วราวุธ เปิดแนวคิดเศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อม ยันไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๑ · ๓๐ กันยายน ๒๕๖๘

วราวุธ ศิลปอาชา หารือประเด็นปัญหาหลายมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเสนอให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการบูรณาการเพื่อรองรับความท้าทายในระยะยาว ทั้งการปรับโครงสร้างราชการให้ทันเทคโนโลยี การส่งเสริมรายได้จากการเก็บภาษีออนไลน์ การพัฒนาเกษตรกรอย่างยั่งยืนผ่านการยกระดับผลผลิตและระบบการตลาด รวมถึงการเร่งแก้ไขปัญหามลพิษ ไฟป่า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการแก้ปัญหาความยากจนและวิกฤตสังคมด้วยการพัฒนาศักยภาพทุกช่วงวัยอย่างเท่าเทียมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายวราวุธ ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ฟังสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พี่ชายที่รัก ของผมได้แถลงไปแล้วโดยภาพรวมก็เข้าใจครับว่าทำไมนโยบายรัฐบาลถึงมีไม่มากแล้วก็เป็น นโยบายที่สั้น แล้วก็ระยะเวลาที่ท่านทำงานนั้นท่านบอกไว้แล้วครับ ๔ เดือนเท่านั้นเอง แล้วท่านจะยุบสภาแต่หัวใจสำคัญครับ มันไม่ได้สำคัญว่าท่านมีเวลาอยู่เท่าไร สำคัญอยู่ที่ว่า เวลาที่ท่านมีอยู่นั้น ผมเชื่อว่าด้วยนโยบายของท่านรัฐมนตรีทั้งหลาย คณะรัฐมนตรีและ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นท่านสามารถที่จะวางแผน วางโครงสร้างให้กับประเทศไทย ผ่านทางการแก้กฎหมาย แล้วก็วางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประเทศไทยไปในอนาคตได้ อย่างมั่นคงครับ ผมขอแนะนำให้ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้จัดทำ Plan Of Action ในการ ที่จะเผชิญวิกฤติในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม แล้วก็ สิ่งแวดล้อมต้องมีความเชื่อมโยงกัน ต้องบูรณาการกันเป็นระบบไม่แยกส่วน และที่สำคัญ การเขียนนโยบายที่ไม่ครอบคลุมทุกกระทรวงอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้นจะทำให้ ท่านรัฐมนตรีบางกระทรวงทำงานได้ลำบาก เพราะว่าสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีจัดทำจะนำนโยบาย ไปมอบให้นั้นมันไม่ได้อยู่ในนโยบายของรัฐบาล แล้วรัฐมนตรีในกระทรวงนั้น ๆ จะนำอะไร ไปมอบให้กับเพื่อน ๆ ข้าราชการในการที่จะไปปฏิบัติต่อไป ท่านประธานครับ ปัจจุบันโลก ของเราอยู่ในการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วมาก นโยบายเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเก่า เทคโนโลยีกลาง เทคโนโลยีใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก วิธีคิดดั้งเดิม วิธีคิดแบบสมัยใหม่อยู่ในระบบการเปลี่ยนผ่านอยู่ตลอดเวลา แล้วที่สำคัญใครปรับตัวได้ก่อน ก็จะได้เปรียบ ใครปรับตัวได้ไม่ทันก็จะอยู่ลำบากกันไป ดังนั้นท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ของท่านจำเป็นที่จะต้องวางแผนในการที่จะนำพาประเทศไทยผ่านการเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยีปรับเปลี่ยนวิธีคิด ปรับเปลี่ยนวิถีทำ ปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติ ทั้งในส่วนของราชการ และในหน่วยงานของรัฐให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของโลก เพื่อที่จะนำพาให้ ประเทศไทยและคนไทยนั้นสามารถไปสู้กับนานาอารยประเทศได้ โดยที่ต้องไม่ทิ้งใครไว้ ข้างหลังครับ

ในประเด็นเรื่องของเศรษฐกิจครับ ผมเห็นด้วยกับท่านนายกรัฐมนตรี ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน แต่ว่าท่าน ต้องไม่ลืมครับ ในส่วนของภาครัฐเองก็จำเป็นที่จะต้องเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับ ภาครัฐด้วยเช่นกัน ขออนุญาตพูดถึงในการเพิ่มรายได้ของภาครัฐครับ รัฐบาลปัจจุบันเรามี หน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนกว่า ๖๕ ล้านคน รายได้ของภาครัฐเป็นสิ่งที่จำเป็นในการที่จะ ทำให้รัฐบาลมีเงินมาดูแลพี่น้องประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ หนึ่งในช่องทาง ที่สามารถเพิ่มเงิน หาเงิน หารายได้ให้กับภาครัฐ ง่าย ๆ ครับในส่วนของการโฆษณาผ่านทาง ช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ท่านอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีทำเล็กน้อยครับ ขออนุญาต ยกตัวอย่าง เช่น ผมเชื่อว่าวันนี้ทุกท่านคงดู YouTube กันเป็นประจำ บางคนดู YouTube แบบ Premium ไม่ต้องจ่าย จ่ายค่าโฆษณาคือว่าจ่ายค่ารายเดือนไปเป็น Premium เสร็จ ก็จะไม่มีโฆษณา บางคนที่ใช้ YouTube ธรรมดา ก็ต้องทนอยู่โฆษณากันไป ซึ่งโฆษณาเจ้ากรรมเหล่านี้มาเป็นระยะเลยครับ มาเยอะเสียด้วย จากเดิมการเก็บภาษีจะเป็น การเก็บภาษีของบริษัทที่รับโฆษณา ซึ่งที่ผ่านมามันอาจจะทำให้จัดเก็บได้ไม่สะท้อนต่อ รายได้จริงที่เกิดขึ้น ดังนั้นท่านลองเปลี่ยนวิธีคิด แก้กฎหมายได้ไหม หรือออกเป็นประกาศ ของกรมสรรพากรได้ไหมว่าให้ผู้ที่ลงโฆษณาใน YouTube ส่งสัญญาจ้างโฆษณาให้กับ กรมสรรพากรทราบ เราจะได้รู้ว่าบริษัทไหนโฆษณาเท่าไร แล้วเราจะสามารถเก็บภาษีได้ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นเองกรมสรรพากรก็ต้องทำตัวเป็นมิตรกับหน่วยภาษี ของท่าน ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจะไปจับผิดรีดเอาภาษีเพื่อให้ได้ตามเป้า ต้องแนะนำแล้วก็มีความ อะลุ่มอล่วยเพื่อให้หน่วยภาษีของท่านนั้นยินยอมแล้วก็ดำเนินการชำระภาษีได้อย่างถูกต้อง

ส่วนตัวอย่างของการลดรายได้ภาครัฐ ขออนุญาตพูดในสิ่งที่ทุกคนพูดถึง แล้วก็เข้าใจกันได้ดีก็คือนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค รักษาทุกที่ เป็นสิ่งที่ทำให้ พี่น้องประชาชนคนไทยสามารถเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลได้เป็นหนึ่งในประเทศต้น ๆ ของโลกเลย แต่ว่าก็ต้องยอมรับว่าต้องแลกมาด้วยการที่ภาครัฐต้องนำเงินรายได้ภาษี จำนวนมากปีหนึ่งนับแสนล้านบาทมาใช้ในการรักษาพี่น้องประชาชน เช่นกันครับท่านลอง เปลี่ยนวิธีคิด ลองเปลี่ยนวิธีทำ เปลี่ยนผลลัพธ์ ก็คือว่าถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนมีสุขภาพ แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เงินค่าใช้จ่ายที่ท่านเตรียมเอาไว้เป็นแสนล้านบาทที่จะมารักษา พี่น้องประชาชนก็สามารถเอาไปใช้ในการพัฒนาประเทศในมิติอื่นได้ ดังนั้นการที่จะทำให้ พี่น้องประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นสิ่งที่สำคัญ และสิ่งนี้พรรคชาติไทย พัฒนาได้เคยเสนอไว้แนวคิดถึงว่าแข็งแรงหรือว่าสุขภาพดีมีรางวัล เพื่อจูงใจให้พี่น้อง ประชาชนคนไทยนั้นรักษาสุขภาพมีร่างกายที่แข็งแรง แล้วก็ช่วยประหยัดงบประมาณของ ประเทศเพื่อที่รัฐบาลจะสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นโดยที่ไม่ต้องไป ขึ้นภาษีสร้างภาระให้กับพี่น้องประชาชนครับ

ท่านประธานครับ ข้อมูลล่าสุดจากสภาพัฒน์ในปี ๒๕๖๗ จากพี่น้องประชาชน คนไทยเกือบ ๖๕ ล้านคน เราคนจนเพิ่มขึ้น ๓.๔๓ ล้านคน หรือเกือบจะ ๕ เปอร์เซ็นต์ ของประชากร สูงกว่าปี ๒๕๖๖ และคนจนส่วนใหญ่นั้นอยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งตัวเลข เหล่านี้เป็นตัวเลขที่ต้องเฝ้าระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องกลุ่มเปราะบาง พื้นที่ รวมถึงผู้สูงอายุที่นับวันจะมีจำนวนสูงขึ้นทุกวัน ๆ ทุกปี ๆ ครับ พรรคชาติไทยพัฒนา เราไม่สนับสนุนนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหา ความยากจนด้วยการแจกเพียงอย่างเดียว แต่เราจะต้องพัฒนาคุณภาพ แล้วก็ผลิตภาพ หรือ Productivity ของประชาชนในทุกช่วงวัย ต้องให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักถึงปัญหา ว่าสาเหตุของความยากจน การเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาโดยที่มีทางภาครัฐเป็นพี่เลี้ยงในการ พัฒนาศักยภาพของพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ มิติ ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่พึ่งพา รายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกอยู่ ๒ เรื่อง

ประเด็นแรก การท่องเที่ยวนั้นเราต้องการการท่องเที่ยวคุณภาพสูงครับ เป้าหมายของการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน ธรรมชาติ เราต้องการนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงเพื่อที่จะได้ไม่ต้องพึ่งพาจำนวน เราต้องการ Quality ไม่ใช่ Quantity ผมดีใจที่ได้อ่านในนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ได้เห็น บอกว่าท่านต้องการให้มีค่าใช้จ่ายต่อหัวหรือว่า Spending per Head มาก นี่คือสิ่งที่ ประเทศไทยต้องการเพื่อที่จะกระตุ้นรายได้จากการท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติของพวกเรา แล้วเราจะต้องกระตุ้น ฝากท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีกระตุ้นให้ภาคเอกชนและองค์กรปกครอง ท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ นั้นได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษา ทรัพยากรที่มีอยู่ ที่เปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำ เปรียบเสมือนหม้อหุงข้าวของเราให้อยู่ในสภาพ ที่สมบูรณ์ แล้วก็สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไปจนถึงรุ่นชั่วลูกชั่วหลาน ไม่ใช่ว่า ถลุงใช้กัน ๓ ปี ๕ ปีจนเจ๊งกันไปหมด ขออนุญาตครับ แบบอ่าวมาหยาจากนี้ไปอีก ๓๐ ปี ก็ยังไม่มีปะการังที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นต้องใช้กันอย่างทะนุถนอม ภาครัฐจะต้องเคร่งครัด ในการกำหนดแล้วก็ใช้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อที่จะเอื้อต่อการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และทำให้อย่างเป็นธรรม ปราศจากการทุจริต พอมาพูดถึงประเด็นเรื่องการผลิตสินค้า เพื่อการส่งออก แน่นอนเราต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาดโลก แต่ในขณะเดียวกันเราต้องรู้เท่าทันเกม แล้วก็สงครามการค้าด้วยเช่นกัน ปัจจุบันประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะนำเอาพวก Non Tariff Measure เข้ามาเป็น เครื่องมือในการกีดกันทางการค้าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่นมาตรการ CBAM Carbon Border Adjustment Mechanism ที่สหภาพยุโรปจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๙ นี้ หรือแม้แต่เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพครับ เช่น Global Deforestation Regulation ของสหภาพยุโรป รวมไปถึงการกำหนดมาตรฐานของคุณภาพสิ่งแวดล้อม การปฏิบัติต่อสังคมรวมไปถึงธรรมาภิบาลที่วันนี้ภาคธุรกิจรู้จักกันในนามของ ESG Environmental Social แล้วก็ Governance ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มันทำให้ต้นทุนการผลิตของ ประเทศไทยเราสูงขึ้น มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นแล้วก็ยากในการที่จะเจรจามากกว่าระบบ ภาษีที่เป็นตัวเลขแบบเดิม ๆ ดังนั้นการตั้งทีม Thailand ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึง ในนโยบายของท่านครับ นอกจากจะมีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศแล้ว ผมขออนุญาตนำเสนอให้มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกระทรวง สาธารณสุข มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรวมไปถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ด้วย เพื่อที่จะได้ตอบโจทย์ของ ES แล้วก็ G ตามที่ต่างประเทศและทั่ว โลกเขากำลังกำหนดอยู่ครับ

ในภาคการเกษตร ขออนุญาตเรียนว่าเราจำเป็นที่จะต้องยกมาตรฐาน การผลิตสินค้าการเกษตรให้ตอบโจทย์กับการส่งออกไปพร้อม ๆ กันกับการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้น การผลิตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำ ทั้งภาคปศุสัตว์ ทั้งภาคการเกษตรในนาข้าว การปรับปรุงพันธุ์พืชให้ตอบสนองต่อการ เปลี่ยนแปลงของสภาพน้ำฝนหรือฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง El Nino La Nina มากันเรื่อย ๆ พืชของเราจะต้องอยู่ให้ได้ หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการปลูกพืชเพื่อให้ได้รับ ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ยกตัวอย่างที่จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอเดิมบางนางบวช เขตของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสมอกัน เที่ยงธรรม วันนี้พี่น้องชาวนาได้ปรับเปลี่ยน การปลูกข้าวเป็นแบบเปียกสลับแห้งแล้วก็ได้คาร์บอนเครดิตขายเป็นรายได้เพิ่มขึ้นมาแล้ว

ในปัจจุบันต้องบอกว่าประเทศไทยเรานี้เวลามีผลผลิตทางการเกษตรอันไหน ราคาตกต่ำ รัฐบาลก็จะเข้าไปอุ้มโดยใช้เงินจำนวนมากเข้าไปอุดหนุนช่วยรับซื้อหรือไม่ก็ไป ช่วยประกันราคาซึ่งเราปฏิบัติแบบนี้มาโดยตลอด ซึ่งมันก็ทำให้เกษตรกรนั้นไม่ขาดทุนหรือ ได้กำไรเล็กน้อยขึ้นมา แต่ในทางกลับกันมันทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินมหาศาล เงินภาษีจำนวน มหาศาล ไปสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรเหล่านั้น ในทางกลับกันครับ ถ้าหากว่าพี่น้องเกษตรกร ไม่ขาดทุนเราก็จะสามารถประหยัดเงินจำนวนนี้ไปพัฒนาประเทศในมิติอื่นได้ ซึ่งการแก้ไข ปัญหาเพื่อไม่ให้เกษตรกรขาดทุน ขออนุญาตนำเสนอแนวคิดครับ

อันดับแรกก่อนเลย คือการปรับสมดุลระหว่าง Demand กับ Supply ที่เรา จะต้องรู้ก่อนครับว่าสินค้าแต่ละชนิดที่จะบริโภคในประเทศต้องใช้ปริมาณเท่าไร การผลิต สินค้าการเกษตรนั้นก็จะได้สอดคล้องกับจำนวน Demand ที่เกิดขึ้น แล้วถ้าเหลือเราก็ ส่งออก และผมขอเสนอให้วางมาตรฐาน แนะนำผลผลิตต่อไร่กับสินค้าทางการเกษตรว่า มีตำราไหม มีวิธีการไหมว่าเกษตรแบบใด ผลไม้แบบใด พืชแบบใดควรจะมีผลผลิตต่อไร่ เท่าไรถึงจะคุ้มค่าในการทำการเกษตร ขออนุญาตยกตัวอย่าง เช่นการปลูกข้าว ๑ ไร่ ในขณะนี้ผลผลิตส่วนใหญ่จะอยู่ที่ ๖๐๐ กิโลกรัมต่อไร่บวกลบนะครับ แต่จริง ๆ แล้วมันต้อง ได้ผลผลิตเท่าไรถึงจะไม่ขาดทุน ท่ามกลางต้นทุนที่มันแพงขึ้นในขณะนี้ เมื่อเรากำหนด ได้แล้วว่าควรจะมีปริมาณเท่าไรเราก็จะไปดูว่าแต่ละที่พี่น้องเกษตรกรนั้นปลูกข้าวขึ้นมา ได้ผลผลิตน้อยกว่าหรือมากกว่ามาตรฐานที่กำหนดเอาไว้ ถ้าได้น้อยกว่าก็จะขาดทุนก็เป็น หน้าที่ที่ทางภาคราชการนั้นจะต้องไปแนะนำให้พี่น้องเกษตรกรทำการเกษตรด้านอื่นให้มี ผลกำไรมากขึ้น พอจะไปทำเกษตรด้านอื่นครับ ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะรัฐมนตรีว่าวันนี้ลองเปลี่ยนวิธีคิดดูครับ เปลี่ยนจากระบบราชการมานำเกษตรกร ลองให้เกษตรกรมานำเกษตรกรดูกันเองครับ ประเทศไทยเราโชคดีเรามีปราชญ์ชาวบ้าน อยู่เต็มไปหมด เหนือ กลาง อีสาน ใต้ ปราชญ์ชาวบ้านเหล่านี้เป็นผู้ที่มีความสำเร็จในการ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เชิญให้พวกเขาเหล่านั้นมาเป็นครู มาแนะนำให้เกษตรกรในการ ปฏิบัติ ยกตัวอย่างครับ ผมเคยเจอปราชญ์ชาวบ้านท่านหนึ่ง ท่านเก่งมากในการทำ ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยของท่านก็ทำให้ผักในแปลงของท่าน ผมเห็นคะน้าต้นหนึ่งน้ำหนักเกือบ ๕ กิโลกรัม เห็นมากับตา ไปอุ้มมากับมือครับ แล้วนอกจากนั้นเองยังมีเกษตรกรท่านอื่น ปราชญ์ชาวบ้านท่านอื่นปลูกมะม่วงต้นเล็กนิดเดียวครับ มะม่วงเต็มต้นเลยแล้วแถมยัง สามารถบังคับให้มะม่วงออกลูกออกผลนอกฤดูกาลอีก ทำให้เราผลิตมะม่วงได้ตลอดทั้งปี ซึ่งบุคคลเหล่านี้ ปราชญ์ชาวบ้านเหล่านี้ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้ เราทำไม ไม่ไปจ้างเข้ามา ให้มาเขียนตำราให้กับพี่น้องเกษตรกร แล้วก็เอาองค์ความรู้เหล่านี้ที่เป็น ภูมิปัญญาชาวบ้านนั้นเผยแพร่ให้กับเกษตรกรรุ่นต่อ ๆ ไป ๆ เพราะว่าเมื่อนำแนวปฏิบัติ เดียวกันไปใช้แน่นอนครับก็น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกัน เมื่อได้ผลผลิตมาแล้วทางการตลาด ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องไปช่วยเหลือสนับสนุนในการหาตลาดกันต่อไป

ต่อมาครับในประเด็นเรื่องของที่ดินที่เรามีอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ ขอฝาก ท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีว่าท่านต้องบริหารจัดการให้เป็นธรรมแล้วก็ไม่เอื้อให้กับภาค ธุรกิจรายใหญ่ และที่สำคัญต้องไม่ให้ระบบภาษีนั้นมาสร้างภาระให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกร มนุษย์เงินเดือนต่าง ๆ แต่ละคนต้องการที่จะสร้างความ มั่นคงให้กับลูกหลาน ให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป และที่ดินนี่ละครับคือสิ่งที่จะสร้างความมั่นคง แล้วก็เป็นมรดกตกทอดให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป แต่ว่าในขณะนี้เองด้วยโครงสร้างทางภาษี กฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดินสิ่งปลูกสร้างนั้นกำลังทำให้มรดกเหล่านี้กลายเป็นภาระให้กับ คนรุ่นต่อ ๆ ไป ถ้าหากว่าที่บริเวณนั้นไม่มีสาธารณูปโภค ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่สามารถพัฒนา ที่ดินได้ ต้องถามว่าแล้วคนเหล่านั้นจะเอาศักยภาพไหนมาพัฒนาที่ดิน ก็ต้องเสียภาษีที่ดิน ตามกฎหมาย บางคนเสียไม่ได้นะครับไม่มีศักยภาพในการเสียภาษีก็จะต้องถูกบังคับไปโดย จำยอม ขายที่ราคาถูกให้กับนายทุนที่มีสายป่านยาว มีกำลังซื้อกำลังจ่ายมากกว่าคนอื่น ซึ่งผมเชื่อว่ามันไม่เป็นธรรม แล้วก็อยากจะขอฝากให้รัฐบาลชุดนี้ได้ลองพิจารณา การแก้กฎหมายเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้น

ประเด็นต่อมาครับ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ ซึ่งทางสถาบัน สิ่งแวดล้อมไทยได้ระบุว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศของไทยนั้น อันดับแรกเลยเราพูดกัน ถึงเรื่อง PM2.5 รวมถึงมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนหรือว่า Transboundary Haze Pollution นะครับ ต่อมาคือปัญหาเรื่องขยะล้นเมือง รวมไปถึงการจัดการขยะที่ไม่ถูกต้อง และท้ายที่สุดก็คือปัญหาเรื่องโรคเดือด หรือเรื่อง Climate Change นั่นเอง

หนึ่งในนโยบายการแก้ไขปัญหา PM2.5 ขออนุญาตนำเรียนผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี จำได้ตอนที่ผมทำงานอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมจำได้ว่าภารกิจในการดับไฟป่าของกรมป่าไม้นั้นได้ถูกโอนถ่ายไปยังท้องถิ่นโดยมติของ คณะกรรมการกระจายอำนาจ ตั้งแต่นั้นมากรมป่าไม้ก็ไม่มีสิทธิในการที่จะไปดับไฟป่าอีกเลย แต่ในความเป็นจริงครับเวลาเกิดไฟไหม้ขึ้นมา ไฟป่าขึ้นมา มันเกิดขึ้นในพื้นที่ของป่าสงวน ป่าอนุรักษ์หรือแม้แต่ในเขตอุทยาน ดังนั้นขอความกรุณาฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ขอให้คืนภารกิจการดับไฟป่าไปให้กับกรมป่าไม้เถอะครับ เมื่อทำแบบ นี้แล้วกรมป่าไม้ก็จะมีศักยภาพในการหากำลังคน มีงบประมาณ มีอุปกรณ์ในการที่จะไป ดับไฟป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอสำคัญของการเกิด PM2.5 ในประเทศไทย นอกจากนั้นเอง ผมก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งดำเนินการผลักดันกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอยู่หลายฉบับ เช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือว่า Extended Producer Responsibility ให้มีความเข้มข้นในการจัดการขยะ มิฉะนั้น แล้วท่านก็จะเห็นตู้เย็น จะเห็นที่นอน จะเห็นเครื่องซักผ้าไปจบอยู่ในแม่น้ำลำคลอง ไหลไปแล้วก็ ไปติดอยู่ตามโรงสูบน้ำ เช่นโรงสูบน้ำพระโขนงของกรุงเทพมหานครเป็นต้น นอกจากนั้นเอง ขอให้ท่านผลักดันย่างที่ท่านได้พูดไว้ในนโยบาย ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศครับ เพื่อเอื้อให้มีการซื้อขาย Carbon Credit กันมากขึ้น เป็นหนึ่งในเครื่องมือ สำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการกระตุ้นการลงทุน ซึ่งวันนี้ต้องขออนุญาตเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าเรามีกระดานซื้อขาย Carbon Credit กันแล้ว เรียกว่า FTIX ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น การที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงการผลักดันไทยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุทธิให้เป็นศูนย์หรือว่า Carbon Neutrality ในปี ๒๕๙๓ แล้วก็การจัดตั้งการซื้อขายตลาด Carbon Credit อย่างเดียวนั้นมันไม่พอแล้วครับ วันนี้ต้องบอกว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในโลกส่งผลกระทบกับพี่น้องคนไทยอย่างเห็นได้ชัดครับ พายุที่เพิ่งเกิดขึ้น บัวลอยที่กำลังจะเข้ามามีทวีความรุนแรงมากขึ้น ปริมาณน้ำที่มันเพิ่มมากขึ้นทุกปี ๆ อุณหภูมิที่สูงขึ้น วันนี้เราอยู่ในสถานการณ์ La Nina อีกไม่กี่ปีมันจะกลายเป็น El Nino ใหม่ ร้อนและแล้งมัน จะกลับมา สิ่งเหล่านี้มันกระทบกับชีวิตพี่น้องประชาชน กระทบกับโครงสร้างพื้นฐานของ ประเทศ รวมไปถึงผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ พี่น้องคนพิการที่พวกเขาเหล่านั้นมีข้อจำกัด มีขีดจำกัดในการ ปรับตัว พวกเขาเหล่านั้นจะได้รับผลกระทบก่อนทุกครั้งเวลาเกิดอุบัติภัยขึ้นมา แล้วก็อยู่ใน ความเสี่ยงมากกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ คนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบมาหลายปีแล้ว แล้วก็ยังจะได้รับ ผลกระทบต่อไปเรื่อย ๆ ดังนั้นในระยะสั้นนอกจากจะผลักดันเร่งร่างพระราชบัญญัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรียังจะต้องผลักดันกฎหมายลูกที่ เกี่ยวข้องกับการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ต้องเร่งรัดให้มีการจัดทำและใช้ประโยชน์จากแผนที่ความเสี่ยงหรือว่า Risk Map ที่สัมพันธ์ กับการกระจายตัวของพี่น้องประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ แล้วก็ให้ทางองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นนั้นเตรียมความพร้อมป้องกัน หากจำเป็นก็ต้องมีสถานที่แล้วก็มีการเยียวยา ที่เหมาะสม และที่สำคัญต้องทำให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนัก ให้ความรู้ความเข้าใจว่า ผลกระทบนั้นมันเกิดขึ้นมาจากอะไร ความเสี่ยงจะเป็นอย่างไร และเราจะปรับตัวอยู่กับ ธรรมชาติอย่างไร ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นเมื่อ ตอนต้นปี ผมกับท่านนายกในขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เราขึ้นกันไปที่จังหวัดเชียงราย แล้วก็ไปทดลองตักเลนดูมันหนักเหลือเกิน ดังนั้นการปรับตัว ของพี่น้องประชาชนเราต้องเร่งปรับตัว ขอถามว่าการปรับตัวที่สำคัญเวลาน้ำท่วมเราควรจะ เพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำไหมครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย น้ำฝนมา เยอะเท่าไร ถ้าเราสามารถกักเก็บน้ำทางภาคเหนือได้มากเท่าไรก็จะลดปริมาณน้ำที่ไหลบ่า มาท่วมพื้นที่ภาคกลางมากเท่านั้น รวมไปถึงการขุดลอกลำน้ำต่าง ๆ เช่นแม่น้ำเจ้าพระยา เราพูดกันอยู่เสมอครับกรมชลประทานจะบอกว่าเจ้าพระยาจะมีศักยภาพการระบายน้ำอยู่ที่ ๓,๐๐๐ คิวเซก หรือว่า Cubic meter per second แล้วก็แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำสุพรรณบุรี บ้านผมมีศักยภาพในการระบายน้ำที่ ๓๐๐ คิวเซก วันนี้เจ้าพระยากับท่าจีนมันได้ ๓,๐๐๐ คิวเซก กับ ๓๐๐ คิวเซก จริงไหม แม่น้ำลำคลองทั้งหลายไม่ได้รับการขุดลอกมานานแล้ว ได้เวลา หรือยังที่จะขุดลอกลำน้ำเหล่านี้เพื่อที่จะทำให้กักเก็บน้ำและระบายน้ำได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแม้แต่การสร้างถนน การปลูกสร้างต่าง ๆ ตามผังเมืองมันเป็น การขวางทางน้ำไหม เราจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติหรือเราจะต่อสู้กับมัน ถ้าถามผม ปรับตัวให้อยู่กับธรรมชาติเราอยู่รอดปลอดภัยกว่าครับ

ประเด็นต่อมา ประเด็นทางด้านสังคม เพราะประเด็นที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มันเกี่ยวโยงกับ ประเด็นทางสังคมทั้งหมด อ่านในนโยบายแล้วก็ตกใจเล็กน้อยเพราะว่ารัฐบาลนั้นยังไม่ได้ ตระหนักถึงวิกฤติทางสังคมที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ครับ นโยบายของรัฐบาลไม่ได้ ให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มด้อยโอกาส สังคมต้องเรียนท่านประธานครับเป็นหนึ่งในเสาหลักของประเทศไทย มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาคเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม แต่มักจะถูกมองข้ามกันไป ประเทศไทยถ้าเราเปรียบเทียบเหมือนรถคันหนึ่ง รัฐบาลจะทำให้รถคันนี้วิ่งไปข้างหน้า จะต้องเติมน้ำมัน จะต้องใส่งบประมาณ จะต้องใช้เครื่องยนต์เข้าไป แต่จะใส่เข้าไปเท่าไร ก็แล้วแต่รถคันนี้ยังลากสัมภาระเป็นคาราวานอยู่ มันคือปัญหาสังคมทั้งหลาย ตราบใด ที่ปัญหาสังคมยังไม่ได้รับการแก้ไขท่านจะใส่งบประมาณเข้าไปทางด้านเศรษฐกิจในมิติใด ก็แล้วแต่มันก็จะไม่สามารถทำให้รถคันนี้วิ่งไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนกว่าท่านจะ เปลี่ยนเอาปัญหาสังคมและทำให้สังคมนั้นมาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ ประเทศไทยครับ

วันนี้ต้องเรียนว่ารัฐบาลจำเป็นที่จะต้องจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมโดย พรรคชาติไทยพัฒนา ขออนุญาตเน้นอีกครั้งว่าเราไม่เห็นด้วยกับการแจกอย่างเดียวครับ แต่เราจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม ก็คือสถาบันครอบครัว เพราะวันนี้ประเทศไทยของเราเข้าสู่สถานะสังคมสูงอายุโดย สมบูรณ์แบบแล้ว และอีกไม่ถึง ๑๐ ปีครับท่านประธานมันเร็วมากครับ ประเทศไทยจะเข้าสู่ สาธารณะสังคมสูงอายุ ระดับสุดยอดแบบที่ญี่ปุ่นเป็นเลย ประชาชนคนไทย ๑ ใน ๓ คนจะเป็นผู้สูงอายุ คนวัยทำงานก็จะลดลง ครอบครัวไทยวันนี้ อยู่ในภาวะเปราะบางมาก มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว มีเด็กเกิดใหม่น้อย น้อยกว่า ญี่ปุ่นเสียอีก และแถมเด็กเหล่านี้ก็ได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้องอย่างไม่มีคุณภาพ ทำให้ผลิต ภาพหรือเด็กเหล่านั้นเติบโตขึ้นมาไม่ได้มาเป็นทรัพยากรมนุษย์ให้กับสังคมไทย ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ต้องเตรียมในการแก้วิกฤติ วันนี้ประเทศไทยของเราเจออยู่ ๒ วิกฤติซ้อนกันเลย นอกจากเรื่องโลกเดือด Climate Change แล้วเรายังเจอปัญหาเรื่อง วิกฤตืโครงสร้างประชากรควบคู่กันไปด้วย ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลท่านนั้น พร้อมที่จะขับเคลื่อนนโยบายการดำเนินงานต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดต่อ ๆ มา ดังนั้น ขออนุญาตใช้เวทีแห่งนี้เสนอให้ดำเนินการตามข้อเสนอเชิงนโยบาย ๕ คูณ ๕ ฝ่าวิกฤติ ประชากรที่ผมได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ แล้วก็ ยังได้นำเสนอต่อที่ประชุมของคณะกรรมาธิการว่าด้วยประชากรและการพัฒนาขององค์การ สหประชาชาติเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๗ ซึ่งนโยบายนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจาก นานาอารยประเทศ สมาชิกของ UN ซึ่งข้อเสนอแนะทางนโยบายนี้ประกอบไปด้วย ๕ กลยุทธ์หลัก แล้วก็แต่ละกลยุทธ์ประกอบไปด้วย ๕ มาตรการในการที่จะดูแล เสริมสร้างพลัง แล้วก็สร้าง ความเข้มแข็งให้กับคนกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องกลุ่มเปราะบาง เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุและคนพิการ รวมถึงคนวัยทำงานที่จะต้องเป็น Generation The แบกของ ครอบครัว แล้วก็ของสังคมไทยในอนาคตอันใกล้ ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม กับการสร้างครอบครัวไทยให้แข็งแรง ซึ่งในนโยบายนี้มีหลายมาตรการที่สอดคล้องกับ นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการ Upskill และ Reskill ของคนวัยทำงาน แต่ว่าในขณะที่ประเทศไทยของเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติซ้อนวิกฤติในขณะนี้ Upskill กับ Reskill อย่างเดียวมันไม่พอ เราต้องทำมากกว่านั้น เราอย่างที่ผมได้กล่าวไป เมื่อสักครู่นี้ ต้องทำให้กลุ่มคนเปราะบางเหล่านี้ไม่เป็นภาระกับสังคม เราต้องดึงเอาศักยภาพ ของคนกลุ่มนี้มาเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่นผู้สูงอายุทั้งหลายวันนี้ท่านมี ทั้งพลังกาย พลังสมองที่ดีเยี่ยม ต้องให้คนเหล่านี้มีโอกาสได้ทำงานต่อในหลังเกษียณ หรือแม้แต่พี่น้องคนพิการ หลายท่านผมได้ประสบมากับตัวเอง มีศักยภาพ มีความสามารถ มากกว่าคนทั่ว ๆ ไป เราต้องให้คนเหล่านี้มีโอกาสในการทำงาน ทำงานเพราะความสามารถ ของเขา ไม่ใช่ไปจ้างคนพิการเพราะความพิการของเขา ให้คนพิการสามารถทำงานได้ Because of their ability ไม่ใช่ Because of their disability ซึ่งในการนี้ภาครัฐเอง ต้องร่วมมือกับภาคเอกชนในการขยายการจ้างงานผู้สูงอายุ และคนพิการเพื่อลดปัญหา การขาดแคลนแรงงานและลดภาระของครอบครัว ซึ่งผมเองต้องขออนุญาตฝากท่านประธาน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกท่านว่าขอให้จ้างงานพี่น้องคนพิการตามเงื่อนไข กฎหมายที่กำหนดด้วยนะครับ เพราะวันนี้จาก ๒๐ กระทรวงของประเทศไทยมีอยู่แค่ ๓ กระทรวงเท่านั้นที่จ้างงานพี่น้องคนพิการตามที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนั้นเองภาครัฐควรจะต้องพิจารณาเรื่องการขยายอายุการเกษียณ ราชการอย่างจริงจังได้แล้ว เพราะว่าวันนี้คนใช้เบี้ยสวัสดิการเยอะขึ้น แต่คนจ่ายเงินที่จะเข้ามา อยู่ในกระเป๋าสตางค์น้อยลง น้อยลงทุกวัน หรือแม้แต่การนำเอาเอไอเข้ามาช่วยในการพัฒนา เศรษฐกิจแล้วก็สังคมอย่างเหมาะสม เพื่อทดแทนวัยทำงานที่กำลังลดลง ลดลงทุกวัน ปีที่แล้วอัตราการเกิดของประเทศไทยน้อยกว่าอัตราการตาย แล้วก็มีอัตราการเกิดน้อยที่สุด ในอาเซียน แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่สำคัญจะมากจะน้อยอย่างไร รัฐบาลต้องเริ่มพัฒนาคุณภาพ แล้วก็ผลิตภาพของเด็กที่มีจำนวนน้อยลงทุกปีตั้งแต่วันนี้ การวางแผนให้เป็นระบบ ดูแล ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ การเลี้ยงดูในครอบครัว และที่สำคัญการปรับระบบการศึกษาให้ตอบสนอง กับความท้าทายต่าง ๆ ของโลกใบนี้ เพราะว่าที่ผ่านมาประเทศไทยของเราผลิตนักศึกษา ออกมาเพื่อให้เป็นลูกจ้างมากกว่าเจ้าของกิจการ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ เกิดอัตราการปลดคนงานเยอะขึ้น Starbucks ในต่างประเทศในสหรัฐอเมริกาลดไป หลายร้อยสาขา การจ้างงานจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ตำแหน่งงานน้อยลง คนตกงานจะมากขึ้น ดังนั้นขอให้เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการศึกษา ให้ผลิตนักศึกษาออกมาเพื่อเป็นเจ้าของกิจการ มากกว่ามาเป็นลูกจ้าง ท่านต้องออกแบบระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับวิธีคิดข้างต้น โดยคำนึงถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจว่าประเทศไทยจะไปในทางไหน จะพัฒนาด้าน Application จะใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ จะทำเอไอ จะใช้ธุรกิจการเงินสมัยใหม่อย่างไร ท่านจะต้องสอนคนรุ่นใหม่ออกมา และที่สำคัญลืมไม่ได้เลยครับ ต้องมีหลักสูตรให้กับพวกผม ด้วยครับ คน Gen X คน Gen Baby Boomer รวมไปถึง Gen Silent นั้น ต้องมีหลักสูตร ปรับความรู้ให้กับคนรุ่นผมและรุ่นก่อน ๆ เพื่อให้เขาทันสมัย แล้วก็มีความรู้ เข้าใจในสังคม สมัยใหม่ ปรับตัวได้ เข้ากับสังคมในยุคปัจจุบันครับ

และประเด็นสุดท้าย เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่อยากจะขอฝากท่านประธาน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีก็คือการที่จะเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคชาติไทยก่อนที่ จะมาเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาในปี ๒๕๓๘ โดยท่านหัวหน้าพรรค ท่านบรรหาร ศิลปอาชา ในขณะนั้นได้ฝากมรดกชิ้นสำคัญให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น ๑ ในรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดของประเทศไทยครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นมีที่มาจากการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ครอบคลุมพี่น้องประชาชน ทุกกลุ่ม ต้องย้ำว่าทุกกลุ่มจริง ๆ นะครับ มีทั้งการคัดเลือก มีการเลือกตั้งจากทุกจังหวัด จึงเป็นเหตุให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นมีความสมบูรณ์ที่สุด ก็อยากจะขอฝากท่านประธาน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีลองพิจารณาแนวทางที่พรรคชาติไทยในขณะนั้นได้ดำเนินการเอาไว้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มั่นคงของประเทศไทยครับ

โดยสรุป ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาทั้งหมดอะไรที่ดีอยู่แล้วก็ขอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีทำต่อครับ อะไรที่จะต้องปรับแก้ อะไรที่จะทำแล้วพี่น้องประชาชน คนไทยมีความเป็นอยู่ดีขึ้นขอให้ปรับเสีย แต่ที่สำคัญถ้าท่านไม่เปลี่ยนวิธีคิด ถ้าไม่เปลี่ยน วิธีทำท่านก็จะได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นเวลา ๔ ปีหรือ ๔ เดือน ก็ขอเป็นกำลังใจ ให้กับท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ