ทวี ชี้ทุจริตที่ดินเขากระโดง ตั้งคำถามการอ้างสิทธิ์พื้นที่รฟท.

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๐ กันยายน ๒๕๖๘

ทวี สอดส่อง ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องระหว่างนโยบายรัฐบาลกับการจัดสรรงบประมาณปี 2569 พร้อมตั้งคำถามถึงความซื่อสัตย์สุจริตของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะกรณีทุจริตที่ดินเขากระโดง และประเด็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่เกิดขึ้นก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งศาลปกครองเคยชี้ชัดว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐภายใต้การดูแลของอธิบดีกรมที่ดิน จึงเรียกร้องให้ยึดมั่นนิติธรรมและหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัดในช่วงเวลาที่เหลือก่อนยุบสภา

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ผมขออภิปรายการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งท่านประกาศว่าจะเป็นรัฐบาลเพียง ๔ เดือน แต่ถ้าดูนโยบาย ท่านแถลงเหมือนจะขับเคลื่อนประเทศไปอีก ๔ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๙ ซึ่งเป็นวงเงิน ๓.๗๘ ล้านล้านบาท วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๘ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๙ ก็จะมีผลใช้ ซึ่งในวงเงินก้อนนี้จะเป็นวงเงินรายจ่ายประจำอยู่ ๒.๖๕ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเงินเดือน เป็นค่าบริการสาธารณสุข เป็นเงินเกี่ยวกับการศึกษา และอีกก้อนหนึ่งก็คือ ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เป็นงบลงทุน หรือประมาณ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ งบประมาณทั้งหมดจะมี แผนงาน โครงการที่ใช้ทุกบาท ทุกสตางค์ ทุกสลึงเลยนะครับ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีจะไปใช้ได้ อย่างเดียวก็คืองบกลาง ดังนั้นการแถลงนโยบายกับงบประมาณเป็นคนละเรื่องกัน ผมจึง คิดว่าถ้าเราไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริงเราก็จะเหมือนการขายฝัน และจริง ๆ แล้วผม อาจจะเรียกว่านโยบายนี้เป็นนโยบายของคนโกหกหรือเป็นเรื่องโกหกของนโยบายก็ได้ ไม่ใช่ เชิงตำหนินะครับ เพราะถ้ามีนโยบายไม่มีเงินงบประมาณแล้วท่านจะไปตั้ง พ.ร.บ. งบประมาณหรือไปกู้ ที่ผลักภาระให้ประชาชนมันยิ่งเลวร้ายใหญ่ และที่สำคัญสิ่งที่ท่าน จะต้องคิดใน ๔ เดือนที่จะยุบสภา ผมคิดว่ารัฐบาลต้องเริ่มคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลควรทำอะไร กับสิ่งที่รัฐบาลต้องทำอะไร อีกเรื่องหนึ่งคือสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำอะไร และสิ่งที่รัฐบาลต้อง ไม่ทำอะไร สิ่งที่รัฐบาลควรทำอะไรคือรัฐบาลต้องประกาศให้เห็น โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต รัฐบาลจะต้องทำงานประจำที่มีการบริหารงบประมาณ ๓.๗๘ ล้านล้านบาท ซึ่งผ่านมันสมองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน และผ่านวุฒิสภา ซึ่งเราคิดว่า งบประมาณก้อนนี้ จะทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง ทำให้การศึกษาดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น รัฐบาลควรจะไปทำงานประจำอันนั้นให้ดีขึ้น เพราะเวลาแค่ ๔ เดือนเท่านั้น สิ่งที่รัฐบาลต้อง ไม่ทำอะไรก็คือการทุจริต คือการไม่ใช้กฎหมายอยู่เหนือความยุติธรรม การไม่ใช้อำนาจไป แทรกแซง ซึ่งทั้งหมดนี้ท่านเขียนไว้ในนโยบายอยู่แล้ว นโยบายหนึ่งที่เมื่อเราพูดอย่างนี้ ผมอยากจะมาพูดคุยกัน เนื่องจากว่าท่านแถลงนโยบายไป ด้านสังคม ข้อ ๙ ว่าจะรักษา หลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด โดยให้ถือว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ในกรณีเหล่านี้เป็น ความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและต้องดำเนินการทางอาญาอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะข้อ ๙.๒ ท่านบอกว่าการใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลักของความเป็นจริง กฎหมายจะดีแค่ไหน นโยบายจะดีแค่ไหน แต่ถ้าคนเข้ามาไม่สัตย์ซื่อ ไม่ธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม กฎหมายอันนั้นก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่เราจะเห็น ก็คือรายชื่อของ คณะรัฐมนตรีจำนวนหลายคนซึ่งมีเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วว่ามีความสงสัย ในความ ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ผมเชื่อว่าใน ๒ วันนี้จะมีเพื่อนสมาชิกได้หยิบประเด็นนี้ขึ้นมา แต่โดยประสบการณ์ส่วนตัวนั้นผมพบว่าในส่วนของตัวผม อย่างน้อย ๗-๘ คน ที่ผมเห็นว่า มีความน่าห่วงใย ซึ่งในโอกาสนี้ผมจะหยิบเรื่องใน ๔ เดือนที่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ใช่แค่ อาชญากรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องความห่วงใย แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเสถียรภาพของ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการนะครับ ซึ่งทั้ง ๒ เรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธไม่ได้ เรื่องแรกที่ผมอยากจะฝากท่านนายกรัฐมนตรี เพราะว่าที่ผมพูดก็คืออดีต เป็นบทเรียน สังคมไม่ควรให้มีการกระทำผิดซ้ำบ่อย ๆ ถ้าคนที่เคยไปอยู่ในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ มีโต๊ะครูคนสำคัญ ๆ เคยมาเล่าให้ผมฟังว่ามุสลิมเรานี้จะไม่ให้แมลงป่องต่อยซ้ำสอง คือจะไม่มีการมากระทำผิดซ้ำอีก เช่นกันครับ สิ่งที่ผมอยากจะหยิบมาเป็นเคสฝาก ท่านนายกรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ที่เป็นที่เคารพ ของผมคนหนึ่งได้ออกมายืนยันแล้ว ก็คือเรื่องที่ดินเขากระโดงที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กระทรวงมหาดไทย กรมที่ดิน มีบางท่านบอกว่าเรื่องเขากระโดง ไม่ได้เกี่ยวกับกรมที่ดินเลย เกี่ยวกับกระทรวงคมนาคม เกี่ยวกับรถไฟ ซึ่งอันนั้นท่านอาจจะไม่ได้ไปดูคำพิพากษา ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เรามีคำพิพากษาของศาลยุติธรรม และศาลปกครอง จำนวน ๙ ฉบับ ซึ่งใน ๙ ฉบับนี้ของศาลยุติธรรมก็จะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ในศาลชั้นต้นจะมีผู้พิพากษา ๓ คน ศาลอุทธรณ์ก็จะมี ๓ คน ศาลฎีกา ๓ คน จำนวน ๘ ฉบับ แล้วก็มีศาลปกครองจำนวน ๑ ฉบับ ของศาลชั้นต้น มีศาลยุติธรรม ผู้พิพากษาศาลยุติธรรม จำนวน ๒๑ คน ถ้าไปดูรายชื่อ เป็นอาจารย์ที่ได้รับ การยอมรับ เป็นประธานศาลฎีกาที่มาตัดสินเรื่องเขากระโดง เช่นกันของศาลอุทธรณ์ผมคิด ว่าผู้ที่มาตัดสินในความเห็นผมเป็นนักปราชญ์คนหนึ่งในเรื่องที่ดิน ท่านทราบไหมว่าทั้งหมดทั้ง ๒๔ ท่านได้ตัดสินว่าที่ดินเขากระโดงจำนวน ๕,๐๘๓ ไร่ ๘๐ ตารางวาเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย การออกเอกสารสิทธิไปทับที่ดิน ใน ๕,๐๘๓ ไร่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่สามารถที่จะกระทำได้ อันนี้ทุกศาล ไม่มีเป็นอย่างอื่น ถ้ามีการเอารูปให้เห็นภาพเขากระโดงหน่อยก็ดีเพราะไม่ได้เป็นการ หมิ่นประมาทนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านดูครับ ปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ดินของรัฐ ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยเกิดมา ก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๑๐ บอกเลยว่าที่ดินที่เกิดมาก่อน ไม่ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินไป แล้วยังบอกว่าที่หวงห้ามจะไม่สามารถมาออกเอกสารสิทธิได้ ปรากฏว่าเมื่อผู้พิพากษาทั้ง ๒๔ คน ได้ผ่านการตัดสินจำนวน ๙ คำพิพากษาบอกว่าที่ดินนี้ เป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะเขียนไว้ในนั้นแทบน้ำตาไหล ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ พระราชทานให้ วันนี้เราจะไปช่วงชิงที่นี้มาเชียวหรือ เราพบว่าศาลที่สั่ง ครั้งสุดท้ายคือศาลปกครอง แล้วก็คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครอง พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องที่สอง ผู้ถูกฟ้องที่สองคือใคร คืออธิบดีกรมที่ดิน