ศุภโชติ ไชยสัจ อภิปรายปัญหานโยบายพลังงาน เน้นย้ำความไม่เป็นธรรมในระบบสัญญา Adder ที่ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าแพง และผลักดันให้ยกเลิกทันทีเพื่อลดภาระประชาชน พร้อมท้วงติงโครงการ RE Big Lot ที่มีข้อครหาเรื่องทุจริตและเอื้อประโยชน์กลุ่มเฉพาะ โดยเรียกร้องให้ยุติโครงการที่ยังไม่ลงนาม เจรจาปรับลดราคาในโครงการที่ดำเนินการแล้ว เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และผลักดันระบบ TPA เพื่อส่งเสริมการแข่งขันอย่างเท่าเทียม รวมถึงวิพากษ์โครงการพลังงานที่ไม่จำเป็นอย่าง LNG Terminal แห่งที่ 3 และผลักดันให้รัฐบาลยกเลิกมติที่ผลักภาระค่าใช้จ่ายสู่ประชาชน พร้อมเรียกร้องให้มีการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ที่โปร่งใส มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 เพื่อสร้างระบบพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในระยะยาว
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกท่านครับ ผม ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายในประเด็นนโยบายทางด้านพลังงานของประเทศ ของรัฐบาล ชุดใหม่ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ท่านประธานที่เคารพครับ ทุกคนตรงนี้ทราบดีว่าสถานการณ์ทางการเมืองของเราอยู่ใน ช่วงเวลาที่ไม่ปกติครับ รัฐบาลไม่ได้ถูกคาดหวังเข้ามาเพื่อบริหารประเทศในวาระปกติ ๔ ปี แต่ตกลงกันอย่างชัดเจนว่าจะเข้ามาทำงานเพียงแค่ ๔ เดือนแล้วคืนอำนาจให้กับ พี่น้องประชาชนผ่านการยุบสภา ดังนั้นสิ่งที่พี่น้องประชาชนคาดหวังไม่ใช่โครงการอะไรใหม่ ที่หวือหวา ไม่ใช่โครงการที่วาดฝันให้กับประชาชน หรือแม้แต่การเดินหน้าโครงการที่ซับซ้อน เกินกำลังตัวเอง สิ่งที่ทุกคนรวมถึงตัวผมเองพอจะคาดหวังกับรัฐบาลชุดใหม่นี้ได้ภายใต้กรอบ ระยะเวลาที่สั้น ๆ ก็คือการเข้าไปสะสางปัญหาเก่าที่รัฐบาลในอดีตปล่อยปละละเลย ท่านประธานครับ ผมเห็นคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทินแล้วต้องบอกว่ามีหลายจุด ที่สอดคล้องกับสิ่งที่ผมและพรรคประชาชนเคยนำเสนอ ทั้งการลดรายจ่ายค่าพลังงาน การส่งเสริม Solar ภาคประชาชน รวมไปถึงการผลักดันพลังงานสะอาดและปรับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศให้ทะเยอทะยานมากขึ้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมยังไม่เห็นอยู่ในคำแถลงนี้ นั่นก็คือการที่รัฐบาลบอกว่าจะเข้าไปสะสางปัญหาเก่าที่เป็นต้นเหตุหลักของค่าไฟแพงของ พี่น้องประชาชนอย่างไร ประเทศไทยกำลังเจอวิกฤติพลังงานที่สะสมมาอย่างยาวนาน ผมได้เคยอภิปรายไว้ในสภานี้หลายครั้งว่าค่าไฟแพงไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เป็นผลจากการ ตัดสินใจที่ผิดพลาดทางนโยบาย หรือแม้แต่จงใจผิดพลาดเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน แล้วก็พวกพ้องทั้งนั้น เรามีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม เรามีโครงการที่ออกแบบมาเพื่อ เอื้อกลุ่มทุนมากกว่าประชาชน เรามีแผนที่ไม่โปร่งใสและไม่สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศ อะไรเลย เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาที่มีอยู่เพียงแค่ ๔ เดือนผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้ ทำงานเพียงแค่ ๔ เรื่องใหญ่ แต่เป็น ๔ เรื่องที่จะช่วยลดค่าไฟให้กับพี่น้องประชาชน ได้อย่างแน่นอน และผมขอยืนยันว่าทุกเรื่องที่ผมกำลังจะอภิปรายต่อจากนี้รัฐบาลสามารถ ตัดสินใจได้ทันที ผ่านโต๊ะประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติที่ท่านนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน เดือนแรกถ้าถามว่าทำอะไร ผมก็ต้องบอกว่าผมอยากให้รัฐบาลเข้าไปดูเรื่อง สัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาที่เรื้อรังที่สุดอย่างหนึ่ง คือเรามีสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่ชื่อว่า Adder ที่รัฐเคยทำกับผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียน ในอดีต โดยให้การสนับสนุนราคารับซื้อเพิ่มจากราคาปกติ เพื่อจูงใจการลงทุนในช่วงที่ เทคโนโลยีอย่างโซลาร์เซลล์หรือกังหันลมยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่ปัจจุบันเวลาผ่านไป ๑๐ กว่าปี ต้นทุนพลังงานพวกนี้ลดลงอย่างมหาศาล ราคาแสงอาทิตย์กังหันลมลดลงกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่สัญญา Adder อันนี้ยังคงบังคับใช้ แถมเป็นสัญญาที่ถูกตีความว่าไม่มีวัน หมดอายุ ท่านประธานลองคิดดูว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อต้นทุนทุกอย่างมันลดลง อย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีเอกชนกลุ่มหนึ่งที่ยังสามารถขายไฟให้กับพี่น้องประชาชนได้ในราคา กว่า ๓ บาท ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนพวกนี้อยู่แค่ ๑ บาทกว่าเท่านั้น แพงแค่ไหนครับ ลองไปเทียบกับ โครงการ RE Big Lot ที่เราบ่นกันว่าแพงเมื่อปีที่ผ่านมา โครงการนั้นยังรับซื้อไฟแค่ ๒ บาทกว่า แต่สัญญา Adder เราบอกว่าเราจะรับซื้อไฟที่ ๓ บาทกว่า แถมซื้อไปได้เรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้น สิ่งนี้ชัดเจนว่าประชาชนจะต้องแบกค่าไฟที่สูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งผมได้เคยถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของรัฐบาลสมัยที่แล้วไปแล้วว่าท่านจะเอาอย่างไร ก็ได้คำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนว่าท่านไม่มีความกล้าหาญมากพอที่จะเข้ามาดูแลปัญหาตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลควรอนุทินที่พยายามคัดสรรผู้ที่มีความรู้ ความสามารถมากประสบการณ์จะทำบางอย่างที่แตกต่างออกไป ถามว่าถ้าไปยกเลิกแล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร อันนี้ต้องไปดูสิ่งที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้ตั้งโต๊ะแถลง ท่านก็บอกอย่างชัดเจนว่าถ้ายกเลิกสัญญา Adder ได้ค่าไฟจะลดลงทันที ๑๗ สตางค์ต่อหน่วย แถมยังบอกไปอีกว่ารอมติจากทางฝั่งรัฐบาลอย่างเดียว ถ้ามีมติออกมายกเลิกได้ทันที เพราะฉะนั้นเดือนแรกของรัฐบาลคุณอนุทิน ผมขอเริ่มต้นด้วยการให้รัฐบาลเข้าไปดูในเรื่อง ของสัญญา Adder และยกเลิกเสียครับ เพราะอย่างไรสัญญาที่ไม่เป็นธรรมอย่างนี้ ราคาแพง ขนาดนี้และไม่มีจุดสิ้นสุดจะมีอยู่ต่อไปไม่ได้ครับ
ส่วนเดือนที่ ๒ รัฐบาลควรทำอะไรครับ ผมว่ามันก็มีอีกประเด็นหนึ่ง เมื่อสักครู่เกริ่นไปแล้วว่าเรามีโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปีที่ผ่านมาเราพูด กันมาตลอดว่าเรามีโครงการนี้ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ RE Big Lot ไม่ว่าจะเป็นรอบ ๕,๒๐๐ หรือรอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ผมได้เคยพูดหลายครั้งว่ามันมีปัญหา ยื่นเรื่องนี้ต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปแล้วด้วย ไล่ไปเลยตั้งแต่ กระบวนการที่ส่อทุจริต ราคารับซื้อที่แพงกว่าความเป็นจริง รวมไปถึงเป็นการทุจริต เชิงนโยบายอย่างชัดเจนที่เปิดช่องให้กับผู้ที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองหรือทุนใหญ่ได้เปรียบ และสุดท้ายครับคนที่ซวยคือพี่น้องประชาชนที่ต้องมาแบกรับต้นทุนค่าไฟตรงนี้กว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือหยุดเลยครับ โครงการที่ยังไม่ได้ ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต้องหยุดทันที ส่วนโครงการที่ได้ลงนามไปแล้วรัฐบาลก็ต้อง เข้าไปเจรจาเพื่อลดราคาลง และทุกอย่างต้องทำอย่างเปิดเผยต่อประชาชน แต่เรื่องนี้ ผมไม่มั่นใจเพราะว่าล่าสุดคณะกรรมการที่รัฐบาลเก่าตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบโครงการนี้ กลับเพิ่งเผยผลการตรวจสอบออกมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่าไม่พบความผิดปกติอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่เราเห็นปัญหากันอยู่เต็มตาครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ทางรัฐบาลใหม่ลุกขึ้นมา ยืนยันเลยว่าจะเอาอย่างไรต่อ จะเดินหน้าต่อหรือว่าจะยกเลิก แต่ถ้ารัฐบาลบอกว่าอยากเพิ่ม สัดส่วนของพลังงานสะอาดจริง ๆ ท่านก็ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ต้องทำทุกอย่างให้โปร่งใส แล้วก็ มีการแข่งขันอย่างเสรีครับ โดยเฉพาะการผลักดันโครงการ TPA หรือ Third Party Access Plan เพื่อเปิดให้เอกชนและชุมชนสามารถซื้อไฟจากผู้ผลิตได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่าน การผูกขาดแบบที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเดือนที่ ๒ รัฐบาลต้องเข้าไปสะสางโครงการ RE Big Lot ให้เด็ดขาดครับ รวมไปถึงผลักดันให้ประเทศเข้าสู่ระบบการแข่งขันอย่างเสรีหรือ TPA
ส่วนเดือนถัดมา เดือนที่ ๓ รัฐบาลควรทำอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจัยอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟของพี่น้องประชาชนแพงก็เพราะว่าที่ผ่านมาเรามีการลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่จำเป็นหลายโครงการ อย่างเช่น การก่อสร้าง LNG Terminal แห่งที่ ๓ เรามี Terminal แห่งที่ ๑ กับแห่งที่ ๒ อยู่แล้วครับ แถมยังไม่ได้ใช้เต็มศักยภาพเลย แต่เรากำลังจะสร้างอันใหม่อันที่ ๓ คำถามเรื่องนี้สั้น ๆ ทำกันไปทำไมครับ เพราะว่าเงิน ลงทุนทุกบาททุกสตางค์ในการสร้าง Terminal อันใหม่นี้มันจะเข้าไปแฝงอยู่ในค่าไฟของ พี่น้องประชาชนทุกคน ถ้ารัฐบาลจะลุกขึ้นมาอ้างว่าต้องสร้างเพื่อให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของการส่งออก LNG ในภูมิภาค หรือที่เรารู้จักกันชื่อ LNG Hub ผมก็ต้องถาม กลับว่าแล้วทำไมต้องเอาต้นทุนของค่าไฟของประชาชนมาแบกรับความเสี่ยงแทนนายทุน เจ้าของโครงการ แล้วอีกประเด็นหนึ่งคือโครงการนี้รัฐวิสาหกิจไทยถือหุ้นน้อยมากครับ นั่นหมายความว่าถ้าโครงการนี้ทำกำไรได้ประเทศไทยแทบไม่ได้อะไรเลยครับ แต่ถ้า โครงการนี้ขาดทุนประชาชนซวยครับ ต้องจ่ายค่าไฟที่แพงขึ้น เรื่องนี้ประชาชนมีแต่เสีย กับเสีย ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำมีเพียงอย่างเดียวคือออกมติจากคณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติเพื่อยกเลิกมติเดิมครับ มติเดิมครั้งที่ ๓ ปี ๒๕๖๔ ที่อยู่ดี ๆ ก็อนุญาตให้เอา ต้นทุนของโครงการนี้มาอยู่ในค่าไฟของพี่น้องประชาชน และถ้ารัฐบาลไม่สามารถเจรจา แก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ เอาภาระออกจากค่าไฟได้ ผมว่าโครงการนี้ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะ เดินหน้าต่อ และการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นสัญญาที่ชัดเจนว่ารัฐบาลอนุทินเดินหน้าสืบทอด ผลประโยชน์เก่าหรือว่าเลือกอยู่ข้างประชาชนกันแน่ และเดือนสุดท้ายครับเดือนที่ ๔ ผมคิดว่าเป็นเวลาที่ดีที่รัฐบาลสามารถวางรากฐานใหม่ให้กับ ประเทศผ่านการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ แผน PDP คือหัวใจ ของประเทศในภาคพลังงาน ผมเห็นด้วยที่รัฐบาลประกาศปรับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็ว ขึ้นจากปี ๒๐๖๕ มาเป็นปี ๒๐๕๐ แต่แผน PDP ใหม่ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ด้วย ไม่ใช่เป็นแค่กระดาษเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะว่าที่ผ่านมาแผน PDP ถูกวิจารณ์มา ตลอดว่าจัดทำกันในห้องปิด ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และที่เลวร้ายที่สุดครับ ใช้สมมุติฐานเพื่อเอื้อต่อการสร้างโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็น แผนนี้แทนที่จะช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจของประเทศ ดึงดูดการลงทุน หรือแม้แต่ลดภาระค่าครองชีพ แต่ที่ผ่านมามันกลับ กลายเป็นภาระใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนแทน เพราะฉะนั้นรัฐบาลอนุทินต้องทำแผน PDP ใหม่โดยคำนึงถึง ๔ ข้อ ข้อแรกคือต้องโปร่งใส ข้อมูลและเอกสารทุกขั้นตอนต้องเปิดเผย แล้วก็ตรวจสอบได้ ข้อที่ ๒ ต้องให้มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน อนุญาตให้ทุกฝ่ายเข้ามาแสดง ความคิดเห็นและเอาความคิดเห็นนั้นไปปรับปรุงแผนทำให้แผนดีขึ้น ถัดมาคือต้องตรวจสอบ ได้ครับ ต้องมีกลไกอิสระที่คอยกลั่นกรองป้องกันการแทรกแซงจากกลุ่มคนภายนอกที่จ้องจะ มาเอาผลประโยชน์จากแผนฉบับใหม่นี้ และสุดท้ายต้องบรรลุเป้าหมายของประเทศ ความมั่นคงด้านพลังงาน เรื่องของต้นทุนที่เป็นธรรมและเป้าหมาย Net Zero อันใหม่ ปี ๒๐๕๐ และนี่จะเป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ ให้กับภาคพลังงานไทยไม่ตกอยู่ใน วังวนของการผูกขาดและความไม่โปร่งใสอีกต่อไป แต่ตอนนี้ผมไม่มั่นใจอีกแล้วเพราะว่ามันมี สัญญาณที่น่ากังวล เพราะว่าประธานคณะกรรมการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ได้เพิ่งลาออก จากตำแหน่งไป ซึ่งผมก็ได้ยินแว่ว ๆ มาว่าท่านก็โดนกดดันจากหลายฝ่ายให้จำเป็นต้อง ลาออก เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องลุกขึ้นมายืนยันอีก ๑ รอบว่าแผน PDP ฉบับใหม่จะเดินหน้าต่อ อย่างโปร่งใสและเป็นการทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชน ไม่ใช่นายทุน รัฐบาลนี้มีเวลา เพียงแค่ ๔ เดือน ประชาชนไม่ได้ต้องการปัญหาใหม่ แต่ต้องการรัฐบาลที่เข้าไปแก้ไขปัญหา เก่าให้เสร็จลุล่วงได้ เดือนละเรื่องครับ ทำแค่ ๔ เรื่อง หรือถ้ารัฐบาลมีความสามารถมากพอ มีความพร้อม สามารถทำไปพร้อม ๆ กันได้ตั้งแต่เดือนแรก ยกเลิก Adder ยกเลิก RE Big Lot ยกเลิก LNG Terminal แห่งที่ ๓ และทำ PDP ใหม่ให้โปร่งใส ถ้าทำครบได้ทั้ง ๔ เรื่อง ผมเชื่อว่าอย่างน้อยค่าไฟจะลดลงทันที ๓๐ สตางค์ต่อหน่วย จะช่วยประชาชนประหยัดเงิน ต่อเดือนต่อครอบครัวได้อย่างน้อยก็ ๑๐๐ บาท นี่อาจจะมากกว่า ๔ สตางค์ ที่ท่านเคย ให้ข่าวไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งผมก็ไม่มั่นใจว่า ๔ สตางค์ใช้วิธีการอะไร อาจจะเป็น ราคาเชื้อเพลิงที่ลดลงตามตลาดโลก ค่าไฟลดไม่เหมือนกับลดค่าไฟ และถ้าทำ ๔ ข้อนี้ ได้จริง ๆ ประชาชนจะชื่นชมและเห็นเองครับว่ารัฐบาลนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล แต่ยังกล้าเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าทำไม่ได้ประชาชนจะตัดสินเองในวันเลือกตั้งว่าใครทำเพื่อเขา หรือใครเข้ามาอยู่เพื่อแค่ยื้อเวลาแล้วไม่ทำอะไรเลย ขอบคุณครับท่านประธาน