ ซึ่งเหล่านี้ พาณิชย์ทำคนเดียวไม่ได้ เราได้ร่วมมือกับกรม กอง แล้วก็ข้ามกระทรวงด้วยในการที่จะ พุ่งเน้นว่าจะทำอย่างไรให้เราสามารถที่จะปราบปรามในเรื่องของ Nominee ได้ ซึ่งปัจจุบันนี้เราได้มีคนที่เข้ามาดูแลนะคะ ที่เราสามารถที่จะดูแลอยู่แล้วประมาณ ๔๗๕ ราย ตามรายการที่อยู่ในสไลด์ที่ท่านได้เห็น ซึ่งมีมูลค่าถึง ๒,๘๗๓ ล้านบาท ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ เรายังต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเรื่อง Nominee ก็ไม่ละทิ้งนะคะ แต่ก็ต้องเน้นในเรื่อง ธุรกิจที่มีความต้องการจะดูแลเป็นพิเศษ ขออนุญาตไปเร็ว ๆ นะคะ เรื่องที่ท่านผู้ทรงเกียรติ ได้กล่าวมาในเรื่องของ US Tariff ในเรื่องของการดูแลในเรื่องของมาตรการต่าง ๆ ดิฉัน ได้กล่าวไปแล้ว แต่มันก็มีเรื่องอื่นที่ท่านไม่ได้พูดแต่ดิฉันอยากเรียนว่าทางรัฐบาลเอง แล้วก็ โดยเฉพาะพาณิชย์ มีความตั้งใจที่อยากจะดูแลเป็นพิเศษ
เรื่องแรก ขออนุญาตให้ดูสไลด์ถัดไป ดิฉันอยากที่จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับ เรื่องของการลดค่าครองชีพประชาชน แล้วก็เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ในมุมของพาณิชย์นะคะ เดี๋ยวทางท่านรองนายกเอกนิติคงมาพูดในภาพรวม แต่ในมุมของพาณิชย์ ดิฉันอยากจะเรียน ว่าสิ่งที่เรายังทำอยู่และยังทำอยู่อย่างต่อเนื่องก็คือโครงการที่เราพยายามลดค่าครองชีพ โดยตรง แล้วก็ยังจะมีมหกรรมธงฟ้านะคะ ซึ่งเราทำประมาณ ๑,๓๐๐ ครั้งต่อปี ซึ่งปีนี้ก็จะ ทำเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำเพิ่มเติมเน้นในจุดที่จำเป็นด้วยเช่นกัน เช่น จุดที่อยู่ในจังหวัด ชายแดนกัมพูชาด้วยเช่นกัน เพราะว่าประชาชนตรงพื้นที่เหล่านั้นมีความเดือดร้อนนะคะ แล้วเราทำมหกรรมลดสินค้าตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นช่วงเทศกาลใด ๆ ก็ตาม
และอีกเรื่องหนึ่งซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่จะช่วยอย่างมาก ก็คือลดค่าครองชีพ ที่เกี่ยวกับเรื่องที่จำเป็น สำหรับท่านก็คือในเรื่องของสุขภาพ ซึ่งค่าใช้จ่ายในเรื่องของสุขภาพ มันมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ และประชาชนก็อาจจะมีทางเลือกน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะค่ายา ก็ต้องซื้อ สิ่งที่เรามุ่งเน้นก็คือเราต้องการจะช่วยในเรื่องของความเดือดร้อนทั้งในเรื่องของ ความแออัดของโรงพยาบาลภาครัฐ พอประชาชนมีรายได้น้อยหน่อย แล้วต้องการจะลด ค่าใช้จ่ายก็ต้องไปที่โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลรัฐก็จะมีความแออัดมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เราทำ ก็คือทำข้อตกลงกับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งปัจจุบันนี้มีโรงพยาบาลเอกชนที่เข้ามาร่วม โครงการกับเราอยู่พอสมควรแล้ว ซึ่งดิฉันเชื่อว่าน่าจะมีโรงพยาบาลเอกชนเข้ามาอยู่ร่วมใน โครงการนี้อีกมากนะคะ ซึ่งทำอะไร สิ่งที่เราทำ ทำ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกันเรื่องที่ ๑ ก็คือ เราให้โอกาส เพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถที่จะทราบค่าราคายาก่อนชำระเงิน ไม่จำเป็นจะต้องยอมรับในค่าใช้จ่ายนั้นทันที สามารถทราบได้ว่าราคายาในใบเสร็จของท่าน เป็นเท่าไร ที่ท่านต้องชำระเงินเป็นเท่าไร และท่านสามารถมีทางเลือกที่จะไปซื้อที่ร้านค้าข้างนอก โรงพยาบาลเอกชนก็ได้ ซึ่งจะทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ เรามีการทำประเมินร่วมกันกับ ทางกระทรวงสาธารณสุขเป็นเงินจำนวนถึง ๓๒,๔๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งประชาชนสามารถจะเอาเงินนี้ไปทำอย่างอื่นได้มากยิ่งขึ้นนะคะ เป็นการลดค่าครองชีพ สำหรับดิฉันคิดว่าอันนี้น่าจะเป็น Quick Big Win ได้ด้วยซ้ำไป อีกเรื่องหนึ่งคือเวชภัณฑ์ จำเป็น ซึ่งท่านทราบดีว่าเวชภัณฑ์จำเป็นมีอะไรบ้างเหล่านี้เราก็จะต้องมีการควบคุมต้นทุน ควบคุมราคาให้มันไม่เกินเหตุเกินการณ์ไป ซึ่งตรงนี้เราจะสามารถช่วยลดค่าครองชีพ ในหมวดของเวชภัณฑ์จำเป็นถึง ๑,๑๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในเรื่องของพาณิชย์ที่ เกี่ยวกับเรื่องของการลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ก็จะอยู่ในโหมดประมาณนี้นะคะ แต่ว่า ในรายละเอียดภาพรวมใหญ่เดี๋ยวอาจจะให้ท่านรองนายกเอกนิติพูดในภาพรวมใหญ่อีกทีหนึ่ง
ดิฉันขอไปต่อด้วยความรวดเร็วเพื่อไม่ให้เสียเวลา ขออนุญาตไปที่เรื่อง ของเกษตร ดิฉันได้ยินนะคะแล้วก็ได้รับฟังจากท่านผู้ทรงเกียรติหลายท่านมากที่ให้ความ เป็นห่วง ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของสินค้าเกษตร ดิฉันก็มีความเป็นห่วงเช่นกันนะคะ จริง ๆ แล้วเราคงจะต้องดูว่าในเรื่องของบริบทโลกในวันนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ที่มีผลกระทบโดยตรงกับสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาวะของภูมิอากาศ ซึ่งไม่ว่าจะเป็น El Nino La Nina ที่ท่านผู้ทรงเกียรติ ได้กล่าวมาในเบื้องต้นเยอะแยะมากมาย น้ำท่วม น้ำแล้ง ในเรื่องของความสามารถในการ แข่งขัน ในเรื่องของค่าเงินบาทปัจจุบันที่มีความผันผวนและปัจจุบันนี้แข็งด้วย แล้วก็ในเรื่อง ของภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีการทำให้เกิดการเปิดการเจรจาการค้าเสรีระหว่างประเทศหรือทวิภาคี มากยิ่งขึ้น ดังนั้นบริบทในการดูแลสินค้าเกษตรเราคงดูแค่กำหนดราคาที่อุปสงค์ อุปทาน อย่างเดียวไม่พอ มันคงต้องมาดูที่ต้นน้ำด้วยว่าการผลิตของเราตรงตามความต้องการและ การเปลี่ยนแปลงไปของบริบทโลกหรือเปล่า ทั้งนี้ทั้งนั้นดิฉันมีเวลาจำกัดตรงนี้หลักการที่ได้ ให้ไปในเรื่องของการดูแลสินค้าเกษตรดิฉันได้ให้ไป ๕ หลักการด้วยกัน หลักการที่ ๑ เราต้อง มีการประเมินการทำอุปสงค์ อุปทานล่วงหน้าทำได้ไม่ยากเลย เรามีปฏิทินอยู่แล้วว่าอุปสงค์ อุปทานล่วงหน้ามีอะไร อย่างไรบ้าง ใช้ข้อมูล Data AI ช่วยได้ และเมื่อเรารู้แล้วเรามีการ สื่อสารให้กับเกษตรกร ให้กับพาณิชย์จังหวัดรู้ว่าช่วงนั้นจะมีอุปสงค์ อุปทานมากไป น้อยไป อย่างไรเพื่อท่านจะได้เตรียมตัวได้ก่อน อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ การบริหารจัดการอุปสงค์ อุปทานตามสถานการณ์ ในบางกรณี เกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นมา อย่างกรณีที่มีท่านผู้อภิปรายบอกว่า ข้าวราคาต่ำมาก ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท ต่อเกวียน เราก็ยังมองว่าจริง ๆ แล้วมันก็มีปัญหาในเรื่องของน้ำเหมือนกันเพราะว่าข้าวที่เรา เก็บเกี่ยวมานี้ โดยเฉพาะในภาคกลางนี้มันไม่มีวัฒนธรรมในการที่เราจะเก็บอยู่ในยุ้ง ดังนั้น ปลูกแล้วถึงแม้ราคายังไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลาก็ต้องเกี่ยวมันก็ไม่ได้คุณภาพ ดังนั้นเราก็ต้อง ช่วยกันค่ะ ดิฉันไม่ได้โทษเกษตรกร เราต้องช่วยกันที่จะไปหาวิธีให้ความรู้ในการจะทำ อย่างไรเราถึงจะจัดการกับตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นได้
เรื่องที่ ๓ ผลักดันในเรื่องของการส่งออก การผลักดันการส่งออก ดิฉัน อยากจะเรียนในมุมของพาณิชย์ก็คือว่า เราละเลยลูกค้าเดิมก็ไม่ได้ และเราก็ต้องไปหาลูกค้า ที่มีศักยภาพใหม่ด้วย และศักยภาพใหม่ที่ว่านี้ก็ต้องมีการเติมศักยภาพใหม่ไปให้สินค้า ของเราด้วยเช่นกัน อาจจะต้องผสมผสานกับการแปรรูปด้วย แล้วก็มีการกำหนดมาตรการ การนำเข้า ซึ่งดิฉันขอแยกเป็น ๒ เรื่องในการกำหนดมาตรการการนำเข้า เรื่องแรกเลยที่เรา รับไม่ได้ก็คือในเรื่องของการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน อันนี้จำเป็น แล้วก็จะต้องมี แล้วก็ เข้มข้น อีกเรื่องหนึ่งก็คือการนำเข้าสินค้าที่เกิดจากการเผา หรือว่าทำให้เกิดภาวะสิ่งแวดล้อม ที่เป็นพิษ เหล่านี้ถ้าเรามีการตั้งมาตรการนี้มันก็จะต้องช่วยลดกรองในเรื่องของ สิ่งที่จะเข้ามาในประเทศก็จะช่วยเพิ่มในเรื่องของปริมาณในการขายของเราได้มากขึ้น ในประเทศและการส่งออกด้วยเช่นกัน และมาตรฐานระยะยาวเรามีแต่สั้นไม่ได้ก็ต้องวางฐาน ยาวด้วย มาตรฐานระยะยาวก็คงต้องมาดูในเรื่องของพันธุ์ข้าว ณ ปัจจุบันนี้ข้าวหอมมะลิเรา ดีมาก แต่ข้าวหอมมะลิของเราปลูกได้เฉพาะที่ ๒๐ จังหวัดในภาคอีสานและอีก ๓ จังหวัด ในภาคเหนือ จริง ๆ แล้วมีพื้นที่อื่นที่เราอาจจะสามารถถึงไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ แต่มีข้าวพันธุ์อื่นไหม ที่สามารถจะได้คุณค่า มีมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มเติมมากขึ้น อันนี้ก็ต้องร่วมกันทำงาน ร่วมกันกับทาง เกษตรในการที่จะช่วยดูแลในเรื่องของที่ดิน ในเรื่องของพื้นที่ ในเรื่องของสาร ต่าง ๆ ที่อยู่ในดิน อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องของผลผลิตต่อไร่ อันนี้ เป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ แล้วก็เรื่องของการพยายามหาพืชที่มีมูลค่าสูงมาทดแทน หรือเสริม อาจจะไม่เชิงทดแทนเสียทีเดียว หรือเสริม ซึ่งเหล่านี้เราก็มีในทุก ๆ เรื่องไม่ว่า จะเป็นในเรื่องของข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน แล้วก็ผลไม้ พืช ๓ หัว ซึ่งรายละเอียดท่านคงพอทราบดี ข้าวเดี๋ยวดิฉันจะลงรายละเอียดข้าวมากกว่าที่อยู่ในสไลด์นี้ ดังนั้นเดี๋ยวขออนุญาตละไม่พูดเรื่องข้าวในนี้เพื่อเป็นการประหยัดเวลา เรื่องของข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ อันนี้เรามีมาตรการควบคุมการนำเข้า เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องของฝุ่น PM2.5 เรามี การกำหนดราคารับซื้อในประเทศ อันนี้ทำอยู่แล้ว มันสำปะหลังต้องเน้นเรื่องการแปรรูป มันสำปะหลังดิบนี่อาจจะไม่ได้ราคา แต่แปรรูปแล้วอาจจะได้มากยิ่งขึ้นนะคะ อันนี้ก็ต้องช่วยกันในลักษณะนั้น ส่งเสริมในเรื่องของการนำเรื่องของพันธุ์ต้านโรคใบด่าง ในเรื่องของการควบคุมการนำเข้า ปัจจุบันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้นะคะ เราไม่ได้รับ มันสำปะหลังเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านเรา ดังนั้นมันสำปะหลังเราก็ราคาดีขึ้นมา หน่อยหนึ่ง แต่มันเป็นการชั่วคราว อาจจะยังไม่ใช่เป็นการถาวร ดังนั้นก็ต้องดูในเรื่องของ ความถาวรด้วย ปาล์มน้ำมัน อันนี้ก็มีการกำหนดราคารับซื้อ ยังจะทำเช่นนั้นอยู่ ผลไม้อื่น ๆ ก็จะต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างอุปสงค์ อุปทาน และการผลิตล่วงหน้า
ดิฉันขอฉายข้าวให้ดู ภาพข้าวในวันนี้ในโลกนี้มีการผลิตข้าวอยู่ที่ ๕๔๑ ล้านตัน หมายความว่ามีการบริโภคข้าวภายในมากกว่าการส่งออก ดังนั้นมันก็มีการ เปลี่ยนในเรื่องของตลาดข้าวในภาพรวมด้วย และวันนี้สถานการณ์ข้าวโลกเรามี Stock ข้าว ในโลกปัจจุบันนี้อยู่ที่ ๑๘๗.๓ ล้านตัน และในนี้ยังมีอินเดียที่เขามีข้าวค้าง Stock ที่เขากำลัง เร่งส่งออกมาขายแล้วก็ราคาต่ำมากอยู่อีก ๒๐ ล้านตัน ดังนั้นในเรื่องนี้เรามีปัญหาแน่เพราะว่า มันมีอุปสงค์อุปทานที่มันไม่สมดุลกันถูกไหมคะ Demand กับ Supply มันไม่สมดุลกัน Supply มันล้นในลักษณะแบบนั้น ดังนั้นมันมีการกดดันราคาข้าวทั้งจากที่ว่า Stock ข้าวด้วย แล้วก็บางประเทศที่เขาซื้อข้าวจากเรา ปกติใน ๒ ปีที่ผ่านมาอินโดนีเซียและ ฟิลิปปินส์มีการสั่งซื้อข้าว มีการจำกัดการนำเข้าข้าวน้อยลง ดังนั้นก็ทำให้เรามีปัญหา ฉายภาพมาดูที่ประเทศไทย ประเทศไทยเราผลิตข้าวอยู่ที่ ๒๕.๓ ล้านตัน ใน ๒๕.๓ ล้านตันนี้ เรามีข้าวที่เป็นผลผลิตปีนี้ ๒๑.๘ แล้วเราก็มีข่าวที่เป็น Stock ที่เหลือมาจากปีก่อนหน้านี้ ๓.๕ ล้านตัน ถ้าดิฉันจะขออนุญาตแยกเพราะว่าการที่ดูตัวเลขรวมอาจจะมองไม่ชัด ถ้ามอง ลึกลงไปเราดูเลยว่าข้าวที่จริง ๆ ไม่ได้มีปัญหามากนักคือข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมมะลินี้อย่างไร ถ้าผลิตออกมาเราสามารถที่จะกระจายทั้งในและนอกประเทศได้ ใน ๒๑.๘ ล้านตันนี้เรามี ข้าวหอมมะลิอยู่ประมาณ ๖.๘ ล้านตัน ดังนั้นที่เหลือก็คือข้าวอื่น ๆ ที่เราต้องดูแล ข้าวที่เรา บริโภคกันเองในประเทศ ๗.๔ ล้านตัน อันนี้เป็นเรื่องของเราไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร การส่งออกข้าวเรามีโควตาที่เราทำอยู่ เรารู้ล่วงหน้าอยู่ประมาณ ๕.๙ ล้านตัน เราต้องสำรอง ข้าวไว้เพื่อความมั่นคงของประเทศของเรายู่ที่ ๒.๕ ล้านตัน แล้วเราก็มีการสำรองข้าวสำหรับ เมล็ดพันธุ์อยู่ประมาณ ๐.๙ ล้านตัน ดังนั้นปัญหาของเราอยู่ที่ ๑.๘ ล้านตัน จะทำอย่างไรคะ มาดูทางขวา ก็คือในเรื่องของการรักษาเสถียรภาพข้าวดูสั้นอย่างเดียวไม่พอต้องดูยาวด้วย ดูยาวก็ต้องวางแค่แนวทางแก้ไขในระยะยาว ซึ่งดิฉันได้กล่าวไปบ้างแล้ว เรื่องแรกเลยก็คือ ต้องลองดูว่าหาปลูกพืชมูลค่าสูง เพื่อเสริมความต้องการของตลาดโลก อันนี้เนื่องจากว่าทาง พาณิชย์มีข้อมูลอยู่แล้วใน Demand Supply มันมีตัวอย่างของเกษตรกรที่ทำสำเร็จแล้ว ในบางพื้นที่ เขาเปลี่ยนพื้นที่ข้าวบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมดนะคะ ในการทำ ยกตัวอย่างที่ นครราชสีมา มีการเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนมาปลูกสินค้าผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นและได้มูลค่าเพิ่ม ซึ่งมูลค่าต่อไรทำได้สูงถึง ๑๖๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ต่อปี ในขณะที่ถ้าปลูกข้าวเต็มที่จะได้ประมาณ สัก ๔,๘๐๐- ๕,๐๐๐ บาท ต่อไร่ต่อปี อันนี้ก็เป็นตัวอย่างว่าถ้าท่านสามารถที่จะเริ่มที่จะปรับ แล้วก็เปลี่ยน แล้วก็ตรงตามความต้องการ และผลิตภัณฑ์ตัวนั้นสินค้าเกษตรตัวนั้นจริง ๆ แล้วยังมีคนต้องการในตลาดโลกอีก แต่เพียงแต่ว่าเรายังไม่ได้มีการพัฒนาแล้วก็ปลูกไปถึง ตรงนั้น อีกส่วนหนึ่งก็คือเป็นการปลูกพืชเสริม อย่างในตอนนี้เราเริ่มทำแล้วที่ภาคเหนือ แล้วก็ที่เขาค้อที่เพชรบูรณ์ ลำไยอาจจะไม่ได้อยู่ในเรื่องข้าวแต่เล่าให้ฟังนะคะ ลำไยตอนนี้ ในเรื่องของราคา อาจจะไม่ได้มีราคาสูงมากนักแล้วก็เป็นพืชที่อาจจะไม่ได้มีการเจริญเติบโต อย่างมีนัยสำคัญในตอนนี้ ดังนั้นสิ่งที่เราทำก็คือปลูกเสริมอาโวคาโด ซึ่งพอเกษตรกรปลูกเสริมอาโวคาโดซึ่งต้อง มีการพัฒนาพันธุ์ไม่ใช่ว่าเราสามารถทำได้ทั้งหมดเลยเริ่มปลูกเสริมไปทีละนิดทีละหน่อย เขาเริ่มเห็น เขาสามารถทำรายได้ต่อไร่เพิ่มขึ้นประมาณ ๖๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ ต่อปี ซึ่งเหล่านี้มันจะทำให้เราเริ่มเห็นว่าการที่เราเพิ่มทั้งเพิ่มผลผลิตต่อไร่และการปลูกพืชที่มี มูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้นนี้จะช่วยเสริมให้เกษตรกรชาวนามีรายได้เพิ่มมากขึ้นและไม่ต้อง พึ่งพาบริบทโลกที่เราควบคุมไม่ได้หลายเรื่อง ทั้งเรื่องสภาวะภูมิอากาศก็เป็นเรื่องหลักของ ประเทศเรา แล้วก็สุดท้ายเราต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าวว่าเมล็ดไหน ที่เราควรจะต้องมี ต้องปลูกแล้วก็เพื่อให้ตรงตามพื้นที่นั้น ๆ แล้วก็ตอบโจทย์ความต้องการ ของตลาด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สามารถช่วยได้ในเรื่องของความต้องการของตลาด แต่นั่นคือ ระยะยาวซึ่งเราสามารถวางรากฐานไว้ได้ ระยะสั้น ๔ เดือนทำอะไรได้บ้าง ๔ เดือนทำแบบนี้ เรื่องแรกลดต้นทุนการผลิตลดปุ๋ย เราลดต้นทุนด้วยการผ่านโครงการธงเขียว เรามีหลายสี เรามีธงฟ้าเมื่อสักครู่นี้เล่าให้ฟัง ตอนนี้มีธงเขียวด้วยนะคะ ธงเขียวคือช่วยเรื่องปุ๋ย เราช่วยลด ให้เกษตรกรรายละ ๑,๐๐๐ บาท ในการนำไปซื้อปุ๋ยจะได้ไปลดต้นทุนในการผลิตของเขา ช่วยในเรื่องของการชะลอการขายในประเทศก็เหมือนเป็นการดูดซับ Supply เอาไว้อย่าให้ ขายเร็วเพราะไม่ได้ราคา ก็มีทั้งในเรื่องของสินเชื่อชะลอการขายซึ่งอันนี้มีการอนุมัติแล้ว อันนี้ก็ประมาณ ๓ ล้านตัน ในเรื่องของการสนับสนุนสินเชื่อสำหรับสถาบันทางเกษตรกร ซึ่งอันนี้เราได้รวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่าย แล้วก็เพื่อการแปรรูปโดยที่ให้ดอกเบี้ยที่ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ แล้วก็มีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว แล้วก็เรื่อง ของการเสริมสภาพคล่องของผู้ประกอบการอันนี้เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรีมาพูดต่อ แล้วก็ ในเรื่องของมาตรการการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งอันนี้เราช่วยรายละ ๑,๐๐๐ บาท เหมือนกัน ปัจจุบันนี้ก็มีความตั้งใจว่าจะทำอยู่ที่ ๔.๖๓ ล้านครัวเรือน งบประมาณอนุมัติมาแล้ว นี่ก็คือ เป็นการ Execute ให้เกิดขึ้น และสุดท้ายก็คือเรื่องการเร่งการส่งออก ซึ่งเป็นการส่งออก เริ่มต้นเลยดิฉันได้มีโอกาสได้คุยกับทางจีนในการที่ได้พบกับท่านเอกอัครราชทูตจีนด้วย แล้วก็ ผู้ค้าตัวแทนการค้าทางจีนด้วยว่าเราต้องการจะผลักดันตัว G to G ไปให้จีน ซึ่งในข้อตกลง ของเรากับจีนเขาต้องซื้อข้าว G to G ของเราอีก ๒๘๐,๐๐๐ ตัน แต่เรามีความตั้งใจว่าไหน ๆ ปีนี้เป็นปีที่ฉลองความสัมพันธ์ ๕๐ ปี ไทย-จีน ในเรื่องของความสัมพันธ์ทางการทูต อย่าซื้อเลยค่ะ แค่ ๒๘๐,๐๐๐ ซื้อไปเถอะ ๕๐๐,๐๐๐ ตัน ก็จะเป็นการช่วย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะพยายาม ทำให้ได้ ถัดมาก็คือเรื่องของการร่วมงาน Fair ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศใด ทางกระทรวง พาณิชย์ ได้ส่งตัวแทนแล้วตัวดิฉันเองถ้าไปได้ในบางครั้งก็จะไปช่วย Promote สินค้าของเรา ในตลาดใหม่มากขึ้น ตลาดเดิมเรามีคนดูแลอยู่แล้ว ดิฉันอาจจะไม่ได้ไปมากนักคงไปเน้นที่ ตลาดใหม่มากกว่าเป็นการเปิดตลาด แล้วก็ในเรื่องของการจัดผู้แทนการค้าให้เร่งทำ MOU ที่เรายกตัวอย่างมาก็คือญี่ปุ่นกับในเรื่องของสิงคโปร์ ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมญี่ปุ่นกับ สิงคโปร์ ต้องเรียนว่าอย่างนี้ค่ะ ญี่ปุ่นเขาได้มีการตกลงกับสหรัฐอเมริกาว่าเขาจะต้องนำเข้า ข้าวจากอเมริกาเพิ่มขึ้น ๗๕ เปอร์เซ็นต์ และระบบการขายข้าวหรือซื้อข้าวของญี่ปุ่นมันเป็น ระบบโควตา ของเรานี้เรามีโควตากับเขาอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ตันก็จริง แต่ถ้าเขาจำเป็นจะต้อง ตอบโจทย์สหรัฐอเมริกาว่าเขาจะต้องรับข้าวมาจากอเมริกาเกิน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ อาจจะมา เบียดบังโควตาของเราที่ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ดังนั้นเราถึงต้องเร่งเจรจาให้มี MOU Lock โควตา ๓๐๐,๐๐๐ อย่างน้อยไม่ให้ลดลงต่ำกว่านี้ ส่วนสิงคโปร์ดูประเทศไม่ใหญ่มากนัก แต่จริง ๆ แล้วสิงคโปร์กับเราก็สามารถที่จะเพิ่มสัมพันธ์กันได้มากขึ้น ปัจจุบันนี้การค้าขายข้าวกับ สิงคโปร์เป็นลักษณะเอกชนต่อเอกชน ตอนนี้เราพยายามเจรจา G to G เพื่อจะให้มี ความแน่นแฟ้นแล้วก็มี Volume ที่ Predictable มากขึ้น แล้วก็สุดท้ายเร่งขยายตลาดศักยภาพ ซึ่งจะมีในหลายประเทศที่เราตั้งใจจะไป อันนี้สิ่งที่ดิฉัน จะไปก็คือไม่ว่าจะเป็นซาอุดิอาระเบีย ฮ่องกง ยุโรป เหล่านี้เป็นต้น ขออนุญาตจะเข้าไป แล้วก็ไปในส่วนที่สำคัญมาก ที่ดิฉันมีความตั้งใจก็คือตั้งใจจะช่วยเหลือผู้ประกอบการใน ๗ จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เราก็ต้องไปดูว่าจริง ๆ แล้วความเดือดร้อนของเขามันอยู่ ตรงไหน มีผู้ที่มีผลกระทบเดือดร้อนไม่ใช่คนเดียวหรือไม่ใช่ภาคส่วนเดียว ถ้าเราทำนโยบาย เข้าไปช่วยโดยที่ไม่ได้รู้ในเรื่องลักษณะของความต้องการความช่วยเหลือมันก็ไม่ได้ตอบโจทย์
ดังนั้นเราก็ต้องมีนโยบายตั้งแต่ในระดับประชาชนที่อยู่ในบริเวณ ๗ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ทั้งในเรื่องของเกษตรกรที่ส่งสินค้าข้ามไปมา ทั้งในเรื่องผู้ประกอบการ การส่งออก แล้วก็ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ดังนั้นเราถึงมีมาตรการที่จะช่วยให้ทาง ฝ่ายมั่นคงและทางมหาดไทยสามารถที่จะดูแลแนวชายแดนโดยที่ยังไม่ต้องเปิดตะเข็บ ชายแดน แต่เราจะทำอย่างไรให้ลดผลกระทบ เรื่องแรกลดค่าครองชีพของประชาชน เมื่อสักครู่ดิฉันได้เรียนไปแล้วเรื่องธงฟ้า เราจะลงธงฟ้าหนัก ๆ ที่จังหวัดชายแดน ๗ จังหวัดนี้ ให้ได้มากขึ้น แล้วก็ลงไปทำงานร่วมกันกับพาณิชย์จังหวัด แล้วก็ไปทำงานร่วมกันกับ มหาดไทย ก็คือทางผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็ผู้ประกอบการ ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับ สภาหอการค้าไทยคือพวก YEC ตั้งใจจะลงพื้นที่ไปดูว่าความยากลำบากของประชาชน ตรงนั้นเราสามารถจะช่วยอะไรเขาได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ นอกจากเรื่องของการช่วยทันที ในเรื่องของการลดค่าครองชีพผ่านทางโครงการนโยบายธงฟ้า ในส่วนของเกษตรกรเราก็มี การนำเอาสินค้าเกษตรกร อันนี้ทำร่วมกันกับไทยโพสต์ เราได้สนับสนุนค่าขนส่งฟรี โดยแบ่ง กันคนละครึ่งกับทางไทยโพสต์ในการช่วยให้ผู้ประกอบการเกษตรกรหรือผลิตภัณฑ์พื้นที่ ตรงนั้นสามารถที่จะส่งออกไปให้ทั่วประเทศได้ แล้วก็มีการทำมหกรรมการค้าชายแดน แล้วก็รวมถึงในเรื่องของผู้ส่งออก เรามีการเพิ่มช่องทางเพราะว่าสินค้าส่งออกมันไม่ใช่ มีเฉพาะสินค้าที่ชายแดน มันมีสินค้าที่ส่งออกระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย เราก็หาตลาดใหม่ แล้วก็มีตลาดผ่านแดนที่ช่วยสนับสนุนด้วยเช่นกัน อันนี้ก็จะเป็นการช่วยให้มีประสิทธิภาพ อย่างเต็มที่
และดิฉันขอจบสุดท้ายในเรื่องของสิ่งที่เราตั้งใจจะหาตลาดใหม่ เมื่อสักครู่ ที่ท่านได้ยินดิฉันพูดเรื่องตลาดใหม่ ตลาดใหม่เยอะ ขอฉายภาพให้ดูคร่าว ๆ นิดหนึ่ง ในเรื่องของเอฟทีเอ ณ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีเอฟทีเออยู่ ๑๔ ฉบับ รวมทั้งหมด ๑๘ ประเทศ ปีนี้น่าจะเป็นปีที่เป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะว่าเราได้เซ็นเอฟทีเอกับอาฟตา ไปเรียบร้อย อาฟตาก็คือประเทศที่อยู่ในยุโรปมีอยู่ ๕ ประเทศด้วยกัน เป็นครั้งแรกที่เรา มีการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศในยุโรป ซึ่งจะเป็นฐานที่ดีให้เราสามารถไปต่อยอดในการ เจรจาเอฟทีเอกับอียูได้ สิ่งที่เราตั้งใจจะทำเพิ่มเติมจากสิ่งทางด้านซ้ายมือคือปัจจุบันแล้ว ก็คือเร่งบรรลุข้อตกลงระหว่างเรากับอียู ระหว่างเรากับเกาหลีใต้ ซึ่งอันนี้เป็นความตั้งใจว่า จะพยายามทำให้ได้ภายในรัฐบาลนี้ และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือต้องผลักดันให้ เอกชนมาใช้สิทธิประโยชน์ เพราะการไปเจรจาเอฟทีเอมากประเทศก็ไม่ได้มีประโยชน์ ถ้าเราไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ ซึ่งก็ได้มีการเจรจาโดยที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้พาดิฉัน แล้วก็คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจไปพบกับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมไทย ตลาดทุนไทย และยังมีที่จะเดินทางไปพบสมาคมอื่น ๆ อีกในการ เร่งรัดสนับสนุนให้ความรู้ในเรื่องของสิทธิประโยชน์ให้เขาใช้ได้จริง แล้วก็แน่นอนหาตลาดใหม่ เพิ่มเติมที่ดิฉันได้เรียนไว้ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลางเน้นเรื่องซาอุดิอาระเบีย แล้วก็ตัว UAE เรื่องของแอฟริกาเอเชียใต้ อาเซียน แล้วก็มีในเรื่องของข้อจัดกิจกรรมทางด้านการค้าในทุก รูปแบบ รวมถึงการที่เชิญผู้นำเข้าและผู้ซื้อรายสำคัญเดินทางมาเยี่ยมเยือนประเทศไทย อันนี้ก็เป็นความตั้งใจที่ดิฉันอยากจะเรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านผู้มีเกียรติด้วยความเคารพ ว่าทางรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ รวมถึงดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์มีความตั้งใจ ถึงแม้จะมีเวลาแค่ ๔ เดือนดิฉันก็เชื่อมั่นว่าเราน่าจะมีผลสัมฤทธิ์ มาแสดงให้ท่านได้เห็นบ้าง เหล่านี้ก็จะมีปรากฏเป็นเคพีไอให้ท่านได้ช่วยติดตาม แล้วดิฉัน ขออนุญาตเรียนเชิญท่านสิทธิพลซึ่งมีความรู้มาก เกี่ยวกับเรื่องของ US Tariff หรือเรื่องการ ทุ่มตลาดใด ๆ เรามาพูดคุยกันเพื่อหาทางร่วมมือกันทำให้การเดินของเราสามารถที่จะสร้าง ศักยภาพให้ประเทศไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ขอบพระคุณค่ะ