รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๒๖ นาฬิกา)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกกรุณาลงชื่อนะครับ ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อแล้ว ๓๒๙ ท่านนะครับ ขาดเล็กน้อย ๓๓๐ แล้วครับ ขาดอีก ๓๖ ท่านครับ เราจะได้พิจารณาไม่ดึกเกินไปครับ อีก ๓ ท่านครับ

จำนวนสมาชิกที่ประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๗๐๙ คน

มีผู้มาลงชื่อแล้ว ๓๖๗ ท่านครับ ครบองค์ประชุม ผมขอเปิดประชุมนะครับ โดยที่ในการประชุมรัฐสภานั้นสมาชิกก็จะนั่งใกล้ กันมากกว่าปกติ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อึดอัดแล้วก็เป็นไปได้ก็ให้ความร่วมมือในการป้องกันก็คือ การสวมหน้ากากอนามัยเท่าที่จำเป็นนะครับ จำนวนสมาชิกทั้งหมดขอเรียนอีกครั้งหนึ่ง นะครับ มี ๗๓๒ คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ ๔๘๗ คน วุฒิสมาชิก ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ๒๔๕ คน องค์ประชุมกึ่งหนึ่งจึงเป็น ๓๖๖ คนนะครับ เรียนเพื่อ ทราบ ผมขออนุญาตไปตามระเบียบวาระ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

ต่อไปจะเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน คือขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไป ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ซึ่งเมื่อวานนี้ก็ได้มีการพิจารณา มาโดยลำดับ ผมก็ต้องขอบคุณเพื่อน ๆ สมาชิกที่เราได้ยึดข้อบังคับ ถือว่าทุกคนให้ ความเคารพต่อข้อบังคับ ต้องขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ เพราะว่าเป็นการแสดง วุฒิภาวะของท่านสมาชิกอย่างที่เราได้พูดถึงกัน วันนี้มีผู้เสนอชื่อมาแล้ว ๔ ท่านนะครับ เป็น ส.ส. พรรคฝ่ายค้าน ๒ ท่าน คือ คุณมนพร เจริญศรี และคุณวิรัตน์ วรศสิริน และฝ่ายรัฐบาล นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ท่านวุฒิสมาชิก นายออน กาจกระโทก ผมขอเชิญท่านแรก คุณมนพร เจริญศรี ครับ

นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม 🔗

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ วันนี้เป็นการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๕ ซึ่งเป็นญัตติที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี จากญัตติดังกล่าว ทั้ง ๓ ข้อ พลเอก ประยุทธ์ได้อ้างถึงท่ามกลางสถานการณ์โควิค (COVID) การชุมนุมที่ยังคงมี อย่างต่อเนื่อง สถานการณ์การชุมนุมที่รัฐบาลเข้าไปควบคุมและปราบปราม หากจะถามถึง ความเห็นของดิฉันในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเห็นว่ารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรจะทำอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์การชุมนุมของเด็กและเยาวชนที่กำลังทวี ความรุนแรงขึ้นในขณะนี้ หากรัฐบาลมีความจริงใจในการรับฟังความเห็นของสมาชิกรัฐสภา และนำไปปฏิบัตินั้น ดิฉันเชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่บานปลาย แล้วก็จะไม่เป็นประเด็น ในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์และพรรคร่วมรัฐบาล ก็ได้ยื้อเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป ทำให้เงื่อนไขการชุมนุมและข้อเรียกร้องของ เด็ก ๆ นักเรียน นักศึกษาเพิ่มมากขึ้น และวันนี้ดิฉันเชื่อว่าการอภิปรายในสภาวันนี้ยังล้าหลัง กว่าการชุมนุมนอกสภาอีกค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันจะแนะนำอย่างตรงไปตรงมา ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหานิดเดียวค่ะ นั่นก็คือ พลเอก ประยุทธ์ต้องลาออกไปในทันที

ข้อ ๒ ถ้าจะต้องแก้รัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลและ ส.ว. ต้องยกมือสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสนับสนุน การจัดตั้ง ส.ส.ร. ซึ่งท่าน พลเอก ประยุทธ์ต้องแสดงจุดยืนว่าท่านสนับสนุนการแก้ไข รัฐธรรมนูญและมีการตั้ง ส.ส.ร. ก็จะมีการแก้ไขญัตติดังกล่าว และได้รับความเห็นชอบจาก รัฐบาลอย่างราบรื่นแล้วก็รวดเร็วค่ะ อย่างไรก็ตามดิฉันขอเน้นย้ำเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เรื่องว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลยค่ะที่ พลเอก ประยุทธ์จะต้องนั่งเก้าอี้ นายกรัฐมนตรีต่อไป เพราะ พลเอก ประยุทธ์ควรจะลาออกในทันที ถ้ารัฐสภาที่อยู่ในขณะนี้ สามารถที่จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนแก้รัฐธรรมนูญแล้วก็แสวงหาทางออก ดิฉันเชื่อมั่นว่าถึงแม้ ท่าน พลเอก ประยุทธ์จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่รัฐสภาก็ยังสามารถดำเนินการ ไปได้ เพราะจากคำแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีในการออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เมื่อค่ำของวันที่ ๒๑ ตุลาคม ท่าน พลเอก ประยุทธ์บอกว่าเรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมเชื่อมั่น ในระบบรัฐสภา และขอให้ผู้ชุมนุมได้ใช้รัฐสภาเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมือง ดิฉันเชื่อมั่นว่าการฝ่าวิกฤติทางการเมืองครั้งนี้ท่านประยุทธ์จะยืนอยู่บน หลักการไปได้ตลอด แล้วก็ไม่ตระบัดสัตย์ชิงการยุบสภาหนีปัญหา ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพียงเพื่อให้กติกาการเลือกตั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือเป็นช่องทาง ให้ตัวเองได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวท่านก็ไม่ควร จะใช้กำลังทหารเข้ามายึดอำนาจแล้วก็ฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่เป็นเผด็จการยิ่งกว่าเดิม นั่นก็เท่ากับว่าซ้ำร้ายซ้ำเติมประเทศให้มีความหนักหนาสาหัสเกินที่ จะเยียวยา ท่านประธานคะ เพราะฉะนั้น พลเอก ประยุทธ์ก็ควรจะเลิกอ้างได้แล้วค่ะว่า จะต้องอยู่บริหารประเทศต่อไปเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้อง แก้ไขปัญหาโควิด (COVID) แล้วต้อง รับมือกับปัญหาน้ำท่วม เพราะประเทศไทยยังไม่มีคนดีที่มีความสามารถ ดิฉันเชื่อว่าประเทศไทย ยังมีคนดี คนเก่ง อีกเยอะที่จะสามารถทำงานแก้ไขปัญหาประเทศได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญค่ะ ท่านประธานคะ รัฐบาลควรจะเลิกอ้างได้แล้วด้วยว่าในการปกป้องสถาบันนั้นจะต้องมี พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีแค่นั้น เพราะคนไทยส่วนใหญ่มีความเคารพเทิดทูน สถาบัน และพร้อมที่จะปกป้องสถาบันคงอยู่กับประเทศไทย ไม่ได้มีแค่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้นที่รักและเคารพสถาบัน และท่านก็ควรจะแยกความขัดแย้งทางการเมือง ออกจากสถาบันเช่นเดียวกัน ท่านอย่าผูกขาดสถาบันไว้เพียงฝ่ายเดียว เพราะนั่นไม่ใช่ เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันนึกถึงประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย เรื่องของพันท้ายนรสิงห์ค่ะ พันท้ายนรสิงห์เป็นนายทหารเสือกล้าที่ได้ปกป้องขบวนเรือเสด็จ ของพระราชาทหารเสือสมัยพระเจ้าเสือ พันท้ายนรสิงห์ดูเรือพระที่นั่งที่ท่านเสด็จไป ที่มีคลองคดเคี้ยวและไม่อาจหลบเลี่ยงได้ ทำให้พันท้ายนรสิงห์คิดว่านั่นก็คือการที่ไม่สามารถ อารักขาได้ ท่านจึงเสนอให้มีโทษถึงประหารชีวิต เฉกเช่นเดียวกันค่ะ วันนั้นที่ขบวนเสด็จ พลเอก ประยุทธ์ปล่อยให้ขบวนเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จผ่านโดยที่ท่านไม่ได้ คิดถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น และท่านก็ใช้อำนาจเหล่านั้นไปลงโทษตำรวจยศเล็ก ๆ แต่ท่านปัด ความรับผิดชอบเหล่านั้น ซึ่งดิฉันถือว่าสิ่งเหล่านี้เทียบเคียงกับประวัติศาสตร์ของประเทศไทย นั่นก็คือพันท้ายนรสิงห์เปรียบเสมือน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็ควรจะได้พิจารณา ตัวเอง แล้วก็รับผิดชอบต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้นในขบวนเสด็จที่ผ่านมา ซึ่งท่านได้บรรจุเรื่องนี้ ในการเสนอญัตติเปิดอภิปรายวิสามัญ ท่านประธานที่เคารพคะ ถ้าเราจะทำใจให้เป็นธรรม วันนี้ พลเอก ประยุทธ์ควรจะนำใบลาออกไปถวายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้นต่อขบวนเสด็จค่ะ

ต่อมาท่านประธานคะ ถึงอย่างไรก็ตาม พลเอก ประยุทธ์ก็ยังยืนยันว่าไม่ลาออก ท้ายที่สุดก็ยังท้าทายผู้ชุมนุมออกมาว่าการที่ท่านเกณฑ์ม็อบ (Mob) ออกมาชนม็อบ (Mob) แล้วสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลได้มีการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่หลงทาง การเปิดอภิปราย ในวันนี้ดิฉันไม่เชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้เพราะท่านไม่ได้เปิดใจรับฟัง อีกทั้งสาเหตุ สำคัญที่ม็อบ (Mob) ออกมาวันนี้เพราะเขาเชื่อว่ารัฐบาลที่บริหารประเทศที่ผ่านมาล้มเหลว ในทุก ๆ มิติ ไม่ว่ามิติทางด้านสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ แล้วก็ ๒ มาตรฐานจนทำให้ พี่น้องประชาชนคนไทยทนไม่ไหว และเด็ก ๆ เหล่านั้นก็ออกจากบ้านมาต่อสู้ พวกเขามี ความเชื่อว่าตราบใดที่ประเทศไทยยังมี พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เขาเติบโต เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา บ้านเมืองก็จะมีแต่ความมืดมน และถ้าปล่อยให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเขาก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีอนาคต พวกเขาจึงขอกำหนดอนาคตของพวกเขาเอง ยอมเสี่ยงคุก เสี่ยงตะรางออกมาเพื่อต่อสู้ เพื่อให้ได้อนาคตที่ดีกว่า โดยยอมเอาอิสรภาพของ ตัวเองเข้าแลกค่ะท่านประธาน

จากวิธีคิดของพวกเขาก็เป็นวิธีคิดของเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งแตกต่างจากโจรผู้ร้าย ทั่วไป แต่วันนี้พวกเขารู้ว่าเขาต้องต่อสู้กับอำนาจรัฐ อำนาจรัฐที่หมดความชอบธรรม ในการบริหารประเทศ ดังนั้นการยุติปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐบาลไม่ควรใช้วิธีเดียวกันที่ท่าน ปราบปรามโจรผู้ร้าย ท่านต้องใช้หลักของนิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์คู่กัน จากเหตุการณ์ การสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒ ครั้งที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถ ประกาศใช้กฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ท่านออกมาเพราะไม่มีใครฟังท่านค่ะ ในที่สุดรัฐบาล ถึงมีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลนั้นที่มีการประกาศฉุกเฉิน เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ดิฉันจะพูดต่อไปค่ะ รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จะรับผิดชอบ เรื่องนี้อย่างไร ที่อำนาจประกาศข้อกำหนดนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลใช้ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญในมาตรา ๔ และมาตรา ๑๑ ในเรื่องของพระราชกำหนดในการบริหารราชการแผ่นดิน เข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของพี่น้องประชาชน เพราะที่พี่น้องประชาชนออกมาชุมนุมนั่นก็คือขับไล่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ท่านเข้ามาด้วยการยึดอำนาจส่งผ่านไปถึงรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย นอกจากนั้นค่ะท่านประธาน การประกาศภาวะฉุกเฉินก็ใช้อำนาจละเมิดสิทธิและเสรีภาพ แสดงความคิดเห็นเสรีภาพของสื่อสารมวลชน ตามมาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๖ แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นได้

ท่านประธานคะ นอกจากนั้นการประกาศภาวะสถานการณ์ฉุกเฉินก็เป็น การออกคำสั่งโดยมิชอบแล้ว ยังเป็นการเจ็บช้ำน้ำใจให้กับผู้ชุมนุมอีก เพราะผู้ชุมนุมเด็ก ๆ เขามีความรู้สึกว่าเขาถูกอำนาจรัฐรังแก แล้วหลังจากนั้นรัฐบาลคิดได้อย่างไรคะ จัดม็อบ (Mob) ออกมาชนม็อบ (Mob) นำไปสู่การทำร้ายผู้ที่คิดเห็นต่างจากรัฐบาล ก็จะเห็นว่า ในต่างจังหวัดตัวแทนของพรรคการเมืองเอย ผู้ดำรงตำแหน่งพรรคการเมืองเอยที่ออกมา เรียกร้องออกมาต่อต้านการชุมนุมของเด็กและเยาวชน ดิฉันไม่เห็นรัฐบาลหรือรัฐมนตรี ท่านไหนออกมาแสดงท่าทีคัดค้านหรือห้ามปราม แถมกลับเปิดเวที เปิดถนนให้ข้าราชการ เหล่านั้นเดินนำขบวน จนประชาชนงงทั้งประเทศว่าในเวลาราชการคนที่ถือเดินนำขบวนคือ ข้าราชการ แทนที่ในเวลาราชการเหล่านั้นเขาควรจะกลับไปทำหน้าที่อยู่ที่ทำงาน บริการ พี่น้องประชาชน แต่วันนี้กลับเดินถือธงนำ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลคิดหรือคะท่านประธาน

นอกจากนั้นสิ่งที่ดิฉันจะบอกต่อนั่นก็คือกฎหมายที่ท่านทำอยู่นี้ ท่านคิด รอบคอบแล้ว เพราะท่านถึงใช้อำนาจนี้ นั่นที่สุดดิฉันจะถามต่อว่าสถานการณ์มาถึงจุดนี้ สิ่งที่จะเยียวยาความรู้สึกของการแสดงความรับผิดชอบของ พลเอก ประยุทธ์นั่นก็คือ การลาออกจากตำแหน่งค่ะท่านประธาน หลังจากนั้นให้สมาชิกรัฐสภาเดินหน้าแก้ไข รัฐธรรมนูญจัดตั้ง ส.ส.ร. ที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน แล้วร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ท่านประธานคะ วันนี้เราต้องยอมรับการเปลี่ยนผ่านของสังคม ซึ่งจะฝืน ชะตาชีวิตของประเทศไม่ได้ และท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ต้องไปเดินสายทำบุญ สะเดาะเคราะห์ของประเทศให้ประเทศละค่ะ เพราะประเทศชาติไม่ได้ผิดอะไร แต่วันนี้ท่านต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง นั่นคือการยอมรับความจริง และอย่ามโน อย่าหลอกตัวเอง วันนี้มันคือสายลมของการเปลี่ยนผ่าน ท่านนายกรัฐมนตรีคะ วันนี้มันคือ สายลมของการเปลี่ยนผ่าน ดิฉันขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้ออกมาร่วมกันกระบวนการ กำหนดทิศทางของประเทศ ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วให้ประเทศ เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขอให้การอภิปราย ในวันนี้ซึ่งเป็นวันสุดท้ายหลังจากการอภิปรายจบลง ดิฉันขอให้ทางรัฐบาลได้ปล่อยตัว แกนนำทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข ให้ยุติการใช้ความรุนแรงในทุกกรณี แล้วประชาชนคนไทย จะต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย ท้ายที่สุดดิฉันอยากจะฝากข้อคิดให้กับ ทุกฝ่ายว่าถ้าแม้นไทยฆ่าไทยด้วยกันเอง แล้วเราจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง ถ้าแม้นไทย จะฆ่าไทยด้วยกันเอง แล้วเราจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง ขอบคุณค่ะท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปนางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ครับ

นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เขตบางซื่อ ดุสิต แขวงถนนนครไชยศรี กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ปัญหาเยาวชนบนท้องถนน คือผลสะท้อนของปัญหาที่สั่งสมมาจนเกิดเสียงแห่งปัญหามากมาย รวม ๆ กันจนไม่รู้ จะอันไหนก่อนดี การเปิดเวทีให้เกิดการรับฟังและเกิดความเข้าใจจะเป็นการแก้ปัญหา ที่แท้จริง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยากเสนอให้รัฐสภาเปิดพื้นที่ เปิดเวทีสาธารณะ เชิญกลุ่มผู้ชุมนุมและกลุ่มนักวิชาการเข้าสู่สภา เหมือนที่เมื่อวานดิฉันได้ยิน ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุได้กล่าวข้อกฎหมายหลายข้อ เป็นการพิจารณานำข้อเสนอ และทางเลือกเพื่อมาร่วมกันพิจารณาหาทางออกเพื่อให้เกิดแนวทางที่ชัดเจนขึ้น ในการพัฒนาก้าวต่อไป เพื่อให้เกิดการถอยคนละก้าวอย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ ของท่านนายกรัฐมนตรี เพราะในรัฐสภาแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้แทนจากหลายภาคส่วน เต็มไปด้วยความเห็นต่าง เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่ก็ไม่เกิดความรุนแรง เป็นการอภิปราย นำเสนอความเห็นต่างและพิจารณาหาทางออกที่เป็นไปได้ใหม่ ๆ ร่วมกัน รัฐสภาจึงสามารถ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำเยาวชนหรือกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าสู่กระบวนการ เข้าสู่ระบบ การตื่นตัว ทางการเมืองของคนในชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน ซึ่งเป็นไปตามความสมัครใจ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของประเทศ เป็นจุดเริ่มต้นของ ประชาธิปไตยที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในประเด็นข้อเรียกร้องทั้ง ๓ ข้อ ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรีลาออก หรือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือว่าการปฏิรูป สถาบัน ทั้ง ๓ ประเด็นเป็นข้อเรียกร้องที่ละเอียดอ่อน และยังเต็มไปด้วยความเห็นต่าง ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในเวลาอันสั้น แต่จากการที่ดิฉันได้ติดตาม พบว่ามีประเด็นอื่น ๆ อย่างเช่น ความรู้สึกถูกกดทับจากความเหลื่อมล้ำ โครงสร้างอำนาจของประเทศ ระบบการศึกษาแบบท่องจำ ความปลอดภัยของเด็กผู้หญิงที่ถูกกระทำในโรงเรียน หรือความปลอดภัยของเด็กผู้หญิงและผู้หญิงจากความรุนแรงของครอบครัว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนยังเป็นประเด็นทางสังคมที่กลุ่มผู้เรียกร้องก็ได้พูดถึง และเป็นสิ่งที่เราสามารถ เปิดเวทีรับฟังและนำไปสู่ทางออกใหม่ ๆ ได้เลยค่ะท่าน ดังนั้นในรัฐสภาแห่งนี้ซึ่งประกอบ ไปด้วยผู้แทนปวงชนจากหลายภาคส่วนทั่วประเทศ จึงนับเป็นหนึ่งในกลไกที่จะหาทางออก ใหม่ ๆ ร่วมกันเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อลดความตึงเครียด และป้องกันไม่ให้เกิด ความรุนแรง และสุดท้ายจะนำมาซึ่งทางออกที่เป็นไปได้ ที่ทุกภาคส่วนจะได้มีส่วนเข้ามา ทำการศึกษาพิจารณาร่วมกัน โดยตั้งอยู่บนความชอบธรรมทางกฎหมาย และเป็นที่ยอมรับ ได้ในหลักสากล ขอบพระคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณออน กาจกระโทก ครับ

นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาครับ ผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นด้วยกับ การเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะผมเชื่อมั่นในระบบของรัฐสภาที่ผมคิดว่าจะสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ของประชาชน คนในชาติได้ แล้วผมก็ยังมีความรู้สึกว่าผมยังอยู่ในประเทศที่ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวผมยังอยู่ ในประเทศที่ปกครองในระบบเผด็จการเหมือนใครหลายคนคิด ดังนั้นทุกคนที่เป็นคนไทย ต้องร่วมไม้ร่วมมือกันที่จะต้องพัฒนาประเทศ ไม่เฉพาะแต่เราที่อยู่ในสภา พี่น้องที่อยู่ นอกสภา พี่น้องที่อยู่บนถนนที่เรียกว่า ม็อบ (Mob) เขาคือคนไทย ดังนั้นสิ่งที่เราสามารถ จะพูดคุยกันที่นำไปสู่ความพัฒนาการเจริญรุ่งเรืองของประเทศเราทำร่วมกัน ผมอยากจะ พูดถึงในญัตติในเรื่องที่ ๒ แล้วก็เรื่องที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องของการเรียกร้องของกลุ่มต่าง ๆ ที่จะ หาทางออกของประเทศ

ในประเด็นที่ ๑ ขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ผมเห็นด้วยครับในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ผมว่าพวกเราทุกคนที่นี่เห็นด้วยหมดครับ เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของนิสิต นักศึกษา ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญต้องได้รับการแก้ไข ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ก็ให้ข้อมูลไประดับหนึ่งรวมถึงท่านประธานด้วย ผมก็สบายใจครับ ผมว่าพี่น้องที่นี้ สบายใจกันทุกคน ก็คิดว่าเรื่องนี้ผมคงไม่ต้องสาธยายอะไรมาก

ส่วนในประเด็นที่ ๒ ให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน ผมเห็นด้วยครับ เพราะประเทศของเรา เราปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ให้สิทธิในการชุมนุม ตามมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ อย่าไปทำร้ายเขาครับ ให้เขาได้แสดงความคิดเห็นลูกหลานไทยทุกคน แต่ใครที่ทำผิดกฎหมายครับท่านประธาน ต้องถูกลงโทษครับ ต้องไม่ได้รับการยกเว้น ถ้าไม่เช่นนั้นประเทศเราไม่มีความมั่นคง ถ้าประเทศไม่มีความมั่นคงประเทศจะอยู่อย่างไรครับ ความล่มสลายของหลายประเทศ ของหลายชาติ เกิดมาในอดีตที่ไม่มีความมั่นคง สูญสิ้นประเทศครับ สูญสิ้นชาติครับ ดังนั้น ตรงนี้เราต้องยึดถือ แต่ทางออกของประเทศอย่างหนึ่งคือการจัดให้คนที่เห็นต่าง ได้มีเวทีที่แสดงความคิดเห็นเป็นเวทีอย่างถูกกฎหมาย เป็นเวทีที่ทุกฝ่ายยอมรับ สิ่งนี้ เราควรจัดให้ครับ

ในประเด็นที่ ๒ นายกรัฐมนตรีต้องลาออก เราก็ต้องถามว่านายกรัฐมนตรี มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรต่อการพัฒนาประเทศหรือต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ชาวไทย ก็ต้องมาดูครับ เช่น นายกรัฐมนตรีเผด็จการ ถามว่าวันที่ท่านตัดสินใจรัฐประหาร วันนั้นเกิดอะไรขึ้นก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับท่าน ประชาชนจะฆ่ากันตายแล้วมีคนมาห้าม คนห้ามเลยเป็นคนผิดอย่างนั้นหรือครับ คงไม่ใช่ และเป็นนายกรัฐมนตรีปัจจุบันท่านมาถูกตามกระบวนการทางกฎหมายไหม ก็ถูกต้อง เรามา มองว่าบริหารผิดพลาดไหม ก็ต้องไปดู ทำให้ประชาชนเดือดร้อนไหม โควิด (COVID) เป็นอย่างไร ประชาชนล้มตายกันระเนระนาดไหม ก็เปล่า ประเทศไทยเราเป็นเซฟเฮ้าส์ (Safe house) ใครก็อยากมาอยู่เพราะปลอดภัยจากโควิด ใส่ใจในการพัฒนาประเทศ ดูแลประชาชนไหม คอร์รัปชันโกงกินไหม ไปโกงจำนำข้าว ไปโกงยาง ไปโกงแป้ง มันสำปะหลังมีไหม ถ้ามี มีเหตุมีผล แต่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมยังมองไม่เห็น ท่านประธาน เมื่อหาเหตุไม่ได้แล้วเราจะมาบอกว่าไม่ชอบหน้ากันเลยไม่อยากให้เป็น นายกรัฐมนตรีต่อ พูดอย่างนี้มันก็คงไม่ใช่ ถ้าต่อไปใครขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีเสร็จแล้วก็มี เดินขบวนไล่กันอยู่อย่างนี้ สุดท้ายคนเป็นนายกรัฐมนตรีทุกคนก็ไม่มีใครอยู่ได้ครับ บ้านเมือง มันต้องอาศัยหลักเกณฑ์ อาศัยกฎหมาย อาศัยความชอบธรรม ท่านครับฝากไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ คนโคราชบ้านผมฝากบอกผมมาว่านายกรัฐมนตรีอย่าลาออก เขาบอกว่านายกรัฐมนตรีอยู่ต่อ อยู่ต่อยาว ๆ ครับท่านนายกรัฐมนตรี จนกว่าจะมีคนที่ดี มีความซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดีเหมือนท่านนายกรัฐมนตรีหรือดีกว่านายกรัฐมนตรี แล้วเมื่อนั้นนายกรัฐมนตรีค่อยไป ผมคิดว่าอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีครับ เรื่องของ ความเกรงใจจะเสียการ ความสงสารจะเป็นทุกข์ ถ้าอยากเป็นสุขให้ประชาชนเป็นสุข นายกรัฐมนตรีต้องเข้มแข็ง อย่าลาออกครับ

ประเด็นที่ ๓ การปฏิรูปสถาบันครับ ผมก็ยังไม่มีเหตุผลที่ว่าสถาบัน สร้างความเดือดร้อนอะไรให้กับประชาชนตรงไหน มีแต่ความเมตตา มีแต่ความกรุณา เดี๋ยวนี้ประชาชนทั้งประเทศนับล้าน ๆ คน เขาออกมาแสดงความจงรักภักดี แล้วเขาถือธง นำหน้า เขาถือป้ายนำหน้าแสดงความจงรักภักดีมันผิดตรงไหนครับ มันเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ดีงาม ประชาชนนับล้าน ๆ คนทั่วประเทศเขากินข้าวครับ ไม่ได้กินแกลบ เขารู้ข้อมูลข่าวสารหมดครับ ดังนั้นใครที่คิดล้มล้างสถาบันแค่คิดก็ผิดแล้วครับ แล้วกรรมจะตามสนอง ผมต่ออีก ๑ นาทีท่านประธานครับ ทางออกของประเทศครับ ผมเสนอทางออกของประเทศ

๑. ต้องหันหน้าเข้าหากันครับ ผมเห็นด้วยที่จะต้องถอยคนละก้าว สร้างความสมดุล ระหว่างกลุ่ม ระหว่างวัยให้ได้ ในเวทีของการพูดคุยอาจจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ของทุกฝ่ายได้ใน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่มันจะได้มาซึ่งความพึงพอใจ ได้มาซึ่งความสุข ของคนในชาติ รีบทำอันนี้ครับ

แล้วทางออกที่ ๒ ต้องปฏิรูปการศึกษาครับท่านประธาน การศึกษา มันพัฒนาไปไกลแล้วครับ ทำอย่างไรจะให้คนในชาติ เด็กในชาติมีทักษะในการดำรงชีวิต ในโลกยุคศตวรรษที่ ๒๑ ตอนนี้ไอที (IT) โซเชียล (Social) เอไอ (AI) ไปไกลแล้วครับ เราจัดให้ลูกหลานของเราเรียนรู้ได้แค่ไหน ต้องสอนให้เขาฉลาด แล้วก็เฉลียวด้วยครับ เดี๋ยวนี้เราสอนให้เขาฉลาดอย่างเดียวแต่เขาไม่เฉลียว เขาจึงรู้ไม่เท่าทันคนครับ แล้วอย่างที่ ๒ ที่ต้องรีบเป็นทางออกของประเทศ คือจัดการศึกษาให้เด็กให้รู้สึกถึงความสำนึกของ ความเป็นไทย เป็นคนไทย ความดีงามในด้านวัฒนธรรม ในสถาบันครอบครัว ในความกตัญญู สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นคุณค่าที่ดีงามของคนไทย ดังนั้นหลักสูตรในการจัดการศึกษาต้องเอาวิชาประวัติศาสตร์ให้เขารู้รากเหง้าของเขา ชาติตระกูลของเขาว่าเป็นมาอย่างไร ต้องเอาหน้าที่ศีลธรรมต้องมาจัดการเรียนการสอน แล้วครับท่านประธาน ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองเราจะทำให้เกิดความล้าหลังไปกว่านี้ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ พวกเราต้องพยายาม ช่วยรักษาข้อบังคับให้แม่นนะครับ เพราะเราไม่ต้องการให้มีการหยิบยกสถาบัน พระมหากษัตริย์ขึ้นมาเป็นประเด็น ด้วยองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็น ที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ถึงพยายามไม่ให้เราเอาประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นประเด็น แต่ว่าถ้าจำเป็นก็อนุญาตตามที่เห็นว่าสมควรตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ นะครับ ต่อไป ผมขออนุญาตท่านวิรัตน์ วรศสิริน ครับ หลังจากนั้นก็จะเป็นท่านภราดร ปริศนานันทกุล แล้วก็มีชื่ออยู่อีกชื่อ นอกนั้นก็ไม่มีชื่อแล้วนะครับ มีนางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ผมขอเชิญท่านวิรัตน์ครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานครับ การชุมนุมที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือปรากฏการณ์ความเห็นต่างของคนต่างรุ่น ต่างเจเนอเรชัน (Generation) นะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ โลกเราได้เข้าสู่ยุคโลกไร้พรมแดน การเรียนรู้หาอะไร ก็ตามสามารถหาได้ในอินเทอร์เน็ต (Internet) ในโทรศัพท์มือถือ ทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ กลายเป็นคนฉลาดมากกว่าที่เราคิดนะครับ เราควรภาคภูมิใจว่าพวกเขาเหล่านั้นจะเป็น อนาคตของชาติ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเป็นผู้ใหญ่นะครับ ท่านอยู่สูง นั่งอยู่ที่สูง ท่านมอง ลงมาข้างล่าง ทุกคนล้วนเป็นลูกหลานของท่านทั้งนั้น ท่านอย่ามองว่าเช่นฝั่ง ส.ว. หรือว่า ส.ส. รัฐบาลท่านผูกเนกไท (Necktie) เหลืองท่านจะจงรักภักดี ส่วนผมไม่ได้ผูกเนกไท (Necktie) เหลืองผมจะเป็นคนไม่จงรักภักดี ไม่ใช่นะครับ ท่านต้องไม่ผลักไสคนเห็นต่างว่า ไม่จงรักภักดี ทุกคนต่างทำเพื่อประโยชน์ของตนทั้งสิ้นซึ่งรวมทั้งผมเอง ผมยอมรับนะครับ เราต้องพูดความจริงกันเราจึงจะแก้ปัญหากันได้นะครับ ทุกคนล้วนเป็นลูกของแผ่นดิน ด้วยกันทั้งนั้น อย่าผลักไสเขา อย่าทำร้ายเขานะครับ ท่านประธานครับ พวกเราคนรุ่นหนึ่ง ก็คิดแบบหนึ่ง ผมยังจำได้ว่าทุกคืนวันที่ ๔ ธันวาคม หรือว่า ๓๑ ธันวาคมก็ตาม คนไทย ทั้งประเทศจะนั่งเฝ้าคอยว่าในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านจะตรัสอะไร ท่านจะพูดอะไร กับประชาชน ทุกคนต่างตั้งตาคอยฟังกันทั้งนั้นเพราะว่าเรารักในหลวงของเรา เราไม่มี การแบ่งสีเสื้อเหลืองรักในหลวง ไม่รักในหลวง ไม่มีนะครับ เหลือเชื่อจริง ๆ นะครับ ท่านประธาน เพียงเวลาไม่กี่ปีของ คสช. ประเทศไทยเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ จะไปโทษใคร ได้ล่ะครับ ต้องโทษท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ขอความกรุณานะครับ ผมขอพูดอย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมขอแสดงความเห็นนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมี ๔ ทางเลือก ในสถานการณ์เช่นนี้

๑. ซื้อเวลา ไม่ออก ไม่สนใจ อยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จริง ๆ แล้วข้อเรียกร้อง ๓ ข้อของผู้ชุมนุมก็กระทบกับท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรงเพียงข้อเดียวคือข้อแรกขอให้ท่าน ลาออกนะครับ ส่วนอีก ๒ ข้อ ก็ไม่เกี่ยวข้องกับท่านโดยตรง ท่านก็ปล่อยให้เขาชุมนุมไป เรื่อย ๆ ท่านก็อยู่อย่างนี้ของท่านไปเรื่อย ๆ ทำร้ายประเทศชาติไปเรื่อย ๆ ใครจะเป็น อย่างไรท่านไม่สนใจ ท่านก็คงได้แต่ว่าผมผิดอะไรผมไม่ออก นี่ก็เป็นทางเลือกที่ ๑ ก็คืออยู่ ไปเรื่อย ๆ ซื้อเวลา

ส่วนทางเลือกที่ ๒ ลาออก ท่านต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าท่านเป็น ต้นตอของปัญหาทั้งหมด ข้อเรียกร้องทั้ง ๓ ข้อของผู้ชุมนุมท่านเป็นต้นตอทั้งหมด หากท่าน ไม่ยึดอำนาจในวันนั้นก็จะไม่มีเหตุการณ์ในวันนี้ และท่านก็ไม่ปกป้อง แต่ท่านยังแอบอ้าง รายละเอียดผมไม่พูดนะครับ ถ้าจะพูดท่านแย้งมา ผมจะพูดเป็นข้อ ๆ ให้ฟังอีกครั้งนะครับ ท่านประธานครับ สำหรับข้อนี้ถ้าท่านยอมเสียสละลาออกก็คงจะแก้ปัญหาได้ นายกรัฐมนตรี ใหม่ที่เข้ามาก็สามารถจะพูดคุยหาข้อสรุปกับผู้ชุมนุมได้อย่างแน่นอนโดยไม่จำเป็นต้องทำ ตามข้อเสนอทั้งหมด ต้องพูดคุยกัน

ข้อ ๓ ยุบสภา ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีถ้าไม่มีทางออกท่านคงเลือกข้อนี้ มากที่สุดนะครับ ยุบสภา แต่ท่านประธานครับ การยุบสภาจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ การชุมนุมคงจะบานปลายและจนกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวไปในที่สุด ผลการเลือกตั้งกว่าจะออกมาได้ก็ต้องใช้เวลานานมากถึง ๕-๖ เดือน ฝ่ายหนึ่งรับ อีกฝ่ายก็ไม่รับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะแบกภาระอันนี้ไว้เต็มบ่าตลอดเวลา แต่เรียนท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับแต่ภาระที่แท้จริงกลับไม่ใช่ของท่านนายกรัฐมนตรีนะครับท่าน ต้องตระหนักให้มาก ดังนั้นการยุบสภาไม่ใช่ทางออกนะครับ

ทางออกที่ ๔ ทางเลือกที่ ๔ นะครับ ยึดอำนาจ ผมทราบครับ แม้จะไม่ใช่ อำนาจของท่านนายกรัฐมนตรีก็ตาม แต่ผมก็ไม่อยากจะคิดถึงเลย ถ้าเกิดขึ้นจริงหายนะ จะมาเยือนนะครับ แผ่นดินจะนองเลือด

ท่านประธานครับ ผมขอฝากความเห็นทั้ง ๔ ข้อ ๔ ทางเลือก ให้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้นำไปพิจารณา ๑. ซื้อเวลา ๒. ลาออก ๓. ยุบสภา ๔. ยึดอำนาจ ท่านต้องรีบตัดสินใจนะครับ ยิ่งช้ายิ่งสะสมปัญหา

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากท่านไว้ เรื่องเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก ท่านต้องใช้ปัญญา ต้องสุขุมในการแก้ปัญหา อย่าตีน้ำกระจายนะครับ ท่านต้องระวังอย่าให้ ไปเปื้อนสิ่งที่ไม่ควรจะเปื้อน ท่านต้องปกป้องด้วยการกระทำไม่ใช่ด้วยคำพูดคำว่า จงรักภักดี อย่างเดียวนะครับ ก็กราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างสูงที่วันนี้ได้มาอยู่ที่นี่ รับฟังด้วย และกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) : ขอ อนุญาตครับ

ท่านนายกรัฐมนตรี เชิญนะครับ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรตินะครับ พอดีเข้ามาพอดีความจริงก็ฟังแต่เช้าแล้วนะครับ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่กล่าวว่า ผมเป็นคนผลักไสให้มีการแบ่งชนชั้น ผมไม่เคยพูดเรื่องชนชั้นสักครั้งเลยนะครับ ชนชั้นที่ว่า วันนี้ก็มีชนชั้นคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ ผมมีแต่ว่าคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ต้องทำงานไปด้วยกัน เพื่อจะสร้างอนาคตไปร่วมกัน ประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน และอนาคต นั่นคือเป็นสิ่งที่กำหนด ความก้าวหน้า ความยั่งยืนของประเทศไทยท่านพูดของท่านมาเอง มีคนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ แล้วก็สิ่งที่ท่านทำมาท่านอาจจะรู้เท่าไม่ถึงอะไรสักอย่าง ไม่แน่ใจนะครับ ผมไม่ไปก้าวล่วงท่าน การทำลายสถาบันครอบครัววันนี้มันเกิดขึ้นในประเทศไทย ลูกไม่เคารพพ่อแม่ ลูกศิษย์ ไม่เคารพครูอาจารย์ ผมถามว่าถ้าเป็นครอบครัวของใครก็แล้วแต่ ท่านให้เป็นอย่างนั้น ในครอบครัวของท่านหรือไม่ ผมถามท่านเฉย ๆ นะครับ การที่ท่านบอกว่าให้ผมทำ ๑ ๒ ๓ ๔ ผมก็เรียนไปแล้วว่าผมเข้ามาด้วยอะไร หน้าที่ผมจบหรือยัง ถ้ายังไม่จบ ผมก็จำเป็นต้องทำ ให้มันจบ จะจบด้วยอะไรก็แล้วแต่นะครับ ผมไม่ต้องการที่จะรักษาอำนาจไว้ให้นานที่สุด นะครับ มันเป็นหน้าที่ของผม ท่านมองว่าผมเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด ลองกลับไปถามดู นะครับ ท่านก็พูดถึงแต่เรื่องการยึดอำนาจ ท่านพูดถึงรัฐประหาร แต่ท่านไม่เคยพูดถึงเผด็จ การรัฐสภาที่มันเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น และรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ผมคิดว่าผมไม่ได้ไป ก้าวล่วง ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเป็นการตรวจสอบการถ่วงดุล ที่เข้มข้น เพราะอะไร เพราะประวัติศาสตร์มันเกิดขึ้นมาแล้ว วันนี้อยากจะแก้ ผมก็สั่งให้มี การแก้ก็แก้กันไปนะครับ อย่าโยงตรงนั้นมาโยงตรงนี้ ทำให้เข้าใจผิดนะครับ วันนั้นถ้าหากว่า มีการยึดอำนาจอย่างที่ว่า ท่านทราบดีนะครับว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น มันจะเกิดการจลาจล เกิดขึ้นในประเทศไทยหรือไม่ เพราะมีคน ๒ ฝ่ายจำนวนมาก แล้วท่านบอกว่าผมเป็น ผู้บัญชาการทหารบก ลำเอียง ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐบาลโน้นรัฐบาลนี้ ผมก็ทำตามมา ทุกรัฐบาลนั่นละ มีการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินทุกรัฐบาลนั่นละครับ มากบ้างน้อยบ้างเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นมันก็เป็นบทเรียนของเรา เพราะฉะนั้นหลายท่านก็ไปมองว่าผมไม่เป็นธรรม หรือปล่อยปละละเลยบ้าง อะไรทำนองนี้ ผมคิดว่าผมต้องพูดวันนี้ ถ้าไม่พูดมันก็ไม่ได้ ก็กราบเรียนประชาชนทางบ้านด้วยแล้วกัน อย่าลืมประวัติศาสตร์มันคือปัจจุบันและอนาคต คนของเรา ประชาชนคนไทยทุกคน ทุกหมู่เหล่า ทุกชาติ ศาสนา เชื้อชาติ สัญชาติ อยู่ในประเทศไทยต้องรักประเทศไทยผมบังคับท่านไม่ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่จะต้องตอบแทน บุญคุณแผ่นดินนะครับ กราบเรียนหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นก่อนที่ผมเข้ามานั้นท่านลืมไปแล้ว หรือยัง ท่านลืมไปแล้วทั้งหมด สมัยนั้นท่านทำอะไรกัน ท่านทำอะไรกัน สิ่งที่มันเกิด ขึ้นมาวุ่นวายที่ผ่านมา การทุจริตที่มีหลักฐานชัดเจนเชิงประจักษ์ ท่านลืมหมดแล้วหรือครับ ถ้าลืมก็กรุณาไปทบทวนใหม่นะครับว่าเกิดอะไรขึ้นในปี ๒๕๕๗ ก่อนหน้านั้นหลายปีมาแล้ว ด้วย แล้ววันนี้บ้านเมืองวุ่นวายทุกวันนี้อยู่นี่เพราะอะไร กราบเรียนท่านสมาชิกรัฐสภาได้ทบทวน นะครับ บางทีหลายท่านก็อาจจะความจำสั้นไปนิดหนึ่งนะครับ ขอบคุณนะครับ กราบเรียน ขอบคุณท่านประธานรัฐสภาครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอประทานโทษท่านประธานครับ ขออนุญาตชี้แจงนิดหน่อยครับ ท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียวนะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อนุญาตครับ เชิญครับ

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบขออนุญาตนะครับ ขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างสูงนะครับ ขอเรียนว่า ผมไม่ได้ลืมเหตุการณ์เก่านะครับ แต่ผมคิดว่าเราควรก้าวข้ามความขัดแย้งเราจะได้เริ่มต้น ประเทศใหม่เสียที เพราะท่านนายกรัฐมนตรีเองก็จะรวมไทยสร้างชาติไม่ใช่หรือครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงนะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณภราดร ปริศนานันทกุล หลังจากนั้นจะเป็นคุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ แล้วก็เป็นนางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ จะได้เตรียมตัวนะครับ เชิญคุณภราดรครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่างทอง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในโอกาสแรกผมต้องขอบคุณ ทุกฝ่ายที่เห็นตรงกันว่าเราจะใช้เวทีรัฐสภาในการที่จะช่วยกันแสวงหาทางออกให้กับประเทศ เราจะเห็นว่าพรรคการเมืองจากทุกพรรคได้เข้าหารือกับท่านประธานสภาเพื่อที่จะให้มี การเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อให้สภานั้นเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาให้กับสังคม พร้อม ๆ กันท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ต้องกราบขอบพระคุณที่ท่านเห็นทางออก เช่นเดียวกันว่าอยากจะให้รัฐสภานั้นเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหา ท่านจึงเสนอให้มี การเปิดอภิปรายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ เพื่อขอความเห็นจากรัฐสภา ผมต้องขอบคุณ ทุกฝ่าย และผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะให้การประชุม ๒ วันนี้เป็นก้าวแรกของการเดิน ร่วมกันแสวงหาทางออกของประเทศ แต่จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับ ถ้าหากว่าทุกฝ่าย ใช้เวทีนี้ด้วยความไม่จริงใจ ทุกฝ่ายใช้เวทีนี้เพื่อที่จะด่าทอฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายที่เรา ไม่เห็นด้วย เราจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยครับกับการประชุมทั้ง ๒ วัน เพราะฉะนั้น อยากจะเรียกร้องทุกฝ่ายให้ใช้เวทีนี้ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ผมใช้โอกาสนี้พูดถึงข้อเรียกร้อง ทั้ง ๓ ข้อของผู้ชุมนุมในขณะนี้

ข้อแรกผู้ชุมนุมได้เรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออก ผมก็ต้องบอกกับ ท่านประธานครับว่าการลาออกของท่านนายกรัฐมนตรีในขณะนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แน่นอนครับตามรัฐธรรมนูญหลังจากที่นายกรัฐมนตรีลาออกก็จะเป็นหน้าที่ของรัฐสภา ที่จะต้องสรรหาตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ก็กำหนดเอาไว้ ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากรายชื่อของพรรคการเมืองซึ่งขณะนี้มีอยู่ด้วยกัน ๕ รายชื่อ จากพรรคเพื่อไทย ๓ ชื่อ จากพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ชื่อ และจากพรรคภูมิใจไทย ๑ ชื่อ รวมทั้งหมดนายกรัฐมนตรีจากรัฐสภาจะมีได้เพียงแค่ ๕ ชื่อนี้เท่านั้น ผมจึงต้องถาม ครับว่าถ้าหากว่าเป็น ๕ ชื่อนี้ทางผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอยู่ในขณะนี้สามารถที่จะยอมรับกับ ๕ ชื่อนี้ ได้หรือไม่ ถ้าหากว่ายอมรับได้เอาละการลาออกของนายกรัฐมนตรีตามข้อเรียกร้องก็สามารถ ที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าหากว่ารับไม่ได้กับ ๕ ชื่อนี้มันไม่มีประโยชน์ครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะลาออกเพราะรับไม่ได้กับ ๕ ชื่อที่อยู่ในลิสต์ (List)

ข้อที่ ๒ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มีการพูดคุยกันมา ยาวนานมาก และผมเชื่อว่าหลังจากที่มีการฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายตั้งแต่เมื่อวาน เราเห็นว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันแม้กระทั่งท่านนายกรัฐมนตรีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้ เราต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นธรรม หลายฝ่ายบอกว่า รัฐธรรมนูญไม่มีความเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มาซึ่งตัวนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจาก ส่วนหนึ่ง ส.ว. สามารถที่จะลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็นอีกอันหนึ่ง อีกเงื่อนไขหนึ่งที่นำมาซึ่งปัญหาในขณะนี้ ผมจึงยินดีที่วันนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันที่จะเดินหน้า สู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๕๖ ซึ่งเป็นมาตราหมวดของการแก้ไข รัฐธรรมนูญและนำมาซึ่งการตั้ง ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ผมสนับสนุนแนวทางนี้ และหวังว่ารัฐสภาก็จะสนับสนุนแนวทางนี้เช่นเดียวกัน เรื่องการปฏิรูปผมยังไม่พูดถึง ผมขอเสนอข้อเสนอ ๓ ต้อง และ ๓ หยุด ต่อทุกฝ่ายครับ

ข้อเสนอแรก ต้องแรก ต้องที่ ๑ ก็คือต้องพยายามไม่ปิดกั้นเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชนคนไทยในการที่จะแสดงออกทางความคิดเห็นอย่างเสรี นี่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ถ้าหากว่ามีการปิดกั้นการแสดงออกของพี่น้องประชาชน แน่นอนสิ่งที่ ตามมาก็คือสิ่งที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เราพยายามใช้กฎหมายไปปิดปาก เราพยายาม ใช้กฎหมายไปจับกุมผู้ชุมนุม นั่นเป็นอีกชนวนหนึ่งซึ่งสร้างความเดือดแค้นให้กับผู้ชุมนุม มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการปิดกั้นเรื่องสิทธิเสรีภาพจะกระทำมิได้ ต้องไม่ปิดกั้น เสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพของสื่อมวลชนจะเป็นสิ่งที่ปิดกั้นไม่ได้ ต้องปล่อยให้สื่อมวลชนทำหน้าที่ของเขาอย่างตรงไปตรงมา เราปฏิเสธไม่ได้ ท่านประธานครับ สายธารของข้อมูลข่าวสารวันนี้บนโลกยุคดิจิทัล (Digital) มันไม่สามารถ ที่จะปิดกั้นกันได้อีกต่อไปแล้ว เราปิดกั้นสื่อ ผู้ชุมนุมทุกคนวันนี้กลายเป็นสื่อ โลกดิจิทัล (Digital) มันไม่สามารถที่จะปิดบังข้อมูลข่าวสารได้ เพราะฉะนั้นเรื่องการปิดกั้นเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

เรื่องที่ ๒ ผมอยากจะเห็นการเจรจากันอย่างตรงไปตรงมา ผมอยากจะเห็น ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีเปิดโต๊ะเจรจาให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสร่วมกันแสวงหา ทางออก อะไรได้ อะไรที่ข้อเรียกร้องสามารถที่จะทำได้ แล้วอะไรที่ข้อเรียกร้องไม่สามารถ ที่จะทำได้ เพราะอะไร ต้องมาพูดคุยกันบนโต๊ะอย่างเปิดเผย อย่างตรงไปตรงมา และทุกฝ่าย ต้องมาแสดงเหตุผลร่วมกัน ถ้าหากว่าไม่มีการเปิดโต๊ะเจรจา แน่นอนครับ เราจะเห็นภาพ การยกระดับเพิ่มขึ้นของการชุมนุม ที่ผ่านมาเราเห็นแล้ว การชุมนุมเบื้องแรกมี ๓ ข้อ เรียกร้อง คือ หยุดคุกคามประชาชน แก้รัฐธรรมนูญ และยุบสภา วันนี้ข้อเรียกร้องยกระดับ มากยิ่งขึ้น และถ้าหากว่ายังไม่มีการเจรจาพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา แน่นอนที่สุด ผมไม่อยากเห็นเหตุการณ์การยกระดับการชุมนุมมากไปกว่านี้อีกแล้ว

ต้องที่ ๓ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ผมได้พูดไปแล้วผมไม่พูดซ้ำ เพียงแต่เป็น ต้องที่ ๓ ที่ผมอยากจะเสนอคือแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๕๖ เปิดช่อง ให้มี ส.ส.ร. แล้ว ส.ส.ร. มาจากพี่น้องประชาชน ให้มีการเขียนกติกากันใหม่เป็นที่ยอมรับของ สังคมร่วมกัน ๓ ไม่ครับท่านประธาน ๓ หยุดครับท่านประธาน

หยุดที่ ๑ คือเราต้องหยุดใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ เราเห็นแล้วว่าการใช้ ไม้แข็งมันไม่สามารถที่จะคลี่คลายสถานการณ์หรือแก้ไขปัญหาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันได้เลย การประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง ถามว่าประกาศแล้วสามารถบังคับ ใช้ได้หรือไม่ คำตอบออกแล้วครับ เห็นชัดเจนว่าไม่สามารถที่จะใช้ได้เพราะประชาชนเขา ไม่กลัว เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปใช้ไม้แข็ง มันรังแต่จะไปสร้าง มันรังแต่จะไป ลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายของประเทศนี้ มันจะนำพาไปสู่เฟลด์สเตต (Failed state) หรือรัฐที่ล้มเหลว เพราะผู้ปกครองรัฐไม่สามารถที่จะใช้กฎหมาย ไม่สามารถที่จะ บังคับใช้กฎหมายได้ เพราะฉะนั้นการใช้ไม้แข็ง การใช้ความรุนแรงของทุกฝ่ายของภาครัฐเอง หรือของผู้ชุมนุมเอง จึงไม่ใช่ทางออกของปัญหาในขณะนี้

หยุดที่ ๒ ไม่ว่าสถานการณ์อะไรจะเกิดขึ้นในประเทศนี้ เราต้องหยุดคิดว่า การใช้อำนาจพิเศษหรือการปฏิวัติ การรัฐประหารจะเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหา ทุกครั้งที่ผ่านมาในอดีตเราเห็นแล้วครับ การปฏิวัติรัฐประหารอาจจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไขไปเลย เราเพียงเอาขยะซุกใต้พรมเท่านั้น เมื่อปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไข เมื่อขยะเพียงถูกซุกใต้พรมมันจึงมีปัญหาต่อเนื่องและยาวนานมาจนถึงวันนี้ เพราะฉะนั้น ผมเรียกร้องสังคมทั้งสังคม เรียกร้องนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจสูงสุดในขณะนี้ เราต้องปฏิเสธ เราต้องหยุดอำนาจพิเศษ การรัฐประหาร การปฏิวัติจะต้องไม่เกิดขึ้น รัฐบาลแห่งชาติ ที่มีหลายคนคิดจะต้องไม่เกิดขึ้น

หยุดที่ ๓ ครับท่านประธาน หยุดนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผมอยากให้ทุกฝ่าย หยุดเสียดสี หยุดด่าทอ หยุดการแสดงความไม่เคารพ และหยุดการไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ขณะนี้ผู้ชุมนุมกำลังเรียกร้องถึงการปฏิรูป แต่ผมไม่แน่ใจนักครับว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นในช่วง ที่ผ่านมานี้มันจะเรียกได้ว่าการปฏิรูปหรือไม่ มีการด่าทอ มีการเสียดสี มีการแสดง ความไม่เคารพและไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกันเลย ในสังคมไทยสังคมนี้ประชาชนส่วนใหญ่ ในประเทศนี้อยู่คู่กับสถาบันมาเป็นเวลาช้านานครับ ความผูกผันกับสถาบัน ความรัก ความจงรักและภักดีต่อสถาบันมีมาก การที่ใครก็ตามไปจาบจ้วงหรือไปล่วงละเมิด แน่นอนครับ มันสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายที่เขาเทิดทูน เขาจงรัก และเขาภักดี อันนี้มันจะยิ่งสร้าง ความแตกแยกและสร้างรอยร้าวให้มากขึ้นในสังคมจนไม่อาจที่จะแก้ไขได้ เพราะฉะนั้นหยุดนี้ เป็นหยุดที่สำคัญที่ผมอยากจะเรียกสติจากทุกฝ่ายให้หยุดเสียดสี ด่าทอ และแสดง ความไม่เคารพ แสดงความไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน นี่คือข้อเสนอต่าง ๆ ที่ผมพยายามที่จะ รวบรวม แล้วก็เป็นจุดยืนของทางพรรคภูมิใจไทยที่ได้นำเสนอต่อสังคม และต่อสภาแห่งนี้ มาโดยตลอด ผมหวังอีกครั้งครับ ฝากท่านประธานอีกครั้งครับว่าผมอยากจะเห็นการใช้เวที รัฐสภาแห่งนี้เป็นเวทีในการที่จะร่วมกันแสวงหาทางออกให้กับประเทศ ผมเชื่อว่าทุกสงคราม ไม่มีสงครามไหนจบที่สนามรบหรอกครับ ทุกสงครามจบลงที่โต๊ะเจรจา ผมอยากให้ทุกฝ่าย หันหน้าเข้าหากันแล้วพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล พูดคุยกันด้วยความเป็นอารยชน ผมเชื่อว่า ทุกปัญหาสามารถที่จะแก้ไขได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกฝ่ายจะร่วมมือแสวงหาทางออก เพื่อนำพาประเทศให้เดินไปข้างหน้าเหมือนกับเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายที่ตั้งเอาไว้ ต้องถือ โอกาสตรงนี้ขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ครับ

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้อ่านคำร้องของรัฐบาลที่จะให้เปิดรัฐสภาสมัยวิสามัญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ผมอ่านแล้วก็ตกใจครับ เพราะปัญหาหลักที่จะปรึกษาหารือ กันนั้นกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาเสียอีก เช่น บอกว่าเด็กเยาวชนทั้งหลายมาชุมนุม มาเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญและให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า การชุมนุมทำให้เกิดโควิด (COVID) ระบาดได้ การชุมนุมไปขัดขวางเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน ขึ้นต้นมาท่านก็กล่าวหาเด็ก ๆ หรือถ้าจะเรียกอีกทีหนึ่งก็คือบอกว่าท่านชวนทะเลาะกัน เสียแล้ว ผมอยากให้ท่านที่จะให้รัฐบาลโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีช่วยมีวุฒิภาวะมากกว่านี้หน่อย การปรึกษาหารือในวันนี้หากช่วยกันแก้ไข ผมเชื่อว่าเราจะได้มอบมรดกดี ๆ ไว้ให้ลูกหลาน ในวันข้างหน้า หากเอาการประชุมวันนี้เพื่อเป็นการซื้อเวลา พอเกิดวิกฤติปัญหามาก ๆ เข้า สุดท้ายรัฐบาลที่มีรากเหง้ามาจากการยึดอำนาจและสืบทอดอำนาจก็จะกลายเป็นทรราช ในที่สุด ท่านประธานที่เคารพครับ ต้นตอของปัญหาก็คือ ๑. การยึดอำนาจ ๒. คือการร่าง รัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ ท่านไม่ใช่แค่อยู่ยาวนะครับ แต่ท่านอยู่จนเบื่อเลยครับ ๓. ท่านบริหารบ้านเมืองเสียหายย่อยยับ สร้างหนี้สินให้ลูกหลานมากกว่า ๒๓ ล้านล้านบาท หากมีรายได้ที่สถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่ เราจะต้องใช้หนี้ถึง ๘๗ ปี ๔. ข้ออ้างที่ท่าน ยึดอำนาจบอกว่าจะปกป้องสถาบัน แต่สถาบันได้รับผลกระทบมากกว่ารัฐบาลใด ๆ ที่ผ่านมา เสียอีก แต่ท่านโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรียังนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้ง แต่เดิมนั้นมันเป็นเรื่องสีเสื้อ ปัจจุบันเกิดความแตกแยกกันทุกหย่อมหญ้า มากกว่ารัฐบาลใด ๆ ที่ผ่านมา ท่านก็อ้างว่าท่านมาเพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน และการประพฤติมิชอบ ท่านเห็นไหมว่าตั้งแต่มีรัฐบาลชุดนี้ ท่านไม่เคยดำเนินคดีคนใกล้ชิดเลย หากท่านจวนตัวหลีกหนีไม่พ้นการดำเนินคดี ท่านก็จะเตะถ่วงทอดเวลาให้หน่วยงานสอบเพิ่มเติม จนคนลืมกันหมด พอคนถามกันมาก ๆ เข้า ท่านก็บอกว่ารัฐบาลก่อนก็มีคอร์รัปชันเช่นนี้ เช่นเดียวกัน สรุปว่าท่านยิ่งอยู่นานปัญหาก็ยิ่งบานปลาย ในระหว่างที่ท่านบริหารประเทศ หน่วยงานความมั่นคงของท่านนี่ละ ที่จะคอยจัดทำข้อมูลทะเบียนผู้นำกลุ่มต่าง ๆ หากใคร เคลื่อนไหวตรงข้ามกับรัฐบาลก็จะมีทหารและฝ่ายความมั่นคงไปคุกคามถึงบ้าน หากพ่อค้า นักธุรกิจออกความเห็นขัดแย้งก็จะโดนตรวจสอบภาษี ตลอดจนถึงการทำธุรกรรมเพื่อเล่น งานเขา พวกข้าราชการไม่ว่าในระดับท้องถิ่นหรือว่าข้าราชการประจำ หากมีการรายงานว่า ใครเคยทำงานให้รัฐบาลชุดก่อนก็จะถูกเอามาเก็บเข้ากรุ ลดบทบาทโดยไม่คำนึงว่าเขามีความรู้ ความสามารถแค่ไหน มันจึงเหลือแต่คนประจบสอพลอ จึงทำให้การบริหารบ้านเมืองของท่าน ไม่ประสบความสำเร็จอย่างไรครับ ถึงแม้ท่านจะหว่านเม็ดเงินมหาศาล สร้างภาระหนี้สิน มากมายก็ตาม แต่ก็มีนะครับ มีสิ่งหนึ่งที่ท่านประสบความสำเร็จที่ขึ้นชื่อลือชาที่สุดก็คือเรื่อง การคุกคามประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับท่านนั่นอย่างไร ลูกหลานที่เจริญเติบโตมาในแผ่นดิน เจอแววตาแห่งความเหือดแห้ง แร้นแค้น หวาดกลัว สิ้นหวังของพ่อแม่ผู้ปกครอง เขาก็ได้ คุยกันที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย เขาปรึกษากันถึงสาเหตุของปัญหาก็คือความไม่เป็น ประชาธิปไตย ที่เกิดจากการยึดอำนาจและรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลประยุทธ์บริหารภายใต้ พรรคพวกของตนเอง ที่สั่งได้ จนเด็กเรียกรัฐบาลนี้ว่ารัฐบาลโจร ผมไม่ได้พูดเองนะครับ เพียงแต่สะท้อนให้ท่านสมาชิกฟัง เมื่อเด็กเอากลับไปพูดที่บ้านก็โดนพ่อแม่ผู้ปกครองดุ แล้วก็ บอกว่าเดี๋ยวจะโดนติดคุก จนเด็กเริ่มเกิดความสงสัยว่าทำไมต้องติดคุก แล้วเข้าไปเปิดในโลก ออนไลน์ (Online) แล้วก็ไปค้นคว้าถึงเรื่องประวัติศาสตร์

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสงครามครับ ขออภัยครับ ขออภัยด้วยความเคารพ ไม่อยากทำลายสมาธิ แต่ว่าเอาถ้อยคำด่าภายนอกเข้ามาใช้ต่อ ไม่สมควรครับ ผมให้ระวังครับ ผมเตือนไว้ครับ ไม่ต้องถอนนะครับ แต่เตือนไว้ครับ

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ แล้วก็ได้ค้นคว้าถึงเรื่องประวัติศาสตร์ แล้วพูดคุยกันถึงเรื่อง ประวัติศาสตร์ เด็กเริ่มมองว่าปัญหามันอยู่ที่ไหน จะทำอย่างไร จะขอให้ผู้ใหญ่ไปแก้ ก็คงไม่สำเร็จ เรื่องการชุมนุมถึงลามปาม ลงลึกไปถึงเด็กมัธยมต้น วันนี้มี ๒ ความเชื่อเกิดขึ้นแล้ว ในสังคม ก็คือบอกว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง แล้วก็บอกว่าเด็กขาดประสบการณ์จึงหลงผิด หนำซ้ำ บอกว่าประเทศนี้ก็อยู่อย่างนี้มานานแล้ว เขาจึงต้องเอาลูกหลานเราไปขังคุกเพื่อให้กลัว อย่างไรครับ ปรากฏการณ์นี้ว่าเด็กไม่กลัว เหตุการณ์จึงลุกลามไปกันใหญ่ จนเกิดสถานการณ์ ว่าติดคุก ๑๐ คน เกิดคนเดินขบวนเป็นแสน เมื่อมาพิจารณาถึงข้อเรียกร้องเรื่องการแก้ รัฐธรรมนูญ ผมว่าอยู่ในวิสัยที่ทำได้ครับ แต่ผู้มีอำนาจกลัวที่จะคุมประเด็นไม่อยู่ ท่านก็ อย่ากลัวนะครับ อย่าคิดไกล อย่ากลัวขนาดนั้น เราเดินกันไปเป็นขั้นเป็นตอนก็แก้ได้ครับ

กรณีที่ ๒ คือการให้นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ลาออก ผมว่ามหาบุรุษที่ยิ่งใหญ่ ของโลกก็มาจากการเสียสละและการรักประชาชนทั้งนั้น ท่านประยุทธ์ก็รู้ ท่านจะเลือก ทางไหน แต่หากรัฐบาลที่มีรากเหง้ามาจากการยึดอำนาจ เมื่ออยู่นานประชาชนทนไม่ได้ ขับไล่ ก็จะกลายเป็นทรราชในที่สุด หนำซ้ำประชาชนยังสาปแช่งและยึดทรัพย์ดำเนินคดี เพราะคอร์รัปชัน เรื่องนี้ท่านต้องเลือกเอาเองว่าท่านจะเลือกเดินทางไหน

กรณีที่ ๓ ก็คือการคุกคามประชาชน อย่าว่าแต่เด็กเลยนะครับ ผู้ใหญ่ อย่างผมก็ถูกจับข้อหาช่วยปราบโกงกันลงประชามติ ตั้งข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ที่ปล้นอำนาจ มาจากประชาชน หนำซ้ำยังเอารถทหารไปจอดหน้าบ้านผมเพื่อให้เกิดความหวาดกลัว ทุกวัน ผมขอให้เลิกเถอะครับเรื่องการคุกคามประชาชน ผมไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้นะครับ จะให้มีการยกเลิกในเรื่องนี้อย่างมาก

ส่วนเรื่องการปฏิรูปสถาบัน เด็กไม่ได้บอกว่าจะล้มสถาบัน แต่ก็มีการแปล ความหมายให้เป็นการล้ม แล้วปลุกระดมคนออกมาเพื่อต่อต้านความคิดเหล่านี้ บ้านเมือง มันจะสงบได้อย่างไรถ้าทำแบบนี้ หากเราไม่มีเวทีจะคุยพรรคเพื่อชาติมีนโยบายตั้งแต่ต้น แล้วนะครับ ตอนหาเสียงเราก็บอกว่าต้องมีเกาะกลาง คือมีพื้นที่ปลอดภัยเพื่อพูดคุยกัน ถ้าจำเป็นก็เอาคนที่ไม่มีประโยชน์ได้เสียทางการเมืองมาช่วยกันคิด มาช่วยกันทำ แล้วก็มา เป็นคนกลางในการที่จะมาคอยพูดคุยให้เรื่องนี้มันจบ เรื่องมันจะได้จบครับ

สุดท้ายผมขอให้เลิกเสียทีครับกับการหากินและได้ประโยชน์จากการทำธุรกิจ และตำแหน่งจนประเทศล่มสลาย เพราะความขัดแย้งด้วยการประจบประแจงผู้มีอำนาจ คำพูดเดียวของพวกเด็ก ๆ คำพูดหนึ่งก็คือเดี๋ยวพวกหนูจะสู้เอง มันเป็นอนาคตของพวกหนู มันสะท้อนใจเป็นอย่างยิ่งท่านประธานครับ แล้วหลายท่านก็อย่าไปหลอกผู้มีอำนาจว่าประเทศ ในตะวันตก ผมไม่อยากบอกชื่อประเทศนะครับ ประเทศหนึ่งที่พูดกัน แล้วก็นักการเมืองคนนั้น นักการเมืองคนนี้ เป็นตัวการอยู่เบื้องหลัง วันนี้เด็ก ๆ ไปไกลมากแล้วครับ ต่อให้คนเหล่านี้ ตายไปหมดเหตุการณ์ก็ไม่หยุดครับ มาวันนี้เรามาช่วยกันหาทางออกให้ประเทศชาติ อย่าเอา เรื่องว่าใครถูกใครผิดมาคุยกันครับ มันจะไม่จบนะครับ ผมเกือบลืมบอกท่านนายกรัฐมนตรี ไปว่าอย่าเห็นแก่ตัวเพราะเสพติดอำนาจจนเพลิน ขั้นตอนการแก้รัฐธรรมนูญนั้นอย่าให้ มันนานไปนะครับแล้วลาออกเถอะครับ อย่าหลงตัวเองแล้วบอกว่าถ้าไม่ใช่ผมแล้วจะเป็นใคร ใครจะมาทำ เดี๋ยวปล่อยให้ฝ่ายการเมืองเขาจัดการกันเองได้ครับ บอกทหารกลับกรม กอง เสียเถอะครับ แล้วจัดพื้นที่พูดคุยกันเพื่อหาทางออกให้บ้านเมืองร่วมกันนะครับ บ้านเมือง จะได้ไปรอด ขอให้เห็นแก่ประเทศชาติอย่างที่ท่านพูดจริง ๆ นะครับ ต้องขอขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไป นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ เสร็จแล้วก็จะเป็นท่านถวิล เปลี่ยนสี นะครับ ขอเชิญนะครับ

นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เพื่อนสมาชิกทุกท่านคงทราบกันดีค่ะ ว่าขณะนี้ประชาชนจำนวนมากออกมารวมตัวกันและยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล โดยมีเป้าประสงค์ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลานี้เป็นจุดเปลี่ยนผ่านของ ยุคสมัย อาจจะเป็นเพราะคนต่างวัยจึงเป็นที่มาของการเผชิญหน้าทางความคิดและอุดมการณ์ ซึ่งเหล่านี้เองฟังดูแล้วเป็นเรื่องปกติที่อาจจะเกิดขึ้นในสังคมที่มีคนจำนวนมากดังเช่น สังคมไทยในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามเรื่องที่ฟังดูปกติก็อาจจะกลับกลายเป็นความผิดปกติ เมื่อการเผชิญหน้าทางด้านความคิดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะชนวนเหตุที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ทางการเมืองและคำนิยามของคำว่าประชาธิปไตยเท่านั้น แต่กลับเป็นความขัดแย้งที่เกี่ยวข้อง กับสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของคนไทยมาช้านาน ถึงจะฟังดูเป็นเรื่องไม่ปกติแต่ดิฉันก็ไม่แปลกใจ ที่การแสดงออกของคนกลุ่มหนึ่งโดยการทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ และมีพฤติกรรมที่ส่อ ไปในทางขัดขวางขบวนเสด็จเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคมที่ผ่านมาจะเป็นการทำร้ายจิตใจของคน อีกกลุ่มหนึ่งจนต้องออกมาตอบโต้ ซึ่งตลอดเวลา ๑ เดือนที่ผ่านมาดิฉันเชื่อว่าเราทุกคน รับทราบและสัมผัสได้ถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เมื่อมีความเห็นต่างของภาคประชาชน ๒ วันนี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีค่ะที่สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ทำให้ภาคส่วนการเมืองตัวแทนของ พี่น้องประชาชนจากทุกพื้นที่ได้มานั่งพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเพื่อแสวงหาจุดร่วม และสงวนจุดต่างหาทางออกให้กับประเทศ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม ๓ ข้อด้วยกัน ถึงแม้วันนี้สภาแห่งนี้จะนำเรื่องเข้าสภา ๓ ข้อ แต่อย่างไรก็ตามดิฉันคิดว่า เนื้อหากลับไม่สอดคล้องกัน ดิฉันคิดว่าประเด็นที่เรากำลังถกเถียงกันอยู่นั้นยังไม่ตอบโจทย์ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้เท่าที่ควร -------------------------------------------–––––––– คำถามที่เกิดขึ้นคือเรากำลังทำเรื่องง่ายให้กลับกลายเป็นเรื่องยากหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดวันนี้ ควรมีการหยิบยกประเด็นข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นที่สามารถพูดคุยกันได้เข้ามาพิจารณาก่อน ดิฉันในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตัวแทนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน จึงขอเสนอ ๓ จุดยืนและ ๑ ทางออกที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมต่อไปนี้ค่ะ

ประการแรก เมื่อมีการชุมนุมที่เกิดขึ้นโดยสงบ ดิฉันไม่สนับสนุนการใช้ ความรุนแรงทุกประเภทจากทุกฝ่าย ซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีการใช้ ความรุนแรงแก้ไขปัญหามาหลายครั้ง และทุกครั้งก็ได้สร้างบาดแผลให้กับสังคม และพิสูจน์ แล้วว่ามันไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง จากบทเรียนในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่มีการล้อมปราบนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยชนวนเหตุที่มีการสร้าง ความเกลียดชังของผู้เห็นต่างจนนำไปสู่การสูญเสีย เหตุการณ์ครั้งนั้นดิฉันเชื่อว่า ยังคงเป็นเครื่องเตือนสติให้กับทุกฝ่ายว่าเราไม่ควรสร้างเงื่อนไขให้สังคมกลับไปสู่จุดนั้นอีก เพราะฉะนั้นการชุมนุมที่เกิดขึ้นจะต้องไม่มีผู้สูญเสีย

ประการที่ ๒ ทุกฝ่ายต้องเคารพกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ต้องเป็นธรรม เพราะประเทศไทยเราเองปกครองด้วยหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมซึ่งเป็นสิ่ง สำคัญมิใช่เป็นเพียงเพราะบัญญัติลงในรัฐธรรมนูญ แต่มันเป็นหัวใจหลักในการใช้บริหาร บ้านเมืองดังที่ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ได้เคยกล่าวไว้ขณะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ว่าถึงแม้ท่านไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยเท่ากันได้ แต่ท่านเองสามารถทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้ กฎหมายเดียวกันได้ และนี่ละค่ะคือสิ่งที่ผู้นำทุกคนต้องปฏิบัติตาม

ท่านประธานที่เคารพคะ การประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินก่อนหน้านี้ ดิฉันเข้าใจดี ว่าท่านนายกรัฐมนตรีทำไปบนพื้นฐานของเหตุและผล แต่อย่างไรก็ตามบนความเห็น ที่ไม่ตรงกันในช่วงเวลานั้น ท่านนายกรัฐมนตรีก็ควรจะระมัดระวังให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะ ในเรื่องของการเข้าจับกุมและการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ทราบมาว่า มากกว่า ๔๐ ราย ที่ผ่านมาดิฉันเองก็คิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็คงจะเห็นปรากฏการณ์ จับสิบเกิดแสนเพื่อถ่มแทนผู้ถูกจับมาแล้ว ซึ่งดิฉันเองก็ไม่อยากจะเห็นภาพเช่นนั้นค่ะ

ประการสุดท้ายคงหนีไม่พ้นในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นจุดยืน ของพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด เพราะดิฉันคิดว่าการเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๒๕๖ นั้น สามารถลดความตึงเครียดในภาวะเช่นนี้ได้ หลังจากนั้น ก็ควรจะมีการตั้ง ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง เข้ามาทำหน้าที่พิจารณาประเด็นต่าง ๆ ส่วนจะปิดสวิตช์ (Switch) ส.ว. หรือไม่นั้น ก็ต้องมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของ ส.ส.ร. ผู้มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนเป็นผู้ไปพิจารณา และเมื่อ ส.ส.ร. พิจารณาเสร็จสิ้น หากกลุ่มผู้ชุมนุมจะเรียกร้องให้มีการยุบสภาในตอนนั้น ดิฉันคิดว่าฟังดูแล้วก็คงจะมีน้ำหนัก แต่การที่ผู้ชุมนุมจะมาเรียกร้องให้มีการยุบสภา หรือให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออกในตอนนี้ แลดูจะไม่ใช่ทางแก้ ทุกฝ่ายรู้ดีว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นความขัดแย้งระหว่าง ผู้ชุมนุมกับรัฐบาล มันไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลในสภาที่จะส่งผล ให้สภาแห่งนี้เดินหน้าต่อไปไม่ได้ และท้ายที่สุดต้องคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

ดิฉันจึงเห็นว่าการขอให้การขอให้มีการยุบสภาและการขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ลาออกในตอนนี้ ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย จึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ดังที่ท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้านเอง ขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ ท่านสุทิน คลังแสง เคยให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าการยุบสภามิใช่ทางออกของปัญหา อีกทั้งยังได้ ให้สัมภาษณ์ว่าฝ่ายค้านเองจะพยายามทำงานร่วมกับรัฐบาลและ ส.ว. เพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของสังคมมากที่สุด และนี่ค่ะเป็นเครื่องยืนยันว่าชั่วโมงนี้ สภาแห่งนี้ยังคง เดินหน้าต่อไปได้ ก่อนที่การเผชิญหน้าทางด้านความคิดและอุดมการณ์จะหนักกว่านี้ ก่อนที่ อะไร ๆ จะเกินเลย และก่อนที่จะสายเกินไปค่ะ ถึงเวลาแล้วที่สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ควรจะ มีการตั้งคณะทำงานเพื่อหาทางออกประเทศขึ้นมาอย่างจริงจัง รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย อย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ดังที่ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเอาไว้ เมื่อวานตอนต้น ขอขอบพระคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านต่อไปคุณถวิล เปลี่ยนศรี หลังจากนั้นจะเป็นคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แล้วก็เป็นคุณชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ขอเชิญท่านถวิล เปลี่ยนศรี ครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนอื่นผมต้อง ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณคณะรัฐมนตรี ที่ให้เกียรติแก่สภาแห่งนี้ได้เป็นเวทีที่จะ ปรึกษาหารือเรื่องที่สำคัญของบ้านเมือง ผมคิดว่าเป็นความสวยงามของระบอบ ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเราอย่างหนึ่ง เพราะเวที หรือสถานที่แห่งนี้เป็นเวทีที่ผู้แทนของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญที่ล้วนแต่มีวุฒิภาวะ มีเกียรติที่จะได้มาพูดจากันปัญหาสำคัญ ๆ ของบ้านเมืองแทนผู้คนทั้งประเทศ บนพื้นฐาน ของการรักษาผลประโยชน์ของชาติและบ้านเมือง แม้ว่าสถานที่แห่งนี้บางครั้งบางคราว บางยุคบางสมัยอาจจะถูกใช้เป็นเวทีของเสียงข้างมากกระทำการตามอำเภอใจเพื่อตอบสนอง ต่อผลประโยชน์ของนายทุนที่บงการอยู่ข้างหลัง ปิดปากฝ่ายค้าน ปิดปากผู้ที่ไม่เห็นด้วย ผ่านเรื่องราวที่สวนทางกับความรู้สึก ความนึกคิดของประชาชนมาบ้างก็ตาม แต่นั่นก็เป็นแค่ ประวัติด่างพร้อยที่เป็นส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่สภาแห่งนี้ยังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อยู่ และด้วยเหตุที่สภาแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่กระทำลุแก่อำนาจ กระทำการด้วย ความหยาบช้าและไม่ละอายแก่ใจเช่นนั้นต่างก็ได้รับบทเรียนอันเจ็บแสบจากประชาชน ทั้งประเทศมาแล้วอย่างที่พวกเราเห็น ๆ กันอยู่ ผมจึงดีใจนะครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ เกียรติสภาแห่งนี้ได้ร่วมหารือในปัญหาที่สำคัญ ผมคงใช้เวทีแห่งนี้พูดเรื่องสำคัญวันนี้ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ประเด็นแรก ก็คือเรื่องอะไรบ้างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ขอหารือ สภาแห่งนี้ ประเด็นที่ ๒ ผมขออนุญาตที่จะวิเคราะห์แล้วก็เชื่อมโยงประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านได้ หารือ แล้วก็สุดท้าย ผมมีข้อเสนอที่เป็นทางออก

ประเด็นแรก เรื่องอะไรบ้างที่ท่านนายกรัฐมนตรีหารือต่อสภาแห่งนี้ ผมแกะ จากหนังสือที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีไปถึงประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๓ ก็เห็นว่ามีอยู่ ๓ เรื่องเท่านั้น เรื่องแรก ก็คือเรื่องของโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ท่านให้ข้อมูลว่ามันยังระบาดอยู่ทั่วโลก ยังไม่มีทีท่าที่จะสงบลง ประเทศเราแม้จะควบคุมได้ดี แต่ก็ยังพบผู้ที่ติดเชื้อเดินทางเข้ามา เป็นระยะ ๆ แล้วขณะนี้รัฐบาลกำลังผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ เพื่อที่จะฟื้นฟูทางด้าน เศรษฐกิจ แต่การชุมนุมและหน้าฝนที่เป็นอยู่ก็อาจจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

ปัญหาที่ ๒ ที่ท่านหารือเข้ามาในสภาแห่งนี้คือปัญหาเรื่องการชุมนุม ทางการเมือง แล้วก็มีผู้ชุมนุมไปขัดขวางขบวนเสด็จนะครับ

เรื่องที่ ๓ เรื่องที่ท่านหารือก็คือเรื่องการเรียกร้องทางการเมืองจากการชุมนุม หลายเรื่องด้วยกัน เช่น ให้นายกรัฐมนตรีลาออก ให้มีการยุบสภา ให้มีการปล่อยผู้ต้องหา ที่กระทำความผิดในการชุมนุม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปสถาบัน เป็นต้น ผมคิดว่าทั้ง ๓ เรื่องนี้มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวพันกันนะครับ

ประเด็นแรก ผมอยากจะเรียนว่าประเทศไทยเราเจอกับปัญหาเรื่อง โรคระบาดไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) นี้มาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๓ และต้องถือว่าปัญหานี้ เป็นปัญหาที่มีความรุนแรงและกระทบในวงกว้างอย่างที่เราไม่เคยเจอมาก่อน

ประการแรก เพราะว่าเป็นปัญหาที่เราไม่คาดคิด ไม่คาดฝัน อยู่ ๆ ก็เกิดขึ้น แล้วก็มีผลกระทบรุนแรงทันที

ประเด็นที่ ๒ เป็นปัญหาที่กระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในประเทศนี้แทบทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ด้านสาธารณสุข และเป็นเหตุที่มีมาอย่างรุนแรง เหมือนฟ้าร้อง ฟ้าแลบนะครับ นับ ๑ ๒ ๓ ไม่ทันอุดหูฟ้าก็ผ่าลงมาทันที ผู้คนเจ็บป่วย กิจกรรม ทางเศรษฐกิจ การเดินทาง การท่องเที่ยวต่าง ๆ หยุดชะงักลงทันที ผู้คนก็ตกงานขาดรายได้ ทุกอย่างนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วแล้วก็ป้องกันยาก

ประการที่สำคัญก็คือเรื่องนี้เป็นไปทั้งโลก ไม่มีใครช่วยใครได้ ทุกคนต้องช่วย ตัวเอง และไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามครับต้องถือว่าเราโชคดีมาก ๆ ที่ทางการสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคนี้ได้เป็นอย่างดีและรวดเร็วไม่ใช่ดี แบบธรรมดานะครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดแล้วว่าดีติดอันดับต้น ๆ ของโลกอย่างน่า ภาคภูมิใจด้วยซ้ำไป ในขณะที่ทั้งโลกขณะนี้ยังควบคุมไม่ได้คนติดเชื้อ ๔๐ กว่าล้านคนไปแล้ว ผู้ที่เสียชีวิตก็เกินกว่า ๑ ล้านคนไปแล้วและยังไม่มีทีว่าจะหยุดลง แต่บ้านเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตามครับ พร้อม ๆ กับความสำเร็จที่ได้มีมาอย่างมากมายนั้นต้นทุนที่เราต้องจ่าย ออกไปก็คือสภาพทางเศรษฐกิจที่ทรุดโทรม หยุดชะงักลงในทุกภาคทุกสาขาของอาชีพ การฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะที่ชะงักงันไปทุกสาขาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องดำเนินการ ให้เกิดความสมดุลระหว่างการรักษาและควบคุมดูแลเรื่องโรคระบาดกับการเปิดกิจกรรม ทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ งานอย่างนี้ต้องอาศัยมือชั้นเซียนที่จะต้องรักษา สมดุลให้ได้อยู่ตลอดเวลา เผลอไม่ได้มันเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งนะครับ ในระยะที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้ดำเนินการในหลายเรื่องด้วยกัน ผมคิดว่าแค่การสร้างความสมดุลระหว่าง การควบคุมดูแลเรื่องโรคระบาด การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินไปพร้อมกันนั้นก็เป็นภาระ ที่หนักมากอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอเอาการชุมนุมทางการเมืองที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ทำให้โจทย์เหล่านี้ มีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะการชุมนุมของคนจำนวนมากนั้นแม้ว่าจะมีการป้องกันที่ดี อย่างไรก็ตาม แต่โอกาสที่จะเกิดการติดต่อของโรคนั้นมีอยู่มากและทำให้การควบคุมนี้ทำได้ ยากยิ่งขึ้น อีกทั้งบ้านเมืองที่ตกอยู่ในสภาพที่วุ่นวายมีการชุมนุมอยู่ตลอดเวลานั้น การค้า การผลิต การลงทุนก็ย่อมจะขาดความเชื่อมั่นไปด้วย แค่นี้ก็เป็นโจทย์ที่ยากมากอยู่แล้ว ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคระบาด ท่ามกลางที่จะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ว่าการชุมนุม ทางการเมืองนั้นยังปรากฏประเด็นของการล่วงเกิน ล่วงละเมิดสถาบันแทรกเข้ามาอีกก็ทำให้ ประเด็นนี้ยิ่งยุ่งยากซับซ้อนเพิ่มขึ้นทวีคูณไปอีก เพราะอย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าสถาบัน พระมหากษัตริย์ของไทยนั้นเป็นสถาบันที่สำคัญของประเทศ เป็นที่เคารพสักการะของคนไทย ทั้งประเทศ การจุดประเด็นความขัดแย้งในเรื่องพวกนี้ขึ้นมาจึงเป็นเรื่องที่ล่อแหลม แล้วก็ อ่อนไหวและพร้อมที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง แตกแยกที่รุนแรง ไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคง ของประเทศแต่ประการใด ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าทั้ง ๓ เรื่องที่นายกรัฐมนตรี ได้หารือต่อรัฐสภาแห่งนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกัน ผมขออนุญาตใช้เวลาต่อไปนี้เสนอ ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหานะครับ

เรื่องแรก เรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน ดังที่ผมได้เรียนแล้วนะครับว่าปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด ของไวรัสโคโรนา ๑๙ (Virus Corona 19) นั้นรุนแรงหนักหนาอย่างไร สำนักวิจัยและพยากรณ์ ทางเศรษฐกิจบางสำนักคาดว่าวิกฤติครั้งนี้จะทำให้เราถอยหลังไป ๒-๓ ปี นั่นหมายความว่า จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๒-๓ ปีเพื่อให้เรากลับไปมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศได้เท่ากับ ในช่วงที่ผ่านมานะครับ ลำพังการที่จะประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมา เดินไปได้โดยไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด (Virus COVID) ขึ้นมาอีกนั้น ผมก็เชื่อว่าทุกท่านคงเห็นแล้วว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ไต่เส้นลวดที่ปากเหวโดยแท้นะครับ แล้วยังมีการชุมนุมทางการเมืองแทบทุกวันอย่างนี้ สถานการณ์อย่างนี้รัฐบาลก็เปรียบเสมือน นักกายกรรมที่ไต่เส้นลวดอยู่บนปากเหว แล้วข้างล่างก็มีคนตะโกนแช่งด่า แล้วก็แช่ง ให้ตกลงมาแทบทุกวัน ดีไม่ดีเขย่าแล้วเอาหินปาด้วย อย่างนี้ก็คงจะแก้ไขปัญหาได้ยากนะครับ ต่อประเด็นนี้ผมถึงเสนอว่าพวกเราทุกคนควรจะถอยเพื่อให้รัฐบาลได้มีสมาธิในการที่จะ ไต่ปากเหวพาพวกเราข้ามปัญหาที่สำคัญนี้ไป โดยถือว่าปัญหานี้เป็นปัญหาของพวกเราทุกคน ถ้าเรารอดเราก็รอดด้วยกัน ถ้าเราตายเราก็ตายด้วยกัน ถ้าเราจะทิ้งโอกาสผมคิดว่าเรื่องนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับหลาย ๆ ประเทศเรามีโอกาสที่ดีกว่าหลายประเทศเพราะเราควบคุมโรคได้ดี แต่ถ้าเราจะทิ้งโอกาสนี้เพื่อที่จะเอาชนะคะคานกันเท่านั้นก็เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นข้อเสนอประการที่ ๑ นะครับ

ส่วนเรื่องชุมนุมทางการเมืองที่บานปลายไปสู่เรื่องของการขัดขวาง ขบวนเสด็จนั้น ผมคิดว่าประเด็นนี้ผมอยากจะเตือนลูก ๆ หลาน ๆ น้อง ๆ ที่กำลังเคลื่อนไหว อยู่ว่าขอให้ท่านได้ทบทวนสักเล็กน้อยนะครับ ถือว่าเป็นคำเตือนจากคนแก่ ๆ คนหนึ่งก็ได้นะครับ

ประการแรก ผมเข้าใจดีว่าเด็กหนุ่มคนรุ่นใหม่นั้นเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญ ที่จะรับภาระบ้านเมืองต่อจากคนรุ่นเราต่อ ๆ ไป แต่ว่าเสียงของพวกเขานั้นควรอย่างยิ่ง จะได้รับการรับฟัง อย่างไรก็ตามการแสดงออกของพวกเขานั้นควรจะต้องเป็นไปตาม กาลเทศะ แล้วก็ให้เกียรติแก่คนรุ่นก่อนด้วย ควรจะดูว่าอะไรเหมาะ หรืออะไรไม่ควรนะครับ ต้องเรียนรู้จากคนรุ่นก่อน ๆ

ประการที่ ๒ ผมขอเรียนว่าในฐานะที่ทำงานด้านความมั่นคงมาตลอดชีวิต ผ่านเหตุการณ์ด้านความมั่นคงมามากมาย ผมขอเรียนว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น สำหรับประเทศไทยเราแล้วเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เป็นสถาบันที่เป็นเสาหลักที่ค้ำยัน และประกันความมั่นคงและความเป็นปึกแผ่นของประเทศนี้มาตลอด ท่านจะนับถือเลื่อมใส ในสถาบันนี้หรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่ผมอยากจะเตือนท่านก็คือว่าท่านรื้อ หรือทำลายเสาหลัก ของบ้านเมืองนี้ลงไม่ได้นะครับ ย้ำนะครับว่าท่านรื้อหรือทำลายเสาหลักของบ้านเมืองนี้ ลงไม่ได้ อันตรายต่อชาติบ้านเมืองถึงขั้นสูงสุดทีเดียว

ประการที่ ๓ ผมอยากจะเรียนว่าศัตรูของพวกคนรุ่นใหม่อย่างพวกท่านนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ท่านต่อต้านอยู่หรอกครับ บ้านเมืองที่มีปัญหามากมาย ทั้งการโกงกิน ล้าหลัง ในประการต่าง ๆ นั้นไม่ใช่เพราะสถาบันหรอกครับ แต่เป็นเพราะนักการเมือง นักการเมือง นะครับ ผมย้ำนักการเมืองที่ไม่ดี ข้าราชการที่ทุจริต นายทุนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยขาดจิตสำนึก นั่นคือศัตรูที่แท้จริงของประเทศนี้ และเป็นศัตรูของพวกท่านด้วย สิ่งที่ น่าเสียใจในวันนี้ก็คือว่านอกจากท่านไม่รู้ ท่านไม่เอาใจใส่ ท่านไม่รู้ว่าศัตรูของท่านเหล่านั้น เป็นอย่างไรแล้ว ท่านยังไม่ทราบว่าคนไม่ดีเหล่านี้กำลังเกาะหลังท่าน ปลุกปั่น บงการท่านอยู่ อย่างขี้ขลาด พวกเขาผลักหลังของพวกท่านเข้าสู่คุกตะราง แล้วคอยตักตวงผลประโยชน์ จากน้ำพักน้ำแรงของพวกท่านแบบจับปลาตอนน้ำขุ่นอย่างไม่มีความรับผิดชอบหรือสำนึก ชั่วดีใด ๆ เลย เรื่องนี้อาจจะแสลงใจน้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าจำเป็นต้องพูดครับ

ประการที่ ๔ การปฏิรูปสถาบันเป็นคำที่ท่านใช้อยู่นั้น ผมขอเรียนว่า การจะปฏิรูปอะไรสักอย่างหนึ่งนั้นนี่ ถ้าท่านทำด้วยความเกลียด ความโกรธแค้น ความชิงชัง ท่านทำไม่ได้หรอกครับ การปฏิรูปสิ่งใดสิ่งหนึ่งต้องเริ่มด้วยความรัก ความอยากจะเห็นสิ่งนั้น ดีขึ้นจึงจะทำได้ แต่ว่าถ้าท่านเริ่มด้วยความเกลียดชังอย่างที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้ ผมคิดว่า ท่านทำไม่ได้หรอกครับ

สุดท้ายผมขอประณามนะครับ ผู้ที่มีพฤติการณ์เป็นไอ้โม่ง หรืออีแอบ ที่เอาความคิด ความเกลียดชังสถาบันปลูกฝังใส่ลงไปในความคิดของเด็ก ๆ ที่เป็นอนาคตของ ประเทศนี้เพียงเพื่อสนองความต้องการมักใหญ่ใฝ่สูง หรืออุดมการณ์ ความคิด ความเกลียด ส่วนตัวของท่านอย่างไม่รับผิดชอบใด ๆ ผมเห็นมามากแล้วว่าคนที่กระทำการเยี่ยงนี้เขาต้อง พบกับอนาคตที่เลวร้ายอย่างไร นี่ไม่ได้เป็นคำแช่งนะครับ เพียงแต่ว่าผมอยากจะเตือน ท่านนะครับ

ส่วนเรื่องข้อเรียกร้องทางการเมืองนั้นผมคิดว่าหลายเรื่องทีเดียวนะครับ เรื่องให้นายกรัฐมนตรีลาออกก็ดี เรื่องที่จะยุบสภาก็ดี ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับ ทาง ส.ว. สักเท่าไร แล้วก็มีอยู่ชัดเจนในรัฐธรรมนูญแล้วว่ามันมีช่องทางอยู่ท่านก็ไปใช้ ช่องทางของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถ้าท่านทำได้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ต้องพ้น ตำแหน่งไป ถ้าท่านทำไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีเกิดเห็นว่าเป็นปัญหาของสภาท่านก็ยุบสภา ไปนะครับ แต่ถ้าจะให้คนอย่างผมซึ่งเป็นวงนอกของเรื่องนี้ให้ความเห็นเรื่องนี้สักเล็กน้อย ผมก็อยากจะเรียนว่าเท่าที่ดูการบริหารงานของรัฐบาล ดูการทำงานของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนี้มา ๖ ปีเศษ ๆ นั้น ผมคิดว่าท่านก็ยังไม่ได้ทำความผิดพลาดอะไรรุนแรงถึงขั้นที่จะไล่กัน เหมือนเมื่อครั้งหนึ่งที่เราเคยไล่นายกรัฐมนตรีกันทั้งประเทศมาแล้วนะครับ เท่าที่ผมเห็น และติดตามมาตลอดระยะเวลาที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีท่านก็สามารถนำพาบ้านเมือง ให้ผ่านวิกฤติและแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศที่คั่งค้างมาได้หลายเรื่อง แล้วก็ยังสามารถ ประคับประคองบ้านเมืองให้อยู่ได้มาถึงทุกวันนี้ ที่สำคัญผมยังไม่เห็นเรื่องของการทุจริต คดโกงอะไรเลยนะครับ ตลอดเวลา ๖ ปีกว่าที่ท่านได้ทำหน้าที่ในฐานะของนายกรัฐมนตรี มานะครับ

สำหรับเรื่องประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ผมเห็นว่าเรื่องนี้สมาชิก หลายท่านเห็นว่าเป็นเรื่องของศูนย์กลางหรือเป็นเรื่องหลักของความขัดแย้ง ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าถ้ามันเป็นเรื่องหลักของความขัดแย้งในขณะนี้ เรื่องนี้ก็มีคำตอบอยู่แล้วในสภา ถึงแม้ว่าเรื่องนี้ในสภาจะยังไม่ได้รับหลักการในวาระแรก แล้วก็ไปตั้งคณะกรรมาธิการ เพื่อที่จะศึกษาในรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามีข้อขัดข้องประการใดบ้าง ผมก็คิดว่า เมื่อเปิดสมัยประชุมในเดือนพฤศจิกายนนี้ เรื่องนี้ก็คงจะเข้ามาสู่การพิจารณาได้นะครับ รวมทั้งร่างของประชาชนด้วยนะครับ ซึ่งท่านประธานรัฐสภาก็เรียนแล้วว่าอยู่ระหว่าง การดำเนินการของทางรัฐสภาเพื่อตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ ให้เรียบร้อย แล้วก็คงจะนำเข้ามา พิจารณาได้ต่อไป เรื่องนี้ก็เดินต่อไปได้นะครับ ถ้ามันเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งเรื่องนี้ ก็มีแนวทางที่จะแก้ไขในเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ก็อยากจะให้ดำเนินการต่อไป แต่ถ้าถามว่าเรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับวุฒิสภาอย่างไรบ้าง ผมเรียนนะครับ ผมอาจจะพูดแทนท่านสมาชิกวุฒิสภา ทั้งหมดไม่ได้ก็ตาม แต่ผมเรียนแทนทุกท่านที่เป็นส่วนใหญ่ได้นะครับว่าเราไม่ได้มี ความขัดข้องอะไรเลย เราไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรเลยที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราทำหน้าที่ เราทำเรื่องภารกิจต่าง ๆ ของเราโดยยึดถือผลประโยชน์ส่วนรวม ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งเท่านั้น หลายท่านมองเห็นว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องอาศัย เสียงของวุฒิสภา ๑ ใน ๓ ก็คือ ๘๔ เสียง เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ให้ได้ต้องไม่กระทบ ต่อผลประโยชน์ ต้องไม่กระทบต่อสิ่งที่เป็นอำนาจของวุฒิสภา ผมเรียนว่าท่านเข้าใจสมาชิก วุฒิสภาชุดนี้ผิดอย่างมหันต์ทีเดียวนะครับ เราไม่เคยหวงอำนาจ เราไม่เคยหวงสิ่งที่ท่าน เข้าใจว่าเป็นผลประโยชน์ของเรา เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญท่านก็สามารถ ดำเนินการได้ต่อไปเลย ท่านจะทำอะไรก็ตามไม่จำเป็นต้องมาคำนึงถึงวุฒิสภา เราพร้อมที่จะ สนับสนุนในส่วนนั้นให้กับท่านอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ขอแต่เพียงว่าขอให้ท่านดำเนินการในเรื่อง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นให้เป็นไปโดยชอบธรรม เป็นไปโดยถูกต้องตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย ตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้ แล้วก็ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน เรื่องพวกนี้พวกเราไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปขัดข้องท่านได้เลยนะครับ ผมก็ ขออนุญาตสรุปตรงนี้สั้น ๆ นะครับว่า

เรื่องแรก เรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ขอให้พวกเราคำนึงถึงว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องของเราทุกคน เรากำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นควรจะ ยุติความขัดแย้ง ให้เวลารัฐบาลที่จะมีสมาธิในการแก้ไขปัญหานะครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเรียนรายละเอียด แล้วว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ท่านอย่าเอาประเด็นพวกนี้ขึ้นมา เรื่องของการปฏิรูปสถาบัน อย่างที่ท่านแสดงอยู่ขณะนี้ทำไม่ได้หรอกครับ ท่ามกลางความเกลียดชัง ความคับแค้น อย่างนั้นทำไม่ได้ หาวิธีอื่นค่อย ๆ พูดจากันผมคิดว่าน่าจะดีกว่า

สุดท้าย เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีช่องทาง มีแนวทาง มีการดำเนินการ อยู่แล้ว ก็ขอให้ดำเนินการไปตามนั้น ผมเกรงเหลือเกินครับ สุดท้ายว่าถึงแม้จะแก้ไข รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ความขัดแย้งต่าง ๆ ผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถยุติลงได้ ขอบคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ขอเชิญครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร นะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความแตกต่าง หลากหลายและความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกันเป็นเรื่องปกติของทุกสังคมอยู่แล้ว การจะบังคับ ให้คนทุกคนคิดเหมือน ๆ กันก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แล้วเราต้องยอมรับอย่างหนึ่งครับว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นที่ละเอียดอ่อน อย่างกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นย่อมก่อให้เกิดความหวาดระแวงต่อกันในหมู่ ประชาชนที่เห็นต่างซึ่งเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว ผมเชื่อว่าประชาชนคนไทยทุก ๆ คน ต่างตระหนักดีอยู่แล้วครับว่าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ ทุกองค์กร ทุกสิ่งอย่างจำเป็นต้องมีการปรับตัวบ้างไม่มากก็น้อย แล้วความพยายามที่จะตรึงทุกอย่าง ให้คงเดิม หยุดยั้งไม่ให้มีการปรับตัวใด ๆ เลยนั้นจะไม่เป็นผลดี และอาจก่อผลเสีย ในระยะยาวด้วยซ้ำ ผมคิดว่าจะอย่างไรก็ตาม จุดยืนที่สังคมนี้ต้องมีร่วมกันก็คือเราต้องอยู่ ร่วมกันในประเทศนี้ต่อไป ทุกวันนี้คนที่คิดต่างอยู่รอบตัว หลายคนอยู่ใกล้ตัวเรา เต็มไปหมดครับท่านประธาน หลายคนเป็นพ่อแม่ลูกที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน เป็นเพื่อนสนิทที่เคยกอดคอร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เราไม่สามารถที่จะไล่หรือกำจัดคนที่ เห็นต่างจากเราให้ออกไปจากชีวิตเราได้ ท่าทีของรัฐบาลต่อปรากฏการณ์ทางสังคมนี้ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้สำคัญเป็นอย่างมาก รัฐบาล ที่ยึดโยงกับประชาชนต้องเปิดใจรับฟังเสียงของประชาชน และใช้วิธีการตามระบอบ ประชาธิปไตยและกลไกของรัฐสภาในการคลี่คลายปัญหาควบคู่ไปกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัย และเปิดโอกาสให้คนที่คิดต่างได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันด้วยเหตุด้วยผลอย่างมีวุฒิภาวะ เมื่อความเห็นที่แตกต่างกันได้รับการเคารพและแต่ละฝ่ายจะเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น ความหวาดระแวงที่มีต่อกันก็จะผ่อนคลายทุเลาลง มองเห็นเจตนาที่ดีของอีกฝ่ายกันมากขึ้น และจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะทำให้การพูดคุยกันที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ในสังคมภายนอกมีวุฒิภาวะตามไปด้วย แต่สิ่งที่รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำ กลับตรงกันข้ามครับท่านประธาน ไม่รับฟังเสียงของประชาชน แถมยังเหิมเกริมยืนกรานว่า ตนเองไม่เคยทำผิดอะไรเลย ที่ผ่านมาตั้งแต่ยึดอำนาจในปี ๒๕๕๗ จนถึงทุกวันนี้ ท่านไม่เคย ทำผิดอะไรเลยหรือครับ ๖-๗ ปีที่ผ่านมานี่ เมื่อนายกรัฐมนตรีที่เป็นตัวหลักเป็นแกนกลาง ของปัญหากับยืนกรานว่าตัวเองไม่ใช่ปัญหาและไม่เคยผิดอะไรเลย ปัญหาก็เลยลุกลาม กลายเป็นไฟลามทุ่งครับท่านประธาน และสิ่งที่รัฐบาลนี้กำลังทำอยู่ไม่ต่างจากการเติมฟืน เข้าไปในกองไฟ เอาน้ำมันก๊าดราดเข้าไปในกองเพลิง ใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ จับกุม ประชาชนที่คิดต่าง จับแล้วจับอีก จับแล้วจับเล่า และมีการขู่ว่าจะดำเนินคดีกับผู้ใช้สื่อ โซเซียล (Social) ถึง ๓๐๐,๐๐๐ ราย ประเทศนี้ถ้าจับประชาชนถึง ๓๐๐,๐๐๐ ไม่ว่าจะราย หรือยูอาร์แอล (URL) อยู่กันไม่ได้แล้วครับ และยังมีความพยายามที่จะปิดหูปิดตาประชาชน ด้วยการออกคำสั่งปิดกั้นสื่อและคุกคามเสรีภาพของสื่อมวลชนอีกด้วย โชคดีที่ทำไม่สำเร็จ และที่ให้อภัยไม่ได้เลยครับ คือพฤติกรรมที่สังคมนี้กำลังกังวลว่าเป็นความพยายามที่จะผลิต ซ้ำเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ ซึ่งครั้งนั้นครับท่านประธาน มีการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มนวพล ซึ่งมีความโยงใยกับรัฐ พร้อมกับเอาประเด็นที่อ่อนไหวมา ยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังกัน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณวิโรจน์พยายามอย่าไปพาดพิง ถึงองค์กรในอดีตครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ครับ ท่านประธานครับ ฟังผมสักนิดครับ จะเข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่ดี แต่ผมรับฟังคำแนะนำ ของท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เข้าใจครับ แต่ว่าไม่อยากให้พาดพิง ไปถึงองค์กรอื่นครับ ไม่มีโอกาสเข้ามาชี้แจงครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชังกัน อาฆาตมาดร้ายต่อกัน จนประชาชนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่า ตนเองได้รับใบอนุญาตให้ฆ่าจากรัฐบาล จนนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมการสังหารหมู่นักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งไม่สามารถจับกุมฆาตกรมาดำเนินคดีได้เลยแม้แต่คนเดียว และเหตุการณ์ดังกล่าวยังนำไปสู่การทำรัฐประหารอีกด้วย เหตุการณ์แบบ ๖ ตุลาไม่ใช่ว่า ไม่เคยเกิดซ้ำนะครับท่านประธาน โศกนาฏกรรมในลักษณะนี้ได้ถูกผลิตซ้ำมาแล้วครั้งหนึ่ง ในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ทุ่งสังหารแยกราชประสงค์ในปี ๒๕๕๓ กับผังล้มเจ้าที่ไปสารภาพ กลางศาลว่ามโนขึ้นมาเอง มีผู้เสียชีวิต ๙๙ ศพ แม้ว่าวันนี้ผ่านไป ๑๐ ปีแล้ว ประวัติศาสตร์ หน้านี้ก็คือยังไม่เคยถูกชำระ ฆาตกรยังลอยนวล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่คิดที่จะ เรียนรู้ถึงความเสียหายทางประวัติศาสตร์อย่างนี้บ้างเลยหรือครับ ทุกวันนี้ยังมีการเอาคำว่า ชังชาติ เอาคำว่า ล้มเจ้า ชังชาติ ล้มเจ้า ชังชาติ ล้มเจ้า มาปลุกปั่นสร้างความเกลียดชัง แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นครับ จะให้ฆ่ากันแล้วทำบิ๊ก คลีนนิ่ง เดย์ (Big Cleaning Day) แล้วก็ทำรัฐประหาร แต่งเพลงขายฝัน ปฏิรูปแล้วก็ฆ่ากันใหม่ ทำรัฐประหารกันใหม่ วนซ้ำ แบบนี้ไปเรื่อย ๆ หรือครับ ผมคิดว่าต้องเลิกได้แล้วครับ กับการที่ศูนย์ปฏิบัติการ นายกรัฐมนตรีหรือพีม็อค (PMOC) โพสต์ (Post) ข้อความเสียดสีประชาชนที่เห็นต่างจาก รัฐบาลเป็นระยะ ๆ ออกคำสั่งเกณฑ์ข้าราชการท้องถิ่น ลูกจ้างให้ออกมาใส่เสื้อเหลืองชุมนุม เคลื่อนไหว ซึ่งปรากฏเป็นหนังสือราชการและแชตไลน์ (Chat line) ว่อนเน็ต (Net) ไปหมด ที่หลักฐานเหล่านี้หลุดออกมาก็เพราะว่า ต้องยอมรับว่ามีคนที่ถูกเกณฑ์จำนวนไม่น้อย เขารู้สึกไม่สบายใจกับวิธีการแบบนี้ เขาก็เลยต้องเผยแพร่ออกมา การเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารมาใส่เสื้อเหลืองแล้วแฝงตัวเป็นประชาชน ซึ่งประชาชนสังเกตง่าย ๆ จากทรงผมครับ เพราะเป็นไปไม่ได้ครับที่ประชาชนกันทุก ๆ คนจะนัดกันตัดผมเกรียนกันมาทรงเดียวกันแบบนี้ พฤติกรรมเหล่านี้ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นความพยายามที่จะแบ่งประชาชนออกเป็นฝักฝ่าย จากนั้นก็จะใช้ความเกลียดชังถักทอเรื่องราว สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งที่นำไปสู่ การปะทะประทุษร้ายต่อกันในหมู่ประชาชนในที่สุด จากเสื้อเหลืองครับท่านประธานที่เคย เป็นสัญลักษณ์ของความรู้รักสามัคคี จนวันนี้น่าตกใจที่สุดครับ เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคมที่ผ่านมา ชายใส่เสื้อเหลืองคนหนึ่งไปร่วมชุมนุมแสดงจุดยืนในความจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ แต่ไม่สนับสนุนอำนาจเผด็จการของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับเกือบถูกรุมทำร้าย โดยคนที่ใส่เสื้อเหลืองอีกกลุ่มหนึ่ง จนสังคมวันนี้ต้องตั้งคำถามว่าเสื้อเหลืองได้ถูก พลเอก ประยุทธ์สร้างให้กลายเป็นสัญลักษณ์ในการปกป้องอำนาจเผด็จการของตนไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อไร หรืออย่างในกรณีความรุนแรงที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ท่าทีของ กอร.ฉ. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่างกล่าวโทษไปที่นักเรียน และเนตรนารีว่าเข้าไปยั่วยุก่อน เหมือนเป็นการรับรองความชอบธรรมในการทำร้าย ประชาชนซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะการตะโกนและชู ๓ นิ้วของนักเรียนและเนตรนารีต่อให้เกิดขึ้นจริง จะอย่างไรก็ไม่สามารถยอมรับให้เป็นความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงเข้าไปประทุษร้าย ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่งได้ สังคมจึงตั้งข้อสังเกตว่านี่เป็นสัญญาณที่รัฐบาลกำลังให้ท้าย ให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งสามารถเข้าไปทำร้ายประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่เห็นต่างจากรัฐบาลได้ ใช่หรือไม่ ที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอาแต่หลอนตัวเองบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า การชุมนุมของประชาชนนี้มีคนอยู่เบื้องหลัง คิดดูถูกประชาชนอยู่ตลอดเวลา ไม่คิดว่า ประชาชนจะมีความคิดเป็นของตัวเอง พอตนเองไม่มีสติปัญญาในการบริหารราชการแผ่นดิน ก็เลยใช้มุขเดิม ๆ ในยุคสงครามเย็นคือสร้างปีศาจและยัดเยียดให้ประชาชนกลุ่มหนึ่ง เป็นศัตรู จากนั้นก็ปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชังกัน จงใจสร้างความไม่สงบขึ้นมาเอง โดยเอาประชาชนกลุ่มหนึ่งเป็นเหยื่อและหลอกให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งเป็นเครื่องมือ พอเกิด เหตุปะทะกันก็ใช้อำนาจพิเศษไม่ว่าจะเป็นการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง กฎอัยการศึก หรือหนักข้อถึงขั้นทำรัฐประหาร จากนั้นก็เข้ามาคืนความสุขขอเวลาอีกไม่นาน จากนั้นก็ใช้กฎหมายจัดการประชาชนที่คิดต่างอย่างเลือกปฏิบัติ เป็นแบบนี้ครับ ท่านประธาน ผมยืนยันครับท่านประธานครับว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นหลาย ๆ จุดพร้อมกัน ทั่วประเทศแบบโครงการไล่ประยุทธ์ผุดทั่วไทย ถ้ามีคนที่ต้องอยู่เบื้องหลังนี่นะก็น่าจะเป็น พรรคการเมืองที่เปิดเผยกับสื่อมวลชนตรง ๆ ว่ารัฐธรรมนูญนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเรา เสียมากกว่า เพราะนี่คือเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนรู้โดยทันทีผ่านสื่อว่ารัฐธรรมนูญนี้ ถูกออกแบบมาให้กับพรรคการเมืองเมืองพรรคหนึ่ง ไม่ได้ออกแบบมาให้กับประชาชน ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อประชาชน รัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็น รัฐบาลเพื่อประชาชน ท่านประธานครับ ผมอยากจะฝากไปถึงประชาชนผ่านท่านประธานว่า ผมทราบถึงหัวอกหัวใจของประชาชนดีว่าการที่ต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญ ที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาไม่ได้ออกมาแบบมาเพื่อประชาชนมันอึดอัดคับแค้น จนแทบจะระเบิด แต่สิ่งที่ประชาชนทุก ๆ ฝ่ายต้องพยายามช่วยกันในเวลานี้ก็คือ การประคับประคองไม่ให้สังคมนี้ต้องตกเป็นเหยื่อเงื่อนไขความขัดแย้งและความเกลียดชัง ที่ถูกสร้างขึ้น วันนี้ต่างฝ่ายต้องยอมรับครับว่าคนที่คิดต่างจากเรานั้นมีอยู่จริง เขาก็มีสิทธิ ที่จะแสดงออกถึงความคิดเห็นของเขา เราก็มีสิทธิที่จะแสดงออกถึงความคิดเห็นของเรา และต่างฝ่ายต้องมีความอดทนอดกลั้นและยืนยันที่จะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องมุ่งมาด ปรารถนาร้าย อาฆาตมาดร้ายต่อกัน ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับผู้ชุมนุมต้องเข้าใจก่อนครับ ว่าท่าทีที่ตรงไปตรงมาที่เราไม่คุ้นเคยจนกลายเป็นความเกรี้ยวกราดในบางครั้งเป็นเพราะ พวกเขาถูกกดทับด้วยอำนาจนิยมทั้งในครอบครัว โรงเรียน สังคมและวัฒนธรรม กับสังคม ที่ชายเป็นใหญ่ สังคมที่ให้อภิสิทธิ์กับผู้เกิดก่อน ระบบเส้น ระบบอุปถัมภ์ ระบบโซตัส (SOTUS) ที่ถ้าบอกแล้วเขาต้องเชื่อ เล่าให้ฟังแล้วเขาต้องซึ้ง สั่งให้ทำก็ต้องทำ ห้ามถาม ห้ามสงสัย ตอบไม่ตรงก็ไม่ได้ สังคมที่ผู้ชุมนุมเติบโตขึ้นมาผมยืนยันครับ ท่านประธาน รายล้อมพวกเขาด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เขาสามารถสืบค้นได้ ไม่ได้อยู่ ในสังคมที่อุดมไปด้วยอารมณ์แบบคนรุ่นเก่า รุ่นก่อนอีกต่อไป ละครตบจูบที่ผู้ใหญ่ดู อย่างสนุกสนานและไม่คิดอะไรในอดีต ปัจจุบันพวกเขาตั้งคำถามครับว่าการจับนางเอกไปขัง แล้วข่มเหงกันขนาดนี้จะไปรักกันลงคอได้อย่างไร หรือต่อให้ผู้ใหญ่ในวันนี้บอกกับพวกเขาว่า เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด แบบอารมณ์เลยครับ เขากลับถามผู้ใหญ่ว่าต้องเดินตามในระยะ กี่เมตรหมาถึงไม่กัด ผู้ใหญ่ไปบอกว่าฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน เด็กรุ่นนี้ถามว่าน้ำร้อนที่ว่านี้ กี่องศา แล้วถ้าเกิดน้ำร้อนลวกแล้วจะใช้ยาอะไร สารเคมีตัวไหนที่จะมีประสิทธิภาพสูงสุด ในการเยียวยา เขาอยู่กับข้อมูล เขาไม่ได้อยู่กับอารมณ์อีกต่อไปอีกแล้ว ที่เขาแสดงออกในวันนี้ด้วยท่าทีที่เรา ไม่คุ้นเคยก็เป็นเพราะอำนาจนิยมของสังคมที่กดทับเขามาโดยตลอด การแก้ไขปัญหานี้ เราจะใช้อำนาจนิยมกดเขาให้หนักกว่าเดิมอีกต่อไปไม่ได้ ที่สำคัญที่สุดเราต้องพูดคุย และเข้าใจพวกเขาด้วยสายใยทางสังคมที่มีต่อกัน ยังคงยึดมั่นว่าสายใยทางสังคมที่มีต่อกันนี้ ขาดจากกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสายใยของครอบครัวพ่อแม่ลูก สายใยของความเป็นเพื่อนที่เคย กอดคอกัน สายใยแห่งความปรารถนาดีของเครือญาติ และการมองพวกเขาในฐานะ เพื่อนร่วมชาติ ที่สักวันวิกฤตการณ์เกิดขึ้นเขาเหล่านี้นี่ละที่จะฝ่าวิกฤติไปพร้อมกับเรา ในฐานะเพื่อนร่วมชาติที่อยู่ร่วมกันในประเทศนี้ ในขณะที่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนที่ใส่ เสื้อเหลืองที่เขาออกมาเคลื่อนไหวเพราะความรัก และความห่วงใยในสถาบัน พระมหากษัตริย์ด้วยใจจริงก็มีอยู่จริง ซึ่งประชาชนอีกฝ่ายก็ต้องเคารพในความคิดเห็น และการแสดงออกของพวกเขาเช่นกันครับ

สำหรับข้อเสนอในการปฏิรูปสถาบันของผู้ชุมนุม ถ้าเราไม่ได้เพ่งโทษ แล้วพยายามมองไปที่เจตนาที่ดี เราก็จะเข้าใจว่าการปฏิรูปที่พวกเขาเสนอคือการปรับปรุง ให้ดีขึ้นเพื่อธำรงไว้เพื่อความสถิตสถาพรของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เคียงคู่ไปกับระบอบ ประชาธิปไตย เป็นมิ่งขวัญภายใต้รัฐธรรมนูญนี้สืบต่อไป ปัจจุบันก็มีผู้หลักผู้ใหญ่ และนักวิชาการหลายท่านได้ออกมานำเสนอแนวคิดในการปฏิรูปสถาบันในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่แตกต่างไปจากพวกเขา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่แลกเปลี่ยนและพูดคุยกันได้ด้วยเหตุด้วยผล อย่าระแวงกัน ผมเชื่อว่าในปัจจุบันนี้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังมีหนทางที่จะคลี่คลายได้ หากต่างฝ่ายต่างลดระดับการพูดที่เป็นการเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่ง ปรับโทน (Tone) กันลงมา ในเมื่อประชาชนหวังพึ่งให้รัฐบาลนี้สร้างพื้นที่ปลอดภัยไม่ได้ สร้างบรรยากาศที่ ประชาชนที่คิดต่างรู้สึกไว้วางใจที่จะพูดคุยกันด้วยไม่ได้ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับท่านประธาน ที่ประชาชนต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยนั้นด้วยตัวของเราเอง และเมื่อพื้นที่ปลอดภัยมีขอบเขต ที่กว้างขวางมากพอ บรรยากาศของประชาชนที่คิดต่างมีความไว้วางใจกันมากขึ้น ระแวง ต่อกันน้อยลง ต่างฝ่ายต่างเข้าอกเข้าใจถึงเจตนาที่ดีของกันและกันมากขึ้น การพูดคุย เพื่อหาทางออกในการปฏิรูปใด ๆ ทั้งกองทัพก็ดี หรือแม้แต่การปฏิรูปสถาบัน พระมหากษัตริย์ ก็เป็นไปได้ที่จะมีฉันทามติร่วมกัน หรืออย่างน้อยก็จะมีการทำประชามติ ที่ทุกฝ่ายยอมรับ การคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ผมยืนยันครับท่านประธานว่ายังไม่สาย เกินไปจริง ๆ เพียงแต่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แม้แต่วันนี้จะรู้ตัวเองว่าได้กระทำผิด อะไรลงไปยังทำไม่ได้ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอยู่หรือเปล่า ไม่ได้อยู่ใน สถานะที่เป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหานี้ได้อีกแล้ว ผมจึงขอเรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสียสละลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมทั้งขอให้พรรคร่วมรัฐบาล ได้พิจารณาถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล แล้วเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่เป็นอิสระจากกลไก ของ คสช. ให้มาขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน จากนั้นจึงยุบสภาแล้วคืนอำนาจให้กับประชาชนเสีย ต้องยอมรับว่ารัฐนาวานี้ ได้นับถอยหลังลงแล้ว ๓ ๒ ๑ ๐ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเสียสละลาออก เถอะครับ ลาออกเพื่อให้ประชาชนได้นับอนาคตของพวกเขาไปข้างหน้า วัน (One) ทูว์ (Two) ทรี (Three) โฟร์ (Four) ไฟฟ์ (Five) ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปจะเป็น ท่านชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

(นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธาน ถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านถวิลประท้วง

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ผมขออนุญาตประท้วง ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้นะครับ คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่ผมประท้วงเพราะว่า ผมไม่อยากขัดขึ้นมาประท้วงกลางคัน อยากให้ท่านมีสมาธิการอภิปราย แต่ว่าสิ่งที่ท่านพูด ช่วงต้น ๆ ของการอภิปรายนั้นเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และผมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยและผมเป็นผู้เสียหาย เรื่องของเหตุการณ์ที่ท่านเปรียบเทียบ ผมขออนุญาตท่านประธาน ผมพูดได้ใช่ไหมครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

เหตุการณ์ที่ท่าน เปรียบเทียบเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านถวิลประท้วงเพราะว่าเห็นว่า ข้อเท็จจริงไม่ตรงใช่ไหมครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ข้อเท็จจริงไม่ตรงครับ แล้วผมเสียหายครับท่านครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวก่อนนะครับ คืออย่างนี้ครับ ผมนี่เป็นคนท้วงติงให้ข้อสังเกตท่านวิโรจน์ไว้ตั้งแต่ตอนว่าถ้าเป็นเรื่องอดีตนี่เนื่องจากว่า องค์กรหรือบุคคลในอดีตไม่สามารถมาชี้แจงได้เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา แต่กรณีที่ ให้ท่านวิโรจน์ได้พูดเหตุการณ์ปัจจุบันหนักบ้าง เบาบ้างนี่เพราะมีตัวตนรัฐบาลอยู่ขณะนี้ สามารถอธิบายได้ครับ ทีนี้ท่านถวิลนะครับ กรณีของเหตุการณ์นั้นถึงไม่ตรงอย่างไรถ้าเป็น เรื่องซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับท่านถวิลโดยตรงเพียงแต่เป็นผู้รู้เหตุการณ์ ความจริงผมก็เป็นคนหนึ่ง นะครับ ๖ ตุลาคม ผมก็คนหนึ่งที่หนีอยู่นานในขณะนั้นกว่าจะออกมาได้ เพราะผมก็เป็น คนหนึ่งที่ถูกกล่าวหา แต่ผมคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ที่ผมจะชี้แจงในขณะนี้เพราะไม่ได้พาดพิงถึงผม เช่นเดียวกันไม่ได้พาดพิงถึงท่านถวิลครับ เพราะฉะนั้นกรุณาถือว่าไม่เป็นการประท้วงนะครับ ข้อเท็จจริงนั้นก็เป็นเรื่องที่ผู้พูดต้องรับผิดชอบเองครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

แต่ผมเสียหายครับ เพราะว่ามีตัวตนอยู่จริง แล้วผมอยู่ในเหตุการณ์ครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ใช่ครับ แต่ว่าบังเอิญไม่ได้พาดพิงถึง ชื่อท่านนะครับ เป็นแต่เพียงว่าท่านเห็นว่ามันเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงนะครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ไม่ได้ระบุ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไว้โอกาสสำหรับผู้อื่นก็แล้วกันครับ อภิปรายในเรื่องนี้ครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน นิดเดียวครับ เพราะว่ากราบเรียนเหตุผลนะครับท่านประธานครับด้วยความเคารพครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ผมฟังเหตุผลครับ เชิญเลยครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

คือถึงแม้ว่าไม่ได้ระบุชื่อผม แต่ว่าท่านพูดถึงเรื่องของการปราบปราม นี่เป็นคำของท่านนะครับ ประชาชนเมื่อปี ๒๕๕๓ ผมคิดว่าเป็นเหตุการณ์เมื่อเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อ๋อครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ซึ่งขณะนั้นผมเป็น เลขานุการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน การที่พูดว่ามีการทะเลาะกับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งครับ อนุญาตให้ ท่านพูดเรื่องปี ๒๕๕๓ ครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ครับ ท่านประธานครับ ท่านเปรียบเทียบเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์นะครับ เหตุการณ์เมื่อเดือนตุลาคมปี ๒๕๑๖ กับปี ๒๕๑๙ ท่านพูดถึงปี ๒๕๑๙ นะครับ แล้วก็เทียบกับเหตุการณ์เมื่อมีนาคม ถึงพฤษภาคม เมื่อปี ๒๕๕๓ ผมเห็นว่าเหตุการณ์ทั้ง ๒ เหตุการณ์นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เหตุการณ์เมื่อปี ๒๕๕๓ นั้นไม่ได้เป็นการล้อมปราบประชาชน ผู้ที่มาเรียกร้องหรือชุมนุมกัน ที่เรียกว่ากลุ่ม นปช.

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมขออย่างนี้ครับ ท่านถวิลครับ ผมขออย่างนี้ ผมคิดว่าการประท้วงอาจจะไม่เป็นการผิดข้อบังคับ แต่ว่าท่านถวิลมีสิทธิ ที่ยกมือชี้แจงเรื่องนี้ในภายหลัง แต่การประท้วงนั้นก็ถือว่าไม่ได้ทำผิดข้อบังคับอะไรครับ แต่มีสิทธิที่จะลุกขึ้นยกมือขึ้นแล้วผมจะอนุญาตให้ท่านชี้แจงเรื่องนี้ครับ ก็จบนะครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ผมขออนุญาตชี้แจง ครับท่าน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ผมไม่ได้ประท้วงนะครับ ขออนุญาตชี้แจงข้อมูลที่อาจจะคลาดเคลื่อนนะครับ เหตุการณ์เมื่อเดือนตุลาคม ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ผมอยู่ในเหตุการณ์นั้น ท่านประธานก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นอย่างที่ ท่านประธานเห็นแล้วนะครับ เหตุการณ์วันนั้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่างกับเหตุการณ์ ช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ โดยสิ้นเชิง ปี ๒๕๕๓ นั้น กลุ่มที่มา ชุมนุมประท้วง ชุมนุมประท้วงว่าเรียกร้องว่ารัฐบาลในขณะนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย ขออนุญาตว่ารัฐบาล ในขณะนั้นคือรัฐบาลของท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมาตาม รัฐธรรมนูญ มาตามกฎกติกาของการเลือกตั้งและการโหวต (Vote) เสียงเป็นนายกรัฐมนตรี ในสภาตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เช่นเดียวกับรัฐบาลที่อยู่ก่อนหน้านั้นแล้วก็พ้นตำแหน่งไป เพราะฉะนั้นการเรียกร้องตรงนั้นไม่ได้เป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย แล้วปรากฏผลต่อมา ว่าคดีนี้ก็ไปสู่ศาล ถึงแม้ว่าคดีก่อการร้ายจะได้รับการพิพากษายกไปแล้วก็ตามนะครับ แต่ว่า เหตุการณ์นั้นไม่ใช่การเรียกร้องประชาธิปไตย นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะเรียนว่า มันมีความแตกต่างกันระหว่าง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กับ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะเรียนชี้แจงตรงนี้แล้วผมรู้สึกผมเป็นผู้เสียหาย นะครับ ก็คือว่าท่านใช้คำว่า รัฐบาลในขณะนั้นล้อมปราบประชาชนที่สี่แยกราชประสงค์ ผมขออนุญาตเรียนในฐานะที่ในอดีตผมเคยเป็นเลขานุการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉิน เหตุการณ์ที่รัฐบาลแก้ไขปัญหาในขณะนั้นต่อการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกว่า นปช. นั้น ไม่มี การสลายการชุมนุม ไม่มีการล้อมปราบประชาชนแม้แต่เหตุการณ์เดียว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่สี่แยกราชประสงค์

(นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ประท้วงผิดข้อบังคับอะไรครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ประท้วงในข้อบังคับ ข้อ ๔๗ ครับ ในเรื่องของการพาดพิง ผู้ชี้แจงพาดพิงในเรื่องส่วนตัว ในส่วนนี้นะครับ และอีกครั้งหนึ่งก็คือเรื่องของการใส่ร้ายตามข้อ ๔๕ นะครับ เนื่องจากว่า ผู้ที่ประท้วงในช่วงเหตุการณ์พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ไม่มีโอกาสที่จะมาชี้แจงในห้องประชุม แห่งนี้ แล้วก็การพาดพิงไม่ได้มีการเอ่ยชื่อท่านถวิล เปลี่ยนศรี หรือว่าตำแหน่งท่านที่อยู่ และตัวท่านเองก็ไม่ใช่ผู้นำบริหารรัฐบาลในขณะนั้น แต่ตอนนี้ท่านได้ใช้เหตุว่าเหมือนกับ ท่านเป็นผู้นำรัฐบาลในขณะนั้นแล้วก็มาชี้แจงแทน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรจะให้ ความเป็นธรรมกับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ปี ๒๕๕๓ ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาชี้แจงและเป็น การใส่ร้ายอีกครับ ผมเรียนขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วยครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เนื่องจากท่านวิโรจน์ได้พูดเรื่องนี้ครับ แล้วการที่ท่านถวิลจะชี้แจงนั้นเป็นสิทธิที่ท่านชี้แจงได้ ผมอนุญาตแล้วครับ ไม่เป็นประท้วงครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนนี้ขออนุญาตอีกนิดหนึ่งก็คือว่าการดำเนินการควบคุม ให้ความยุติธรรมเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่สำคัญยิ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ซึ่งประธานรัฐสภา มีหน้าที่ในการทำให้เกิดความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ท่านวิโรจน์ไม่ได้ลงรายละเอียดเลย ใส่ร้ายคนอื่นเลย เพียงแต่ยกเปรียบเทียบว่าเหตุการณ์ปี ๒๕๕๓ เป็นการผลิตซ้ำจาก ปี ๒๕๑๙ หรือไม่ และมาอธิบายว่าอาจจะเกิดขึ้นกับในครั้งนี้ก็ได้ ถ้านายกรัฐมนตรียังใช้ ชุดความคิดแบบเดิมในการที่ปฏิบัติ ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรเลยนะครับในส่วนนี้ ดังนั้น ก็ไม่ควรที่จะให้ใครมาลงรายละเอียดมากขนาดนี้ในการใส่ร้ายบุคคลอื่นครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

รับฟัง คำประท้วงฟังไม่ขึ้น อย่าไป กลัวความจริงครับ เชิญครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมถือว่าท่านประธานให้ผมพูดแล้ว คนอื่นไม่ต้องพูดนะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

(นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ไม่ใช่ครับ ท่านประธานครับ ในส่วนนี้ผมก็ขอประท้วงท่านประธานติดไว้ตรงนี้ให้สื่อมวลชน พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ทราบเหมือนกันว่าท่านนี้ให้โอกาสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วก็ปิดกั้น ฝ่ายที่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นไม่ให้ชี้แจง ผมถือว่าท่านประธานไม่ได้เป็นกลางครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณธีรัจชัยครับ ผมตัดสินแล้วครับ จบครับ เชิญครับ ท่านถวิลกรุณาสรุปครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ผมจะพูดให้สั้นที่สุดครับ เหตุการณ์เมื่อปี ๒๕๕๓ ระหว่างเดือนมีนาคม ๑๒ มีนาคม ถึง ๒๐ พฤษภาคมนั้น ไม่มีเหตุการณ์ครั้งไหนที่รัฐบาลในขณะนั้นได้ใช้กำลังสลายการชุมนุม ถ้าจะพูดเฉพาะ เหตุการณ์ที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมนั้น เป็นเหตุการณ์ที่รัฐบาลในขณะนั้น เห็นว่าการชุมนุมของประชาชนในขณะนั้นเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ผมเรียน อย่างนี้ไม่ใช่รัฐบาลบอกว่าชุมนุมโดยไม่ชอบนะครับ ศาลในขณะนั้นวินิจฉัยว่าเป็นการชุมนุม ที่ไม่ชอบ รัฐบาลสามารถใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมได้ แต่ว่าขอให้ปฏิบัติเป็นไปตามหลัก สากลและตามขั้นตอนของกฎหมาย

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พอสมควร

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

รัฐบาลในขณะนั้นก็ไม่ได้มี การสลายการชุมนุมนะครับ เหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๘ วันที่ ๑๙ วันที่ ๒๐ พฤษภาคมนั้น เพียงแต่รัฐบาลได้กระชับวงล้อมทางด้านโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และสวนลุมพินี เพราะว่า มีเหตุผู้ที่ใช้อาวุธยิงออกมาจากสวนลุมพินี รัฐบาลได้เข้าไปใช้กองกำลัง ศอฉ. ในขณะนั้น ได้ใช้กองกำลังเข้าไปบุกทำลายเครื่องกีดขวาง แล้วก็ยับยั้งเพื่อจะไม่ให้มีผู้ที่ก่อเหตุร้าย ใช้อาวุธยิงทำร้ายประชาชนแล้วก็เจ้าหน้าที่

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านถวิลสรุปเลยครับ

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

สรุปก็คือว่าไม่มีการสลาย การชุมนุมที่ท่านพูดว่ามี ๙๙ คน เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์ที่สะสมตั้งแต่ ๑๒ มีนาคม

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ปฏิเสธข้อกล่าวหา

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

จนกระทั่งถึง ๒๐ มีนาคม และเกิดในที่ต่าง ๆ และส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะว่าผู้ที่ชุมนุมนั้นมีการต่อต้านเจ้าหน้าที่ครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

จบแล้วครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ แล้วก็ผู้อภิปรายตามข้อ ๔๕ สิ่งที่ท่านพูดมานั้นนะครับ มัน เกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ของประเทศ ณ วันนี้หรือไม่ ท่านจะมา สุมไฟหรือครับ ผมขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยแล้วก็รักษากฎระเบียบ ข้อบังคับของสภา อย่าเคร่งครัดนะครับ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ เพราะว่าไม่เกิดประโยชน์ครับ ท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

วินิจฉัยแล้วครับ คำประท้วง ท่านพิเชษฐ์ก็ไม่มีผลครับ เพราะว่าไม่ได้ทำผิดข้อบังคับอะไร ถึงได้เตือนตั้งแต่ต้นว่าถ้าเราไป รื้อฟื้นเรื่องเดิมมันจะมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้น แล้วถ้าเป็นเรื่องใหม่รัฐบาลก็จะชี้แจงได้ ถ้าเป็นเรื่องเดิมคนชี้แจงจะเกี่ยวข้องยากเพราะว่าได้เตือนท่านวิโรจน์ตั้งแต่ต้นครับ แต่ว่าเมื่อ พูดเรื่องนั้นไปแล้วข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่มีความเห็นไม่ตรงเขาก็มีสิทธิ ที่จะชี้แจงครับ เชิญท่านวิโรจน์ครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

สั้น ๆ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิในการพาดพิงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ คือเหตุการณ์ที่เหมือนกันเราต้องยอมรับอย่างหนึ่งจะใช้คำว่า กระชับวงล้อม หรือจะใช้ วาทกรรมว่ากระชับพื้นที่ก็แล้วแต่ เราต้องยอมรับว่ามีประชาชนคนไทย เพื่อน พี่น้อง ประชาชนคนไทยเหมือนกับเรานี่ละครับตายไป ๙๙ ศพ และยังไม่มีการชำระ หน้าประวัติศาสตร์ และยังจับฆาตกรที่ฆ่าประชาชน ๙๙ ศพมาลงโทษตามกฎหมายไม่ได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เหมือนกันกับ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ไม่สามารถจับฆาตกรมาดำเนินคดี ตามกฎหมายได้เลย สั้น ๆ เท่านี้เองครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเชิญท่านชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ขอเพิ่มอีกท่านหนึ่งครับ หลังจากนั้นก็เป็นท่านเจตน์ ศิรธรานนท์ เชิญเลยครับ

(นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านสาทิตย์ครับ ขออภัยครับ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิพาดพิงที่เพื่อน สมาชิกได้พูดถึงเหตุการณ์ในปี ๒๕๕๓ เมื่อสักครู่นี้ แล้วก็ได้ถามว่ารัฐบาลอยู่ที่ไหนนะครับ ผมเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นครับ เพราะฉะนั้นการกล่าวหาว่ามีทุ่งสังหารเกิดขึ้นกลางเมือง ไม่มีการดำเนินการใด ๆ ทำให้ รัฐบาลในขณะนั้นซึ่งรวมถึงตัวผมด้วยเสียหาย ผมขอชี้แจงสั้น ๆ เท่านั้นเองนะครับว่า

ประการที่ ๑ ไม่มีทุ่งสังหาร การดำเนินการในขณะนั้นเป็นการดำเนินการ ตามกฎหมายและมีกฎของการใช้กำลังชัดเจน

ประการที่ ๒ ก็คือในขณะนั้นมีการตรวจสอบโดยสื่อมวลชนก็ดี โดยองค์กร อื่นก็ดี และ

ประการที่ ๓ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ นั้นได้มีการดำเนินการค้นหาข้อเท็จจริง โดยคณะกรรมการอิสระค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง ที่มีท่านอาจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธาน แล้วก็ปรากฏเอกสารชัดเจนว่าการดำเนินการในขณะนั้นเป็นอย่างไร

ส่วนประการที่ ๔ ก็คือการดำเนินการในขณะนั้นถูกตรวจสอบทั้งโดย การฟ้องศาล ฟ้อง ป.ป.ช. กระบวนการบางอย่างในทางกฎหมายจบลงแล้ว บางกระบวนการ ยังไม่จบ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ในขณะนั้นไม่มีทุ่งสังหาร การดำเนินการก็เป็นไปตาม กฎหมาย และมีการตรวจสอบโดยกระบวนการทางกฎหมายและกรรมการที่เป็นที่ยอมรับ ของทุกฝ่ายครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านชัยวุฒิครับ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะ อภิปรายในเรื่องส่วนที่เกี่ยวกับการชุมนุมที่มีข้อเสนอออกมา ๓ ข้อ จริง ๆ ก็มีมาก่อนนั้น หลายข้อนะครับ จนสุดท้ายสรุปอยู่ ๓ ข้อ แต่ก่อนที่เราจะพิจารณาข้อเสนอของกลุ่ม บุคคลใดเราต้องดูที่เจตนา เหมือนผมเองถ้ามีใครมายื่นข้อเสนอให้ผม เช่นจะเชิญผมไป รับประทานข้าวที่บ้าน ผมก็ดูก่อนว่าคนนี้เขาคิดอย่างไรกับผม ถ้าเขาหวังดี เขาอยาก ผูกมิตรกับผม ผมก็จะไป ไปตามข้อเสนอนั้น แต่ถ้ามีคนมาเชิญผมไปรับประทานข้าว แต่ผม รู้ว่าคนนี้ด่าผมไอ้เหี้ยไอ้สัตว์ทั้งวันเลย ผมรู้เลยไม่จริงใจกับผมแน่นอนแล้ว มีความอาฆาต มาดร้ายกับผม ผมคงไม่ไปรับประทานข้าวด้วยแน่นอน เพราะฉะนั้นการที่เราดูข้อเสนอ ของใครเราต้องดูเจตนาว่าเขาจริงใจ เขาคิดอย่างไรกับเรา วันนี้ผู้ชุมนุมคิดอย่างไร กับบ้านเมืองครับ ผมว่าวันนี้พี่น้องคนไทยทั้งประเทศเขารู้หมดแล้วครับ ถ้าไม่รู้เขาคงไม่มา ใส่เสื้อเหลืองชุมนุมกันทุกจังหวัด ผมไม่ต้องพูดนะครับ วันนี้ผมไม่ขัดข้อบังคับ ผมไม่พูดถึง สถาบันพระมหากษัตริย์สักคำเดียวเลย ผมจะไม่พูดคำว่า พระมหากษัตริย์ แม้แต่คำเดียว แต่วันนี้คนไทยทั้งประเทศรู้แล้วครับ และวันนี้สภาต้องเอาความจริงมาพูดกันครับ ความจริง ที่คนไทยทั้งประเทศเขารู้กันหมดแล้ว อย่ามาดัดจริตครับ ผู้ชุมนุมคิดอย่างไรครับ ปราศรัย ที่สนามหลวง พูดชัดเจนครับ ธนาคารไทยพาณิชย์ถือหุ้นโดย สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ข้อเสนอของเขาคืออะไรครับ ให้ยกเลิกการใช้ บริการธนาคารไทยพาณิชย์ เป้าหมายคืออะไรครับ เพื่อไม่ให้มีคนได้ประโยชน์จากธนาคาร ไทยพาณิชย์ มีการโจมตีรัฐบาล ปราศรัย ๑ ชั่วโมง โจมตีรัฐบาล ๑๐ นาทีครับ อีก ๕๐ นาที โจมตีสิ่งที่อยู่เหนือกว่ารัฐบาล ท่านประธานก็ทราบ คนไทยทั้งประเทศก็ทราบ มีการกล่าวหา ว่ารัฐบาลเป็นหมา บอกว่าถ้าหมาข้างบ้านเห่านี่เขาจะไม่ไปพูดกับหมา เขาจะไม่ทะเลาะ กับหมา เขาจะทะเลาะกับเจ้าของหมา

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ก็ขอเตือนด้วยความเคารพเป็นส่วนตัว ว่าพยายามหลีกเลี่ยงคำพูดข้างนอกแล้วเอามาใช้ในนี้นะครับ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เพราะว่ามันจะขัดต่อข้อบังคับที่ผม เรียนไว้ เดี๋ยวจะมีปัญหา แล้วก็โต้ตอบกันไม่จบ เราพยายามหาทางให้ความคิดต่อรัฐบาล เพื่อคลี่คลายปัญหาบ้านเมือง เราจะไม่มาซ้ำเติมให้ปัญหานั้นรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ผมเคารพ ต่อความเห็นพวกเรานะครับ ความจริงแม้จะเป็นความจริง แต่บางอย่างนั้นเมื่อเราเจตนา ที่จะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในการแก้ปัญหา อาจจะต้องหลีกเลี่ยงถ้อยคำภายนอก ที่ผมเตือนทุกฝ่ายนะครับ ถ้อยคำหยาบ ๆ ภายนอกเราอย่ามาพูดซ้ำมันเป็นการซ้ำเติม แล้วก็ ไม่มีประโยชน์เหมือนเราไปเห็นด้วยกับคำพูดเหล่านั้น และมาย้ำในนี้ ขอเรียนด้วยความเคารพ ต่อคุณชัยวุฒิซึ่งเป็นคนมีความสามารถคนหนึ่งนะครับ เชิญเลยครับ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมเคารพในคำวินิจฉัยนะครับ ก็คือโดยสรุปผมอยากให้เราเข้าใจ ว่าข้อเท็จจริงการชุมนุมมีเป้าหมายอย่างไรนะครับ โดยเฉพาะในช่วงหลังที่มีการขัดขวาง ขบวนเสด็จ มีการใช้ถ้อยคำหยาบคาย มีการฉีกรูปพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งเราก็ทราบ กันดีนะครับ รวมถึงการใช้ชื่อในการชุมนุม ซึ่งล่าสุดเรียกตัวเองว่าคณะราษฎร ซึ่งเราเข้าใจครับ เขาหมายถึงอะไร คณะราษฎร ๒๔๗๕ ได้ทำคุณูปการกับประเทศไทยไว้คือการเปลี่ยนแปลง การปกครอง เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แต่คณะราษฎร ๒๕๖๓ จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบไหนครับ อันนี้เป็นข้อเสนอ ที่เขาพูดกันครับแต่เราทำเป็นไม่ได้ยิน ท่านประธานครับ ผมถือว่าวัตถุประสงค์สำคัญ ของการเคลื่อนไหววันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ มันไปถึงขั้นที่ถ้าดูจากชื่อคณะราษฎรที่เขา ตั้งเป้าหมายแท้จริงเขาคือการเปลี่ยนแปลงอะไรครับ เราทราบกันดีนะครับ ดังนั้นเมื่อมอง ปัญหา มองความต้องการของเขาแล้วเราก็ต้องมาวิเคราะห์ว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดมันเกิด ขึ้นมาจากปัจจัยอะไรบ้าง เช่น

๑. การใช้โซเชียล มีเดีย (Social media) อย่างภาคหลัก การใช้โซเชียล มีเดีย (Social media) การใช้การสื่อสารสมัยใหม่อย่างแพร่หลายในปัจจุบันก็เป็นสาเหตุหนึ่ง มีการแชร์ข้อมูล มีการส่งภาพบิดเบือน มีการส่งภาพตัดต่อเพื่อสร้างความเกลียดชังรัฐบาล ก็ทราบ มีเว็บไซต์ (Web site) มีเพจ (Page) ที่โจมตีรัฐบาลก็ทราบ ผมรู้พยายามปิดครับ แต่วันนี้เราไม่มีอำนาจอธิปไตยไซเบอร์ (Cyber) ในประเทศไทยเลยนะครับ สื่อสารมวลชน วิทยุ โทรทัศน์ ท่านสั่งปิดได้ครับอยู่ในเมืองไทย หนังสือพิมพ์ท่านสั่งปิดได้ครับ แต่เฟซบุ๊ก (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) โซเชียล มีเดีย (Social media) ทั้งหมดท่านปิดเขาได้ไหมครับ และเขาจาบจ้วงสถาบันบิดเบือนอยู่ทุกวันอย่างนี้ท่านทำอะไรกันบ้าง วันนี้ถึงเวลาหรือยังครับ ที่เราต้องเอาอำนาจอธิปไตยในด้านการสื่อสารกลับมาเป็นของคนไทย เราจะปล่อยให้ คนต่างชาติเอาโซเชียล มีเดีย (Social media) มาทำร้ายประเทศไทยอีกต่อไปได้หรือไม่ครับ เราต้องคิดนะครับ ไม่อย่างนั้นปัญหานี้ไม่มีทางจบ

ปัจจัยที่ ๒ คือเรื่องเงินทุน ทุกการเคลื่อนไหวมวลชนต้องใช้เงินครับ ไม่มีเงิน เคลื่อนไหวไม่ได้ครับ เงินมาจากไหน จากต่างชาติใช่ไหม จากผู้ที่หวังดีกับบ้านเมืองหรือครับ มันไม่ใช่หรอกครับ เราก็พูดกันถึงอเมริกา ถึงความมั่นคงในภูมิภาค ที่วันนี้ประเทศ มหาอำนาจเขาสู้กัน แล้วไทยก็เป็นหนึ่งในสมรภูมิที่เขากำลังใช้

ส่วนที่ ๓ ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้คือนักการเมือง นักการเมือง บางกลุ่มใช้กระแสเรื่องนี้เป็นเครื่องมือในการเข้าสู่อำนาจ พูดตรง ๆ เลยครับ เขาเล่นเรื่องนี้ มานานแล้ว เพื่อใช้สร้างคะแนนนิยมและหาเสียง สร้างมวลชน พวกเราทราบกันดีครับ เป้าหมายของเขาไม่ใช่การเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นอะไรที่มากกว่านั้นแน่นอน

ท่านประธานครับ ผมไม่เคยโกรธเกลียดเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ออกมา เคลื่อนไหว ผมชื่นชมครับ เขาออกมาต่อสู้ เขารักชาติบ้านเมืองครับ เขายากลำบาก เขายากจน หลายคนเรียนจบมาก็ไม่มีงานทำ หลายคนมีงานทำก็ไม่พอกิน เขามองไม่เห็น อนาคตของตัวเอง วันนี้มีนักการเมืองหยิบยื่นความคิดให้เขาว่าเขากำลังจะมีอนาคตที่ดี เขาจะมีอนาคตใหม่ แต่อนาคตใหม่ของเขาต้องมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองก่อน เพราะมีสิ่งหนึ่งกดทับเขาอยู่ ทำให้อนาคตใหม่ที่ดีของเขามันเกิดขึ้นไม่ได้

(นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตประท้วงครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมขอประท้วงในข้อ ๔๕ ผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมได้ฟังมามีหลายประเด็นที่ทางฝ่ายท่านผู้อภิปราย ด้วยความเคารพ นะครับ ท่านค่อนข้างที่จะไม่ได้อภิปรายภายในกรอบของญัตตินี้ เพื่อจะหาทางออกให้ ประเทศ แต่ค่อนข้างอภิปรายไปในใส่ร้ายผู้ชุมนุม เช่น ดัดจริต เช่น คำว่ารับทุนจากต่างชาติ เช่น คำว่ามีพรรคการเมืองอยู่ข้างหลัง และต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบที่สูงกว่า ระบอบประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้เคยมีในยุคของปี ๒๕๕๓ เคยใส่ร้ายคุณทักษิณ ชินวัตร ว่าต้องการจะเป็นประธานาธิบดี

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กรุณาอย่าไปเอ่ยชื่อครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ผมยกตัวอย่างให้ฟังว่าสิ่งเหล่านี้

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อย่าไปเอ่ยชื่อครับ คุณธีรัจชัยครับ อย่าไปเอ่ยชื่อคนนอกครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อก็ได้ ท่านนายกท่านหนึ่งก็ได้ ถูกใส่ร้ายแบบนี้ และถูกการสร้าง สถานการณ์ในการล้อมปราบ และครั้งนี้ก็มีการใส่ความเช่นเดิม มีการเอ่ยชื่อด้วยนะครับ มีอนาคตใหม่ อนาคตใหม่ถึง ๒ ครั้ง และอ้างว่าจะไม่เอ่ยสถาบันพระมหากษัตริย์ เอ่ยไม่น้อย กว่า ๓ ครั้งในการอภิปราย สิ่งเหล่านี้มันหมายความว่าอย่างไรครับ ฝ่ายรัฐบาลท่านเป็น นักการเมืองที่ ท่านผู้อภิปรายเป็นนักการเมืองที่เป็นผู้ใหญ่พอสมควร อภิปรายแบบนี้ มันหมายถึงเจตนา เจตจำนงของฝ่ายรัฐบาลเลยนะครับ เป็นตัวแทนในการพูดที่จะปรักปรำ ฝ่ายตรงข้าม ไม่มีความเห็นที่จะออกในทางที่จะแก้ไขสถานการณ์อย่างนี้เลย

ในส่วนของพรรคก้าวไกล อภิปรายทุกครั้งด้วยเหตุด้วยผล ด้วยข้อมูล ด้วยความสุภาพ ไม่เคยมีไปเหน็บแนมใครสักครั้งหนึ่งจากที่พูดมาเมื่อวานนั้น ๕ ท่าน กับวันนี้รวม ๕ ท่าน ไม่เคยมีใครเลยที่จะพูดก้าวก่าย ให้เกียรติ ให้ข้อมูลและหาทางออกที่ดี ให้กับประเทศ พูดด้วยความสุภาพทั้งนั้นเลย แต่ทางฝ่ายรัฐบาลทำไมถึงออกมาพูดแบบนี้ มาพูดในการใส่ร้ายแล้วเอ่ยชื่อพยายามให้คนเชื่อว่าพรรคอนาคตใหม่อยู่เบื้องหลัง เอ่ย ๒ ครั้ง

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ประท้วงพอสมควรแล้วครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมถึงอยากให้ท่านประธานได้โปรดให้ท่านถอนในคำเหล่านี้ด้วย

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

จะวินิจฉัยครับ เชิญนั่งครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตครับ ขอให้ท่านรับปากนิดหนึ่งว่าให้ท่านวินิจฉัยแล้วก็ให้เปลี่ยนด้วย ท่านจะ วินิจฉัยอย่างไรไม่เป็นไรครับ ประชาชนตัดสินได้

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญนั่งครับ ก็ไม่มีอะไรที่ผิดข้อบังคับ เพียงแต่ว่าถ้าจะให้เตือนกันก็ต้องระวัง หลีกเลี่ยง พาดพิง เอ่ยชื่อ อย่าไปกระทบคนอื่นครับ ดีที่สุดก็คืออย่าไปกระทบคนอื่น เชิญครับ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

คือผมไม่ได้หมายถึงพรรคอนาคตใหม่นะครับ ผมหมายถึงอนาคตใหม่ที่ดีของเยาวชนจะเกิดได้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะเขาคิดว่ามีสิ่งที่กดทับเขาอยู่ คนรุ่นใหม่เขาไม่มี อนาคต มีนักการเมืองไปหลอกเขา ไปฝังชิป (Chip) ในสมองให้เขา ว่าวันนี้ชีวิตเขาจะมี อนาคตได้เขาต้องเปลี่ยนแปลงการปกครอง นี่คือข้อเท็จจริงครับ ไม่อย่างนั้นเขาไม่มา เดินขบวนขนาดนี้หรอกครับ เอาความจริงมาคุยกันครับ นักการเมืองคนไหนผมไม่รู้ นักการเมืองคนไหนผมไม่รู้ ผมไม่อยากพูด แต่คนไทยทั้งประเทศรู้ครับ มีสภานี้ที่เดียว ละครับที่ไม่รู้ ท่านประธานครับ เมื่อนักการเมือง โซเชียล มีเดีย (Social media) และเงินทุน มารวมตัวกัน ถ้าตัด ๓ สิ่งนี้ได้ท่านชนะครับ แต่ถ้าท่านตัด ๓ สิ่งนี้ไม่ได้ ท่านต้องมอง ทางเลือกอื่นครับ ผมเลยมีข้อเสนอให้รัฐบาลลองคิดนะครับ ผมลองสรุปประเด็นอยู่ได้ ประมาณ ๕ ข้อ ๕ ทางเลือก

๑. ท่านนายกรัฐมนตรีลาออกตามข้อเสนอของผู้ชุมนุม ยอมแพ้ครับ ยอมรับ สิ่งที่คนรุ่นใหม่เสนอ ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าท่านลาออกก็คือท่านยอมรับ แล้วครับว่าท่านจะให้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะเขาไม่ได้เรียกร้องแค่ท่านลาออกแน่นอนครับ เขาไม่ได้ทะเลาะกับหมา เขาทะเลาะกับเจ้าของหมา ท่านเข้าใจไหมครับ เพราะฉะนั้น ท่านลาออกมันก็ไม่จบ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านชัยวุฒิ คำพูดภายนอกที่ผม เตือนไว้หลีกเลี่ยงอย่าเอามาใช้ในนี้ครับ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอโทษครับท่านประธาน พอดีมันอาจจะรุนแรงไปหน่อย ของขึ้นครับ ท่านประธานครับ สุดท้ายถ้าท่านลาออก ต้องเลือกนายกรัฐมนตรีกันใหม่ ใครจะเป็นครับ ในภาวะการเมือง แบบนี้ ท่านจะรวมเสียง ส.ส. ในสภา พรรคการเมืองที่มีอยู่ได้ไหม

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ประทานโทษครับ

(นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

แล้วจะมีการต่อรองตำแหน่งกันมากมาย รัฐบาลจะอ่อนแอ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณวิโรจน์ประท้วงครับ คุณชัยวุฒิครับ คุณวิโรจน์ประท้วง เชิญครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผู้อภิปรายพูดคำคำหนึ่งซึ่งผมว่าไม่เหมาะสมกับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะถ้าเกิดคนฟังจะรู้ว่าเป็นการเปรียบเทียบท่านนายกรัฐมนตรี เป็นหมาครับ ผมขอให้ถอนคำว่า หมา เพื่อให้เกียรติท่านนายกรัฐมนตรีด้วยครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ นายกรัฐมนตรี ไม่ประท้วงก็ไม่เป็นไรครับ เชิญต่อให้จบนะครับ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ก็ขออภัยด้วยครับ อาจจะใช้คำที่รุนแรงไป

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กรุณานะครับ ที่ผมเตือนไว้ตอนต้น อย่าไปเอาคำพูดภายนอกมาใช้ในนี้ครับ

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

พอดีไม่ใช่คำพูดของผม ก็เอามาทบทวนเท่านั้นเองว่าเป็นวัตถุประสงค์ของผู้ชุมนุมนะครับ เพราะฉะนั้นการที่เราลาออกท่านต้องตั้งรัฐบาลใหม่ ท่านลองหันไปมอง ส.ส. ในสภา นี้นะครับ พรรคการเมืองต่าง ๆ ผมไม่เชื่อว่าท่านจะจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็ง มั่นคง และทำงานดูแลพี่น้องประชาชนได้ ต่อไปรัฐบาลถึงตั้งได้ก็ล้มครับ ล้มด้วยปัญหาทุจริต การแก่งแย่งอำนาจระหว่างพรรค และการกดดันจากผู้ชุมนุม มันไม่จบหรอกครับ ท่านไม่ต้องคิดเลยครับลาออกนี่ แต่เป็นออปชัน (Option) หนึ่งครับ

ทางเลือกที่ ๒ ยุบสภาครับ หลายคนเห็นด้วยครับ ยุบสภา ผมเองก็เห็นด้วย ตอนแรกที่ฟัง คืนอำนาจให้ประชาชนไปเลือกตั้งกันใหม่ เยาวชนปลดแอกอยากมีอำนาจ อยากเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ ท่านไปสนับสนุนพรรคการเมืองเลยครับ พรรคไหนก็ได้ แล้วสู้มาให้ชนะครับ ให้ได้ ๓๗๖ เสียงในสภาผู้แทนราษฎร ท่านเปลี่ยนประเทศนี้ได้ครับ แต่จะมีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งแน่นอนครับ ใส่เสื้อเหลืองมาประท้วงท่าน มันก็ไม่จบเหมือนกัน และถ้ารัฐบาลชุดปัจจุบันชนะเลือกตั้ง ก็ต้องโดนประท้วงอีกละครับ เพราะถือว่าเลือกตั้ง ในกติกาเดิม เป็นรัฐธรรมนูญที่ท่านไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นยุบสภาในที่สุดก็เป็นการซื้อเวลา อีก ๓ เดือน ๖ เดือนเพื่อมาสู้กันต่อ แล้วช่วงที่ยุบสภาไปบ้านเมืองก็จะเสียหายครับ เพราะเศรษฐกิจจะพังพินาศ ไม่มีรัฐบาลที่จะมาดูแลแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนในช่วงนั้น ผมก็ถือว่าเป็นทางออกหนึ่งซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วย

ทางออกที่ ๓ ยึดอำนาจครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ทำได้ ท่านเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยึดอำนาจตัวเองท่านทำได้ครับ สมัยก่อน จอมพล ถนอม ก็เคยทำ จบครับ ทุกคนกลับบ้าน ใครไม่กลับเรียกมาปรับทัศนคติ จบครับ บ้านเมืองสงบ และท่านอาจจะแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ร่างกันใหม่ครับ ให้ประชาชนมีส่วนร่วม นี่ความฝัน ของผมนะครับ ถ้าท่านยึดอำนาจท่านต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชนเพื่อให้ ประชาชนยอมรับเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน อันนี้อาจจะเป็นคุณูปการหนึ่งของการยึด อำนาจ แต่ก็มีบทเรียนครับ เพราะ จอมพล ถนอมปฏิวัติตัวเองก็อยู่ได้ไม่นานครับ เพราะสุดท้าย ก็เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาที่ประชาชนมาขับไล่จนท่านก็ต้องออกไปอยู่ต่างประเทศนะครับ

ข้อที่ ๔ ถ้ายึดอำนาจไม่ใช่ทางออก ข้อที่ ๔ ผมคิดว่าทางเลือกที่ ๔ คือการทำ ประชามติ ถามประชาชนครับว่าประชาชนอยากเปลี่ยนแปลงไหม เห็นด้วยกับผู้ชุมนุมไหม เราจะอยู่กันอย่างไรครับ วันนี้เราเป็นประชาธิปไตยเราต้องฟังเสียงประชาชนใช่ไหมครับ ถามไปเลยครับถามประชามติ ผมเชื่อว่าถ้าการประชามติมีคำถามที่ถูกต้องเหมาะสม แล้วพี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการทำประชามติอย่างเต็มที่ มีการวิพากษ์วิจารณ์ได้ แสดงความคิดเห็นได้ โปร่งใส ประชามติเป็นที่ยอมรับนี่ก็อาจจะเป็นทางออกของประเทศไทย แต่ท่านก็ต้องรับความเสี่ยงอย่างหนึ่งว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งบางคนก็อาจจะรับไม่ได้ เพราะว่ามันก็มีเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่จะต้องมาพูดกันในการทำประชามติ

สุดท้ายครับ ถ้าท่านคิดว่าการทำประชามติมีความเสี่ยง ท่านไม่กล้าทำ รัฐบาลไม่กล้าเสนอ ผมเรียนวิศวะมานะครับเวลาเราคิดข้อเสนอต่าง ๆ เราต้องมีข้อหนึ่ง อยู่เสมอเป็นข้อสุดท้ายครับ เขาเรียกว่า ดู นอทธิง (Do nothing) คือไม่ต้องทำอะไรเลย ทนอยู่กันไปอย่างนี้ละครับ ท่านอาจจะชนะก็ได้เพราะทางโน้นอาจจะหมดแรงก่อน อึดเข้าไว้ครับ หลายครั้งที่การวิเคราะห์สถานการณ์จบด้วยการดู นอทธิง (Do nothing) เป็นทางออก ที่ดีที่สุด ท่านต้องอดทนทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ดึงคนที่เห็นต่างมาเป็นพวก ให้มากที่สุด ผมคิดว่าในทางการเมืองเราทำได้ อาจจะมีกระบวนการของการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งที่เป็นเวทีให้พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจกัน แก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง

โดยสรุปผมก็ขอนำเสนอทางออกให้รัฐบาลอย่างที่ได้กล่าวนะครับ แล้วผม เชื่อว่าวันนี้พี่น้องประชาชนหลายคนรู้สึกท้อแท้ รู้สึกสิ้นหวัง คนไทยยากลำบากมากนะครับ ตอนนี้ เขารู้สึกพ่ายแพ้ เขารู้สึกว่าประเทศไทยของเรากำลังแพ้ครับ แต่ผมเชื่อว่าคนไทย ไม่มีวันแพ้ครับ เราต้องจับมือกันครับ เพราะเราต้องอยู่ร่วมกันในผืนแผ่นดินนี้นะครับ เราต้องสู้ไปด้วยกันครับ เราต้องชนะครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ อย่าทำให้ประชาชน ผิดหวังเราครับ ต่อไปท่านเจตน์ ศิรธรานนท์ นะครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม

ท่านประธานครับ ขออนุญาต ท่านเลขาธิการครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม 🔗

ขออนุญาตใช้เวลาของรัฐสภาสั้น ๆ ในการที่จะชี้แจงประเด็นซึ่งจริง ๆ ก็คงไม่ได้มากนักนะครับ ของท่าน ส.ส. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ซึ่งท่านได้มีการพูดพาดพิง แล้วก็ผมเข้าใจว่าอาจจะทำให้สังคมได้เข้าใจผิดมานานนะครับ

ผมกราบเรียนว่าในประเด็นแรกท่านได้พูดถึงเรื่องของการใช้กฎหมาย ที่ไม่เป็นธรรม การใช้กฎหมายในการปิดกั้นการแสดงออกของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะ ผ่านสื่อต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งสื่อโซเชียล มีเดีย (Social media) ต่าง ๆ ผมกราบเรียนครับว่า สิ่งที่ท่านได้นำพูดมาในตอนต้นผมได้จดไว้ทั้งหมด แล้วก็ได้ชื่นชมท่านมากนะครับว่า ถ้าเกิดท่านได้ยืนยันแล้วก็มีเจตนาแบบนั้นจริง ๆ ในเรื่องของเราต้องอยู่ร่วมกันต่อไป เราต้อง เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เห็นต่าง ไม่เคยมีใครที่เห็นต่างหรือมาไล่ เราก็มีการเห็นต่าง แล้วอยู่ร่วมกันได้ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนทุกรุ่น การมองเห็นเจตนาที่ดี แล้วก็ความชัดเจนที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าสิ่งที่ท่าน ส.ส. วิโรจน์ได้กรุณานำเรียนนั้นเป็นสิ่งที่ ควรจะยึดมั่นอย่างมาก

แต่ประเด็นถัดไปที่ท่านได้กรุณาอภิปรายในเรื่องของการใช้ตัวเลขในการข่มขู่ พี่น้องประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ ชิ้น ๓๐๐,๐๐๐ ยูอาร์แอล (URL) ที่ได้ทำผิดกฎหมาย ผมเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า ผมเชื่อว่าวันนี้ในสภาแห่งนี้ไม่ได้เป็นที่ที่จะ มาแสดงความรู้สึกของคนใดคนหนึ่งส่วนตัว ผมคิดว่าสภาแห่งนี้ทุก ๆ คนสะท้อนความรู้สึก ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ท่านต้องมองในอีกมิติหนึ่งด้วยครับ ในโซเชียล มีเดีย (Social media) เป็นสิ่งที่ดีรวดเร็ว ทันสมัย ท่านได้พูดถึงการมองผู้ชุมนุมในมุมที่อีกด้านหนึ่ง ท่านบอกไปทำลาย ไปปิดกั้น จริง ๆ ผมตั้งใจนะครับเรียนท่านประธานที่เคารพ จริง ๆ ก็ตั้งใจว่าอยากจะทำมาเสนอในอีกด้านหนึ่งว่าในฐานะที่เป็นภาครัฐเรามีความจำเป็น ที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ผมถามว่าวันนี้พี่น้องประชาชนที่ท่องโลก โซเชียล มีเดีย (Social media) หรือว่าท่องโลกออนไลน์ (Online) อยู่วันนี้ ท่านเห็นไหม ครับว่าวันนี้มันมีรูปแบบต่าง ๆ กัน แล้วมีความคิดเห็นของคนที่หลากหลายมากจริง ๆ แต่สิ่งที่ ผมจะเรียนก็คือเนื้อหากับสิ่งที่แสดงออกมาในสังคมออนไลน์ (Online) วันนี้มันรุนแรงมาก ถ้าเราไม่ใช้กฎหมาย ถ้าเราไม่บังคับบ้าง ขนาดวันนี้เมื่อสักครู่ท่าน ส.ส. ชัยวุฒิบอกว่า แพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ อยู่ต่างประเทศ แต่เราก็มีกฎหมายไทยครับ ถ้าเราปล่อยให้ ละเลยไปเลยแล้วสิ่งที่ท่าน ส.ส. วิโรจน์พูดมาในตอนต้นจะเกิดได้อย่างไร อารมณ์ความรู้สึก ในการที่อภิปราย ในการที่แสดงออกในโซเชียล มีเดีย (Social media) ต่าง ๆ ไม่ได้เป็น อย่างที่ท่านพูดเลยครับ ทั้งยุยง ปลุกปั่น ทำร้าย ทำลายสถาบันหลักของประเทศด้วยคำ หยาบคาย ด้วยการแสดงออกที่เรียกว่าไม่ได้น่ารักแบบที่ท่านได้พูดไว้ครับ ส่วนบุคคลอื่น ที่จะแสดงออกใช้โซเชียล มีเดีย (Social media) ในการสะท้อนความรู้สึกให้อยู่ภายใต้ กฎหมายก็ไม่เป็นไรนี่ครับ วันนี้ผมยังถูกต่อว่าด้วยซ้ำว่าทำน้อยไป เพราะสังคมคนไทย ทั้งประเทศเขาเห็นแล้วเขาก็รับไม่ได้ เราก็ทำในกรอบของคนที่เราคิดว่าเข้าข้อกฎหมาย แล้วมีความผิดจริง ๆ ส่วนบุคคลอื่น ๆ ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ผมคิดว่าทุกคนใช้หมด ผมก็ไม่ได้ไป ล่วงเกินสิทธิอะไรของท่านเลยครับ ถ้าเราไปกำหนด หรือไปกำกับสิทธิของท่าน หรือไปละเมิด สิทธิของท่านมากกว่านี้ถามว่าวันนี้ท่านจะใช้สื่อโซเชียล มีเดีย (Social media) ได้เป็นอิสระ อย่างทุกวันนี้ได้อย่างไรครับ แล้วผมเรียนว่าทั้ง ๓๐๐,๐๐๐ กว่ายูอาร์แอล (URL) ที่ท่านบอกว่า เป็นตัวเลข เป็นตัวเลขจริง ๆ ที่เราติดตามได้จริง ๆ ครับ แต่ถามว่าวันนี้เราดำเนินคดีไป ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าราย เพราะอะไรครับ เพราะเราดูคนที่มีความตั้งใจและมีความจำเป็น ที่จะต้องดำเนินคดีตามข้อกฎหมายจริง ๆ เราก็เลือกในสิ่งที่จำเป็นและทำตามกฎหมายโดยที่ ไม่ละเว้นครับ แต่ผมถามว่า ๓๐๐,๐๐๐ กว่าก็มันเป็นข้อกฎหมายที่มันเข้า อย่างเช่น มีการแชร์ต่อเอาข้อมูลของคนเอง อาจจะไม่ได้เขียนเองคนแรก แล้วก็เริ่มทำจากคนที่ นำข้อมูลผิด ๆ ข้อมูลที่ผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบคนแรกเราก็ดำเนินคดีครับ วันนี้เกือบ ๓,๐๐๐ คดี ก็อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งนี่เป็นความจริงที่ผมต้องกราบเรียนว่าเราไม่ได้นิ่งเฉย แล้วเรามีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของการปิดกั้นสื่อ ผมกราบเรียนเพื่อชี้แจงเพื่อให้ทุกคน ได้สบายใจว่า สื่อต่าง ๆ หลาย ๆ สื่อก็มีเจตนาครับ ก็เสียดายอีกวันนี้ก็เตรียมมาว่า มีสื่ออะไรบ้างที่ได้เผยแพร่ภาพข่าวที่ทำร้ายจิตใจและคนละมิติกับสิ่งที่ท่าน ส.ส. วิโรจน์ ได้กรุณาอภิปรายแล้วเมื่อสักครู่ มีความตั้งใจที่จะจาบจ้วง ใช้คำพูด ใช้การอภิปราย ใช้การปราศรัยต่าง ๆ ถ่ายทอดออกไปไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับประเทศเลย ไม่ได้เปิดพื้นที่ ปลอดภัยให้กับคนใดคนหนึ่งเลยครับ ถามว่าแบบนี้ท่านยอมได้ไหมครับ ผมไม่ทำท่านยอมได้ ไหมครับ ผมไม่ต้องพูดว่าคนเสื้อสีอะไร เราเป็นคนไทยด้วยกันครับ ถ้ามีกฎหมาย ถ้าอยู่ใน ทำนองคลองธรรมไปทิศทางเดียวกันผมเชื่อว่าสิ่งที่เราพูดเราไปได้แต่เรามีกฎหมายครับ ไม่ว่าเขาจะอยู่บริษัทอยู่ต่างประเทศอย่างไร เมื่อทำผิดก็ต้องเคารพกฎหมายไทยแล้วเรา ก็ต้องทำภายใต้กฎหมายไทย แล้วผมเรียนนะครับทั้งหมดที่ดำเนินคดี รวมไปถึงสื่อที่มี การเสนอให้กับศาลเราไม่ได้ใช้ความรู้สึกนึกคิดของตัวเราเองหรือรัฐบาลเลยครับ เราอาศัย กระบวนการยุติธรรม เราขอคำสั่งศาลขออำนาจศาล เมื่อศาลท่านสั่งปิดเราก็เอาคำสั่งศาลนั้นมาปฏิบัติ ไม่ได้ใช้ ความรู้สึกของรัฐมนตรี ไม่ได้ใช้ความรู้สึกของเจ้าหน้าที่คนใดเลย รวบรวมข้อมูลหลักฐาน ผมเรียนว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ พี่น้องประชาชนส่งมาให้ครับ แล้วเรามาตรวจสอบ เมื่อเห็นว่า มีหลักฐานมีจริงเราก็รวบรวมส่งศาลท่านภายใน ๔๘ ชั่วโมง เมื่อศาลมีคำสั่ง เราก็แนบ คำสั่งศาลส่งไปให้กับแพลตฟอร์ม (Platform) ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูป (YouTube) และอื่น ๆ ให้เขาปฏิบัติ เพราะเราต้องการจะทำให้สังคม โซเชียล มีเดีย (Social media) ของคนไทยสะอาด และเป็นพื้นที่ปลอดภัยเหมือนท่าน ส.ส. ได้กรุณานำเรียนเมื่อสักครู่อย่างไรครับ ผมเชื่อว่าภายใต้ความรู้สึกลึก ๆ ของทุกคนเข้าใจ ในสิ่งที่ผมพูดดีว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมโซเชียล มีเดีย (Social media) ในประเทศไทย เราก็ ทำดี ทำเต็มที่เท่าที่เราจะทำได้ เพราะด้วยกระบวนการทางเทคนิคและสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อน หน้านี้เราทำได้ตามกฎหมายเท่านี้จริง ๆ ครับ แล้วก็จะทำต่อไป แล้วผมก็เรียนยืนยันว่าถ้ามี ความผิดและเข้าข้อกฎหมายเราก็มีความจำเป็นต้องทำต่อไป แล้วก็ไม่ได้เลือกปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าสื่อต่าง ๆ ที่ท่านบอกว่าไปปิดกั้นสื่อ ไม่จริงหรอกครับ วันนี้สื่อ ทุกแขนงก็ยังเสนอข่าวได้อย่างเต็มที่ เพียงแต่เราเตือนเขาไปเท่านั้นเองว่าขอให้อยู่ในกรอบ ของกฎหมาย ถ้ามีเนื้อหา ถ้อยคำ สาระอะไรที่ผิดกฎหมายก็ขอให้ดำเนินการลบออกถ้าไม่ได้ ตั้งใจ แต่ถ้าเกิดยังไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ เราก็มีความจำเป็นต้องดำเนินการตาม กฎหมายเท่านั้นเองจริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าสาระสำคัญทั้งหมด ที่ท่าน ส.ส. ได้กรุณาอภิปรายมานั้น ผมเรียนว่าเราทำภายใต้กฎหมายและทำอย่างจริงจัง และผมเชื่อว่าเรามีความคิดตรงกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือเราต้องการจะทำให้สังคมการสื่อสาร ของทั้งปัจจุบันและของเยาวชน โดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์ (Online) โซเชียล มีเดีย (Social media) ต่าง ๆ ได้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย สะอาด และใช้ในที่ที่เป็นประโยชน์ในการสื่อสาร รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทุกรุ่นทุกวัยครับ แต่เน้นอีกครั้งหนึ่งว่า ต้องไม่หยาบคาย ต้องไม่ผิดกฎหมาย และต้องอยู่บนสิ่งที่พวกเรายึดมั่นยึดถือในมาตรฐาน เดียวกัน ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ท่านวิโรจน์ เชิญเลยครับ อนุญาตครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ สั้น ๆ คือผมก็ ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้ให้คำชี้แจงนะครับ ซึ่งก็ยังยืนยันว่าผมก็เข้าอกเข้าใจ ท่านนะครับ ที่ท่านบอกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่น่ารัก ผมก็ยอมรับครับว่า ก็จะใช้คำว่า ไม่น่ารัก ตามที่ท่านว่าก็ได้ ก็มี ก็ปรากฏอยู่แล้ว แต่เราไปเหมารวมทั้งหมดไม่ได้ แล้วผมพยายามจะอธิบายว่าภาพที่ท่านบอกว่าไม่น่ารักนั้นเกิดจากอำนาจนิยมที่เราไปกดทับ เขาอยู่ ความที่สังคมนี้ชายเป็นใหญ่ คนเกิดก่อนเป็นใหญ่ แบบนี้ครับ อำนาจนิยมแบบนี้ มันทำให้เขาต้องปะทุขึ้นมา วันนี้ผมจึงเรียกร้องจากทุก ๆ ฝ่ายว่าเราใช้อำนาจนิยม กดเขาอีกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว แล้วกดเขาต่อไปก็จะเกิดปัญหาแบบที่เป็นอยู่ที่หนักมากขึ้นครับ ท่านประธาน

อีกเรื่องหนึ่งครับ ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีคงเข้าใจคำว่า พื้นที่ปลอดภัย ไม่ตรงกับผมเสียทีเดียว พื้นที่ปลอดภัยของผมเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะให้พื้นที่ที่ทำให้ บรรยากาศคนคิดต่างได้มาพูดคุยกันในเรื่องของการปฏิรูป รวมทั้งการปฏิรูปสถาบัน พระมหากษัตริย์ด้วย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นทางการและกึ่งทางการ หรือไม่เป็นทางการที่รัฐ จะไม่ใช้กฎหมายเข้าไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ รวมทั้งกฎหมายที่เอาไปใช้กับพวกเขาอย่างเลือก ปฏิบัติ ถ้ารัฐบาลวันนี้ให้คำมั่นว่าจะทำก่อน ผมเชื่อว่าผู้ชุมนุมก็จะใช้พื้นที่นั้นในการถกเถียง อย่างมีวุฒิภาวะ และทำให้สังคมสามารถที่จะสมานฉันท์ แล้วก็ลดความระแวงต่อกันได้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีมีสิทธิที่จะใช้สิทธิตาม ข้อบังคับ ข้อ ๒๑ นะครับ ชี้แจงได้ตลอดเวลาครับ ต่อไปท่านนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ และผมเรียนว่าหลังจากนั้นก็จะเป็นท่านนิคม บุญวิเศษ แล้วก็จะเป็นท่านศุภชัย ใจสมุทร ขอเชิญท่านนายแพทย์เจตน์ครับ ขออภัยครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศจะชี้แจง ขอเชิญเลยครับ

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ 🔗

ขออนุญาตนะครับ ขอบพระคุณท่านประธาน เรียนท่านสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นั่งฟัง พอดีได้รับฟังหลายเรื่องที่โยงมาสู่งานของกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบของสื่อที่ได้กล่าวถึงกัน และคำว่า กฎ กฎอะไรต่ออะไร ไม่ใช่กฎหมาย นะครับ คือกดดัน ทั้งหมดนี้มันโยงมาในหลาย ๆ มุมด้วยกันนะครับ ขออนุญาตว่าเมื่อวานนี้มีการพูดถึงเรื่อง ของการชี้แจงหรือตอบโต้ให้กับองค์การระหว่างประเทศเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย เมื่อสักครู่พูดถึงเรื่องการกด มันมีข้อคิดในเชิงตรงกันข้ามเกิดขึ้น ในความเป็นจริงจากคนต่างประเทศที่มาอยู่ในประเทศไทย หลายโอกาสทีเดียวที่ได้พูดคุยกัน เขาได้ให้ความรู้สึกต่อการพูดคุยกับทางกระทรวงนะครับว่า มาประเทศไทยแล้วรู้สึก บรรยากาศปลอดโปร่งมาก รับรู้ถึงบรรยากาศของเสรีภาพสารพัดด้านด้วยกัน แต่ที่ชัด ๆ เขาพูดถึงเรื่องของสื่อ บรรยากาศของการแสดงออก ความคิดเห็น และการเปิดให้มีการรับรู้ เรื่องราวต่าง ๆ ของรัฐบาล เขาพูดโดยยกตัวอย่างว่าไม่ค่อยได้เห็นหรอกในประเทศต่าง ๆ ที่เขาได้ไปทำงานที่จะรับรู้มติของ ครม. ในทุกสัปดาห์ในหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วรวมไปถึงรับรู้ ว่ามีการถ่ายทอดออกในเว็บเพจ (Web page) ของสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประจำ ทุกสัปดาห์ อันนี้ก็ถือว่าเขาเห็นว่ามันเป็นเสรีภาพอย่างหนึ่งของประชาชนของคนไทยที่รับรู้ว่า มีมติอะไรบ้าง รวมไปถึงเปิดกว้างให้กับคนต่างชาติเสียด้วยซ้ำว่ามีอะไรที่คุยกันในห้องที่เขา ถือว่าเป็นห้องลับของรัฐบาลแต่ก็ออกมาขยายความ อันนี้ก็เลยชวนทำให้ผมคิดไปถึง เหตุการณ์เมื่อสัก ๓ ปีที่แล้วในยุครัฐบาล คสช. นะครับว่ามีการยกเรื่องประเภทนี้ขึ้นมา จนกระทั่งเราต้องทำการจำลองเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่ง คือให้มีการตัดคลิปปิง (Clipping) ของสื่อไทย ๑ เดือนเต็ม โดยแรนดอม (Random) คือตัดอะไรก็ได้ที่จะโยงไปถึงการทำงาน ของรัฐบาล หรือตัวนายกรัฐมนตรี ในที่สุดแล้วก็เอามาโชว์กันให้รับรู้ว่าโดยการนำเสนอข่าว ของสื่อต่าง ๆ แรนดอม (Random) ตัดออกมาแล้วให้ดู ก็พบว่ามีรายการโจมตีรัฐบาลเต็มไปหมด เกือบจะทุกวันโดยสื่อของประเทศไทยเราเองนี้นะครับ ในเรื่องเหล่านี้เป็นการสะท้อนให้เขา ได้เห็นชัดขึ้นว่าจริง ๆ แล้วในช่วง ๓ ปี ๔ ปีที่ผ่านมานั้นเสรีภาพไม่ได้ขาดหายไปจากวงการสื่อ โจมตีรัฐบาล โจมตีนายกรัฐมนตรี โจมตีอะไรก็ว่ากันไปนะครับ เห็นชัดจากสิ่งที่เราตัดคลิปปิง (Clipping) ออกมามามอบให้กัน อันนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ในมุมเดียวกันนี่มันมีอีกด้านหนึ่ง ที่สื่อต่างประเทศเขาก็มาพูดให้ฟังนะครับ เพราะเราต่อว่าเขาว่าเวลาเกิดเรื่องในประเทศไทย ทำไมท่านเอาไปเขียนเสียอย่างกว้างขวาง และบางครั้งรุนแรงเกินกว่าที่เราเชื่อว่าท่านได้มี โอกาสได้เห็นและประสบเอง เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้เกิดขึ้น เขาบอกว่าก็เขาเพียงแต่ ลอกเอาข่าวจากสื่อในไทยเอาไปลงต่อ จริงอยู่เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์และไม่ได้รับรู้เรื่องราว แต่ว่าเขาต้องสามารถจะประเมินได้ว่าสิ่งที่ลงในสื่อของประเทศนั้น ๆ และได้รับการยอมรับ โดยรัฐบาลก็ดี ในวงการต่าง ๆ ก็ดี ย่อมต้องถือว่าถูกต้อง เพราะฉะนั้นเขาก็นำไปสะท้อน ลงไปในสื่อของเขา สู่บ้านเมืองเขา สู่วงการที่กว้างขึ้น เขาไม่ได้ทำอะไรผิด อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ เพียงแต่อยากจะนำเรียนท่านว่ามันมีมุมนี้ แต่ทั้งหมดนี่เป็นการสะท้อนว่าไม่มีการกดดัน ในเรื่องของสื่อหรือภาพการแสดงออกแต่อย่างใด หลายประเทศเมื่อหลายวันที่แล้วนี่ ผมมีโอกาสพาทูต ๑๖ ท่านเข้าเฝ้าถวายอักษรสาส์นตราตั้งเพิ่งเสร็จเมื่อวานนี้เองแยกเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน ก็มีการคุยกัน และแต่ละท่านก็อยู่ในเมืองไทยเป็นเวลาพอสมควรก่อนที่จะมีโอกาสได้ถวายอักษรสาส์น นั่นนะครับ เขาแสดงความรู้สึกออกมาให้รับรู้กันว่า บางคนบอกว่าไม่เคยมาภูมิภาคนี้เลย นี่เป็นครั้งแรกมาในฐานะทูตแต่เขามีความรู้สึกว่าเขาได้รับการต้อนรับอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่ ทำให้เราสนใจและรับทราบการประเมินเขาก็คือว่า หน้าที่การงานของสถานทูตหรือว่า คนของกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงอื่น ๆ ของเขาในสถานทูตของเขาประจำ ประเทศไทยนั้นเป็นที่ช่วงชิงกัน เป็นที่แย่งชิงกันของคนของเขา ทุกคนอยากมา แล้วทำไม ถึงอยากมาก็เพราะว่ากิตติศัพท์ของบ้านเรามันกระฉ่อนออกไปไม่ใช่เพราะเรื่องของโควิด (COVID) เท่านั้นแต่สารพัดเรื่อง อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคงไม่ลงไปในรายละเอียด แต่ให้ รับทราบว่านั่นเป็นเสียงสะท้อนให้อย่างน้อยสุดให้ผมได้มีโอกาสได้นำเรียน ณ ที่ประชุมนี้ ภายใต้คอนเท็กซ์ทวลลี่ (Contextually) บริบทของคำว่า กดดันก็ดี หรือบทบาทของสื่อ ก็ตาม ไหน ๆ ก็พูดแล้วก็ขออนุญาตตอบสิ่งที่เมื่อวานนี้ได้มีการถามว่าชี้แจงต่อองค์การ ระหว่างประเทศบ้างหรือไม่ ก็ขอเรียนนะครับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านเราตั้งแต่เดินขบวน ตั้งแต่วันที่ ๑๐ กันยายนไล่มา ๑๙ ๒๐ ลงมาถึงวันที่ ๑๓ เหตุการณ์ในวันที่ ๑๓ ๑๔ และ ๑๖ นั้นนานาประเทศเขาจับตามองอยู่ และกลุ่มที่เขาจับตามองอยู่ก็มาหลายพวก ด้วยกัน แต่ที่ชัด ๆ นั่นก็คือสื่อแน่นอนต่างประเทศ ทางภาคธุรกิจของแต่ละประเทศ ก็แน่นอน ทางด้านของเอ็นจีโอ (NGO) ประชาสังคมก็แน่นอน ทางด้านองค์กรระหว่างประเทศ ที่มาตั้งอยู่ในประเทศไทยก็แน่นอน และสถานทูตเองก็แน่นอน ในกลุ่มเหล่านี้ละคือผู้ที่จับตา มองความเคลื่อนไหวต่าง ๆ แต่ที่ถามมาเมื่อวานนี้มุ่งประเด็นขององค์กรระหว่างประเทศ เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมาเมื่อวันที่ ๑๖ ก็ดี วันที่ ๒๒ ก็ตาม มีการนำเอาเสียงสะท้อนจาก ผู้ชำนาญการอิสระ ๓ คนของคือโอเอชซีเอชอาร์ (OHCHR) คือสำนักงานสิทธิมนุษยชน ขององค์กรสหประชาชาติมาถ่ายทอดเป็นข่าวไปกันทั่ว เรื่องนี้ก็ขอเรียนว่านั่นเป็น ความคิดเห็นของแรปพอร์เทอร์ (Rapporteur) ที่เขาเรียกว่าแรปพอร์เทอร์ (Rapporteur) ซึ่งก็คือผู้เชี่ยวชาญอิสระที่โอเอชซีเอชอาร์ (OHCHR) เขาจ้างให้มาทำงานเพื่อจะไปตรวจรับรู้ ความเคลื่อนไหวของประเทศต่าง ๆ ทางด้านสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อทูตของเราประจำเจนีวา ได้พูดคุยกับตัวผู้อำนวยการใหญ่ สิ่งที่ได้รับจากการสนทนาจากมุมของผู้อำนวยการใหญ่ซึ่งก็ จะมีข้อมูลอีกชุดหนึ่งเขาถือว่าเป็นเรื่องที่สมดุล เป็นเรื่องที่สมดุลหลังจากที่ท่านทูตได้ชี้แจง และรับทราบว่ามีการปฏิบัติตามกฎระเบียบ กติกาของไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) ครบถ้วน ซึ่งเขา บอกว่าเขารับทราบเรื่องนี้ แล้วเรื่องต่าง ๆ ที่ดำเนินการอยู่โดยรัฐบาลก็ดีหรือองค์การต่าง ๆ ก็ดี ในแง่ของความเคลื่อนไหวของการประท้วงนั้นมันมาทีละขั้นทีละตอนเขาบอกเขาทราบ และเขาเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่สมดุล อันนี้เป็นอีกมุมหนึ่งที่อยากจะให้พวกท่านผู้มีเกียรติ ทั้งหลายได้รับทราบว่ามันมีสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่ว่าในขณะเดียวกันก็มีมุมของเอ็นจีโอ (NGO) ประชาสังคม เราก็รับทราบว่าส่วนใหญ่ก็ออกมาอย่างแอมเนสตี อินเตอร์เนชันแนล ฮิวแมน ไรทส์ วอทช์ (Amnesty International Human rights Watch) กลุ่มเหล่านี้เขาจะออกมา เป็นประจำอยู่แล้วอะไรที่ผิดปกติจากกิจการประจำวันมันก็จะเป็นข่าว มันเป็นเรื่องที่เขา สามารถจะเอาไปเขียนเป็นรายงานได้ก็ถือว่าเป็นภารกิจหนึ่งของเขา แต่สิ่งที่ไม่เกิดขึ้นเลย ก็คือทางภาครัฐของแต่ละประเทศคือไม่มีสเทตเมนต์ (Statement) ออกมาจากภาครัฐ ของแต่ละประเทศเกี่ยวกับเรื่องเหตุการณ์ทั้งหมด เพราะอะไร เพราะเขาถือว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงแรก ๆ มีการคลี่คลาย มีพัฒนาการ ไปในทางที่จากประสบการณ์ของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลายเขาถือว่าอยู่ในวงกรอบ ที่เป็นสากลนะครับ เรื่องเหล่านี้จึงได้ทำให้มีการเพียงติดตามกันต่อ ๆ ไป โดยที่ไม่มี การแสดงออกจากภาครัฐของแต่ละประเทศในรูปลักษณะของถ้อยแถลงหรือจะเป็น สเทตเมนต์ (Statement) แถลงแต่อย่างใด ยกเว้นแต่ออสเตรเลียประเทศเดียว ออสเตรเลีย ก็เพียงแต่เตือนให้คนของเขาที่จะเดินทางให้มีความระแวดระวังกับเหตุการณ์ นอกนั้นไม่มี ประเทศใดนะครับ อันนี้ก็ขออนุญาตนำกราบเรียนให้รับทราบถึงบรรยากาศทั่วไปของ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา หลายท่านอาจจะบอกว่าวันที่ ๑๖ มันน่าจะถือว่าเป็นอะไร ที่ผิดปกติ มันน่าจะมองในข่ายว่ารุนแรงหรือไม่ แต่ว่าในสายตาของหลาย ๆ ประเทศไม่ใช่ เพราะว่าในบ้านเขาเมืองเขามันไปยิ่งกว่านั้นเยอะแยะ เพราะฉะนั้นเขาก็รับรู้เรื่องนี้อยู่ ก็ขออนุญาตนำกราบเรียนเพียงเท่านี้ครับ ก็ขอขอบคุณ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านนายแพทย์เจตน์ นะครับ ขออภัยที่เรียกไว้ก่อนครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในเหตุผลประกอบหลักการที่คณะรัฐมนตรีเสนอขอให้ที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อรับฟังปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๖๕

ข้อแรก คือความเสี่ยงต่อการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในรอบสอง ในประเทศ มี ส.ส. หลายท่านที่อภิปรายบอกว่ามันยังไม่ได้เกิดการติดเชื้อจากการชุมนุมเลย มันจะมีปัญหาอย่างใด รัฐบาลก็ไม่สมควรจะนำข้อเสนอนี้ใส่เข้ามาใน ๑ ใน ๓ ประเด็น ผมคิดว่าท่านอาจจะลืมอ่านไปว่าในเอกสารบ่งว่า เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขเกรงว่า อาจเกิดโรคระบาดได้ง่ายเพราะประชาชนขาดความระมัดระวัง และการชุมนุมทั้งใน กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเป็นลักษณะแออัดประชิดตัว ถ้ามีผู้ติดเชื้อแม้แต่รายเดียวเข้าไป ชุมนุมจะมีโอกาสแพร่เชื้อในวงกว้างสูงมาก โดยเฉพาะถ้าเป็นซูเปอร์ สเปรเดอร์ (Super spreader) เหมือนที่เคยเกิดในบ้านเรามาก่อนแล้ว ท่านประธานครับ วันนี้ข้อมูลจาก เมื่อวานนี้ก็คือว่าเมียนมาติดเชื้อวันเดียว ๑,๔๒๖ ราย เสียชีวิต ๒๗ ราย ยอดติดเชื้อสะสม ๔๖,๒๐๐ ราย เสียชีวิตรวม ๒๓๖ ราย เอาที่มาเลเซียนะครับ มาเลเซียคนอาจจะละเลยไป แต่ว่ามาเลเซียตัวเลขเมื่อวานนี้ติดเชื้อ ๑,๒๔๐ ราย เสียชีวิต ๗ ราย ท่านประธานครับ เมียนมากับมาเลเซียมีพรมแดนติดกับประเทศไทย มีช่องทางธรรมชาติที่ประชาชนเดินทาง ไปมาหาสู่กันมากมาย มีการจับกุม ด้วยฝ่ายมั่นคงกับประชาชนที่เดินทางเข้าออกรวมถึง แรงงานหลายครั้ง มันง่ายต่อการที่จะมีผู้หลงจากการที่ข้ามพรมแดนมาแล้วเข้ามาอยู่ใน การชุมนุม หรือผู้ที่สัมผัสผู้ที่ข้ามมาก็เข้าไปชุมนุมแล้วก็เกิดการแพร่ระบาด คือเรื่องนี้ กระทรวงสาธารณสุขกลัวมากนะครับ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะต้องระวัง ก็คงจะต้อง ฝากไปถึงประชาชนที่เข้าชุมนุมในคณะราษฎรนั้นว่าสิ่งนี้ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่เราเคย บอกว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในการป้องกันและต่อสู้กับโควิด-๑๙ (COVIC-19) ซึ่งจะทำให้ต่างชาติเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขแล้วก็เข้ามารักษาพยาบาล เข้ามาใช้ระบบ สาธารณสุขของบ้านเรา แล้วเราอาจจะลงทุนในด้านอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสาธารณสุข ที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงเรื่องของการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นลอง เทิร์ม สเตย์ (Long term stay) หรือการเฮลธ์เวลเนส (Health wellness) ต่าง ๆ เหล่านี้มันก็จะไม่เกิดขึ้นเพราะว่า ความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อการลงทุนของเราจะลดลง ถ้าหากว่าสถานการณ์ของการชุมนุม ยังยืดเยื้อต่อเนื่อง เราจะเสียโอกาสให้กับประเทศคู่แข่งเพื่อนบ้านนะครับ อันนี้เป็นข้อที่คง จะต้องฝากถึงประชาชนที่ชุมนุมไว้ แต่ท่านประธานครับทั้ง ๆ ที่เรานี่มีโอกาสดีมาก เพราะว่า เรามีการจองซื้อวัคซีนที่เรียกว่า โคแวกซ์ (COVAX) เป็นสถาบันที่มีวัคซีนอยู่ในมือแล้ว ในขณะนี้มี ๙ ตัว ๒ ตัวกำลังทดลองในเฟส (Phase) ๓ คือ ออกซฟอร์ด แอสตราเซเนกา และโมเดอร์นา ในออกซฟอร์ด แอสตราเซเนกานั่นล่ะ ไทยเรานี้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ผ่านบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด นะครับ ด้วยเรามีโอกาส ที่จะนำวัคซีนมาผลิตใช้ในประเทศและอาเซียน (ASEN) ได้ เพราะว่าบริษัทนี้เป็นการจัดตั้งขึ้น ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๙ ซึ่งต้อง ประกาศคุณูปการขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านว่าในบริษัทนี้จะสามารถที่ ผลิตวัคซีนที่เราได้จากออกซฟอร์ดแล้วนำไปใช้นะครับ ท่านประธานครับ ข้อเรียกร้องที่ให้ นายกรัฐมนตรีลาออกเป็นประเด็นที่มีการอภิปรายมากมายในสภา ถามว่านายกรัฐมนตรี ให้นายกรัฐมนตรีลาออกนี่ลาออกด้วยความผิดใด เพราะว่าถ้าหากว่าเราย้อนดูประวัติศาสตร์ ของประเทศไทยนายกรัฐมนตรีที่ลาออกนี่มีเพียงท่านเดียวคือ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกเพราะว่าการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เรียกว่า วิกฤติ ต้มยำกุ้ง เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ปี ๒๕๔๐

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ คุณหมอครับ ระวังนิดนะครับ อย่าไปเอ่ยถึงท่านเดี๋ยวจะไม่มีโอกาสชี้แจงครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

ส่วนทางท่านนายก ยิ่งลักษณ์ก็ต้องบอกชื่อนะครับท่านประธาน ขออนุญาต ผมก็พูดแค่นี้นะครับ ท่านยุบสภา ครับ ตอนนั้นนะครับด้วยปัญหาเรื่องทุจริตจำนำข้าวหลายแสนล้านบาท และกฎหมาย นิรโทษกรรมสุดซอย เมื่อ ๒๕๕๖ ท่านประธานครับ ท่านพลเอก ประยุทธ์ท่านไม่ได้ทำผิด อะไร แล้วก็ไม่ได้มีปัญหาที่ส่อว่าในทางที่ว่าจะคอร์รัปชันอย่างไร แล้วผมคิดว่าถ้าหากว่า ท่านลาออกมันจะเกิดบรรทัดฐานต่อเนื่องไปว่าไม่ได้ทำผิดอะไร มีม็อบ (Mob) มากดดันชุมนุม แล้วก็ต้องลาออกไปตามความต้องการของม็อบ (Mob) ที่มาชุมนุม ผมคิดว่าบรรทัดฐานนี้ จะเกิดขึ้นสำหรับนายกรัฐมนตรีคนต่อ ๆ ไปที่จะเกิดขึ้น มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นครับ อีกข้อหนึ่งคือว่าจบไหมถ้าหากท่านลาออก สมาชิกในที่นี้หลายท่านก็อภิปรายว่าไม่จบหรอก ครับ เพราะว่าความต้องการของม็อบ (Mob) ไม่ได้ต้องการแค่ให้ท่านลาออก ไม่ได้ต้องการ แค่แก้รัฐธรรมนูญ หรืออาจจะต้องการแก้รัฐธรรมนูญก็เพื่อต้องการไปกระทบหมวด ๑ หมวด ๒ ที่สำคัญของชาติบ้านเมือง เพราะฉะนั้นผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านลาออกแล้วจะจบนะครับ แต่ข้อสำคัญที่สุดผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ลาออกไม่ได้โดยเด็ดขาด ทำไมครับ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีผู้จาบจ้วงเกินเลยสถาบันเหมือนในขณะนี้ เพราะว่า ท่านประยุทธ์เป็นตัวเลือกเพียงตัวเดียวที่เหมาะสมที่สุดในการปกป้องสถาบัน ทำไมล่ะครับ เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่เข้มแข็งและจงรักภักดีต่อสถาบันที่สุด

ท่านประธานครับ ผ่านไปถึงข้อสังเกตในเรื่องของประเด็นการปฏิรูปสถาบัน ประเด็นนี้ผมเชื่อว่าจะถูกต่อต้านโดยประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งขณะนี้เริ่มทยอยออกมา แสดงพลังปกป้องสถาบันกันแล้ว แต่ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้ผมคิดว่าคนไทยทุกคน เสียใจ เจ็บปวด และเศร้าใจที่สถาบันกษัตริย์ที่อยู่คู่คนไทยมาตลอด ตลอดคู่ชาติไทยตั้งแต่ บูรพกษัตริย์ ท่านถูกจาบจ้วงล่วงละเมิด ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในกรณีเหล่านี้รัฐบาล จะต้องตระหนักว่าการที่มีประชาชนอีกฝ่ายหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งออกมาแสดงพลังอาจจะเสี่ยงต่อเกิดการปะทะ แล้วการปะทะนั้นก็จะนำไปสู่ สงครามกลางเมือง แล้วจะบรรลุสิ่งที่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังไม่ว่าจะจากฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งดูไบต้องการ เรื่องอย่างนี้ก็ต้องฝากถึงทางรัฐบาลที่ต้องระวัง ผมมีข้อที่อยาก เสนอแนะทางรัฐบาลดังนี้นะครับ

ข้อแรกตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพูดคุยเพื่อหาทางออก ร่วมกัน เพราะว่าหลายประเด็นมันไม่สามารถพูดคุยในห้องประชุมใหญ่นี้ได้นะครับ ก็คง จะต้องอาศัยการพูดคุยกันในห้องประชุมของคณะกรรมการนั้น ซึ่งองค์ประกอบของ คณะกรรมการก็จะต้องประกอบด้วยผู้แทนจาก ครม. ส.ส. ส.ว. ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมทั้งนักวิชาการ และที่ทิ้งไม่ได้ก็คือตัวแทนของแกนนำผู้ชุมนุม อันนี้ผมคิดว่าข้อเสนอนี้ เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ

ข้อถัดมาคือรัฐบาลฝากทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นะครับ ท่านต้องเรียกทูตของประเทศที่มีแกนนำที่อยู่ในประเทศที่ผมกล่าวมาแล้วเข้ามาพบ เพื่อให้หยุดการกระทำ โดยอาศัยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ คือเรียกเขามาคุยเฉย ๆ มันคงไม่ได้ครับ แต่ว่าเขามีอิทธิพลต่อการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษาอย่างมาก เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าท่านไม่ได้เรียกเขามาพูดคุย มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก็ยังมีอิทธิพลก็ส่งข้อมูลต่าง ๆ ผ่านโซเชียล มีเดีย (Social media) มาถึงผู้ชุมนุม ตรงนั้นมันจะทำให้สถานการณ์เลวร้าย ยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ก็คงจะต้องฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีกระทรวงดีอี (DE) ท่านต้องเพิ่ม มาตรการการกดดันสื่อข้ามชาติตามที่ท่านแถลงนะครับ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเผยแพร่ ข่าวที่บิดเบือน ผมคิดว่าท่านอาจจะต้องประกาศว่าในเว็บเพจ (Web page) ไหนที่มันมีข่าว ที่บิดเบือนแล้วอาจจะต้องแก้ข่าว แล้วก็ต้องเผยแพร่ให้ประชาชนทราบในเรื่องนี้เพราะว่า มันมีหลายเว็บเพจ (Web page) ที่บิดเบือนข่าวอย่างมากนะครับ ซึ่งผมคิดว่ามันก็อยู่ในวิสัย ที่ท่านทำได้นอกเหนือจากที่ท่านพูดมาแล้วนะครับ

ในส่วนของการชุมนุมของแกนนำ ผมคิดว่านอกจากนักเรียน นักศึกษา ซึ่งเป็นพลังบริสุทธิ์แล้ว ยังมีผู้ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ยังมีผู้ที่ต้องการ อำนาจทางการเมือง แล้วก็การเปลี่ยนแปลงนั้นเขาก็มีส่วนที่จะเข้าไปหนุนการชุมนุมของ นักศึกษาซึ่งมาชุมนุมด้วยพลังบริสุทธิ์ ต่าง ๆ เหล่านี้มันก็จะทำให้สถานการณ์ของการชุมนุม แพร่ขยายออกไปนะครับ ถ้าหากว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรงใช้มาตรการที่รุนแรงหรือใช้ มาตรการที่ทำให้ทางผู้ชุมนุมสามารถที่เผยแพร่กระจายออกไปว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรง ใช้สิ่งที่ไม่ถูกต้องด้วยการเผยแพร่ทางโซเชียล มีเดีย (Social media) แล้วก็เป็นสิ่งที่ทำให้ การชุมนุมขยายตัวออกไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่ารัฐบาลอาจจะต้องใช้ในเรื่องของ คณะกรรมการลงมาในการช่วยแก้ไขปัญหา

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมคิดว่าในเรื่องของการจัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ แบบเดียวกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีจัดตั้งศูนย์โควิด (COVID) ในการประชาสัมพันธ์ข่าวต่าง ๆ ทั้งแก้ข่าวที่บิดเบือน แล้วก็ประชาสัมพันธ์ข่าวที่แท้จริง ผมคิดว่าน่าจะเป็นทางที่เป็น ประโยชน์ให้ประชาชนที่ไม่สามารถติดตามหรือไม่มีความสามารถที่จะติดตามสื่อโซเชียล มีเดีย (Social media) ได้ เขาติดตามข่าวจากศูนย์นี้เหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีประสบ ความสำเร็จจากการจัดตั้งศูนย์โควิด (COVID) มาแล้ว ผมคิดว่าน่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่เกิด ประโยชน์นะครับ

สุดท้ายในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าก็ปล่อยให้กลไกมันทำต่อไป แล้วก็ถ้าหากว่ามันมีความจำเป็นในการที่จะทำประชามติของการแก้รัฐธรรมนูญ มันอาจจะ เป็นช่องทางหนึ่งที่จะแก้ไขม็อบ (Mob) ที่ชุมนุมกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งถ้าหากว่าผลประชามติ ออกมาเป็นอย่างไร ผมคิดว่าก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนที่ชุมนุมยอมรับได้ เพราะว่า มันเป็นความต้องการของประชาชนที่จำนวนมาก เป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ที่แท้จริงครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ท่าน ส.ส. ธีรรัตน์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง เชิญเลยครับ

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงแล้วดิฉันต้องขออนุญาต ใช้ประท้วงนะคะ แต่ไม่อยากที่จะขัดจังหวะในช่วงที่ทางท่านวุฒิสมาชิกได้อภิปรายอยู่ เมื่อสักครู่นี้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ค่ะ มีการใส่ร้ายบุคคลอื่นที่ไม่อยู่ในที่ประชุมสภาแห่งนี้ นั่นก็คือท่านพูดถึงรัฐบาลสมัยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้ลาออก ใน พ.ศ. ๒๕๕๖ ในวันที่ ๙ ธันวาคม ดิฉันจำได้ดีค่ะว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น และท่านนายกรัฐมนตรีได้ยอมรับแล้วกแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นความกล้าหาญ อย่างมาก แต่มาวันนี้ในสภา วุฒิสภา ท่านเมื่อสักครู่นี้ได้กล่าวหาว่าท่านอดีตนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีคดีคอร์รัปชันในเรื่องของโครงการรับจำนำข้าว ดิฉันต้องให้ ท่านถอนคำพูดนะคะ เพราะคดีที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับนั่นคือตามมาตรา ๑๕๗ ค่ะ ไม่ใช่ การคอร์รัปชันในโครงการรับจำนำข้าว ท่านต้องเข้าใจเสียใหม่ และอย่าป้ายสีใส่ร้าย ให้ประชาชนเข้าใจผิดในข้อความที่ท่านพยายามที่จะบิดเบือนด้วยค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณมากค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ได้ชี้แจงนะครับ ต่อไปท่านนิคม บุญวิเศษ นะครับ แล้วหลังจากนั้นท่านศุภชัย ใจสมุทร วุฒิสมาชิกยังไม่มีชื่อเข้ามา ซึ่งถ้าหลังจากนั้นก็จะเป็นนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เชิญท่านนิคมครับ

นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ตอนนี้ก็เป็นประธานรัฐสภา กระผม นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายเพื่อที่จะให้คำแนะนำ หาทางออกให้กับประเทศครับท่านประธาน ก่อนอื่นครับ ก่อนที่พวกเราจะช่วยกันแก้ไข ปัญหาได้ เราต้องรู้ต้นเหตุแห่งปัญหาก่อน ท่านประธานครับ ถ้าไม่ทราบปัญหาแล้ว ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้หรอกครับ หลายท่านนะครับ ผมเคารพความคิดเห็นของท่าน ที่อภิปรายแสดงความคิดเห็น แต่บางท่าน ท่านไม่ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น วันนี้ครับ เป็นที่เข้าใจกันทั้งประเทศแล้วก็ทั้งโลกแล้วว่ามีการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไปครับ เพื่อกดดันให้กับนายกรัฐมนตรีลาออกจากนายกรัฐมนตรี มันต้องมี สาเหตุครับท่านประธาน อยู่ ๆ ไม่มีใครหรอกครับที่จะลุกขึ้นมาชุมนุมประท้วง ลุกขึ้นมา แสดงความคิดเห็นในท่ามกลางที่มี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไม่มีใครอยากจะมีคดีติดคุกติดตะราง หรอกครับ คนที่มาล้วนแล้วแต่มีความหวังดีกับประเทศเราทั้งนั้น ยิ่งเป็นเยาวชนที่มีความรู้ สมัยใหม่ เราในฐานะที่เป็นรัฐสภาเราควรจะให้การยอมรับแล้วก็รับฟัง แล้วนำสิ่งนั้นมาแก้ไข ให้มันตรงจุดครับท่านประธาน มีหลายท่านที่บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีผิดอะไร เราต้อง ยอมรับครับ นายกรัฐมนตรีไม่ว่าใครก็แล้วแต่ ย่อมจะมีข้อผิดพลาดบกพร่องมากน้อยแล้วแต่ ความสามารถ ถ้าจะบอกว่านายกรัฐมนตรีไม่ผิดเลย เป็นคนดีที่สุด จงรักภักดีที่สุด ถ้าพูด เรื่องนี้ก็เถียงกันแทบเป็นแทบตายละครับ ไม่มีใครหรอกครับที่บอกว่าไม่จงรักภักดี ท่านบอกว่าท่านจงรักภักดีที่สุด แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดเองนะครับ คนของท่านพูด คำพูดเหล่านี้ละครับที่ทำให้พวกเราไม่มีความสามัคคีกัน เราอย่ามาแย่งความจงรักภักดี แล้วไปใส่ร้ายป้ายสีว่าคนอื่นไม่จงรักภักดี ผมอยากให้เลิกนะครับคำนี้ การจงรักภักดีก็คือว่า การต้องทำความดีให้กับประเทศชาติ การที่ไม่ทุจริต ไม่นำภาษีของประชาชนไปละลาย ละเลง กู้เงินจนเป็นหนี้เป็นสิน ถูกไหมครับ ข้าราชการก็ต้องจงรักภักดีโดยการทำหน้าที่ให้ดี ที่สุด ประชาชนจงรักภักดีโดยทำหน้าที่ของประชาชน ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องทำครับ นี่คือ ความจงรักภักดี เราไม่จำเป็นต้องมาพูด ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อเหลืองแล้วแสดงว่าจงรักภักดี ไม่ใช่ จงรักภักดีอยู่ที่การกระทำมากกว่า ประเทศไทยเรามี ๓ สถาบันหลักครับ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของพวกเราคนไทยทั้งสิ้น ฉะนั้นเราในฐานะที่เป็น รัฐสภา วันนี้เป็นวันที่เราได้มาแสดงความคิดเห็นหาทางออกร่วมกันว่าประเทศไทยเราจะเดิน ไปอย่างไร รัฐบาล คณะรัฐมนตรีได้มีการเสนอเข้ามา ๓ ประเด็น

ในประเด็นที่ ๑ ท่านอ้างเรื่องการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ในเรื่องนี้เห็นด้วยครับ แต่ท่านอย่าลืมว่าการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus corona 2019) ได้มีการแพร่ระบาดตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม จนถึงเมื่อวานวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๗ เดือน ท่านประธานครับ ท่านได้รวบรวมอำนาจของท่าน อำนาจทุกอย่างมาอยู่ที่ศูนย์กลางคือ นายกรัฐมนตรี ครั้งแรกเราเห็นด้วยเนื่องจากมันมีการระบาดอย่างจริงจังในประเทศไทย นี่ละครับ แต่หลังจากนั้นเรามีการป้องกันจนไม่มีการระบาดแล้ว ไม่มีผู้เสียชีวิตแล้ว เป็นเวลา ติดต่อกันประมาณ ๔-๕ เดือน แล้วเมื่อวานนี้มีการประกาศว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัส (Virus) สะสม ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) นี่ ๓,๗๔๓ ราย หายแล้ว ๓,๕๔๓ ราย ตอนนี้รักษาตัว ในโรงพยาบาล ๑๔๑ รายครับท่านประธาน และมีผู้สูญเสียชีวิต ๕๙ ราย รัฐบาลได้มีการออก พ.ร.ก. ชุดหนึ่งออกมาเพื่อกู้เงินนะครับ พ.ร.บ. กู้เงิน ขอโทษทีครับ ๑.๙ ล้านล้านบาท เพื่อมา ช่วยเหลือเยียวยาและควบคุมสถานการณ์ นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลยังใช้เงินส่วนหนึ่งที่เป็น งบประมาณฉุกเฉิน ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อป้องกันโรคไวรัสโคโรนา (Virus Corona) นี้ รัฐบาลได้ใช้อนาคตของประเทศ รายได้ที่เกิดจากการค้า การขาย การลงทุน ร้านค้าต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชน รัฐบาลได้ใช้แรงงานทั่วประเทศต้องตกงาน เรามีการล็อกดาวน์ (Lockdown) ประเทศ ฉะนั้นความสูญเสีย หรืองบประมาณต่าง ๆ ถ้าเราจะรวมแล้ว เพื่อป้องกันโรคไวรัสโคโรนา (Virus Corona) โรคเดียวนี่นะครับ ซึ่งเป็นโรคที่มีความเสี่ยง แล้วตายไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้าคิดเป็นเงินแล้วหลายล้านล้านท่านประธานครับ ถามว่าคุ้ม หรือไม่ ผมเชื่อว่าท่านตอบได้ดี การรักษาโรคนี้ การควบคุมโรคนี้ไม่ใช่ผมไม่เห็นด้วยครับ แต่ท่านอย่าลืมเรื่องการบริหารในส่วนอื่นด้วยต้องมีความสมดุลกันครับ สุขภาพ สาธารณสุข และเศรษฐกิจต้องควบคู่กันไป ผมเสียดายที่รัฐบาลไม่ใช้โอกาสนี้โอกาสที่เราได้เปรียบ ที่ประเทศไทยเราไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) แล้ว รัฐบาลไม่ใช้ ความได้เปรียบในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประชาชนไม่รีบฟื้นฟูครับ ทั้ง ๆ ที่มีเงินกู้แล้ว รัฐบาลได้กู้เงินมา ๑.๙ ล้านล้านบาท พ.ร.ก. ชุดหนึ่งที่บอกว่าเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเสียดายมาก รัฐบาลบอกว่าจะมาฟื้นฟูเอสเอ็มอี (SMEs) ให้เอสเอ็มอี (SMEs) กู้ แต่ดันไป เขียนเงื่อนไขให้เอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดย่อย ขนาดกลางไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินนี้ได้ ยังมีเงินอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะมาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมก็ไม่ประสบความสำเร็จ ฉะนั้นเราต้อง ยอมรับว่ารัฐบาลผิดพลาดบกพร่องไม่มีความสามารถในการบริหาร จึงทำให้เศรษฐกิจมันติดลบ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เป็นเหตุผลที่มีการชุมนุมก็คือสิ่งนี้ก็คือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะมันไปกระทบกับพ่อแม่พี่น้องของเขาเองครับ ทุกคนเดือดร้อนกันไปหมดก็คือเรื่อง เศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านอาจจะไม่มีคนของท่านที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านเศรษฐกิจก็รับฟังได้ครับ แต่ท่านเป็นหัวหน้าทีมในเรื่องเศรษฐกิจนี้ ท่านจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ว่าท่านไม่ทราบ ฉะนั้นคือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชน อันนี้คือในญัตติที่ ๑ ที่ท่านเขียนขึ้นมา ท่านบอกว่ามีการชุมนุม มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) มันจะติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ได้อย่างไรท่านประธานครับ ในเมื่อเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ไม่มีอยู่ในประเทศไทยแล้ว เชื้อนี้มันนำเข้าจากต่างประเทศครับท่านประธาน ถ้าเราป้องกัน ไม่ให้ผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยได้นี่ ในประเทศไทยเราก็ปลอดเชื้อครับ มันไม่สามารถงอกขึ้นมาเหมือนต้นหญ้าครับ ไม่สามารถ ตกลงมาเหมือนน้ำฝนได้ ฉะนั้นอย่ามาสร้างความหวาดกลัวให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าเรา ไม่รีบแก้ไขตรงนี้ ไม่รีบสร้างความเชื่อมั่น การท่องเที่ยวในประเทศ การลงทุนในประเทศ การค้าขายในประเทศจะไม่เกิดได้เลยครับท่านประธาน ทุกคนจะอยู่ที่บ้านไม่ต้องทำอะไร ครับ รอให้รัฐบาลช่วยเหลือ ๆ ผมถามว่ารัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน รัฐบาลต้องส่งเสริมให้มีการลงทุนในประเทศ มีการท่องเที่ยวในประเทศ โรงแรมต่าง ๆ มีหลายโรงแรมที่เป็นเมืองท่องเที่ยว รัฐบาลไปช่วยเขาสิครับ คนท่องเที่ยวออกครึ่งหนึ่ง รัฐบาลออกครึ่งหนึ่งก็ได้ ช่วยให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) ถ้าเอสเอ็มอี (SMEs) อยู่ไม่ได้ การจ้างงานจ้างอาชีพมันไม่เกิดครับ คนตกงานนั่นคือปัญหา ครับท่านประธาน ผมอยากให้เงินที่เรามีเรากู้มาแล้วใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด นี่คือ ทางออกทางหนึ่งที่ผมจะแนะนำว่าถ้าท่านประยุทธ์จะอยู่ต่อ ท่านต้องแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้ ผมเชื่อว่าถ้าท่านแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้นะครับ หลายคนก็อยากให้ท่านอยู่ต่อครับ แต่ถ้า แก้ไม่ได้ ท่านก็ต้องพิจารณาตัวเอง มันเป็นเรื่องปกติครับท่านประธาน ที่เราต้องการผู้นำที่มี ความรู้ความสามารถให้ประเทศเรามันรอดครับท่านประธาน

ในเรื่องที่ ๒ ก็คือท่านกล่าวหาว่ามีผู้ชุมนุมขัดขวางขบวนเสด็จ ผมก็อยากจะ ทราบเช่นกันครับว่าขบวนเสด็จ ทุกครั้งที่มีขบวนเสด็จนะครับ จะมีเจ้าหน้าที่เคลียร์ (Clear) เส้นทางก่อนถูกไหมครับ จะมีเจ้าหน้าที่อยู่ตามซอกตามซอยต่าง ๆ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๑๐-๒๐ นาที แล้วไฉนเล่าในการเสด็จครั้งนี้จึงไม่มีเจ้าหน้าที่เคลียร์ (Clear) เส้นทางก่อน เรื่องนี้ต้องมีการสอบสวนนะครับท่านประธาน ปล่อยไปไม่ได้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสูงสุดก็คือ นายกรัฐมนตรี ไม่สามารถปฏิเสธได้ครับว่าท่านมีข้อบกพร่อง ผิดพลาดอย่างไร หรือบุคคล ที่ท่านให้ทำงานผิดพลาดอย่างไร พวกเราก็อยากจะทราบเช่นกันครับว่าเหตุการณ์เหล่านี้ มันไม่น่าผิดพลาดได้ ฉะนั้นนายกรัฐมนตรีต้องออกมาตอบ ต้องออกมาชี้แจงให้ความกระจ่าง ว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่

ในเรื่องที่ ๓ เรื่องการชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ยุบสภา ที่นิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไปได้มีการชุมนุมกัน และมีการสลาย การชุมนุมโดยใช้รถอัดฉีดน้ำแรงเลยนะครับ ผสมสารอะไรไม่ทราบสีน้ำเงินฉีดใส่ผู้ชุมนุม ในขณะที่ผู้ชุมนุมชุมนุมด้วยความเรียบร้อยก็ว่าได้นะครับ เพราะว่าไม่มีการชุมนุมไหน ที่เรียบร้อยมากกว่านี้ ไม่มีอาวุธใด ๆ แล้วก็เป็นลูกหลาน เยาวชนเราทั้งนั้น ทำไมเราไม่พูด ไม่คุย ไม่เจรจากันครับ การประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินร้ายแรงก็เช่นกันครับ ท่านทำผิด ๆ ถูก ๆ พอมีการทักท้วงจากสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็มีการยกเลิก เห็นไหมครับ นั่นเราต้องยอมรับ ว่าเรามีข้อผิดพลาดจริง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าเรายอมรับข้อผิดพลาดของเราแล้ว เราไปแก้ ค่อย ๆ แก้ทีละข้อ ๆ ผมเชื่อว่ามันมีทางออก แต่สิ่งสำคัญคือเราอย่าโยนความผิด ให้กับเยาวชนผู้ชุมชน เพราะมันมีสาเหตุที่เขาออกมาชุมนุม ที่ผมพูดมาตั้งแต่ต้น ฉะนั้นผมจึง อยากจะให้รัฐบาลชุดนี้ โดยท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการเปิดโอกาสให้มี การเจรจาโดยการตั้งตัวแทนของผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมอาจจะตั้งตัวแทนที่มีความน่าเชื่อถือ ของฝ่ายผู้ชุมนุมมาเจรจากับฝ่ายรัฐบาลว่าเราจะคิดอย่างไร เราจะทำอย่างไร หาทางออก ให้ประเทศอย่างไร ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ก็ไม่อยากเห็น ความบอบช้ำของประเทศไปมากกว่านี้ ด้วยความรัก ความเคารพต่อทุกท่าน ทุกท่าน ได้แสดงความคิดเห็นแล้ว ผมเชื่อว่าหลายท่านก็มีความหวังดีต่อประเทศชาติ แต่ถ้าเรา อยากจะให้ประเทศเดินได้จริง ๆ แก้ไขปัญหาจริง ๆ ต้องเอาปัญหามาเข้ากองกลาง แล้วมาค่อย ๆ สะสางปัญหาแต่ละอย่าง ๆ ในส่วนที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ลาออก เท่าที่ผมทราบ ดูท่าทีแล้วนายกรัฐมนตรีคงไม่ลาออกแน่ ๆ แล้วมีทางอื่นอีกไหม บอกว่ายุบสภา หลายท่านก็บอกว่ามันไม่เป็นความผิดของสภาผู้แทนราษฎร แล้วมีทางอื่น อีกไหมครับท่านประธาน ผมเชื่อว่ามีนะครับ ถ้าเราช่วยกันคิดผมเชื่อว่ามี ฉะนั้นสิ่งที่ผมพูด ในวันนี้ก็ขอฝากว่าเป็นความจริงใจที่ผมมี พวกเราต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันว่าหลายคน คนไทยทุกคนจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่าเอาความจงรักภักดีมาเป็น ของตัวเองแล้วผลักไสไล่ส่งว่าคนอื่นไม่จงรักภักดี เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ถ้าเราสามารถแก้ได้ ผมเชื่อว่าทุกคนกลับมาสามัคคีกันได้ ก็ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขอให้ท่านช่วยแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

ในเรื่องสื่อเช่นเดียวกันครับท่านประธาน ผมอยากจะฝากนิดเดียวนะครับ การปิดสื่อ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าไม่สามารถทำได้ บุคคลสามารถแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การแสดงความคิดเห็นใด ๆ การปิดสื่อหนังสือพิมพ์ปิดไม่ได้ครับ ถ้าเราจะ ไม่ปิดเราก็คงจะไม่ปิดทั้งหมด แต่ถ้ามีการปิดสื่อ ผมก็อยากจะให้อย่าเลือกปฏิบัติ สื่อหลายช่อง ไม่ว่าจะเป็นช่องใหญ่ ช่องเล็ก มีการพูดเสี้ยมทำให้คนทะเลาะกันเยอะแยะมากมาย แต่บางสื่อ รัฐบาลไม่ได้สนใจ ไม่ได้มีการติเตือนกันด้วย แต่เลือกปิดสื่อบางประเภทที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม รัฐบาล ฉะนั้นผมขอฝากว่าถ้าไม่ปิดก็คือไม่ต้องปิดนะครับ แต่ถ้าจะปิดก็ต้องปิดทั้งหมด ฉะนั้นก็ขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยทำงานตรงไปตรงมา อย่าเลือกปฏิบัติ ในส่วนที่ผมจะขอ เสนอในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ก็ขอฝากไว้ อยากให้นายกรัฐมนตรี ถ้าอยากจะอยู่ต่อท่านจง ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ขอบคุณมากครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ลงจาก บัลลังก์ โดยมอบให้ ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติ หน้าที่แทน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านนิคมครับ ต่อไปเรียนเชิญท่านศุภชัย ใจสมุทร ครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้รับ มอบหมายจากพรรคภูมิใจไทย โดยท่านหัวหน้าพรรคอนุทิน ชาญวีรกุล ให้ทำหน้าที่ เป็นผู้สรุปจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยต่อประเด็นที่เรากำลังถกกันในสภาในห้วงเวลานี้ ผมอยากจะขอเรียนต่อท่านประธานว่าในช่วงเวลา ๑ ปีที่ผ่านมานี้ประเทศไทยเราเจอภาวะ อันหนักหน่วงจากโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) จนอาจจะเรียกได้ว่ากว่าที่เรา จะเอาชนะมันได้เราต้องทุ่มเทสุดกำลังในการที่จะต่อสู้กับมัน เป็นการทุ่มเททั้งทุกภาคส่วน ไม่ว่าทั้งตัวนายกรัฐมนตรีเอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ ทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกัน จนวันนี้พวกเราภาคภูมิใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะพวกเรา ทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ แต่พอถึงจุดนี้ก็เริ่มมีความคิดกันว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ได้ทำไปถูกต้องหรือไม่ ซึ่งความจริงผมขอยืนยันว่าในชุดความจริงที่พวกเรามีอยู่เราพบว่ารัฐบาลได้ทุ่มเททำ เพื่อแก้ปัญหาให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับ ๑๔๑ ที่อยู่ในระดับเรื่อง ความปลอดภัยของโควิด (COVID) ในขณะที่หลายประเทศ ยุโรป อเมริกา ประสบปัญหา หนักหน่วง และผมคิดว่าหลังจากนี้แล้วเราก็ควรที่จะได้มีเวลาในการที่จะฟื้นฟูเรื่องปัญหา เศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและยังดำรงอยู่ แต่ทว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นในวันนี้กลับพบว่า แทนที่เราจะได้ร่วมกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจ กลับเผชิญปัญหาใหม่ก็คือความขัดแย้ง ในบ้านเมืองอันลุกลาม เผยแพร่ น่าห่วงใย ไม่น้อยกว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) ท่านประธานครับ ปัญหาความขัดแย้งการชุมนุมครั้งนี้ ผมเนื่องจากเป็นผู้มีประสบการณ์ พอสมควรในเรื่องของการบ้านการเมืองในประเทศไทย เราพบว่าในอดีตที่ผ่านมาความขัดแย้งเป็นเรื่องของการแย่งชิงการเข้าสู่อำนาจของฝ่าย การเมืองนำโดยคนในการเมือง นำโดยผู้คนในพรรคการเมือง จุดหมายปลายทางก็คือ การแสวงหาอำนาจทางการเมืองเป็นการสู้กันของสีแต่ละสีเรื่อยมา แต่ความจริงที่เราเห็น คราวนี้ก็คือความแตกต่างก็คือต้องยอมรับว่าวันนี้การชุมนุมไม่ปรากฏว่ามีการนำโดย ฝ่ายการเมืองที่ชัดเจน ครั้งนี้เป็นการชุมนุมของคนกลุ่มหนุ่ม กลุ่มสาว นักเรียน นิสิต นักศึกษา และผมคิดว่าเป้าหมายที่เขาได้เข้าสู่การชุมนุมครั้งนี้มิใช่เป็นเป้าหมายทางการเมือง หากแต่เป็นประเด็นทางสังคม หรือประเด็นทางเศรษฐกิจ หรือปากท้อง เพราะเขา มีความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองว่าในอนาคตอันใกล้นี้ถ้าเขาเรียนจบมาแล้วเขาจะมีงานทำไหม เขาจะมีกินจะมีอยู่ได้อย่างไร ถ้าการเมืองหรือฝ่ายการเมืองอย่างพวกเราทำอะไรที่เป็น ความไม่โปร่งใสที่เป็นเรื่องที่เขาห่วงใย ความไม่เป็นธรรมในเรื่องของการบริหารจัดการ เรื่องงบประมาณ เหล่านี้เป็นต้น สิ่งที่เราต้องยอมรับก็คือว่าผู้ที่เข้ามาชุมนุมนี้ถ้าแบ่งเรื่อง เจเนเรชัน (Generation) หรือเจน (Gen) พวกเราส่วนใหญ่ที่นี่เราต่างเป็นเจน บี (Gen B) เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) อายุมากมาย หรืออย่างมากก็เอ็กซ์ (X) แต่วาย (Y) หรือซี (C) ไม่ได้อยู่ที่นี่ ช่องว่างระหว่างความคิดมันแตกต่างกัน ระบบความคิด การสื่อสาร มันแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ในข้อเสนอที่มีการเรียกร้องให้มีการเจรจาพูดคุยกัน ผมว่า วันนี้พวกเราที่อยู่ที่นี่ต้องตั้งสติกันให้ดีครับ ตั้งรับกันด้วยความเข้าใจว่าเราจะต้องเปิดหัวใจ ให้กว้างเพื่อรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงใจ ซึ่งแน่นอนไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราจะต้องสั่ง ต้องสอน เราจะต้องรับสารโดยวิธีการที่ต้องเปิดใจ เข้าใจ ไม่ตัดสินใจ จึงจะสามารถร่วมกันแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้นได้ เราต้องฟังครับ เพราะฉะนั้นถ้าในที่สุดสภาแห่งนี้จะมีการตั้งกรรมการขึ้นมา เพื่อเปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามาพูดคุย เปิดหัวใจคุยด้วยกันถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในฐานะที่เป็น คนไทยด้วยกัน ภูมิใจไทยเราก็สนับสนุนให้มันมีเรื่องนี้เกิดขึ้น สิ่งที่อยากจะเรียนกับ ท่านประธานก็คือว่าในฐานะพรรคการเมืองภูมิใจไทย โดยท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้แสดง จุดยืนมาตลอดว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความชัดเจนว่าเราสนับสนุนให้พี่น้องประชาชน มาเป็นผู้ร่าง ผมไปอยู่ในกรรมาธิการเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญทุกกรรมาธิการ ผมยืนยัน เรื่องนี้ได้ว่าผมแสดงจุดยืนชัดเจนเรื่องนี้ในการตั้ง ส.ส.ร.

เรื่องต่อมาที่ยังยืนยันก็คือกรณีการใช้ความรุนแรง ภูมิใจไทยไม่สนับสนุน เรื่องของการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจากภาครัฐที่กระทำต่อผู้ชุมนุม หรือผู้ชุมนุมกระทำ ต่อภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นด้วยกาย วจี วาจา หรือเขียนลงบนพื้นถนนก็ตาม นั่นคือความรุนแรง ที่เราไม่สนับสนุน และแน่นอนครับสิ่งที่ภูมิใจไทยได้เห็นชัดเจนก็คือว่าปัญหาใหญ่ ของประเทศที่กำลังจะมาในไม่ช้านี้หลังจากที่เราแก้ปัญหาเรื่องโควิด (COVID) ได้ตามสมควร ก็คือเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องปากท้อง เรื่องเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่ วันนี้เราจะต้องสร้าง ความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่านับจากนี้ไปรัฐบาลจะทำอย่างไรให้ราคาสินค้าเกษตร มีราคาสูงขึ้น พี่น้องประชาชนเกษตรกรอยู่ได้ เมื่อวานนี้ ส.ส. ภูมิใจไทยได้มีโอกาสพูดคุย กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงความห่วงใยเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์จะได้มี การประกันรายได้ให้กับเกษตรกรในเรื่องราคาข้าว สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ก็คือจะประกันในราคา ๑๕ บาท แต่ ส.ส. ภูมิใจไทยจากหลายจังหวัดก็ได้เรียนท่าน ว่าจริง ๆ ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ต้นทุนการผลิตอย่างนี้ ๑๕ บาทไม่พอ เราได้แสดงไปยัง ท่านชัดเจนว่าเราขอกิโลกรัมละ ๑๘ บาทได้ไหม ๑๘ บาทนี้จะเป็นประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชนชาวนาซึ่งอาจจะมีลูกที่กำลังชุมนุมอยู่ที่นี่ก็ได้ วันนี้เราต้องแสดงจุดยืน ให้เห็นว่าเมื่อเขาเรียนจบมารัฐบาลจะต้องมีงานให้เขาทำ ไม่มีช่องว่างระหว่างลูกของผู้มีเงิน ผู้มีสถานะทางสังคมกับลูกของชาวนา นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากท่านนายกรัฐมนตรีว่านั่นคือ ถ้าท่านมาปรึกษาเรา ผมก็จะให้คำแนะนำนี้กลับไป ภูมิใจไทยจะบอกว่าวันนี้ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สร้างโอกาส สร้างรายได้ สิ่งที่ท่านกำลังทำ อยู่ดีแล้ว แต่วันนี้ต้องสร้างให้มากขึ้น สร้างความมั่นใจ นี่คือสิ่งที่พวกเราอยากจะฝาก ท่านนายกรัฐมนตรีไปว่าปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาเรื่องปากท้องเป็นเรื่องสำคัญมา อันดับหนึ่งแล้วครับ สิ่งที่ท่านเดินมาเรื่องโควิด (COVID) ภูมิใจไทยสนับสนุนว่าท่านเดินได้ ถูกต้อง ท่านประธานครับวันนี้หลายประเทศเจอเรื่องโควิด (COVID) เจ๊ง ล้มละลายไปแล้ว ครับ ผมได้อ่านข่าวเมื่อวานผมตกใจว่ารถไฟใต้ดินของลอนดอนซึ่งช่วงพีค (Peak) นี้คนจะ แน่นมาก วันนี้ไม่มีคนครับ บริษัท แทรเวล ฟอร์ ลอนดอน (Travel for London) หรือ ทีเอฟแอล (TfL) ซึ่งตั้งมา ๑๕๗ ปีล้มละลายครับ แต่ในขณะวันนี้บีทีเอส (BTS) รถไฟใต้ดินเรา แน่นครับ ไม่ได้บอกว่าเหตุผลเพราะว่ามีการนัดหมายกันว่าไปที่สถานีแล้วเราไปกันเส้นทางนี้ อย่างไรเพื่อไปชุมนุมกันที่ไหน แต่บอกว่าวันนี้ประเทศเราสร้างความมั่นใจเรื่องโควิด (COVID) วันนี้ กทม. เรามีบรรยากาศเหมือนไม่เคยมีโควิด (COVID) แต่ที่อื่นร้างครับ ถ้าท่าน เคยไปอังกฤษ ไปลอนดอนจะพบว่า โซโห (Soho) เลสเตอร์สแควร์ (Letter Square) โคเวนต์การ์เดน (Covent Garden) หรือที่ไหน ๆ ถนนออกซฟอร์ด (Oxford) โล่ง เหมือนป่าช้าเลย นั่นคือเศรษฐกิจเขาเจ๊ง แต่วันนี้รัฐบาลท่านทำดีมารักษาให้เราอยู่ในสภาพ นี้ได้ แล้ววันหนึ่งเราจะต้องฟื้นแต่มันอยู่ที่พี่น้องประชาชนต้องร่วมกัน วันนี้ถ้าจะต้องคุยกัน เรื่องของความขัดแย้งก็ต้องคุยครับ ท่านประธานครับ ผมไม่พูดเรื่องนี้ไม่ได้ ผมอยากจะเรียนว่า พรรคภูมิใจไทยได้มีคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคมา ในข้อ ๘ ว่า

๑. พรรคจะเชิดชูสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยึดมั่นและธำรงไว้ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และ

๒. พรรคจะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชา มาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน นี่คือเจตนารมณ์ อันชัดเจนที่ภูมิใจไทยยังเป็นอยู่และดำรงอยู่ ตอนสมัยท่านหัวหน้าพรรค ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมทำงานอยู่กับท่าน ผมเดินทาง ไปกับท่านทั่วประเทศได้ติดตามท่านไปเพื่อจะไปทำโครงการปกป้องสถาบัน โครงการปกป้อง สถาบันของมหาดไทยเราไปกระตุ้นสำนึกให้พี่น้องประชาชนได้รู้ถึงความดีที่สถาบัน พระมหากษัตริย์ได้ทำไว้กับบ้านเมืองนี้ซึ่งอยู่มากมายผมจะไม่พูดว่ามีอะไรบ้าง วันนี้ น่าห่วงใยว่ามีการกระทำหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการจาบจ้วงสถาบัน เป็นการจาบจ้วงในสิ่งที่เกินกว่าที่ผู้คนทั่วไปที่มีความจงรักภักดีจะยอมรับได้ หลายเรื่อง หลายราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานที่สถานทูตสาธารณรัฐเยอรมันเป็นสิ่งที่เป็นหน้าที่ของ รัฐบาลนะครับที่จะต้องดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมตรงไปตรงมา วันนี้ถ้าใครกระทำ ความผิดกฎหมายเห็นได้ชัด ท่านละเว้นที่จะไม่ดำเนินคดีไม่ได้แล้วครับ วันนี้มีการดูหมิ่น มีการหมิ่นประมาท มีการแสดงการอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ผมคิดว่าถ้าเห็นชัด ท่านต้องดำเนินการ แน่นอนครับผู้คนที่ไปกันจำนวนนั้นไปที่นั่นมีจำนวนมากมาย แต่ผมไม่เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจในเนื้อหาสาระที่เขามาอ่านกันเมื่อคืน ผมอยากให้รัฐบาล ได้แยกส่วนของผู้ไม่รู้กับผู้ที่ตั้งใจที่จะทำเรื่องนี้ แน่นอนครับเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่อง ละเอียดอ่อนเกินกว่าที่เราจะพูด แต่ผมคิดว่าวันนี้ถ้าไม่พูดไม่ได้แล้วครับ ผมฝากรัฐบาล เรื่องสำคัญเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง

สิ่งสำคัญต่อมาครับ วันนี้ในขณะที่เราเห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาเหมือน ภายในครอบครัวของเรา ในบ้านของเรา แต่สื่อต่างประเทศเสนอข่าวไม่ใช่เป็นเรื่องของ ไล่นายกรัฐมนตรีหรอกครับ แต่พยายามจับคู่ใหม่เรื่องของผู้ชุมนุมกับสถาบัน ผมไม่อยากให้ รัฐบาลละเลยในการที่จะทำความเข้าใจกับต่างประเทศในเรื่องนี้ ต้องแสดงให้เห็นว่าจริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัวเราที่เราคุยกันได้ เราพูดกันได้ เพราะคนที่มาชุมนุมก็คือ ลูกหลานเรา วันนี้ต้องฝากครับ วันนี้การละเลยการใช้เสรีภาพผมเคารพ แต่การใช้เสรีภาพ ที่เกินเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ แน่นอนครับมันต้องไปกระทบต่อเสรีภาพของคนอื่น การชุมนุมของผู้ชุมนุม ถ้าตามสมควรของท่านก็ว่ากันไป แต่ถ้าว่าถึงขนาดปิดถนนท่านก็ไป ละเมิดเสรีภาพของผู้ใช้ถนน ถึงเวลาเสียทีที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายให้เข้มแข็งกว่านี้ อะไรที่ ทำได้โปรดทำเพื่อรักษาให้ทุกคนเคารพกฎหมาย ในขณะที่หลายคนกำลังเคารพกฎหมาย แต่ท่านอย่าให้มีคนละเมิดกฎหมาย ผมจึงฝากท่านครับ เรายืนยันครับว่าสิ่งที่เราแสดง ความคิดเห็นต่อท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลไปวันนี้เพื่อที่ต้องการให้เราก้าวข้าม ความขัดแย้งในเรื่องต่าง ๆ พูดคุยกันฉันคนในครอบครัวเดียวกัน วันนี้ไม่มีช่องว่างระหว่างวัย หรอกครับ ไม่มีช่องว่างระหว่างเจเนเรชัน (Generation) ถ้าเราเปิดหัวใจเพราะวันนี้เราคือ คนไทยด้วยกัน ผมไม่อยากให้เรื่องนี้มันจะบานปลายมากไป รัฐบาลต้องเข้ามาเปิดหัวใจครับ แล้วสิ่งที่ท่านจะต้องให้คำมั่นสัญญาก็คือว่าถึงเวลาวันนี้เราจะต้องเดินหน้าด้วยกัน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีรับปากไว้ ขอบพระคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านศุภชัยครับ ทางวุฒิสภายังไม่ได้แจ้งรายชื่อมานะครับ ดังนั้นผมกลับไปที่ ส.ส. ฝ่ายค้าน ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เชิญท่านธีรรัตน์ครับ

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ขอบคุณค่ะท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วม อภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ท่านประธานคะ ก่อนที่ดิฉันจะเริ่มอภิปราย ดิฉันต้องขอใช้เวลา ตอนต้นนี้สอบถามไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่า เมื่อคืนนี้ก่อนนอนท่านได้นอนคิดหรือไม่ว่า การที่เราประชุมผ่านไปแล้ว ๑ วัน ได้เกิดประโยชน์อะไรให้กับพี่น้องประชาชนบ้าง สิ่งที่ ท่านนำมาพูดคุยกันในสภานี้สามารถที่จะหาทางออกให้กับประเทศไทยได้จริงหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่าท่าทีของพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลไม่เปิดใจรับฟังข้อเรียกร้องของพี่น้อง ประชาชนเลย รวมถึงการตอบคำถามของท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มี ไปในทางที่หาทางออกให้กับประเทศไทยได้ ทำไมดิฉันถึงกล่าวอย่างนั้นคะท่านประธาน ดิฉันต้องเรียนว่าญัตติที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่นี้เดิมทีจะถูกเสนอโดยพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทย นำข้อเรียกร้องของประชาชนเข้ามา พูดคุยกัน แต่กลับกันค่ะ ญัตติที่ถูกเสนอโดยฝ่ายรัฐบาลดูเหมือนว่าจะเป็นการซ้ำเติม ประเทศไทยและปัญหาที่เกิดขึ้นให้มากยิ่งขึ้น ทำไมดิฉันต้องกล่าวอย่างนั้นคะ ดิฉันต้อง ขอเรียนถามท่านประธานฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าก่อนที่ท่านจะลงนามในญัตติ ท่านได้อ่านข้อความในนั้นบ้างหรือยัง ท่านได้สำรวจดูไหมว่าข้อความที่นำเสนอเข้ามาในวันนี้ เป็นเรื่องที่ประชาชนข้างนอกได้เรียกร้องและกำลังหาคำตอบให้กับประเทศไทยหรือเปล่า ดิฉันไม่เห็นตามนั้นเลยค่ะ ดิฉันเห็นแต่ข้อความที่ใส่ร้ายกล่าวหาผู้ชุมนุมว่าทำให้เกิด ความวุ่นวาย ดิฉันเห็นว่ามันเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟ รวมถึงราดน้ำมันใส่พี่น้อง ผู้ชุมนุมที่มาเรียกร้องประชาธิปไตยอยู่ด้านนอกด้วยซ้ำ

ข้อที่ ๑ ของญัตติได้กล่าวว่าการชุมนุมอาจนำมาซึ่งการแพร่ระบาดของเชื้อ ไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) ท่านประธานคะ ในข้อเท็จจริงแล้วเราไม่พบการติดเชื้อ จากการรวมตัวกันที่ผ่านมาเลยเป็นเวลามากกว่า ๓ เดือน ที่พี่น้องเกิดการชุมนุมกันนั้น เราไม่มีการพบเชื้อในพื้นที่ชุมนุม แตกต่างกันค่ะ หน้าที่ที่จะป้องกันนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะไม่ให้เชื้อจากภายนอกประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทยได้ และมีการควบคุมตามขั้นตอน อย่างถูกต้องถึงจะเป็นวิธีที่เรียกว่ารัฐบาลจริงใจในเรื่องของการแพร่ระบาดของการป้องกัน เชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) มากกว่า

ข้อที่ ๒ เรื่องความไม่เรียบร้อยในวันที่ ๑๔ ตุลาคมที่ผ่านมาที่ พลเอก ประยุทธ์อ้างว่าเป็นความผิดของประชาชน ทั้งที่ควรจะเป็นความบกพร่องของ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลอารักขาความปลอดภัยมากกว่าที่จะมากล่าวร้ายกับผู้ชุมนุม

ข้อที่ ๓ พลเอก ประยุทธ์ร้องหาความเป็นธรรมให้กับตนเอง โดยกล่าวหาว่า ผู้ชุมนุมกระทำผิดกฎหมายเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวาย จึงต้องใช้ความรุนแรงเข้าควบคุม นอกจากนี้ยังข่มขู่ผู้ชุมนุมว่าทำให้เกิดความรุนแรงและอาจจะมีการปะทะกันระหว่าง ผู้เห็นต่าง จนมีการตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มคนที่ออกมาสร้างความรุนแรงนั้นเป็นเครือข่ายของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวกพ้องหรือไม่ ดิฉันจึงเห็นว่าญัตติที่เสนอเข้ามา ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาของรัฐบาลทั้ง ๓ ข้อ ไม่ใช่ปัญหาของผู้ชุมนุมเลยค่ะ รัฐบาลไม่ควรใช้ รัฐสภาแห่งนี้ลบล้าง แก้ต่างความผิดของตนเอง แต่ต้องจริงใจในการที่จะแก้ปัญหาจริง ๆ อย่าใช้เสียงข้างมากลากไปอย่างที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้กล่าวเอง ณ ที่สภาแห่งนี้ เรารู้อยู่แล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คืออะไร แต่ที่เราขาดไปนั่นก็คือความจริงใจที่จะ หาทางออก สิ่งที่รัฐบาลควรทำตอนนี้คือต้องมานั่งคิดว่าจะทำอะไรให้กับประเทศชาติ และประชาชนได้บ้าง ไม่ใช่คิดว่าจะหาวิธีจัดการกับผู้เห็นต่างอย่างไร ที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์เคยกล่าวหาใคร ๆ ว่าทำให้บ้านเมืองเกิดความเดือดร้อน เกิดปัญหา เคยบีบบังคับให้ผู้รักษาการอดีตนายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง ถึงขั้นว่าตนเองต้องฉีก รัฐธรรมนูญ อ้างว่าเพื่อรักษาความสงบในชาติ และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาล บริหารประเทศให้ตกต่ำมาตลอด ๖ ปี ไหนคะความสงบที่ท่านพูดถึง เวลาที่ท่านเคยบอกว่า ขออีกไม่นาน บัดนี้มันนานเกินไปแล้วค่ะ ประชาชนไม่สามารถที่จะทนท่านได้อีกต่อไปแล้ว นอกจากว่า พลเอก ประยุทธ์ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและยังต้องชดใช้สิ่งที่ ตัวท่านเองเคยทำไว้ด้วย การเรียกร้องของผู้ชุมนุมมีมาอย่างต่อเนื่องทุกครั้งเป็นไปด้วย ความสงบเรียบร้อย จนเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นในวันที่ ๑๖ ตุลาคมที่แยกปทุมวัน มีการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงและไม่เป็นไปตามหลักสากล มีการฉีดน้ำความดันสูง ผสมสารเคมีเข้าตรงตัวผู้ชุมนุม ชี้ให้เห็นถึงว่ารัฐบาลไม่เพียงแต่ไม่ฟังข้อเรียกร้อง ของประชาชน แต่ยังพร้อมที่จะใช้อาวุธหนักกับผู้เรียกร้องทางการเมืองที่ไม่มีอาวุธใด ๆ หรือผู้เห็นต่างได้ทุกเมื่อ มีนิสิต นักศึกษาได้รับบาดเจ็บถูกรัฐควบคุมตัว ถูกตั้งข้อกล่าวหา ร้ายแรง การตัดสินใจใช้ความรุนแรงของ พลเอก ประยุทธ์ต่อผู้ชมถือเป็นความผิดพลาด อย่างยิ่ง และวันนี้ดิฉันต้องผิดหวังอย่างยิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอกว่า มันเป็นเรื่องปกติที่นานาชาติทำกัน ท่านต้องคิดเสียใหม่และท่านไปมองผู้ชุมนุมนะคะ เขาชุมนุมโดยสงบและไม่มีอาวุธใด ๆ ไม่ได้ก่อเหตุเกิดความรุนแรงใด ๆ ทั้งสิ้น รัฐไม่ควรที่จะ ใช้วิธีที่รุนแรงปราบปรามเขาค่ะ ดิฉันขอให้พวกท่านคิดใหม่ เพื่อที่เราจะได้หาทางออก ร่วมกันด้วย หลังจากนั้นจำนวนผู้ชุมนุมก็เพิ่มขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็ว แม้ พลเอก ประยุทธ์จะประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว แต่การประกาศครั้งนั้นกลับดู เสมือนว่าเปิดทางให้เครือข่ายของตนออกมาก่อเหตุม็อบ (Mob) ชนม็อบ (Mob) ดังเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงและอีกหลายสถานที่มีกลุ่มคนของนักการเมือง ประกาศจะทำร้ายนักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้เห็นต่างทางการเมือง มีการเข้าประจันหน้า ข่มขู่ กระทำการรุนแรง จนนักศึกษาได้รับบาดเจ็บ และขณะนี้ก็ยังไม่มีใครถูกตั้งข้อกล่าวหา จากการกระทำในครั้งนั้นทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ตัดภาพมาที่กลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นนิสิต นักศึกษาค่ะ ถูกตั้งข้อหารายวัน ถูกออกหมายจับ ถูกควบคุมตัว แม้แต่นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ ที่เป็นนายแพทย์ที่เข้าไปดูความสงบเรียบร้อยรวมถึงไปดูแลความปลอดภัยของ เยาวชนก็ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉินเช่นเดียวกัน เกิดอะไรขึ้นคะท่านประธาน นอกจากนี้ยังมีนักข่าวที่ถูกจับขณะปฏิบัติหน้าที่ และเยาวชนอายุต่ำกว่า ๑๕ ปีก็ถูกควบคุมตัว เช่นเดียวกันค่ะ นี่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนเลยนะคะว่าการปฏิบัติการของรัฐบาลครั้งนี้ไม่เป็น ไปตามหลักสากล และไม่สามารถที่จะยอมรับ และประชาชนจะไม่อภัยท่านเด็ดขาด คณะกรรมาธิการการปกครองของสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะทำงานติดตามการชุมนุมของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อเข้าช่วยเหลือและให้ความเป็นธรรมในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น ได้ลงไปพูดคุยกับเยาวชน นิสิต นักศึกษา ที่เรียกร้องทางการเมือง เราพบว่ายังมีการคุกคามเยาวชนเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ท่านประธานทราบดีใช่ไหมคะว่าการออกมาเรียกร้องทางการเมืองในครั้งนี้ผู้ชุมนุมออกมา ด้วยความเชื่อที่ว่าเขาจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รวมถึงการพัฒนา บ้านเมืองของไทยให้ดีขึ้นได้ เขาออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจไม่ต้องมีใครมาจ้างเขาไป แต่ทุก ๆ วันเราเห็นอยู่แล้วว่าท้องถนนของเรานั้นเต็มไปด้วยผู้ที่ไม่พอใจกับการบริหารงาน ของรัฐบาลชุดนี้ จึงต้องออกมารวมพลังอันบริสุทธิ์ไม่มีอำนาจใดแอบแฝงไว้ เราต้องยอมรับ ในข้อนี้แล้วเราต้องเปิดใจรับฟัง ถ้าท่านมัวแต่ปิดหูปิดตากลัวอำนาจของตัวเองจะ หลุดลอยไปจนทำให้บ้านเมืองของเรานั้นไม่สามารถที่จะหาทางออกได้ เราก็ไม่รู้ที่จะพึ่งใครแล้ว นอกจากประชาชนจะต้องรวมตัวกันบนท้องถนน ท่านประธานคะ ดิฉันทราบว่ามีนักศึกษา ถูกออกหมายจับโดยชุมนุมโดยสงบ ที่ผ่านมามีการควบคุมตัวเกิดขึ้นในยามวิกาล และถูกนำ ตัวไป ตชด. ภาค ๑ ปทุมธานี ทั้งที่ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว ดิฉันคิดว่าการกระทำเช่นนี้ ของเจ้าหน้าที่เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง เป็นการใส่ร้ายนิสิต นักศึกษาให้มีคดีติดตัวจนไม่กล้าที่จะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ใด ๆ อีก ขณะนี้ยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งถูกจับกุมไว้ รัฐบาลต้องปล่อยตัวพวกเขา โดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเกิดขึ้นเพราะไม่ไว้วางใจ ในการบริหารประเทศของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งเรื่องที่มาของตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับอัปยศนี้ และความไร้ประสิทธิภาพในการบริหาร ราชการแผ่นดิน เรื่องการใช้อำนาจรัฐโดยเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องจนเกิดการคอร์รัปชัน ทุกหย่อมหญ้า สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยมีเพิ่มมากขึ้น นี่เป็นเพียงสาเหตุส่วนหนึ่งที่ประชาชนออกมาเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเร็วก่อนที่ ประเทศชาติจะเสียหายและด้อยพัฒนาไปมากกว่านี้ ทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ดิฉันต้องขอเสนอว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวกต้องนำข้อเรียกร้องของ ประชาชน นิสิต นักศึกษา ทั้ง ๓ ข้อ มาพิจารณาดูว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ

ข้อแรก ที่ท่านสามารถทำได้เลย ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เท่านี้เองค่ะเป็นการแสดงความจริงใจว่าท่านอยากที่จะหาทางออกให้กับประเทศจริง ๆ

ข้อ ๒ และข้อ ๓ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภา ที่จะดำเนินการต่อไป ดิฉันมั่นใจว่าถ้าวันนี้ท่านประกาศลาออก ผู้ชุมนุมข้างนอกจะหยุดการเคลื่อนไหวจนกว่าจะมี การเปลี่ยนแปลงใหม่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าหาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หยุดคิดได้ว่าตัวเอง ไร้ซึ่งความสามารถในการบริหารประเทศทุก ๆ ด้าน พึงรู้สักนิดว่าตนเองคือต้นตอของปัญหา เป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน แม้ พลเอก ประยุทธ์จะกล่าวว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมาก ที่ไม่ได้ออกมาชุมนุมและอ้างว่าประชาชนเหล่านั้นยังสนับสนุนตนเอง ดิฉันต้องเรียนว่า พลเอก ประยุทธ์และพวกเข้าใจผิดค่ะความจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น หยุดคิดและหาเหตุผล เข้าข้างตัวเองต่อไปได้แล้ว พลเอก ประยุทธ์ก็รู้ว่าตนเองไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีอีกต่อไป ที่เคยร้องเพลงว่าขอเวลาอีกไม่นาน มันเป็นเพียงการหลอกลวง ประชาชนเท่านั้น บัดนี้ประชาชนทุกคนหมดความไว้วางใจในตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว มันหมดเวลาแล้วสำหรับนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอบคุณค่ะ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านธีรรัตน์ ต่อไปเชิญท่านระวี มาศฉมาดล นะครับ และจากนั้นเป็นพลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร เชิญท่านระวีครับ

นายระวี มาศฉมาดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จากข้อเรียกร้อง ๓ ข้อหลัก ของผู้ชุมนุมก็คือนายกรัฐมนตรีลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญตามร่างของประชาชนและปฏิรูป สถาบัน ซึ่งปรากฏว่าต่อมาก็ได้มีการนำเสนอมาชัดเจนว่าเขาได้มองข้ามประเด็น นายกรัฐมนตรีไปแล้ว ประเด็นหลักอยู่ที่ปัญหาข้อเสนอในการปฏิรูปสถาบัน ดังนั้นขณะนี้ข้อขัดแย้งหลักในสังคมไทยก็คือความขัดแย้งระหว่างฝ่ายปกป้องสถาบันกับฝ่าย ที่อ้างว่าปฏิรูปสถาบัน ซึ่งเกี่ยวพันไปถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตรง ถ้ารัฐสภา เปิดประชุมในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาในเดือนหน้า ไม่ว่าเราจะมีมติออกมาอย่างไรก็ตาม จะมีฝ่ายหนึ่งพอใจ อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่พอใจ เช่นถ้าเรามีมติไม่ให้แก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ ฝ่ายปกป้องสถาบันก็จะพอใจ แต่ฝ่ายปฏิรูปสถาบันก็จะไม่พอใจ ดังนั้นผมคิดว่าแนวทางที่จะ ลดข้อขัดแย้งในสังคม รัฐสภาเราต้องร่วมกันหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำประชามติ ถามคนไทยทั่วประเทศก่อนว่า

๑. คนไทยจะให้แก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือไม่

๒. ถ้าให้แก้ จะแก้รายมาตราก็พอ หรือจะให้แก้มาตรา ๒๕๖ และตั้ง ส.ส.ร. มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่

๓. ถ้าให้แก้ จะให้แก้หมวด ๑ หมวด ๒ หรือไม่ ซึ่งถ้ามีการทำประชามติก่อน แล้วมีผลออกมารัฐสภาค่อยดำเนินการตามนั้น วิธีการนี้จะลดข้อขัดแย้งลงไปได้ระดับหนึ่ง เพราะไม่ว่าผลประชามติจะออกมาในรูปแบบใดก็ตาม ทุกฝ่ายต้องยอมรับตามระบอบ ประชาธิปไตย แต่ถ้าสภาเรายังยืนยันที่จะรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญร่างใดไปก่อนก็จะต้องสร้าง ความขัดแย้งขึ้นจากฝ่ายที่ไม่พอใจ และถึงวันนั้นอาจจะมีคนร้องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า รัฐสภามีความผิดที่ไปลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยังไม่ได้ทำประชามติขอความเห็นของ ประชาชนก่อนตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๕ และถ้าสภาเดินหน้าแก้ไข รัฐธรรมนูญจนจบวาระที่สามแล้วค่อยนำไปทำประชามติ ถ้าผลประชามติออกมา แล้วประชาชนไม่เห็นด้วยกับที่รัฐสภาตัดสินใจก็ต้องกลับมาทำใหม่หมด ก็ต้องเริ่มต้น ใหม่หมด อาจจะทำให้เสียเวลามากขึ้น ดังนั้นในประเด็นนี้ในส่วนตัวผม ผมขอสรุปว่า ถ้ารัฐสภาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านถามประชาชน ๑๖ ล้านคนหรือยัง

ประการต่อไปนะครับ ผมมีโอกาสร่วมการชุมนุมใหญ่ทุกการชุมนุมตั้งแต่ ๑๔ ตุลา ๑๖ กระทั่ง กปปส. ปี ๒๕๕๗ ผมไม่เคยพบว่ามีรัฐบาลใดจะยอมรับความคิดเห็น ของม็อบ (Mob) ง่าย ๆ เลย ประชาชนจะมามากแค่ไหน ประชาชนจะตาย ประชาชน จะบาดเจ็บไปกี่คน รัฐบาลไม่เคยสนใจที่จะถอยง่าย ๆ เลย ผมไม่ใช่คนที่อวยนายกรัฐมนตรี จุดยืนผมต่อสู้กับเผด็จการทหารและเผด็จการรัฐสภามาโดยตลอด แต่ครั้งนี้ผมต้องเข้ามา เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะสมาชิกพรรคพลังธรรมใหม่ทั่วประเทศต้องการให้พรรคเรา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมปกป้องสถาบัน

ในประเด็นท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ท่านได้เริ่มถอยบ้างแล้วในข้อขัดแย้ง ครั้งนี้ ถอยที่ ๑ ของท่านก็คือหลังจากกลุ่ม ๗ พรรคเล็กแถลงข่าวเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ทบทวนเรื่อง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน วันต่อมาท่านนายกรัฐมนตรีก็ประกาศท่าทีแล้วว่ากำลัง พิจารณา วันถัดไปท่านก็ประกาศยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินทันที เหลือเชื่อครับ

ก้าวที่ ๒ ๗ พรรคเล็กเราได้เสนอให้รัฐบาลใช้หลักรัฐศาสตร์แทนหลัก นิติศาสตร์ ให้ถือว่าผู้ชุมนุมเป็นลูกหลาน ให้อำนวยความสะดวกกับม็อบ (Mob) ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า รถไฟฟ้า วันถัดไปรัฐบาลก็ปรับแนวทางการจัดการกับผู้ชุมนุมทันที

ถอยครั้งที่ ๓ ของท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อสภามีข้อเสนอในการจะเปิดประชุม วิสามัญรัฐสภาเพื่อแก้ไขปัญหา แต่จะสะดวกและรวดเร็วต้องให้รัฐบาลใช้มาตรา ๑๖๕ ดำเนินการ เพราะเสียงฝ่ายค้านไม่พอที่จะเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ปรากฏว่าหนังสือจากสภา ยังไปไม่ถึงมือ ท่านนายกรัฐมนตรีก็แถลงเห็นชอบแล้วที่จะเป็นฝ่ายเสนอรัฐสภาประชุม วิสามัญเพื่อให้เวทีรัฐสภาในการแก้ไขปัญหา นี่เป็นการเริ่มถอยของท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว หลังจากวันนี้ไปคงเป็นหน้าที่ของฝ่ายผู้ร่วมชุมนุมละครับว่าเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ต่อเศรษฐกิจของประเทศในยุคโควิด (COVID) ที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังยากลำบาก อย่างแสนสาหัส พวกน้อง ๆ จะถอยอย่างไร อย่างไรก็ตามครับ การที่น้อง ๆ ไม่ได้มาชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา ในวันนี้เพื่อกดดันรัฐสภา แสดงถึงการที่น้อง ๆ ส่งสัญญาณมาแล้วว่าน้อง ๆ ก็ได้เริ่มถอย เพื่อประชาชนแล้วเช่นกันครับ ขอบพระคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็น พลตำรวจโท ศานิตย์ แล้วจะกลับมาพรรคเพื่อไทยนะครับ ท่านไชยา พรหมา ตอนนี้เชิญ พลตำรวจโท ศานิตย์ ก่อนครับ พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร เชิญครับ

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

กราบเรียน ท่านผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ในนาม สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจะใช้เวลาต่อไปนี้พยายามที่จะอภิปรายแสดงเหตุผล จากประสบการณ์ของผมก็ส่วนน้อย ๆ แต่จากความเห็นของผู้รู้รวมทั้งพี่น้องประชาชน ตอนนี้เราแบ่งเป็น ๓ กลุ่มท่านประธานครับ แบ่งแบบหยาบ ๆ นะครับ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แล้วก็กลาง ๆ ผมก็นั่งฟังมาวันที่ ๒ แล้ว ก็ต้องขอขอบคุณฝ่ายที่อภิปรายทุก ๆ ฝ่ายครับ ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไปยังท่านทั้งหลาย อยากให้ท่านพิจารณาอย่างมีเหตุมีผล อย่าใช้อารมณ์ อย่าใช้วาทกรรมเสียดสีใส่ร้ายครับ ท่านประธานนี่ให้ความกรุณาอย่างสูงเลยครับ หลาย ๆ ครั้งที่มีผู้ลุกขึ้นอภิปรายแล้วใส่ร้าย เสียดสี มีหลายครั้งครับ ผมเองไม่ใช่นักประท้วงผมก็เลยไม่อยากลุกขึ้นประท้วงกลัวจะเสีย บรรยากาศ ยิ่งวันนี้นะครับ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ท่านก็อ้างว่าผู้นำของเราอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างนั้น สมควรที่จะต้องลาออก ผมก็ถามว่าบ้านเมืองนี้เราอยู่กันด้วยระบบนิติรัฐ ที่จริงแล้ว นี่นะครับ ผมยืนยันผมในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติ ท่านคงจำได้นะครับ ผมเป็นผู้บัญชาการตำรวจ นครบาลเก่า ฉายาของผมคือ น. ๑ บึ่งทุกที่ ทำไมผมต้องบึ่งครับ ทุกข์ของประชาชนคือทุกข์ ของผมครับ ทุกข์ของพี่น้องฝ่ายไม่เห็นด้วยก็คือทุกข์ของผม ทุกข์ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมทั้งคนที่เขาเห็นด้วยมันก็คือทุกข์ของผมเช่นกันนะท่านประธานครับ ถ้าบ้านนี้ เมืองนี้ถ้าเราเอาความมัน เอาความรู้สึก แล้วมากล่าวหานี่วันนี้กล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีเยอะครับ ถ้าผมจะไปปกป้องก็จะหาว่าผมไปประจบประแจง ผมพอแล้วจริง ๆ นะท่านประธานครับ ชีวิตผมนี่ได้เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แล้วมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สุดท้ายมาเป็น ส.ว. ผมพอแล้วครับ ผมไม่มีความทะเยอทะยานอย่างอื่นแล้ว แต่ผมอยาก จะพูดเพื่อให้ทุกท่านจะได้เข้ามาสู่กระบวนการที่ชอบที่ควรครับ พูดถึงเรื่องญัตติก่อนครับ ญัตตินี้มี ๓ ประเด็น

ประเด็นแรกเกี่ยวกับความเสี่ยงของโควิด (COVID) ผมไม่พูดครับ ผู้รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เคยทำหน้าที่ในกระทรวงสาธารณสุข ท่านได้พูดไปเยอะแล้ว

ส่วนเรื่องที่ ๒ นี่นะครับ การขวางและหยุดบนขบวนเสด็จสมเด็จพระราชินี และรัชทายาท ในวันที่ ๑๔ พูดกันมานานเหลือเกิน กล่าวหากันเหลือเกิน ผมในฐานะ เป็นผู้เคยควบคุมขบวนเสด็จในเขตกรุงเทพมหานคร เชื่อไหมผมสั่งได้หมดละครับ ทหารผมก็ สั่งได้ ข้าราชการพลเรือนก็สั่งได้ ในการที่จะจัดเส้นทางขบวนเสด็จ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเล่าให้ฟังนิดหนึ่งเพื่อท่านจะได้เห็นภาพว่ากว่าจะกำหนดเส้นทางเสด็จนี่ นะครับ จะต้องมีการประชุมหลายหน่วยงาน ซักซ้อมแผนงานออกมาเป็นแผน แผนนี้ออกเมื่อวันที่ เท่าไรนะครับท่านครับ คำสั่งที่ ๔๐/๒๕๖๓ ออกเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๓ ไม่ใช่ออกเฉย ๆ ครับ อ้างกฎหมายมีตั้ง ๗ ฉบับ อ้างจากพระราชบัญญัติถวายความปลอดภัย ปี ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ ปี ๒๕๖๐ พระราชกฤษฎีกา ๗ ฉบับ อ้าง สุดท้ายก็คือ ปภ. ๙ คือแผนรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พวกเราต้องเชิดชูครับ ต้องเทิดทูนครับ สถาบันพระมหากษัตริย์เราต้องให้ความคุ้มครอง เดี๋ยวผมมีเวลา ผมขอสไลด์ (Slide) คุณูปการของพระมหากษัตริย์ไทยเยอะแยะครับ แต่ผม ขอพูดเรื่องนั้นให้ชัดเจนก่อน แผนออกมาแล้วทำอย่างไรครับ ตรวจพื้นที่ ซ้อมแผน มีแผนจริง แผนสำรอง แผนฉุกเฉิน พอถึงวันที่จะเป็นพิธีการเสด็จก็มีการตรวจเส้นทาง มีการวางกำลัง ก่อน ๒ ชั่วโมงจะต้องวางรายทางครับ แล้วก็มีชั้นประทวน มีนายตำรวจควบคุมตลอดรายทาง ที่จริงในวันนี้ท่านประธานครับ ทุกอย่างสถานการณ์โดยทั่วไปอยู่ในภาวะปกติครับ แต่ท่านผู้บัญชาการนครบาลไม่ไว้ใจท่านครับ ปกติเราไม่ต้องมีกำลังสำรองหรอกครับ ที่ท่าน ไม่ไว้ใจเพราะมีม็อบ (Mob) มาชุมนุมใกล้เคียงกับบริเวณเส้นทางเสด็จ ท่านก็เลยจัดกองกำลัง อีก ๑ กองร้อยครับ เพื่อถวายความปลอดภัย และท่านเห็นไหมวันนั้นท่านวิ่งตามเลยครับ ขบวนเสด็จ นั่นคือภารกิจ ทีแรกก็นึกว่าไม่มีอะไรครับ วางกำลังเสร็จฝ่ายตรงข้ามจะรู้ว่า ขบวนเสด็จจะเสด็จเมื่อใด ตอนไหนรู้ไหมท่านประธานครับ เมื่อชุดคอแบะเริ่มเข้าประจำจุด ก็มีการส่งเสียงกันเลยนะครับ นี่ผมฟังจากน้อง ๆ ที่ปฏิบัติ แล้วฟังจากชาวบ้านหลาย ๆ คน ก็มีอยู่กลุ่มหนึ่งกระจัดกระจายท่านประธานครับ เส้นทางเสด็จนี่พอเริ่มก็มีคนบอกว่าเสด็จ เสด็จแล้ว มีการรวมตัวกันจากจุดกระจัดกระจายก็มาลงที่สะพานชมัยมรุเชฐ เราก็เตรียมกำลัง ๑ กองร้อย หน้า ๔ หลัง ๔ ข้าง ๔ เพื่อแหวกทาง แล้วก็ก่อนหน้านี้นะครับ เรามีเครื่องขยายเสียง ประชาสัมพันธ์ ขอความร่วมมือกับพี่น้องที่อยู่ ๒ ฟากทางที่มาเฝ้ารอรับเสด็จ ทำทุกวิถีทาง เลยครับ แต่บังเอิญมีกลุ่มย่อย ๆ ไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ก็ดีครับ ท่านก็ จงรักภักดี แต่มีกลุ่มย่อย ๆ กระจัดกระจายมาก็กรูมาตรงบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ แล้วก็ ดำเนินการ มีการออกคำสั่ง ผมจะไม่พูดหรอกเพราะมีการดำเนินคดีแล้ว ชูกี่นิ้ว บอกอย่าง โน้นอย่างนี้อย่างนั้น จริง ๆ ท่านสมชาย แสวงการ จะขอเปิดคลิป (Clip) แต่ก็อาจจะทำให้ กระทำกระเทือนบางคน ผมเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังเพื่อจะชี้ให้เห็นว่าที่บอกว่าทำไมตำรวจ ทำไมท่านนายกรัฐมนตรี ทำไมไม่ทำโน้นทำนี้ทำนั้น ระดับบริหารนี่นะครับ ท่านสั่งการ มาตลอด ระดับปฏิบัติทุกระดับพร้อม ผู้บัญชาการนครบาลถึงต้องเตรียมกำลังอีก ๑ กองร้อย ปกติไม่ต้องเตรียมครับ โดยทั่วไปไม่ต้องเตรียม แต่วันนั้นต้องเตรียมครับ เพื่ออะไร เพื่อป้องกันเหตุ แต่เนื่องจากคนมันจะหาเรื่องหรือเปล่าไม่ทราบ ตอนนี้คดี ขึ้นสู่ศาลแล้ว ผมจะไม่ใช้เวลาที่จะอภิปรายมากมาย เพราะคดีอยู่ในระหว่างการสอบสวน ของพนักงานสอบสวนแล้วก็คงจะสู่ศาล ก็มีการจับกุมดำเนินคดีไปหลายราย นี่นะครับ ท่านครับ ข้อเท็จจริงมีประมาณอย่างนี้ แล้วก็กล่าวหาว่าทำไมลงโทษ ทำไมเอาเฉพาะ ๓ นายพล ผมตอบว่าผมเป็นผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาลผมก็ทำอย่างนี้ ไม่ใช่ทำเพื่อลงโทษอะไรครับ เพื่อเอามาสอบสวนก่อนว่าคุณมี ความบกพร่องอะไรหรือเปล่า ทำได้เต็มที่หรือไม่ ท่านประธานเป็นผู้พิพากษามาก่อนครับ คดียวดยานชนกันบางครั้งมันเป็นเรื่องอุบัติเหตุ ไม่ได้ความประมาท ไม่ได้เจตนา ก็ต้อง สอบสวนก่อน สอบสวนแล้วถ้าเกิดว่ามีใครผิดตรงนั้นมาว่ากัน และผมเชื่อว่าเรื่องนี้นะครับ ถ้าเรื่องเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์หรือทุกเรื่องเท่าที่ผมมีความรับผิดชอบอยู่เราไม่เคย ปล่อยผ่านนะครับ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะชี้แจงไปสู่พี่น้องประชาชน แล้วน้อง ๆ แล้วทุกฝ่ายได้เข้าใจนะครับ ทุกคนทำหน้าที่เต็มที่ แต่มีไอ้คนส่วนน้อยนะครับ ผมขออนุญาต อาจจะใช้คำที่รุนแรงไปนิด เรียกเขาไอ้ เปลี่ยนเป็นว่าแต่บังเอิญมันมีคนส่วนน้อยนิด ๆ ไม่ใช่ ผู้ชุมนุมโดยส่วนใหญ่ไปหาเรื่องหาราวครับ จะพยายามให้มันมีเรื่องครับ แล้วก็สร้างประเด็น สร้างปัญหา อภิปรายพูดจากันไม่รู้จบรู้สิ้น ผมฝากไว้นะครับในเรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ขอลดระดับเสียงลงหน่อย อยากให้ทุกคนสบายใจ วันนี้อยากให้ทุกคนสบายใจ เรามาพูดกันด้วยเรื่องความเป็นจริง อย่าเอาเรื่องเท็จมาพูดกัน โกหกในสภาผมไม่ชอบ แต่ก็แล้วแต่ท่านแล้วกัน เรื่องที่ ๒ ท่านครับ เขาใช้คำว่าการสลาย การชุมนุม ท่านประธานครับ ที่จริงการสลายการชุมนุมคือการไม่ให้อยู่เลยนะครับ คือไปเลย ที่จริงกระบวนการขั้นตอนก็พัฒนากันมาเรื่อย วันก่อนก็มีท่านผู้แทนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็บอก ว่ายูเอ็น (UN) ได้กำหนดโน่นนี่นั่น ของเราก็มีมาตรฐานครับ ที่ผมเล่าให้ฟัง มันมีขั้นตอน ในกระบวนการ ก็มาจากหลักสากลของยูเอ็น (UN) เหมือนกัน ทั้งหมดมันมี ๗-๘ ขั้นตอน ท่านประธานครับ ในการสลายการชุมนุมแต่วันนั้นผมคุยกับน้อง ๆ นะครับ ก่อนอื่นฝาก ไปถึงท่านที่ไม่เห็นด้วยนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยสั่งอะไรให้ไปสลายการชุมนุม ผมขอ พูดดัง ๆ หลายครั้งว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยสั่ง เป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำที่จะต้อง ดำเนินการไปตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย ท่านเรียกร้องเหลือเกินให้ปล่อยตัว คนโน้นคนนี้ ท่านเรียกร้องเหลือเกินว่าไม่ให้ดำเนินการกับคนโน้นคนนี้ ที่จริง ณ เวลานี้ เราก็พยายามผ่อนคลาย เท่าที่ผมทราบนะครับท่านประธาน ไม่ได้มีการดำเนินคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้อง ๆ ที่ไปร่วมชุมนุม ที่จริงบางสิ่งบางอย่างเราก็ให้ความอะลุ่มอล่วย แต่จะมีบ้างครับ จะไม่ให้มีเลยได้ไหมท่านประธานครับ คนทำผิดกฎหมาย แล้วจะให้ เจ้าหน้าที่ของบ้านของเมืองอยู่เฉย ๆ ทำไปเลย สมมุติอย่างนี้นะครับท่านประธาน มีคน ไปยืนด่าหน้าบิดาของท่าน หน้าบ้านท่าน แล้วตำรวจบอกว่าคนด่านั้นก็คือคนที่พิเศษ ไม่เป็นไรไม่ต้องดำเนินคดีได้ไหมครับท่านประธาน ถ้าได้นะครับ ผมก็จะได้ไปบอกหลาย ๆ คน ว่าบางคนมันอาจจะต้องโน่นนี่นั่นอะไร มันไม่ได้ครับ ใครมาด่าพ่อล่อแม่เรา ยิ่งไปพูดจา ท่านประธานเชื่อไหมครับ ผมนี่นะครับร่วมการชุมนุมตั้งแต่ ๑๔ ตุลา ผมอยู่ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันนี้เป็นครั้งแรกที่เปิดเผยนะครับ ผมร่วมชุมนุมกับนักศึกษาสมัยนั้น ประเด็นไม่ใช่อย่างนี้ท่านประธานครับ เวลาที่เราเดินขบวนเราจะมีป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ รวมทั้งสมเด็จพระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ เพราะเราถือว่า ทรงอยู่เหนือสิ่งอื่นใด บ้านเมืองมีทุกวันนี้เพราะท่านนะครับ เสียสละพระชนม์ชีพ เสียสละ ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เพื่ออะไร รักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้ให้พวกเราหรือเปล่า ท่านประธานครับ ผมก็แอบฟัง ตอนหลังพัฒนาไป การชุมนุมใหญ่ ๆ ก็มีตั้งแต่ ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา ๑๙ เรื่อยมา เรื่อยครับ พฤษภาทมิฬ มาถึง นปช. กปปส. ขออนุญาต ไม่ได้เสียหายอะไรครับ ผมเอ่ย เฉย ๆ มันก็เป็นเรื่อง ผมนี่ครับไปเฝ้าดู แม้แต่ครั้งนี้ผมก็ไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยผมก็ไป ที่โน่น ที่นี่ ผมก็ไป โอ้โฮ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานได้ยินมีกลุ่มน้อย ๆ ฝากน้อง ๆ ด้วยนะครับ กลุ่มน้อย ๆ กลุ่มน้องส่วนใหญ่ก็ไม่มีอะไรครับ กลุ่มน้อย ๆ ท่านเชื่อไหมบางคนเรียกท่านนายกรัฐมนตรี ว่าอย่างไร อาเฮียตู่ ผมไม่พูดเต็ม ๆ นะครับ พูดได้อย่างไร เด็ก ป. ๔ ม. ๑ ม. ๖ ท่านพูด อย่างนี้ท่านครับ มันเป็นการใช้ถ้อยคำที่เหมาะสมหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมถึงกลับมาว่า ในวันนั้นเราไม่ใช่สลายการชุมนุม ผู้ควบคุมบัญชาเหตุการณ์เขามีวิจารณญาณ เดิมที ท่านชุมนุมอยู่ที่ไหน ท่านประธานครับ จำได้ไหม ชุมนุมอยู่ที่แยกราชประสงค์ครับ ยังห่าง ยังไกลเขตพระราชฐานพอสมควร ตาม พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ หรือแม้แต่ทาง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาตรา ๑๑ ชุมนุมสาธารณะ มาตรา ๗ บอกไว้เลย ๑๕๐ เมตรในรัศมี ผมเชื่อว่า ใครก็ตามที่ทำหน้าที่ตรงนั้นต้องขอคืนพื้นที่ครับ ผมดูทีวี (TV) นะครับ วันนั้นผมไม่ได้ไป เสียดายเหมือนกันผมไม่ได้ไปบังเอิญมีภารกิจ ก็ดูทีวี (TV) ถ่ายทอดสดปรากฏว่าอย่างไร ท่านประธานครับ ตำรวจได้ปฏิบัติตามขั้นตอน ๗ ขั้นตอน ท่านรู้ไหมครับ ตั้งแต่ประกาศ ขอให้น้อง ๆ กลับบ้านเถอะนะ ขั้นตอนที่ ๒ ว่าอย่างไร ถ้าไม่กลับก็จำเป็นต้องฉีดน้ำนะ นี่แค่ขั้นตอนที่ ๒ เอง ยังไม่ไปขั้นตอนที่ ๓ เลยแก๊สน้ำตา ไม่มีครับ อาจจะผสมสารอะไรบ้าง ก็เป็นเพียงคนที่โดนสามารถที่จะลบล้างได้ด้วยลำพังไม่ต้องถึงกับเป็นอันตรายมากมาย ขั้นที่ ๔ ใช้กระบอง ขั้นที่ ๕ กระสุนยาง ตาข่าย ถึงเราใช้กระสุนจริงแต่ก็โยงข้างล่างนี่ ตำรวจเพิ่งทำ แค่ ๒ ขั้นเอง มันรุนแรงนะท่านครับ ท่านไปชุมนุมทำไมตรงนั้น กฎหมายเขาก็ห้าม หรือบอก ว่าบ้านนี้เมืองนี้ไม่ต้องมีกฎหมายแล้ว ใครจะทำอย่างไรก็ได้ ใช่หรือเปล่าครับ ถ้าท่านบอกว่าได้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะบอกกับท่านอย่างไรดี ผมคงไม่ไปทำอะไรท่าน แต่อาจจะมีคนอื่นไปทำอะไรท่าน หรือเปล่าผมไม่ทราบ อันนี้เป็นข้อเท็จจริง จริง ๆ นะท่านประธาน แล้วท่านเห็นไหมครับ พอน้อง ๆ ไปแล้วตำรวจเราตามไปไหมท่านประธาน พอพ้นจากเขตรัศมีเขตพระราชฐานแล้ว เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายไม่มีใครติดตามเลยครับ ให้น้องไปสบาย ๆ ไม่ได้ลุกไล่อะไร แต่ขอตรงนั้นนะ มันเป็นเขตที่ผิดต่อกฎหมายโดยชัดเจนนะครับ ก็เรียนไว้ด้วยความเคารพ ตอนนี้ผมขอ มีทางออกสักนิดเดียวท่านครับ ทั้ง ๒ เรื่องนี้ผมเข้าใจว่าคงจะเคลียร์ (Clear) นะครับ ถ้าไม่เคลียร์ (Clear) เดี๋ยวหลังประชุมแล้วมาคุยกับผมได้ ไม่ใช่คุยแบบพี่แบบน้องนะครับ ตอนนี้ผมอยากจะเสนอแนะสักนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ ไหน ๆ มาประชุมแล้วเพื่อหาทางออก เราก็ต้องควรมีเสนอแนะ หลาย ๆ คนพูดตรงกัน เจรจาหันหน้าเข้าหากัน ก็ที่ท่านตั้งไว้ ๓ เรื่อง ท่านนายกรัฐมนตรีลาออก ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่หลัก ใหญ่ ๆ นะ ย่อย ๆ มีอีก ผมก็บอกว่าสิ่งเหล่านี้เราต้องคุยกันด้วยเหตุผลแล้วกัน ผมไม่อาจใช้ เวลามาก แต่การคุยด้วยเหตุและผลจะใช้เวทีไหนก็ได้ท่านครับ แต่ขอให้ ๑. ทั้ง ๒ ฝ่ายไม่ใช้ ความรุนแรง น้อง ๆ ก็อย่าใช้ความรุนแรงแล้วกัน เราคุยกัน เจ้าหน้าที่พร้อมที่จะใช้ ความละมุนละม่อม เพราะผมยังกราบเรียนไว้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมองทุกคนก็คือคนไทย ด้วยกัน ก็อยากจะฝากไว้

ส่วนเรื่องที่ผมอยากจะเสนอแนะอีกนิดเดียว เพราะผมไปฟังเขามาก็อยากจะ ถ่ายทอด ถือโอกาสจะถ่ายทอดว่าเขาบอกว่าอย่างไรครับ เรื่องเศรษฐกิจ เมื่อวานนี้ทาง แบงก์ชาติก็บอกว่าเศรษฐกิจเราเริ่มดีขึ้นแล้วนะ ก็ช่วยกันสิครับ ถ้าช่วยกันผมว่าเศรษฐกิจไทย ดีมากนะครับ ช่วงนี้โควิด (COVID) วิกฤติเป็นโอกาสเราจะได้พูดง่าย ๆ ว่าวัคซีนในกลางปีหน้า ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ทรงตั้งบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ผลิตยานี้ด้วยทุนของ ส่วนพระองค์ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็กำลังจะมียาวัคซีนป้องกันโควิด (COVID) แต่ทำอย่างไรท่านครับ หลาย ๆ ครั้งที่เราจะต้องการส่งเสริมเพื่อให้เศรษฐกิจเราเดินหน้า ผมกราบเรียนตรงนี้ครับ มีคนเขาฝากมานะครับ ประเทศหลายประเทศที่เป็นมหาเศรษฐี พวกมีเงินทั้งหลายมันแพนิก (Panic) มันตื่นเต้นครับ ไปไหนมาไหนไม่ได้ แต่มันมองแล้ว ประเทศไทยน่ามาที่สุดเลย พร้อมที่จะมา เอาเงินมาลงทุน เพราะฉะนั้นก็ฝากท่านไว้ด้วยว่า ถ้าเป็นไปได้ พวกเขายินดีผ่านกระบวนการขั้นตอนของการคัดกรองทุกอย่าง แล้วพร้อมจะ มาอยู่ยาว เอาเงินมาทิ้งในประเทศไทยเป็นล้านล้านบาท

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คงสรุป ได้แล้วนะครับ

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ครับผม ก็เอาอีกอันหนึ่งแล้วกันนะครับท่านประธาน ประชามติ ประธานเคยได้ยินไหมครับ มาจอริตี รูล (Majority rule) ไมนอริตี ไลฟ์ (Minority life) อันนี้พูดกันตั้งนาน พูดกันหลายครั้ง การปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกันเคารพสิทธิของเสียงส่วนน้อยถ้า ๑ ๒ ไม่ได้ แต่ผมว่าตอนนี้อยู่ในขั้น ๒ เองนะครับ

อันที่ ๓ คือการลงประชามติ ผมคิดว่าพูดง่าย ๆ ว่าถ้าเราคิดว่าจะหันหน้า เข้าหากัน หรือจริงใจต่อกันยอมรับประชามติได้หรือไม่ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ยุบสภาผมว่า นายกรัฐมนตรีที่ยุบสภาต้องถามอดีตท่านนายกรัฐมนตรี ทำไมท่านถึงยุบครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คงไม่มี

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

คนที่ ๒๐ ผมถามอดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๐ ครับ ท่านประธานรู้ไหมเป็นใครครับ ท่านชวน หลีกภัย ครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านไม่ควรพูด

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านก็มีเหตุผล ของท่าน แต่ ณ เวลานี้ลาออก ยุบสภา มันยากมันยังไม่ถึง ผมฝากไว้แค่นี้ครับ

สุดท้ายจริง ๆ ครับท่าน ท่านก็หลายครับแล้ว ผมก็หลายครับเหมือนกัน การเจรจาทั้งหลาย ทั้งปวง ทุกคนต้องมีความจริงใจ ถามจริงใจอย่างไรครับ ไม่จิงโจ้ จะทำอย่างไรดี พวกเราชาวพุทธ ส่วนใหญ่พี่น้องประชาชนเป็นคนพุทธ ผมจำได้ตอนหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านได้มีพระธรรมเทศนา

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านคงจะ ไปเกินประเด็นแล้วนะครับ

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

นิดเดียวครับ ท่านครับ การให้ความเชื่อมั่น เชื่อถือ เขาบอกว่าตอนนี้มันเป็นสงครามโซเชียล (Social) หรือเปล่าครับ เราจะแก้อย่างไรเรื่องสงครามโซเชียล (Social) รัฐบาลแก้ส่วนหนึ่ง ประชาชน แก้ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งผมอยากเอาธรรมะมาบอกว่าเพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักวิถีทาง ทางวิทยาศาสตร์ในกาลามสูตร เริ่มจากสงสัย สังเกต ตั้งสมมุติฐาน พิสูจน์ ทดลองซ้ำ ๆ พิจารณาผลที่ได้รับว่าสนับสนุนสมมุติฐานที่ตั้งขึ้นหรือไม่ จนกระทั่งมั่นใจและรับรู้ได้ด้วย ตนเองว่ามีโทษหรือประโยชน์อย่างไร จึงควรนำไปละเว้นหรือปฏิบัติ ๑๐ ข้อสั้น ๆ ครับ

๑. อย่าปลงใจเชื่อตามถ้อยคำที่ได้ยินพึงมา

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตพอแล้วนะครับ ท่านน่าจะสรุปได้แล้วนะครับ

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ก็ฝากไว้แล้วกัน ครับ ท่านอ่านต่อได้แล้วกันเรื่องกาลามสูตร สุดท้ายจริง ๆ ท่านประธานครับ ผมอยากเห็น ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน แล้วเห็นทุกฝ่ายทุกพวกอยู่ร่วมกัน ช่วยกันพัฒนาชาติไทย ให้มีความเจริญยั่งยืนตลอดไปครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ มันมี อยู่เรื่องหนึ่ง ผมไม่ได้อยากจะประท้วงท่านตอนที่ท่านพูดอยู่ เดี๋ยวจะหาว่าขัดจังหวะ แต่ท่านใช้วาจาไม่สุภาพตามข้อ ๔๕ วรรคสอง ในการเรียกชื่อบุคคล ถึงแม้ท่านจะเรียก ตามที่คนอื่นเขาพูด ฉะนั้นผมขอให้ถอนคำพูดท่าน ที่พูดถึงเรื่องนายกรัฐมนตรีใช้คำว่าอะไร นะครับ ท่านถอนนะครับ ท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ครับ ไม่อย่างนั้นคนอื่นก็จะใช้คำอย่าง นั้นต่อไปนะครับ ท่านถอนได้ไหมครับ

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

อันไหน ที่ใครไม่สบายจิต ไม่สบายใจ ท่านประธานครับ ผมถอนให้ทั้งหมดครับ เพื่อความสบายใจ ของทุกฝ่ายครับ ยินดีครับท่านครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปกลับมาที่ท่านไชยา พรหมา พรรคเพื่อไทยนะครับ จากนั้นก็จะเป็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล มีท่านอันวาร์ สาและ ขอพูดเพียง ๖ นาที ผมเลยแถมท่านมงคลกิตติ์ซึ่งขอพูด ๒ นาทีไปด้วย นะครับ เชิญท่านไชยา พรหมา ก่อนนะครับ

นายไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองบัวลำภู 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การขอเปิดอภิปรายทั่วไปที่รัฐบาลได้ขอ ปรึกษาหารือและรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาในครั้งนี้ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร ราชการแผ่นดิน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ในวันนี้ ถ้าหากรัฐบาล มีความจริงใจที่จะรับฟังปัญหาอย่างบริสุทธิ์ใจแล้ว ไม่มีเจตนาเคลือบแฝงใด ๆ ผมคิดว่า การรับฟังอย่างมีเหตุผลจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งกับรัฐบาล ดังนั้นสิ่งที่กระผม จะอภิปรายต่อไปนี้อยู่บนพื้นฐานของความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองที่อยากจะให้การหา ทางออกให้กับประเทศนี้ ก่อนอื่นนั้นผมอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้เปิดใจ กว้างยอมรับความคิดเห็นที่อาจจะแตกต่างให้ได้ ทั้งนี้เพื่อร่วมกันหาทางออกให้กับบ้านเมือง ที่กำลังเกิดวิกฤติในขณะนี้ตามกลไกของระบบรัฐสภาในวิถีทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เมื่อวานนี้สมาชิกของรัฐสภาหลายท่านได้เสนอทางออกให้กับประเทศนี้ด้วยการเสนอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นลาออก การเสนอให้ลาออกนั้นไม่ใช่เพราะเหตุมีการชุมนุมจึงต้อง เรียกร้องให้ลาออก แต่การลาออกนั้นเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ เราต้องยอมรับความจริง ให้ได้ว่าปัญหาข้อเรียกร้อง และปัญหาความวุ่นวายของประเทศที่เกิดขึ้นในขณะนี้จนถึงขั้น ที่จะบานปลาย เกิดมาจากปัญหาของความที่มีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ เริ่มต้น และเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมดทั้งมวลของประเทศนี้ที่ถูกสะสมมาเป็นเวลานาน จนในที่สุดนั้นความสุกงอมของปัญหาได้เวลาที่จะปะทุขึ้นอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ ข้อเรียกร้อง ของผู้ที่เป็นเยาวชนคนหนุ่มสาว นิสิต นักศึกษา แม้กระทั่งวันนี้ไปถึงเด็กนักเรียนมัธยม และนักเรียนประถมไปแล้วครับ ได้ขยายวงกว้างในลักษณะของดาวกระจายทั่วประเทศ เกิด ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ล้วนเกิดจากข้อเรียกร้องว่าถึงเวลาแล้ว ที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์นั้นไม่สามารถที่จะบริหารประเทศได้อีกต่อไป ไม่สามารถที่จะทน ปัญหากับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์ทางด้านการเมือง วิกฤตการณ์ ทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดภายใต้การนำของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กระผมมีความเห็นว่าการแก้ไขสถานการณ์เพื่อที่จะให้คลี่คลาย ลงไปได้นั้น รัฐบาลควรที่จะรับฟัง นั่นก็คือการยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่า เป็นต้นตอของปัญหา เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องที่ผู้ชุมนุม และหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่าง ทันท่วงทีแล้วจะเกิดปัญหาตามมาในอนาคต อีกทั้งการเรียกร้องของผู้ชุมนุมให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นสอดรับกับการเสนอญัตติเพื่อขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างการพิจารณา ในสภาแห่งนี้อยู่เช่นกัน นับว่าเป็นแรงผลักอย่างหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องรับฟังข้อเรียกร้อง ของผู้ชุมนุมดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเหตุผลของการเรียกร้องให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาใหม่นั้น ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่เขาเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีเนื้อหาสาระ ที่ไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมทางการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งผมขอ สรุปเป็นประเด็น ๆ ดังต่อไปนี้

ประการที่ ๑ ก็คือการเข้าสู่อำนาจของผู้ปกครองที่ไม่ชอบธรรม ระยะเวลา ที่ผ่านมา ๖ ปีแล้วครับ ตั้งแต่การทำรัฐประหารครั้งล่าสุดนั้น ต้องถือว่าการยึดอำนาจ และการทำรัฐประหารนั้นถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่ก่อการกบฏเกิดขึ้นภายใน ราชอาณาจักร เป็นความผิดร้ายแรง แต่สุดท้ายแล้วความผิดดังกล่าวนี้ถูกนิรโทษกรรม ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ไปแล้ว ต้องยอมรับครับว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นไปตามกลไกรัฐธรรมนูญ และวิถีทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หลังจากนั้นการเข้าสู่อำนาจของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นท่านยังเป็นหัวหน้าคณะ คสช. มีการออกคำสั่ง มีการออกประกาศของคำสั่ง คสช. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจำกัดสิทธิเสรีภาพและลิดรอนสิทธิประชาชนมากมาย ถึงแม้นว่าเหตุผลในครั้งนั้นท่านจะกล่าวอ้างว่าเป็นความจำเป็นของการเข้ามาเพื่อแก้ไข สถานการณ์และยับยั้งสถานการณ์การเผชิญหน้า ความขัดแย้งของผู้คนในขณะนั้นก็คือ การชุมนุมของคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดง และเพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปมากกว่านี้ ดูเหมือนว่าสถานการณ์วันนั้นจะเอื้อประโยชน์และเปิดโอกาสให้ท่านนั้นได้ใช้อำนาจ แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่พอมาถึงวันนี้ท่านประธานครับ การเผชิญหน้าในลักษณะดังกล่าวนั้นกำลังจะเกิดขึ้นอีก กำลังจะซ้ำรอยเดิม ผมเชื่อว่า ในฐานะที่ท่านนายกรัฐมนตรีมีประสบการณ์ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ ท่านต้อง ตระหนักแล้วครับว่าการเผชิญหน้าดังกล่าวของผู้คนที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมืองนั้น และถ้าเกิดว่ามีความขัดแย้งอย่างรุนแรงเกิดขึ้นแล้วจะนำมาซึ่งความเสียหายให้กับประเทศ อย่างใหญ่หลวงประเมินค่ามิได้ สถานการณ์อย่างนี้ผมคิดว่าท่านย่อมรู้ดีว่าจะนำความสูญเสีย มาสู่ประเทศชาติอย่างไร สถานการณ์ของการชุมนุมและการเผชิญหน้าทั้ง ๒ ฝ่ายนั้น ผมไม่อยากจะมองไปว่านี่คือการสร้างสถานการณ์ของผู้ที่ไม่หวังดีต่อระบอบประชาธิปไตย ผมอาจจะคิดไกลไป ผมอาจจะตระหนกเกินไป แต่ว่าผมก็มีสิทธิที่จะคิดว่าการสร้างสถานการณ์ ดังกล่าวนี้ของผู้ที่ไม่หวังดีนั้น หรือกำลังที่จะหาความชอบธรรมในการที่จะเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย หรืออาจจะคิดทำการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมก็มีสิทธิที่จะคิดและหากว่าความคิดนี้ยังมีอยู่นี่ ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า ขอเตือนไปยังคนที่กำลังจะคิดว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นไม่ใช่ทางออกของประเทศ และจะนำมาซึ่งความขัดแย้งและการต่อต้านจากประชาชนอย่างมากมาย แม้ว่าในขณะ ที่ผ่านมานั้นรัฐบาลจะใช้การประกาศภาวะในสถานการณ์ฉุกเฉินอันร้ายแรงเกิดขึ้นก็ตาม เห็นไหมครับว่ายังไม่สามารถต้านพลังมวลชนในการแสดงพลังอันบริสุทธิ์ ยังมีการชุมนุม กันทั่วประเทศแบบดาวกระจาย ไร้ผู้นำม็อบ (Mob) และการสลายการชุมนุมในเวลา อันรวดเร็ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอะไรครับ เพราะเขาต้องการแสดงพลังให้เห็นว่า ภายใต้คำสั่งตามพระราชกำหนดแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างร้ายแรงนั้น แม้เจ้าหน้าที่จะมี อำนาจ แม้กฎหมายจะให้อำนาจในการแก้ไข ในการปราบปราม ให้อำนาจในการควบคุม จับกุมคุมขังก็ตาม แต่ผู้บริสุทธิ์ ผู้ชุมนุมนั้นหาเกรงกลัวต่อคำสั่งที่ออกมาไม่มีความชอบธรรมไม่ การชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ที่ได้รับการคุ้มครองตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง และถ้าหากว่าวันนี้มีใครที่คิดจะเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยจะเกิดการต่อต้านครั้งใหญ่อย่างไม่เกรงกลัวเหมือนกับ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ว่าแม้ภายใต้พระราชกำหนดแก้ไขในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น คนก็ยังไม่กลัว

เหตุสุดท้ายครับท่านประธานครับ ถ้าเกิดการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง หนีไม่พ้นว่าทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจนั้นจะต้องมีการฉีกรัฐธรรมนูญ มีคำถามว่าทำไมทุกครั้ง ที่การทำรัฐประหารนั้นต้องฉีกรัฐธรรมนูญ ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญนั้นไม่อนุญาตครับ รัฐธรรมนูญ ไม่อนุญาตให้ใช้รถถัง ไม่ให้ใช้กองทัพ ไม่ให้ใช้กองกำลังทหารในการเปลี่ยนแปลง การปกครองซึ่งถือว่าไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย และถือว่าเป็นการก่อการกบฏเกิดขึ้น ในราชอาณาจักร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมโลกและไม่เป็น ไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ดังนั้นการที่ฉีกรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญไม่ดีนะครับ ก็เพราะว่าเขาต้องการอำนาจจึงจำเป็นที่จะต้องเอาอำนาจมาอยู่ในมือด้วยการฉีก รัฐธรรมนูญ ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งครับท่านประธานครับว่าถ้ามีใครคิดจะทำเรื่องนี้ขอให้ยุติ ความคิดและอย่าเลือกใช้วิธีนี้ นอกจากนั้นครับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารนั้นก็มักจะอ้างว่า มาจากการเลือกตั้งตามกลไกของรัฐธรรมนูญ หลังจากยึดอำนาจแล้วก็มีการเขียน รัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่

๕๔/๑ เราได้เห็นมาแล้วตลอดระยะเวลา ๖ ปีที่ผ่านมาว่า นี่คือการอาศัยเสื้อคลุมประชาธิปไตย หรือระบบทหารที่อำพรางตัวภายใต้การเลือกตั้งมาปิดบังคราบเงาของความเป็นเผด็จการ อำพรางตัวเองเท่านั้น สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่สิ่งที่ดีเกิดขึ้นในยุคสมัยปัจจุบันนี้ และมันใช้ไม่ได้ ในโลกปัจจุบันนี้

ข้อเรียกร้องอีกประการหนึ่งครับ ที่ผมคิดว่ามีความแหลมคมอย่างมาก ที่สังคมจะต้องรับฟังและรัฐสภานี้ก็ควรที่จะรับฟังเช่นกันว่าต่อไปนี้กระบวนการยุติธรรม ทั้งหลายจะต้องไม่ให้การรับรองการฉีกรัฐธรรมนูญอีกแล้ว ด้วยการยกข้ออ้างคำพิพากษา ของศาลฎีกาในอดีตที่บอกว่า ทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจและใครสามารถควบคุมสถานการณ์ ได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว นั่นถือว่าเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ สิ่งเหล่านี้เราจะยอมให้เกิดขึ้นอีกไม่ได้ จากนี้ไป เพราะตราบใดที่ยังยอมรับการทำรัฐประหารว่านี่คือการที่เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์แล้ว จะทำให้เกิดการย่ามใจไม่เกรงกลัวว่าการฉีกรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรม เพราะจะทำให้วงจรการเมืองที่เรียกว่าวงจรอุบาทว์นั้นที่เกิดขึ้นกับประเทศนี้จะวนเวียน อย่างนี้อีกต่อไป และรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารก็ไม่มีสังคมใดในโลกนี้ให้การยอมรับ ผมคิดว่าที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา ๖ ปีที่ผ่านมานั้นน่าจะเพียงพอแล้วสำหรับเหตุการณ์ อย่างนี้สำหรับประเทศไทย

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นได้สร้างกลไก ของการสืบทอดอำนาจ ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญของปี ๒๕๖๐ นั้นได้ออกแบบโครงสร้าง ของการเลือกตั้งในระบบพิสดาร ตลอดจนการสร้างฐานอำนาจของกระบวนการสรรหา นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คน ที่ยังมีสิทธิร่วมเลือก ในการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการสร้างระบบการบริหารราชการแผ่นดินแบบรับราชการ แทนการบริหารประเทศแบบเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางในการบริหาร ตลอดจนการสร้าง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ไม่สอดคล้องกับกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก ในปัจจุบันนี้ และเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการสร้างนโยบายใหม่ ๆ ของรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งในอนาคต สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัญหาและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และอนาคตของคนส่วนใหญ่เขาได้มองเห็น แม้กระทั่งเยาวชน คนหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่นั้น เขามองเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นทำให้อนาคตและโอกาสของ ความสดใสในอนาคตของเขานั้นตีบตัน จะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมทั้งหลายนั้น มีการเรียกร้องให้มีการปิดสวิตช์ (Switch) ส.ว. เป็นข้อเรียกร้องหนึ่งที่ถือว่าทรงพลัง สามารถสร้างการมีส่วนร่วมให้ผู้คนได้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างมากมายเช่นกัน เราต้องยอมรับ ความจริงประการหนึ่งครับว่าเมื่อมาดูโครงสร้างของการเมืองที่เกิดขึ้นจากตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้เราเห็นกลไกต่าง ๆ เราเห็นการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารแล้ว โดยเฉพาะที่มาของการที่นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นที่จะต้องมาจากการเลือกตั้ง และการให้ ส.ว. มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นกลไกหนึ่งที่คนส่วนใหญ่นั้นมีความเห็นว่า นี่คือการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร นอกจากนั้นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีเช่นกันครับ เรามาดูโครงสร้างที่ถูกออกแบบไว้ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรี มีประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรม มีนายธนาคาร มีนักธุรกิจมากมาย คณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ของรัฐบาล มีบทบาทสำคัญในการควบคุมรัฐบาลในอนาคต รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตามต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินี้ แต่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องดำเนินนโยบายภายใต้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งถือว่าทำให้ เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการชุดนี้ได้ออกนโยบายหลายเรื่องครับ ประกาศออกมาแล้ว กลับเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นแผนยุทธศาสตร์ชาติจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือหนึ่ง ในการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหาอุปสรรคอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไข ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนี้คนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญที่เป็น รัฐธรรมนูญที่มาจากการยึดอำนาจเมื่อ ๖ ปีที่ผ่านมานั้น ได้ถูกจับกุม ได้ถูกการต่อต้าน และเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เรากำลังจะเรียกร้อง ว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องคืนอำนาจให้ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศนั้นได้เป็น ผู้ทำรัฐธรรมนูญด้วยตัวของเขาเอง มอบโอกาสและมอบหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามสิ่งที่ทางรัฐสภานี้กำลังมีการพิจารณาและมีการคั่งค้างอยู่ในขณะนี้ ถึงเวลาแล้วว่าจะเป็น บทพิสูจน์อันสำคัญที่รัฐบาลจะมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหานี้หรือไม่ ในการคืนอำนาจ ในการกำหนดนโยบาย ในการยกร่างรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติมาตรา ๒๕๖ ที่กำลังจะมี การพิจารณากันในขณะนี้

สุดท้ายท่านประธานครับ ทางออกของบ้านเมืองนั้นมีอยู่ไม่กี่ทาง และทุกครั้ง เราบอกว่าเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้เป็นสถานการณ์ ที่ตึงเครียด ทางออกที่ดีที่สุดอย่างที่ผมกราบเรียนแล้วนั่นก็คือการลาออกของ ท่านนายกรัฐมนตรี การลาออกนั้นเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ และเป็นการแสดง ความรับผิดชอบทางการเมืองที่เห็นว่าท่านไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ ท่านประธานครับ เรื่องที่ผ่านมานั้นมันได้ผ่านมาแล้วและเกิดขึ้นไปแล้ว ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีคิดว่าการกระทำ ที่ผ่านมามีความผิดพลาด เมื่อผิดพลาดแล้วยอมที่จะแก้ไขยังไม่สายเกินไปที่ท่านจะใช้ โอกาสนี้ในการที่จะปรับปรุงแก้ไข และแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตนั้นให้มันเป็นสิ่งที่ยอมรับ ของผู้คนในบ้านเมืองในขณะนี้ ผมขอเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ลาออกเพื่อเปิดโอกาส ให้กับพี่น้องประชาชนได้มีโอกาสเลือกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งใหม่ครับ ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านไชยา พรหมา ต่อไปจะเป็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ผมจะให้ ๒ ท่านนะครับ ท่านอันวาร์ สาและ ๖ นาที แล้วก็ตามด้วยท่านมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ๒ นาที เชิญท่านอันวาร์ และตามด้วย ท่านมงคลกิตติ์ครับ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ครับท่านประธาน วาระในวันนี้เป็นวาระที่สภาเปิดเพื่อรับฟังหาแนวทาง ในการแก้ไขหรือทางออกของประเทศ ผมเองเป็นพรรคของฝ่ายรัฐบาลครับ ในการร่วม รัฐบาลในทัศนะของผมก็คือการร่วม ร่วมแล้วต้องร่วมด้วยความจริงใจครับ อะไรครับ ผมหมายถึงกรณีที่ถ้าสมมุติว่าในกรณีของเราเห็นเพื่อนของเราในการกระทำอะไรบางอย่าง แล้วสุ่มเสี่ยงในการที่กระทำผิด หรือเรารู้ว่าสิ่งที่เดินไปอาจจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีกับเพื่อนเราได้ ผมคิดว่าท่านประธานเองก็คงคิดและทำแบบผมก็คือตักเตือนเพื่อไม่ให้ไปในสิ่งเหล่านั้น ท่านประธานครับ ในกรณีที่ภาวะในปัจจุบันนี้ในการที่เราจะหาทางออกของประเทศ ต้องยอมรับนะครับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้น อย่าลืมว่ามีวิกฤติ หลาย ๆ อย่างซับซ้อนกันหลายเรื่อง ผมเองเมื่อประมาณสักเดือนที่แล้วนะครับ ทางมหาวิทยาลัยอิสลามได้เชิญพวกเราที่เป็น ส.ส. ในพื้นที่ทุกพรรค แล้วก็ให้ทุกคนได้ไป ร่วมกัน แล้วก็พูดคุยในการหาทางออกว่าบทบาทของ ส.ส. ในภาวะวิกฤติจะต้องทำอะไรบ้าง เจอน้องคนหนึ่งอายุไม่มากครับ พอเราประชุมกันเสร็จน้องคนนี้วิ่งเข้ามาหาผม เป็นน้อง ผู้หญิงครับ น้องเขาบอกว่าท่าน ส.ส. หนูขอคุยกับท่านหน่อยได้ไหม ผมดูแววตาเขา ดูสีหน้าเขา บ่งบอกถึงความกังวล เขาบอกว่าท่าน ส.ส. ครอบครัวหนูอยู่ทุกวันนี้แทบจะหา อะไรกินลำบากแล้วครับ หนูลำบากมาก ขอรบกวนท่าน ส.ส. ช่วยเสนอกับทาง ท่านนายกรัฐมนตรีหรือในสภาได้ไหม ผมบอกว่าได้ครับ ถ้าผมมีโอกาสผมจะเอาประเด็นนี้ เสนอที่สภา นี่คือทำให้ผมได้เห็นเลยนะครับว่าภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลง วันนี้เด็กอายุน้อย สนใจเรื่องการเมือง สืบค้น สืบหา แล้วก็ติดตาม ผมว่าวันนี้เรามองข้ามพวกเขาไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ ในภาวะที่มีเรื่องของโควิด (COVID) เรื่องเศรษฐกิจ แล้วซ้ำร้ายเรามีม็อบ (Mob) ด้วย การแก้ปัญหาจึงยากเข้าไปอีก ถามว่าในประเด็นเหล่านี้เราจะคิดแก้ปัญหาเราต้องดูอะไรครับ เราต้องรู้ปัญหาก่อนครับ ถามว่าม็อบ (Mob) นี่เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมก็จะขอบอกว่าในสิ่งต่าง ๆ ที่วันนั้นที่น้องคนหนึ่ง เขาให้สัมภาษณ์ว่าม็อบ (Mob) ที่เกิดที่เขาออกมาเพราะท่านนายกรัฐมนตรี ผมก็แปลกใจ แล้วต้องถามว่าทำไมถึงพูดคำนี้ออกมา ท่านประธานครับ พอไปดูในเนื้อหานี่ ไม่ว่า การสะท้อนเสียงอะไรต่าง ๆ ปรากฏว่าสิ่งที่จะทำให้เกิดเรื่องเหล่านี้ได้มันมีมูลเหตุครับ ๑. ฝ่ายรัฐเองนี่จะต้องไม่ทำผิด จะต้องไม่พัวพันกับเรื่องที่เคลือบแคลงสงสัย แล้วก็หาเหตุผล ในการชี้แจงยากนี่ต้องไม่ให้เกิดขึ้นครับ ผมยกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นนะครับ เช่น ในเรื่อง ของการเลือกตั้ง มีการคำนวณคะแนนในการปัดเศษ แล้วก็นำมาซึ่ง ส.ส. ที่เกิดขึ้น รัฐมนตรี ที่พัวพันกับคดีการคุกคาม การแทรกแซงขององค์กรอิสระ แม้แต่เรื่องที่ดูไม่เป็นเรื่อง ก็กลายเป็นเรื่องครับ ในเรื่องของการยืมนาฬิกา ผมว่าสิ่งเหล่านี้ละครับ ต้องชี้แจงแล้วก็ตอบ ให้กับสังคมได้ประจักษ์ ท่านประธานครับ มันคืออะไรครับ สิ่งเหล่านี้มันกัดกร่อน ถึงความเชื่อมั่นและความศรัทธาครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญก็คือว่าสังเกต เห็นไหมครับว่าก่อนหน้านี้ที่มีเรื่องของคดีลูกของกระทิงแดง ซึ่งวันนั้นตำรวจเสียชีวิต ตำรวจ ด้วยกันเองก็ยังไม่ช่วยรักษากฎหมาย อัยการก็สั่งไม่ฟ้อง ทั้ง ๒ หน่วยงานประสานเสียงว่า คดีนี่สิ้นสุดแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว จนเกิดเป็นกระแสสังคม ผมต้องขอชื่นชม ท่านนายกรัฐมนตรีในกรณีนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีรับรู้ถึงกระแสสังคมว่าหากไม่รีบแก้ไข ศรัทธาและความเชื่อมั่นของกระบวนการยุติธรรมจะส่งผลกระทบต่อการบริหารภายใน และภายนอก วันนั้นเมื่อตั้งท่านวิชา มหาคุณ ปรากฏว่าอย่างไรครับ ผลสอบออกมาว่า มีความผิดปกติ สามารถรื้อคดีขึ้นมาใหม่ได้ เห็นไหมครับว่าวันนั้นเสียงของประชาชนปรบมือ ชื่นชมในการตัดสินใจครั้งนั้น ผมขอย้ำนะครับว่าการสร้างความศรัทธาและความเชื่อมั่น คือต้องทำในสิ่งที่ถูกให้เป็นถูกและผิดให้เป็นผิด อันนี้จะเป็นสิ่งที่จะแก้ไขปัญหาได้

ทีนี้มาดูข้อเรียกร้องนะครับ เพราะว่าเวลาผมน้อยมากนะครับ ข้อเรียกร้อง ของสิ่งที่จะทำให้สถานการณ์ตรงนี้คลี่คลายได้เขาเรียกร้องอะไรบ้างครับ

๑. เขาเรียกร้องว่าให้ลาออก ให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออก การลาออก ซึ่งผมทราบว่าเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะท่านเป็นทหาร ท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนท่าน ออกมารบ จะให้ทหารวางปืนนั้นเป็นไปไม่ได้ครับ

ข้อที่ ๒ ผมก็เคยเสนอให้ทางพรรคถอนตัวเพราะไม่อยากให้มีเหตุการณ์ การประจันหน้าแล้วก็เกิดความสูญเสียขึ้นมา แต่ก็เป็นไปไม่ได้นะครับ เพราะว่าพรรคไม่ได้ เห็นด้วยกับแนวทางนี้

แนวทางที่ ๓ การยุบสภาท่านนายกรัฐมนตรีเองพูดเมื่อคืนนะครับ แล้วก็ถาม กับในที่สภาว่าถ้ามีในกรณีอย่างนี้สภาเห็นเรื่องเหล่านี้จะตัดสินใจว่าพวกท่านจะเอาไหม จะเอาอย่างไร ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีมองแล้วก็ตระหนักถึงประเด็นนี้ ผมคิดว่าแนวทาง อย่างนี้ก็ไม่เลวนะครับ ถ้าไม่ทำให้เกิดกรณีของการสูญเสียชีวิตในอนาคตยับยั้งมันได้ ก็เป็น ทางออกอีกทางออกหนึ่งที่ดีนะครับ แต่ว่ามีบางฝ่ายออกมาให้ความเห็นว่าควรแก้ไข รัฐธรรมนูญเสียก่อนจึงจะยุบสภา มิฉะนั้นก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิม ผลคือนายกรัฐมนตรีคนเดิม เพราะมี ส.ว. สนับสนุนอยู่ ๒๕๐ คน ผมคิดเช่นนั้นเหมือนกันครับ แต่หากว่าการเลือกตั้ง ฝ่ายรัฐบาลแพ้ละครับ แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นคนเดิมนี่ ท่านเองก็ไม่สามารถจะคิด และทำแบบเดิมได้นะครับ ดังนั้นผมเสนอนี่ผมคิดว่าพอมันเป็นเหตุการณ์อย่างนี้ แน่นอน ที่สุดครับ ม็อบ (Mob) ก็จะขาดความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อได้ ผมว่าแนวทางนี้คืนอำนาจให้กับประชาชนก็เป็นแนวทางที่ดี ถ้าทางเลือกมันแคบให้เหลือแค่ ๒ ทางเลือกว่าจะมีการสูญเสียแล้วจะเกิดการปฏิวัติหรือการยุบสภา ผมเสนอว่าผมเลือก การยุบสภาครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านอันวาร์นะครับ ต่อไปท่านมงคลกิตติ์ ๒ นาทีนะครับ

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ฐานะสมาชิกรัฐสภา การเปิดประชุมร่วม รัฐสภาในวันนี้ก็มาจากสาเหตุสำคัญคือการชุมนุม การเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา ประชาชนจำนวนมากหลายแสนคน ถ้ารวมทั่วประเทศก็น่าจะเป็นล้านคนรวมเรียกว่า คณะราษฎร ๖๓ มีการชุมนุมมาอย่างต่อเนื่อง มีการเรียกร้องให้รัฐบาลสำคัญมีอยู่ ๓ เรื่อง ด้วยกัน คือ ๑. นายกรัฐมนตรีต้องลาออก ๒. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓. การปฏิรูปสถาบัน พระมหากษัตริย์

ผมจะพูดถึงเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ก่อน ต้องอย่าลืมว่า สังคมไทย ประเทศไทยมีการปกครองระบอบสถาบันพระมหากษัตริย์มา ๗๘๑ ปี ผ่านพระมหากษัตริย์มาทั้งหมด ๕๓ พระองค์ แต่ละพระองค์ก็ทำคุณงามความดีให้กับ ประเทศชาติและประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง อย่างตระกูลผมมาจากเมืองจีนตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ ๖ มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารจวบจนปัจจุบันก็ ๖ รุ่นแล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว ข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นผมขอไม่เห็นด้วย แต่จะขอเปลี่ยนเป็น เพื่อให้สร้างความปรองดองสมานฉันท์ คือเปลี่ยนเป็นการสืบสาน การต่อยอด การครอง แผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือพัฒนาบางจุดให้ทันสมัยให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ช่วงเปลี่ยนผ่านจะดีกว่า เพื่อลดความขัดแย้ง

ส่วนประเด็นที่ ๒ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นผมเห็นด้วยและต้องการให้ทำ อย่างเร่งด่วน เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ มีการสืบทอดอำนาจผ่าน ส.ว. ๒๕๐ คนด้วยกันที่มาเลือกนายกรัฐมนตรี ถ้าแก้ได้ ความขัดแย้งในบ้านเมืองจะลดลงไป

ประเด็นที่ ๓ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกสามารถทำได้ไหม สามารถ ทำได้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านนายกรัฐมนตรีสามารถจะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองไปด้วยความสงบ เรียบร้อยปรองดอง ถ้าสามารถทำได้ท่านนายกรัฐมนตรีก็สามารถอยู่ต่อไปได้ แต่ถ้าอยู่แล้ว เกิดความวุ่นวาย เกิดความไม่ปรองดอง เกิดความไม่มั่นคงในชีวิต ทรัพย์สินของพี่น้อง ประชาชน เกิดความไม่มั่นคงในสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องตัดสินใจว่า จะให้ประเทศนี้เดินหน้าต่อไปอย่างไร เพราะฉะนั้นมีแค่ ๒ ทางเลือกที่เหลือเท่านั้นคือ นายกรัฐมนตรีจะลาออก หรือจะยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ผมและพรรคไทยศรีวิไลย์ พร้อมและเคารพการตัดสินใจของท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปผมขอเรียนแจ้งชื่อชุดใหม่นะครับ ท่านกิตติ วะสีนนท์ จากวุฒิสภานะครับ แล้วก็ จะตามด้วยท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา พรรคก้าวไกล จากนั้นจะมาที่ท่านสายัณห์ ยุติธรรม พรรคพลังประชารัฐครับ เชิญท่านกิตติครับ

นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็คงจะเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากคำเสนอขอเปิดอภิปรายของรัฐบาล เพียงแต่ว่ากระผมเอง มีหลายท่านได้พูดถึงเหตุการณ์เมื่อวานนี้แล้ว ในการที่ผู้ชุมนุมได้เดินขบวนไปที่ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมันแล้วก็มีการยื่นหนังสือเปิดผนึก ซึ่งก็คงไปแสดงพลัง ในส่วนของผู้เรียกร้องเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่าง ๆ ซึ่งก็หลายฝ่าย ต้องยอมรับว่าจำนวนมาก เห็นว่ามันไม่บังควรอย่างยิ่ง เพราะในหนังสือนั้นมีข้อความที่จาบจ้วงสถาบันแล้วก็เหิมเกริม สิ่งที่ผมกังวลอย่างหนึ่งก็คือว่ามันเป็นหลักการที่ศักดิ์สิทธิ์ของการต่างประเทศก็คือว่า ต้องไม่ก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศอื่น ขณะนี้สิ่งที่ผู้ชุมนุมทำจะโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือโดยความตั้งใจของคนบางคนกำลังนำคนนอกเข้ามา กำลังเป็นการที่นำไฟนอกไปข้างใน ไฟในเข้ามาข้างนอก ชักศึกเข้าบ้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่า น่ากังวล อันนี้ก็ประกอบกับสิ่งที่หลายท่านได้มีการพูดถึงเมื่อวานนี้ เช่นว่าเอาธงของ บางองค์กร ผมคงพูดได้ อย่างของอุยกูร์ ของไต้หวันมาแสดง อะไรต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น การที่จะชักศึกเข้าบ้านทั้งสิ้น ผมคิดว่าอันนี้ฝ่ายชุมนุมต้องระมัดระวังในส่วนนี้นิดหนึ่งนะครับ

แล้วข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือภาษาในจดหมาย ค่อนข้างเป็นภาษาที่ เป็นแนวเดียวกับที่คนบางคน คนไทยที่ไปลี้ภัยอยู่ในต่างแดน หรือคนต่างชาติที่มีข้อกล่าวหา ว่ารับใช้หรือรับจ้างเขียนเพื่อโจมตีประเทศไทย โจมตีสถาบัน สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ น่าห่วง ซึ่งผมคิดว่าทางกระทรวงการต่างประเทศคงทราบดีอยู่แล้ว แล้วก็มีการติดต่อพูดคุย กับประเทศต่าง ๆ รวมทั้งทางเยอรมนีมาโดยตลอดนะครับ จริง ๆ ผมก็ต้องชมเชย ในประเด็นนี้ว่าทางรัฐบาลกับทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีการสื่อสารกับประเทศ ต่าง ๆ รวมทั้งสถานทูตที่อยู่ในประเทศไทย ก็คงจะรวมถึงการที่ได้มีการเชิญคณะทูต และองค์การระหว่างประเทศมาฟังบรรยายสรุปเมื่อวันอังคารที่ ๒๐ ตุลาคมนี้ด้วยนะครับ ซึ่งบรรยากาศเท่าที่ผมได้รับทราบก็มีความเข้าใจที่ดีมาก อาจจะมีความเข้าใจผิดหลังจากนั้น ในช่วงการไปสัมภาษณ์แล้วก็ไปบิดเบือน ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขกันต่อไป แต่ผมคิดว่าภาพขณะนี้สถานทูตต่างประเทศแล้วก็ต่างประเทศมีความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างดี ผมหวังว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างดุลยภาพแล้วก็ความเข้าใจเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แล้วก็สิ่งที่จะต้องไม่ให้เกิดก็คือการใช้กำลังนะครับ

ขออนุญาตกลับไปประเด็นที่ทางหนังสือของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ส่งมาที่ รัฐสภา เรื่องสถานการณ์โควิด (COVID) นี่คิดว่าหลายท่านได้คุยกันไปแล้ว แต่ในแง่ ของผมคิดว่าทางรัฐบาลทำดีมาก รัฐบาลทำดีโดยได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ เป็นอันดับหนึ่งในเรื่องการปรับตัว จนกระทั่งทุกคนแม้แต่ชาวต่างชาติบรรดาคณะทูตเอง ก็ยอมรับว่าเขาอยู่เมืองไทยเขาปลอดภัย รู้สึกปลอดภัยกว่ากลับไปอยู่ประเทศเขาเสียอีก มันคงเป็นเพราะดีเกินไปกระมังทางผู้ชุมนุมก็เลยไม่กลัว แต่ผมคิดว่าสิ่งที่หลายท่านพูดถึงว่า ไม่เห็นมีหลักฐานเลยว่าติด ผมคิดว่าไม่ใช่อยู่ตรงนั้น เพราะมันยังไม่หมด สถานการณ์มันยังอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นที่แม่สอด สิ่งที่เกิดขึ้นที่สมุยยังชี้ให้เห็นว่ามันมีการติดต่อได้ รอบ ๒ มันยังมี ยังมีโอกาสสูง ฉะนั้นผมคิดว่ารัฐบาลคงทำถูกต้องที่จะต้องมีความระมัดระวังในเรื่องนี้ต่อไป นะครับ

ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องการชุมนุม แม้ว่าผมเป็นรุ่นเบบี้ บูเมอร์ (Baby Boomer) ผมเข้าใจถูกว่าผมเป็นรุ่นนั้น ก็ได้ผ่านเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องอะไรกันมามาก พอสมควรนะครับ รวมทั้งในปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๑๙ ก็มีความพยายามที่จะเข้าใจคนรุ่นใหม่ แล้วก็สนับสนุนการแสดงออก การใช้สิทธิโดยสันติวิธี ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ท่าน กล่าวถึงเสมอตามมาตรา ๔๔ แต่มันไม่ได้มีแค่วรรคหนึ่ง มันมีวรรคสองและอื่น ๆ ด้วย และหลักการที่สำคัญของประชาธิปไตยก็คือว่าการใช้สิทธิต้องมาพร้อมกับหน้าที่ และความรับผิดชอบ การใช้สิทธิไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือแสดงออกต้องไม่ไปละเมิดสิทธิ ของผู้อื่น ที่สำคัญก็คือว่าต้องไม่ไปเหยียบย่ำศรัทธาของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนา บุญคุณบิดามารดา หรือสถาบันที่ผู้คนเคารพรัก เมื่อวานซืนผมพบชาวต่างชาติเขาบอกว่า ไท์มแมกาซีน (Time Magazine) เรียกคนรุ่นปัจจุบันว่าเจเนเรชัน มี (Generation Me) อะไรก็ถือตัวเองเป็นสำคัญ แต่เขาก็เชื่อว่าโดยสังคมไทย วัฒนธรรมไทย คนไทยจะมีเจน (Gen) เป็นเจเนเรชัน วี (Generation We) คือเป็นคิดถึงเรา ไม่ใช่เขาคิดถึงเป็นเด็ก เป็นเยาวชน เป็นผู้ใหญ่เท่านั้น แต่คิดเหมือนกัน แล้วก็ไปด้วยกันได้ กระผมก็หวังว่าคำพูด แล้วก็ความเชื่อของบุคคลคนนั้นจะเป็นจริงนะครับ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งก็ฝากไปทางผู้ชุมนุม ซึ่งผมคิดว่าพวกเราก็คงต้องฟังด้วยว่ามันมีความแตกต่าง ระหว่างความฝันกับความเป็นจริง สิ่งที่เรียกร้องนี่ส่วนใหญ่มันจะเป็นความฝัน อันนี้สิ่งที่ ผู้ชุมนุมหลายท่านอาจจะลืม ก็คือว่ามองประวัติศาสตร์ว่าเป็นอดีต เป็นแชปเตอร์ (Chapter) ที่ปิดลงไปแล้วจริง ๆ มันไม่ใช่ ประวัติศาสตร์มันไม่ใช่แค่อดีตแต่มันเป็นรากฐานของสังคม รากฐานที่นำมาสู่รากเหง้าของสังคมปัจจุบันซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริง ปัจจุบันนี่เป็นข้อเท็จจริง ทีนี้เราก็จะมามุ่งสู่อนาคต ซึ่งเราฝันได้ แต่ฝันอย่างไร ให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริงและเป็นจริงได้เป็นเรียลลิสติก ดรีมส์ (Realistic dreams) ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเราไม่ควรหนีจุดตรงนี้ไป โดยเฉพาะผู้ชุมนุมที่เรียกร้องอะไรเยอะแยะไปหมด นี่นะครับ ท่านต้องคำนึงว่าอะไรที่มันเป็นจริงได้ อะไรที่มันเป็นไปไม่ได้ กรณีคุกคาม ขบวนเสด็จ ผมก็ไม่พยายามที่จะพูดเรื่องสถาบันมากนักนะครับ แต่ว่ามันเผอิญในหนังสือนี่ ก็ระบุถึงการใช้ถ้อยคำที่หยาบคายรุนแรงและเป็นสิ่งที่มิบังควรกระทบกระเทือนจิตใจ ของประชาชนที่เคารพและเทิดทูนสถาบัน จริง ๆ ไม่ควรเกิดในแผ่นดินนี้ ทางการไทย ก็นิ่มนวลมาก คือในต่างประเทศหน่วยคุ้มกันบุคคลสำคัญคงจะใช้มาตรการที่เข้มข้น เฉียบขาดกว่านี้นะครับ แต่ข้อสังเกตประการหนึ่งก็มีบุคคลในองค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้อง ให้รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุม รวมทั้งปกป้องเด็กและเยาวชน แต่ไม่มีใครกล่าวถึง การคุกคามสิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพขององค์สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ซึ่งพระชนมายุ ๑๕ พรรษา ก็แปลกคงมีอะไรพลิกที่ไหน สักอย่างไม่มีการกล่าวเรื่องนี้ มีแต่ทางภาครัฐออกไปช่วยปกป้องท่าน ต่อข้อเสนอของ ผู้ชุมนุมนะครับ ผมเห็นด้วยกับหลาย ๆ ท่าน ผมมองไม่เห็นเหตุผลที่ท่านนายกรัฐมนตรี จะลาออก ตรงกันข้ามเลยครับ ผมเห็นว่าเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องรับผิดชอบ แก้ปัญหาบ้านเมืองให้สำเร็จต่อไป เป็นความตั้งใจของท่านและท่านก็อยู่ในกระบวนการนั้น ท่านคงจะต้องทำให้สำเร็จ ก็พูดกัน นี่จากส่วนตัวนะครับ ถ้าต้องเลือกระหว่างลาออก กับการยุบสภานี่ ซึ่งแน่นอนนะครับผมเห็นด้วยนะครับสภาไม่ได้ทำผิดอะไร แต่จริง ๆ การยุบสภานี่มันเป็นมาตรการทางประชาธิปไตยเหมือนกัน ประเทศใกล้ ๆ บ้านเราสิงคโปร์ เขาก็ทำ คือมันกระทำเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อแก้วิกฤติ ผมไม่ได้เสนอให้ยุบสภานะครับ ผมก็หวังว่าจะมีทางออกอื่น ๆ ที่จะดำเนินการได้โดยสันติวิธี ส่วนข้อเสนอปฏิรูปสถาบัน ผมคิดว่าหลายคนเห็นตรงกันคือมันมีเป็นวาระซ่อนเร้น มันมีฮิดเดน อะเจนดา (Hidden agenda) ของคนบางคน ซึ่งตามความรู้สึกของพวกเรา ผู้ใหญ่สอนผมว่าระบบกษัตริย์ ระบบ สถาบันกษัตริย์ของเราโมนาคี (Monarchy) นี่เป็นพิลาร์ ออฟ สแตบิลิที (Pillar of stability) ของประเทศ ประเทศไทยมีสัญลักษณ์พิเศษนะครับ ท่านพูดถึงการมีกษัตริย์ มาเกือบ ๘๐๐ ปี อันนี้มันเป็นหลักการสำคัญ ฉะนั้นสถาบันก็เป็นเสมือนเสาหลักของ เสถียรภาพของสังคมไทย ของชาติไทย ต่างจากประเทศอื่น ท่านจะเอาอังกฤษมาเปรียบ เอาญี่ปุ่นมาเปรียบมันไม่เหมือนกัน ประวัติศาสตร์มันไม่เหมือนกัน ประเทศยุโรปเล็ก ๆ บางประเทศ เช่น โมนาโก ลิกเตนสไตน์ มีเป็นคอนสติติวชันนัล โมนาคี (Constitutional monarchy) เป็นระบบกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญเหมือนกัน แต่ประเทศนั้นกษัตริย์เขาเป็น ประมุขที่มีอำนาจบริหารด้วย มันก็ต่างกัน หรือประเทศในรอบบ้านเราบางประเทศก็ยังเป็น สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มันก็แล้วแต่ประวัติศาสตร์ อันนี้มันไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ แน่นอน การเปลี่ยนแปลงปรับตัวก็ต้องทำอันนี้เป็นเรื่องปกติ แต่การเรียกร้องโดยมีฮิดเดน อะเจนดา (Hidden agenda) โดยมีวาระแอบแฝงนี่อันตราย ท่านกำลังจะไปรื้อหลักของสังคม รื้อหลักของชาติไทย ผมคิดว่าสิ่งเหล่านั้นคงเป็นไปไม่ได้ แล้วก็รัฐธรรมนูญทุกฉบับของเราตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม มาตรา ๓ ก็กำหนดไว้ใกล้เคียงกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ชัดเจนนะครับ นั่นคือรากเหง้า ของสังคมไทย จริง ๆ มีคนส่งมาให้ผมว่ารัชกาลปัจจุบันได้ทรงทำปิดทองหลังพระอะไร ตั้งเยอะแยะไปหมด แม้แต่เรื่องโควิด (COVID) นะครับ ท่านพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ท่านพระราชทานเครื่องตรวจโรคให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศอะไรต่าง ๆ มีเยอะแยะ แต่ว่าเวลาคงไม่อำนวย ฉะนั้นโดยสรุปผมอยากให้แก้ไขปัญหา แน่นอนทุกคนอยากเห็น ปัญหาได้รับการแก้ไขโดยสันติวิธี แล้วก็ให้มีการใช้สิทธิโดยคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น ผมเข้าใจดี ว่าการเจรจามันต้องมีฝ่ายที่ชัดเจน แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมเป็นสเทกโฮลเดอร์ (Stakeholder) ที่เด็ดขาดหรือเปล่า มีการพูดถึงแกนนำนิรนาม มีการพูดถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ทำอย่างไรที่จะ ตัดคนเหล่านี้ออกไป และคุยกับผู้ที่มีความจริงใจในการชุมนุมเพื่อเห็นประเทศชาติที่ดีขึ้น ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา แล้วก็จะตามด้วยท่านสายัณห์ ยุติธรรม ท่านปดิพัทธ์ เชิญครับ

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปรายตามญัตติที่ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอต่อรัฐสภา ตามที่ ระบุไว้ในประเด็นที่ ๓ นะครับว่าในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น มีการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่อยู่ในความมุ่งหมายของเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ เกิดในการชุมนุมนะครับ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านว่าหลายคำพูด และหลาย การกระทำฟังแล้วไม่สบายใจ แต่สิ่งนี้เกิดจากอะไรครับ ถ้าเราได้ย้อนกลับไปดูสักเล็กน้อย นะครับ ข้อเสนอที่ฟังแล้วมีเหตุมีผล พูดครั้งแรกในวันที่ ๓ สิงหาคม แต่ว่าในการพูดที่มีเหตุ มีผลและอยู่ในบรรยากาศที่สงบสันตินั้น ผู้ที่ปราศรัย ผู้ที่นำเสนอเหตุผลนั้นถูกจับกุมนะครับ ถูกดำเนินคดี สิ่งนี้เองทำให้เวทีที่จะพูดเรื่องของการปฏิรูปสถาบันด้วยเหตุผลถูกเจือปน ไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก และกลายเป็นการแสดงออกที่รุนแรงขึ้น ตามที่ได้ฟังการอภิปราย ตลอดทั้ง ๒ วันนะครับ สิ่งที่ผมสัมผัสได้ก็คือสมาชิกรัฐสภาหลายท่านเชื่อในกระบวนการ ของรัฐสภาว่าเราจะสามารถนำข้อเรียกร้องของประชาชนมาพูดคุยกันอย่างอดทนและมี วุฒิภาวะได้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ยอมรับนะครับว่าหลายอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่พวกเราคุยกันก็คือว่าเราไม่ต้องการความวุ่นวายและป้องกันการกระทบกระทั่ง ซึ่งจะนำมาซึ่งการสูญเสียของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นพรรคก้าวไกลเห็นด้วยนะครับ และทางเราอยากจะเสนอว่าถ้าเราจะคุยเรื่องนี้กันอย่างปลอดภัย ตรงไปตรงมา และอยู่ใน เจตนารมณ์ที่ดีที่สุด รัฐสภาและเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตยจะเป็นคำตอบของเรื่องนี้ และพวกเราจะสามารถทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรของทุกกลุ่มได้ด้วยกันนะครับ ตั้งแต่มี การเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาลก็มีการใช้มาตรการหลายอย่าง เพื่อหยุดข้อเรียกร้องนี้นะครับ แต่ท่านประธานครับ ไม่ว่าการดำเนินงานจะรุนแรงขนาดไหน ทั้งเป็นการดำเนินคดีข้อหาที่ร้ายแรง ทั้งการจับกุมคุมขัง และการสลายการชุมนุม แต่ทำไม ล่ะครับ การชุมนุมจึงยังมีดำเนินต่อไป กระจายอยู่ทั่วประเทศ และข้อเรียกร้องของพวกเขา ก็ยังคงแข็งแรงอยู่เหมือนเดิม ไม่มีการถดถอยลงไป นี่แสดงให้เห็นแล้วนะครับว่านี่เป็น คำถามแห่งยุคสมัยนะครับ เราปฏิเสธความจริงไม่ได้แล้วว่าจากบทสนทนาที่เราเคยคุยกันใน โต๊ะอาหาร ในวงเหล้า หรือในกลุ่มเพื่อนสนิท ตอนนี้กลับมาเป็นประเด็นทางสาธารณะ มันหมายความว่านี่คือคำถามแห่งยุคสมัย แทนที่ผู้ใหญ่จะใช้วิธีปิดปาก ปิดตา ปิดหู ทำไมเรา ไม่ทำหน้าที่ในการตอบ ในการถามกลับ ทำให้ผู้ชุมนุมหรือเยาวชนของเรามีโอกาสได้พูด มากขึ้น ผมคิดว่าเรื่องนี้ทางรัฐสภาของเราตัดสินใจให้ดีได้นะครับ เพราะถ้าเราตัดสินใจไม่ดี เราอาจจะต้องเสียใจในภายหลังเพราะความรุนแรงอยู่ที่ถนนแล้ว ผมอภิปรายในตอนนี้ ผมมีความเคารพต่อพี่น้องที่ออกมาแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์อย่างสงบสันติ ในขณะเดียวกันผมก็เคารพต่อพี่น้องที่ออกมาแสดงถึง ความเรียกร้องความยุติธรรม ความเท่าเทียม และการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างสงบสันติเช่นกัน นอกจากนี้นะครับ ผมยืนอภิปรายที่นี่ผมเข้าใจว่าครอบครัวนับแสน ๆ ครอบครัว มีบรรยากาศที่ลูกเห็นไม่ตรงกับพ่อแม่ พ่อแม่เห็นไม่ตรงกับลูก เกิดความไม่ไว้เนื้อ เชื่อใจ ชิงชัง บาดหมางกันในครอบครัว ผมเข้าใจถึงบรรยากาศในโรงเรียนที่ครูเห็นไม่ตรงกับ นักเรียน นักเรียนเห็นไม่ตรงกับครู มีการต่อว่า ประท้วง ท้าทาย และใช้ความรุนแรง ในหลายรูปแบบ คำถามคือพวกเราเสียใจใช่หรือไม่ ในการที่เราต้องต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตัวเอง เห็นว่าถูกต้อง แต่ในทางเดียวกันเราต้องทำร้ายคนที่เรารักในคราวเดียวกัน นี่เป็น ความน่าเสียใจของสังคมไทยที่กำลังแตกสลาย ท่านประธานครับ ข้อเสนอและข้อเรียกร้อง หรือข้อคำถามแห่งยุคสมัยนี้ ถ้าเราตั้งหลักได้ เราตั้งสติแล้วฟังได้ ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูป ซึ่งมีความหมายตรงไปตรงมาคือการทำให้สิ่งนั้นดีขึ้น จะส่งผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในโลกสมัยใหม่และในบริบทของไทยได้อย่างไร แม้ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหวที่สุด แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าที่สุดที่พวกเรา จะพูดคุยกัน ถกเถียงกันอย่างสันติและแสวงหาฉันทามติร่วมกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมอยากจะขอนำเสนอทางออกว่าเราจะใช้กลไกของรัฐสภาและเครื่องมือในประชาธิปไตย ทำให้บทสนทนาเรื่องนี้ดีกว่านี้ได้หรือไม่ ไม่มีการใช้ถ้อยคำที่จาบจ้วง กล่าวร้าย แต่เป็น การพูดคุย หารือ ถามคำถามกันด้วยเหตุและผลนะครับ ทำไมเราต้องพูดคุยเรื่องนี้กัน ในสภาครับ เพราะสถาบันทางการเมืองทุกประเภทต่างล้วนแต่ต้องเผชิญช่วงเวลาของ การเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นจะทำให้สถาบันนั้นสามารถ อยู่ต่ออย่างมั่นคงได้ในบริบทของสังคมและโลกที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แน่นอนผมไม่อยากจะ ยกตัวอย่างต่างชาติเยอะเกินไป แต่ผมจะพูดถึงรูปแบบคลาสสิก (Classic) ของประเทศ อังกฤษ ที่เมื่อมีการปรับตัวแล้วนะครับ เพราะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๑๒๐๐ การที่มี การปรับตัว และไม่ใช่การปรับตัวแค่ของสถาบันกษัตริย์นะครับ แต่ทั้งสังคมร่วมกัน มันทำให้ เกิดความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย เกิดหลักนิติธรรมขึ้น และนำไปสู่หลักการสากล ที่เรียกว่าเดอะ คิง แคน ดู โน รอง (The King can do no wrong) ไม่มีผู้ใดที่มีและใช้ อำนาจทางการเมืองได้โดยปราศจากความรับผิดชอบ และเพื่อไม่ให้กษัตริย์ต้องรับผิด จึงต้อง มิให้กษัตริย์กระทำการใด ๆ เว้นแต่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ การปฏิรูปแบบนั้น นะครับ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของประเทศอังกฤษ แต่ทำให้สถาบันนั้นยืนหยัด ยั่งยืน สง่างาม สถาพรได้แม้จะเจอกับความท้าทายอีกหลายต่อหลายครั้งจนถึงปัจจุบัน อีกประเทศหนึ่งที่เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยได้ก็คือประเทศญี่ปุ่น สถาบัน พระมหากษัตริย์ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่จากการปรับตัวครั้งใหญ่ องค์พระมหาจักรพรรดิก็ไม่ได้เป็นสมมุติเทพอีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ทุก ๆ กิจกรรมสาธารณะของพระองค์จะต้องรายงาน ต่อรัฐสภาให้ทราบก่อนเสมอ การปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้ทำให้อำนาจบารมีของท่านตกต่ำลง แต่อย่างใด แต่กลับยิ่งส่งเสริมให้สถาบันพระมหากษัตริย์ของญี่ปุ่นนั้นสง่างาม เป็นที่รัก ของประชาชนไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม ในส่วนของประเทศไทยนะครับ ในเมื่อ เรายังไม่เคยถามทุกคนอย่างตรงไปตรงมาจริง ๆ ถึงความคิดที่เรามีต่อระบอบการเมือง การปกครองของประเทศไทย ผมก็ขอใช้ข้อสันนิษฐานอย่างนี้ครับว่าความคิดของคนไทย ก็จะกระจายตัว ผมไม่สามารถแสดงภาพได้นะครับ ก็คือเป็นกราฟแบบปกติที่เป็นระฆังคว่ำ ก็คือน่าจะมีคนส่วนน้อย ๆ กลุ่มหนึ่งที่ไม่ต้องการระบบการเมืองการปกครองแบบปัจจุบัน และต้องการเปลี่ยนเป็นระบอบอื่น หรือต้องการที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นระบอบ แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็อาจจะมีในประเทศไทย แต่ผมจะไม่ขอกล่าวถึงนะครับ เพราะทั้ง ๒ รูปแบบเป็นการผิดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ คือการเปลี่ยนแปลง การปกครองและไม่อยู่ในอะเจนดา (Agenda) ของใครทั้งสิ้น แต่เมื่อมีสถานการณ์หนึ่ง ๆ เข้ามาในการผ่านกาลเวลา จำนวนประชากรที่เชื่อในอุดมการณ์นะครับ ถ้าดูจากทางซ้ายสุด ก็คือเป็นเสรีนิยมแบบประชาธิปไตย ถ้าขวาก็คือเป็นเรื่องของระบอบที่มีพระราชอำนาจ ของพระมหากษัตริย์มากขึ้น มันก็อาจจะมีการเคลื่อนตัวไปเคลื่อนตัวมาของประชากรที่เชื่อ แบบใดแบบหนึ่ง แต่ปัญหาคืออย่างนี้ว่าถ้าเกิดทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และประชาชนจะต้องเชื่อ แบบใดแบบหนึ่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา นี่แสดงว่าระบอบของเราไม่แข็งแรงนะครับ ระบอบ ที่แข็งแรงก็หมายความว่าเป็นระบอบที่มั่นคงและไม่ยึดติดกับแค่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และความสำคัญในเรื่องนี้ก็คือว่ากว่าที่เราจะมีระบอบที่แข็งแรง ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สิ่งสำคัญคือมันถูกแทรกแซงโดยการรัฐประหาร ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเราล้มลุกคลุกคลานมากว่า ๘๘ ปี เราก็ยังไม่ลงตัวว่าระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นเราจะไปต่อในสมัยใหม่อย่างไร นี่เป็น ที่มาครับที่ทำให้ตอนนี้มีข้อเสนอในการปฏิรูปจากหลายฝ่าย และผมจะยืนยันว่าไม่ใช่แค่ จากฝ่ายผู้ชุมนุมนะครับ เมื่อเราดูในรัฐธรรมนูญสถาบันเป็นองค์กรที่มีตำแหน่งแห่งที่ อยู่ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันจึงถูกปรับปรุงแก้ไขได้เพื่อให้ มีความเหมาะสมกับยุคสมัยดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วนะครับ และจริง ๆ ไม่เคยมีครั้งใดที่เรา บอกว่าห้ามแตะในการแก้ไขหมวดใดหมวดหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ถ้าเราจะมีการพูดคุยกัน ให้อยู่ในกลไกที่ดีนะครับ ผมคิดว่านี่คือเวทีของการสร้างฉันทามติที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะตกใจจนเกินไป และปิด ทุกข้อเสนอที่เข้ามา ทางออกของเรื่องนี้คือเรากำหนดกรอบในการคุยกันดีไหมครับ เรากำหนด กรอบในการตั้งกติกาของรัฐสภาร่วมกัน และการที่เอาข้อเสนอมาคุยในกรอบเหล่านี้ ผมคิดว่าจะลดทอนบรรยากาศทางการเมืองที่ท้องถนนได้เป็นอย่างดีนะครับ หลักการเหล่านี้ ผมคิดว่าเราใช้เวลาสั้น ๆ ตอนนี้คุยกันคงไม่ครบถ้วนนะครับ แต่หลักการที่ผมอยากจะวางไว้ ก็คือไม่ว่าท่านจะชื่นชอบระบอบการเมืองการปกครองแบบไหนก็ตามเราต้องการ ความโปร่งใสมากขึ้นจริงไหมครับ อันนี้น่าจะเป็นหลักที่เราสามารถยึดเอาไว้ได้ว่าไม่ว่า จะจัดสรรตำแหน่งแห่งที่และอำนาจต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญทุกองค์กรที่เกิดขึ้น และมีแห่งที่อยู่ ในรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีความโปร่งใสมากขึ้น

ประการที่ ๒ ก็คือจะต้องมีการตอบรับต่อสาธารณะ เพราะองค์กรที่เกิดขึ้น ในรัฐธรรมนูญจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะหรือที่เรียกว่าเป็นแอกเคาท์อะบิลิตี (Accountability) จากประสบการณ์ทางการเมืองของผมที่เป็น ส.ส. ใหม่นะครับ ผมเพิ่งเป็น ส.ส. ไม่ถึง ๒ ปีดี เวลาที่เรามีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ดูเหมือนว่าสภาจะมีวัฒนธรรมที่บอกว่าเราไม่สามารถตรวจสอบงบประมาณเหล่านี้ได้อย่าง ง่ายนัก อย่างตอนที่ผมไปรับเอกสารการแปรญัตตินะครับ ทางเจ้าหน้าที่ก็ให้คำแนะนำ ด้วยความหวังดีว่า ๒ หมวดไม่ควรจะต้องไปแปรญัตติ สิ่งเหล่านี้เองทำให้เราตั้งข้อสงสัย ครับว่าทำไมการตรวจสอบหน่วยงานที่เจาะจงแบบนี้จึงมีความแตกต่างกับหน่วยงานอื่น หรือแม้แต่การทำงานของกรรมาธิการงบประมาณนะครับ เมื่อต้องตรวจสอบโครงการ ในพระราชดำริก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบชี้แจงน้อยกว่า หน่วยงานอื่น และเมื่อเราตรวจพบความผิดปกติในโครงการ กรณีล่าสุดในปีงบประมาณนี้นะครับ ก็คือโครงการเขื่อนเหมืองตะกั่วที่จังหวัดพัทลุง ก็พบว่าเป็นโครงการที่มีที่มาที่ไป และกระบวนการที่ไม่โปร่งใสของราชการเอง ท่านประธานครับ การปิดบังการตรวจสอบ จากตัวแทนประชาชนไม่ได้ทำให้ระบอบสถาบันพระมหากษัตริย์มั่นคงขึ้น เพราะเป็น การป้องกันโดยใช้ความกลัว ไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยใช้ความรัก และเมื่อเราใช้ความกลัว ในการปิดบังข้อเท็จจริง ผมเกรงเหลือเกินว่านี่จะไม่เป็นการส่งเสริมความมั่นคงสถาพร ของสถาบันเลยนะครับ ถ้าข้อเสนอต่าง ๆ ของผู้ชุมนุม และข้อเสนอต่าง ๆ ของนักวิชาการ ถูกหยิบยกเข้ามาพิจารณาในกรอบของความโปร่งใส ผมกลับคิดว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ ทุกองค์กรที่เกิดขึ้นและมีตำแหน่งแห่งที่ในรัฐธรรมนูญสามารถอยู่ต่อได้อย่างมั่นคง

ประการที่ ๒ คือการตอบรับต่อสาธารณะนะครับ แทนที่เราจะปฏิเสธคำถาม แทนที่เราจะปฏิเสธข้อเสนอ เราเอาข้อเรียกร้องเหล่านี้มาพิจารณาดีไหมครับ ถ้ามันโปร่งใส มากขึ้นและมีการตอบรับต่อสาธารณะหรือมีแอกเคาท์อะเบิล (Accountable) ที่ดีขึ้น เราน่าจะหยิบยกมาคุยกันด้วยเหตุผลได้ ผมยกตัวอย่างเช่น ในหมวดที่ ๒ เรื่องบทบาทของ ผู้สำเร็จราชการและองคมนตรี เราก็ควรจะต้องมาหารือกันใหม่ไหมครับว่ามันส่งเสริม ผลประโยชน์ของประชาชนและความโปร่งใสหรือไม่ นี่เป็นเหตุผลที่พรรคก้าวไกลเสนอว่า รัฐธรรมนูญทุกหมวดควรจะต้องกลับมาคุยกันได้ เมื่อคุยกันเสร็จแล้วอาจจะไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลยก็ได้นะครับ แต่เราเข้าใจที่มาที่ไป เราเข้าใจเหตุผลของการไม่เปลี่ยนแปลงนั้น ๆ และนี่คือความโปร่งใสของทางรัฐสภาที่จะ มอบให้กับพี่น้องประชาชนได้

มีคำถามสำคัญ อย่างเช่นกรณีที่มีผู้ชุมชนไปที่สถานทูตเยอรมันเมื่อคืนว่า การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับที่ต่างประเทศ จะมีผลกระทบต่อการบริหาร ราชการแผ่นดิน และมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ สภาต้องเป็น ผู้ตอบนะครับ ไม่ใช่มีหน้าที่ไปจับคนที่ถาม ๒ อย่างนี้ผมคิดว่าเป็นหลักที่เรายึดเอาไว้ได้ เพราะนี่น่าจะเป็นหลักสากล นี่น่าจะเป็นหลักที่เป็นคอมมอน (Common) ของทุก ๆ คนว่า เราต้องการระบบที่แข็งแรง โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสังคม เพราะฉะนั้นข้อเสนอ ๑๐ ข้อ ของผู้ชุมนุม เราไม่ต้องจับมามัดรวมกันเป็นข้อเดียว เรามาคุยกันทีละข้อได้ครับ ข้อเสนอเช่น บอกให้เราพิจารณาที่จะลดงบประมาณเพื่อสอดคล้องกับงบประมาณแผ่นดิน ฟังขึ้นไหมครับ ในปีหน้าที่เราจะเจอกับการถดถอยของเศรษฐกิจที่ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่ง ข้อเสนอของหลายท่านนะครับ เช่น ท่านบรรยง พงษ์พานิช ท่านไม่ได้พูดตรง ๆ นะครับ แต่มีการพูดว่าเราอาจจะต้องคุยกันเรื่องของ พ.ร.บ. จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ปี ๒๕๖๑ ใหม่ หรือ พ.ร.บ. บริหารราชการในพระองค์ที่มีความแตกต่างเป็นอย่างมากนะครับ สำหรับรัชกาลที่ ๙ และรัชกาลที่ ๑๐

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านอ้างถึง บุคคลภายนอกใช่ไหมครับ ท่านรับผิดชอบนะครับ

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านบรรยง เขาโพสต์ (Post) ในเฟซบุ๊ก (Facebook) ก็เลยพูดได้นะครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

นั่นละเป็น ของบุคคลภายนอกเพราะท่านนำมา ท่านรับผิดชอบนะครับ

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

ครับ แต่รัฐสภาก็ไม่สามารถนำกลับมาทบทวนความเหมาะสมได้ อาจจะเป็นการจัดสรรใหม่ เพื่อกลับไปก่อนรัฐประหารปี ๒๕๕๗ หรือเป็นข้อเสนอของผู้ชุมนุมที่อยากให้กลับไปก่อน รัฐประหารในปี ๒๔๙๐ นะครับ ทั้งหมดเหล่านี้เราก็นำมาถกเถียงกันสิครับ พูดคุยกัน ในสันติวิธี ผมคิดว่าข้อเรียกร้องบนท้องถนนที่เป็นความโกรธเกรี้ยว การจาบจ้วงจะหายไป ทันทีเพราะเราสามารถพูดคุยกันเรื่องนี้ได้ในรัฐสภา ปัญหาคืออย่างนี้ครับท่านประธาน ไม่ว่าเราอยากเห็นความโปร่งใสมากขึ้น และการตอบรับกับสาธารณะมากขึ้น มันถูก แทรกแซงและทำลายโดยการปฏิวัติรัฐประหารด้วยเหตุผลต่าง ๆ และหนึ่งในเหตุผล ที่ซิมเพิล (Simple) ที่สุด ไม่ต้องการคำอธิบายที่สุดก็คือการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่เป็นการเอาสถาบันออกไปจากประชาธิปไตย ยิ่งทำให้สถาบันอ่อนแอและอยู่ในวิกฤตการณ์ ความขัดแย้งทางการเมืองโดยไม่มีความจำเป็นทั้งสิ้นนะครับ เราสามารถทำเรื่องนี้ได้ ผมขอใช้เวลาสัก ๔ นาทีสุดท้ายนี้ เสนอข้อเสนอว่าสภาเราสามารถหยุดยั้งความรุนแรง และทำให้ข้อเสนอเรื่องนี้ถูกคุยกันในวัฒนธรรมที่ดีได้อย่างไร เราจะหยุดยั้งความรุนแรง ได้ครับ เมื่อเราเริ่มต้นคุยเรื่องนี้ เพราะจะไม่มีการจาบจ้วง เรามีกติกาในสภาในการพูดคุยกัน ผู้ที่ถูกพาดพิงมีโอกาสชี้แจง ทั้งหมด ทั้งปวงเหล่านี้กรอบกติกาของรัฐสภาเป็นเรื่องที่ รอบคอบที่สุดที่เราจะพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ของผู้ชุมนุมนะครับ ถ้าเราสามารถจัดการเรื่องนี้ ได้ร่วมกัน เราจะป้องกันไม่ให้สถาบันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตอนนี้รัฐบาลชุดนี้ หมดความชอบธรรมไปตั้งนานแล้วนะครับ แล้วก็ไม่เคยมีความชอบธรรมด้วย แต่ พลเอก ประยุทธ์และรัฐบาลจะต้องหยุดการนำการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นความชอบธรรมเดียวที่เหลืออยู่ เพราะนอกจากจะทำให้พวกท่านดูตกต่ำแล้ว ยังไม่ส่งผลดีต่อสถาบันและภาพลักษณ์ของพระองค์เลยแม้แต่น้อย เราจะสร้างฉันทามติ และก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยเครื่องมือของประชาธิปไตยได้ครับ ผมเห็นสมาชิกหลายท่าน ได้มีโอกาสพูดถึงการแต่งตั้งคณะทำงาน หรือการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาแสวงหาข้อเท็จจริง และศึกษาข้อเสนอด้านการปฏิรูปสถาบันของทุกฝ่ายนะครับ ผมเห็นด้วยกับท่านมงคลกิตติ์ นะครับ เราไม่ต้องฟังแต่จากผู้ชุมนุมครับ เราฟังจากผู้ที่ต้องการปกป้องสถาบันในมุมมอง ของพวกเขาได้ด้วยว่าทำอย่างไรในยุคสมัยของพวกเราที่เราอยู่ร่วมกัน เราจะสามารถ ถกเถียงเรื่องนี้และหาฉันทามติได้ เรื่องไหนคุยกันได้คุยกันก่อน เรื่องไหนที่ยังคุยไม่ได้ ก็ศึกษาเพิ่มเติม แบบนี้ผมคิดว่านี่คือกลไกของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงนะครับ แต่การตั้งกรรมการอย่างเดียวเป็นเรื่องดีนะครับ แต่ไม่พอครับ เพราะต้องหยุดจับกุม ดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมรายวันด้วย เพราะนั่นเพิ่มการปิดปาก เพิ่มความโกรธเกรี้ยวของ ผู้ชุมนุม แล้วก็มวลชนที่ต้องการคำตอบในเรื่องเหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอก็คือ ให้เราเพิกถอน พ.ร.ก. ฉุกเฉินนะครับ และคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อผู้ชุมนุม และให้แกนนำ ได้เข้ามาหารือกับทางรัฐบาลในบรรยากาศและสถานที่ที่ปลอดภัย นอกสภาเราสามารถจัด เวทีเสวนาได้นะครับ กรรมาธิการพัฒนาการเมืองเคยจัดแล้วนะครับ นำกลุ่มแกนนำต่าง ๆ มาพูดคุยหารือกัน เมื่อเขาถอดหมวกของแกนนำออก ไม่อยู่ในบรรยากาศของการปลุกเร้า ไม่จำเป็นต้องนำ มวลชน แต่นั่งคุยกันในฐานะของคนไทยด้วยกัน ทุกคนมีเหตุผล ทุกคนพร้อมที่จะรับคำถาม ทุกคนพร้อมที่รับการท้าทายจากอีกฝั่งหนึ่ง และบรรยากาศที่ผมยืนยันว่าเราสามารถจัดได้ แต่ถ้าในสภาพูดไม่ได้ ในกรรมาธิการพูดไม่ได้ ในมหาวิทยาลัยพูดไม่ได้ ที่สุดท้ายที่ประชาชน จะพูดคือถนนครับ แล้วผมไม่อยากให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นนะครับ

อันสุดท้าย คือการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พวกเรายังยืนยันนะครับว่า ด้วยเจตจำนงที่ดีของเราในการธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขนั้น เราจำเป็นต้องการเหตุและผล และที่มาที่ไป รวมถึงการพิจารณาทุกหมวดใหม่ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองทั้งสิ้น ทางออกของเรื่องนี้นะครับ เราพูดคุยกันมา ๒ วันเต็ม แต่ในวันนี้เราต้องมีแอกชัน (Action) สภาของเรากำลังถูกกล่าวหาว่าเรามาคุย เรื่องนี้ถ่วงเวลา หรือว่าเป็นสภาปาหี่ แต่ถ้าเรามีแอกชัน (Action) ในการตั้งกรรมการ กรรมาธิการ หรือมีหัวข้อ หรือแม้แต่ประชามติที่หลายท่านเสนอนะครับ เรามีความคืบหน้า ในเรื่องนี้ ผมคิดว่าจะเป็นก้าวแรกในการที่เราจะเดินหน้าเรื่องนี้ไปด้วยกัน เรามีเรื่องที่ต้องทำ อีกมากนะครับ เพราะคุณประยุทธ์ทำความเสียหายให้กับประเทศและระบอบการเมือง ของเรามากเหลือเกิน แต่สิ่งที่เราจะต้องหยุดความเสียหายร้ายแรงและความแตกสลาย ของสังคมทันทีในวันนี้ คือใช้กลไกของสภารับฟังและศึกษาข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมในเรื่อง การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันคือการปฏิรูประบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในบริบทของประเทศไทยนี่ละครับ ไม่ได้เป็นเรื่องที่แยก ออกจากกันเลยครับ เป็นเรื่องการปฏิรูปการเมืองครับ และการเมืองของเราบิดเบี้ยวพิกล พิการจากการก่อการกบฏรัฐประหาร ซึ่งเรื่องนี้เราต้องแก้ไขและรับผิดชอบร่วมกันจนนำไป ถึงระบอบที่เราสามารถมีฉันทามติ และเป็นระบอบการเมืองการปกครองที่มั่นคง พระมหากษัตริย์อยู่อย่างมั่นคงสถาพร และสามารถที่จะผ่านกาลเวลาที่ท้าทายแบบนี้ได้ครับ ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านปดิพัทธ์ ต่อไปเป็นท่านสายัณห์ ยุติธรรม นะครับ แล้วก็ตามด้วย หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล สมาชิกวุฒิสภา แล้วก็กลับมาท่านสงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย เชิญท่านสายัณห์ ยุติธรรม ๗ นาทีนะครับ

นายสายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ผมจะอภิปราย ในสภาแห่งนี้ ผมอยากจะขอบคุณแทนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีประชาชนคนไทย หลั่งไหลไปสู่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเวลาประมาณ ๓ เดือนแล้ว โดยเฉพาะไปทาง รถยนต์ส่วนตัว รถประจำทาง และที่สำคัญโดยเครื่องบิน เครื่องบินบินไปสนามบิน นครศรีธรรมราช ณ วันนี้วันละ ๒๖ เที่ยว แล้วก็อยากให้สนามบินนานาชาติทั่วประเทศ บินตรงไปสู่นครศรีธรรมราช เพื่อจะไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เช่น พระธาตุนครศรีธรรมราช ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ตาพรานบุญ วัดยางใหญ่ ไข่วัด เจดีย์ พี่น้องประชาชนได้หลั่งไหลไปนครศรีธรรมราช ผมขอกราบขอบพระคุณแทน ประชาชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมอภิปรายเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๒ วันที่ประชุม รัฐสภาที่มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ผมได้พูดในสภาว่า ณ วันนี้ประเทศไทยไม่มีใคร เหมาะสมเท่ากับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และวันนี้ผมก็จะพูด คำเดิมว่า ณ วันนี้ประเทศไทยไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ทำไมผมกล้าพูดอย่างนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ เป็นนายกรัฐมนตรีที่เชื่อมั่นระบบรัฐสภา วันที่เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านก็อยู่ในสภา ตอบสภาตลอดเวลา วันที่ประชุมงบประมาณ ๒ ครั้งที่ผ่านมา ท่านก็ให้เกียรติกับสภาแห่งนี้ โดยท่านอยู่ในสภาตลอดเวลา ตอบปัญหาตลอดเวลา และวันนี้กับเมื่อวานคณะรัฐมนตรี เสนอการเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อจะรับฟังปัญหาของผู้ชุมนุมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นเกิดจากการชุมนุมของยุวชน เยาวชน นักศึกษา ประชาชนมีน้อยมาก ท่านประธานที่เคารพครับ เกิดจากอะไรการชุมนุม ครั้งนี้ครับ เกิดจากการยุยงปลุกปั่นของนักรบไซเบอร์ (Cyber) ยุแยงตะแคงรั่ว ใจดำอำมหิต ยุแยงยุวชนให้ออกมาบนท้องถนน ผมเรียนว่าสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ที่สำคัญ ไปกระทบกระทั่งกับสถาบันอันเบื้องสูงที่เคารพรักของคนไทยทั้งชาติ ท่านประธานครับ ประเทศไทยตั้งแต่ตั้งกรุงสุโขทัย มาอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ท่านประธานครับ ประเทศไทยไม่เคยไร้ซึ่งกษัตริย์ กษัตริย์แปลว่าอะไรครับท่านประธาน กษัตริย์ แปลว่า ชาตินักรบ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่มวลชนของประเทศไทย เดิมประเทศไทยชื่อว่าสยาม ประเทศ ปัจจุบันเปลี่ยนสยามมาเป็นไทยเราก็ดำรงซึ่งไว้ มีการประท้วงที่ผ่านมาชุมนุม มีการขวางขบวนเสด็จสมเด็จพระราชินีกับสมเด็จพระรัชทายาท มีที่ไหน ตามหลักเสด็จ ไปไหนก็ได้ พระองค์ท่านเสด็จที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่ว่าทำไมไม่ย้ายไปทางอื่น ตามหลักผู้ชุมนุม ประท้วงเมื่อเสด็จมาต้องแปลเป็นคำอื่น เช่น ทรงพระเจริญ เขาทำอย่างนี้กันทั้งนั้น แต่นี่ยุยง ปลุกปั่นเด็กจนเสียหายหมดเลย ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาโควิด (COVID) ได้ ณ วันนี้ท่านก็ต้องแก้นักรบไซเบอร์ (Cyber) ได้ นักรบไซเบอร์ (Cyber) นี่ผม ทราบมาแล้วอยู่ที่ไหน มันคือไอ้โม่งครับท่านประธาน มันอยู่แถวตึกโออี (OE) แถวเพชรบุรี ตัดใหม่ วันก่อนอยู่ตึกซัมมิท (Summit) ติดกัน ตอนนี้ย้ายไปอยู่ที่บางปะกง ท่านนายกรัฐมนตรีต้องไปตามตัวมาให้ได้แก้ปัญหาให้ได้ อยู่ ๆ จะบอกให้ท่านนายกรัฐมนตรี ลาออก ผมถามว่าลาออก ลาออกเรื่องอะไร ลาออกเสร็จแล้วใครมาเป็น ไม่ใช่อยู่ ๆ ประชาชน ๓๐,๐๐๐ คน ๔๐,๐๐๐ คน ๕๐,๐๐๐ คนออกมาไล่แล้วต้องลาออก อยู่ ๆ รัฐบาลใหม่มา มา ๕๐,๐๐๐ คนอีก ลาออกอีก ก็ไม่ต้องพัฒนาประเทศกันแล้วมัวแต่ลาออก ผมเรียนว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้ครับสามารถบริหารประเทศได้ดี ผมเรียนว่าท่านมาถูกทางแล้ว ในการแก้ปัญหา วันนี้เมื่อรับฟังปัญหาสภาเสร็จท่านก็ได้ไปหาแนวทางในการแก้ปัญหาแบบ ละมุนละม่อม ผมเชื่อว่าท่านบริหารประเทศได้ ผมใช้คำว่าเมื่อโควิด (COVID) หายไปจาก ประเทศไทย ประเทศไทยก็สามารถเดินทางไปทั่วโลกได้ ทั่วโลกก็เดินทางมาประเทศไทยได้ ผมจะให้นายกรัฐมนตรีท่านนี้ฉายาท่านจะต้องตั้งว่า รวมไทยสร้างชาติและท่านต้องผงาด บนเวทีโลก ขอบคุณครับท่านประธานครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา 🔗

ขอบคุณครับ ท่านสายัณห์ ต่อไปเป็นสมาชิกวุฒิสภานะครับ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล แล้วก็จะกลับมา ท่านสงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย เชิญหม่อมหลวงปนัดดา ๘ นาทีครับ ก็คือกระแสพระราชดำรัส รู้รักสามัคคี เมื่อเราเกิดความรู้เราจะมีความเข้าใจ เมื่อเราเกิด ความรักเราจะสามารถเข้าถึงได้ และเมื่อเราเกิดความสามัคคี ครอบครัวของเรา องค์กร ของเรา สังคมและประเทศชาติก็จะเกิดการพัฒนาที่เรียกว่ายั่งยืน อาทิ พระบรมราชปณิธาน ที่จะให้ประเทศชาติเป็นสังคมของการเรียนรู้ เป็นทัศนคติของการมีน้ำใจไมตรีต่อกัน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันได้พระราชทานสอนแก่ลูกหลานเยาวชน ขอจงเป็นนักการศึกษา เป็นนักการเรียนรู้ที่พึงมีไมตรีจิตต่อกัน สิ่งนี้กระผมใคร่อยากจะนำ กราบเรียนต่อที่ประชุม กราบเรียนท่านประธานและท่านผู้รับชมทางบ้าน เราสามารถมองดู ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการทำงานของข้าราชการประจำ ตลอดจนข้าราชการการเมือง

แท่งที่ ๑ เรามี ๑ สำนักนายกรัฐมนตรี และ ๑๙ กระทรวง ซึ่งหลายคน มักจะพูดว่า ๒๐ กระทรวง ซึ่งก็คงเป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่เราจะต้องพูดให้ชัดเจน ว่าสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินให้กับ ๑๙ กระทรวง และยังโยงไปถึง

แท่งที่ ๒ ก็คือ ๗๖ จังหวัด และ ๘๗๘ อำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นสถาบัน ที่ขึ้นตรงต่อแท่งที่ ๒ ดังนั้นการที่จะคิดกระทำปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งหลายทั้งปวง ต้องพึงระมัดระวังว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นแท่งที่ ๒ คือเป็นผู้ช่วยข้าราชการส่วนภูมิภาค เป็นข้าต่างพระเนตรพระกรรณและเป็นสถาบันที่ถือกำเนิดขึ้นตามแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระปิยมหาราช

มาถึงแท่งที่ ๓ ซึ่งเป็นแท่งเจ้าของบ้าน ได้แก่ อบจ. เทศบาลทั้ง ๓ ระดับ อบต. บวกเมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร สิ่งนี้นั่นเองที่กระผมได้อ่านในตำราหลาย ๆ เล่ม ตั้งแต่แรกเริ่มต้นเข้ารับราชการ ก็คือกรุงเทพมหานครทำหน้าที่ในนามของเทศบาลซึ่งมี ขนาดใหญ่มาก คอที่เสื้อก็เป็นตราราชสีห์ ตราสิงห์เหมือนกับกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานครไม่ได้ปฏิบัติงานในนามของกระทรวงต่าง ๆ หรือว่ารัฐบาล คงเป็นเทศบาล ขนาดใหญ่ แต่พอดีเราไปเรียกว่าผู้ว่าราชการ ผู้คนก็เลยเกิดความสับสนว่าผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครเสมือนหนึ่งกรุงเทพฯ ปกครองตนเอง แต่ที่จริงไม่ใช่ กทม. เป็นเทศบาล ขนาดใหญ่ซึ่งมีถึง ๕๐ เขตไม่ได้เรียกว่าอำเภอเหมือนกับในแท่งที่ ๒ ของ ๗๖ จังหวัด ดังนั้น ความรักของคนไทยในทั้ง ๓ แท่งนี้ตามพระบรมราชปณิธานที่ได้พระราชทานสอนไว้ว่าด้วย ความรู้รักสามัคคี เราสามารถกล่าวเป็นรูปธรรมได้ว่ามีผลมาจากการที่เราแชร์ภาษีอากร ร่วมกันทั้งประเทศ ไม่ใช่พอพื้นที่ใดโกรธเคืองจะแยกออกเป็นพื้นที่อิสระอะไรนั้นคงทำไม่ได้ เพราะว่าเราคงไม่พอเลี้ยงตัวเอง เราเรียกศัพท์นี้ว่าเป็นภาษาอังกฤษ กระผมขออนุญาต แทกซ แชริง ซิสเทม (Tax-Sharing System) ก็คือการแชร์ภาษีอากรร่วมกันทั้งประเทศ กระผมกล่าวมาทั้งสิ้นนี้จึงอยากจะโยงให้เห็นว่าเราคนไทยต้องมีความรักสมัครสมาน มีความรู้รักสามัคคีตามพระบรมราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาล ปัจจุบันว่าด้วยการสืบสาน รักษาและต่อยอด ของดีอยู่ใกล้ตัวและเป็นยาวิเศษอย่างมากที่จะ เป็นเกราะป้องกันตัวให้กับลูกหลานเยาวชน ให้กับคุณพ่อคุณแม่ ให้กับพี่น้องประชาชน ตลอดจนข้าราชการทั้งภาคประจำและการเมืองทุกภาคส่วนเลย สิ่งนี้เรียกว่าเป็นเบสิก (Basic) ก็คือพื้นฐานของความเจริญและการทำความเข้าใจตามแนวที่เรียกว่าเอสดีจี (SDGs) กระผมกราบเรียนขออนุญาต ซัสเทนเนเบิล ดีเวลลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) ซึ่งถือว่าเป็นทิศทางของการพัฒนาประเทศในทุกประเทศที่จะนำพา ความยั่งยืนมาสู่ความสำเร็จให้จงได้ นั่นคือความเพียร ความพอเพียง ความอ่อนน้อมถ่อมตน แม้แต่ความเจียมเนื้อเจียมตัว สิ่งนี้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติไทย หาใช่การกล่าวลบหลู่ดูหมิ่น การโกรธเคืองกัน ทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่ควรจะได้ยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานของความเป็นคนไทยที่มีความรักใคร่ สามัคคีและพูดจากันด้วยเหตุด้วยผล มีความเมตตากรุณา สิ่งนี้เป็นเรื่องที่กระผมมองว่า ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็ด้วยที่เราไม่มุ่งมั่นตั้งใจที่จะปฏิบัติตามพระบรมราชปณิธาน ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้เมื่อหลายปีก่อนแล้ว แต่พวกเราหลงลืมกันไป และละเลยการปฏิบัติ นั่นก็คือความรู้ ก่อให้เกิดความเข้าใจ ความรัก ที่จะสามารถนำพาเรา เข้าถึงได้ และความสามัคคีที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ประเทศชาติบ้านเมืองไทย เป็นเรื่องที่กระผมขออนุญาตนำกราบเรียนต่อท่านประธาน ต่อที่ประชุมด้วยความเคารพ และเป็นข้อสังเกตที่คิดว่าอาจจะนำพาหรือช่วยในการขบคิดแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ ด้วยเหตุและด้วยผล กราบขอบพระคุณท่าน

ขอบคุณ หม่อมหลวงปนัดดาครับ ต่อไปเชิญท่านสงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย ๑๐ นาที แล้วต่อไป ก็จะเป็นท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นะครับ

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำพูน 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมจะพยายามพูดในประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึง ผมจะมองในมิติการแก้ปัญหา ความขัดแย้งว่าผมมองอย่างไร แล้วก็รัฐควรจะทำอะไร ท่านประธานครับ ผมดีใจที่ว่ารัฐบาล ได้นำเรื่องนี้เข้ามาสอบถามความเห็นจากพวกเรา ท่านอ้างถึงว่าเรื่องโควิด (COVID) ถามเรื่องโควิด (COVID) ถามเรื่องการเมือง ผมเป็นนักการเมืองก็จะพูดเฉพาะเรื่องการเมือง เท่านั้นท่านประธานครับ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ที่มองเห็นเราก็มี ที่มองไม่เห็นก็มี แล้วอย่างหนึ่งที่มันสร้างขึ้นมาเหมือนปี ๒๕๑๙ ท่านที่ผมกลัวมาก คือกระบวนการของ อำนาจรัฐปัจจุบันมันเป็นเบ้าหลอม ทำให้คน ๒ กลุ่มที่มีความเห็นต่างกันสร้างความเกลียดชัง ที่สุจริต ทำไมผมพูดประเด็นนี้ ใครไม่เจอแบบผมไม่รู้ครับ ในปี ๒๕๑๙ ผมถูกจับวันที่ ๑๗ อะไรคือความเกลียดชังที่สุจริต เขาเชื่อว่าผมเป็นคนเลวท่านครับ ผมถูกจับใส่กุญแจมือ ขึ้นโรงพัก มีคนรุมถ่มน้ำลายใส่ผมหลายคนมากเลยเพราะเขาเข้าใจว่าเชื่อว่าผมเป็น คนไม่ดี เขาเชื่อว่าผมเป็นคอมมิวนิสต์ เขาคิดว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ผมเลยกลายเป็น ไม่ใช่มนุษย์ วันนี้สังคมเราเจอเรื่องนี้เหมือนกันท่านครับ ยิ่งผมได้ยินในสภานี้ถามถึง ท่อน้ำเลี้ยง ถามถึงอะไรต่าง ๆ ผมยิ่งตกใจท่านประธานครับ เพราะอะไรครับ แสดงว่า คนในสภาแห่งนี้กับระบบราชการถอยห่างจากการเคลื่อนไหวมวลชนข้างนอกคนละทิศ คนละทางเลย ข้างนอกนี่ใครไม่กลัวสุด ๆ พูดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ก็ได้รับการยอมรับ ได้สถานะทางสังคม ข้างในระบบใครกลัวสุด ๆ ขึ้นต่อและปฏิบัติตามผู้บังคับบัญชาสุด ๆ คนนั้นก็จะได้ยศ ได้ตำแหน่ง กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งมันเปลี่ยนไปท่านประธานครับ ที่ผมพูดถึงเรื่องเหล่านี้ผมเพียงแต่จั่วหน้าว่าจะพูดเรื่องอะไรบ้าง ท่านประธานครับ สิ่งที่ ผมบอกว่าความขัดแย้งมีทุกจุด มีทั้งความขัดแย้งระหว่างผู้ที่กำลังเดินขบวนต่อผู้ที่เป็น รัฐบาล อันนี้เรามองเห็น ปรากฏการณ์นี้เกิดอะไรขึ้นเรามองเห็น อะไรไปเพิ่มน้ำหนักให้กับ การขัดแย้งข้างนอก เพราะอะไรครับ โควิด (COVID) ครับ เปลี่ยนพฤติกรรมของคน ความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนไป อยู่บ้านนานมากครับ อยู่กับอะไรครับ อยู่กับโทรศัพท์ แล้วในที่สุดการพัฒนาพลังการผลิต ของดิจิทัล (Digital) มันทำให้มีคนติดต่อกันมีสังคมใหม่ ผมฟังท่านพูด ผมว่าท่านไม่เข้าใจ ข้างนอก ท่านครับ วันนี้มันเกิดการนำรวมหมู่ที่ทุกคนรับผิดชอบตัวเอง ผมเพิ่งมาเห็นตอนนี้ละ เป็นพลังที่น่ากลัวท่านครับ ผมอยากฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีช่วยดูหนัง เรื่องหนึ่งท่านประธานครับ สั้น ๆ เรื่องมังกรสร้างชาติ ฉากสุดท้ายตอนที่เหมาเจ๋อตุง เขาจะยึดอำนาจได้แล้ว ทำไมเขาไม่เป็นประธานประเทศเสียเอง เขาเชิญใครที่เป็นสัญลักษณ์ ของการเป็นประชาธิปไตยมาเป็น เพราะอะไร หลังจากเขาเป็นเกิดอะไรขึ้น มันเกิด กระบวนการเยาวชนเรดการ์ด (Red guard) วันก่อนของการชุมนุมที่ราชประสงค์ ผมเห็น ภาพเด็ก ๒ คนตัวเล็ก ๆ เสื้อขาวกับเสื้อดำ คงเป็นประถมครับ ชูมืออย่างนี้เดินไป ผมขนลุกครับ นี่มันเป็นภาพเหมือนกับประวัติศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้านเราเลย ท่านครับ จั่วหัวเรื่องนี้แค่นี้ ก่อน แต่กลับมาดูว่าความขัดแย้งที่บอกว่ามีอยู่แต่มองไม่เห็น มันจะเห็นเมื่อไร อันหนึ่งจะ เห็นเมื่อยุบสภา คือความขัดแย้งภายในทุกพรรคการเมืองครับ ถ้ายุบสภานี่ข้อจำกัด ๙๐ วันมันไม่มีครับ พรรคหลายพรรคจะต้องแยกตัวไปก่อตั้งพรรคใหม่เพราะระบบ รัฐราชการที่เข้มข้นมันทำให้ระบบในพรรคการเมืองก็เปลี่ยนแปลง ทุกพรรคมีอะไร หลาย ๆ อย่างที่ไม่อยากจะพูด ผมยืนยันว่าจะมีพรรคใหม่เกิดขึ้นในการรวมตัวของ นักการเมืองใหม่ ๆ เกิดขึ้นแน่นอน ท่านครับ ถ้ายึดอำนาจรัฐราชการจะได้เห็นว่าท่านจะเห็น ความขัดแย้งอีกแบบหนึ่ง ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ รัฐราชการนี่นะครับ เขามีหลักการอย่างนี้ ทั่วทั้งหมดของประชาชนนี่นะครับ โดยหลักประชาธิปไตยท่านก็บอกว่ามันเป็นรัฐ ประชาธิปไตยอย่างหนึ่งนะ แต่อำนาจรัฐอยู่ส่วนกลางครับ ประเทศบางประเทศเขาเรียก ระบบอย่างนี้ว่าประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำที่รวมศูนย์ หมายความว่าอย่างไรครับท่านครับ เวลาเรายึดอำนาจไม่ใช่ยึดเพื่อต้องการให้คนของตัวเองเป็นผู้บริหารอย่างเดียวนะครับ เราแย่งกันใช้เงินหลวงซึ่งเป็นเงินของชาวบ้าน เป็นเงินของประชาชน มันมีกระบวนการ เปลี่ยนแปลงการใช้เงินหลวง ๒๔๗๕ เรายึดจากองค์พระมหากษัตริย์ ตอนนั้นมาเป็น คณะบุคคลมาบริหารเงินหลวง จนกระทั่งมีการพัฒนาถึง ๒๔๘๙ ก็มีการยึดอำนาจอีก หลังจากนั้นกระบวนการใช้เงินหลวงเป็นการใช้จากส่วนกลางมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้เงินหลวงขึ้น ตอนนั้นท่านบวรศักดิ์ซึ่งเป็นเลขายกร่างบอกว่า รัฐในขณะนี้ที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต้องเรียกว่าเป็นรัฐของพลเมือง เพราะเงินหลวง จะใช้ตามนโยบายของพรรคการเมือง ใช้มา ๑๐ ปีครับ ยึดอำนาจ ๒๕๕๐ ยึดอำนาจ ๒๕๕๗ เปลี่ยนไม่ใช่ผู้บริหารประเทศ เปลี่ยนการใช้เงินหลวงโดยพรรคการเมือง นโยบาย พรรคการเมือง กลับไปเป็นของส่วนกลาง วิธีการอย่างนี้ประเทศเพื่อนบ้านที่ใหญ่ที่สุด ของภาคเรา ภูมิภาคเรานี่เขาเรียกว่าประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำที่รวมศูนย์ บางคน เขาแปลว่าเผด็จการชนชั้นผู้ใช้แรงงาน ทุกอย่างมาจากส่วนกลางหมด แย่งกันตรงนี้ วันนี้ จนกระทั่งตัวแทนประชาชนไม่มีสิทธิที่จะไปแตะต้องงบประมาณเลย ๒ ปีมานี้หลังจาก ปี ๒๕๖๐ ที่ว่าตัวแทนประชาชนที่อยู่ในสภานี่ สำนักงบประมาณไม่ได้เป็นเลขา ไม่ได้เป็น เลขาท่านประธานครับ นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านครับ กระบวนการเข้าสู่อำนาจวันนี้นะครับ มันเป็นกระบวนการที่แปลกท่าน มันมีการประมูล มันมีการประเมิน อย่างอื่นอธิบายไม่ได้ ท่านประธาน เอากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กฎหมายปกครองท้องที่ประเมินด้วยประชาชน มีการเลือกตั้ง ได้ผู้แทน ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วนี่ อีก ๕ ปีก็มาประเมินโดยรัฐอีก แต่ถ้า อยากจะเป็นกำนันใช้ระบบประมูล ใครให้อำนาจสูงสุดคนนั้นได้ ใครมีทรัพยากรสูงสุดคนนั้น ได้เป็นครับ ส่วนราชการก็เกิดกระบวนการอย่างนี้ ที่ผมอธิบายหมายความว่ามันห่างจากกระบวนการ ประชาธิปไตยที่เสียงข้างน้อยขึ้นต่อเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากต้องรับฟังความเห็นของ เสียงข้างน้อยหายไปจากระบบของรัฐราชการแล้ว เราใช้อำนาจเป็นกฎหมายจนเคยชิน ทำให้เกิดกระบวนการที่เรียกร้องข้างนอก แล้วเขาเสนอมาทั้งหมดเขาต้องการแก้อุปสรรค ที่จะมาสกัดกั้นการพัฒนาประเทศไทย โดยที่เขาบอกว่าให้ทุกคนมาอยู่ในภายใต้กฎหมาย เดียวกันเหมือนหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญเขียนอย่างไรครับ เขาไม่ต้องการแก้ระบบการเมือง แต่เขาต้องการที่จะปรับโครงสร้างอำนาจให้มาใช้ในกฎหมายเดียวกัน อยู่ภายใต้กฎหมาย เดียวกัน วันนี้รัฐของเราใช้อำนาจเป็นกฎหมาย ไม่ได้ใช้อำนาจตามสารบัญญัติของกฎหมาย ท่านเป็นผู้พิพากษาท่านรู้ดี เราใช้การตีความของฝ่ายการเมืองมาเป็นการบริหารประเทศ มันเลยไม่ใช่เป็นการบริหาร มันเป็นจัดการโดยไม่ต้องบริหาร จัดการเป็นอำนาจเผด็จการ มาบอกว่าบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างไร เพราะคุณจัดการโดยไม่ได้ถามใครเลยวันนี้ เลยแก้ปัญหาไม่ได้ครับ ที่ผมพูดนี่ปัญหาข้างนอกมันมากเหลือเกินท่านประธานครับ แล้วผม จะเสนอท่านอย่างนี้ครับ คนแก้รัฐธรรมนูญได้คือท่านประยุทธ์ท่านเดียว ท่านคุมทุกอย่างได้ ท่านต้องแก้รัฐธรรมนูญตัวอุปสรรคนี้ จะแก้เป็นรายมาตราหรือจะอะไรเข้าไปสภาปุ๊บไม่ต้อง พูดมาก ยกมือ ผม สงวน พงษ์มณี จะบอกว่ารับทุกฉบับ ท่านบอกรับฉบับไหนก็บอกมา คะแนนรวมกันแล้วฉบับไหนตกก็ตก อำนาจหลักอยู่ที่วุฒิสภา ไม่ใช่อยู่ที่พวกผม แก้กันให้หมด วุฒิสภาไม่เอาด้วยก็แก้ไม่ได้ นี่คือหลักการที่เราทุกคนมาที่นี่ ไม่มีใครเข้ามาตรงนี้มีอำนาจ ต่างกัน ผมมาจาก ส.ส. เขต ท่านมาจากการแต่งตั้งท่านก็ถือว่ามาในรัฐธรรมนูญเดียวกัน เรามีสถานะเท่ากันครับ ขอบคุณครับท่านประธาน ผมต้องการให้แก้ปัญหา ท่านแก้ปัญหา ตรงนี้ออกแล้วค่อยลาออกครับ ถ้าไม่ลาออกไม่ออกตอนนี้ก็คิดว่าสวัสดีครับเลย ผมว่านะ ยึดอำนาจก็ถูกจัดการทันทีละ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมาก ครับ ท่านสงวน พงษ์มณี ต่อไปเชิญท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แล้วก็ตามด้วยท่านวันชัย สอนศิริ ครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ในญัตติของการขอฟังความเห็นของรัฐสภาในวันนี้ผมอยากจะเริ่มต้น ด้วยการให้เราได้ยอมรับความจริงว่าในทุกการชุมนุมทางการเมืองยากที่จะจบแบบสวย ๆ หรือแฮปปี้ เอนดิ้ง (Happy ending) ได้ ในการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองในช่วงทศวรรษ ที่ผ่านมาทั้ง ๓ ครั้งจบลงด้วยการรัฐประหารทั้งสิ้น และครั้งนี้ไม่มีใครอยากจะเห็นจุดจบ ของประเทศที่จะต้องเดินไปสู่การรัฐประหารแบบนั้นอีก เนื่องจากในการชุมนุมทางการเมือง แต่ละครั้งนั้นจะต้องมีที่มา ผู้ชุมนุมล้วนแล้วแต่มีชุดความคิด ชุดข้อมูล ชุดความเชื่อ ที่แตกต่างกับที่รัฐมีโดยสิ้นเชิง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในการแสวงหาทางออกก็คือ การต้องเผชิญหน้ากับความจริง ในปรากฏการณ์ของการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลาที่เกิดขึ้นในช่วงนี้นั้นมีความจริงอยู่ ๒ ข้อ ที่แตกต่างจากการชุมนุมทุกครั้ง ที่ผ่านมาในอดีต นั่นคือ

ประการที่ ๑ กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่คือคนหนุ่มสาว เยาวชน นับตั้งแต่เด็ก ๆ ชั้นมัธยมต้นจนถึงมหาวิทยาลัย แล้วคนซึ่งเพิ่งจบมหาวิทยาลัยไปซึ่งยากที่จะประเมินได้ว่า มีจำนวนเท่าไรกันแน่ เพราะมีทั้งที่ปรากฏตัวและไม่ปรากฏตัว เพราะมีทั้งโลกความเป็นจริง และโลกโซเชียล (Social) ที่ซ้อนทับกัน คนรุ่นนี้อาจจะมีถึง ๒๐ รุ่นที่เขาแสดงความคิด ความเห็นอยู่ในขณะนี้

ประการที่ ๒ ก็คือว่าถ้าเรามองผ่านแกนนำที่พูดจาอยู่ในขณะนี้ มองผ่าน วิธีการพูด มองผ่านวิธีการแสดงออก มองผ่านวิธีการแสดงอารมณ์แรง ๆ ของเขา หรือประเด็นที่สร้างความไม่พอใจ เราก็จะเห็นในความเป็นจริงว่าประเด็น ของการชุมนุมทั้งหลายนั้นมันอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งหรือเปล่า จริง ๆ แล้ว ในใต้ภูเขาน้ำแข็งยังมีอีกหลายเรื่องที่ซ้อนทับกันอยู่ในนั้นและเป็นปัจจัยผลักที่ทำให้ พวกเขาเหล่านั้นแสดงออกอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ในทุกการชุมนุมของคนหนุ่มสาวทั่วโลกในยุคอดีตที่ผ่านมานั้นจะเห็นได้ชัดว่ามันมีความโกรธ เกรี้ยว ไม่พอใจต่อสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคมที่เผชิญอยู่ ความสับสน ความไม่แน่ใจ ที่เกิดขึ้นกับอนาคตของเขา สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นตัวผลักที่ทำให้เขาไปยอมรับแนวคิด ที่ออกมาสู่การชุมนุมและมีการประท้วงต่อการดำเนินการของรัฐอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ บางเรื่องอาจจะเป็นการไม่ยอมรับต่อโครงสร้างทางสังคมบางอย่างที่เกิดขึ้น อย่างที่ หลายประเทศเกิดมาแล้ว แม้กระทั่งความรู้สึกความเป็นประเทศของตัวเอง เรื่องศาสนา เรื่องความเชื่อ หรือแม้แต่กระทั่งการไม่ยอมรับในเรื่องของสถาบันต่าง ๆ จริงอยู่ครับ ที่การปลุกปั่นด้วยแนวคิดทางการเมืองหรือชุดความคิดอาจจะมีผลจริง แต่สิ่งอื่นก็เป็น ส่วนหนึ่งที่เรามองข้ามไม่ได้เช่นเดียวกันว่าเป็นส่วนผลักดันให้ผู้ชุมนุมเหล่านั้นซึ่งเป็นคนหนุ่ม รุ่นใหม่ออกมาแสดงออกอยู่ในขณะนี้ การเสนอทางออกที่เกิดขึ้นในขณะนี้ในสภา ผมมองเห็นแล้วว่าอาจจะมีประเด็นทางออกที่เกิดขึ้นได้ เช่น ๑. การแก้รัฐธรรมนูญที่มี ไทม์ไลน์ (Timeline) ชัดเจน ๒. การเสนอตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์โดยท่านหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ ซึ่งดูเหมือนท่านประธานรัฐสภาและหลายฝ่ายก็ขานรับ เรื่องนี้เป็นเรื่องต้องทำ แต่กระผมมองว่าทั้ง ๒ ประเด็นนี้เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งอาจจะทำให้ สถานการณ์นั้นดีขึ้นเพียงชั่วขณะเท่านั้น แต่การบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น เป็นธรรม และเท่าเทียม อาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งรัฐบาลควรที่จะขบคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะถ้า ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว นั่นจะเป็นปัจจัยผลักที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ พวกเขามีพฤติกรรมการชุมนุมที่รุนแรงมากขึ้นด้วย ในสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนี้ การบังคับใช้กฎหมายอาจจะทำให้สถานการณ์สงบลงชั่วคราวเท่านั้น แต่ถ้ามีสิ่งซึ่งเป็นปัจจัย ผลักที่ผมพูดไปแล้วติดตัวอยู่กับเขา อยู่ที่รุ่นของเขา สถานการณ์นี้จะไม่สงบตลอดไป แต่จะ ปะทุขึ้นมาอีก ทางออกต่อสถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องการทำเพียงเฉพาะหน้าหรือระยะสั้น เท่านั้น แต่ในระยะยาวการครุ่นคิดถึงอนาคตของคนหนุ่มสาวและเยาวชนเหล่านี้ จะทำอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันขบคิดด้วย บางทีโครงสร้าง ทั้งหลายที่อยู่ในปัจจุบันอาจจะไม่ได้รองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือตามไม่ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลง สิ่งหนึ่งที่จะต้องเกิดขึ้นต่อทุกฝ่ายโดยเฉพาะรัฐคือการเปลี่ยนวิธีคิดครับ มันต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องระบบราชการไหม เรื่องการศึกษาไหม ตลอดถึงระบอบการเมือง หรือไม่ ปัญหาเรื่องโครงสร้างทางอำนาจที่มีการพูดกันอยู่ในปัจจุบันที่มีบางคนบอกว่า เป็นระบบราชการรวมศูนย์ ราชการเป็นใหญ่ ประชาชนตัวเล็ก แม้แต่กระทั่ง การวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของทหารในสังคมการเมืองไทยก็เช่นเดียวกัน วัฒนธรรม อำนาจนิยมเป็นประเด็นที่ควรหยิบยกขึ้นมาพูดหรือไม่จากนี้ต่อไปในระยะยาวที่จะเกิดขึ้น กับคนรุ่นใหม่ ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ผูกขาดโดยทุนขนาดใหญ่และนับวันจะขยายตัว มากขึ้น ทำให้คนตัวเล็กต้องถูกทุนขนาดใหญ่กลืนกิน หรือปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องที่ดินทำกิน หรือเรื่องโอกาสทางเศรษฐกิจ เหล่านี้เป็นต้น โจทย์เหล่านี้ใหญ่มาก และถ้าจะแก้ทางออกจากวิกฤติครั้งนี้ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่นั้นจำเป็นต้องคิด เรื่องเหล่านี้ ต้องแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ และต้องมีวิธีการ มีนโยบายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรองรับด้วย ผมคิดว่าโจทย์นี้ทำได้อย่างหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่จะมีการแก้ไข การปรับสมดุลในโครงสร้าง อำนาจจำเป็นครับ เรื่องของการลดการผูกขาดของทุนในเศรษฐกิจไทยโดยการบังคับใช้ กฎหมายอย่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าก็เป็นเรื่องจำเป็นเช่นเดียวกับเรื่อง ความยุติธรรม

เรื่องสุดท้าย ซึ่งผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องมีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึง อย่างจริงจังและเพื่อนสมาชิกบางคนก็พูดถึงแล้ว นั่นก็คือเรื่องข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูป สถาบันสูงสุดหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมคิดว่าเรื่องนี้เราต้องจริงจังในการคิดหาวิธีการ ให้มีการทำความเข้าใจ พูดคุยด้วยเหตุผล เพียงแต่ด้วยในบรรยากาศที่อาจจะสร้าง ความหวาดระแวง ความแตกแยกในขณะนี้อาจจะไม่ใช่เวลาที่พูดคุยเรื่องนี้ แต่โจทย์เรื่องนี้ มันจะยังคงอยู่ต่อไปครับ เราต้องคิดจริงจังเพราะเราต้องแข่งขันกับชุดความคิดที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อสถาบันกษัตริย์อย่างสิ้นเชิงด้วย ซึ่งมาจากทั้งในประเทศ ต่างประเทศ และนำทั้งข้อมูล ที่เป็นจริงและเป็นเท็จมาผสมกัน จนทำให้เกิดความเชื่อที่ยากที่จะไปเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งเหล่านี้ต่างหากครับที่ผมคิดว่า เราจะต้องคิด ผมมีความเชื่อเหมือนคนไทยทั่วประเทศว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งถูก ออกแบบขึ้นมาในสังคมไทยจนมีความผูกพันกับคนไทย เมืองไทยมานานนับเป็นหลายร้อยปี นั้นนี่จะต้องคงอยู่ต่อไป แต่จะต้องคงอยู่ด้วยความคิด ความเชื่อที่ตรงกันของคนทั้งประเทศด้วย ประเด็นนี้เราจึงต้องคิดจริงจังเพราะผู้ชุมนุมที่เป็นคนรุ่นใหม่นั้นอีกไม่เกิน ๑๐ ปีข้างหน้า เขาจะขึ้นมาเป็นกำลังแรงงานและมาเป็นคนซึ่งจะต้องสร้างสรรค์ชาติของเราต่อไปในอนาคต ครับท่านประธานครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณครับท่านสาทิตย์ ต่อไปเชิญท่านวันชัย สอนศิริ นะครับ แล้วตามด้วยท่านจิราพร สินธุไพร นะครับ พรรคเพื่อไทย ท่านวันชัยก่อนครับ เชิญครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานรัฐสภา พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่นำเรื่องที่เกิดขึ้นนอกสภา เข้ามาหารือกันเป็นการเปิดประชุมวิสามัญทั้งเมื่อวานและวันนี้ครับท่านประธานครับ มีสื่อมวลชนรวมทั้งคนทั่วไปพูดกันในทำนองว่าพูดกันแล้ว ๒ วันอาจจะยังไม่สามารถ แก้ปัญหาใด ๆ ได้ และบางครั้งก็วิพากษ์วิจารณ์ในทำนองว่าคงมาอภิปรายโจมตีกล่าวหากัน แล้วในที่สุดก็จบกันไป แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผิดคาดครับท่านประธาน เมื่อวานนี้ ตอนประมาณ ๑๕.๓๐ นาฬิกา ท่านประธานกำลังทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม แล้วท่านนายกรัฐมนตรีขึ้นมาแถลงยอมรับสนับสนุนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งท่านอาจารย์ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติมเสริมยืนยันว่ารัฐบาล สนับสนุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรีสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชัดเจนครับ ทั้งรัฐบาลพยายามจะรีบเสนอกฎหมายและดำเนินการส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังครับ ท่านประธานครับ ทำให้บรรยากาศของสภาที่อึมครึมต่อเรื่องนี้มาเป็นแรมเดือน เป็นความสับสนระหว่างสมาชิกฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ส.ว. พอท่านนายกรัฐมนตรีประกาศ เท่านั้นครับ โล่ง สว่าง ชัดเจน ทั้งในสภาและนอกสภาครับท่านประธาน คลายล็อกไปได้ทันที จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้อง ๑ ข้อนอกสภา แต่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศเมื่อวานนี้ เห็นได้ว่านายกรัฐมนตรีมีส่วนสำคัญต่อการนำในเรื่องนี้ แม้ท่านจะพูดมาโดยตลอดว่า เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่พอท่านประกาศชัดเจนต่อเรื่องนี้ทุกอย่างจบไปหนึ่งเปลาะ ผมดูบรรยากาศจากเมื่อวานนี้ในสภา สมาชิกทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แทบจะหยิบประเด็นนี้ มาพูดกันน้อยมากแล้วครับท่านประธาน เกือบไม่มีประเด็นใด ๆ ครับ – เห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำต่อการแก้ไขในปัญหาต่าง ๆ ได้จริง ท่านประธานครับ มีผู้รู้ ได้กล่าวกันไว้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นทางเข้าของปัญหา และรัฐธรรมนูญเป็นทางออกของปัญหา ครับท่านประธาน เพราะรัฐธรรมนูญนั้นเป็นโครงสร้างใหญ่ของประเทศ ถ้าโครงสร้าง ไม่มีความสมดุลก็เป็นปัญหา วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำปัญหาดังกล่าวออกไปแล้วครับ ทั้งหมดเกิดความชัดเจนในสภาที่เปิดวิสามัญในครั้งนี้ ขออนุญาตกราบเรียนว่าผมเป็น คนหนึ่งครับที่ลุกขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนแนวทางของการแก้รัฐธรรมนูญตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีเสนอเมื่อวานนี้ โดยผมได้สนับสนุนต่อการแก้ไขเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ที่ผ่านมา เพราะเชื่อว่าแนวทางนี้จะเป็นแนวทางที่ช่วยและสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรี ต่อการออกจากปัญหาที่เกิดขึ้น ประเด็นนี้ถือว่าจบไปได้ครับท่านประธาน เป็นประเด็นใหญ่ ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีและขอบคุณสภาที่ทำให้เรื่องนี้เกิดความชัดเจนขึ้นมา

อีกเรื่องหนึ่งครับที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธาน เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคมที่ผ่านมา ตอนเย็น ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความสงบร่มเย็นของประเทศชาติ วันนั้นท่านแต่งชุดขาวครับ ไปที่วัดโพธิ์ และท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์อยู่ตอนหนึ่งว่า ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องวิกฤติ ต่าง ๆ ทั้งหมดว่าจะทำอย่างไร แบบไหน ท่านพูดอยู่ตอนหนึ่งว่าเราควรหันหน้ากลับมา ปรองดองกัน ผมขออนุญาตขีดเส้นใต้ตรงนี้ครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า เราควรหันหน้ากลับมาปรองดองกันเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผมถือว่าสิ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดนั้นใช่เลยครับท่านประธาน ถูกต้องมากครับ ตรงจุดตรงประเด็นที่สุด ในสถานการณ์นี้ และในสถานการณ์ต่อ ๆ ไปครับ ถ้าทำเรื่องนี้ได้จริง เกิดได้จริงดังที่ท่านพูด เชื่อเหลือเกินว่าความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะเกิดขึ้นแน่นอนครับท่านประธาน แม้แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๗ ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ข้อแรกเลยครับท่านประธาน เขียนไว้ชัด ย้ำไว้ชัดเลยว่าประเทศชาติต้องมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง และเครดิตของท่านนายกรัฐมนตรีตลอดมานั้นคือความสงบจบที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสามัคคีปรองดองนั้นสำคัญที่สุด เราจะมีงบประมาณ มากมายขนาดไหน กองทัพจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรขนาดไหน กฎหมายจะเด็ดขาดขนาดไหน ถ้าคนในชาติแตกแยก แตกสามัคคี แบ่งสี แบ่งฝ่าย ประเทศหายนะแน่นอนครับ เหตุการณ์ที่ผ่านมา ๑๐ กว่าปีครับท่านประธาน เราแตกแยก แตกสามัคคี เห็นเป็นประจักษ์ครับ ประเทศเราไม่ได้ไปไหนเลยครับ เพราะฉะนั้นความขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งที่หายไป ๕ ปี หลังจากเกิดการรัฐประหารหายไป ๕ ปีครับท่านประธาน วันนี้กลับมาอีกแล้วครับ ท่านประธาน เป็นความขัดแย้ง แตกแยก แตกสามัคคีระหว่างรุ่นกับรุ่น ระหว่างใหม่กับเก่า ระหว่างคนชอบกับคนไม่ชอบครับ ผมว่าถ้าขืนปล่อยไปอย่างนี้เป็นเวลา ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี หรือ ๑๐ ปี เหมือนในอดีต ประเทศชาติเราคงย่อยยับไปเหมือนที่ผ่าน ๆ มาละครับ ดังนั้น ที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดว่าเราควรหันกลับมาปรองดองกัน จึงเป็นสิ่งที่ควรทำได้จริงโดยเร็ว ที่สุด และคนที่จะนำทำเรื่องนี้ได้ครับท่านประธาน คือท่านนายกรัฐมนตรี ผมจะไม่พูด ในรายละเอียดหรอกครับว่าต้องทำอย่างไร แบบไหน เพราะท่านนายกรัฐมนตรีมีข้อมูล มีแผน มีรายละเอียด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ที่จะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ เช่น ป.ย.ป. เป็นต้น มีอยู่แล้ว พร้อมที่จะทำอยู่แล้ว แต่แปลกมากครับท่านประธานว่าไปติดเรื่องอะไร และทำไมยังไม่ทำต่อเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีเองพูดว่าเราต้องกลับมา ปรองดองกัน ดังนั้นเรื่องนี้ผมถือว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีทำเรื่องนี้ได้ขึ้นในระยะนี้และเร็ว ที่สุด สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ

ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งซึ่งผมขอพูดเป็นเรื่องสุดท้าย เราขัดแย้ง แตกแยก ทะเลาะกันเมื่อปี ๒๕๐๘ จนกระทั่งปี ๒๕๒๓ เกี่ยวกับเรื่องคอมมิวนิสต์ รบกันมา เป็นเวลาเป็นสิบ ๆ ปี สิ้นงบประมาณ เกิดความแตกแยก ทะเลาะเบาะแว้ง เป็นปัญหา ของบ้านของเมืองครับท่านประธาน ในที่สุด พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่านได้ออกคำสั่ง ๖๖/๒๕๒๓ ให้คนเหล่านี้กลับมาพัฒนาชาติไทยครับ เห็นไหมครับท่านประธาน ความขัดแย้ง แตกแยกกัน ความคิดทางการเมือง สู้รบปรบมือกันมาเป็นเวลานาน ในที่สุดก็ยุติลงได้ครับ ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นทั้งนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นทั้ง นักการทหารครับท่านประธาน ได้โปรดพิจารณาในสถานการณ์ตอนนี้ เรื่องปรองดองแล้ว คดีอะไรก็ตามครับที่เกี่ยวกับการเมืองทั้งหมด เหมือนกับแนวความคิดที่เราสู้กันเรื่อง คอมมิวนิสต์ คดีอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการเมือง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้ ยกเลิกกันได้ไหม จบกันได้ไหม จะด้วยวิธีที่สามารถทำให้เกิดความลงตัวกันได้ไหม นี่ก็เป็นจุดหนึ่งที่เป็น รูปธรรมสร้างความปรองดองได้ครับท่านประธาน ความคิดทางการเมืองนั้นใช้กฎหมาย ใช้อำนาจ ยากที่จะจบได้ครับ แต่เมตตาธรรมนั้นสามารถทำได้ และสร้างความสงบร่มเย็น ให้กับประเทศชาติได้เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผมเป็นข้อสรุปชัด ๆ ที่พูดมาแล้วก็คือ

๑. เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญท่านนายกรัฐมนตรีรับแล้ว และรัฐธรรมนูญ ในส่วนใดที่เห็นว่าสามารถผลักดันให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลได้เร็ว และเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย ทำได้เลย

๒. การปรองดองสมานฉันท์เริ่มโดยท่านนายกรัฐมนตรี

และสุดท้ายคดีความทางการเมืองทั้งหมดทั้งอดีตและปัจจุบันที่ขัดแย้งกัน ทางการเมือง ถ้าสามารถให้ยุติกันได้ด้วยความปรองดอง ด้วยความพอใจร่วมกันบ้านเมือง ก็จะเริ่มต้นได้ด้วยนายกรัฐมนตรีท่านนี้แหละครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านวันชัยครับ ต่อไปเชิญท่านจิราพร สินธุไพร นะครับ

นางสาวจิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้เคยอภิปรายในสภาแห่งนี้หลายครั้งแล้วว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คือคู่กรณีของผู้ชุมนุมโดยตรง และ พลเอก ประยุทธ์ควรจะไป รับฟังปัญหาจากผู้ชุมนุมด้วยตัวเอง แต่ที่ผ่านมาปรากฏว่ามีเพียงการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมา และมีการมอบหมายให้หน่วยงานราชการไปรับฟังปัญหาจากผู้ชุมนุมแทน และหลังจากนั้น พลเอก ประยุทธ์ก็ไม่เคยแสดงท่าทีใด ๆ ว่าจะรับฟังปัญหาข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา จนกระทั่งสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะตึงเครียด จึงได้มีการเสนอให้เปิด การประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้ โดยอ้างว่าเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ปรากฏว่าญัตติที่ พลเอก ประยุทธ์เสนอต่อรัฐสภากลับเต็มไปด้วยถ้อยคำที่กล่าวหา ผู้ชุมนุมไม่ได้พูดถึงสาเหตุที่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ออกมาชุมนุมเรียกร้องเลยแม้แต่น้อย และไม่ได้มีแม้แต่คำเดียวที่นำเอาข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมมาพิจารณา ดังนั้นญัตติของรัฐบาล จึงไม่ได้แสดงถึงความจริงใจในการที่จะหาทางออกของประเทศร่วมกัน และในสถานการณ์ ภาวะคับขันเช่นนี้ก็ยังมีความพยายามที่จะยื้อเวลาในการแก้ปัญหาโดยมีการเสนอให้ตั้ง กรรมการเพื่อแสวงหาทางออกของประเทศอีกแล้วค่ะ ซึ่งดิฉันขอเรียนยืนยันอีกครั้งว่าการตั้ง กรรมการในลักษณะนี้ไม่ใช่ทางออกของประเทศค่ะ เพราะคู่กรณีโดยตรงกับผู้ชุมนุมคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงเวลาแล้วค่ะที่ พลเอก ประยุทธ์ต้องเลิกหลบอยู่หลังคนอื่น ท่านต้องออกมายืดอกรับผิดชอบด้วยตัวเอง วันนี้ที่ผู้ชุมนุมออกมาเรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์ลาออกเพราะเขาเห็นแล้วว่า พลเอก ประยุทธ์คือศูนย์รวมของปัญหา ในขณะนี้ แต่ถ้าท่านยังสงสัยว่าท่านผิดอะไร ทำไมต้องลาออก ดิฉันกราบเรียนว่าท่านผิด ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองผิดค่ะ และถ้าท่านฟังอภิปรายมา ๒ วันนี้แล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร ดิฉันจะขอย้ำให้ท่านฟังอีกครั้ง

ความผิดประการแรกคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่นักบริหาร แต่ท่านคือนักรัฐประหาร การรัฐประหารที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ในปี ๒๕๕๗ ถือเป็นสารตั้งต้น ของวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นำความหายนะมากมายมาสู่ประเทศ และสร้าง รอยแตกร้าวขนาดใหญ่ให้กับสังคมไทย และรอยร้าวนั้นก็ได้ขยายความรุนแรงขึ้นจากการร่าง รัฐธรรมนูญที่ถูกครหาว่าวางกลไกให้ พลเอก ประยุทธ์และเครือข่ายสืบทอดอำนาจ พลเอก ประยุทธ์เคยบอกว่าจะเข้ามาเพื่อคืนความสุขแต่กลับสร้างแต่ความทุกข์ให้กับคนไทย ในญัตติข้อ ๓ ยังมีการกล่าวหาว่าการชุมนุมสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจประเทศ ทั้ง ๆ ที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือตัวการสำคัญที่ทำให้เศษฐกิจไทยพังพินาศ หลังการรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ เศรษฐกิจไทยโตต่ำมาโดยตลอดค่ะเคยโตได้อย่างมากที่สุดแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งล่าสุดก็มีการอ้างว่าที่เศรษฐกิจตกต่ำเป็นเพราะวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่ใน ความเป็นจริงก็คือในปี ๒๕๖๒ เศรษฐกิจไทยโตต่ำที่สุดในอาเซียน (ASEAN) ซึ่งเป็นช่วงเวลา ที่ก่อนเกิดวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจรากของประเทศไทยอ่อนแอ พอเจอวิกฤติอย่างโควิด-๑๙ (COVID-19) เข้าไปก็เลยประสบปัญหาหนักกว่าประเทศอื่น ๆ และยิ่งในปีนี้มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะติดลบถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นก็หมายความว่าการจ้างงาน แทบจะไม่มีเลย นอกจากนี้ก็ยังมีการคาดการณ์ว่าในสิ้นปีนี้หนี้ครัวเรือนของไทยอาจจะสูงถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ และนั่นก็หมายความอีกค่ะว่าเมื่อแต่ละครอบครัวหารายได้เข้ามาแล้วจะถูกนำไปจ่ายหนี้ แทบจะไม่เหลือไว้สำหรับใช้จ่ายอย่างอื่น นอกจากนี้หนี้ภาคธุรกิจก็กำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผล ให้หนี้เสียในระบบธนาคารเพิ่มขึ้นด้วย จึงเท่ากับว่าน้อง ๆ นักศึกษาที่กำลังจะจบมา นอกจากจะต้องเผชิญกับภาวะว่างงานแล้ว ความหวังที่อยากจะมีธุรกิจของตัวเองก็ริบหรี่ เพราะในสถานการณ์แบบนี้ธนาคารจะปล่อยกู้ยากขึ้น และในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ หลายครอบครัวต้องเผชิญกับภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง คนอาจจะต้องไปพึ่งหนี้นอกระบบ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมากมาย ดังนั้นวันนี้ที่นักเรียน นิสิต นักศึกษาออกมาชุมนุมเรียกร้อง เพราะเขาไม่เห็นอนาคตของตัวเอง และเขาก็ไม่เชื่อว่า พลเอก ประยุทธ์ที่เป็นอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนนี้ จะสามารถสร้างอนาคตให้กับพวกเขาได้

ความผิดประการต่อมา พลเอก ประยุทธ์ไม่ใช่นักปรองดอง แต่คือนักไล่ล่า บอกว่าจะเข้ามาเพื่อสร้างความปรองดองให้กับประเทศ แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ ๗ ปี ที่ผ่านมา มีแต่การไล่ล่า จับกุม คุมขังผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง แม้กระทั่งในการชุมนุม เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยของนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่เป็นไปโดยสงบ สันติ ปราศจาก อาวุธ ก็ยังมีการไล่ล่า จับกุม คุมขังนักเรียน นิสิต นักศึกษา แกนนำ นักเคลื่อนไหว ทางการเมืองไม่หยุดหย่อน หลายคนยังถูกจับกุม คุมขัง ไร้ซึ่งอิสรภาพ ท่านปากว่าตาขยิบ แบบนี้ ยังกล้ามาบอกประชาชนว่าให้ถอยคนละก้าวหรือคะ

ความผิดประการที่ ๓ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่นักปฏิรูป แต่คือ นักปฏิเสธการปฏิรูป ตั้งแต่ พลเอก ประยุทธ์เข้าสู่อำนาจ ผ่านการทำรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ ประกาศว่าจะเข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศ จนถึงกับมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในหมวด ๑๖ ว่าให้มีการปฏิรูปประเทศ มีการตั้งกรรมการมาแล้ว ๔-๕ คณะ ใช้เงินภาษี ของประชาชนไปจำนวนมาก แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีการปฏิรูปประเทศใด ๆ เกิดขึ้น เพราะอะไรทราบไหมคะ เพราะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คืออดีตหัวหน้า คณะรัฐประหาร เมื่อเช้านี้ท่านก็ยังยืนยันกับสภาว่าการทำรัฐประหารคือสิ่งที่ถูกต้อง นี่อย่างไรคะ แนวคิดแบบนี้ค่ะ ความคิดแบบนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตน สะท้อนหลักคิด สะท้อนอุดมการณ์ของท่านว่าท่านต่อต้านระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด วันนี้เขาถึง ออกมาไล่ท่านค่ะ เมื่อวานนี้ พลเอก ประยุทธ์บอกว่าได้ประกาศต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาว่า จะแก้รัฐธรรมนูญ ๓ วาระรวด ให้เสร็จภายในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่ดิฉัน ไม่เชื่อ เพราะในอดีตที่ผ่านมาท่านรับปากอะไรไว้ไม่เคยทำจริงสักอย่าง สิ่งที่ท่านพูด พรรคพวก เครือข่ายของท่านอาจจะเชื่อ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อค่ะ เพราะคำพูด กับการกระทำของท่านสวนทางกันมาโดยตลอด ดิฉันฟังมาตลอด ๒ วัน ยังไม่เห็น พลเอก ประยุทธ์กล้าพูดแบบเต็มปากเต็มคำว่าจะแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย อย่างแท้จริง และพฤติกรรมของท่านก็ทำให้ประชาชนเขาไม่ไว้วางใจแล้วว่าท่านจะทำจริง เขาถึงออกมาขับไล่ให้ท่านลาออกอย่างไรคะ

ท่านประธานที่เคารพคะ พลังของคนหนุ่มสาวในประวัติศาสตร์การเมือง ที่ผ่านมา เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วพวกเขาจะต่อสู้อย่างถึงที่สุดจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ไม่ต้องพยายามกล่าวหาว่าใครเป็นคนปลุกพลังนี้ขึ้นมา แต่ข้อเท็จจริงทั้งหมดได้แสดง ให้เห็นแล้วว่าด้วยสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ได้ทำให้พวกเขาต้องลุกขึ้นมาเพื่อทวงสิทธิ เพื่อสร้างอนาคตของตัวเอง ถ้าหลังจากนี้จะเกิดความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทางการเมือง ของประเทศไทยก็ควรจะเกิดขึ้นโดยสันติวิธี ถ้าท่านคิดว่าจะใช้อาวุธและกฎหมาย ในการกวาดล้างผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองแบบที่ผ่านมา ดิฉันเรียนว่าโลกเปลี่ยนไปแล้วค่ะ ประชาคมโลกจับตามองพวกเราอยู่ และเขาก็พร้อมจะเดินเคียงข้างกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา

ท่านประธานที่เคารพคะ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ การเข่นฆ่าพี่น้อง เสื้อแดงในปี ๒๕๕๓ มีการใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แล้วยังหาตัวผู้กระทำความผิดมารับผิดชอบต่อความตายของประชาชนไม่ได้ มาถึงวันนี้ มีการออกมาชุมนุมเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา แล้วดิฉันก็เห็นท่าทีของ พลเอก ประยุทธ์ ที่ไม่เคยรับฟังเสียงของประชาชนเลย แม้กระทั่งการเสนอญัตติต่อรัฐสภาในครั้งนี้ ฝ่ายรัฐบาลก็เหมือนเป็นการจงใจที่จะเติมเชื้อไฟให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น ดิฉันจึงมี ความวิตกกังวลว่าสถานการณ์จะสุ่มเสี่ยงนำไปสู่การสลายการชุมนุมอีกครั้ง ดังนั้นดิฉัน ขอถามผ่านท่านประธานไปยัง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าท่านจะมีนโยบายใช้อาวุธปราบปรามนักเรียน นิสิต นักศึกษาหรือไม่ ขอให้ท่านยืนยันต่อสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้เพื่อเป็นสัญญาประชาคมต่อ ประชาชนทั้งประเทศว่าท่านจะไม่ใช้อาวุธที่มาจากเงินภาษีของประชาชนเข่นฆ่าพวกเขาอีก ท่านประธานที่เคารพคะ การบริหารประเทศตลอดเกือบ ๗ ปีที่ผ่านมาของ พลเอก ประยุทธ์ ไม่สามารถสร้างประเทศและอนาคตที่ดีให้ลูกหลานเราได้ แล้วเขาก็แน่แก่ใจแล้วค่ะว่า ท่านไม่ใช่ผู้นำที่พร้อมจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ แล้วเขาก็ไม่เชื่อว่าท่านจะนำ ประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เขาจึงออกมาขับไล่ท่าน วันนี้ท่านจะมาเรียกร้อง ให้คนทั้งประเทศเสียสละเพื่อท่านคนเดียวไม่ได้ค่ะ แต่ในขณะเดียวกันถ้าท่านเพียงแค่คนเดียว เสียสละลาออก กระบวนการแก้ปัญหาของประเทศก็จะสามารถเดินหน้าต่อได้ทันที อย่ามา อ้างว่าถ้าไม่มี พลเอก ประยุทธ์แล้วประเทศจะไม่มั่นคง เพราะความมั่นคงของ พลเอก ประยุทธ์ ไม่ใช่ความมั่นคงของคนทั้งประเทศค่ะ ขอบคุณค่ะ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน

ท่านประธานครับ กระผมอยู่ด้านนี้ครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านเอ่ยชื่อ ท่านเลยครับ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน

ท่านประธานครับ ผม สุพัฒนพงษ์นะครับ เรียนท่านประธานรัฐสภา

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านจะชี้แจงใช่ไหมครับ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผ่านไปยังสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ผม สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แล้วก็ ดูแลกระทรวงการคลัง แล้วก็สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย เมื่อสักครู่นี้ ท่านสมาชิกก็ได้กล่าวถึงการบริหารงานของรัฐบาลโดยรวม ก็ยังมีความกังวลในเรื่องของ ทั้งเศรษฐกิจแล้วก็การบริหารกิจการบ้านเมือง คืออยากจะเรียนว่าอยากจะให้พวกเรานึกถึง เดือนเมษายน ความรู้สึกของพวกเราที่วันนี้ต่างกับเดือนเมษายนเยอะมาก เดือนเมษายน หน้ากากอนามัยยังเป็นสิ่งที่หายาก เดือนเมษายนระยะห่างคือการแสดงความรักของ ครอบครัว แต่วันนี้เราเปลี่ยนไปนะครับ เราลืมสิ่งเหล่านั้นแล้ว สิ่งที่พวกเราทั้งรัฐบาลร่วมมือกัน ได้ทำสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้น แล้วเราก็สามารถใช้ชีวิตได้เกือบจะปกติ ปกติเหมือนกับที่เราเคยมีชีวิต ปกติอยู่ เราสามารถโอบกอดคนที่เรารักได้ ผมคิดว่าการที่กล่าวหารัฐบาลว่าทำงานไม่ได้ ไม่สำเร็จ อันนี้ผมคิดว่าอยากจะให้เรียนผ่านท่านประธานสภาไปถึงสมาชิกผู้อภิปรายด้วยนะครับ ขอให้นึกถึง ในประเด็นนี้ด้วย ในส่วนของปัญหาเศรษฐกิจเองนี่ก็ต้องเรียนว่าท่านต้องจำแล้วก็เข้าใจว่า ตัวเลขของผู้ที่ติดเชื้อสะสมยังมีเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาเลย ผู้เสียชีวิตก็ยังมีอยู่มาก ปัญหาของ การควบคุมการระบาดก็ยังมีอยู่ แล้วประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในส่วนนี้ แล้วเราก็ต้องพึงที่จะรักษาไว้ ในส่วนของการฟื้นฟู การแก้ไขเยียวยาต่าง ๆ กระผมอยากจะ เรียนว่าที่ผ่านมาก็เคยได้อภิปรายแล้วก็ชี้แจงในที่ประชุมในการอภิปรายทั่วไปคราวที่แล้ว แต่ก็อยากจะสรุปสั้น ๆ ว่าตลอดระยะเวลาที่เราค่อย ๆ ผ่อนคลายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เป็นต้นมา ผ่านมา ๖ ระยะ ถึง ๗ ระยะ จนกระทั่งพวกเราทุกคนในประเทศไทยมีชีวิตที่เกือบจะปกติหรือปกติ ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ หรือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจด้านค่าใช้จ่ายการผลิตปรับตัวขึ้นมาโดยตลอด ความห่วงใย ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ห่วงนั้นน่าจะคลายกังวลไปได้ ดัชนีชี้วัดดีทุกตัวนะครับ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน แต่เริ่มมีบางตัว เริ่มมีบางตัวปรากฏอยู่ในดัชนีของความมั่นใจของผู้บริโภค ตรงนี้ได้เกิดขึ้นสันนิษฐานว่าเมื่อประมาณเดือนกันยายนและเดือนตุลาคมจะเกิดขึ้น ก็ทันทีที่มี ความเห็นต่างที่เกิดขึ้น เดือนเมษายนเรายังไม่เห็นต่างเลยนะครับ พอลำบากเมื่อไร มีเหตุการณ์คับขันเราไม่เห็นต่างกัน แต่วันนี้พอเราสบายตัว ภารกิจยังไม่จบเราเห็นต่างกัน เสียแล้ว แต่ไม่เป็นไรนะครับ ทางรัฐบาลก็ยังจะต้องทำงาน ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดที่จะฟื้นฟู เศรษฐกิจต่อไปให้ได้ ดัชนีชี้วัดทุกตัวยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การส่งออกก็ตามนะครับ

อีกสิ่งหนึ่งก็คือเสถียรภาพทางการเงินของเรา ผมเรียนคราวที่แล้วไปแล้ว ในการอภิปรายทั่วไปวันนี้มีความคืบหน้า มีความคืบหน้าอีกเช่นเดียวกัน ท่านบอกว่า มีบุคคลภายนอกหรือประเทศภายนอกจับตามองเราตลอด จริงครับเขาจับตามองเรานะครับ เขาจับตามองเราด้วยความชื่นชม อย่างน้อยก็มีสถาบันชั้นนำอย่างไอเอ็มเอฟ (IMF) ซึ่งประกาศผลการประเมินล่าสุดถึงภาวการณ์เศรษฐกิจของกลุ่มภูมิภาค ประเทศในภูมิภาค อาเซียน ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวนะครับ ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ได้รับ การปรับอัตราการฟื้นฟูได้ดีกว่าประเทศอื่น ๆ ประเทศอื่นนี่ปรับอัตราการฟื้นฟูลดลง ลดถอยลง มีประเทศไทยเพียงประเทศเดียว นี่ก็คือตัวอย่างที่อยากจะให้พวกเราได้เห็น และให้ได้ ภาคภูมิใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความร่วมมือร่วมใจของ ทุกภาคส่วน เพราะมาตรการในการฟื้นฟูที่กำหนดขึ้นมาของรัฐบาลที่เสนอขึ้นมา ไม่ว่า จะเป็นเที่ยวด้วยกัน ไทยมีงานทำ คนละครึ่ง หรือแม้กระทั่งช้อปดีมีคืน หรือแม้กระทั่ง มาตรการอื่น ๆ ล้วนแต่เป็นมาตรการที่จะต้องร่วมกันหรือที่เรียกว่า โคเพย์ (Co-pay) นี่คือสิ่งที่เราทำงานร่วมกันมาของคนไทยทั้งประเทศแล้วปรากฏและเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ประจักษ์โดยการประเมินของไอเอ็มเอฟ (IMF) ซึ่งเป็นสถาบันที่ถือว่าน่าเชื่อถือ มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้มองว่าประเทศไทยได้มีการบริหารจัดการในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้ดีกว่าคนอื่น ถึงแม้ในตัวเลขเรายังติดลบอยู่ระดับ ๗ ก็ตาม แต่ไม่ใช่ ๑๐ อย่างที่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าว แล้วก็ไม่ใช่ประเทศที่แย่ที่สุดในอาเซียนด้วย วันนี้ยังมี ประเทศอื่นที่แย่กว่าเรานะครับ

ข่าวดีอีกเรื่องหนึ่งและเป็นข่าวที่ผมได้เคยอภิปรายพูดไว้ในอภิปรายทั่วไป ของการอภิปรายคราวที่ผ่านมาด้วยความเป็นห่วงว่าในช่วงเยียวยามีการพักชำระหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้รายย่อยหรือลูกหนี้ของธุรกิจขนาดเล็ก ถ้าจำกันได้นะครับ ๑๒.๕ ล้านราย เป็นจำนวนเงิน ๖.๘ ล้านล้านบาท สิ่งที่เราเป็นห่วงรัฐบาลจับตามอง และพยายามที่จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะกลัวว่าการปรับหรือพักหนี้จะครบกำหนด เดือนตุลาคม ก็ได้ใช้ความพยายามร่วมมือกันทุกฝ่าย ก็เป็นห่วงว่าภาระหนี้นี้จะเป็นภาระหนี้ ที่มีปัญหาอย่างที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงกัน ซึ่งข้อมูลล่าสุดก็ปรากฏชัดเจนด้วยความร่วมไม้ ร่วมมือกันของรัฐบาลกับผู้ใหญ่ทุก ๆ คน ทุกสถาบัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย สภาธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องพยายามประคับประคองส่วนนี้และช่วยเหลือ ข้อมูลล่าสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดเผยมาพบว่า กลุ่มลูกค้าที่เป็นขนาดเล็กที่เราห่วงกันนักว่าจะประสบปัญหาเรื่องล้มละลายอยู่รอดไม่ได้ ๙๔ เปอร์เซ็นต์ มีการใช้ชีวิตหรือกลับมาดำเนินธุรกิจแบบปกติ รวมทั้งมีการแก้ไขปัญหาให้ ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ มีเพียง ๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยังหาตัวไม่เจอ หรือรอการที่จะมาแก้ไข ปัญหา ซึ่งวันนี้ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินต่าง ๆ ได้พยายามที่จะติดต่อแล้วก็ให้มาเข้าสู่ ระบบของการแก้ไขหรือปรับปรุงโดยไม่ทอดทิ้ง พยายามอย่างเต็มที่กับทุกฝ่าย เรามาถึง ตรงนี้กันแล้วนะครับ เราเป็นประเทศที่มีความคืบหน้าในการฟื้นฟู ในการพัฒนา รวมทั้ง การแก้ไข ป้องกันการระบาดของโควิด (COVID) ได้เป็นอย่างดี เราจะค่อย ๆ ทยอย เปิดประเทศ สร้าง ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย แต่ก็น่าเสียดายนะครับ น่าเสียดาย เรามีความเห็นต่าง กับน้อง ๆ เยาวชนต่าง ๆ ผู้ชุมนุมที่เกิดขึ้น ดัชนีบางตัวเริ่มส่งสัญญาณที่อ่อนตัวลงอย่างที่ ผมได้เรียนไปแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร ภารกิจเราเข้าใจว่ายังไม่จบสิ้นในการแก้ปัญหา จำเป็น จะต้องเดินหน้าต่อ รัฐบาลก็พยายามเต็มที่พร้อมจะอดทนร่วมกับผู้ใหญ่ในทุก ๆ ภาคส่วน สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ผู้ใหญ่ทุก ๆ คนพร้อมที่จะร่วมไม้ร่วมมือกันที่จะแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจหรือวิกฤตินี้ให้มันจบแล้วผ่านพ้นไปให้ได้ ผู้ที่อ่อนแอกว่าก็ต้องผ่านพ้นไปได้ด้วย นั่นคือสิ่งที่พวกเราจะทำกันอย่างเต็มที่ด้วยความอดทนเพื่อรอให้เยาวชนหรือน้อง ๆ เหล่านี้ เข้าใจ และหันมาเป็นผู้ที่จะร่วมในการพัฒนาประเทศร่วมกันต่อไปนะครับ ก็เพื่อใครครับ ก็เพื่อประชาชนทุกคน แล้วก็น้อง ๆ ทุก ๆ คนที่เป็นคนในอนาคตของคนไทยทุกคนนะครับ ซึ่งรายละเอียดในมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ทำในเชิงเศรษฐกิจ เดี๋ยวก็จะมีรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องได้มาเสริมข้อมูลในส่วนที่ผมพูดไปบ้างนะครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้กลับมา ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังครับ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมจากท่านรองนายกรัฐมนตรี ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจนะครับ ซึ่งก็ได้มีการอภิปรายมาตั้งแต่เมื่อวาน มีหลาย ประเด็นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเศรษฐกิจของเรานั้นอาจจะอยู่ในช่วงตกต่ำ เรื่องของ หนี้ครัวเรือน เรื่องของหนี้สาธารณะ เรื่องของการย้ายฐานการลงทุน เรื่องของบัณฑิตตกงาน บัณฑิตใหม่ตกงาน หรือแม้กระทั่งในเรื่องของเอสเอ็มอี (SME) นั้นเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน หลาย ๆ ประเด็นนั้นก็มีความเกี่ยวโยงกันนะครับ เมื่อสักครู่นั้นในเรื่องของท่านสมาชิก รัฐสภาก็ได้พูดถึงในเรื่องของปี ๒๕๖๒ ว่าเศรษฐกิจของเรานั้นขยายตัวต่ำสุด ๒ เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) จริง ๆ แล้วในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) นั้นก็เจอปัญหา คล้าย ๆ กันทั้งหมด ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจในปี ๒๕๖๒ นั้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ในเรื่องของปัจจัยภายนอกหรือเศรษฐกิจโลก อย่างที่เราเห็นกันก็คือเรื่องของ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนนั้นก็เริ่มคุกรุ่นมาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๒ ซึ่งก็มีส่วน ทำให้กระทบในเรื่องของซัพพลายเชน (Supply Chain) มาถึงประเทศที่กำลังพัฒนาเกือบทุกประเทศ เพราะแหล่งผลิตวัตถุดิบให้กับสินค้าสำเร็จรูป โดยเฉพาะในกลุ่มของอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) นั้น มีแหล่งผลิตอยู่ที่จีน แต่ว่าตัวซัพพลาย (Supply) ตัววัตถุดิบนั้นก็มาจากประเทศต่าง ๆ นะครับ นอกจากนั้นในเรื่องของเบรกซิต (Brexit) นั้นก็มีผลเช่นเดียวกันนะครับ มีผลในเรื่องของ ไดเวิร์ต (Divert) ในการเปลี่ยนทิศทางของการค้าในโลกของเรา

ส่วนประเด็นที่ ๒ นั้นก็ทำให้ในส่วนของการส่งออกของเรานั้นชัดเจนว่า ติดลบไป ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นที่ ๒ นั้นก็คงจะมีในเรื่องของค่าเงินบาทที่มีการแข่งเป็น ช่วงระยะสั้น ๆ ในหลาย ๆ ช่วงด้วยกัน

ส่วนประเด็นที่ ๓ นั้น อันนี้ต้องขออนุญาตว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ เช่นเดียวกัน ซึ่งงบประมาณปี ๒๕๖๓ นั้นก็ออกมาล่าช้าไปประมาณเกือบ ๖ เดือน อย่างไรก็ตามแม้ว่างบประมาณที่จะออกช้าไปนั้นก็มีส่วนทำให้โครงการหรือแผนการลงทุน ของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการใหม่ ๆ นั้นก็มีความช้าออกไปประมาณ ๕ เดือน อย่างไรก็ตาม ในส่วนรายจ่ายของภาครัฐนั้นก็ยังเป็นตัวเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องของการที่ให้ส่วนราชการต่าง ๆ นั้นได้สามารถที่จะใช้จ่ายในส่วนหนึ่ง ครึ่งหนึ่งของงบประมาณประจำ ก็ทำให้มีเม็ดเงินออกไปสู่ในระบบเศรษฐกิจ ต่อมาในช่วงปี ๒๕๖๓ จริง ๆ แล้วในช่วงต้นปีนั้นเราก็เริ่มเห็นแววในเรื่องของการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) มาบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เรียกว่าทุกประเทศทั่วโลกนั้นประสบเหมือนกันหมดก็คือการแพร่ระบาด ค่อนข้างที่จะรุนแรง ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไหนจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดนั้น ได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตามในไตรมาส ๒ นั้นทุกประเทศผมคิดว่าจากตัวเลขเราติดลบ กันทั้งหมด ในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) นั้นอาจจะเว้นของประเทศอินโดนีเซีย แต่อินโดนีเซียนั้น ในเรื่องของการควบคุมการแพร่ระบาดนั้นไม่เข้มข้นเหมือนของเรา ซึ่งเราก็ได้รับคำชมนะครับ อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ ๒ นั้นก็เป็นที่ชัดเจนว่าเราติดลบประมาณ ๑๒.๒ เปอร์เซ็นต์ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ออกมาชี้ว่าดัชนีเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจนั้นก็มีการค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น ผมขออนุญาตเรียนว่าดัชนีชี้วัดตัวหนึ่งที่สำคัญก็คือเรื่องของโรงงานต่าง ๆ การใช้ไฟฟ้า ณ เดือนกันยายนนั้นก็มีการปรับตัวดีขึ้น หมายความว่ามีการใช้พลังงานไฟฟ้า ในกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมพลาสติกก็ปรับขึ้นมาสู่ในระดับปี ๒๕๖๒ แล้วก็มีแนวโน้มในการที่จะปรับตัว ดีขึ้นต่อไปนะครับ ส่วนที่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นนั้นเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน เป็นต้นมาก็จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ก็จะมีการปรับตัว มีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น อันนั้นก็เป็นดัชนีชี้วัดตัวหนึ่งนะครับ อย่างไรก็ตามนั้นในไตรมาส ๓ เราก็คาดการณ์ว่าด้วยมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐเอง ของรัฐบาล ก็จะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจนั้นปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ ๓ ไตรมาสที่ ๔ ซึ่งในมาตรการนั้นผมก็ขออนุญาตเรียนว่าตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมานั้นรัฐบาลก็ได้ ดำเนินการในเรื่องของการควบคุมการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส (Coronavirus) นั้น อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งถ้าหากเราจะแบ่งในเรื่องของการวางแผน แล้วก็การแก้ปัญหาตรงนี้ ก็อาจจะเป็น ๓ ระยะด้วยกัน ระยะที่ ๑ นั้นก็เป็นช่วงที่เราดูแลแล้วก็รับมือกับ การแพร่ระบาดของไวรัส (Virus) ตรงนี้ ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าผลกระทบของไวรัส (Virus) นั้น ก็กระทบไปอย่างกว้างขวาง สิ่งที่เราต้องดูแลก็คือในเรื่องของประชาชนก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนกับในเรื่องของผู้ประกอบการ ซึ่งรัฐบาลเองก็ได้มีมาตรการทางด้านการเงิน ด้านภาษี เรื่องการเสริมสภาพคล่อง เพื่อแบ่งเบาภาระต้นทุนของธุรกิจ สิ่งที่เราได้ดำเนินการก็คือว่า ในช่วงเริ่มต้นนั้นการผลิตในเรื่องของหน้ากากอนามัยหรือแมสก์ (Mask) ของเรานั้นมีวัตถุดิบ แล้วก็มีภาษีที่ซ่อนอยู่ในนั้น เราก็ได้ยกเลิกให้เพื่อให้สามารถที่จะผลิตในเรื่องของแมสก์ (Mask) ได้ในราคาที่ถูก ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีการจำหน่ายกันอย่างทั่วถึงนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องของในระยะที่ ๑ นั้นก็คือมาตรการในเรื่องของ การให้สินเชื่อเพื่อรักษาระดับการจ้างงานในตลาดแรงงาน ซึ่งในภาคธุรกิจเองนั้นเมื่อเจอ มาตรการในเรื่องของล็อกดาวน์ (Lockdown) ซึ่งทุกประเทศก็ทำกันนะครับ เพียงแต่ว่า เราคุมกันอย่างใกล้ชิดหรือไม่ ก็ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจตรงนั้นหยุดชะงักไปชั่วขณะ ซึ่งก็จะไปกระทบในเรื่องของ สภาพคล่องของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตามนั้นสิ่งที่เราจะเข้าไปช่วยก็คือในเรื่องของการให้ ผู้ประกอบการนั้นยังคงรักษาการจ้างงานไว้ จากประสบการณ์ที่ได้ลงไปในพื้นที่นะครับ ในหลายกิจการผู้ประกอบการขนาดเอสเอ็มอี (SMEs) นั้นก็ได้บอกผมว่าจริง ๆ แล้วเขา ไม่อยากโละคนงานเลย เขาก็พยายามที่จะใช้แคชโฟล์ (Cash Flow) ที่เขามีอยู่ในขณะนั้น เพื่อพยุงการจ้างงานในอัตราเงินเดือนเท่าเดิม แต่เมื่อเหตุการณ์ในเรื่องของมาตรการ ล็อกดาวน์ (Lockdown) นั้นยังไม่ได้คลี่คลาย เขาก็อาจจะมีการลดอัตราเงินเดือนลงไปบ้าง ส่วนที่เขาทำเพิ่มเติมนั้นก็มีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจ้างนักศึกษาเข้ามาทำงานในพาร์ตไทม์ (Part Time) ก็มีการจ่ายค่าแรงเป็นรายชั่วโมง ก็ช่วยบรรเทาในเรื่องของการรักษาระดับ การจ้างงานในภาคธุรกิจนะครับ สำหรับในภาคประชาชนนั้นก็ได้ให้ความสำคัญต่อวิถีชีวิต ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งมาตรการในเรื่องของลดค่าน้ำ ค่าไฟ มาตรการการลดเลื่อนค่าธรรมเนียมการให้บริการของส่วนราชการ แม้กระทั่งในเรื่อง ของการยืดเวลาชำระภาษีรายได้ส่วนบุคคลก็ยืดออกไปจนถึงเดือนสิงหาคมสำหรับปีภาษี ๒๕๖๒ เพื่อที่จะให้ประชาชนนั้นมีเงินสดอยู่ในมือสามารถที่จะใช้จ่ายได้ ส่วนในระยะที่ ๒ นั้นก็เป็นมาตรการเยียวยา ซึ่งผลจากการแพร่ระบาดนั้นก็ได้มีการปิดกิจกรรมการเดินทาง เพราะว่าในเรื่องของไวรัส (Virus) ตรงนี้เป็นการแพร่ระบาดจากคนสู่คน เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องการที่จะให้ประชาชนนั้นไปอยู่ด้วยกันในระยะใกล้ชิด มีมาตรการในเรื่องโซเซียล ดิสแทนซิง (Social Distancing) อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งนะครับ ซึ่งก็ทำให้กิจกรรมประจำวันนั้น ก็มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในมาตรการตรงนี้นั้นก็ได้มีการเสริมเข้าไปให้สำหรับกิจกรรม ที่หยุดชะงักไปชั่วขณะนั้นก็โดยการเติมเงินให้กับประชาชน มีทั้งประชาชนทั่วไป แล้วก็ ในภาคเกษตร แล้วก็ในภาคสังคม ซึ่งกระทรวงที่ดูแลนั้นก็มีกระทรวงการคลัง กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน แล้วก็กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลในเรื่องของการจ่ายเงิน ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือนไม่เกิน ๓ เดือน นี่ก็เป็นมาตรการที่เรียกว่า โครงการเราไม่ทิ้งกัน ก็มีผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งสิ้น ๑๕.๓ ล้านคน ในมาตรการการเงิน ในช่วงระยะที่ ๒ นั้นเป็นช่วงที่เราเยียวยา ก็จะเน้นไปในเรื่องของการเสริมสภาพคล่อง แล้วก็ เรื่องของการลงทุนเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงที่ได้รับผลกระทบ อันนี้ก็เป็นเรื่องของ การให้สินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อพิเศษเพิ่มเติม สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ สำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำและผู้ประกอบการรายย่อย ส่วนมาตรการภาษีในช่วงระยะที่ ๒ นั้น ก็ได้ตั้งเป้าหมายที่จะช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลให้มี สภาพคล่อง โดยเลื่อนระยะเวลาการชำระภาษีออกไป อันนี้ผมได้กราบเรียนไว้สักครู่นี้ แล้วนะครับ ทั้ง ๒ ส่วน ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้วก็ภาษีเงินได้นิติบุคคล มาถึง ในส่วนระยะที่ ๓ ก็เป็นส่วนที่เราคลายมาตรการล็อกดาวน์ (Lockdown) ก็เป็นช่วงที่เรา จะต้องมีการฟื้นฟูเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นกลับมาดำเนินได้ตามปกติ ในส่วนนี้ที่มี ความสำคัญก็คือในเรื่องของการออกกฎหมายด้านการเงิน ๓ ฉบับด้วยกัน ก็คือฉบับที่ ๑ เรียกว่าเป็นพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็น พ.ร.ก. กู้เงิน กรอบวงเงินนั้น ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยในเรื่องของให้ความช่วยเหลือ แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบหรือเรียกว่าเป็น พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) ส่วนนี้เราแบ่งมา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ส่วนที่ ๒ นั้นก็เป็นในเรื่องของ ขอโทษนะครับ เรื่อง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทคือซอฟต์โลน (Soft Loan) นั้นเรียกว่าเป็นพระราชกำหนด ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน หรือเรียกว่าเป็น พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) ก็มีวงเงินอยู่ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ส่วนที่ ๓ นั้นก็เพื่อให้ความมั่นใจกับภาคธุรกิจ ซึ่งในช่วงที่วิกฤติโควิด (COVID) นั้นการระดมทุนหรือการออกหุ้นกู้เพื่อการลงทุนใหม่ ทางความเชื่อมั่นของผู้ซื้อหน่วยลงทุนนั้นก็อาจจะไม่มีความเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นอันนี้เราก็ได้ ออกพระราชกำหนดออกมาอีกฉบับหนึ่งเรียกว่าเป็นพระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพ ของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือที่เราเรียกว่าเป็นคอร์พอเรต บอนด์ ลิควิดิตี สเตบิลิเซชัน ฟันด์ (Corporate Bond Liquidity Stabilization Fund) ซึ่งอันนี้ ถ้าในกรณีเอกชนออกหุ้นกู้แล้วแล้วไม่มีใครซื้อนั้นกองทุนตรงนี้ก็สามารถที่จะเข้าไปซื้อหุ้น หรือซื้อกองทุนของภาคเอกชนได้ ก็จะทำให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจในการที่จะขยายกิจการ หรือลงทุนใหม่ นั่นก็เป็น พ.ร.ก. ๓ ฉบับที่เราได้ออกมาในช่วงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผมขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมว่าในกรอบวงเงิน พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทนั้น ในช่วงเร่งด่วนนั้นก็ได้มีการช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ ก็มีวงเงินให้ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อการวิจัยและพัฒนาการผลิตวัคซีนป้องกันเชื้อโรคโคโรนาไวรัส (Corona virus) แล้วก็เรื่องของการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือพัฒนาห้องปฏิบัติการ และใช้สำหรับ เป็นค่าใช้จ่ายในการกักตัวผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือสเทต ควอรันทีน (State Quarantine) อันนี้ก็เป็นอยู่ในวงเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้ให้ความเห็นชอบ โครงการไปแล้วทั้งหมด ๕ โครงการด้วยกัน ก็วงเงินประมาณ ๒,๕๕๕ ล้านบาท

ส่วนแผนงานที่ ๒ นั้นก็เป็นเรื่องของการชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ จากการระบาด ซึ่งได้แก่ แรงงาน ลูกจ้าง ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ถือบัตรสวัสดิการ เราไม่ลืมนะครับ เราไม่ลืมบัตรสวัสดิการก็มีการท็อปอัป (Top Up) ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการ ผู้ประกันตน ผู้พิการ คนชรา เด็กแรกเกิด แผนงานนี้ก็มี กรอบวงเงินอยู่ ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนไปแล้ว กว่า ๓๐ ล้านคน วงเงินที่ใช้ไปแล้วก็ ๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๓

ส่วนแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นก็อยู่ในช่วง ของการพิจารณา ซึ่งก็มักจะเป็นข่าวอยู่เสมอว่ามีเงินอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าใช้ไปได้ เพียงแสนเดียว อันนี้ทางหน่วยงานก็กำลังพิจารณาในเรื่องของการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถที่จะนำเงินตรงนี้มาใช้ได้มากขึ้นนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนว่าการออก พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้ก็เพื่อที่จะต้องดูว่าผลกระทบมีวัตถุประสงค์ของการใช้นั้นไปถึงประชาชนรากหญ้า อย่างแท้จริง อันนี้ไม่ใช่เป็นงบประมาณเพื่อเอาไปสร้างอาคารต่าง ๆ ให้กับส่วนราชการ เพราะฉะนั้น เป้าหมายของเราก็คือว่าโครงการต่าง ๆ ที่เสนอมานั้นต้องตกถึงมือประชาชน อันนี้ก็เป็น หลักการที่สำคัญนะครับ

นอกจากนั้นก็ได้มีการอนุมัติเรื่องของแผนงานโครงการสำหรับในเรื่องของ การจ้างงานใหม่ ซึ่งก็จะมี ๒ กระทรวงด้วยกัน กระทรวงแรงงานก็เป็น ๑ กระทรวง กระทรวงอุดมศึกษาก็เป็นอีก ๑ กระทรวงที่มีโครงการรับบัณฑิตจบใหม่ ก็ได้รับอนุมัติจาก คณะกรรมการ ศบศ. ไปเรียบร้อยแล้ว อันนี้ก็เป็นข้อมูลนะครับ

ส่วนในเรื่องของซอฟต์โลน (Soft Loan) ก็ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ได้เรียนไปแล้วว่าหลักของเราก็คือในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) และผู้ประกอบการรายย่อย ประเด็นก็อยู่ตรงที่ว่าในระบบสถาบันการเงินของเรานั้น มี ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ เป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินของเอกชน ซึ่งก็เป็น ธนาคารใหญ่ ๆ ส่วนที่ ๒ นั้นก็เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ อันนี้ก็จะเป็นธนาคาร ที่อยู่ในกำกับของกระทรวงการคลัง ส่วนที่ ๓ นั้นก็จะเป็นส่วนที่เป็นสถาบันที่ไม่ใช่ สถาบันการเงินหรือเราเรียกว่าเป็นน็อนแบงก์ (Non-Bank) ซึ่งส่วนนี้ไม่มากเท่าไร อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนั้นเราก็ปฏิบัติตาม พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในเรื่องของการให้กู้ยืม ซึ่งอันนี้ทางมาตรการก็จะสิ้นสุดในวันที่ ๒๒ เป็นมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ยืนยันว่าจะไม่ต่อ ในเรื่องของอายุของตัวการพักชำระหนี้แล้วก็การเติมในเรื่องของซอฟต์โลน (Soft Loan) แต่การพักชำระหนี้นั้นก็มีเงื่อนไขอยู่ว่าไม่ต่ออายุให้ พักชำระหนี้แล้วก็ปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ต่ออายุให้ แต่ว่าให้ธนาคารพาณิชย์นั้นพิจารณาเป็นราย ๆ ไปนะครับ แล้วก็ดูว่าเซกเตอร์ (Sector) ไหนหรือสาขาไหนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งแน่นอนที่สุด ก็คงไม่พ้นในเรื่องของภาคการท่องเที่ยวกับบริการ อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนไว้นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อประกอบด้วย ๓ ส่วนในเรื่องของระบบธนาคารนั้นแบงก์ชาติไม่ได้ต่ออายุให้ ตรงนี้ ก็มาดูในส่วนที่กระทรวงการคลังได้รับผิดชอบก็คือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งก็ได้มอบหมายไปแล้ว แล้วในแต่ละธนาคาร ยกตัวอย่างนะครับ ธนาคารออมสิน ธนาคาร อาคารสงเคราะห์ ธนาคารเอสเอ็มอี (SME) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคาร เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ต่าง ๆ นั้น ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของธนาคารเหล่านี้นั้น ก็สามารถที่จะยืดเวลาการพักชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ออกไปได้นะครับ ซึ่งมาตรการ ตรงนี้ในส่วนที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) นั้นแล้วแต่ธนาคารนะครับ บางธนาคารก็ยืดไปถึง เดือนธันวาคม บางธนาคารก็ถึงเดือนมีนาคม บางธนาคารก็ถึงเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๔ นอกจากนั้นในส่วนของ ธ.ก.ส. เองก็มาตรการของการยืดหรือพักชำระหนี้นั้นก็มีกรอบเวลา ๑ ปี หมายความว่าเกษตรกรนั้นสามารถเมื่อเข้ามายื่นขอในเรื่องของการพักชำระหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้นั้นเขาก็จะมีเวลาประมาณ ๑ ปี แต่ละคนก็จะมีเวลาประมาณ ๑ ปี ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ดำเนินการอยู่แล้ว ก็ได้กำชับไปว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนั้น ต้องเป็นเครื่องมือในการที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตามในส่วนของ เอสเอ็มอี (SMEs) นั้น ภาระความรับผิดชอบในการเสริมสภาพคล่องให้นั้นอยู่กับระบบ ธนาคาร ในแง่จำนวนลูกค้าอยู่กับธนาคารพาณิชย์นั้นก็ประมาณคนละครึ่ง ส่วนหนึ่ง ก็ไปอยู่ในระบบธนาคารพาณิชย์ทั่วไป กับอีกส่วนหนึ่งก็อยู่กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพราะฉะนั้นในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ทางกระทรวงการคลังก็รับที่จะดูแล อย่างต่อเนื่องนะครับ ก็ให้ความมั่นใจว่าแม้ว่าจะในเรื่องของการยืดเวลาให้การพักชำระหนี้ แล้วก็เสริมสภาพคล่องให้เขาไปให้กับผู้ประกอบการแล้วนั้น อาจจะมีคำถามว่าแล้วในส่วน ความมั่นคงของธนาคาร สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนั้นจะเป็นอย่างไร ขออนุญาต เรียนว่าก็มีเกณฑ์การกันสำรองของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งก็ได้กำกับในเรื่องของเกณฑ์ ตรงนี้ไว้ ขออนุญาตเรียนว่าทุกธนาคารก็มีแกนการกันสำรองหรือบีไอเอส (BIS) นั้นเกินกว่า มาตรฐานที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดไว้ ก็ขออนุญาตเรียนว่าในระบบธนาคาร ของรัฐนั้นก็ยังมีความมั่นคง

ประเด็นต่อไปที่อยากจะกราบเรียนก็คือเมื่อเราเห็นว่าเศรษฐกิจของเรานั้น อาจจะมีปัญหาในช่วงระยะสั้น ๆ แต่อาจจะมีคำถามว่าแล้วความมั่นคงในเรื่องฐานะของ ประเทศนั้นเป็นอย่างไร ก็ขออนุญาตเรียนว่ามี ๒ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ ก็คือในเรื่องของทุนสำรองระหว่างประเทศก็มีความมั่นคง เพียงพอ เรียกว่ารีเสิร์ฟ (Reserve) ของเรานั้นมีมาก ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ ชี้แจงไปแล้วนะครับ

ส่วนที่ ๒ นั้นก็คือในเรื่องของเนื่องจากในระยะของการแก้ไขปัญหาหรือว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงโควิด (COVID) นั้นเราต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะกระทบ ในเรื่องของฐานะการคลัง รายจ่ายเรามีมาก อันนี้ยอมรับว่าในช่วงนี้ทุกประเทศก็เป็น เหมือนกันหมด แต่ว่าทางด้านรายได้ของเรานั้นในปีนี้ก็คิดว่าเรายังคงเป้าหมายเดิมไว้ เพราะฉะนั้นโยงไปถึงในเรื่องฐานะการคลังของเรา ก็ขออนุญาตเรียนว่าตัวเลขในเรื่องฐานะ การคลังของเรายังมีความมั่นคง มีความมั่นคงนะครับ เพราะฉะนั้นความมั่นคงตรงนี้ไม่ได้ หมายความว่ามีเท่าไรเราก็จะเอาออกมาใช้ แต่ว่าเราก็ต้องดูในเรื่องของความมั่นคง และเสถียรภาพทางการคลังด้วย ก็ขออนุญาตเรียนประมาณนี้นะครับ

ประเด็นสุดท้าย ก็คือว่าในช่วงของวิกฤติการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ตรงนี้แล้ว รัฐบาลก็ยังดำเนินการในเรื่องของแผนการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งในหลายประเทศนั้นบอกว่าในช่วงที่เราบริหารความสมดุลกันระหว่างสุขภาพกับ เศรษฐกิจ เศรษฐกิจนั้นมีทั้งระยะสั้น ระยะยาว ระยะสั้นนี่ก็มุ่งแก้ในเรื่องของการสร้างกำลังซื้อ แล้วก็ สร้างขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการรายย่อย โครงการที่เราออกมาใหม่นี่เมื่อสัปดาห์ ที่แล้วก็คือโครงการช้อปดีมีคืนนะครับ อันนี้ก็เพื่อเสริมกำลังซื้อให้กับประชาชนโดยการนำ ค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนในปีภาษีต่อไปนะครับ ปีภาษี ๒๕๖๓ ได้ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อคน ก็เป็นมาตรการหนึ่ง

ส่วนอีกมาตรการหนึ่งก็เป็นมาตรการในเรื่องของเราเที่ยวด้วยกัน อันนี้ ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็เข้าไปช่วยในเรื่องของภาคการท่องเที่ยวและบริการ

ส่วนอีกอันหนึ่งก็คือโครงการคนละครึ่ง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ได้รับการตอบสนอง จากทั้งร้านค้าแล้วก็ประชาชน ประชาชนลงทะเบียนไปเกือบ ๑๐ ล้านคน ณ วันนี้นะครับ ส่วนในเรื่องของร้านค้านั้นก็อยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ เกือบ ๔๐๐,๐๐๐ ร้านค้าแล้วนะครับ อันนั้นก็เป็นมาตรการที่ช่วยทั้งในเรื่องของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งรวมไปถึงหาบเร่แผงลอย ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องเสริมกำลังซื้อให้กับประชาชนนะครับ ในส่วนระยะสั้นนั้นก็มีค่าใช้จ่ายอย่างนี้ แต่ว่าในระยะต่อไปนั้นเราคงจะต้องดูในเรื่องของการพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศด้วยนะครับ โครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการไว้ในช่วง ที่ผ่านมาด้วยวิสัยทัศน์ แล้วก็เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนั้น ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบหมายในเรื่องของการจัดทำแผนงานโครงการต่าง ๆ ต่อเนื่องจากยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ซึ่งสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเราก็คือในเรื่องของ คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของเรา ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้นแม้กระทั่งในช่วงนี้นะครับ สิ่งที่สำคัญมากก็คงเป็นในเรื่องของการเดินทางหรือการพัฒนาในเรื่องของถนนหนทางต่าง ๆ เรื่องของการพัฒนาระบบรางของเรา การพัฒนาในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน สนามบิน ท่าอากาศยานต่าง ๆ ซึ่งก็จะอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว เมื่อเวลาที่ นักท่องเที่ยวเริ่มไหลเข้ามาในประเทศของเรานั้นคาพาซิตี (Capacity) ตรงนี้ก็จะถูกใช้ อย่างมีคุณภาพ เพราะฉะนั้นในช่วงนี้นั้นก็เป็นช่วงที่มีการปรับปรุงอะไรต่าง ๆ นะครับ โครงการต่าง ๆ นี้ก็เป็นโครงการที่ลงทุนใหม่เพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตนะครับ ก็อยากจะฝากว่าจริง ๆ แล้วก็มีทั้ง ๒ ประเด็น ประเด็นในระยะสั้น แล้วก็ประเด็นที่เราจะต้อง เดินหน้าในเรื่องของการลงทุนต่อไปเพื่อสร้างเศรษฐกิจของเรานะครับ ก็ขออนุญาต กราบเรียนเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานขออนุญาตอภิปราย เชิญเลยครับ ชี้แจงครับ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ สืบเนื่องจากที่ผ่านมา มีเพื่อนสมาชิกที่ทรงเกียรติได้พูดกล่าวถึงในเรื่องของภาคแรงงานนะครับ แล้วก็ในเรื่องของ การจ้างงาน แล้วก็การตกงานนะครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่เริ่มต้นเป็นตัวจักรของระบบเศรษฐกิจ ผมเองนั้นอยากจะกล่าวตัวเลขกับสถิติให้กับเพื่อนสมาชิก เพื่อให้สร้างความมั่นใจในระบบ เศรษฐกิจ ซึ่งการจ้างงานนั้นตัวเลขที่ผมจะนำมาเรียนก็คืออัปเดต (Update) ถึงวันที่ ๑๕ ตุลาคมนี้นะครับ ก่อนหน้านี้ช่วงที่เราเกิดโควิด (COVID) ช่วงที่เราเกิดสถานการณ์รุนแรงนั้น มีการเลิกจ้างงาน ตกงานนั้นเป็นจำนวนมหาศาลที่ทุกท่านได้ทราบนะครับ แต่ว่าผมจะเรียน อย่างนี้ว่า ณ วันนี้นะครับ บุคคลที่ผู้ประกันตนที่ได้ตกงานช่วงที่เกิดโควิด (COVID) นั้น ๘๑๔,๐๐๐ กว่ารายนั้นนะครับ คือบุคคลเหล่านี้จะมีตัวเลข ๑๓ หลักอยู่ในระบบ ประกันสังคม แต่คนกลุ่มนี้ได้กลับเข้ามาสู่ระบบการจ้างงานใหม่ ณ วันนี้ ๙๔,๒๔๖ คน แปลว่า คือคนที่ตกงานช่วงโควิด (COVID) นั้นได้กลับเข้าสู่ระบบการจ้างงานเข้ามาเพิ่มอีกเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ รายนะครับ แต่ที่มีตัวเลขที่น่าสังเกตแล้วก็เป็นตัวเลขที่ต้องมานั่งวิเคราะห์กัน คือตัวเลขผู้ประกันตนรายใหม่ซึ่งไม่เคยมีรายชื่ออยู่ในระบบประกันสังคม ช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ๖ เดือนนี้นะครับมีตัวเลขอยู่ที่ ๔๗๙,๘๒๙ ราย คือกลุ่มที่มาทำงาน แรงงานผู้ประกันตนกลุ่มนี้คือกลุ่มใหม่ ซึ่งไม่เคยทำงานและไม่เคยอยู่ใน ระบบประกันสังคม แต่เป็นคนใหม่ ๆ ที่เข้ามาสู่ในระบบการจ้างงาน นี่คือสิ่งหนึ่งที่กำลัง จะบอกว่าระบบเศรษฐกิจกำลังสวนทางกันอยู่ในการจ้างงาน และอีกส่วนหนึ่งที่ทุกท่าน หรือจะเป็นการวิเคราะห์ของภาคธุรกิจต่าง ๆ ที่เป็นห่วงที่สุดคือการใช้มาตรา ๗๕ ที่ชะลอ การจ้างงานที่จ่าย ๗๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ ช่วงที่พีก (Peak) สุด ๆ ช่วงที่เกิดจากความจำเป็น ที่ลูกค้าต้องยกเลิกออร์เดอร์ (Order) การขาดแคลนวัตถุดิบ แล้วก็ในสิ่งที่น่านฟ้าสนามบิน ปิดต่าง ๆ นั้นไม่สามารถนำวัตถุดิบมาผลิตได้ ช่วงนั้นจะมีการที่ใช้มาตรา ๗๕ นั้นอยู่ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ คนนะครับ รวมแล้วก็ประมาณหลาย ๆ พันแห่ง แต่ ณ วันนี้ เดือนตุลาคม เหลือที่ยังคงค้างไว้ในการที่รักษาการจ่ายเงิน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ รักษาการจ้างงาน อยู่แค่ ๒๔,๔๑๙ ราย ตัวนี้ก็คือเป็นตัวบ่งชี้นะครับว่าสถานการณ์การผลิตต่าง ๆ ได้เข้าสู่ ภาวะปกติเกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ

อีกส่วนหนึ่งนะครับ ที่ผมเอาตัวเลขมาประยุกต์แล้วก็มาเปรียบเทียบกับ ตัวเลขที่ผ่านมาก็คือตัวเลขของการว่างงาน โดยการลาออกหรือจะเลิกจ้างต่าง ๆ ช่วงที่เกิด โควิด (COVID) ช่วงเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมจะอยู่ที่ประมาณ ๑๒๘,๐๐๐ กว่าราย แล้วก็ช่วงเดือนมิถุนายนประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าราย เดือนกรกฎาคมประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ รายนิด ๆ พอมาช่วงเดือนสิงหาคมอยู่แค่ ๕๑,๐๐๐ ราย แล้วพอมาเดือน กันยายนเมื่อเดือนที่แล้วมีการเลิกจ้าง ลาออกอยู่แค่ ๒๓,๐๐๐ ราย ตรงนี้เป็นตัวเลขที่บ่งชี้ว่า เราสามารถห้ามเลือดในการเลิกจ้าง หรือการที่ธุรกิจต่าง ๆ นั้น การค้าการขายนั้นไม่ได้มี ผลกระทบมากจากที่ผ่านมา เลยมีตัวเลขการจ้างงานลดลงเหลือแค่ ๒๐,๐๐๐ กว่ารายนะครับ แล้วผมก็ได้ไปถาม ผมได้ไปที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้พบกับท่านประธานสภาอุตสาหกรรม เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ตัวเลขที่น่าสังเกตนะครับ แล้วก็เป็นตัวเลขที่น่าจะยินดี เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึง ภาคธุรกิจที่ฟื้นตัว ข้อมูลจากอุตสาหกรรมยานยนต์ เฉพาะรถยนต์ก่อนนะครับ ช่วงปี ๒๕๖๒ เดือนกันยายนนั้นมีจำนวนออร์เดอร์ (Order) อยู่ประมาณ ๑๖๙,๐๐๐ คัน ปี ๒๕๖๓ ปีนี้ เดือนกันยายนอยู่ที่ ๑๕๐,๓๔๕ คัน ก็ถือว่าไม่ได้ต่างกันมากนะครับ และผมเองก็มี กลุ่มผู้ใช้แรงงานหรือผู้ประกันตนที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ก็ได้พูดคุยกัน ก็ได้บอกถึง การทำงานในวันนี้ว่ามีการจ้างโอที (OT) มีการใช้แรงงานในภาคปกติอยู่ในวันนี้นะครับ ในส่วนเรื่องข้อมูลของภาคยานยนต์ของรถจักรยานยนต์ เดือนกันยายนช่วงปี ๒๕๖๒ มีจำนวน ๑๖๘,๕๖๗ คัน เดือนกันยายนปี ๒๕๖๓ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๖๒ กลับมีจำนวน การจองหรือการส่งมอบได้สูง สูงกว่าปีที่แล้วด้วยนะครับ จำนวน ๑๗๔,๖๔๕ คัน ตัวนี้เป็น ตัวบ่งชี้นะครับว่าภาคอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัว แต่ก็หนีไม่พ้นนะครับ เพราะว่า ภาคอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบก็คือภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ตรงนี้ ต้องยอมรับนะครับว่าตัวเลขยังไม่สามารถที่จะกระเตื้องได้ แต่ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ นั้น ได้ฟื้นกลับมาเป็นตัวเลขที่ปกติ และผลจากการที่ผมได้จัดงานจ็อบเอกซ์โป (Job Expo) ที่ผ่านไปนะครับ ผมจะเรียนให้เพื่อนสมาชิกได้ทราบถึงผลลัพธ์นิดหนึ่งนะครับว่า ช่วงประมาณที่ผมจัดไปเมื่อวันที่ ๒๖ เดือนที่แล้ว ระยะเวลา ๑ เดือนที่ผมได้ติดตามงาน ตอนนี้มีการแมตชิง (Matching) งานอยู่แล้ว ๑๓๔,๒๑๔ อัตรา ความหมายก็คือว่า ๑๓๔,๒๑๔ นี้คือจำนวนผู้สมัครงานกับบริษัทนั้นมีคุณสมบัติตรงกัน ในการที่วันนี้เรา คาดการณ์นะครับ ที่มีการบรรจุแล้วที่ชัดเจนจากงานประมาณ ๑๕,๘๙๘ ราย ผมคิดตัวเลข ใช้สมการ ๑๓๔,๐๐๐ รายที่แมตชิง (Matching) ตรงกันอยู่ อยู่ในขั้นตอนของการสอบสัมภาษณ์แล้วก็บรรจุงาน ถ้ามีการบรรจุงาน ๑๐๐,๐๐๐ คน เอเวอเรจ (Average) ที่ผลต่างก็คือเงินเดือนที่อาจจะมากหรือต่ำลงมา ผมตีที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ตรงกลางนะครับ ๑๒ เดือน ก็ประมาณ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทที่จะหมุนเวียน แต่ในทางเศรษฐกิจนั้น ตัวเลข ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทนั้นในทางเศรษฐกิจการหมุนเวียนของตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ ๕.๕ ถึง ๖ เท่า ก็ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในช่วงต้น แต่การที่ผมเองนั้นได้ทำในเรื่อง ของงานจ็อบเอกซ์โป (Job Expo) นั้น เรามีการติดตามนะครับ แล้วเราเองก็ได้ให้กับ กรมการจัดหางานในการติดตามแล้วก็ดูในเรื่องของบริษัทต่าง ๆ ว่าติดขัดอะไรเราอำนวยความสะดวก และให้เป้าไป ตรงนี้ผมจะมีนำเรียนเข้าสู่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านได้เป็นประธานนะครับ ผมจะมีการรายงานตัวเลขตัวนี้เข้าไปทุกครั้ง ในส่วนการจัดงาน จ็อบเอกซ์โป (Job Expo) ที่ผ่านมาจะสังเกตว่ามีงานเป็นล้านอัตรา แต่เวลาคนมาสมัครงานนั้น มีประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน สิ่งหนึ่งที่ทำให้กระทรวงแรงงานจะต้องพัฒนาและเป็น กระทรวงเศรษฐกิจอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้มอบหมายให้ไปศึกษานะครับ คือการดีมานด์ (Demand) ก็คือจำนวนงานบริษัทที่ต้องการนั้นอยู่ในภาคผลิต ภาคสิ่งทอ ออกแบบเป็นจำนวนมากที่ต้องการแรงงานในกลุ่มนี้ แต่การซัพพลาย (Supply) ในการที่ คนจะมาสมัครงานนั้นนะครับส่วนมากจะเป็นพวกการตลาด ธุรการ และผู้จัดการ ซึ่งตรงนี้ เราได้ทำการคุยกันแล้วก็ทำสัญญาเอ็มโอยู (MOU) กับทางกระทรวงศึกษาธิการในการที่เรา จะต้องให้การเรียนการสอนให้ตรงกับภาคแรงงานที่ขาด ตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ทางกระทรวง แรงงานได้กำชับแล้วก็ได้พัฒนาตรงนี้อยู่นะครับ สิ่งหนึ่งที่ผมนำมาเปรียบเทียบจากตัวเลข สถิติ การเลิกจ้างช่วงที่ผ่านมาช่วงที่เกิดโควิด (COVID) นั้น ในช่วงของบริษัทที่อยู่ใน กทม. ในกรุงเทพมหานครนั้นมีการเลิกจ้างไป ๒๓๑,๘๗๘ ราย แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือเป็น คนกรุงเทพมหานครจริง ๆ แค่ ๙๖,๙๑๔ ราย อีกส่วนหนึ่งแสนรายนิด ๆ ตรงส่วนนี้คือเป็น ส่วนของคนงานภาคแรงงานที่กลับไปสู่ภูมิภาคหรือกลับคืนถิ่น ตรงส่วนนี้เราเองนั้น ทางกระทรวงแรงงานก็ทำงานเชิงรุก โดยการทำเอ็มโอยู (MOU) กับทางธนาคารที่ดิน ในการที่จะจัดหาที่ดิน หรือการพัฒนาเรียนรู้หรือการรีสกิล (Reskill) อัปสกิล (Upskill) การฝึกทักษะให้กับคนที่กลับไปสู่พื้นบ้านชนบท หรือกลับไปคืนถิ่นตัวเอง คือให้มีการเรียนรู้ แล้วก็มีการพัฒนาฝีมือเพื่อจะทำงานอาชีพส่วนตัวหรือการทำเกษตรนะครับ ตรงนี้เรากำลัง เอารายชื่อผู้ที่กลับไป แล้วเรากำลังประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาในการที่ คนงานได้กลับเข้าคืนถิ่นอยู่นะครับ ในส่วนหนึ่งที่ผ่านมากระทรวงแรงงานได้ทำงานเชิงรุก ก็คือในส่วนที่มีการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม ผมเองนั้นก็ได้ประสานงานกับทางกลุ่มสหภาพ หรือกลุ่มหัวหน้าแรงงานที่มีการเลิกจ้าง อย่างเช่นที่นครสวรรค์กับที่โคราช ผมก็นำรายชื่อ ทั้ง ๒ จังหวัด แล้วก็ให้ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและกรมการจัดหางาน ได้ทำงานในเชิงบูรณาการร่วมกัน ในการที่จะโทรศัพท์ไปพบกับผู้ที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมว่า ต้องการงานในส่วนของงานภาครัฐ ซึ่งทางรัฐบาลนั้นได้มีการว่าจ้างงานภาครัฐไว้หลายแสน ตำแหน่ง ตอนนี้ก็มีการแสดงความจำนงมา ก็ได้ประสานงานไปแล้วหลายร้อยคน นี่คือสิ่งที่ ผมเองนั้นขออนุญาตได้ใช้เวทีแห่งนี้ในการพูดถึงภาพรวมของกระทรวงแรงงานที่มี เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงเมื่อวานนี้แล้วก็วันนี้ ซึ่งต้องขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ให้ความสนใจแล้วก็ เป็นห่วง ตัวเลขที่ผมได้นำเรียนนั้นก็เป็นตัวเลขเบื้องต้นแล้วก็เป็นตัวเลขสถิติ ซึ่งผมจะต้อง นำไปรายงานเข้าสู่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธาน สืบเนื่องต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปท่านสมาชิกที่มี ชื่ออยู่ตามลำดับต่อไปนี้ครับ นางสาวชนก จันทาทอง จากนั้นก็คุณมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ แล้วก็คุณชาญวิทย์ ผลชีวิน ขอเชิญนางสาวชนกครับ

นางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองคาย เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี มีหนังสือถึงประธานรัฐสภา เรื่อง ขอให้มีการอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๓ ว่าบัดนี้มีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควร จะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีข้อเท็จจริงของปัญหาดังนี้ค่ะ

๑. ความเสี่ยงของโรคระบาดโควิด ๑๙ (COVID-19) ในกลุ่มผู้ชุมนุม

๒. การขวางทางและหยุดขบวนเสด็จพระราชดำเนินในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓

๓. การชุมนุมที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหาร ราชการแผ่นดิน จึงสมควรฟังความเห็นของ ส.ส. และ ส.ว. ตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ โดยการเปิด อภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จากเหตุผลข้างต้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการใช้รัฐสภาแห่งนี้เพื่อที่จะขอข้อคิดเห็นจาก ส.ส. และ ส.ว. ในการหาทางออกวิกฤติของ ประเทศ ดิฉันในฐานะที่ตัวเองเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดหนองคาย ขอให้ คำแนะนำกับ พลเอก ประยุทธ์ว่าท่านมีทางออกทางเลือกเดียวเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาวิกฤติ ของประเทศในครั้งนี้ได้ คือ พลเอก ประยุทธ์ต้องลาออกเท่านั้นค่ะ ถ้าหากว่า พลเอก ประยุทธ์ ถามดิฉันว่าผมทำอะไรผิด ดิฉันขอยกเหตุผลทั้งหมด ๕ ข้อว่าท่านทำอะไรผิดถึงสมควรที่จะต้อง ลาออก

ข้อ ๑ ท่านยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาตินำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ ได้ยึดอำนาจรัฐประหารรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐบาลที่เกิดจากการเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อยึดอำนาจได้แล้วก็เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสียเองค่ะ และลุแก่อำนาจบริหารประเทศต่อเนื่องมาอีก ๕ ปี

ท่านทำผิดในข้อที่ ๒ ค่ะ ท่านร่างรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรี จากรัฐธรรมนูญที่พวกตนร่างกลไกการเลือกตั้งพิสดารค่ะ ท่านออกกฎกติกาเพื่อเอื้อประโยชน์ ให้ตนเองและพวกพ้องได้กลับเข้ามาบริหารประเทศได้อีกครั้งหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ท่านให้ ส.ว. ทั้ง ๒๕๐ คนนั้นมาจากการสรรหา ให้ ส.ว. มีวาระอยู่ได้ถึง ๕ ปี ซึ่งมากกว่า ส.ส. ที่มาจากเสียงของประชาชน มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีวาระแค่ ๔ ปี ยังไม่พอค่ะ ท่านยังให้ อำนาจ ส.ว. สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งก็ไม่ผิดคาด ส.ว. ที่มาจากการสรรหาด้วย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ทั้ง ๒๕๐ ท่าน เลือก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี วิธีการได้มาซึ่งตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีที่ส่วนหนึ่งไม่ได้มาจากเสียงของประชาชนจะสง่างาม จะเข้าใจประชาชน จะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไรคะ

ท่านทำผิดข้อที่ ๓ ค่ะ ท่านทำงานไม่เป็นบริหารประเทศไม่ได้ ท่านสร้าง ค่านิยมที่ผิด สร้างความคิดที่ผิดให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ท่านพร่ำบอกว่าประชาชน คนไทยนั้นยากจนต้องได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ท่านพูดด้วยความภาคภูมิใจในทุก ๆ ปีว่า ท่านสามารถแจกบัตรสวัสดิการคนจนแห่งรัฐให้กับประชาชนได้เพิ่มขึ้นทุกปี มีที่ไหนคะ ผู้นำประเทศในโลกนี้ที่อยากให้พี่น้องประชาชนของตนเองยากจน มีแต่ผู้นำประเทศที่เขาอยากจะเห็นประชาชนของตัวเองมั่นคง มั่งคั่ง อยู่ดี กินดี นโยบาย ที่หาเสียงไว้ทำไม่ได้เพราะ พลเอก ประยุทธ์ทำไม่เป็น ท่านไม่แก้ปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนไม่พอ ท่านยังใช้คำพูดที่ซ้ำเติมพี่น้องประชาชนด้วย ประชาชนบอกท่านว่า มะนาวแพง ท่านบอกว่าก็ไปปลูกกินเองสิ น้ำท่วมท่านบอกว่าถ้าน้ำท่วมก็ให้ไปเลี้ยงปลา ราคายางพาราตกต่ำ ท่านบอกว่าให้ไปขายที่ดาวอังคาร แทนที่ท่านจะแก้ไขปัญหาราคา สินค้าการเกษตรตกต่ำ แก้ไขกลไกของราคา ปรับโซนนิ่ง (Zoning) ในการปลูก ท่านทราบ ไหมคะว่ายางพารานี่กว่าจะกรีดได้ เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ ต้องใช้เวลาถึง ๘ ปี เหมือนลูก คนหนึ่งที่ต้องให้น้ำ ให้ปุ๋ย พอถึงปีที่ ๘ ท่านให้นโยบายในการที่ตัด นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ท่านทำผิดข้อที่ ๔ ค่ะ ท่านสร้างหนี้มากมายมหาศาลให้กับพี่น้องประชาชน คนไทย ตลอดการบริหารประเทศของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ยึดอำนาจรัฐประหาร และบริหารประเทศยาวนานต่อเนื่องจนถึงตอนนี้ ๖ ปี ท่านสร้างหนี้ให้กับพี่น้องประชาชน คนไทยมาแล้ว ๓.๓ ล้านล้านบาท การกู้เงินมากมายมหาศาลนี้ยังส่งผลให้หนี้สาธารณะ ของประเทศเพิ่มสูงขึ้น ตัวเลขจากสำนักงบประมาณ ณ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓ ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะสูงถึง ๖.๙๘ ล้านล้านบาท ประเทศไทยของเรามีประชากร ประมาณ ๖๖ ล้านคน ณ วันนี้คนไทยเป็นหนี้ถัวเฉลี่ยคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาททันที

ท่านทำผิดข้อที่ ๕ ค่ะ ท่านไม่สามารถสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น ในประเทศไทยได้เลย นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ได้ออกมาชุมนุมอย่างสงบตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๖๓ และในวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๓ พลเอก ประยุทธ์ได้ออกประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และได้สั่งการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง โดยใช้ รถฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมีกับเด็กที่เป็นอนาคตของชาติ ท่านสั่งการเช่นนี้ได้อย่างไรคะ ท่านทราบไหมคะว่าเด็กที่มาชุมนุมนั้นใส่ชุดนักเรียน ชุดเนตรนารี ท่านทราบหรือไม่ว่า เด็กพวกนั้นอายุเพียงเท่าไร ท่านอาจจะไม่สนใจเพราะเขาไม่ใช่ลูก ไม่ใช่หลานของท่าน การมาชุมนุมของเด็กนักเรียน นักศึกษานั้นมากันเป็นเวลาค่ะ ถึงเวลาเขาก็กลับบ้าน ท่านได้สร้างตราบาปให้กับเด็กโดยไล่จับ คุมขังผู้เห็นต่างกันทางการเมือง ทำการกล้อนผม คุมขังเขาในเรือนจำเหมือนเขาเป็นนักโทษ เขาเป็นเด็กที่ออกมาแสดงความเห็นต่าง ทางการเมือง ตามสิทธิเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๔ เท่านั้น นี่หรือคะที่ท่านบอกว่า จะมาเพื่อสลายสีเสื้อ สร้างความปรองดอง แต่กลับไล่เอาผิดกับเด็ก อนาคตของชาติ ผู้เห็นต่างทางการเมือง ด้วยเหตุผลทั้ง ๕ ข้อ การได้มาซึ่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ท่านยึดอำนาจเขามาค่ะ ท่านออกกฎกติกาเพื่อเอื้อ ให้ตนเองและพวกพ้องได้บริหารประเทศต่อไป ท่านทำได้อย่างเดียวคือกู้หนี้ให้กับพี่น้อง ประชาชนคนไทย เป็นหนี้ชั่วลูกชั่วหลาน ท่านทำงานไม่เป็น บริหารประเทศไม่ได้ไม่พอ ท่านยังไม่สามารถสร้างความปรองดองให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยได้ สร้างแต่ ความแตกแยกให้กับสังคมไทย ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ดิฉันจึงขอให้คำแนะนำ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าทางเลือกเดียวที่ท่านประยุทธ์จะทำได้คือต้องลาออก เพียงเท่านั้นค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ คุณมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ครับ

นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ดอกเตอร์มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ประชาชนกำลังมองเราด้วยความหวัง อยากให้รัฐสภาเป็นเวทีสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของบ้านเมือง ในขณะเดียวกันยังมีประชาชนบางส่วนมองเราด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจ มองว่าเรากำลังเล่น ละครระดับประเทศอยู่ จบการอภิปรายวันนี้ รัฐสภาต้องมีการดำเนินการที่มีผลลัพธ์ เป็นรูปธรรม มิฉะนั้นประชาชนอาจหมดหวังกับรัฐสภา กับการเมือง และไม่คาดหวังกับ รัฐสภาอีกต่อไป เราต้องการความกล้าหาญจากรัฐสภา จากรัฐบาล และจะเป็นบททดสอบ ความเป็นผู้นำของรัฐสภา และของรัฐบาล ผมเห็นว่าทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายรัฐบาล ผู้ชุมนุม รัฐสภา และประชาชน มีความหวังดีกับประเทศ เราทุกคนควรมองไปข้างหน้า กำหนด วิสัยทัศน์ของประเทศที่ทุกฝ่ายต้องการ เลิกโทษกันเสียที ดังนั้นเราต้องพูดความจริง ยอมรับ ความจริงว่าเราจะแก้ไขปัญหาประเทศของเราอย่างไร วันนี้ผมมีการบ้าน ๔ ข้อ มานำเสนอ ผ่านทางท่านประธานรัฐสภาให้เราช่วยกันแก้ไขปัญหาของประเทศ

การบ้านข้อที่ ๑ ที่ผมอยากนำเสนอก็คือการตั้งคณะกรรมการรับฟัง ความคิดเห็นของผู้ชุมนุมเพื่อทำความเข้าใจและแสดงความจริงใจของรัฐบาลกับรัฐสภา ในการแก้ปัญหาของประเทศ ผมเชื่อว่าทุกภาคส่วนมีความห่วงใย มีความหวังดีกับประเทศ อยู่แล้ว ผมมีทฤษฎีไม้กางเขน ก็คือคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นชุดนี้จะประกอบด้วย ตัวแทน ๔ ฝ่าย ฝ่ายแรก ที่อยู่ด้านซ้ายสุดของไม้กางเขนจะเป็นกลุ่มนิสิต นักศึกษา ผู้ชุมนุม เป็นตัวแทนของผู้ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศ ฝ่ายที่ ๒ ซึ่งอยู่ด้านขวาสุด จะเป็นตัวแทนของรัฐบาลเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของประเทศ ฝ่ายที่ ๓ ประกอบด้วยตัวแทนจาก ส.ส. ฝ่ายค้าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ฝ่ายที่ ๔ จะเป็นตัวแทนจาก ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลและ ส.ว. โดยที่ฝ่ายที่ ๓ และฝ่ายที่ ๔ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะอยู่ ตรงกลางเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายผู้ชุมนุมกับฝ่ายรัฐบาล ทั้ง ๔ ฝ่าย จะมีตัวแทนในสัดส่วนที่เท่า ๆ กันเพื่อให้เกิดความยุติธรรม คณะกรรมการชุดนี้จะมีตัวแทน เท่ากัน ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย รวมทั้งหมด ๔ ฝ่าย ฝ่ายละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ผมขอให้การตั้งคณะกรรมการชุดนี้ ตั้งบุคคลที่เปิดกว้างและพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น ของทุกฝ่าย สุดท้ายเราจะได้ผลลัพธ์อะไรจากคณะกรรมการชุดนี้ สิ่งที่ผมคาดหวังจาก คณะกรรมการชุดนี้ก็คือข้อเสนอแนะในการเดินหน้าประเทศที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

การบ้านข้อที่ ๒ ที่ผมอยากฝากก็จะเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเห็นว่า เราควรจะเอาญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญของทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายไอลอว์ (iLaw) เข้ามาพิจารณาพร้อมกัน โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดต้องมีการกำหนดไทม์ไลน์ (Timeline) ที่ชัดเจนว่าจะเสร็จเมื่อไร ให้ทุกภาคส่วนมองเห็นอนาคตของประเทศว่ารัฐธรรมนูญจะเสร็จ เมื่อไร หลังจากนั้นก็อาจให้มีการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การบ้านข้อที่ ๓ เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ ก็คือเรื่องการแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจ ท่านประธานทราบไหมครับว่าคนส่วนใหญ่มีสภาพความเป็นอยู่ และกำลังซื้อ ที่แย่ลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี (SMEs) ล้มกันระเนระนาด ด้วยมาตรการช่วยเหลือจาก ธนาคารกลางที่ไม่สัมฤทธิ์ผล ผมขอให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณในแต่ละหมวด และลดงบประมาณในหมวดที่สามารถรอได้ ลดลงอย่างน้อย ๒๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำเงิน ส่วนนี้ไปใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เน้นการฝึกอบรมและการจ้างงาน เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และผมขอให้รัฐบาลนำเงิน นอกงบประมาณที่มีอยู่อย่างมหาศาลมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เงินนอกงบประมาณ ส่วนนี้ในภาวะปกติรัฐบาลไม่ควรจะไปแตะต้อง แต่ในสภาพในสถานะวิกฤติเช่นนี้รัฐบาล ก็ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เพียงพออยู่แล้ว ฉะนั้นแทนที่รัฐบาลจะต้องไปกู้เงินมาปิดบัญชี งบประมาณของประเทศ รัฐบาลควรจะนำเงินนอกงบประมาณมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งนำเงินตราสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกันมาช่วยกระตุ้น หมุนเวียนเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียน ให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ต่อไป

อีกธุรกิจที่ผมอยากเน้นก็คือการสนับสนุนสตาร์ตอัป (Startup) ที่จะเป็น อนาคตของประเทศ ธุรกิจนิวเอสเคิร์ฟ (New S-curve) ต่าง ๆ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า ฟินเทค (FinTech) แอปพลิเคชัน แพลตฟอร์ม (Application platform) ต่าง ๆ ที่ภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่เป็นอินคูเบเตอร์ (Incubator) โดยตรงต้องหันมา สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างแท้จริง อย่าให้เกิดกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าเล่นพรรคเล่นพวก หรือสนับสนุนเฉพาะกลุ่มบริษัทที่มีความสนิทสนมเท่านั้น เราต้องช่วยกันให้เกิดยูนิคอร์น (Unicorn) หรือมายลิตเติ้ล โพนี่ (My Little Pony) ในประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ก็เป็นสิ่งที่ช่วยรัฐบาล ในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างดี เป็นการสร้างความยุติธรรมให้กับผู้ประกอบการ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ของประเทศที่ต้องมีการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว รวมทั้ง มีการจัดเก็บภาษีจากแพลตฟอร์ม โซเชียล (Platform social) ต่าง ๆ เพื่อให้เกิด ความยุติธรรมและนำเงินเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไป

การบ้านข้อสุดท้ายที่ผมอยากฝากก็จะเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาโควิด (COVID) และการเปิดประเทศ ซึ่ง ๒ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน สิ่งเดียวที่เราจะช่วยให้ประเทศสามารถ เดินข้ามโควิด (COVID) ไปได้ก็คือการป้องกันประชาชนจากโควิด (COVID) ด้วยการกระชับ มาตรการสวมหน้ากากอนามัยและโซเชียล ดิสแทนซิง (Social distancing) ที่มีการหย่อนยาน อย่างมากในปัจจุบัน รวมถึงการทุ่มงบประมาณในการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด (COVID) ซึ่งถ้าประชากรของประเทศได้รับการฉีดวัคซีนที่เร็วขึ้นและมากขึ้นจะทำให้เราสามารถ เปิดประเทศเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการส่งออกฟันเฟืองหลัก ของประเทศที่มีปัญหาเป็นอย่างมาก ท่านประธานทราบไหมครับว่าสินค้าเกษตรต่าง ๆ ไม่สามารถส่งออกได้ทำให้สินค้าเกษตรเหล่านี้ขายไม่ได้ราคา ราคาสินค้าเกษตรถูกลง เป็นอย่างมาก ทั้งข้าว ทั้งมะพร้าว รวมถึงสินค้าเกษตรอื่น ๆ อีกมากมาย ราคาสินค้าเกษตร ในปัจจุบันเป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องช่วยกันแก้ปัญหาโควิด (COVID) ให้ได้ เพื่อให้การท่องเที่ยวและการส่งออกกลับมาเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศในการสร้างรายได้ ให้กับประชาชน เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศอันเป็นที่รักของเราทุกคนต่อไป ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณชาญวิทย์ ผลชีวิน ครับ

นายชาญวิทย์ ผลชีวิน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภา สมาชิกรัฐสภา ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่เคารพทุกท่านครับ ผม ชาญวิทย์ ผลชีวิน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอบคุณทุกท่าน ทุกคนที่นำเรื่องนี้ เข้ามาหารือกันในที่ประชุมรัฐสภา ความคาดหวังของประชาชนที่อยากเห็นเราใช้รัฐสภา ในการแก้ปัญหาวิกฤติของบ้านเมือง ๑ วันเมื่อวานนี้กับวันนี้เป็นความคาดหวังของทุกคน ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเจเนอเรชัน (Generation) ไหน อยากเห็นทางออกของประเทศเดินไปได้ อย่างสงบสันติสุขแล้วก็มีความสุขทุกคนครับ ฟังข่าวสารดูทีวีเกือบทุกวันช่วงนี้ จากที่ต้องดู เรื่องของกีฬา กลายมาต้องดูเรื่องของการเมืองไปด้วย เพราะประชาชนฝากความคาดหวังไว้ว่าตั้งแต่อยู่นอกสภาเห็นการเมืองที่ไม่ค่อยจะน่ารัก ไม่ค่อยจะสง่างาม ไม่มีความคาดหวังของประชาชนได้เลย แต่ปัจจุบันผมว่าในส่วนตัวของผม แล้วรัฐสภาสง่างามยิ่งใหญ่นะครับ แล้วผมเองก็มีส่วนที่นำแนวคิดของท่านอดีต ส.ส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่าน ท่านประธานสภาคนปัจจุบันขออนุญาตเอ่ยนามท่าน นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย แล้วก็อีกหลาย ๆ ท่านที่ไม่ได้เอ่ยนามผมเห็นความยิ่งใหญ่ ของสภา เห็นความยิ่งใหญ่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง แม้กระทั่ง คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีหลายคนที่เข้ามาบริหารประเทศ สุดท้ายแปลกครับ ทำไมเรา ต้องมาไล่นายกรัฐมนตรีครับ แปลกมากเกือบทุกคน ทุกรุ่นเลย ทุกชุด ด้วยเหตุผลทาง การเมืองเองครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่เหมือนใคร ผมกล้าเรียนได้ว่าไม่เหมือนใคร และหลายท่านที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมา อยู่ใน รัฐสภามา ถ้าท่านอยู่ในรัฐสภาเดิมท่านยิ่งต้องเห็นเลยครับ แล้วเป็นความสง่างาม ที่ขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ประดิษฐานไว้ที่บริเวณอาคาร ๒ รัฐสภา ผมขออนุญาตนำมากล่าวถึงในที่นี้สั้น ๆ ครับ เพราะว่าหลายท่านคงผ่านสายตา อยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่อยู่ที่สภาเดิม กีฬามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของแต่ละคน และชีวิตของบ้านเมือง เน้นเลยนะครับ กีฬามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของแต่ละคน และชีวิตของบ้านเมือง นี่พระราชดำรัสของพระองค์ท่านในวันกีฬาแห่งชาติ วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๓๑ จริง ๆ พระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านที่ให้ไว้ในวันกีฬาแห่งชาติ มีมากมายครับแล้วก็เป็นประโยชน์ ถ้าเราน้อมนำเอามาใช้ กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ ก็เช่นเดียวกัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเมือง งงไหมครับ ที่ผมกำลังจะเชื้อเชิญให้เป็น ทางออกอีกทางหนึ่งซึ่งมันแตกต่างจากหลาย ๆ ท่านที่นำเสนอไปแล้ว ผมขออนุญาตมองมุม ที่มันแตกต่างท่านครับ กราบเรียนท่านประธานครับ กีฬามันสำคัญขนาดไหน ทำไมมันน่าจะ นำการเมืองครับ ช่วงหนึ่งผมเคยได้ยินสมัยที่ยังอยู่นอกสภา การเมืองนำการทหาร การเมือง นำเศรษฐกิจ การเมืองนำทุกอย่างเลย แต่วันนี้ผมขออนุญาตเอาการกีฬานำการเมืองครับ ผมพูดชัดเลยนะครับ ผมขออนุญาตเอากีฬานำการเมืองครับ เหตุผลเพราะอะไรครับ ท่านดู กกต. สิครับ เอาภายในประเทศก่อนนะครับ กกต. ออกระเบียบข้อบังคับมาว่าอย่างไรครับ ทำไมเอาใบเหลือง ใบแดง ใบดำ ใบส้มมาใช้ครับ นานาชาติไอเคโอ (IKO) ไอยูยู (IUU) สารพัดองค์กรระหว่างประเทศทำไมเอาใบเหลือง ใบแดงมาใช้ครับ แล้วทุกท่านรู้จักฟุตบอลไหมครับ ถ้าทุกท่านรู้จักฟุตบอล รู้จักกีฬาท่านจะเข้าใจครับว่ามันคืออะไร นั่นคือสิ่งที่เขาเตือนว่า ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายก็ได้ครับ ถ้าทุกคนมีสปิริต (Spirit) ครับ ถ้าทุกคนมีน้ำใจนักกีฬา ถ้าทุกคนเคารพกฎหมายครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านไม่มีหัวใจของสปิริต (Spirit) ทางด้าน การกีฬามันไม่มีทางทำให้การเมืองที่จะสงบไปได้ รัฐธรรมนูญร่างมาฉบับที่ ๒๐ แล้วครับ กำลังจะร่างฉบับที่ ๒๑ อีกแล้ว คราวที่แล้วผมก็ขออนุญาตไว้แล้วว่าไม่รู้อีกกี่ฉบับถ้าเรา ไม่เปลี่ยนแปลงตัวเราเองก่อนก่อนจะปฏิรูปอะไรก็แล้วแต่นะครับ ก่อนที่จะให้ใครลาออก ก่อนที่จะชื่นชมใคร ก่อนที่จะตำหนิใครมองตัวเองก่อนครับ เห็นตัวเองหรือยังว่ามีสปิริต (Spirit) จริงหรือยังก่อนที่จะไปกล่าวหาใคร ก่อนที่จะไปให้ร้ายใคร ก่อนที่ไปพูดถึงคนอื่นในทางสาดเสียเทเสีย เสีย ๆ หาย ๆ ก้มมองตัวเองบ้างครับ สปิริต (Spirit) ของตัวเองสำคัญที่สุด ไม่ต้องไปมองสปิริต (Spirit) คนอื่น เอาของตัวเราเองก่อน ถ้าตัวเราเองดีแล้ว นั่นละครับ ถึงค่อยมองสปิริต (Spirit) ของคนอื่นครับ แล้วก็ ค่อย ๆ ช่วยกันแนะนำ ค่อย ๆ ช่วยกันกล่อมเกลา ผมเป็นครูครับ ชีวิตเป็นครูทั้งชีวิต ถึงแม้จะเป็นครูสอนฟุตบอล เป็นโค้ช (Coach) แต่ผมมีจิตวิญญาณครับ ผมเห็นเด็ก เห็นเยาวชนออกมาเคลื่อนไหว ผมดีใจครับ เด็กสนใจการเมืองแล้ว แต่สิ่งที่ผมรับไม่ได้คือ คำหยาบคายครับ ท่านทราบไหมครับ นักฟุตบอลเล่นกันในสนาม แค่กล่าวคำ เขาใช้คำว่า คำหยาบคายแล้วกัน กรรมการ แค่กรรมการนะครับ ไม่ต้องศาลครับ กรรมการได้ยินให้ ใบเหลืองเลยครับ หรือไม่ก็เตือนก่อน เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากจะเห็นว่าเราเปิด ช่องว่างให้กับเด็ก ๆ ทุกคน เยาวชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเจเนเรชัน (Generation) ครับ แต่สิ่งที่เราต้องประคองเขา ให้ความรัก ให้การอบรมเขา คือสิ่งที่เขาใช้คำหยาบคายครับ เพราะมิเช่นนั้นแล้วสังคมตอนนี้น่าห่วงที่สุด ท่านดูในกรุ๊ปไลน์ (Group line) ของท่านเอง กรุ๊ปไลน์ (Group line) ของผม กรุ๊ปไลน์ (Group line) ของแต่ละที่ ถ้าเพื่อน ๆ บอกว่า หรือกลุ่มไลน์ (Line) บอกว่าคุยกันเรื่องการเมือง อย่าคุย ห้ามคุยเรื่องการเมืองเด็ดขาด เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมอยากจะเห็นทางออกของประเทศไทยอย่างหนึ่งคือเรื่องของ การปฏิรูปการศึกษาโดยเฉพาะเรื่องของการกีฬาด้วยครับ ทั่วโลกตอนนี้ใช้กีฬา เป็นสื่อนะครับ ใช้การออกกำลังกายเป็นสื่อในการที่จะกล่อมเกลาชีวิตมนุษย์ให้อยู่กับ ระเบียบ กฎ กติกาแล้วถึงมากฎหมาย แล้วก็รัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ต่างจากเพื่อน ๆ สมาชิกที่พูดกันมา ๒ วันแล้ว ผมอยากจะเป็นส่วนน้อยส่วนนิด แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นเสียงอีกเสียงหนึ่งซึ่งอาจจะไม่มีอยู่เลย ในรัฐสภานี้ที่ไม่มีใครพูดถึง รัฐธรรมนูญ ๒๐ ฉบับ ผมบอกเลยว่าเพิ่งมีฉบับนี้ละครับ มาตรา ๗๑ ที่ระบุไว้ว่ารัฐต้องดูแลเรื่องการกีฬาของประเทศ เพราะฉะนั้นท่านจะร่างอีก กี่ฉบับก็แล้วแต่ผมขอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้โดยเฉพาะมาตรา ๗๑ เพราะมิฉะนั้นแล้ว วุ่นวายครับ สปิริต (Spirit) ไม่มีครับ แพ้ไม่เป็น ชนะก็ไม่เป็น ขอโทษก็ไม่เป็น ให้อภัยก็ไม่ได้ มันน่าห่วงจริง ๆ ครับ อันนี้คือส่วนที่ผมอยากจะเห็น

ส่วนที่ ๒ ถ้ามองกีฬาเหมือนกับการเมือง รัฐบาลกับฝ่ายค้านเหมือน คู่แข่งขันครับ แต่คู่แข่งขันต้องไม่ใช่ศัตรู ถ้าเรามองคู่แข่งขันเป็นศัตรูเมื่อไร จบครับ รบกันอยู่ ตลอดเวลา ใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ต้องล้มลงไป เปลี่ยนขั้วเมื่อไรก็ล้มกันอีก ล้มกันไป ล้มกันมาอย่างนี้ครับ ประเทศชาติเสียหาย ตั้งสติครับ ตั้งสติให้ได้ หยุด กขต. ครับ สร้างความเกลียดชัง สร้างความขัดแย้ง สร้างความแตกแยกด้วยถ้อยคำอันหยาบคายครับ สิ่งเหล่านี้ละครับมันจะกร่อนเกลาชีวิตของมนุษย์ไปทีละนิด ๆ แม้กระทั่งเยาวชนก็จะถูก ปลูกฝังไปในสิ่งที่ผิด ๆ สุดท้ายครับ ต้องขอกันเลย กองเชียร์กำลังจะตีกันตายนะครับ เพราะ ๑ ในนั้นคืออะไรครับ การปฏิรูปสถาบันครับ ขอครับ กองเชียร์มีทั้ง ๒ ฝ่ายเลยครับ เพราะฉะนั้นในรัฐสภานี้ ในส่วนตัวของผมหัวข้อนี้ควรจะไว้ทีหลังอย่าเพิ่งนำมาพูดจา เพราะกองเชียร์กำลังจะออกมา กองเชียร์ทั้ง ๒ ฝ่ายกำลังจะออกมาครับ เพราะฉะนั้นฝากเป็นประเด็นของรัฐสภาไว้เลยครับ ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่และผมเน้นตลอดเลยคือการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปตัวเอง สิ่งที่เป็นส่วนสำคัญที่สุดของโลกคือทรัพยากรมนุษย์ ตอนนี้ข้อสังเกตของผมอีกเรื่องหนึ่ง น่าห่วงที่สุดคือการสร้างทรัพยากรมนุษย์ครับ เราสร้างคนผิด เราทุบทิ้งไม่ได้ แล้วคนผิด ๆ กำลังไปสร้างคนต่อ สร้างเครือข่ายสร้างเน็ตเวิร์ก (Network) อันนี้น่าห่วงครับ

ประเด็นสุดท้ายจริง ๆ ครับ ขออนุญาตนำคำสอนของหลวงพ่อปัญญา นันทภิกขุมาครับ ท่านบอกเลยว่า หน้านอกบอกความงาม หน้าในบอกความดี หน้าที่ บอกความสามารถ ท่านเน้นนะครับว่า หน้านอกกับหน้าในแต่งให้พอดี แต่หน้าที่แต่งให้ มาก ๆ ขอบคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขขออนุญาตชี้แจงนะครับ แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็น ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ คุณพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค โดยลำดับต่อไป ขอเชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอนุทิน ชาญวีรกูล สมาชิกรัฐสภา ในฐานะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตใช้เวลานี้ ขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้กรุณาอภิปรายเกี่ยวกับ เรื่องโควิด (COVID) ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย พร้อมทั้งส่งคำชื่นชมในการที่รัฐบาลได้รับมือ กับสถานการณ์โรคระบาดโควิด ๑๙ (COVID-19) นี้ตั้งแต่ต้นปี ก็คือตั้งแต่ปีใหม่ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน อยากกราบเรียนให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านได้รับทราบนะครับว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วง ๑๐ เดือนที่ผ่านมาท่านให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการแก้ไขสถานการณ์โรคระบาด โควิด ๑๙ (COVID-19) ท่านได้ตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิดแห่งชาติ ตอนที่ตั้งมาผู้คน ก็บอกว่านายกรัฐมนตรียึดอำนาจกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว นายกรัฐมนตรีเอาอำนาจของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปบริหารเอง วันนั้นจนถึงวันนี้พิสูจน์แล้วครับว่า ข้อครหาเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นครับ ตรงกันข้ามครับ การที่เรามีศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด แห่งชาติ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้นั่งเป็นประธานในการประชุมทุกครั้ง แล้วท่านได้ สนธิบูรณาการองค์การส่วนราชการทุกหน่วยงานเข้ามารวม ทำให้เกิดพลังในการต่อสู้ และรับมือกับเชื้อไวรัสโควิด ๑๙ (Virus COVID-19) ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนถึงปัจจุบัน คงไม่ต้องสงสัยครับว่าในขณะนี้ประเทศไทยเราอยู่ในลำดับต้น ๆ อาจจะเป็นลำดับ ๑ ด้วยซ้ำในการรับมือกับโรคระบาดโรคนี้ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ารัฐบาลไม่ให้ ความใส่ใจและไม่ได้รับความร่วมมือที่ดีจากพี่น้องประชาชนทุก ๆ คน ตลอดจนข้าราชการ ทุก ๆ ภาคส่วนที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้กับโรคนี้ วันนี้เราเข้าเดือนที่ ๑๐ แล้วครับ เรารู้จักมันมา ๑๐ เดือนแล้วครับ แล้วเราก็เริ่มรุกไล่มันกลับเข้าไปบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้เขา รุกไล่เรามาฝ่ายเดียว ตอนที่เกิดโรคระบาดใหม่ ๆ เรายังไม่รู้จักเขาดีพอ เรายังไม่มีอุปกรณ์ การแพทย์ ไม่มีเวชภัณฑ์ คณะแพทย์ พยาบาล เภสัชกรยังไม่รู้จักธรรมชาติของโควิด (COVID) นี้ หน้ากากอนามัยขาดแคลนถูกกักตุนแล้วก็เพิ่มราคาที่ไม่มีเหตุผล แต่รัฐบาลชุดนี้ ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีทุกท่านใช้เวลาไม่เกิน ๓ เดือน ในการแก้ไขให้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของโรคระบาดที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ได้กลับคืนสู่สภาพที่เราอยู่ได้โดยเร็วที่สุด วันที่เรายังไม่มีห้องแยก วันที่เรายังไม่มียา วันที่เรา ยังไม่มีเวชภัณฑ์ ขาดแคลนไปทุกอย่าง ขาดแคลนพีพีอี (PPE) ขาดแคลนยาที่ใช้รักษา ขาดแคลนห้องในเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม พอเข้าเดือนมิถุนายนเท่านั้นครับ ทุกอย่างกลับสู่สภาพเดิม สภาพพร้อมที่สุดที่ระบบการสาธารณสุขของประเทศจะทำได้ เรามีห้องที่จะพร้อมรองรับผู้ป่วยเป็นหมื่น ๆ คน เรามียาที่เพิ่มขึ้นจาก ๘,๐๐๐ เม็ด เป็น ๗๐๐,๐๐๐ เม็ด เรามีแพทย์ที่เข้าใจโรคโควิด (COVID) แล้วที่สำคัญที่สุดเราไม่ต้อง พึ่งพาการนำเข้าเวชภัณฑ์ใด ๆ อีกแล้วครับ ชุดพีพีอี (PPE) ผลิตได้ในเมืองไทยทันทีที่เรารู้สึก ว่าขาดแคลน เราได้รับความร่วมมือจากสมาคมสิ่งทอ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านกรุณาเรียก สมาคมสิ่งทอแล้วขอร้องให้เขารีบเร่งผลิต วัตถุดิบที่นำมาเป็นชุดพีพีอี (PPE) เพื่อให้แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกท่านได้เข้าถึงคนไข้โดยที่ไม่ต้องระแวงว่าจะเกิดการติดเชื้อ จากละอองฝอยของคนไข้หรือเปล่า ความร่วมมือที่ดีจากภาคเอกชนทำให้ทุก ๆ อย่างในวันนี้ เกิดความพร้อมสรรพหมดครับ หน้ากากอนามัยที่คล้ายกันชิ้นละ ๒๐ กว่าบาท วันนี้ เหลือ ๑.๖๐ บาท แล้วก็ไม่ขาดแคลนด้วยครับ วันนี้องค์การเภสัชกรรมได้ตั้งไลน์ (Line) ที่ผลิตหน้ากากอนามัยเองครับ ปิดทาง ปิดโอกาสพ่อค้า นักฉวยโอกาสที่จะกักตุน เพิ่มราคาหน้ากากอนามัยที่จะนำไปให้กับพี่น้องประชาชนโดยสิ้นเชิง แล้วเรื่องวัคซีน ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาแสดงความกังวลถึงนะครับ ประเทศไทยเป็นประเทศเดียว ที่เซ็นบันทึกข้อตกลงเอ็มโอยู (MOU) กับทุก ๆ สถาบันที่เป็นสถาบันชั้นนำในการพัฒนา คิดค้นวัคซีนนี้ขึ้นมา เราเซ็นกับโคแวกซ์ (COVAX) ซึ่งเป็นองค์กรที่พัฒนาวัคซีนภายใต้ การกำกับขององค์การอนามัยโลก การที่เราไปร่วมมือกับโคแวกซ์ (COVAX) รายเดียว เท่ากับเราร่วมกับสถาบันที่คิดค้นวัคซีนนี้เกือบ ๒๐ แห่ง นอกจากนั้นเรายังเพิ่งเซ็นกับ มหาวิทยาลัยออกฟอร์ด แล้วก็บริษัทผลิตยาชั้นนำของโลกแห่งหนึ่ง ซึ่งถ้าเขาทดลองสำเร็จ เขาจะถ่ายทอดวิทยาการเหล่านี้มาให้กับโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยให้ทำการผลิตวัคซีน ขึ้นมาให้สำเร็จ แล้วทำการแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน ผมให้คำยืนยันครับว่ารัฐบาลชุดนี้ จะทำให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด (COVID) ทันทีที่การค้นพบ และการผลิตวัคซีนเกิดความสำเร็จขึ้นมานะครับ นอกจากนี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้ให้การสนับสนุนในทุก ๆ สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอท่านขึ้นไปเพื่อทำให้เกิดขวัญกำลังใจและเกิดพลังในการต่อสู้กับโรคโควิด (COVID) เริ่มมาจากการบรรจุข้าราชการถึง ๔๕,๖๘๔ ตำแหน่ง ที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด (COVID) จากลูกจ้างชั่วคราวให้เขาได้เป็นข้าราชการประจำ เขามีกำลังใจ เขาพร้อมที่จะต่อสู้ ซึ่งพลังนี้ เห็นได้อย่างชัดเจนครับ เรื่องของพี่น้อง อสม. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ซึ่งเรามี อยู่ถึง ๑,๐๕๐,๐๐๐ คนโดยประมาณ รัฐบาลชุดนี้ได้ให้การดูแล ได้ตระหนักถึงความทุ่มเท ของพวกเขาเหล่านั้นในการที่ช่วยรัฐบาลสอดส่องดูแล เคาะประตูบ้าน นำยาไปแจก คอยให้ ความรู้ความเข้าใจให้กับชาวบ้าน รัฐบาลชุดนี้ได้ให้ค่าตอบแทนกับพี่น้อง อสม. ตั้งแต่ มีการเริ่มระบาดขึ้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้คำสัญญาต่อพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศว่าตราบใดที่โควิด (COVID) ยังอยู่ รัฐบาลชุดนี้จะให้การดูแล ให้ค่าตอบแทน พี่น้อง อสม. จนกว่าโรคโควิด (COVID) จะหมดไป นอกจากนี้รัฐบาลยังได้อนุมัติอย่างที่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้แจงสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่นี้ว่าได้อนุมัติ งบประมาณถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ในการที่จะเอามาใช้ต่อสู้กับโรคโควิด (COVID) พัฒนา สถานบริการทางการสาธารณสุขแล้วก็ใช้ในเรื่องของการยกระดับระบบการสาธารณสุขของ ประเทศไทย คิดว่าใช้ไม่ถึงหรอกครับ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ไม่น่าถึงครับ ยังห่างครับ เพราะว่า เราไม่มีคนไข้ แล้วเราก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนถึงจุดที่ว่าเราไม่มีการติดเชื้อในประเทศนี้ มาเป็นระยะเวลามากกว่า ๔ เดือนแล้ว ที่มีการติดเชื้อที่เป็นข่าวภายใน ๒-๓ อาทิตย์ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ก็เป็นการติดเชื้อในที่ที่เราควบคุมได้ ในที่ที่เราขอให้เขาเข้ามารับการกักกันตัว ผมกราบเรียนเลยครับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาตรงนี้ การที่จะไปมองว่าจะต้องไม่มีการติดเชื้อ ในประเทศนี้เป็นเป้าหมายที่ผิดอย่างแน่นอนครับ แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ได้ให้การสนับสนุน ระบบการสาธารณสุขก็คือพยายามให้มีการติดเชื้อให้น้อยที่สุด เมื่อมีการติดเชื้อที่ไหน เราตรวจสอบได้ทันที เราคัดกรองได้ทันที เรานำเขาไปรับการรักษาพยาบาลได้ทันที วันนี้ ความพร้อมมีครบครับ ต้องขออนุญาตกราบเรียนสมาชิกผู้ทรงเกียรติให้รับทราบ ถือว่าเป็น ข่าวดีนะครับ แล้วก็ถือว่าการที่ได้รับการร่วมมือ กำลังใจจากสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน พี่น้อง ประชาชนทุกคน ตลอดจนผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาคของอย่างมากมายในช่วงที่เราต่อสู้กับ โควิด (COVID) นี่คือพลังที่ทำให้ประเทศไทยของเราสามารถรับมือกับสถานการณ์โควิด (COVID) นี้ได้เป็นอย่างดีนะครับ แล้วก็ยังมั่นใจว่าเราจะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ได้ต่อไป ขออนุญาตนะครับ ขอให้สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติได้รับทราบว่าประเทศไทยหลังจาก สถานการณ์โควิด (COVID) จะเป็นประเทศไทยที่ทุก ๆ ประเทศในโลกนี้จะต้องให้ ความสำคัญ จะต้องให้ความสำคัญในการเข้ามาลงทุน เข้ามาพำนัก เข้ามารักษาพยาบาล เข้ามาท่องเที่ยว ประเทศไทยหลังโควิด (COVID) จะต้องเป็นประเทศไทยที่มีความมั่นคง แข็งแกร่งในทุก ๆ ด้าน จะเป็นที่เชื่อมั่นของทุกคนในโลกนี้ที่จะให้ความมั่นใจแล้วก็มา เพิ่มรายได้ให้กับประเทศให้กับคนในประเทศนี้ หากพวกเราทุกคนอยู่กันด้วยความสามัคคี อยู่กันด้วยความเข้าใจว่าประเทศนี้ยังจะต้องเดินหน้าต่อไป แล้วสิ่งเดียวที่จะเป็นแรงดึงดูด ให้กับทุก ๆ คนที่จะมาให้ความสำคัญกับประเทศนี้คือความสามัคคีของชนในชาติ ซึ่งพวกเราทุกคนล้วนตระหนักดี แล้วก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือเช่นนั้น ผมมีความเชื่อ เช่นนั้นนะครับ ขอให้ความมั่นใจ และขออนุญาตท่านประธานชี้แจงในกรณีของโควิด (COVID) เพียงเท่านี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เนื่องจาก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ขอชี้แจง แต่ว่าบังเอิญผมประกาศชื่อไว้ก่อนนะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ผมขออนุญาตให้ท่านวิสารขอเวลาไว้ ๑๐ นาที ท่านพีระวิทย์ขอเวลาไว้ ๒ นาที ๒ ท่านได้ก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวถึงท่าน เชิญท่านวิสารครับ

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เรามองสัปปายะ สภาสถาน ห้องสุริยันเราแห่งนี้นะครับ มองข้างบนนี่ผมคิดว่าเหมือนอย่างที่ชาวบ้านเขาบอก ไว้จริง ๆ ครับอยู่ในกะลา เหมือนไหมครับ เรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าแน่นอนครั้งนี้ ผมต้องกราบขอบพระคุณเป็นเบื้องต้นคือท่านประธานชวน หลีกภัย ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ เพราะท่านเป็นผู้ที่ริเริ่มขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แน่นอนครับว่าสมาชิกวุฒิสภา ท่านก็อวยครับ ทุกท่านนี่ผมเคารพนะครับ เพราะว่าเกียรติประวัติท่านเป็นนายพล พลเอก พลตำรวจเอก เป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวง เป็นทูต แต่ที่มาของท่านนะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านวิสารครับ

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ครับ ท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เพื่อให้เป็นที่เข้าใจ ประชาชนจะได้ เข้าใจว่าที่จริงก็เป็นความริเริ่มของพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในเรื่องนี้นะครับ

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย 🔗

แต่ต้อง กราบขอบพระคุณท่านประธานจริง ๆ เพราะว่าผมทราบว่าท่านประธานเป็นผู้ริเริ่มเชิญ ประชุมทั้งหมด อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ผมขออนุญาตว่าผมเคารพความเป็น สมาชิกวุฒิสภาและท่านก็มีหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในส่วนของพรรคฝ่ายค้านนะครับ ผมเองยืนยันว่าผมคงไม่มีการชมท่านไม่อวยท่าน เราจะต้องพูดความจริงครับ สิ่งที่ผมจะขอ อนุญาตเรียนถึงทางสมาชิกฝ่ายรัฐบาลนะครับ ทุกท่านที่ขึ้นมานี่ท่านก็เป็นสิทธิของท่าน เพราะท่านเป็นลูกพรรคท่านต้องอยู่กับนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่ผมอยากจะขอเรียน ท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีครับ ผมทราบว่าบางครั้งถึงคราวคับขันนะครับ ใน ครม. ไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็นให้ท่านนายกรัฐมนตรีจริงหรือเปล่าครับ ผมเรียนท่านประธาน ว่าผมจะไม่ร่ำรี้ร่ำไร ผมมาวันนี้ ๓ ข้อในเหตุผลของการเปิดประชุม ผมจะไม่พูดเพื่อนสมาชิก พูดไปเยอะแล้วครับ แต่สิ่งที่ผมอยากเรียนท่านประธานว่านับตั้งแต่วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ปีนี้ครับ เราเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการเรียกร้องชุมนุมของพี่น้องนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน นับถึงวันนี้ ๓๙ วันแล้วครับท่านประธานครับ แต่รัฐใช้วิธีปราบอย่างไร้มนุษยธรรม คุกคาม จับกุม คุมขัง และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง และมีการตอบโต้ลุกลามขยาย ไปทั่วประเทศ ท่านประธานครับ สาเหตุก็เพราะว่าการแก้ปัญหาผิด ๆ เดี๋ยวนี้ทุกหย่อมหญ้า ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ลามไปถึงต่างประเทศ ผมฟังท่านสมาชิกวุฒิสภาได้เล่าให้ฟังนะครับ เดี๋ยวนี้ก็กังวลครับเพราะว่ามันมีมือที่สามเข้าไปเกี่ยวกับเรื่องเรียกร้องของประเทศอื่น ๆ ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่จับล่ะครับพวกนี้ ไปจับแต่เด็ก ๆ ครับ คนที่เอาป้าย เอาธง เอานานาชาติ มาเรียกร้องความเป็นธรรมในเมืองไทยนี่มันแอบแฝงทั้งนั้นครับ ผิดชัดเจน มีหน้ามีตาทำไมไม่จับ แต่ท่านมาจับเด็ก ๆ อายุ ๑๔ ปี อายุ ๑๕ ปี เด็กใส่เนตรนารีอย่างนี้ครับ ผมเรียน ท่านประธานว่าขณะนี้ผมขอเรียนถามท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ ท่านไปเรียนวิธีการ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งมาจากไหนครับ ดาวอังคารหรือครับ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น หน้าสยามพารากอนท่านก็ให้พี่น้องประชาชนที่เป็นเด็ก ๆ ใช้ความรุนแรงครับ ท่านใช้ ความรู้สึกคิดในใจว่าเด็กพวกนี้เป็นศัตรู ผมเรียนท่านประธานว่าจากนั้นยังไม่พอนะครับ ท่านไม่ได้รับรู้ถึงความเรียกร้องของพี่น้องประชาชนตั้งแต่พรรคฝ่ายค้านเรามีการขอเปิดประชุม มีการแจ้งเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องการแก้ไขปัญหาที่เรากังวล สุดท้ายในวันต่อมาท่านก็มาแถลง ต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศอีกครับว่าท่านไม่ต้องการความเรียกร้อง ข้อเรียกร้องต่าง ๆ ท่านอ้างว่าท่านจะใช้เวทีรัฐสภาแก้ปัญหาความขัดแย้ง ผมถามท่านประธานนะครับว่า ประชาชนข้างนอกเขาจะเชื่อหรือครับ ในขณะวันนี้ท่านเป็นตัวขัดแย้งเอง ผมเรียนเลยว่าวุฒิสมาชิกก็ใช่ครับ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ก็ใช่ครับ ครม. ก็ใช่ครับ ปัญหาอยู่ที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียวครับ ท่านคือ ตัวผู้ขัดแย้งอย่างแท้จริง สิ่งที่ผมอยากเรียนท่านประธานก็คือขณะนี้ถ้าเราแก้ปัญหาแบบนี้ ม็อบ (Mob) ต่าง ๆ พี่น้องประชาชนต่าง ๆ เดี๋ยวนี้ไม่รู้กี่ล้านคนนะครับ เขาไม่ฟังครับ ที่สำคัญก็คือมันลุกลามจนกระทั่งขณะนี้ผมไม่อยากเห็นเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ไม่อยากเห็นพฤษภาคม ๒๕๑๙ ไม่อยากเห็นปี ๒๕๓๕ ไม่อยากเห็นปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๖ ท่านประธานครับ ผมหลับตา ผมนอนไม่หลับมาหลายวันครับ ผมเห็นเพื่อนจะต้องโดนยิง โดยกระสุนนิรนามมาจากไหนก็ไม่ทราบ ผมเห็นสมองคนที่เกลื่อนถนน ผมเห็นทหารบางคน ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร ขาก็มาขาด อันนี้คือพี่น้องประชาชนคนไทยหรือครับ สิ่งที่อยากฝาก ท่านประธานก็คือขณะนี้ผมคิดว่าคนที่จะต้องแก้ไขมีคนเดียวครับ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านคือตัวผู้ขัดแย้งอย่างแท้จริง ผมฝ่ายค้าน พรรคฝ่ายค้านเราก็ไม่ใช่ที่จะไปร่วม แก้ไขกับท่านได้ครับ ผมหวังอย่างยิ่งอยากเรียกร้อง อยากเชิญชวนนะครับ ทราบว่า ท่านนายกรัฐมนตรียังอยู่ที่นี่นะครับ ขอเชิญมาฟังหลักคิดแนวทางระบอบประชาธิปไตย หน่อยเถอะครับ อำนาจประชาธิปไตยเป็นอำนาจของพี่น้องประชาชน เป็นอำนาจสูงสุดของ ราษฎรในการบริหารชาติบ้านเมืองครับ ท่านมีธรรมาภิบาล ท่านก็ต้องรับฟังพี่น้องประชาชน และการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว ท่านจะต้องเป็นคนเริ่มต้นครับ เพราะท่านเป็นหัวหน้า รัฐบาล ท่านไม่มีความรู้สึก ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ และที่สำคัญคือไม่มี วุฒิภาวะของการเป็นผู้นำในทางการเมืองเลยครับ เรียนท่านประธานว่ากระผมในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ผมขอวิงวอนเรียกร้อง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแสงเทียนอยู่ปลายอุโมงค์ ผมเรียนขอเถอะครับ ผมไม่อยากเห็นท่าน เป็นทรราช ผมอยากให้ท่านเป็นวีรบุรุษครับ การตัดสินใจวันนี้นะครับท่านประธาน ขอว่า มีอันเดียว ขณะนี้ท่านอย่าไปคิดว่าเด็ก ๆ รุ่นนี้เขาเป็นคนที่โดนฝังชิป (Chip) เป็นคนที่โดน จักรวรรดินิยม ซึ่งผมคิดว่าเราอยู่ในกระดองเลยครับ เด็กรุ่นใหม่เป็นพลเมืองผู้รู้โลกกว้าง เขาเป็นพลเมืองของโลก ผมเสียใจที่สุดก็คืออยากเอาคลิป (Clip) น้อง ๆ ไม่เสียหายหรอกครับ น้องอังอัง น้องมายด์ ๒ นาที ๓ นาที ซึ่งเขาเป็นตัวแทนที่จะมาพูดแทนพี่น้องประชาชน เมื่อวันที่ ๑๗ ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเข้าไปเดินสำรวจเพื่อหาข้อมูลจะมาอภิปรายวันนี้ครับ ที่ราชประสงค์ ท่านประธานครับ คิดในแง่ดีนะครับ ประเทศไทยเราทุกวันนี้เจริญยิ่งกว่า อังกฤษครับ เรามีการอภิปรายเป็นหย่อม ๆ แล้วก็พูดแต่เรื่องดี ๆ ทั้งนั้นเลยครับ สิ่งที่ทาง เพื่อนสมาชิกรัฐสภาฝั่งรัฐบาลกับวุฒิสมาชิกเห็นก็เป็นอีกด้านหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมเข้าไปเห็นนี่ครับ มีการเอื้ออาทรกัน มีการเล่นละครกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ไม่มีการจาบจ้วง ครับ แต่สิ่งที่ผมอยากเรียนท่านก็คือว่าขณะนี้เด็กรุ่นนี้ อังอังอายุ ๑๖ ปี แต่บางคนอายุ ๖๖ ปี ผมไม่ต้องพูดถึงเรื่องภาษาอังกฤษ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องวิสัยทัศน์ แต่เขาให้สัมภาษณ์กับสำนัก ข่าวต่างประเทศ พูดด้วยน้ำเสียงใส เขาก็กลัวนะครับ น้องอังอังก็ยังคิดว่าตัวเองอาจจะเรียน ไม่จบ มีความกลัว ตัวเองมีคอสต์ (Cost) มีต้นทุน แต่เขาคิดได้ครับว่าเขาจะรีเทิร์น คอสต์ (Return Cost) ของเขาได้อย่างไร ผมไม่ได้คิดว่าตัวนี้มันจะเป็นพิษภัยร้ายแรงอะไร แต่สิ่งที่ผมอยากเรียนท่านประธานก็คือเด็ก ๆ เหล่านี้เขาเรียกร้องให้มีความเสมอภาค ให้มีความเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเขาต้องการที่จะเห็นอนาคตของเขาครับ ผมเรียนท่านประธานว่า ณ วันนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีออกมาบอกว่าให้ถอยคนละก้าวนี่ ผิดแล้วครับ ผิดอย่างมหันต์เลย ท่านนายกรัฐมนตรีต้องถอยก่อนครับ ท่านกล้าไหมล่ะครับ เชิญเด็กพวกนี้เอาเข้าไปในทำเนียบก็ได้ ที่ไหนก็ได้ครับ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือท่านต้องมี ความจริงใจครับ ความจริงใจของท่านนั่นหมายถึงว่าท่านต้องรับฟัง ที่สำคัญก็คือคนที่โดน ข้อหาชุมนุม เพียงแค่ท่านสั่งการว่าคนไหนที่ประกันก็อย่าคัดค้านประกัน ออกมาก่อน เห็นด้วยกับท่านสมาชิกวุฒิสภานะครับ เห็นด้วยกับทาง ส.ส. ฝ่ายค้านหลายท่านนะครับ ท่านเอาพวกนี้ออกมาและท่านก็มานั่งคุยด้วย รับฟังด้วย เผื่อที่จะให้ดีที่สุดท่านอาจจะ ต้องลดครับ หมายถึงว่าตัวเองมีอำนาจล้นฟ้าคุมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถ้าท่านไม่ลดเพื่อที่จะให้เกิดความขัดแย้ง ลดลงนี่ครับ ท่านต้องลงมาครับ อาจจะให้ท่านประธานรัฐสภาเป็นคนกลางก็ได้ครับ เอาฝ่ายละ ๕ คน ฝ่ายละ ๗ คน ฟังข้อมูลสิครับ ขณะนี้เขาต้องการอะไรครับ ความขัดแย้งเขาก็คืออยากให้ยุบสภา อันที่ ๑ อยากให้นายกรัฐมนตรีลาออก อ้าวลาออกแล้วมันเป็นอย่างไร เลือกตั้งมา ๒๕๐ เสียง ก็เลือกนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์อย่างดี และหลังจากนี้เขาต้องการให้แก้ไข รัฐธรรมนูญ จะแก้ไขแล้วมันอย่างไรล่ะ จะแก้ภายในเดือนธันวาคมจริงไหม เพื่อนสมาชิก เราพูดบอกว่าเครดิตท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีครับ ใครก็ไม่เชื่อครับ ที่สำคัญคือเรื่องสถาบัน ผมคิดว่าตัวนี้ถ้ามีโอกาสได้ปรึกษาหารือคุยกันในวงแคบ ๆ ไม่ใช่เฉพาะพวกเรานะครับ ตอนนี้ พี่น้องประชาชนเขาไม่ได้คิดว่าเขาเชื่อถือในการแก้ปัญหา แต่ที่สำคัญก็คือตัวท่านนายกรัฐมนตรีเอง จะต้องลงมาครับ แล้วต้องมาฟังจริง ๆ ครับ ฟังด้วยใจเปิดเลยครับ ท่านประธานครับ สุดท้าย ผมเรียนท่านประธานว่ามีหลายเรื่องที่ผมอยากพูด แต่สิ่งที่ผมไม่อยากเห็นก็คือว่าผมคิดแล้ว ว่าวันนี้ผมต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ทราบประธานทราบดีนะครับว่าผมเป็น ส.ส. ปี ๒๕๒๙ ผมรักสภา ผมมิบังอาจที่จะทำอะไรให้สภามีอันเสื่อมเสีย แต่วันนี้ผมคิดไม่ออกว่าผมจะ แก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ผมไม่อยากให้เด็ก ๆ ต้องเลือดตกยางออก ผมขอเรียนท่านประธานว่า สิ่งที่ผมจะเรียกร้องวันนี้อาจจะผิดข้อบังคับสภา แต่ผมต้องทำครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกรีดเลือดให้ประยุทธ์เห็นว่าผมตั้งใจจริง ๆ และขออนุญาตท่านประธานว่า ขอให้เป็นตัวอย่างสุดท้ายและอย่าให้มีอีกนะครับ ๓ แผลเอาไปเลยครับ ขออนุญาตเถอะครับ ท่านประยุทธ์ ท่านจะเป็นทรราชหรือจะเป็นวีรบุรุษครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณวิสารครับ ไม่อนุญาตให้กรีดเลือดนะครับ ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณพีระวิทย์ ๒ นาทีนะครับ

นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค สมาชิก รัฐสภา ผมอยากให้สังคมไทยในปัจจุบันสันติสุขด้วยสันติวิธี เรายังอยู่ในช่วงเฝ้าระวังของ โควิด-๑๙ (COVID-19) ความบอบช้ำที่เราจะต้องเหลียวแลก็คือความอิ่มท้อง อยู่รอด ของพี่น้องประชาชน ลำพังรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวคงไม่สามารถที่จะทำสำเร็จถ้าพวกเราทุกคน ในประเทศไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจัง

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านพีระวิทย์ ผมรอนิดเดียวนะครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูหน่อยนะครับ ช่วยไปดูท่านวิสารนิดหนึ่ง เจ้าหน้าที่ช่วยดูนิดหนึ่ง แล้วก็ให้ แพทย์กับพยาบาลที่มีอยู่นั้นช่วยดูให้หน่อย เชิญคุณพีระวิทย์ต่อครับ

นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ผมขออนุญาตเริ่มใหม่เลยได้ไหมครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อนุญาตครับ

นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ กระผมอยากให้สังคมไทยในปัจจุบันสันติสุขด้วย สันติวิธี เรายังอยู่ในช่วงเฝ้าระวังโควิด-๑๙ (COVID-19) ความบอบช้ำที่เราจะต้องเหลียวแล ก็คือความอิ่มท้อง ความอยู่รอดของพี่น้องประชาชน ลำพังรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวคงจะทำ ไม่สำเร็จอย่างแน่นอนถ้าพวกเราทุกคนในประเทศไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจัง ผมไม่อยากให้ มีประเด็นความขัดแย้งกรณีชุมนุมมาเป็นปัญหาซ้ำเติม จึงอยากให้สภาแห่งนี้ถกกันให้จบ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นพวกเราทุกคนรับรู้กันหมดแล้วครับ ทำไมทุกฝ่ายไม่หาข้อยุติร่วมกัน ก่อนที่ผู้ชุมนุมแต่ละฝ่ายจะมาเผชิญหน้ากัน แนวทางออกข้อเสนอที่ดีที่สุดน่าจะอยู่ที่ ฝ่ายค้าน เพราะใกล้ชิดเข้าใจผู้ชุมนุมมากที่สุด แต่ควรเสนอแนวทางอันสร้างสรรค์ให้รัฐบาล สามารถลงมือทำได้ แต่หากรัฐบาลไม่มีศักยภาพทำไม่ได้ค่อยมาเรียกร้องให้ลาออก ณ เวลานี้ ต้องเปิดเวทีแห่งการพูดคุยของทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน วุฒิสภา จนถึง ฝ่ายผู้ชุมนุม เราจะต้องมีตัวกลางเจรจาไกล่เกลี่ย สมมุติตัวกลาง เช่น สถาบันพระปกเกล้า มหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือใครก็ได้ที่พร้อมจะไกล่เกลี่ย และขอให้ทุกฝ่ายเปิดใจซึ่งกันและกัน เคารพในหน้าที่ของตนเองและผู้อื่นเพื่อทางออกที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ถูกใจแต่ละฝ่าย ไปเสียทั้งหมด แต่ผมเชื่อว่าหลายพรรค หลายท่านในห้องประชุมนี้สามารถพูดคุยกับผู้ชุมนุม ให้เข้าใจได้ ออมชอมกันได้ เราจะต้องเริ่มต้นจากตัวพวกเรานี่ละครับท่านประธาน เพื่อความสงบของบ้านเมือง และมาช่วยกันสร้างความอิ่มท้องให้กับพี่น้องประชาชน เรื่องรัฐธรรมนูญก็กำลังจะดำเนินการอยู่แล้ว เรื่องปฏิรูปสถาบันก็เปิดโอกาสให้ตั้ง กรรมาธิการศึกษาให้ทั่วทั้งประเทศรับรู้เลยว่าต้องการจะปฏิรูปอะไรกันอย่างไร คนไทยส่วนใหญ่ทั้งประเทศจะรับได้หรือไม่ และทุกฝ่ายต้องเคารพในกติกาไม่เช่นนั้นเราจะ ได้ยินแต่คำประโยคที่ว่าปฏิรูปสถาบันจนเข้าใจกันไปคนละทิศคนละทาง กระผมหวังว่า ๒ วันนี้คงจะไม่เสียเวลาเปล่านะครับ รัฐบาลคงจะเปิดใจเป็นฝ่ายแรกเพื่อสู่ทางออก อย่างจริงจัง ท่านประธานครับ ถ้าบ้านเรามีปลวก มีแมลง มีสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ในบ้าน เราจะรื้อบ้าน จะเผาบ้านเชียวหรือครับ ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าเราจะกำจัดและแก้ไขอย่างไร ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมนะครับ แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ แล้วเป็นท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ขออนุญาต ท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขออนุญาตท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตหารือท่านประธาน ในฐานะที่ท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ในการควบคุมการประชุมสภา เหตุการณ์ เมื่อสักครู่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สภาต้องพิจารณาร่วมกันว่ามีหลายเรื่องที่ไม่สบายใจครับ ถึงแม้เพื่อนสมาชิกบางท่านจะกระทำไปด้วยอารมณ์อะไรก็แล้วแต่ แต่มีการถ่ายทอดสดไปยัง ลูกหลานพี่น้องประชาชน เรามาในสภาวันนี้เพื่อหาทางออกร่วมกัน ผมไม่ตำหนิครับ แต่ว่าการใช้อาวุธมีดเฉือนตัวเองในสภาเช่นนี้อาจจะทำให้เกิดการเอาแบบ เลียนแบบ ในการชุมนุมได้ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานว่าเรื่องนี้ถ้าเดินต่อไปอาจจะมีปัญหาขึ้น ขอท่านประธานวินิจฉัยว่าจะดำเนินการประชุมต่อหรือจะยุติการประชุม

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะยุติการประชุม

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ถ้าอย่างนั้นก็ประชุมต่อ แต่ว่าขออนุญาตท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ได้ให้เจ้าหน้าที่พาท่านวิสารไปพบ แพทย์ข้างล่างแล้วครับ เจ้าหน้าที่รายงานผมแล้วครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขอบพระคุณครับ มันมีเรื่อง อาวุธเข้ามาด้วยนะครับ แล้วขออนุญาตท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่มีใครรู้นะครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ผมขออนุญาตหารือว่า เรื่องแบบนี้น่าจะไม่เกิดขึ้นอีก กราบขอบพระคุณครับ มันจะไม่เป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนนะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่มีใครอยากให้ทำนะครับ ได้ห้ามแล้ว แต่ว่าสิ่งเหล่านี้บางทีก็ห้ามไม่ได้เพราะว่าเป็นความประสงค์ของท่านจะทำก็ไป ห้ามยาก แต่ว่าเราไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ผมก็เข้าใจความห่วงใยนะครับ แต่ว่าทุกคน ก็ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดครับ แต่ว่าก็อย่าให้สิ่งใดเกิดขึ้นและเป็นอุปสรรคในการทำงานของ ส่วนรวม ขอดำเนินการต่อไปครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรมครับ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขออนุญาตได้ชี้แจงตอบคำถามการอภิปรายของท่าน ส.ส. ดอกเตอร์ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ พรรคเพื่อไทย ในประเด็นที่ผู้อภิปรายได้กล่าวว่าการดำเนินการคดีดังกล่าวนั้นไม่เป็นไปตาม หลักสากลที่เกี่ยวข้องกับหลักสิทธิมนุษยชนของเด็กและเยาวชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่าน ส.ส. ได้อภิปรายว่าเยาวชนอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วผู้ที่ถูกจับดำเนินคดีนั้น มีอายุ ๑๗ ปี เพียงคนเดียวคือนายศศลักษณ์ คือการดำเนินการในข้อหามั่วสุมตั้งแต่ ๑๐ คน ขึ้นไปเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๓ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งท่านเข้าใจว่าไม่เป็นไป ตามหลักสากลที่เกี่ยวกับสิทธิเด็ก ซึ่งผมได้ดูรายละเอียดของการดำเนินการแล้ว หลักสากล ที่จะต้องดำเนินการคือการจับกุมด้วยความละมุนละม่อม

๒. ไม่ควรใช้เครื่องมือพันธนาการกับเด็กและเยาวชน

๓. วิธีการดำเนินการคดีอาญาสำหรับเด็ก ขั้นตอนในการดำเนินคดีอาญา สำหรับเด็กนั้นมี ๘-๙ ขั้นตอนที่จะทำให้เข้าสู่ความเป็นสากล

ในขั้นตอนที่ ๑ ผมอยากได้ชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจว่าเราได้ดำเนินการตามหลักแล้ว ตำรวจจับกุมเด็กและเยาวชนทำผิดต้องแจ้งสิทธิและข้อกล่าวหาสำหรับเด็ก ในประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ผู้ถูกจับกุมต้องส่งพนักงานสอบสวน และประเด็นต่อไปก็แจ้ง ผู้ปกครองให้รับทราบ และประเด็นต่อไปคือการสอบปากคำแจ้งข้อกล่าวหาอีกครั้งหนึ่ง

ในการแจ้งข้อกล่าวหาหรือสอบปากคำนั้น จะต้องมีสหวิชาชีพเข้ามาร่วมสอบ รวมทั้งนักสังคมสงเคราะห์ ในขณะที่ดำเนินการสอบสวนอยู่นั้นก็ต้องแจ้ง ผอ.สถานพินิจ ในเขตนั้นให้รับทราบเพื่อเตรียมการก่อนที่จะส่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางภายใน ๒๔ ชั่วโมง

ในการดำเนินการตรงนี้ ถ้าหากว่าศาลได้เห็นขั้นตอนในการดำเนินการ สอบสวนการจับกุมต่าง ๆ แล้วไม่ตรงกับหลักสิทธิมนุษยชนของสากล ศาลก็จะปล่อยตัว ทันที เพราะฉะนั้นในการดำเนินการดังกล่าวที่ท่าน ส.ส. ได้อภิปรายว่ามันขัดกับ หลักสากลนั้นเป็นไปไม่ได้ ผมขออนุญาตได้ชี้แจงให้ท่านประธานได้รับทราบว่า การดำเนินการในขั้นต่อไปจากนั้นในส่วนของผู้อำนวยการสถานพินิจก็ต้องสืบเสาะ และดำเนินการสืบเสาะให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ก็ส่งสำนวนการสืบเสาะให้ศาล อัยการ และเข้าสู่การพิจารณาดำเนินการต่อไป ในส่วนนี้ยืนยันว่าเป็นไปตามหลักสากลเกี่ยวกับ สิทธิเด็กทุกประการนะครับ ไม่ตรงกับคำอภิปรายของท่านสมาชิกที่ได้อภิปราย ด้วยความคลาดเคลื่อนตรงนั้น จึงขอกราบขอบพระคุณท่านประธานและชี้แจงเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ผมเรียนนะครับ ได้ส่งท่านวิสารไปโรงพยาบาลวชิระเพื่อไปดูแล พวกเราที่เป็นแพทย์ช่วยให้กำลังใจ ท่านหน่อยนะครับ ดูแลแผลครับ ต่อไปจะเป็นคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ แล้วหลังจากนั้นก็เป็น ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้ขอไว้ท่านละ ๑๐ นาที ขอเชิญครับคุณจิรายุ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ทำเอาผมใจคอไม่ดี เหมือนกันครับ ไม่อยากจะให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นในประเทศไทย เราไม่ใช่ประเทศ บางประเทศในตะวันออกกลาง แต่เหตุที่เกิดขึ้นนั้นผมเชื่อว่ามันเป็นความอัดอั้นตันใจ ผมเองก็จุกคอครับท่านประธาน แต่ไม่เป็นไรท่านประธานครับ ที่ผมอภิปรายวันนี้ผมเสียใจ ที่วันนี้มาเร็วกว่าที่คิด ปีที่แล้วผมถามท่านนายกรัฐมนตรีที่ทีโอที (TOT) ครับว่าตกลง ท่านจะเป็นรัฐบุรุษหรือท่านจะเป็นโมฆบุรุษก็สุดแท้แล้วแต่ลิขิตของท่านที่ท่านจะกำหนด ชะตาชีวิตของตนเองครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าการประท้วงของประชาชนนั้น แล้วแต่ท่านจะจับประเด็นไหนมาต่อว่าต่อขานก็สุดแท้แล้วแต่ฝ่ายบริหารก็คือรัฐบาลครับ แต่สาระสำคัญก็คือว่าวันนี้จะไม่มีผู้ชุมนุมเลยถ้าท่านจริงใจในการแก้ไขปัญหาประเทศ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ จนถึงปีที่แล้ว แต่ด้วยเหตุที่ปรากฏเป็นที่สาธารณะและรับรู้ได้ไม่มีใครไปอยู่ เบื้องหลัง นั่นก็คือทฤษฎีเชิงประจักษ์ครับท่านประธาน และถ้าเกิดท่านนายกรัฐมนตรีได้วาง กฎกติกาอย่างเป็นธรรม คืนอำนาจให้กับประชาชน ท่านจะเป็นวีรบุรุษของประเทศนี้ ซึ่งผมก็รอคอยมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ แต่ก็หาได้พบเหตุการณ์เช่นนั้นไม่ กลับตรงข้ามทุกอย่าง ท่านประธานครับ และถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่ท่านจะวางแผนอยู่ยาวดังที่ปรากฏเป็นข่าว เชิงประจักษ์นั้น วันนี้ก็จะไม่มีประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างแน่นอนครับ และถ้าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ลงมาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง แน่นอนครับก็จะไม่มีปัญหา ในการชุมนุมประท้วงเช่นวันนี้ครับ ท่านประธานครับ ท่านเก่งจริงหรือไม่ในเรื่องการบริหาร เศรษฐกิจผมไม่เอ่ยต่อ เพราะทราบความดีอยู่แล้วครับว่าท่านทำอย่างไร แต่ที่ผมอยากจะ บอกและทบทวนว่าเหตุการณ์ในวันนี้ท่านต้องหาทางออกให้ได้ก็เพราะว่าท่านทำก๊อก ๑ ก๊อก ๒ ไว้ครับ ก๊อก ๑ ก็คือท่านเริ่มวางแผนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปฏิวัติรัฐประหาร จนกระทั่งท่านลงเลือกตั้ง โดยท่านมีเป้าประสงค์ว่าใช้เงินงบประมาณที่กู้ กู้ กู้มาตลอดตั้งแต่ ปี ๒๕๕๗ จนถึงเลือกตั้งปีที่แล้วปี ๒๕๖๒ ในการทำพรรคการเมืองซึ่งก็ปรากฏเป็นข่าวไปทั่ว แล้วท่านก็ยังวางก๊อกที่ ๒ ที่ให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือการเขียนรัฐธรรมนูญให้กับสมาชิก วุฒิสภาในกรณีที่พรรคการเมืองที่ท่านตั้งนั้น หรือท่านไปมีส่วนเกี่ยวข้องนั้นได้คะแนนไม่มาก พอที่จะโหวต นายกรัฐมนตรีได้ อันนี้เกิดขึ้นในทฤษฎีเชิงประจักษ์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมรู้สึกเสียดายแทนโอกาสของคนไทยจริง ๆ ตลอด ๖ ปีมานี้ เพราะว่าประชาชนตื่นรู้แล้วก็ รับรู้ด้วยตนเอง ที่เราเรียกกันว่าทฤษฎีเชิงประจักษ์ครับท่านประธาน เพราะเขาไม่ได้เป็น คอมพิวเตอร์หรือที่จะต้องใส่ไมโครชิป (Microchip) หรือว่าซิมการ์ด (SIM Card) เข้าไป แล้วไปปรากฏในสมองของเขาเองครับ แต่พี่น้องประชาชนทั้งหมดนั้นอ่านหนังสือรู้ ดูหนังสือ เป็น แถมรับรู้ความจริงและสังเคราะห์ได้ด้วยตัวเองทั้งสิ้น วันนี้ท่านยังดันทุรังเชื่ออยู่ว่า มีคนอยู่เบื้องหลัง มีคนจัดม็อบ (Mob) มีคนจัดโน่นจัดนี่ ผมว่าความมั่นคงต้องรายงาน อย่างตรงไปตรงมาเลยครับ ไม่ต้องอวยกันมากเกินความงาม ท่านประธานที่เคารพครับ ไหนล่ะครับ ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ไหนล่ะครับ เกลียดนักการเมือง ไหนล่ะครับ ผมไม่ใช่ นักการเมือง ไหนล่ะครับ ผมไม่ได้เล่นการเมือง และไหนล่ะครับ บริหารประเทศ ไม่ยาก เราจะทำตามสัญญา เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ท่านประธานครับ และท่านประธานที่เคารพครับ การวางแผนยุทธศาสตร์ชาติ เรานั่งอยู่ที่นี่ ท่านประธานนั่งเป็นประธาน เรามาฟังรายงาน ทุก ๓ เดือน เปลืองแอร์คอนดิชัน (Air-condition) ครับท่านประธาน เปลืองกระดาษด้วย เพราะไม่มีอะไรที่จะคืบหน้าเลย ถ้าท่านตั้งใจจริงจะทำการปฏิรูปประเทศจริงตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ สิครับ ๔ ปีก็มากโขแล้วครับ แต่นี่ปาเข้าไป ๖ ปีกว่า ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผล ประการเดียวที่ผมอยากจะบอกพี่น้องประชาชนและทุก ๆ ท่านก็คือว่า ท่านนายกรัฐมนตรี และคนใกล้ชิดฝืนธรรมชาติครับ ท่านกำลังฝืนธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนนะครับ ท่านพยายาม จะอธิบายหรืออภิปรายบนบัลลังก์เมื่อสักครู่นี้ว่ารู้ไหมละว่าปี ๒๕๕๗ เกิดอะไรขึ้น ท่านประธานครับ ทั่วโลกเกิดกระบวนการบริหารราชการแผ่นดิน มีปัญหาครับ จะทุจริตมาก จะทุจริตน้อยเขาก็ใช้กระบวนการกลไกในการถ่วงดุลตรวจสอบกันครับ ไม่มีหรอกครับ รัฐบาลชุดไหนเกิดปัญหาแล้วจะต้องมาปฏิวัติรัฐประหาร ก็มีไทยแลนด์โอนลี (Thailand only) นี่ละครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านอย่ามาพูดครับ เพราะที่ผ่านมาจนกระทั่ง ท่านบริหารภายใต้ คสช. จนถึงปัจจุบัน ประชาชนก็ตื่นรู้ในทฤษฎีประจักษ์อยู่แล้ว ท่านประธานครับ ถ้ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๘ ถ้าทำไม่ดีป่านนี้อาจจะเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ที่ท่านประธานสังกัดอยู่ ก็เป็นได้ ปี ๒๕๕๘ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์บริหารราชการแผ่นดินมาจนถึงปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๒ ถ้าไม่ดีประชาชนชี้ชะตาด้วยสิทธิทางพลเมืองซึ่งเป็นหลักสากลโลก แต่ประเทศไทย ไม่ทำครับ อันนี้คือสิ่งที่ผมรู้สึกจุกคอและมีความรู้สึกว่าประเทศไทยเราเดินมาถึงตรงนี้ ได้อย่างไร จนเด็ก ๆ ต้องออกมาชุมนุมประท้วง ได้แบบไหน อย่างไร ท่านประธานครับ เขาบอกว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง คนจะคลอดลูก อย่าไปฝืน แต่หลัง ๆ นี้ทฤษฎีทางด้านของ การบริหารราชการแผ่นดินทั่วโลกเขาบอกว่าความเป็นไปทางการเมืองคือปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติ ฝืนไม่ได้ เช่นเดียวกันครับ แต่รัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามฝืนธรรมชาติอยู่ทุกวินาทีที่ตื่นขึ้นมา อันนี้คือสิ่งที่เรามองเห็นอนาคตครับ และท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ใช่ผมพูดเองนะครับ ทฤษฎีเชิงประจักษ์ที่เราเห็นกันประจำ ก็คืออะไรครับ สมาชิกวุฒิสภาบางท่านไปงานเลี้ยงก็ประกาศชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดีไซน์ (Design) มาเพื่อพวกเรา ฝ่ายค้านไปบอกประชาชนหรือครับ ก็เป็นทฤษฎีตื่นรู้ ในทฤษฎีเชิงประจักษ์ที่ประชาชนรับรู้ด้วยตนเอง แล้วอะไรอีกครับ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็ชัดเจนครับ บอกว่าเขาคว่ำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๘ เพราะเขาอยากอยู่ยาว มีใครไปใส่ไมโครชิป (Microchip) ให้กับน้อง ๆ เยาวชน หรือประชาชนที่ออกมาชุมนุม ประท้วงไหมครับ ไม่มีหรอกครับ ท่านประธานครับ ท่านแต่งเพลงขอเวลาอีกไม่นาน จนกระทั่งเปลี่ยนไม่รู้กี่เวอร์ชัน (Version) ท่านหลอกประชาชนทั้งประเทศแบบนี้ได้อย่างไร ผมเห็นท่านวิสารเมื่อสักครู่นี้ผมจุกคอเลยครับ จะถูกจะผิดเป็นอีกเรื่องหนึ่งแต่ความรู้สึกของ มนุษย์มันอดรนทนไม่ไหวมันก็เหมือนกาน้ำที่ท่านอุ่นน้ำไว้อยู่เสมอ ๆ อยู่ดี ๆ ท่านก็เร่งไฟให้ มันแรงขึ้นสุดท้ายก็เกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ยุทธศาสตร์ชาติ อย่างที่ผมบอกไว้ก็คือเปลืองกระดาษ เปลืองแอร์คอนดิชัน (Air Condition) ทำเสียสวยหรู แต่ว่าทำไม่ได้

ประเด็นต่อมาที่เป็นปัญหา ท่านประธานครับ ผมมีเพื่อนเป็นสมาชิกวุฒิสภา ที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายมือผมหลายท่านมากเลยครับ หลายท่านเป็นเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน เป็นเพื่อนที่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาในอดีต บางท่านพูดกับผมบอกว่าเอาจริง ๆ นะจิรายุ บางทีลูกหลานถามว่าทำอะไรไม่กล้าบอกว่าเป็น ส.ว. กลัวลูกหลานด่า ท่านปล่อยให้คำว่า สมาชิกวุฒิสภาหรือวุฒิสมาชิกที่ทรงเกียรติของโลกใบนี้ตามระบอบประชาธิปไตยมาถึงจุดนี้ ได้อย่างไรครับท่านนายกประยุทธ์ครับ เราดูภาพยนตร์ในต่างประเทศเราจะเห็นคำว่า วุฒิสมาชิกคือสภาผู้ทรงเกียรติ สภาสูง และท่านประธานที่เคารพครับ หลายท่านที่ฟังมา ๒ วันนี้อวยจนผมคลื่นไส้ พอเถอะครับ ผมเชื่อว่าหลายท่านไม่อยากที่จะไปลงมติโหวต (Vote) เลือกนายกรัฐมนตรีเพราะท่านอ้างบอกว่ารัฐธรรมนูญเขียนแบบนั้นผมก็ต้องเลือก และท่านประธานจำได้ไหมครับว่าปีที่แล้วที่ทีโอที (TOT) ผมเป็นคนเดียวที่ประกาศก้อง ในห้องประชุมสภาว่า ถ้ามีสมาชิกวุฒิสภาท่านไหนไม่โหวต นายกรัฐมนตรีผมจะไปกราบเท้า ก็ปรากฏว่าเรียบร้อยดีครับ ครบทั้งหมดโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คำถามคือวุฒิสมาชิก ที่ทรงเกียรติของโลกใบนี้อยากทำแบบนั้นไหมครับ ไม่อยากหรอกครับ แต่ที่มาของท่านก็ ชัดเจน อันนี้ผมกำลังจะบอกสภาพปัญหาว่าประเทศเราเจอปัญหาที่เป็นเชิงประจักษ์อย่าไป โทษประชาชนที่เขาออกมาชุมนุมเลยครับ นอกจากนี้ท่านประธานที่เคารพครับ สมาชิกวุฒิสภาปัจจุบันนี้มีเพียงแค่ ๘๐ ประเทศเท่านั้นนะครับ ประเทศที่เพิ่งยกเลิกไป เพราะว่าทำงานซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วผมเห็นด้วยที่จะมีนะครับ แต่ว่าที่มาต้องหล่อ ต้องเท่ สวีเดน เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ เขาเลิกหมดแล้วนะครับ แต่ว่าที่ยังมี แต่มาจากการเลือกตั้งก็ยังมีอยู่มากหลาย เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา อิตาลี ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย คำถามต่อไปก็คือว่าอย่าให้ประชาชนของประเทศนี้และเยาวชนมองคำว่า สมาชิกวุฒิสภา อ๋อลุงป้าพวกนี้เขามาจากท่านประยุทธ์เขาแต่งตั้งมาจาก คสช. ทั้งนั้น ท่านเถียงสิครับ

แต่ประเด็นต่อมาก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เรากำลังพูดคุยกันนี่ท่านต้อง แก้ประเด็นนี้เพราะไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาหรือบางประเทศเรียกว่าวุฒิสมาชิกไม่มี ความมัวหมอง อย่าให้ใครมาเรียก ส.ว. เพียงแค่สูงวัยและเป็นชื่อเสียงที่ไม่ดีและผมก็ไม่มี ความมั่นใจถ้ายังเป็นในระบบเช่นนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วุฒิสมาชิกของไทย อย่าให้ใครมาเรียกว่าสูงวัยเพราะคนเหล่านี้คือผู้ทรงคุณวุฒิมีปัญญาครับ เพียงแต่ว่าเขาถูก อะไรบางอย่างครอบอยู่จึงทำให้ผมมีความรู้สึกว่าเขาไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถ และผมไม่อยากให้เยาวชนหรือว่าใครก็แล้วแต่มากล่าวหาว่าคนเหล่านี้แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน เพราะคำว่า วุฒิสมาชิก ท่านประธานครับ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ถ้าวันนี้ท่านยกการโหวตนายกรัฐมนตรีออกไปแล้วท่านปฏิบัติหน้าที่ตามครรลองคลองธรรม ของประชาธิปไตยมันจะทำให้ประเทศนี้น่าอยู่ครับ ผมจะเกิดความไว้วางใจว่ากลั่นกรอง กฎหมายในสภาร่างแล้วส่งไปถึงวุฒิสมาชิกท่านจะใช้คุณวุฒิ ทรงคุณวุฒิ วัยวุฒิทุกสิ่งทุกอย่าง ได้อย่างถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ ทางออกของ ท่าน พลเอก ประยุทธ์จะออกหรือไม่เรื่องของท่านครับ เพราะท่านได้ก็ได้พูดมา ๒ วันแล้ว ค่อนข้างชัดเจน แต่ที่ผมอยากจะบอกท่านก็คือว่าถ้าปี ๒๕๕๘ ท่านโทษปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๓ พอไหวครับ แต่นี่ปี ๒๕๖๓ ท่านเลิกโทษอดีตครับ ผมคาดหวังกับท่าน มาปีกว่าครับ คาดหวังว่าท่านจะมาเป็นซูเปอร์แมน (Superman) เข้ามาช่วยชาติ แต่ท่านประธาน รู้ไหมครับวันนี้ท่านเป็นแค่กระหังทางเศรษฐกิจ มาแรก ๆ คนคิดว่าเป็นซูเปอร์แมน (Superman) นะครับ แต่วันนี้ประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยมองแค่ท่านเป็นกระหังทางเศรษฐกิจ มีกระด้งกระพือ แล้วก็นำพาประเทศไทยไปไหนอย่างที่เห็นอย่างทุกวันนี้นะครับ ก็คือกู้ กู้ กู้ มาแจก กู้มาแจก คิดนโยบายใหม่แจกมากู้ แจกแล้วค่อยกู้ ท่านประธานที่เคารพครับ หมดเวลาในการฝืนธรรมชาติแล้วครับ ผมเห็นท่านนายกรัฐมนตรี นั่งเมื่อบ่ายนี้หน้าแก่มากเลยครับ ถ้าเปรียบเทียบตอนเป็น ผบ.ทบ. ปี ๒๕๕๗ หน้ายังหนุ่มนะ นี่อยู่มา ๕-๖ ปี หน้าแก่เลยนะ ผมไม่รู้ว่าท่านส่องกระจกหรือเปล่าว่าความทุกข์ที่มันไปรุมเร้า ทำให้ใบหน้าของท่านแก่นี่มันเกิดจากอะไร เป็นเพราะว่าท่านฝืนธรรมชาติครับ ปลดปล่อย มันไปเถอะครับธรรมชาติ และนอกจากนี้ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีซึ่งผมไม่เอ่ยแล้วที่ท่านเคยบ่นว่า ครม. นั่งกันนี้ให้ผมเป็นหนังหน้าไฟ คนเดียว ไม่มีใครช่วยผมเลย อันนี้ก็เป็นหน้าที่ของท่านนะครับท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านจะ ดำเนินการแบบไหนอย่างไร แต่ผมอยากจะบอกท่านก็คือว่าวันนี้ปีศาจแห่งกาลเวลากำลัง ไล่ตามท่านนะครับ ท่านอาจจะแจกกล้วยกับใครก็ได้ ท่านอาจจะให้ตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์กับใครก็ได้ แต่ท่านไม่สามารถเอาชนะกาลเวลาได้ครับ เมื่อวันหนึ่งปีศาจ แห่งกาลเวลาเดินทางมาถึงเขาจะทวงความทรงจำที่ท่านได้ปฏิบัติต่อประเทศนี้ไว้ครับ สุดท้ายความดีที่ท่านอุตส่าห์สั่งสมตั้งแต่ท่านเป็นนักเรียนเตรียมทหารเป็น ร้อยตรี จนกระทั่ง มาถึงยศสูงสุดเป็น พลเอก แม้จะยึดอำนาจปฏิวัติเขามามันจะกลายเป็นปราสาททรายทันทีครับ ผมไม่อาจไปสั่งสอนหรือแนะนำให้ท่านลาออกได้ แต่วันนี้ปีศาจแห่งกาลเวลาได้รุกเร้าท่านเข้าไป ทุกวินาทีครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอย่าให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเหมือนในบางประเทศ ในตะวันออกกลางเลยครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ

(พลตรี โอสถ ภาวิไล สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ต่อไปท่าน

พลตรี โอสถ ภาวิไล สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญนะครับ

พลตรี โอสถ ภาวิไล สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผม พลตรี โอสถ ภาวิไล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตผู้อภิปราย เมื่อสักครู่พาดพิงถึงวุฒิสมาชิก ผมเป็นคนหนึ่งครับที่เลือกท่านประยุทธ์ในวันนั้น แต่ผม อยากให้ที่ประชุมนี้ให้ความเป็นธรรม แล้วก็อยากให้ทางบ้านได้รับทราบว่าในการเลือก พลเอก ประยุทธ์ในวันนั้นท่านลองตรองดูเถอะครับ คนที่ส่งเข้ามามี ท่าน พลเอก ประยุทธ์

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านจิรายุครับ ท่านประธานต้องควบคุมการประชุม ความจริงพวกเรา ส.ว. มาร่วมประชุมเพื่อหาทางออก ท่านกระแนะกระแหนตลอดเวลาเราก็อดทนนะครับ แต่ผมคิดว่าท่านโอสถได้ลุกขึ้นอธิบาย ผมคิดว่าน่าจะจบแล้ว ท่านเป็นผู้น้อยไม่ควรจะพาดพิงในลักษณะกระแนะกระแหนอีก ขออนุญาตสิ่งที่ท่านชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ถอนไปเถอะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมคิดว่าได้มีการชี้แจงแล้วนะครับ เชิญครับ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านผู้ที่ใช้สิทธิพาดพิง ก่อนหน้านี้นะครับ ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนามครับ จำเป็นที่ต้องพูดถึงครับ ท่าน พลตรี โอสถ ภาวิไล ครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับท่านพูดว่าประท้วง

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านได้พูดพาดพิงถึงกรณีของการมีผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ๒ ท่าน ด้วยกันครับ แล้วท่านจะเลือกใครผมไม่ติดใจเลยครับ แต่ท่านไปอ้างว่าคุณสมบัติหรือความรู้ ความสามารถของอีกท่านหนึ่งนั้นไม่สามารถสู้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ ผมไม่ทราบ ท่านใช้เกณฑ์ใดในการวัดครับ ผมขออนุญาตให้ท่านประธานวินิจฉัยให้ท่านผู้ที่ชี้แจงได้กรุณา ถอนคำพูดดังกล่าวครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่ผิดอะไรครับ ไม่ได้เอ่ยชื่อ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านว่าอย่างไรครับท่าน มันมีแค่ ๒ คนท่านครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ใช่ครับ แต่ว่า

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ทำให้คนอื่นรู้ว่าอีกท่านหนึ่งเป็นใครครับ ผมเอ่ยให้ประชาชนพิจารณาก็ได้นะครับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ครับ สังคมจะได้รู้ว่าใครมีความรู้ความสามารถมากกว่ากันครับ แต่สุดแล้วแต่ ว่าท่านจะเลือกใครครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านมีอะไรที่จะพูดเชิญนะครับ เชิญต่อ แต่ความจริงแล้วไม่ได้เอ่ยชื่อแล้วก็ไม่ได้ตำหนิอะไรนะครับ เพียงแต่บอกว่าความรู้ ความสามารถเหนือกว่า แต่ว่าเอาละถ้ามีความรู้สึกเสียหายท่านผู้อภิปรายจะกรุณาชี้แจง เพิ่มเติมได้นะครับ

พลตรี โอสถ ภาวิไล สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขอบคุณประธานครับ อันนี้ เป็นความเห็นของผมนะครับ ผมก็ไม่ได้ไปบอกว่าอีกคนหนึ่งนั่นกับท่าน พลเอก ประยุทธ์นั้น ใครจะเหนือกว่ากัน ใครจะดีกว่ากัน หรือว่าคนที่ผมไม่เลือกเขาจะดีกว่าผมหรือไม่ ผมก็ยังไม่ทราบนะครับ เพียงแต่วันนั้นผมเห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ดีกว่าคนที่ผมไม่เลือกครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านณัฐวุฒิครับ ความจริงไม่ได้ไป ตำหนิตัวบุคคลนะครับ แต่ว่าเป็นความเห็นของท่าน ก็ไม่เป็นการผิดข้อบังคับอะไรนะครับ ผมขออนุญาตไปท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ หลังจากนั้นก็เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ครับ ขอเชิญนะครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าวันนี้ผมถือว่าเป็นวันที่มีความสำคัญอีกวันหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เพราะเป็น วันที่เราขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๕ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ที่ผมบอกว่าสำคัญก็เพราะว่าเป็นครั้งแรกในสมัยประชุมนี้ที่เราได้ใช้ มาตรา ๑๖๕ เพื่อที่จะให้รัฐบาลนั้นมารับฟังปัญหาสำคัญที่สะท้อนจากสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ และแน่นอนที่สุดนะครับ ที่เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะว่าความเห็นพ้องต้องกันที่นำโดย ท่านประธานรัฐสภาได้เชิญพวกผมจากทุกภาคส่วน วิป (Whip) ทั้ง ๔ ฝ่ายได้หารือกัน แล้วก็ ทำหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อขอเปิดรัฐสภาในสมัยวิสามัญนี้ แล้วผมเองก็ให้ ความสนใจติดตามรับฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ เพราะผมถือว่า พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ข้างนอกมีความกังวล มีความห่วงใยในปัญหาของประเทศ ครับท่านประธาน เมื่อมีความกังวล มีความห่วงใย ท่านประธานเองก็พูดว่าถึงแม้ว่าเราจะมี เวลาที่จะเปิดสมัยประชุมสามัญในวันที่ ๑ พฤศจิกายนนี้ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เวลาย่อมมี ความสำคัญเสมอ ผมตระหนักในจุดนี้นะครับ ผมจึงคิดว่าเราต้องใช้เวลาในรัฐสภาแห่งนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมอยากจะสะท้อนให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ได้ทราบว่าที่ผมฟังมาก็พอจะแยกได้เป็น ๓ ส่วนครับ

ส่วนที่ ๑ นั้น คือเราต้องยอมรับว่าสภาพปัญหามีอยู่จริงตั้งแต่ก่อนหน้านี้ และสภาพปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ตามญัตติของรัฐบาลที่เสนอเข้ามา และผมยังเชื่อมั่นว่า เรายังมีสภาพปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้นการที่พวกเราทั้งหลายได้มาร่วมกัน แสดงความคิดเห็นโดยใช้เวทีสภาให้เป็นเวทีของทุกฝ่าย ผมคิดว่ารัฐบาลต้องรับฟัง ความคิดเห็นนี้นะครับ ผมอยากเรียกร้องว่ารัฐบาลต้องรับฟังว่าปัญหามีอยู่จริง ความขัดแย้ง มีอยู่จริง ปัญหาความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริง ผมคิดว่าถ้ารัฐสภาได้สะท้อนปัญหาเหล่านี้แล้ว ฝ่ายรัฐบาลได้ยอมรับความเป็นจริงว่าสิ่งที่เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้อาจจะพูดในมุมและมิติ อย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องรับฟังปัญหานี้และนำไปสู่ กระบวนการแก้ไขต่อไป

ผมอยากกราบเรียนเป็นประการที่ ๒ ครับว่าในฐานะผมพูดเป็นคนสุดท้าย ของพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็อยากจะยืนยันจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้เป็นผู้อภิปรายไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วครับ ว่าพวกเรายึดมั่น ในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประเด็นนี้ จะเป็นประเด็นสำคัญมากที่ต่อเนื่องด้วยประเด็นที่เป็นสภาพปัญหาที่ผมกราบเรียน ท่านประธานเบื้องต้นว่ามีอยู่จริง และเป็นปัญหาทั้งในปัจจุบันและในอนาคต แต่เป็นเรื่องที่ พวกเราทั้งหลายจะต้องช่วยกันในการที่จะต้องรักษาระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขนี้เพื่อให้มีความสมบูรณ์และเพื่อต้องการที่จะให้บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ภายใต้ การปกครองแบบมีรากเหง้าของประเทศชาติบ้านเมืองของเรา คือการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ประการที่ ๒ ก็คือยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าเราเห็นด้วยในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยสันติวิธีที่จะต้องมีวิธีการในการที่จะมาพูดคุยกัน มีวิธีการที่จะต้องมาเปิดรัฐสภา ซึ่งมี บางท่านอาจจะตำหนิว่าเสียเวลาเปล่าทั้ง ๒ วัน แต่วันนี้ไม่เสียเวลาเปล่าครับ เดี๋ยวผมจะ เรียนเหตุผลให้ท่านประธานได้รับทราบครับ

และประการที่ ๓ ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ยืนยันว่า ๒ วันนี้ เราจะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะเก็บเกี่ยวเอาข้อคิดเห็นต่าง ๆ ในฐานะรัฐสภา ได้ทำหน้าที่ในการเดินหน้าเอาปัญหานั้นมาคลี่คลาย มาเจรจา มาพูดคุยกันโดยสันติวิธี ตามครรลองประชาธิปไตย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ประธานรัฐสภาจะได้พิจารณาและอยู่ใน ดุลยพินิจของท่านต่อไปนะครับ

ผมอยากจะกราบเรียนว่าในเรื่องของกระบวนการที่เราต้องการที่จะเห็นว่า การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นจริงนั้น นอกจากเราจะยอมรับความเป็นจริงตามที่ผมกราบเรียน ในเบื้องต้นแล้ว ผมคิดว่าในขณะนี้เรามีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเวลา ๒ วันจนมาถึงวันนี้ การคลี่ปัญหาทั้งหมดนั้นผมคิดว่ายังไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด และยังไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการจากสภาแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อต้องการที่จะได้ แสวงหาทางออกของประเทศต่อไป แน่นอนปัญหาส่วนหนึ่งที่เรานำมาพูดกันก็ยังมีมุมมอง ที่หลากหลายละครับ มีบางท่านบอกว่าเราได้จบไปแล้วบ้าง เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์แล้ว เช่นเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็มีความชัดเจนแล้วที่ท่านประธานรัฐสภา จะได้นัดตัวแทนของวิป (Whip) ทั้ง ๔ ฝ่ายไปคุยกันต่อไปว่าเราจะดำเนินการในการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุดได้อย่างไร และเรายอมรับว่าจะต้องนำร่างของภาคประชาชน เข้ามาพิจารณาร่วมกัน ตรงนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ แต่แน่นอนครับ ก็ยังไม่เพียงพอครับ ผมคิดว่ายังมีปัญหาที่เราไม่สามารถพูดได้หมดในที่นี่ และยังมีปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้นถ้าหากเรามีคณะกรรมการแสวงหาทางออกที่อาจจะประกอบด้วยทุกภาคส่วน ผมคิดว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งวันนี้ รวมทั้งภาคส่วนของคณะรัฐมนตรี ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ส.ส. ฝ่ายค้าน วุฒิสภา ฝ่ายคู่ขัดแย้งซึ่งอาจจะมีหลายกลุ่มก็ได้ครับท่านประธาน ฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ และฝ่ายสันติวิธี ผมคิดว่าวันนี้สังคมไทยมีความจำเป็นที่เราต้องสร้างสังคม ให้เกิดการเรียนรู้ว่าเราจะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีได้อย่างไร เมื่อพูดถึงองค์ประกอบอย่างนี้ แล้วผมคิดว่าถ้าไม่พูดว่าเราควรจะให้คณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทหน้าที่อย่างไร ผมขออนุญาตนำเรียนท่านประธานว่าอย่างน้อยก็มีหน้าที่ในการที่จะเก็บเกี่ยวที่เพื่อนสมาชิก ได้แสดงความคิดเห็นในสภานี้ในเรื่องปัญหาของประเทศชาติบ้านเมือง กำหนดปัญหา กำหนดทางแก้และกำหนดอนาคตของชาติด้วย ผมคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่เราสามารถจะใช้ คณะกรรมการชุดนี้ได้ ประการที่ ๒ ผมคิดว่ากรรมการชุดนี้ถ้าตั้งโดยท่านประธานรัฐสภา ก็จะทำให้มีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น ผมไม่อยากชมคนกันเองครับ แต่ว่ามีพี่น้องประชาชน ได้ชื่นชมในการทำหน้าที่ของประธานสภาในครั้งนี้เป็นอย่างมาก เพราะหลายฝ่ายกลัวว่า จะมีการผิดข้อบังคับ แต่ว่าการประชุมมาถึงจุดสุดท้ายก็เป็นไปด้วยดี ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านประธานจะเปิดเวทีความปลอดภัยให้เกิดขึ้นทุกฝ่ายที่สามารถมาแสดงออก มาเจรจา โดยสันติวิธีต่อไปครับ

ประการที่ ๓ ผมคิดว่าคณะกรรมการชุดนี้ควรที่จะได้มีส่วนสำคัญในการที่จะ เร่งรัดในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตลอดถึงการหาทางออกว่าเราจะเอา ความคิดของภาคประชาชน กับความคิดที่เราเสนอร่างแล้วมาทำอย่างไรที่จะทำให้การแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญได้เห็นพ้องต้องกัน เราอยากจะเห็นวันหนึ่งว่าเมื่อเรามีการร่าง โดย ส.ส.ร. แล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ออกมาจะได้พูดตรงกันว่านี่คือฉบับของประชาชน และเราจะร่วมกันในการใช้หลักเกณฑ์หลักของประเทศชาติบ้านเมืองเพื่อนำไปสู่ดุลยภาพ ในทางการเมืองต่อไป

ประการ ๔ ที่ผมอยากจะกราบเรียนเสนอว่าคณะกรรมการชุดนี้ก็ควรจะพูด ถึงแนวทางในการที่จะปฏิรูปประเทศด้วยเช่นเดียวกันนะครับ เพราะว่าเรามีปัญหา ในเรื่องของการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องในหลายเรื่อง วันนี้มีคนพูดถึงปัญหาสาธารณสุข ปัญหาความยุติธรรม ปัญหาเรื่องการศึกษา ผมคิดว่าคณะกรรมการชุดนี้ก็สามารถที่จะ ดำเนินการได้ครับ

ประการที่ ๕ ผมอยากจะให้แนวทางว่าคณะกรรมการชุดนี้ควรจะได้มี กระบวนการในการหาข้อยุติในการตั้งคำถามกับประชาชนถ้ามีประชามติ เพราะท่าน รองนายกรัฐมนตรีได้กรุณาพูดถึงว่าถ้าหากเราแก้ปัญหาด้วยทางออกของสภาไม่ได้ควรจะทำ ประชามติ แต่ผมคิดว่าการที่จะทำประชามติอย่างน้อยมันก็ต้องมีข้อยุติในปัญหา มีข้อยุติ แม้แต่คำถามที่จะถามกับประชาชน เพราะบางคำถามไม่สามารถที่จะนำไปถามเป็น ประชามติได้ เพราะฉะนั้นต้องมีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่จะต้องมารองรับในการที่จะหา ข้อสรุปให้ตกผลึกในเรื่องของการที่จะตั้งคำถามเพื่อทำประชามติต่อไปครับ

ประการสุดท้ายผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานฝากไปว่าถ้าเรามี คณะกรรมการชุดนี้เราก็ควรจะดำเนินการให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และให้เขารู้สึกว่าการแสดงความคิดเห็นที่จะมาร่วมเป็นกรรมการชุดนี้ภายใต้การแต่งตั้ง ของประธานรัฐสภานั้นเขามีความเชื่อมั่นว่าจะได้มีการขับเคลื่อนนำไปสู่การปฏิบัติจริง และถ้าเขามีความเชื่อมั่นและถ้าพวกเรามีความเชื่อมั่นเหมือนที่ผมอธิบายผมคิดว่า ผมก็อยากจะเรียกร้องว่าขอให้ทุกฝ่ายหยุดการเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ผมคิดว่าถ้าเราทำได้เช่นนี้หลังจากเราประชุมเสร็จแล้วในวันนี้เราจะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ และเราจะมีความคาดหวังที่ดีว่าเราสามารถที่จะนำพาประเทศชาติบ้านเมืองไปได้หรือไม่ ที่ผมพูดเช่นนี้ผมไม่ได้มีเจตนาว่าผมคนหนึ่งที่จะต้องไปนำพารัฐบาล ผมไม่มีกำลังมากพอครับ แต่ผมคนหนึ่งมีสิทธิที่จะเสนอว่าผมต้องการเห็นประเทศชาติบ้านเมืองของเราเดินไปข้างหน้า กราบขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านชินวรณ์ครับ ผมขออนุญาต นิดเดียวนะครับ ที่เราประชุมกันมาได้จนถึงขณะนี้ก็เพราะวุฒิภาวะของพวกเราที่เราได้ คุยกันก่อนวันเปิดประชุมนะครับ ว่าวุฒิภาวะของสมาชิกจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ การประชุมเราไปในรูปแบบใด ไม่ใช่เป็นเรื่องความสามารถส่วนตัวของผมอะไร เป็นเรื่อง ความร่วมมือและวุฒิภาวะของพวกท่านทั้งหลายครับ ต่อไปเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ หลังจากนั้นท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจะขออนุญาตชี้แจง แล้วหลังจากนั้นจะเป็นคุณซูการ์โน มะทา และท่านวีระกร คำประกอบ นะครับ ขอเชิญ ท่านอาจารย์เฉลิมชัยครับ

ผู้ช่วยศาสตร์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประการแรก ผมขอแสดงความรู้สึกต่อสภาแห่งนี้ว่าเป็นเกียรติ อย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมเป็นสมาชิกรัฐสภาที่กำลังใช้ความพยายามในการที่จะช่วยกันคลี่คลาย ปัญหาซึ่งเป็นวิกฤติของประเทศ ไม่ว่าการประชุมวันนี้จะเกิดขึ้นจากดำริของใครหรือพรรคใด แต่ผมถือว่า ๒ วันที่ผ่านมาทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ตลอดจนสมาชิกวุฒิสภาถือว่าเราได้ทำประวัติศาสตร์ร่วมกัน ไม่ว่าผลของวันนี้จะออกมาได้อย่างที่เราคาดหวังมากน้อยเพียงใด จะได้ตามความปรารถนา ของใครบ้าง แต่ผมถือว่าความพยายามนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเสมอ และรัฐสภาแห่งนี้จะเป็น ตัวอย่าง จะเป็นแนวทางกับประชาชนทุกอายุ ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะกับเยาวชน คนรุ่นใหม่ที่จะได้เรียนรู้การแก้ไขปัญหาที่หนักหนา ที่มีความซับซ้อน ด้วยวิธีการที่ชาญฉลาด และไม่ใช้ความรุนแรง

วันนี้เองผมคงจะกล่าวประเด็นเดียวเป็นหลักคือเกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์ โควิด-๑๙ (COVID-19) ผมเองในฐานะที่เป็นแพทย์ทางด้านวิทยาภูมิคุ้มกันคลินิกจึงทำ เกี่ยวกับเรื่องภูมิต้านทาน เรื่องวัคซีน และความรู้ความเข้าใจของระบบร่างกายในการสร้าง ภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคอันหมายรวมถึงไวรัสและแบคทีเรีย ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็น ที่จะทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนได้ง่ายที่สุดเพราะไม่ใช่เรื่องความคิดเห็น แต่เป็นเรื่อง ความรู้ที่มีการตกผลึกและสามารถพิสูจน์ได้ ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่ผมจำเป็นจะต้อง ลุกขึ้นมาอภิปรายเพื่อที่จะทำความเข้าใจในบางประเด็น ซึ่งผมเข้าใจว่าสมาชิกไม่ได้ตั้งใจ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ได้ลงลึกในเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) สมาชิกบางท่านก็อาจจะ เล่าไปตามที่เคยได้ยินเพื่อนฝูงพูด หรือได้ยินแพทย์ประจำตัวพูด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนและสมาชิก เรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) โดยย่อดังนี้ แล้วเดี๋ยวจะเกี่ยวกับสถานการณ์ของการชุมนุม ด้วยครับ

โควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นชื่อโรค เกิดจากชื่อเชื้อโรคว่า ซาร์สโควี-๒ (SARS-CoV-2) ซาร์สโควี-๒ (SARS-CoV-2) เป็นเชื้อใหม่ลำดับที่ ๗ ของตระกูลโคโรนา (Corona) แต่ไวรัสตระกูลโคโรนา (Corona) เป็นเชื้อโรคเก่าครับ มีมากว่า ๘๐ ปีแล้ว ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ลำดับที่ ๑-๔ ก่อให้เกิดโรคหวัดธรรมดา โคโรนา (Corona) ลำดับที่ ๕ ทำให้เกิดโรคซาร์ส (SARS) โคโรนา (Corona) ลำดับที่ ๖ ทำให้เกิดโรคเมอร์ส (MERS) และไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ลำดับที่ ๗ ที่เริ่มต้นที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย รายแรกรายงานเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ เป็นโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ลำดับที่ ๗ เพราะฉะนั้นความรู้ของคนทั้งโลกรวมทั้งประเทศไทย เราจึงมีความรู้เกี่ยวกับไวรัสตัวนี้ น้อยมาก เพียงแต่เราใช้วิธีเทียบเคียงว่าเมื่อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ลำดับที่ ๗ ก็น่าจะมีอะไรที่ละม้ายคล้ายคลึงกับโคโรนา (Corona) พี่ ๆ ในลำดับที่ ๑-๖ อยู่บ้าง ด้วยความรู้ตรงนั้นเองเราจึงใช้หลักอยู่ ๓ ประการ

ประการแรก โคโรนาไวรัส (Coronavirus) เดิม ๆ จะแพร่เชื้อได้ต่อเมื่อผู้ป่วย แสดงอาการเสียก่อน

ประการที่ ๒ การแพร่เชื้อนั้นจะแพร่เป็นฝอยละอองขนาดใหญ่ ระยะทาง ไม่เกิน ๒ เมตร

และประการสุดท้าย เมื่อป่วยแล้ว หายแล้วจะมีภูมิคุ้มกันไปอีกนาน

เป็นที่น่าเสียดายครับ ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ลำดับที่ ๗ มิได้เป็น ทั้ง ๓ ประการที่กล่าวมาแล้ว โดยประการแรก การที่มีเหตุระบาดกว้างขวางทั่วโลก ขณะนี้ เรามีการระบาด ๒๑๕ ประเทศและเขตการปกครอง มีผู้ติดเชื้อ ๔๓ ล้านคนเศษ และมี ผู้เสียชีวิตอยู่ ๑.๑ ล้านคน ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะปรากฏว่าไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ลำดับที่ ๗ หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) นี้เขาสามารถแพร่เชื้อได้โดยที่ผู้ติดเชื้อ ไม่แสดงอาการครับ การแสดงอาการนั้นจะช่วยมนุษยชาติ เพราะเมื่อมีอาการเราจะระวัง ใครไอ มีไข้ มีเสมหะ น้ำมูก เราจะไม่อยู่ใกล้ แต่เมื่อโควิด-๑๙ (COVID-19) สามารถแพร่เชื้อ ได้โดยที่ไม่มีอาการ จึงทำให้การระบาดนั้นกว้างขวางครับ เชื้อโรคเวลาเราพูดคำว่า กว้างขวาง คือจำนวนผู้ติดเชื้อ เวลาเราพูดถึงความรุนแรง แปลว่าจำนวนผู้เสียชีวิต ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ที่ก่อโรค โควิด-๑๙ (COVID-19) มีการระบาดที่กว้างขวางมากครับ สิ้นปีนี้ทั้งโลกจะเกิน ๕๐ ล้านคน และถ้าต้นปีหน้ายังไม่มีวัคซีนจำนวนมากเพียงพอ แม้มีวัคซีนสำเร็จนะครับ แต่ถ้าฉีดไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก ที่เราเรียกว่าภูมิคุ้มกันหมู่ หรือเฮิร์ด อิมมิวนิตี (Herd immunity) เราต้องฉีดให้ได้ทั้งโลก ๔,๕๐๐ ล้านคน จากประชากร ๗,๐๐๐ ล้านคนเศษ ถ้าไม่มีในปีหน้าเราจะมี ผู้ติดเชื้อทั้งโลกเพิ่มขึ้นอีก ๑๐๐ ล้านคน บวกกับ ๕๐ ล้านคน ปีนี้ก็จะเป็น ๑๕๐ ล้านคน

ในประการที่ ๒ การแพร่ของเชื้อไวรัสไปไกลกว่า ๒ เมตร ได้ด้วยครับ โดยเฉพาะถ้าอยู่ในสถานที่แออัด เว้นระยะห่างทางสังคมไม่ได้ หรือถ้าไปอยู่ในห้องที่ปิด การระบายอากาศไม่ดี

และในประการสุดท้ายที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ความรู้เราค่อย ๆ พบแล้วเรา ก็น่าจะกังวลต้องรับทราบร่วมกัน เราพบผู้ติดเชื้อจำนวนพอสมควรหลังจากที่หายดีแล้ว ภูมิต้านทานค่อย ๆ ลดลงและไม่สามารถจะป้องกันในผู้ป่วยที่หายแล้วบางรายได้ ที่น่าเป็นห่วง กว่านั้นมีหลายท่านหายป่วยแล้วกลับบ้านไปแล้ว ๓ เดือน แพทย์นัดกลับมาตรวจวัด สมรรถภาพปอด การทำงานของปอดลดเหลือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เจ้าตัวซึ่งเป็นคนวัยหนุ่มสาว รู้สึกว่าติดเชื้อแล้ว หายแล้ว ไม่เป็นไร ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้เองผมเองจึงอยากจะฝากไป ถึงพี่น้องประชาชนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่รักชาติ แล้วผมก็เห็นใจ แล้วก็ เข้าใจ เพราะผมก็ทำงานเป็นครูบาอาจารย์มาชั่วชีวิตในมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่ผู้ชุมนุมจำเป็น จะต้องพึงระมัดระวัง มิได้หมายความว่าไม่ให้ชุมนุมนะครับ แต่อยากให้ชุมนุมด้วย ความระมัดระวัง การเว้นระยะห่างทางสังคมถ้าทำได้พยายามทำ จำเป็นจะต้องไปหาสถานที่ ที่กว้างขึ้นนิดหนึ่ง จะเป็นสนามกีฬาจะเป็นอะไรแล้วก็ชุมนุมกัน ถ้าเว้นระยะห่างทางสังคม ไม่ได้หน้ากากอนามัยต้องใส่ตลอดเวลาระหว่างการชุมนุม ที่สำคัญใครที่รู้สึกว่าตนเองมีไข้ ไอ น้ำมูก ไม่ควรไปร่วมชุมนุม รอให้หายดีเสียก่อน ในความรู้เรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) ดังกล่าวนี้เองเป็นตัวที่สะท้อนถึงความภูมิใจในประเทศไทยครับ ผมไม่ได้กล่าวลอย ๆ นะครับ แต่ขอกล่าวร่วมโดยมีสถิติดังนี้ครับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ ๒ ของโลกที่ติดเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) แล้วเราเป็นประเทศที่ถอดรหัสไวรัสโควิด ๑๙ (COVID-19) ได้พร้อม ๆ กับ ประเทศจีน เร็วกว่าสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ นี่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย ร่วมกัน เรามีเรื่องไม่กี่เรื่องที่เราควรจะดีใจร่วมกัน คนไทยมักดูถูกคนไทยด้วยกันเองแล้วก็ ยกย่องเชิดชูชาวต่างชาติเกินกว่าความเป็นจริง ในโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นตัวอย่าง ที่ชัดเจนนะครับว่าประเทศที่ยอดเยี่ยมทางด้านสาธารณสุข เช่น สหรัฐอเมริกาติดเชื้อไปแล้ว ๘.๙๖ ล้านคน ฝรั่งเศสเพิ่ม ๕๒,๐๐๐ คนในวันเดียวติดเชื้อไปแล้ว ๑.๑๖ ล้านคน สเปน ๑ ล้านคน อังกฤษ ๘๙๐,๐๐๐ คน อิตาลี ๕๔๐,๐๐๐ คน เยอรมนี ๔๕๐,๐๐๐ คน เบลเยียม ๓๓๐,๐๐๐ คน ประเทศที่มหัศจรรย์มากเราเชื่อในเรื่องวินัยและความเก่ง คืออิสราเอล ติดเชื้อไปแล้ว ๓๑๐,๐๐๐ คน รวมทั้งแคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เดนมาร์ก ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และฟินแลนด์ มีอัตราการติดเชื้อมากกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น กล่าวเฉพาะ ในอาเซียน อินโดนีเซียติดเชื้อไป ๓๙๖,๐๐๐ คน ฟิลิปปินส์ติดไป ๓๗๓,๐๐๐ คน สิงคโปร์ ที่เป็นมหาวิทยาลัยยอดเยี่ยม มีโรงพยาบาล ยอดเยี่ยม คนมีวินัยติดเชื้อไปแล้ว ๕๗,๐๐๐ คน เมียนมาซึ่งตามหลังเรามานานมากเลยนะครับ ห่างจากเรามากตอนที่สมัยเรามี ๒,๐๐๐ คน เขามีไม่ถึง ๑๐๐ คน วันนี้เรามี ๓,๗๔๖ คนที่ติดเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) เมียนมาติดเชื้อไปแล้ว ๔๖,๒๐๐ คน ผมนำตัวเลขเหล่านี้มาประกอบเพื่อเป็นหลักฐาน เชิงประจักษ์ว่าประเทศจะมีแต่เงินงบประมาณเยอะ ๆ ทางสาธารณสุขไม่พอครับ ประเทศ จะมีมหาวิทยาลัยแพทย์เยี่ยม ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา มีโพรเฟสเซอร์ (Professor) เยี่ยม ๆ มี อย. ที่เรียกว่า เอฟดีเอ (FDA) เยี่ยม ๆ เอาไม่อยู่ครับ อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ การควบคุมสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) อยู่ได้ เกิดจากปัจจัย ๒ อย่างครับ ๑. ประชาชน ๒. รัฐบาล ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ครับ ประเทศใดประชาชนให้ความร่วมมือดี แต่รัฐบาลนำไป ออกนโยบายไม่ถูกต้องก็จะระบาดครับ ประเทศใดรัฐบาลออกนโยบายได้ดี ประชาชน ให้ความร่วมมือไม่ดี การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็จะรุนแรงครับ จึงเหลือประเทศ ในโลกนี้ที่มี ๒ ปัจจัยคือประชาชนให้ความร่วมมือดี และรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ออกมาตรการ ถูกจังหวะพอเหมาะพอดี ไม่เกิน ๑๐ ประเทศ และ ๑๐ ประเทศใน ๒๑๕ ประเทศนั้น มีประเทศไทยอยู่ด้วย และที่น่าภูมิใจกว่านั้นใน ๑๐ ประเทศด้วยกัน ประเทศไทยอยู่ใน อันดับที่ ๑ ของ ๑๐ ประเทศครับ ผมคิดว่าสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) เราจะ เดินหน้าไปได้ดีประชาชนจะต้องมีวินัยเหมือนเดิม ผู้ที่ประสงค์จะไปทำงาน ผู้ที่ประสงค์จะไป เรียนหนังสือ ตลอดจนผู้ที่จะประสงค์ไปชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยที่ ไม่ละเมิดกฎหมาย ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน แต่ก็อยากจะฝากเรียนว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) ไม่ได้เกิดผลกระทบต่อตัวบุคคลเท่านั้น เพราะไวรัสนี้แพร่เชื้อได้โดยไม่มีอาการ เป็นไปไม่ได้เลยครับที่ประเทศไหนจะไม่มีเชื้อไวรัสแอบซ่อนอยู่ในโลกมนุษย์ตอนนี้ เพราะฉะนั้นเวลาไปชุมนุมแล้วบอกว่าไม่มีคนติดเชื้อเลย ไม่ได้แปลว่ามาตรการนั้นใช้ได้ครับ เพียงแต่โชคดีคนที่ติดเชื้อยังมิได้เข้าไปในสถานที่ชุมนุม ถ้าเข้าไปเมื่อไรจะเกิดเหตุการณ์แพร่ อย่างเป็นกลุ่มก้อนที่เรียกว่าซูเปอร์สเปรดเดอร์ (Super spreader) ประเทศไทยเกิดครับ เกิดที่สนามมวยลุมพินี และเกิดกรณีผับบาร์ทองหล่อ แต่เราคุมไว้ได้ แต่ซูเปอร์สเปรดเดอร์ (Super spreader) ในยุโรปและอเมริกาเหนือคุมไม่อยู่ครับ วันนี้ติดเชื้อไปเกือบ ๑๐ ล้านคนแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนสุดท้ายผมเองในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องขอขอบคุณประชาชนคนไทย ทุกคน โดยเฉพาะ อสม. กว่า ๑ ล้านคนที่ได้ร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ว่าจะมีความคิดเห็น อุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกันอย่างไร ทุกคนทำเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) ทำนองเดียวกัน และขอขอบคุณรัฐบาลและฝ่ายบริหารที่ได้กรุณานำวิชาการทางการแพทย์ มานำเรื่องการเมือง ประเทศยักษ์ใหญ่ ประธานาธิบดีบางประเทศใช้การเมืองนำการแพทย์ ปรากฏว่าการระบาดรุนแรงมาก ก็ขออนุญาตฝากความปรารถนาดีไปถึงผู้ที่จะต้องประสบ โควิด-๑๙ (COVID-19) ร่วมกันไปในช่วงอย่างน้อย ๑-๒ ปีข้างหน้าได้ช่วยกันครับ ดูแลตนเอง ดูแลครอบครัว ดูแลสังคมของเราอย่าให้โควิด-๑๙ (COVID-19) ระบาดรอบที่ ๒ เราจะได้มีเวลา มีสมาธิมาแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ มาแก้ปัญหาทางด้านการเมือง ลองคิด ดูสิครับว่าถ้าเรามีระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ๕๐๐,๐๐๐ คน เราจะไม่มีโอกาสมาประชุม แบบนี้นะครับ เราจะไม่มีโอกาสแก้ปัญหาทางการเมือง เราจะไม่มีโอกาสแก้ปัญหา ทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นการดูแลโควิด-๑๙ (COVID-19) จึงเป็นต้นทาง เป็นการสร้าง เซฟตีโซน (Safety zone) หรือโซนแห่งความปลอดภัยให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสแก้ปัญหาสำคัญ ประเด็นอื่น ๆ ต่อไป ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ รัฐมนตรีสำนัก นายกรัฐมนตรี เชิญเลยครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูเวลาของวุฒิสมาชิกด้วยครับ

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอกล่าวชื่นชมเพื่อนสมาชิก แล้วก็ท่านประธาน ที่เคารพที่วันนั้นเราได้พูดคุยกัน ในประเด็นที่ท่านประธานได้เรียกเข้ามาเพื่อหารือ เพื่อจะหาทางออกของวิกฤติประเทศ ของเรา เราในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องนำเรื่อง ปัญหาของพี่น้องประชาชนมาพูดคุย มาแก้ไข มาปรึกษาหารือกัน มาขอความเห็นร่วมกัน ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ที่รับอาสาพี่น้องประชาชนเข้ามาเพื่อที่จะเป็นตัวแทนของเขา ในการที่จะทำภารกิจที่เป็นปัญหาของประเทศก็ดี ทำภารกิจทางด้านกฎหมายก็ดี ทำภารกิจ เพื่อสร้างแสงสว่าง หรือพัฒนาประเทศในอนาคตก็ดี สิ่งเหล่านี้คือหน้าที่หลักของพวกเรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ซึ่งวันนั้นผมต้องขอบคุณท่านประธานรัฐสภาเป็นอย่างยิ่ง แล้วทุกฝ่ายวันนั้นก็มีพรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรครัฐบาล โดยแกนนำของแต่ละพรรคเข้ามา ประชุมหารือกันเพื่อจะสร้างแนวความคิดร่วมกันในการที่จะหาหนทางแก้ปัญหาวิกฤติ ของประเทศชาติที่มีขึ้น ณ เวลานี้ จึงเกิดการเปิดการอภิปรายทั่วไปในวันนี้ เปิดสมัยวิสามัญ ซึ่งผมต้องถือว่าเป็นแสงสว่างรำไรที่จะเห็นสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ที่พวกเราอาสาเข้ามา เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการที่จะแก้ปัญหาให้พวกเขา ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติอะไร ก็แล้วแต่ สภาแห่งนี้ควรเป็นที่พึ่งที่หวังของพี่น้องประชาชน เราทุกคนวันนั้นเห็นว่า สถานการณ์เริ่มจะเลวร้าย สถานการณ์เริ่มจะควบคุมไม่อยู่ แต่หลังจากนั้นเมื่อทาง ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้เห็นด้วยกับแนวคิดของสมาชิกรัฐสภาในวันนั้น ก็ได้ขอเปิด สมัยวิสามัญแล้วเปิดการอภิปรายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ในวันนี้ แต่หลังจากที่มี การเสนอญัตติ วันนั้นผมผิดหวังมากที่ต้องบอกว่า ๖ พรรคร่วมฝ่ายค้านกล่าวว่าญัตติที่ทาง รัฐบาลเสนอมานั้นไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา จะให้ร้ายต่อผู้ชุมนุมโดยผู้ชุมนุม ไม่มีทางตอบโต้ ฟังดูเหมือนดี ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เหนืออื่นใดผมยืนยันได้ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีมีเจตนาอันบริสุทธิ์อย่างยิ่งที่ต้องการที่จะแก้ไข ปัญหาของประเทศผ่านทางรัฐสภา ท่านมีความจริงใจและเจตนาอย่างแน่วแน่ การเสนอ ญัตติที่เขียนมานั้นเป็นการบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นของประเทศไทย ณ เวลานั้นคร่าว ๆ มีถึงข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมก็มีอยู่ในญัตตินั้น ผมเชื่อว่าด้วยวุฒิภาวะ ของพวกเราที่เป็นสมาชิกของรัฐสภานั้น ย่อมเล็งเห็นได้ว่าเราสามารถที่จะอภิปรายได้ ในหลายรูปแบบในทางสร้างสรรค์ที่จะแก้ปัญหาด้วยเจตนาและความจริงใจที่จะแก้ปัญหา ของประเทศจริง จากที่เห็นวันนี้นะครับ เราเห็นเลยว่าสมาชิกรัฐสภาเกือบทุกท่านแทบไม่มี กล่าวร้ายให้ถึงผู้ชุมนุมโดยไม่จำเป็นแม้แต่น้อย แต่ตรงกันข้าม พรรคร่วมฝ่ายค้านมีแต่กล่าว โจมตีอีกฝ่ายหนึ่งโดยที่ไม่คิดถึงหนทางแก้ไขที่เป็นไปได้เลย ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเราในฐานะ ที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนเล็งเห็นถึงความรุนแรง เล็งเห็นถึงความแตกแยกของสังคมทางความคิดในระบอบประชาธิปไตย แต่ท่านเหมือนกับ ทำเมินเฉยว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นข้อเรียกร้องธรรมดา เป็นข้อเรียกร้องที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ผมคิดว่าท่านคิดอย่างนั้นท่านใจแคบกับระบอบประชาธิปไตยเกินไป ท่านอ้างว่าท่านทำ เพื่อประชาธิปไตย ท่านครับท่านลองนึกดูถ้าท่านบอกว่าทำเพื่อประชาธิปไตยวันที่ ท่านเลือกตั้งท่านเลือกตั้งตามระบอบอะไรครับ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมาด้วยเหตุผล กลใดก็แล้วแต่ ท่านนายกรัฐมนตรีจะอยู่มากี่ปีก็แล้วแต่ผมครับเพิ่งเลือกตั้งครั้งนี้หลังจาก ผมโดนตัดสิทธิทางการเมือง ผมเลือกตั้งมาโดยระบอบประชาธิปไตย เลือกตั้งมา โดยรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ ที่ดีไซน์ (Design) ขึ้นมาเพื่อรองรับสถานการณ์การเมือง ในอดีตจะเป็นรูปแบบไหนก็แล้วแต่ แต่พวกเราทุกคนอาสาเข้ามาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เหนืออื่นใดเมื่อเวลาเปลี่ยนกาลเวลาเปลี่ยน ทุกท่านอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกท่าน อยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจจะไม่ทุกท่านนะครับ แต่เอาละเมื่อสังคมหรือมีผู้เรียกร้อง ในสถานการณ์ที่พวกเราสมาชิกรัฐสภาพอที่จะทำให้ได้ เราก็คงได้มาหาข้อยุติและมาพูดคุย กันในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง และในวันนี้ทางรัฐบาลเองก็ดี ทางรัฐสภาเองก็ดี หรือทุกท่านไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แสดงเจตนารมณ์ว่า ท่านต้องการแก้รัฐธรรมนูญตามที่รัฐสภาต้องการ นี่คือระบอบประชาธิปไตยที่ต้องมาพูดคุย กันในรัฐสภา ถ้าหากบางท่านที่คิดว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของผู้คน แล้วเล็งเห็นว่าสิ่งที่ ท่านทำนั้นคือประโยชน์สุขของประเทศ ผมว่าท่านคิดผิดครับ ท่านคิดว่าท่านเป็นผู้นำทาง จิตวิญญาณแล้วทำให้ผู้คนมาเรียกร้องมาต้องการในสิ่งที่ท่านต้องการนั้นผมว่าท่านผิดถนัด นี่คือเมืองไทย นี่คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พรรคพลังประชารัฐในฐานะที่ผมเป็นเลขาธิการพรรค ผมยืนยันว่าพรรคของเรามีจุดยืน ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

๒. ตามที่ท่านหัวหน้าพรรคได้กล่าวไว้ ต้องการทำให้พี่น้องประชาชนกินดีอยู่ดี

๓. มีจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียกร้อง ที่เราสามารถปฏิบัติให้เขาได้ แต่เหนืออื่นใดคำว่า ประชาธิปไตย ผมคงไม่พูดถึงว่าใครคิดอย่างไร กับประชาธิปไตย ผมคงไม่อาจสอนหรือบอกกับทุกท่านที่มีวุฒิภาวะทุกคนว่าประชาธิปไตย คืออะไร แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นหลักการที่หนีไม่ได้เลยคือการเลือกตั้ง แล้วต้องอยู่ครบ ๔ ปี ตามรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านคิดว่าสิ่งที่ท่านคิดเห็นถูกต้องท่านคิดว่าท่านเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ท่านคิดว่าท่านมีความสามารถที่จะนำพาประเทศ ๔ ปีมาเลือกตั้งกันครับ ไม่ใช่ใช้วิธีอย่างนี้ ผมว่าท่านผิดไปแล้ว ไม่มีหรอกครับรัฐธรรมนูญฉบับไหนดีไซน์ (Design) ขึ้นมาเพื่อให้ คนเรียกร้องแล้วบอกว่าคุณต้องทำอย่างโน้น ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ในระบอบประชาธิปไตย เห็นต่างได้ครับ ไม่ใช่เห็นต่างไม่ได้ เคารพความเห็นต่าง แต่ไม่ใช่ความเห็นต่างนั้นนำไปสู่ความแตกแยก ไม่ใช่นำความเห็นต่างนั้นลงไปบังคับขู่เข็ญ ไม่ใช่ครับ ผิดถนัด ยังมีสังคมอีกส่วนหนึ่ง เขาก็เห็นต่างพวกท่าน หรือท่านว่าเขาเห็นเหมือนพวกท่าน ไม่มีทางครับ ผมบอกแล้ว ผมมีจุดยืนผมก็มี พรรคผมมีจุดยืนผมก็มี ข้อที่ท่านเรียกร้องกัน ท่านบอกว่านายกรัฐมนตรี ให้ลาออก ท่านบอกว่าญัตตินี้เสนอขึ้นมาเพื่อทำร้ายผู้ชุมนุม แต่ผมว่าผิดแล้วครับ ท่านพูดกันแต่ว่านายกรัฐมนตรีต้องลาออก ๆ ผมบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีห้ามลาออก ท่านนายกรัฐมนตรีลาออกไม่ได้เพราะท่านนายกรัฐมนตรีลาออกเท่ากับทำลายระบอบ ประชาธิปไตย ถ้าท่านเก่งจริง ๔ ปีมาเลือกตั้งกัน ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีลาออก ท่านนายกรัฐมนตรีคือทำลายระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เดี๋ยวหลังจากนั้นเรามาเลือกตั้งกันครับ แก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ท่านว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ทำอะไรผิดหรือครับ ท่านนายกรัฐมนตรีผิดกฎหมายข้อไหน ท่านนายกรัฐมนตรี ผิดรัฐธรรมนูญข้อไหน ท่านนายกรัฐมนตรีบริหารราชการบ้านเมืองผิดตรงไหน ท่านเอาอะไร มาใส่ ผมไม่รู้ผมมาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเรากำลังจะเผชิญคือความแตกแยกทางความคิดของคนในแผ่นดิน ท่านครับ ท่านบอกจะปฏิรูปอะไรครับ ท่านบอกจะปฏิรูประบบกษัตริย์ ดูเพื่อนพูดเหมือนดี ดูพูดเหมือนเท่ แล้วสิ่งที่ไปปิดขบวนเสด็จ แล้วแสดงอาการอย่างนั้นเท่หรือครับ คิดดีหรือครับ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาครับ นั่นหรือครับดี ผิดแล้วครับ ท่านบอกว่า ท่านจะช่วยกันแก้ไขปัญหาหลังจากมีญัตติแล้ว ผมเชื่อว่าหลังจากวันนี้เราประชุมเสร็จ ผมก็เชื่อว่าท่านต้องออกไป พวกเราหาข้อยุติไม่ได้เพราะรัฐบาลไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้อง ท่านก็ต้องออกไปให้ข่าวอย่างนี้เหมือนกับตอนที่มีญัตติ ฉะนั้นสิ่งที่ท่านพูด สิ่งที่ท่าน แถลงข่าว หรือสิ่งที่ทำให้ปรากฏต่อสังคม ผมว่ามันย้อนแย้งตรงกันข้ามกับจิตใจที่ท่านมี ผมทำไมไม่รักประเทศนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนในสภาแห่งนี้รักประเทศนี้ ยืนหยัดที่จะดูแล และปกป้องประเทศนี้ ยืนหยัดที่จะดูแลและปกป้องพี่น้องประชาชนไม่อยากให้เกิด ความรุนแรงกับลูกหลานไทยที่กำลังทำตามความคิดของเขา หรือไม่รู้ว่าทำตามความคิด ของใคร แต่ท่านต้องไม่ลืมนะครับ มันมีความคิดเห็นแตกแยกในแผ่นดินอยู่ ท่านต้อง ระงับบ้าง ถ้าท่านไม่ระงับท่านเล็งเห็นอะไรอยู่ภายภาคหน้า ท่านต้องเป็นผู้รับผิดชอบนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมอยากเห็นเวทีแห่งการเจรจา นี่คือข้อเสนอของผมนะครับ นี่คือผมคิดว่าน่าจะเป็นข้อเสนอแห่งสภาแห่งนี้ก็ได้ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีลาออก ผมโกรธ ท่านนายกรัฐมนตรีจริง ๆ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีทำลายระบอบประชาธิปไตยที่ต้องอยู่กัน ๔ ปี เพราะฉะนั้นวนเวียนแห่งความวิบัติของประชาธิปไตยจะไม่เกิดขึ้นหรอกครับ ความสว่างของประชาธิปไตยที่พวกท่านต้องการไม่มีทางเกิดขึ้นเลยครับ ถ้าหากท่านบอกว่า นายกรัฐมนตรีต้องลาออก ต้องยุบสภา ท่านผิดแล้วครับ แล้วท่านบอกท่านรักประชาธิปไตย รักอย่างไร นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ ท่านจะไม่รับผิดชอบหรือครับ พวกเราในฐานะรัฐบาลก็ดี ในฐานะสมาชิกของรัฐสภาก็ดี พร้อมรับผิดชอบร่วมกับพวกท่าน ถ้าพวกท่านเห็นว่าประชาธิปไตยควรที่จะมีทางออกต้องเจรจาในความเห็นต่าง ไม่ใช่บังคับ หรือขู่เข็ญว่าต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ นั่นไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย นั่นคือบังคับ ขู่เข็ญครับ นี่คือสังคมไทย ท่านครับ ถ้าหมวด ๑ หมวด ๒ ของประชาธิปไตย ถ้าท่านคิดว่า ท่านบริหารไม่ได้ ท่านอย่าอาสาเข้ามาในแผ่นดินนี้เลยครับ ถือว่าไม่มีฝีมือครับ สิ่งเหล่านี้ ที่เกิดขึ้นผมต้องการเห็นการเจรจาหาข้อยุติโดยสันติวิธี ช่วยกันหาทางแก้ไขในสิ่งที่สังคม ต้องการ ช่วยให้พี่น้องประชาชนมีความเบาใจว่าลูกหลานของเขาจะปลอดภัย ให้พี่น้อง ประชาชนมีความอุ่นใจว่าทุกคนในสังคมหันหน้าเข้ามาคุยและเจรจาร่วมกันได้ สิ่งที่ผมฝาก ให้ท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านก็คือพวกเรารวมใจกัน มีเจตนาหนึ่งเดียวกันว่าจะดูแลปกป้อง แผ่นดินของเรา ดูแลปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา ดูแลและปกป้องพี่น้อง ประชาชนไม่ว่าเขาจะเห็นต่างกับพวกเรา ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผมขอรายงานเรื่องเวลานิดหนึ่ง เมื่อเวลา ๑๘.๔๗ นาฬิกานั้น คณะรัฐมนตรีมีเวลาอยู่ ๒ ชั่วโมง ๔๓ นาที ๓๒ วินาที สมาชิกวุฒิสภามีเวลา ๑๓ นาที ๑๙ วินาที พรรคร่วม ฝ่ายรัฐบาลมีเวลา ๔๖ นาที ๕๐ วินาที พรรคร่วมฝ่ายค้านมีเวลา ๕๔ นาที ๕๖ วินาที นี่คือเวลาที่รับทราบนะครับ เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายต้องคุมเวลาของตัวเอง ผมขออนุญาต ที่ประชุมนะครับ ขอรายงานว่าขณะนี้ท่านวิสารก็ต้องไปที่โรงพยาบาลเพื่อฉีดวัคซีน บาดทะยัก ผมขออนุญาตว่าระหว่างที่ท่านประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ ผมก็จะไปแทนพวกเรา ที่ห่วงใย จะไปเยี่ยมท่านวิสาร แล้วก็คงได้กลับมาเพื่อรายงานให้พวกเราทราบต่อไปครับ เชิญท่านผู้อภิปรายต่อไปนะครับ ที่ได้ประกาศไว้แล้วก็มีท่านซูการ์โน มะทา หลังจากนั้น ก็จะเป็นท่านวีระกร คำประกอบ จากนั้นก็เป็นท่านตวง อันทะไชย รักษาเวลานะครับ ท่านมี ๑๓ นาที เพราะว่าอย่าให้เกินเวลา แล้วจะเป็นที่ตำหนิครับ เชิญท่านซูการ์โนครับ

นายซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมเป็นคนหนึ่ง ที่ร่วมลงชื่อให้ท่านประธานรัฐสภานำเสนอความเห็นต่อรัฐบาลเพื่อขอให้มีการเปิด การประชุมร่วมกันของรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อใช้เวทีของรัฐสภาแห่งนี้ในการสะท้อนวิกฤติ ของปัญหาของการออกมาเคลื่อนไหวของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ที่ออกมา เรียกร้องขอให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออก และขอให้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการเคลื่อนไหวบนท้องถนนทั่วทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร และแพร่กระจายไปทุกจังหวัด ทุกภูมิภาคไปแล้วนะครับ แล้วกับอีกกลุ่มหนึ่งที่ออกมา เคลื่อนไหวเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบัน ซึ่งก็ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางสังคมหรือความแตกแยก ของประชาชนคนไทยด้วยกันเองได้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องใช้เวทีของรัฐสภาแห่งนี้ ในการรับฟังเสียงสะท้อนหรือความต้องการของพี่น้องประชาชนโดยผ่านตัวแทนของสมาชิก รัฐสภาที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติ ของประเทศที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานที่เคารพครับผมคงจะไม่พูดถึงเหตุผล ๓ ข้อของรัฐบาลที่นำเสนอเพื่อเป็นเหตุผลในการเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภาสมัยวิสามัญ ในครั้งนี้เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายกันมากพอสมควรแล้ว แต่ก่อนที่จะ อภิปรายแสดงความเห็นในการอภิปรายในครั้งนี้ ผมก็ขอแสดงจุดยืนทางการเมืองของผมเอง ว่าผมก็ยึดมั่นในการปกครองในประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เหมือนกับท่านรัฐมนตรีที่มาชี้แจงเหมือนกันเพราะผมมีความเชื่อมั่นว่าการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นเสียหายน้อยกว่า การปกครองในระบอบอื่น แต่ผมก็อยากแสดงเหตุและผลว่าเพราะเหตุใดที่เป็นปัจจัยสำคัญ ที่จูงใจให้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องในครั้งนี้ ก็เพื่อว่าเหตุและผลนี้ที่ผมนำมา อภิปรายทั้งหมดจะเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับผู้ชุมนุมประท้วงอยู่ในขณะนี้ ซึ่งผมเองก็ให้ ความสำคัญกับการวางแผนที่ผิดพลาดในการทำงานแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่มี ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ของรัฐบาลและของพี่น้องประชาชน ในชนบทซึ่งมีร้อยละ ๘๐ ของประชาชนทั้งประเทศ จึงส่งผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรง ทางด้านสังคมที่ทำให้มีช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนมากขึ้นจนเป็นประเทศไทยนั้นติดอันดับโลก ในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะปฐมเหตุของปัญหาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลว ทางเศรษฐกิจนั้นก็อยู่ที่คนคนเดียวคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างที่เพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้ว และการเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๖๕ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภาจึงไม่ใช่การหาทางออก ของประเทศ แต่มันเป็นการหาทางออกให้แก่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนเดียวเท่านั้นที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องตามท้องถนน ที่ยังคงดำเนินอยู่จนมาถึงทุกวันนี้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ๑. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ทำการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจาก รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นั่นคือปฐมเหตุของปัญหาทั้งหมดที่สะสมกันมา และที่สำคัญ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้บัญชาการกองทัพบกได้ทำการฉีกรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งในนานาประเทศที่เจริญแล้วถือว่าการล้มล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นมีความผิด ร้ายแรงเข้าข้อหากบฏมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต ดังนั้นนานาประเทศที่เขาเจริญแล้ว จึงไม่ยอมรับการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ นายกรัฐมนตรีคนต่อมา หลาย ๆ ประเทศซึ่งเราก็ทราบกันดีว่ามีการบอยคอต (Boycott) ประเทศไทยหลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ หลาย ๆ ประเทศมีการตัดความช่วยเหลือให้แก่ประเทศไทย หลาย ๆ ประเทศ ก็ตัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นั่นก็คือเหตุผลหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมมีข้อมูลที่ยืนยันว่า การทำปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น ทำให้ประชาชนคนไทยยากจนลง ข้อมูลเชิงสถิติชัดเจนนะครับว่าก่อนการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น ประเทศไทยมีคนยากจนเพียงแค่ ๗ ล้านคนเท่านั้น แต่หลังการปฏิวัติรัฐประหาร วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำนวนผู้ที่ยากจนของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่ากว่า นั่นคือ ๑๔.๖ ล้านคน นี่คือผลงานความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติรัฐประหารนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากนำเรียนเพื่อเป็นการแสดงความเห็นต่อรัฐบาล ตามการอภิปรายในมาตรา ๑๖๕ ก็คือเรื่องของการล็อกสเปก (Lock spec) สำหรับ การยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๐ เพียงเพราะว่าเขาอยากอยู่ยาว ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ การล็อกสเปก (Lock spec) ในการประกอบธุรกิจถือว่ามีความผิด ทั้งทางแพ่งและทางอาญาซึ่งพวกเราทุกคนก็ทราบกันดีว่าข้อเท็จจริงในการยกร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้นก็มีการล็อกสเปก (Lock spec) เพื่อต้องการ สืบทอดอำนาจของรัฐบาลเผด็จการยุค พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการล้ม ร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการยกร่างชุดแรกเพียงเพราะว่าเขาอยากอยู่ยาว จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ขึ้นมาแทนชุดเก่าและมีการล็อกสเปก (Lock spec) ในการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีอำนาจ เพื่อสืบอำนาจภายใต้คราบของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ที่เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยการล็อกสเปก (Lock spec) ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ การเขียนบทเฉพาะกาล ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๗ ให้ความคุ้มครองการกระทำความผิดทั้งหมด ในการทำรัฐประหาร ยึดอำนาจ และฉีกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยไม่มีความผิดที่จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำทั้งหมด นี่คือปฐมมูลเหตุทั้งหมด ที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมา นอกจากนั้นยังมีการล็อกสเปก (Lock spec) ด้วยการมี คำถามพ่วงท้าย ให้อำนาจแก่สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้มีอำนาจเห็นชอบในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา ๕ ปี ตามมาตรา ๑๖๕ ดังนั้นเสียงเรียกร้องทั้งหมดผมคิดว่าเป็นเสียงเรียกร้อง ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่อยากเรียนต่อท่านประธานรัฐสภาถึงท่านนายกรัฐมนตรี และที่สำคัญผมอยากเรียนอีกข้อหนึ่งว่าการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษานั้นในขณะนี้มันสะท้อนอะไรบ้าง รัฐบาลรู้หรือไม่ ถ้ามองไปถึงยุคสมัยก่อนนั้น เราจะเห็นกลุ่มหน้าเดิม ๆ ที่มาประท้วงเรียกร้อง เช่น กลุ่มสมัชชาคนจนหรือกลุ่มสหภาพแรงงาน แต่วันนี้กลุ่มที่มาเรียกร้องทั้งหมดนั้นเป็นคนรุ่นใหม่เป็นคนที่เป็นอนาคตของประเทศตั้งแต่เด็ก นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผมก็อยากให้ฟังซึ่งมีพ่อแม่เขาอยู่ด้วยในกลุ่มนี้ จึงอยากให้ทาง ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับฟังความเห็นหรือเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ด้วยเพราะกลุ่มเหล่านี้เขาได้รับผลกระทบโดยตรง และเขามีความห่วงใยต่ออนาคตของเขา เพราะว่าความล้มเหลวในการบริหารทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาที่ดำเนินงานของ การปฏิบัติงานของท่านนายกรัฐมนตรีนั้นทำให้กับประเทศนี้มีหนี้สาธารณะมากมาย เพราะเป็นห่วงเป็นใยว่าอนาคตของพวกเขาว่าเขาจะมีอนาคตเป็นอย่างไรก็อยากนำเสนอ เพียงเท่านี้นะครับ เนื่องจากเวลามีจำกัดจริง ๆ แล้วผมเตรียมข้อมูลที่จะเสนอความเห็น ต่อท่านนายกรัฐมนตรีไว้มากมาย แต่ก็ไม่อยากรบกวนเวลาของเพื่อนสมาชิกที่จะอภิปราย ต่อไปนะครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธานรัฐสภาครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ลงจาก บัลลังก์ โดยมอบให้ ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านซูการ์โน มะทา ต่อไปเชิญท่านวีระกร คำประกอบ เชิญครับ

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอดระยะเวลาเกือบ ๒ วันที่ผ่านมานี้ต้องยอมรับว่าสภาเราได้สร้างบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์และความปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่หักปากกาเซียนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสารพัดม็อบ (Mob) ที่ได้คาดหมายไว้ ผมอ่านในแพลตฟอร์ม (Platform) ของเขานี่นะครับ พวกคณะราษฎร เขาบอกว่าเก่งมาก ที่เปิดวิสามัญเพื่อจะเอาไว้ด่าม็อบ (Mob) ในสภา แต่หลังจากที่พวกเราได้พูดมาเกือบ ๒ วัน ไม่มีเลยการที่จะไปด่าม็อบ (Mob) ไม่มีเลยครับ มีแต่พวกเราให้ความสำคัญกับเด็ก ให้ความสำคัญกับน้อง ๆ ที่เป็นเยาวชน ความจริงแล้วอยากกราบเรียนท่านประธานไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีว่าด้วยข้อเท็จจริงแล้วผมเองก็เคยเป็นนักศึกษามาก่อน ก็เคยทำงาน เรียกว่าอยู่ในการเมืองระดับนิสิต นักศึกษามาก่อน เป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาเมื่อปี ๒๕๑๘ พอจำได้ครับว่าในสมัยนั้นที่เราทำงานกัน เราทำงานกันแบบไหน แล้วเรามีความเป็นตัวของ ตัวเองอย่างไร เราเข้าใจครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าแม้ว่าผู้นำม็อบ (Mob) ไม่ว่าจะเป็น ไผ่ ดาวดิน ไม่ว่าจะเป็นเพนกวิน คุณรุ้ง คุณอะไรก็ตาม ไม่ได้มีความสำคัญกับน้อง ๆ นิสิต นักศึกษามากไปกว่าผู้ที่ขึ้นไปพูดให้เขาฟังเฉย ๆ เขาไม่ได้เชื่อนะครับ ผมอยากยกตัวอย่าง เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคมที่ผ่านมานี้ ไผ่ ดาวดิน ไปม็อบ (Mob) ที่หน้าคุกบางขวางนะครับ ลาดยาว ประกาศเลยว่าภายในเวลา ๔ ทุ่มคืนนี้ ขีดเส้นตายเลยนะครับ นายกรัฐมนตรี ต้องลาออก ไม่อย่างนั้นเราจะอะไรก็ว่าไปยาวครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานครับ

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านรู้ไหมครับ ๔ ทุ่มเกิดอะไรขึ้น ๔ ทุ่มนักเรียนกลับหมดเลยครับ นักเรียน นิสิต นักศึกษาท่านก็กลับบ้าน กันหมดนะครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ประท้วง ใครครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การอภิปราย ๒ วันนี้ก็เป็นมาด้วยดี ขอให้ท่านวีระกรกรุณาอย่าเอ่ยชื่อบุคคลภายนอก เราจะมาสมานฉันท์ คือคนข้างนอกที่ท่านเอ่ยชื่อเขาไม่ได้มีโอกาสมาตอบโต้กับท่านนะครับ ขออนุญาตท่านจะ แนะนำรัฐบาลอย่างไรท่านก็แนะนำไปนะครับ อย่าเอ่ยชื่อบุคคลภายนอก

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

คุณพิเชษฐ์ครับ ขอถอนนะครับ ที่ว่าไผ่ ดาวดิน เมื่อสักครู่

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานช่วยวินิจฉัยตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านวีระกร คำประกอบ อยู่สภามานานก็คงทราบแล้วนะครับ

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านประธานครับ เพียงแต่ยกตัวอย่างให้เห็นว่าผู้นำม็อบ (Mob) กับม็อบ (Mob) กับน้อง ๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็นคนละส่วนกันครับ อยากให้ทางรัฐบาลได้เข้าใจว่าไม่ใช่คน ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คน เขาจะคิดเหมือนผู้นำม็อบ (Mob) ที่พูดอย่างนั้น แนะอย่างนี้ คาดขีดเส้นตายอย่างนั้น ไม่ใช่เป็นความจริงว่าทั้ง ๓๐,๐๐๐ กว่าคนเขาจะเห็นด้วยครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านวีระกรครับ ผมวินิจฉัยแล้วว่าอย่าพูดถึงบุคคลภายนอกโดยไม่จำเป็นนะครับ

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

เมื่อสักครู่ผมพูดอีกหรือครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่ได้พูดอีก แล้วนะครับ

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ผมขอ ถอนแล้วอย่างไรครับว่าผมไม่ได้เจตนาที่พูดถึงคนใดคนหนึ่งนะครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่ต้อง อธิบายก็ได้ครับ เชิญท่านต่อครับ

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์ 🔗

เพียงแต่ อยากจะบอกว่าผู้นำม็อบ (Mob) กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ในฐานะที่เราเคยทำกิจกรรม ของนิสิต นักศึกษามาก่อน ไม่มีใครหรอกครับจะมาครอบงำเด็ก ๆ ได้ แม้ว่าจะขีดเส้นตาย อย่างนั้น ขีดเส้นตายอย่างนี้ เด็กเขาไม่สนใจหรอกครับ ๔ ทุ่มเขาก็กลับของเขาครับ นักเรียน นิสิต นักศึกษา เพียงแต่ต้องการที่จะแสวงหาข้อเท็จจริง แสวงหาสิทธิ เสรีภาพ สิ่งอะไรที่เขา มองเห็นว่าไม่ถูกต้องเขาก็อยากจะแสดงออกครับ เราไม่อยากให้มองเห็นว่านักเรียน นิสิต นักศึกษาทั้งหมดจะไปคิดเหมือนหัวหน้าม็อบ (Mob) พูด หรือผู้นำม็อบ (Mob) พูด การที่ ขึ้นไปพูดบนเวทีแล้วจาบจ้วงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ขอเลยครับว่านักเรียน นิสิต นักศึกษาส่วนใหญ่ เขาไม่ได้คิดตามนะครับ เขาเพียงแต่อยากจะมาแสวงหาข้อเท็จจริง แสวงหาสิทธิ เสรีภาพ ตามพื้นฐานของเขาเท่านั้นเองครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จากการที่หัวหน้าม็อบ (Mob) ได้ตั้งเงื่อนไขไว้ถึง ๓ ข้อ ๑. ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒. นายกรัฐมนตรีลาออก ๓. เดิมทีเป็น ยุบสภา ตอนหลังเปลี่ยนจากยุบสภาไปเป็นปฏิรูปสถาบัน นั่นย่อมมองเห็นว่าเรื่องยุบสภา ทางม็อบ (Mob) เขาก็เริ่มเข้าใจแล้วละว่าถ้ายุบสภาแล้วใครจะมาแก้รัฐธรรมนูญให้ ใครจะ มาทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้มันก็ไม่มีก็เข้าใจ ก็เลยเปลี่ยนจากยุบสภาไปเป็นปฏิรูปสถาบัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ดี การที่ท่านเรียกร้องให้ ท่านนายกรัฐมนตรีลาออกก็ดี ฝ่ายค้านก็เรียกร้องสารพัดเลย ขึ้นมาก็ดาหน้านะครับ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีต้องอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ บอกท่านนายกรัฐมนตรีตรง ๆ เลยนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมาตามวิถีทางประชาธิปไตย ท่านนายกรัฐมนตรีมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มีข้อบกพร่องใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านมาอย่างสง่างามตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ แต่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ จะถูกหรือไม่ถูก จะชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมเป็นเรื่องของ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ซึ่งเรากำลังจะแก้ไขยกร่างกันใหม่ เพราะฉะนั้นการที่ท่านนายกรัฐมนตรี มาตามครรลองประชาธิปไตย อยู่ ๆ จะไปไล่ท่านออก คน ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คนไปไล่ท่านออก อ้าวแล้วที่นั่งอยู่ในสภาก็คือตัวแทนประชาชน เสียงส่วนใหญ่ของตัวแทนประชาชน เขาบอก ให้ท่านนายกรัฐมนตรีต้องชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยจะต้องเคารพ เสียงส่วนใหญ่ด้วย ไม่ใช่ว่าพอเราไม่พอใจใคร เราเห็นอะไรไม่ดี เราก็จะออกไปท้องถนน ตะพึดตะพือมันก็ไม่ถูกครับ ทุกอย่างประชาธิปไตยไม่ได้แปลว่าคนส่วนน้อยต้องมาบงการ คนส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่จำเป็นที่จะต้องไปตามครรลองของประชาธิปไตย จะต้องมีอำนาจ ในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง แต่ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงคนส่วนน้อยด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ จึงขอยืนยันกับท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านไม่ต้องลาออกหรอกครับ ผมเป็นฝ่ายค้านมาก่อนครับ เป็นฝ่ายค้านมาหลายครั้งหลายสมัย ผมก็ทำอย่างเขาทำนี่ละครับ ก็คือหาเหตุสารพัดเรื่องละครับที่จะเอาให้นายกรัฐมนตรีต้องลาออกให้ได้ ไม่เคยปรากฏ หรอกครับว่าฝ่ายค้านเขาจะมาอวยนายกรัฐมนตรี ไม่มีหรอกครับ ฝ่ายค้านจะมาเชียร์ให้ นายกรัฐมนตรีอยู่นาน ๆ นะครับ ไม่มีหรอกครับ เขาก็อยากให้นายกรัฐมนตรีลงครับ เขาก็ ต้องหาเหตุสารพัด เรื่องต่าง ๆ แม้จะรู้เป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทำหน้าที่ของ การเป็นนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมานี้มีผลงานที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับเรื่องโควิด (COVID) ซึ่งเดี๋ยวจะหาว่าพูดซ้ำพูดซาก แต่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ก็ยกย่องประเทศไทย เป็นประเทศอันดับ ๑ ที่แก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ได้อย่างลุล่วง นอกจากนั้นแล้วในเรื่อง ของเศรษฐกิจ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าไม่มีประเทศไหนหรอกครับยุคโควิด (COVID) ที่ท่านมา นั่งด่านายกรัฐมนตรีเขา ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ก็มันโควิด (COVID) มันก็ตกกันทั้งโลก ช่วยบอกผมสักประเทศในโลกสิว่าเศรษฐกิจดีขึ้น จีนจีดีพี (GDP) เป็นบวกก็จริงแต่มันก็ ตกครับ จากดับเบิล ดิจิต (Double Digit) ๒ ดิจิต (Digit) ลงมาเหลือ ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ แปลว่าเขาดีขึ้นครับ เขาก็แย่ลงกันหมด เศรษฐกิจก็แย่ลงกันหมด ประเทศไทยครับ ท่านประธานเป็นประเทศที่พึ่งพาเงินต่างประเทศ เป็นประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยว ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ส่งออก ก็ลำบากยากเข็ญ ดีเหลือเกินที่เรามีรัฐบาลที่ใช้ได้ ผมไม่อยากจะบอกว่าดีเดี๋ยวจะหาว่า อวยนายกรัฐมนตรี อวยท่านรัฐมนตรีสุพัฒนพงษ์ จริง ๆ ไม่ใช่หรอกท่านรองนายกรัฐมนตรี สุพัฒนพงษ์ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจก็สามารถแก้ไขจากการส่งออกที่ลดลงเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ตกไปเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ วันนี้กู้หน้าขึ้นมาได้เหลือตกลงไป ประมาณ ๓.๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ท่านประธานครับ การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของ รัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่มีโครงการต่าง ๆ ช็อปดีมีคืน เราเที่ยวด้วยกัน จ่ายคนละครึ่ง หรือแม้แต่ในเรื่องของประชาชนกว่า ๑๐ ล้านคนที่ได้เงิน ๓,๐๐๐ บาท หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ การที่ให้ลูกหนี้ การที่ช่วยเหลือลูกหนี้ ในการปรับโครงสร้างหนี้ก็ดี ในการที่พักชำระหนี้ก็ดี จนทำให้ปัจจุบันนี้ลูกหนี้กลับมาเป็น หนี้ดีแล้วครับ ๙๔ เปอร์เซ็นต์ ผลล่าสุดที่ท่านได้รายงานเมื่อสักครู่นี้น่าชื่นใจนะครับ พูดตรง ๆ ผมเป็นฝ่ายรัฐบาล ผมนึกว่าหนี้เสียคงไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง หนี้เสียมันต้องถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์แน่ ๆ เพราะเศรษฐกิจมันแย่ แต่การที่รัฐบาลได้อัดฉีดเงินลงไป พยายามที่จะช่วยเหลือ ประคับประคองให้เอสเอ็มอี (SMEs) ได้ผ่อนการชำระหนี้ ลดการชำระหนี้ลงไป เลื่อนการชำระหนี้ให้ ก็สร้างโอกาสให้กับคนเหล่านี้ครับ วันนี้กลับกลายเป็นหนี้ดี ๙๔ เปอร์เซ็นต์ครับ หนี้เสียก็คือติดต่อแล้วหาตัวไม่เจอมีแค่ ๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในเรื่องของ ม็อบ (Mob) ท่านรัฐมนตรีก็บอกแล้วว่ามีส่วนที่ทำให้ดัชนีบางตัวอ่อนตัวลงจริง ๆ การที่รัฐบาลได้ช่วยเรื่องของพักชำระนี้ เสริมสภาพคล่อง ระบบอะไรต่าง ๆ ระบบสำรอง ของเราวันนี้ก็มีมาตรฐานสูงกว่าที่ธนาคารแห่งชาติได้กำหนดไว้ด้วยซ้ำไป ธนาคารต่าง ๆ จึงมีเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างยอดเยี่ยม หรือแม้แต่เงินทุนสำรองของรัฐบาลในขณะนี้ ก็ยังอยู่ในสถานะที่มีความมั่นคง ต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ชี้ว่ารัฐบาลทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับอย่างที่ผมเรียนแล้ว เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการท่องเที่ยว ผมเพิ่งกลับมาจากกระบี่ พะงัน สมุย ท่านประธานครับ เหมือนเมืองร้างครับ เหลือเชื่อนะครับ วันหนึ่งที่ผมเคยเดินถนนริมอ่าวนางไม่มีหัวดำหรอกครับ มีแต่หัวแดงทั้งนั้น ร้านค้าต่าง ๆ บางทีไม่ต้อนรับคนไทยด้วย แต่วันนี้ท่านครับ ไม่มีคนเดินเลยครับ ร้านค้าเกินครึ่งที่ปิด ร้านไอศกรีมที่เมื่อก่อนไม่ต้อนรับคนไทยวันนี้ต้องมายืนอยู่ข้างหน้าเลยครับ ฮาเก้น-ดาส (Haagen-dazs) เมื่อก่อนขายลูกละ ๑๐๐ กว่าบาท ตอนนี้เหลือลูกละ ๖๕ บาท แล้วมีการเชิญชวนใครเดินผ่านซื้อ ๑ แถม ๑ ค่ะ ซื้อ ๑ แถม ๑ ครับ ถึงขนาดนั้นนะครับ ห้องพัก ๓๐,๐๐๐ บาท เหลือไม่ถึง ๓,๐๐๐ บาท ต่อราคาก็ยังได้อีกเหลือ ๒,๐๐๐ บาทก็เอา ๓๐,๐๐๐ บาทนี่เพื่อที่จะเลี้ยงลูกน้อง วันนี้จึงขอกราบเรียนท่านว่า ท่านนายกรัฐมนตรีครับ แม้ว่าท่านได้ทำผลงานที่ดีในระดับหนึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่เราสู้โควิด (COVID) ได้อย่างเกิดประสิทธิภาพมีผลดี จนกระทั่งวันนี้การ์ด (Guard) เริ่มตกกันนิด ๆ ครับ แม้แต่เรื่องของน้อง ๆ เยาวชนที่ไปม็อบ (Mob) กันก็ต้องถือว่าการ์ด (Guard) ตกนิด ๆ เพราะเหตุว่าไม่มีโซเชียลดิสแทนซ์ (Social distance) ยืนไม่ห่างกันเท่าไร นั่งคุยกันอะไรนี่ ก็จะเห็นในสภาพที่เขาไปม็อบ (Mob) กันก็อยู่ใกล้ชิดกัน ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ถ้ามันเกิดมีสเปรเดอร์ (Spreader) เข้าลงไปสัก ๑ คน เข้าไปในม็อบ (Mob) โอกาสที่ มันจะติดมันก็จะเกิดขึ้น วันนี้ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เหมือนสวรรค์ ผมมีเพื่อนที่อยู่ในอเมริกาอยากจะกลับบ้านใจจะขาด ตอนนี้เพิ่งเขียนลงมาในไลน์ (Line) แล้วครับ จะกลับในเดือนธันวาคมให้ได้เลยครับ เพราะเหตุอะไรครับ เพราะเหตุ ประเทศไทยคือสวรรค์ของคนทั้งโลก สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังโควิด (COVID) หมดก็คือทุกคน จะแห่กันมาเที่ยวประเทศไทยครับท่านประธาน วันนี้ขอฝากท่านนายกรัฐมนตรีครับ ฝากถึง ครม. ทุก ๆ ท่านครับ งานที่ท่านต้องเร่งทำโดยเร่งด่วนในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การที่จะต้องออกไปเดินสายครับ ผมเองเคยเป็นรัฐมนตรีที่ดูแลการท่องเที่ยวมาก่อน ผมเจอปัญหาต้มยำกุ้งปี ๒๕๔๐ สิ่งที่ผมทำก็คือผมมุดไปตามบริษัททัวร์โอเพอเรเตอร์ (Tour Operator) ทั้งหลายในยุโรปไปทุกบริษัทไปขอร้องเขาบอกประเทศไทยกำลังลำบาก ไม่ว่าจะเป็นจีโอนี (Gionee) ไม่ว่าจะเป็นบริษัทอะไรต่าง ๆ ผมมุดไปหาเขาหมดทุกบริษัท ในฐานะรัฐมนตรีประเทศไทย ไปบอกเขาเลยครับว่าประเทศไทยกำลังลำบาก ช่วยเราหน่อย ได้ไหม สิ่งที่เราได้รับเสียงตอบรับจากทัวร์โอเพอเรเตอร์ (Tour Operator) ในยุโรป ท่านเชื่อไหมครับ ทุกคนจะพูดเหมือนกันก็คือฉันรักประเทศไทย ไม่ต้องห่วง วันนี้ประเทศไทย เดือดร้อนพวกเราจะช่วย บริษัทฉันจะส่งนักท่องเที่ยวดับเบิล (Double) ให้ ๒ เท่าตัวเลย ในปีหน้ามาประเทศไทย อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ อยากฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ หรือจะเป็นการเตรียมในเรื่องของสิ่งที่เราขาดมาในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมานี้คืออะไรครับ ท่านประธาน ประเทศไทยวันนี้ไม่ได้มีการเจรจาเอฟทีเอ (FTA) เพิ่มเติมเลยนะครับ ในช่วง คสช. อันนี้ต้องยอมรับว่าเขาไม่เจรจาด้วย อียู (EU) ไม่เจรจาด้วย เราหยุดเจรจาที่จะเข้า อียู (EU) ท่านทราบไหมครับว่าประเทศไทยวันนี้เรายังคงมีเอฟทีเอ (FTA) กับแค่ ๑๘ ประเทศในโลก เป็นเรื่องแปลกมาก ในขณะที่เวียดนามวันนี้ ๕๓ ประเทศ ช่วง ๔ ปี ที่ผ่านมานี้เวียดนามแซงหัวข้ามไทยไปแล้วในเรื่องของฟอริน ไดเรกต์ อินเวสเมนต์ (Foreign Direct Investment) หรือเอฟดีไอ (FDI) วันนี้ข้ามประเทศไทยไปแล้วครับ สูงกว่าประเทศ ไทยแล้วฟอริน ไดเรกต์ อินเวสเมนต์ (Foreign Direct Investment) ของเวียดนาม ซึ่งมีเอฟทีเอ (FTA) กับ ๕๓ ประเทศในโลก ถามว่าทำไมล่ะ ทำไมเอฟทีเอ (FTA) หรือเขตการค้าเสรีที่ไม่มีภาษีต่อกันถึงเป็นความสำคัญ ในโลกนี้ ใครอยากจะมาตั้งโรงงานในประเทศไทยล่ะครับ แล้วไม่สามารถส่งไปขายประเทศนั้นประเทศนี้ โดยไม่มีภาษี ส่งไปประเทศนั้นต้องเสียภาษี เวียดนาม ไปลงทุนเวียดนามไม่ดีกว่าหรือ เวียดนามส่งไป ประเทศนั้นก็ไม่เสียภาษี ส่งไปประเทศนี้ก็ไม่เสียภาษี เรายังไม่ได้ทำเอฟทีเอ (FTA) กับอียู (EU) เลยครับท่านประธาน วันนี้ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนะครับ ความจริงอยู่ที่ท่านจุรินทร์ด้วยคือกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศซึ่งอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องรีบที่จะทำเอฟทีเอ (FTA) โดยด่วน ซีพีทีพีพี (CPTPP) ผ่านไปแล้ว ไม่เป็นไร ปีหน้าเริ่มปรับปรุงตัวเองที่เราจะเข้าสู่ไฮ สแตนดาร์ด เอฟทีเอ (High standard FTA) หรือเอฟทีเอ (FTA) ที่มีสแตนดาร์ด (Standard) หรือมีมาตรฐานที่สูงขึ้น เราต้อง เตรียมพร้อมครับ ถ้าเราไม่เตรียมพร้อมเราไม่สามารถเข้าไปสู่เอฟทีเอ (FTA) ได้ เศรษฐกิจ ก็ไม่กระเตื้องขึ้น

ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญถือเป็นเหตุอันสำคัญที่สุดที่ทำให้ น้อง ๆ นิสิต นักศึกษาได้ออกมาเรียกร้อง ๓ ข้อ แต่ท่านประธานเชื่อไหมว่าตลอดระยะเวลา ของประเทศไทยที่เรามีรัฐธรรมนูญถึง ๒๐ ฉบับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถือเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ดีที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยเคยมี พูดกันทุกคน ส.ส. ในสภาพูดกันทุกคน ถามว่าทำไม ปี ๒๕๓๔ ก็ดีครับ แต่ร่างโดยคณะ รสช. อาจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน เป็นคนร่าง รสช. ซึ่งปฏิวัติโดยท่านสุนทร คงสมพงษ์ เป็นผู้ปฏิวัติร่วมกับคณะของท่าน ปฏิวัติเสร็จแล้วก็มี การร่างรัฐธรรมนูญขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนขอแก้ไขถึง ๖ ครั้ง ใช้เวลาไม่นาน แต่ต้องแก้นั่นแก้นี่ แม้กระทั่งแก้ให้ท่านสุจินดา คราประยูร ผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมาจากการเป็นผู้แทนราษฎร ต้องเป็น ส.ส. อย่างนี้เป็นต้น แก้สารพัดแก้ครับ ถามว่า ทำไมถึงแก้ เพราะอะไรล่ะครับ เพราะไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชน เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ รสช. เป็นผู้ร่าง ท่านประธานครับ ผมเป็นเลขานุการของท่านรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา ท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๓๘ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ผมเป็นลูกน้องท่าน เป็นเลขานุการของพ่อของท่านรัฐมนตรีวราวุธ ท่านรัฐมนตรีท็อปนี่ละครับ ท่านประธานครับ มีนักเรียน นิสิต นักศึกษา ออกมาเรียกร้องให้ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เหมือนวันนี้ละครับ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ม็อบ (Mob) ไม่ได้เยอะ ไม่ได้ใหญ่ แต่สิ่งที่ผมประหลาดใจก็คืออยู่ ๆ ท่านบรรหาร ศิลปอาชา ประกาศ เราจะร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ แก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทำอย่างไร แก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ ท่านมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีสิ่งที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ เยอะ หรือรัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้นเยอะครับ ไม่ว่าจะเป็น มีองค์กรตรวจสอบอิสระมากมาย แม้กระทั่งออมบุดส์แมน (Ombudsman) หรือผู้ตรวจการ รัฐสภา ก็เกิดขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง จะเห็นได้ว่า พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นโดยใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เช่น พรรคไทยรักไทยที่เกิดขึ้นก็เป็น พรรคที่มีความเข้มแข็ง หรือจะเป็นเรื่องของเป็นครั้งแรกของการที่มีรัฐธรรมนูญของ ประเทศไทยเกือบ ๒๐ ฉบับในวันนั้น เป็นครั้งแรกที่วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง จนกระทั่ง ปรากฏว่าได้รับการร้องเรียนว่าเป็นสภาผัวเมียก็คือสามีเป็น ส.ส. ก็ให้เมียไปลง ส.ว. เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ส.ว. ทุกคนมาจากการเลือกตั้ง เป็นการเลือกตั้ง เขตเดียว เบอร์เดียว ซึ่งทำให้ ส.ส. มีความใกล้ชิดพี่น้องประชาชน ไม่ใช่เขตผมเคยมีเขต ผมต้องดูแลตั้งแต่อำเภอโกรกพระ พยุหะคีรี อำเภอเมือง รวมเทศบาลนครนครนครสวรรค์ ไปจนถึงลาดยาว แม่วงก์ ชุมตาบง แม่เปิน ผมต้องดู ๗ อำเภอท่านประธานครับ แต่ตอนหลัง พอลดมาเหลือเขตเล็ก ผมสามารถดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างใกล้ชิด แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทำไมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีบรรหารมีความตั้งใจถึงได้รับการกล่าวขาน จนทุกวันนี้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เพราะมันเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ส.ส.ร. ที่แต่งตั้งไม่ได้แต่งตั้งนะครับ แต่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทุกวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทุกจังหวัดส่งรายชื่อขึ้นมาส่งรายชื่อขึ้นมา ผ่านการคัดกรองมาหลายชั้นจนมาถึงสภาผู้แทนราษฎร แล้วสภาผู้แทนราษฎรก็มาคัดเลือกอีกที หนึ่งจนมี ส.ส.ร. ส.ส.ร. เหล่านี้ไม่ได้อยู่ ๆ มานั่งร่างนะครับ ออกไปสอบถามความคิดเห็น พี่น้องประชาชนทุกตำบลครับ ออกไปตามชนบททุกตำบล เพื่อต้องการทราบความต้องการ ของพี่น้องประชาชนว่าต้องการรัฐธรรมนูญแบบไหน จึงเป็นที่มาของคำว่านี่คือรัฐธรรมนูญ ที่ดีที่สุด เพราะเขาเชื่อว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ของประชาชนนะครับ โดยประชาชน และเพื่อประชาชน จึงมีคำกล่าวมาโดยตลอดว่านี่คือรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด นี่คือเหนือสิ่งอื่นใดวันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรามีกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และหัวหน้าม็อบ (Mob) ทั้งหลายที่เรียกร้องให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเห็นด้วย ผู้แทนราษฎรในสภานี้เห็นด้วยทั้งหมด มีเพียงข้อปลีกย่อยที่บางพรรคอาจจะ ไม่เห็นเรื่องของหมวด ๑ หมวด ๒ นะครับ แต่ที่เหลือแม้กระทั่งพรรคเพื่อไทย ขอประทานโทษ ที่เอ่ยชื่อพรรคท่าน ก็เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่แตะต้องหมวด ๑ และหมวด ๒ ซึ่งหมายถึงหมวดทั่วไป ประเทศไทยแบ่งแยกมิได้ และหมวดที่ ๒ ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ เราไม่แตะต้อง ๒ หมวดนี้ครับ ท่านประธานครับ แต่ก็อย่างไรก็ตามครับ เราก็จะต้องขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีต้องมีส่วน อย่างสำคัญยิ่งที่จะต้องแสดงความกล้าหาญเหมือนกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา ขอประทานโทษที่เอ่ยนามหลายครั้งเหลือเกินครับ เพราะท่านคือฮีโร่ (Hero) ในดวงใจผมไม่ได้ว่าเป็นฮีโร่ (Hero) เพราะผมเป็นลูกน้องท่าน เป็นเลขาท่านนะครับ แต่ผม ไม่เคยนึกในวันนั้นผมไม่เคยนึกเลยว่าทำไมอยู่ ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีบรรหารถึงอยากจะเลือก ส.ส.ร. มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่ออะไร ผมไม่เข้าใจจนกระทั่งวันนี้ เวลาผ่านไปจากวันนั้นถึงวันนี้ ๒๓ ปี ผมถึงรู้ว่าวันนั้นท่านพยายามจะสร้างรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนครับ และท่านคือฮีโร่ (Hero) ในดวงใจผมเสมอมานับแต่วันนั้นเป็นต้นมา วันนี้ผมอยากจะเห็นท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับ ได้พูดในสภาแห่งนี้ครับว่า ท่านประสงค์จะเห็นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาผู้แทนราษฎร โดยรัฐสภา โดยท่านวุฒิสมาชิก ขอความกรุณาท่านนะครับว่าช่วยพูดในสภาแห่งนี้ว่าเราจะต้องมีรัฐธรรมนูญของประชาชน โดย ส.ส.ร. โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ผู้แทนราษฎรในสภาเห็นชอบ เห็นพ้องต้องกัน ที่จะแก้มาตรา ๒๕๖ หากท่านพูดในสภาแห่งนี้เช่นว่าแล้วผมก็จะรับท่านเข้ามาอยู่ในดวงใจผม เป็นฮีโร่ (Hero) ในดวงใจคนที่ ๒ ของผมนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านวีระกร คำประกอบ ต่อไปก็เป็นของวุฒิสภานะครับ วุฒิสภามีเวลาเหลืออยู่ ๑๓ นาที ๑๙ วินาทีนะครับ มีเข้าชื่อไว้ ๒ ท่านนะครับ ท่านตวง อันทะไชย กับท่านดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม แบ่งเวลากันเองก็แล้วกันนะครับ เชิญท่านตวงนะครับ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เบื้องต้นพวกเราต้อง กราบขอบพระคุณรัฐบาลที่ได้ใช้เวทีรัฐสภาในการรับฟังความคิดเห็นประเทศในยามวิกฤติ ประชาชนเขาก็คาดหวังที่จะได้รับเส้นทางในการที่จะแก้ไขปัญหาในยามวิกฤติ ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าวิกฤตินี่มันวิกฤติจริง ๆ ท่านประธานก็อยู่ในแวดวงการเมืองมาไม่น้อยไปกว่าผม เราจะพบว่าในอดีตเวลาชุมนุมทางการเมืองเราจะพูดเฉพาะนักการเมือง พรรคการเมือง ขั้วทางการเมือง ฝ่ายทางการเมืองเท่านั้น แต่คราวนี้มันวิกฤติเลยไปจนถึงเอาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นการเดิมพันกัน แต่ที่สุดท่านประธานคงจะเห็นไม่ต่างจาก ผมว่าเรา ผู้ชุมนุม นักการเมือง พรรคการเมือง ต่างมาและจากไป แต่สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์นั้นจะดำรงอยู่ตราบนิรันดร์ เส้นทางที่วิกฤติที่ผมได้กราบเรียนต่อ ท่านประธานนั้นวันนี้เรามีทางเลือกเพียง ๒ ทาง ทางหนึ่งก็คือหันหน้ามาเจรจากัน เพื่อที่จะช่วยกันกอบกู้ฟื้นฟูบ้านเมืองของเรา เส้นทางที่ ๒ ก็คือต่อสู่กันให้แพ้ชนะไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่เมื่อวานรัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศต่อสาธารณะและต่อสภาแห่งนี้ว่าท่านจะลุกขึ้นมาเป็นเจ้าภาพในการแก้ไข รัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ซึ่งผมคิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีและเป็นทางออก ที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ผมมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๕ ความดังต่อไปนี้ท่านประธาน ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในกรณีที่รัฐบาลได้ประกาศจะเป็น เจ้าภาพในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ กำหนดเวลาเสร็จสรรพไปแล้ว ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าแม้ผมจะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่น แก้ไขเป็นรายมาตรานั้นทำได้ อยู่แล้ว และแก้ไขว่าด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างที่ร่างของฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลเสนอต่อสภานั้น แต่ผมเรียนเป็นข้อกังวลและข้อห่วงใยจากพวกผม ไปยังรัฐบาลว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น รัฏฐาธิปัตย์ที่สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือประชาชนที่มาจากประชามติ ประชาชนเป็นคนสถาปนาอำนาจที่เป็นรัฐธรรมนูญขึ้นมา แล้วให้อำนาจกับรัฐบาล ให้อำนาจกับรัฐสภา ส.ส. ส.ว. เป็นคนใช้อำนาจจากรัฏฐาธิปัตย์ ในทางทฤษฎีนั้นไม่อาจที่จะมาแก้ไขอำนาจจากประชาชนได้ มีคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๕ เป็นบรรทัดฐาน ท่านประธานคงจำได้ว่าเราแก้ไขคราวนั้น มาตรา ๒๙๑

ประการที่ ๒ ที่เป็นข้อห่วงใยที่ฝากไปยังท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลก็คือ ท่านอาสาที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลได้โปรดพึงระลึกเสมอว่าขณะที่เรากำลังจะแก้ไข รัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม รวมทั้งกลุ่มต่าง ๆ นั้น ยังมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่น กลุ่มไทยภักดี ๑๓๐,๐๐๐ คน เขาไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ท่านจะทำอย่างไร ท่านจะหาข้อยุติอย่างไรในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เพื่อให้เป็น ที่ยอมรับของคน ๒ กลุ่ม ท่านประธานจำได้ไหมครับ การประชุมคราวที่แล้วข้อเสนอของ พวกเราเห็นว่าถ้าเราจะทำประชามติเพื่อถามประชาชนว่ารัฐสภานี้จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนสถาปนาขึ้นมานั้นประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่ ผมคิดว่าถ้าทำประชามติ ไม่ว่าจะกลุ่มเห็นด้วยหรือกลุ่มคัดค้านต้องยอมรับในประชามติของประชาชน เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อจะได้บันทึกไว้ในสภา

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่ผ่านไปยังผู้ชุมนุมและรัฐบาล ผมเห็นต่างบ้างบางอย่าง ที่ผมคิดว่าถ้าเป็นการชุมนุมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ผมคิดว่าผู้ชุมนุมสามารถทำได้ และรัฐบาลก็จะสามารถอำนวยความสะดวกได้ แต่ถ้าเป็นการชุมนุมที่เลยไปถึงสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ ไม่มีท่านประธาน ท่านประธาน กับผมก็วิ่งหนีลูกระเบิด วิ่งหนีแก๊สน้ำตามาด้วยกัน ปีนกำแพงมาด้วยกัน ไม่มี เรามีเพียงสี แต่คราวนี้เราเลยไปจนถึงสถาบัน ท่านประธานยังถามผมว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเกิด ความขัดแย้งของผู้คนในชาติขึ้นมานาทีนี้ อันประกอบไปด้วยกลุ่มหนึ่งท่านก็ทราบ ผมไม่เอ่ย และกลุ่มหนึ่งที่ประกาศตัวออกไมโครโฟน ใส่เสื้อสีออกมาทั่วประเทศ ๔ ภูมิภาคเรียบร้อยแล้ว มีแกนนำแล้ว ข้อห่วงใยของเราที่เสนอต่อรัฐบาลและผู้ชุมนุมก็คือเราเกรงว่าจะเกิดการปะทะกัน อย่างไม่คาดฝันเกิดขึ้น เพราะเป็นการเล่นกับความศรัทธาและจิตวิญญาณของผู้คน ท่านประธานจะเห็นความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีนักวาดรูปการ์ตูนไปวาดรูปผู้นำศาสนาเขา เป็นความขัดแย้งฆ่ากัน ท่านประธานจะเห็นมีคนหนึ่งไปทุบศาลและเดินไม่ได้ พอผ่านสี่แยก โดนทำร้ายและเสียชีวิต การมุ่งไปสู่ความศรัทธาและความเชื่อมั่นของคนนั้นมีโอกาสนำไปสู่ความแตกร้าวของผู้คนในชาติ ท่านประธานจำได้ไหมครับ สงครามรวันดาเมื่อปี ๒๕๓๗ โหดมาก เป็นสงครามกลางเมือง ของคนในประเทศนี้ที่มีวัฒนธรรม วิถีชีวิต ศาสนาเดียวกัน แต่สู้กันเพราะความเกลียดชังกัน โดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือ สงครามกลางเมืองที่ศรีลังกาไม่ต่างกันครับ ผมฝากเอาไว้เพื่อจะได้ บันทึกว่าอย่างน้อยสภาได้เตือนต่อทั้งรัฐบาลและผู้ชุมนุมว่าทำอย่างไรเราจะอดทน อดกลั้น ยึดเป้าหมายทิศทางของประเทศเป็นตัวตั้ง นี่เป็นเรื่องที่ ๒

เรื่องที่ ๓ ที่พวกผมก็ทำการบ้านแล้วก็คุยกันมา ไม่มีคนพูด เรื่องนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญและเป็นความจำเป็น ผมเห็นด้วยกับท่านอดีตรัฐมนตรีวีระกรที่พูดถึงว่า ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่เสียหาย ว่าความเป็นจริงถ้าท่านประธานไปดูผู้ชุมนุม ผมเคยชุมนุม มาก่อนแล้วผมก็ไปดูมาก่อน เกือบจะทั่วประเทศที่รายงานตรงกันว่าเกินครึ่งนั้น นิสิต นักศึกษาพูดถึงเรื่องประเด็นใหญ่ ผมจะให้ท่านประธานได้เห็นว่าเป็นประเด็นที่รัฐบาลจะต้อง รีบนำกลับไปทำ คือประเด็นว่าด้วยการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาทุกเวที แม้แต่เมื่อวาน ที่ไปยื่นหนังสือต่อสถานทูตเยอรมนีก็พูดถึงเรื่องปฏิรูปการศึกษาครับท่านประธาน ข้อเสนอ ของเราก็คือว่ารัฐบาลไม่ควรละเลยเรื่องนี้ ผมได้ ๑๓ นาทีครับท่านประธาน หมดเลยครับ ท่านสมาชิกให้ผมพูดหมดครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

จะไป รบกวนเวลาของท่านดิเรกฤทธิ์นะครับ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านเมตตาผมเรียบร้อยแล้ว ครับท่านประธาน ตกลงกันแล้วครับ ผมจะไปต่อครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา สรรหา 🔗

รัฐบาลควรจะต้องนำ ประเด็นเหล่านี้ไปสู่การปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้เกิดผลในระยะสั้น แปลว่าท่านยอมรับ ความเห็นของผู้ชุมนุม หรือประการที่ ๒ ในระยะยาว เพื่อแก้ปัญหาที่เราพูดถึงว่าวันนี้เรามี คนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาสนใจการเมือง สนใจประเทศ ให้เขาได้เรียนรู้ตามข้อเรียกร้องของเขา ซึ่งมีดังต่อไปนี้ ท่านประธานจำได้ไหมครับ เรื่องแรกที่เป็นที่ถกเถียงกันก็คือเรื่องละเมิดสิทธิ ของผู้เรียน เขาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทรงผม เสื้อผ้า หน้า ผม ละเมิดสิทธิของผู้เรียน เป็นเรื่องใหญ่ที่มีเกือบทุกเวที เรื่องที่ ๒ เขาเรียกร้องให้มีการยกเลิกวิชาบำเพ็ญประโยชน์ ที่สร้างทุกข์มากกว่าสร้างสุข ทั้ง ๆ ที่โดยปรัชญาของวิชาบำเพ็ญประโยชน์นั้นคือการเสียสละ คือการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส คือการเอื้ออาทรของผู้คน ฝึกอยู่ในสังคม เขาเรียกร้องให้ ยกเลิกวิชาไอเอส (IS) ท่านประธานครับ วิชาไอเอส (IS) คือวิชาในการสร้างความรู้โดยผู้เรียน แต่เขาบอกว่ามันยาก เขาบอกว่ามันไม่มีประโยชน์ สร้างความทุกข์ยาก ข้อเสนอของผู้ชุมนุม ให้ยกเลิกวิชาการอ่าน ท่านประธานครับ นี่ทำการบ้านทั่วประเทศให้ท่านหมดเลย ท่านทราบไหมการอ่านมันคืออะไร การอ่านคือกุญแจสำคัญนำไปสู่คุณภาพการศึกษาทั่วโลก เป็นอย่างนี้หมด เขาเรียกร้องไม่ให้มีการเรียนพิเศษหรือติวกับผู้เรียน ผมเอาเพียงประเด็น เหล่านี้ของผู้เรียกร้องมาทั้งหมด ซึ่งถ้ามองในแง่ที่เป็นประโยชน์กับประเทศ ประเด็นเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นอย่างนี้ครับท่านประธาน นักการศึกษาพวกผมมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับ ระบบการศึกษา มันเกิดปัญหาเรื่องของการรวบอำนาจมาไว้ส่วนกลาง ที่เราพูดกันมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ พูดตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ที่มี พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ว่าเราต้องกระจายอำนาจ ๔ งานไปยังสถานศึกษา ปัจจุบันนี้ยังไม่กระจายเลย เรามีปัญหาเรื่องการควบคุม สั่งการ มากกว่าการสนับสนุน ส่งเสริม เราจะสอนหนังสือ เราต้องมาเงี่ยหูฟังกระทรวง เราจะ ออกแบบทรงผม เสื้อผ้าให้เหมาะกับภูมิสังคม ภูมิภาค ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง แตกต่างกันไปเราก็ต้องมาคอยกฎกระทรวงอันเดียว ข้อเสนอของผมต่อสภาวันนี้ก็คือ ๑. เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้กระบวนการเรียนรู้ ซึ่งผู้เสนอโดยเฉพาะ ผู้ชุมนุมนั้นไม่ผิดนะครับ นั่นคือหัวใจสำคัญที่มันสะท้อนว่าเขาเป็นผู้เรียนนั้นมันทำไม่ได้ ต้องปฏิรูปหลักสูตรและการเรียนการสอน การวัดผล ประเมินผลใหม่ ของประเทศทั้งหมด การเรียนการสอนที่ให้ท่องจำ นี่ท่านประธานเห็นไหมว่ามันไม่สอดคล้องข้อเสนอของเขา การเรียนการสอนที่ไม่ได้วัดผลประเมินผลที่เขาจะต้องบรรลุสมรรถนะตามหลักสูตร ต้องปฏิรูปการบริหารจัดการโดยการกระจายอำนาจ ถ้าให้อำนาจไปที่สถานศึกษาเขาจะ สามารถออกแบบอัตลักษณ์ของสถานศึกษาแต่ละแห่ง ท่านประธานเคยเห็นไหม โรงเรียน แต่ละแห่งจะมีทรงผมไม่เหมือนกัน โรงเรียนแต่ละแห่งจะมีเสื้อผ้าไม่เหมือนกัน ถ้าให้อำนาจ เขาสามารถทำได้ ประการสุดท้ายที่จะแก้ปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิของผู้เรียนต้องปฏิรูป ระบบการผลิตและพัฒนาครูใหม่ ครูรุ่นพวกผม ครูปัจจุบันเป็นครูหน้าห้อง ท่านประธานครับ เราถูกฝึก เราเรียนครูมามาสอนหน้าห้อง แต่ครูรุ่นใหม่เป็นครูสอนหน้าจอคอมพิวเตอร์ครับ เป็นครูที่ไม่ใช่เป็นเพียง ขออภัยที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ไม่เป็นเพียงทีชเชอร์ (Teacher) แต่เป็นครูที่เป็นฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) เป็นเมเนเจอร์ (Manager) เป็นคอมเมนเตเตอร์ (Commentator) ให้กับผู้เรียนต้องมีการปฏิรูป ๓ ส่วนนี้จะแก้ปัญหานั้น เงื่อนไขสำคัญ ท่านประธานครับ ถ้าย้อนไปดูปี ๒๕๔๒ บทเรียนในการปฏิรูปคราวนั้นหัวใจที่นำไปสู่ การปฏิรูปประสบความสำเร็จก็คือมี พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติปี ๒๕๔๒ เป็นเครื่องมือยุบ ๘๐๐ อำเภอ ๗๖ จังหวัด ๑๔ กรม ๒ สำนักงาน ๑ ทบวงมหาวิทยาลัยเป็น ๒๘๕ เขต คราวนี้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติไม่มีท่านประธานครับ ท่านประธานนิดเดียวครับ ท่านนำ ประเด็นเหล่านี้ประเด็นที่ผู้ชุมนุมเขาเรียกร้องไอเอส (IS) วิชาบำเพ็ญประโยชน์ การเรียนลูกเสือ การเรียนประวัติศาสตร์ วิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม กลับไปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่เป็น แอคทีฟ เลิร์นนิง (Active learning) ให้หน่อย

สุดท้ายผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านสมาชิกหลายท่านว่าไหน ๆ เราก็จะ ทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ผมหวัง ผมวิงวอนผ่านไปยังท่านประธานนะครับ ผมวิงวอน พี่น้องเพื่อนสมาชิก ส.ส. ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา ได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน จะมีชื่อเป็นกรรมการ เป็นกรรมาธิการผมไม่ติดใจ ผมเห็นบทเรียนเมื่อปีที่อดีตท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เอ่ยชื่อไม่เสียหาย ท่านตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์คราวนั้นขึ้นมา เอาผู้คนที่ เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งผู้ชุมนุมและความขัดแย้งมาอยู่ด้วยกันได้คุยกันหาทางออก ได้ติดตาม ประเด็นต่าง ๆ ที่เขาชุมนุมผมว่าเป็นประโยชน์ครับ ผมหวังว่าเส้นทางแบบนี้น่าจะเป็น คำตอบสำหรับประเทศของเรา เป็นเวทีสำหรับจะได้พูดคุยกัน เป็นเวทีจะได้ถามสุขถามทุกข์ กัน เป็นเวทีจะได้ช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ เกิดขึ้นกับความต้องการของประชาชน ขอบพระคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

หมดเวลา แล้วนะครับของสมาชิกวุฒิสภา ต่อไปมาทาง ส.ส. ฝ่ายค้านนะครับ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ท่านประธานครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านรัฐมนตรี

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ ในประเด็นที่เกี่ยวกับนักเรียน นักศึกษา มีสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงการที่รัฐบาลอาจจะไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษาในประเด็นต่าง ๆ ขออนุญาตชี้แจงให้ความกระจ่างกับท่านสมาชิกรัฐสภา กระทรวงศึกษาธิการได้มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา โดยมีท่านประธานของทีดีอาร์ไอ (TDRI) มาเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ แล้วได้ตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาทำงาน ๓ ชุด

๑. เป็นคณะทำงานด้านการละเมิด การกระทำความรุนแรง และความปลอดภัย ในสถานศึกษา

ชุดที่ ๒ คือคณะทำงานด้านกฎระเบียบที่ล้าหลังของสถานศึกษาที่กระทบ ต่อนักเรียน นักศึกษา ซึ่งก็จะตรงกับที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาตวง อันทะไชย พูดเมื่อสักครู่นะครับ ขออภัยที่เอ่ยนาม

ชุดที่ ๓ เป็นคณะทำงานด้านการแสดงออกทางการเมืองในสถานศึกษา ซึ่งคณะทำงานทั้ง ๓ ชุดมีผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมีตัวแทนของนักเรียนอยู่ในคณะทำงาน ด้วย ที่สำคัญที่สุดในเรื่องของหลักสูตรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาก็ได้มีคณบดี ของหลายมหาวิทยาลัย ณ วันนี้รับโจทย์ไปเพื่อพยายามจะปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้ทัน ต่อสถานการณ์ทันสมัย และเป็นประโยชน์กับนักเรียน นักศึกษา ฉะนั้นกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำเรื่องนี้มา และเมื่อได้รับข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะข้อกังวลของนักเรียน นักศึกษา เราก็ให้ทุกคนมีส่วนร่วมเพื่อเราจะได้ร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกันครับ ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานรัฐสภา

ต่อไป เป็น ส.ส. ฝ่ายค้านนะครับ มีท่านวันนิวัติ สมบูรณ์ ๗ นาที แล้วตามด้วยท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ๒๐ นาที เชิญท่านวันนิวัติก่อนครับ

นายวันนิวัติ สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ญัตติการขอเปิดอภิปราย วิสามัญในครั้งนี้มีเรื่องสำคัญ ๓ เรื่อง แต่การที่เราจะแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศที่เกิดขึ้น ขณะนี้ได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกล่าวถึงปัญหาสาเหตุที่ทำให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมว่าเกิดจากเหตุผลอะไร ที่มามาจากอะไร มิฉะนั้นแล้วเราไม่อาจ ที่จะแก้ปัญหานี้ได้ครับ ผมเห็นว่าสาเหตุของการที่นักเรียน นิสิต นักศึกษาออกมาชุมนุมนั้น มีสาเหตุหลักมาจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ เป็นหลัก รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงออกทางความคิด แม้แต่ในสถานศึกษา ๖ ปีที่ผ่านมาระบบการศึกษาไทย มีความเป็นอำนาจนิยม ล้าสมัย เพราะมีสารตั้งต้นมาจากรัฐบาลที่เป็นเผด็จการ

ในขณะที่นักการศึกษาทั่วโลกเชื่อไปในทิศทางเดียวกันว่าการกระจายอำนาจ นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ทันสมัย แต่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้ความสำคัญ เรื่องนี้เลยครับ คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาของท่านพยายามรวมศูนย์อำนาจ ตั้งศึกษาธิการภาค ตั้งศึกษาธิการจังหวัด ท่านไม่ได้เล็งเห็นความสำคัญของการกระจาย อำนาจสู่สถานศึกษา สายบังคับบัญชาที่ต้องสั้น การสั่งการต้องรวดเร็ว ท่านไม่ได้คำนึงถึง เรื่องนี้ วันนี้ผู้บริหารสถานศึกษาหลายท่านลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าโรงเรียนเป็นนิติบุคคล

ท่านประธานครับ ๑ ปีการศึกษา นักเรียนไทยต้องเรียน ๑,๓๐๐ ชั่วโมง โดยเฉลี่ย กลับกันครับ เด็กนักเรียนฮ่องกงเรียนแค่ ๘๐๐ ชั่วโมง ต่างกันเกือบครึ่งครับ แต่ผลสัมฤทธิ์ต่างกันมากเหลือเกิน ๘ กลุ่มสาระมากไปหรือเปล่าครับสำหรับเด็ก ประถมศึกษาตัวเล็ก ๆ ที่จะต้องแบกหนังสือหนักหลายกิโลกรัมไปโรงเรียน ผมไม่มั่นใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีทราบหรือไม่ว่าเด็ก ๆ ในทุกวันนี้เขาคุยเรื่องอะไรกันบ้าง เยาวชนทุกวันนี้ เขาคุยกันไปถึงเรื่องการสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) แล้ว คุยกันเรื่องจะทำอย่างไรให้เป็น นักแคสต์เกม (Cast Game) เป็นแคสเตอร์ (Caster) ที่มีรายได้ดี คุยกันเรื่องจะทำอย่างไร ให้เป็นนักกีฬาอีสปอร์ต (Esport) ที่มีชื่อ เพราะประเทศไทยเคยไปสร้างชื่อไว้แล้วที่ประเทศ เกาหลีใต้ เด็ก ๆ เขาคุยกันถึงขนาดนี้แล้วครับ เด็กเยาวชน ทุกวันนี้ไม่ได้ฝากความหวังไว้ กับโรงเรียนและระบบการศึกษาไทยเพียงเท่านั้น แต่เขาฝากความหวังของเขาไว้กับ ครูสี่เหลี่ยมนั่นก็คือสื่อออนไลน์ (Online)

ท่านประธานครับ เด็ก เยาวชนเหล่านี้ฝากความหวังไว้กับยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ (YouTuber Influencer) ที่เขาสอน แล้วไม่ได้มองว่าครูที่สอนหน้าห้องนั้น หรือระบบการศึกษาไทยจะซัปพอร์ต (Support) เขาได้ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ นี่ยังไม่รวมกับกฎระเบียบที่ไม่ยืดหยุ่น ไม่ได้ปรับเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกนะครับ ผมก็ยินดีที่เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่ว่าอาจจะยัง ไม่ทันท่วงที เพราะว่าในขณะที่ สพฐ. ได้ออกหนังสือสั่งการเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ณ วันนี้ ก็ยังเห็นการคุกคามนักเรียนในโรงเรียนอยู่ จากแถลงการณ์ของแอมเนสตี (Amnesty) พบว่า ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคมที่ผ่านมา มีผู้ชุมนุมถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น ๘๔ ราย ในนั้นมีนักเรียน นักศึกษารวมอยู่ด้วย ขณะนี้ ๕๗ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับเด็กและสังคมก็ออกมาเรียกร้องให้ ปกป้องแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตัดตอนอนาคตของเยาวชนไทยด้วยการทำรัฐประหาร ๖ ปีผ่านมาท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจทางการศึกษา ไม่ได้ให้ความสำคัญ การปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง เด็ก เยาวชนต้องออกมาชู ๓ นิ้วเพราะกฎ ระเบียบ และสิ่งต่าง ๆ ที่ บีบคั้นเขา กดดันเขา เด็กนักเรียนชู ๓ นิ้วมีฝ่ายปกครอง มีผู้ใหญ่มาสั่ง มีจดหมายจากจังหวัด มาสั่งห้าม วันนี้เด็กมัธยม ไม่ใช่เฉพาะเด็กมัธยมที่ถูกกดดันนะครับ แต่เป็นครูก็ถูกกดดัน เมื่อครูถูกกดดันครูก็ต้องลงโทษเด็ก แล้วเด็กวันนี้เขาจะทำอย่างไรล่ะครับ นี่คือ การแสดงออกของเขา ขออีกนิดหนึ่งครับท่านประธาน เด็กจะไม่ชู ๓ นิ้วถ้าสถานศึกษา ไม่กดทับด้วยอำนาจนิยม ผมขอสรุปอีกนิดเดียวครับ โรงเรียนควรจะเป็นสถานที่ปลอดภัย สำหรับเด็ก และด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู ครูมีหน้าที่พิทักษ์เด็ก ไม่มีครูคนไหนอยากให้ ทหาร ตำรวจเข้ามาแทรกแซงการทำงานภายในสถานศึกษาครับท่านประธาน ครั้งนี้เป็น ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีทหาร ตำรวจเข้ามาคุกคาม ข่มขู่เด็กถึงในสถานศึกษา ตลอดระยะเวลา ๖ ปีครับ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้ความสำคัญของ การเปลี่ยนแปลงทางด้านการศึกษาเลย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับโครงสร้างสำคัญของประเทศ นั่นก็คือการศึกษา ท่านจะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับอดีต ยึดติดกับอำนาจในปัจจุบันจนไม่เหลียวแล อนาคตของชาติเลยเชียวหรือ ผมขอเรียกร้องครับ วันนี้ขอให้ท่านได้สละเพื่อประเทศชาติ ลาออกเถอะครับ ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป เชิญท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นะครับ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ต้องขอบคุณพรรคร่วมฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ได้ร่วมกันทำให้ เกิดการประชุมสภาสมัยวิสามัญขึ้นได้ แม้โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่ามันค่อนข้างจะช้า ไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ก็หวังว่าจะไม่สายเกินไป ที่ผ่านมาผมย้ำกับที่ประชุมสภาแห่งนี้ หลายครั้งว่ารัฐสภาของเรามีความสำคัญในการเป็นกลไกแก้ปัญหาความขัดแย้ง หาทางออก ให้กับบ้านเมืองอย่างสันติ แต่ก็น่าอึดอัดใจครับว่าที่ผ่านมาพวกเราในฐานะตัวแทนประชาชน ดูจะไม่ค่อยเป็นความหวังให้กับพวกเขาสักเท่าไรนัก ผมจึงหวังด้วยความบริสุทธิ์ใจนะครับว่า การอภิปรายครั้งนี้จะมีขึ้นเพื่อหาทางออกของประเทศ มิใช่การหาทางออกของรัฐบาล ไม่ใช่การมาใส่ร้ายป้ายสีกัน หรือกล่าวโทษโดยไม่มีทางออก ถ้าหากเป็นเช่นนั้นความขัดแย้ง ที่ควรจะจบในสภาก็จะลุกลามบานปลายบนท้องถนนอีกครั้ง อันที่จริงแล้วก่อนที่สถานการณ์ บ้านเมืองจะตึงเครียดขนาดนี้ พวกผมเคยพยายามเตือนรัฐบาล เคยพยายามเสนอทางออก เพื่อให้วิกฤติครั้งนี้คลี่คลายลง แต่เหมือนว่าท่านไม่ได้รับข้อเสนอของพวกผมเลยแม้แต่น้อย ท่านประธานครับเมื่อเกือบ ๔ เดือนที่แล้ว กรกฎาคม ผมได้อภิปรายว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่เราควรจะหยุดแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งที่เราไม่อยากเห็น ทำเป็นไม่ได้ยินในสิ่งที่เรา ไม่อยากได้ยิน ผมได้เตือนให้สังคมไทยต้องมีวุฒิภาวะที่จะรับมือกับอินคอนวิเดนต์ ทรูท (Inconvident Truth) หรือความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนใจ รับมือกับความรู้สึก แห่งยุคสมัย ซึ่งเป็นผลผลิตของปัญหาที่พวกเราล้วนมีส่วนร่วมสร้างขึ้นมาและหมักหมม เอาไว้ให้ลูกหลาน ผมยังได้เชิญชวนพวกเราตั้งสติใหม่ เปิดใจ ปรับมุมมองแล้วลงมือหาทาง ออกของประเทศไปด้วยกัน ไม่มองอนาคตของชาติเป็นภัยต่อความมั่นคง ไม่มองอนาคต ของชาติเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อเกือบ ๒ เดือนที่แล้ว เดือนกันยายน ผมได้อภิปรายถึงความมืดมนของประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสังคม ซึ่งปัจจัยสำคัญที่หน่วงรั้งไม่ให้ประเทศขับเคลื่อนไป ข้างหน้าก็คือวิกฤติภาวะผู้นำ ซึ่ง ๖ ปีที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มันชัดเจนแล้วว่าท่านเป็นผู้นำที่ไม่มีความสามารถที่จะนำพาประเทศออกจากความมืดนี้ได้ แล้วถ้าท่านไม่ยอมถอย ท่านจะพาพวกเราทั้งหมดลงเหวไปด้วยกัน เมื่อเดือน ที่แล้วปลายกันยายนเป็นช่วงที่พวกเราน่าจะลดอุณหภูมิทางการเมืองบนท้องถิ่นได้ แต่รัฐสภาของเรากลับโยนโอกาสนั้นทิ้งไปและตัดสินใจยื้อเวลา ยื้ออำนาจให้กับผู้นำประเทศ และระบอบการเมืองที่ล้มเหลวและหมดความชอบธรรม แทนที่เราจะพาประเทศไทย เดินไปข้างหน้าต่อได้ กลับกลายเป็นฉุดประเทศให้ถอยหลัง ท่านเลือกที่จะกอดอดีตของท่าน เอาไว้อย่างหนาแน่น แทนที่จะปล่อยมือประเทศไทยไปสู่อนาคตเสียทีหนึ่ง มาถึงวันนี้ เดือนตุลาคมไม่กี่สัปดาห์จากวันนั้น สิ่งที่พวกผมได้เตือนไป ภาพนั้นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ท่านประธานครับ ๔ เดือนที่ผ่านมาไม่ว่าผมจะเตือนอะไรกับ พลเอก ประยุทธ์ ไม่เพียงแต่ ท่านจะไม่ฟัง ท่านกลับทำตรงกันข้ามหมด สุมฟืนเข้ากองไฟในทุกโอกาสที่เป็นไปได้ เมื่อเดือนกรกฎาคม เยาวชนเพิ่งออกมาชุมนุม มีข้อเรียกร้องคือหยุดคุกคามประชาชน ยุบสภา แก้ไขรัฐธรรมนูญ พลเอก ประยุทธ์ก็ออกมากล่าวหาว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง ไล่ปราบปราม ไล่คุกคาม จับกุมแกนนำ เมื่อเดือนกันยายนการลงมติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นกุญแจสำคัญและเป็นโอกาสทองของรัฐสภาที่จะคลี่คลายความขัดแย้ง แต่รัฐบาลกับ ส.ว. ก็ยื้อเวลาออกไปไม่ลงมติ พอมาถึงเดือนตุลาคมครับท่านประธาน นักเรียน นิสิต นักศึกษาออกมาชุมนุมอย่างสันติ พลเอก ประยุทธ์และรัฐบาลก็กล่าวหาว่าพวกเขาขัดขวาง ขบวนเสด็จและประทุษร้ายต่อพระราชินี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ยกกำลังตำรวจ ทหารเข้ากรุงเทพมหานครสลายการชุมนุมโดยไม่เป็นไปตามหลักสากล มุ่งจับกุม ปราบปรามนักเรียน นักศึกษา ประชาชน มองเขาเหมือนเป็นปีศาล มองเขาเหมือน เป็นอริราชศัตรู นอกจากนี้ท่านยังปิดหูปิดตาประชาชนด้วยความพยายามปิดสื่อมวลชน พวกเขาตั้งใจที่จะเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบ พยายามปิดช่องทางการสื่อสาร ของประชาชน เส้นทางคมนาคมของประชาชน ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ท่านยังพยายามสร้าง สถานการณ์ให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในหมู่ประชาชน รัฐบาล และรัฐมนตรีบางคน ข้างท่าน พยายามใช้กลไกรัฐปลุกม็อบ (Mob) ชนม็อบ (Mob) เกณฑ์ข้าราชการ มาเดินขบวนต่อต้านนักเรียน นักศึกษาในเวลาที่ควรจะบริการประชาชน ท่านประธานครับ ผมเคารพถ้าประชาชนจะแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สิ่งที่พวกผม คัดค้านคือการใช้กลไกรัฐไปสุมไฟความเกลียดชัง ปลุกระดมให้เพื่อนร่วมชาติทำร้ายกันเอง พลเอก ประยุทธ์ท่านเรียนผูกไม่เรียนแก้ นอกจากจะผูกมัดรัฐธรรมนูญไว้เพื่อสืบทอดอำนาจ ของตนเองและพวกพ้องแล้ว พลเอก ประยุทธ์ยังพยายามผูกตนเองไว้กับสถาบันเพื่อรักษา อำนาจของตนเองด้วย รัฐบาลในราชอาณาจักรที่ดีต้องมีบทบาทเป็นเกราะกำบังให้แก่ สถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องมียุทธศาสตร์ ต้องมีกุศโลบายเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันกับประชาชน รัฐบาลต้องทำให้ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นของประชาชนทุกคน ไม่ว่าประชาชนแต่ละคนจะมีความเห็น ต่อสถาบันแตกต่างกันอย่างไร แต่ พลเอก ประยุทธ์กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกลับนำสถาบัน พระมหากษัตริย์มาเป็นเกราะกำบังให้แก่ตนเอง การกระทำเช่นนี้สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ ความขัดแย้งหยั่งลึกลงไป ดังนั้นประตูบานแรกที่จะช่วยถอนฟืนออกจากกองไฟคือ พลเอก ประยุทธ์ต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ของโลกและของไทย ประวัติศาสตร์ของโลกและของไทยคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ ประชาธิปไตย โดยประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้ผู้นำประเทศที่มา จากการรัฐประหาร เป็นไปไม่ได้ที่ประชาธิปไตยจะยอมรับได้จากผู้นำที่มาจากรัฐประหาร ไม่มีในโลกครับ แต่ถ้า พลเอก ประยุทธ์ยังดึงดันในอำนาจหวงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเส้นทาง ข้างหน้าของท่านคือทรราชคนต่อไป ผมเชื่อว่าพวกเราผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะพรรคร่วม รัฐบาลน่าจะเห็นร่วมกันแล้วว่าระบอบประยุทธ์ไปต่อไม่ได้ พวกเราอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตย พวกเราอยากมีระบบการเมืองที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ ต่อปัญหาของพี่น้องประชาชน แต่เชื่อผมเถอะครับว่าถ้าหาก พลเอก ประยุทธ์ยังอยู่ใน สมการการแก้ไขรัฐธรรมนูญในแบบที่เราต้องการจะไม่เกิดขึ้น พวกท่านรู้ดีว่าสัญญาณ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องถูกเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่ามาจากที่ไหน ผมจึงอยากขอร้อง ให้เพื่อน ๆ จากพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวออกจากการสนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ อย่าปิดหูปิดตา ไม่เห็น ไม่ได้ยินในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศของเรา ถ้าพวกท่านไม่ช่วย ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเส้นทางข้างหน้าหากเกิดอะไรที่ไม่คาดฝัน ไม่ใช่ พลเอก ประยุทธ์คนเดียว ที่ต้องรับผิดชอบ แต่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคที่ต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกัน เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ลาออกแล้ว

๑. เรามาเริ่มกันใหม่ครับ ใช้สภาผ่านไปสู่ประชาธิปไตยด้วยการเลือก นายกรัฐมนตรีคนใหม่จากบัญชีของพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็น พรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอื่น หากพรรคใดได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. มากที่สุด พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็ยอมยกมือให้รายชื่อจากบัญชีของพรรคนั้นที่ท่านได้สัญญา กับประชาชนไว้จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เพื่อไม่ต้องใช้เสียงของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งควรงดออกเสียง พรรคก้าวไกลของผมถึงแม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาลชุดใหม่ ไม่มีบัญชีรายชื่อ เสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี เรายืนยันว่าจะยอมยกมือให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มาจาก เสียงข้างมากของ ส.ส. เพื่อให้มีการสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาโดยไม่ต้องใช้เสียงของ ส.ว. และไม่ต้องมีนายกรัฐมนตรีคนนอก

ข้อ ๒ เมื่อเราได้รัฐบาลชุดใหม่ที่ชอบธรรมมากขึ้นแล้วรัฐสภาก็เดินหน้าแก้ไข รัฐธรรมนูญโดยเร็ว ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งหมด เคารพอำนาจ สถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนให้สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทุกหมวด ภายใต้กรอบที่ไม่ไปเปลี่ยนรูปของรัฐและระบอบการปกครองตามมาตรา ๒๕๕ พร้อมกันนั้น ก็แก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราที่ไม่จำเป็น ที่จำเป็นไปด้วย โดยเฉพาะการยกเลิกอำนาจ ของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นต้น ถ้าเราแก้ปัญหาการเมืองด่านแรกไปได้แล้ว การเมืองจะมีเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อสามารถจัดการปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ที่หนักหน่วงได้ตามมา

ข้อ ๓ ข้อสุดท้ายหลังจากที่แก้รัฐธรรมนูญให้มี ส.ส.ร. รวมทั้งปิดสวิตช์ (Switch) ส.ว. หรือแก้ระบบเลือกตั้งได้แล้วรัฐบาลชุดใหม่ก็ควรยุบสภา ซึ่งเราสามารถที่จะ จัดการเลือกตั้ง ส.ส. พร้อมไปกับการเลือก ส.ส.ร. พร้อมกันได้ นี่คือโรดแมป (Road map) นี่คือข้อเสนอทางการเมืองเฉพาะหน้าของผมและพรรคก้าวไกล ก่อนที่จะอภิปรายถึงปัญหา ที่ใหญ่และลึกซึ้งกว่า ซึ่งหากเราไม่พูดกันอย่างมีวุฒิภาวะ ซึ่งเราไม่พูดกันอย่างประณีต ผมเกรงว่าสถานการณ์จะสายเกินการณ์ นั่นก็คือประเด็นสำคัญหนึ่งที่รัฐสภาควรจะเป็น แบบอย่างในการพูดคุยกันอย่างมีเหตุมีผล มีวุฒิภาวะซึ่งอยู่ในข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา อยู่ในญัตติที่รัฐบาลเขียนถึง และมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายถึงแล้ว นั่นก็คือการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ แน่นอนครับ ประเทศไทยของเราต้องการปฏิรูปครั้งใหญ่อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปองค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม ระบบกฎหมาย สถาบันตุลาการ ปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปเพื่อทำลายการผูกขาด ปฏิรูปภาษี ปฏิรูปสวัสดิการ ปฏิรูปสาธารณสุข ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบราชการ ยกเลิกระบบราชการรวมศูนย์ คืนอำนาจให้แก่ท้องถิ่น ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปสิ่งแวดล้อม ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเกษตร ปฏิรูปวัฒนธรรม หากแต่ว่า วันนี้เราไม่เป็นต้นแบบในการพูดคุยในเรื่องปฏิรูปสถาบัน แต่เลือกที่จะปิดหู ปิดตา ปิดปาก ในประเด็นนี้ ทั้งที่ประชาชนข้างนอกสภากำลังขัดแย้งกันอย่างกว้างขวาง ผมเกรงว่า สถานการณ์ของประเทศจะสายเกินการณ์ ต่อประเด็นนี้ผมขอย้ำว่าพวกเราต้องเริ่มต้นจาก ความเข้าใจสภาพของความเป็นจริงให้ถูกต้องตรงกันเสียก่อน หากท่าน หากเราติดกระดุม เม็ดแรกผิดเสียแล้ว หากยังเข้าใจว่าสิ่งที่นักเรียน นิสิต นักศึกษา กำลังเรียกร้อง กำลัง แสดงออกอยู่นั้น เป็นผลมาจากการล้างสมอง การบงการ หรือการชักใยของพรรคก้าวไกล หรืออดีตพรรคอนาคตใหม่ ไปถึงศัตรูต่างชาติ ผมกังวลว่ากระดุมเม็ดต่อ ๆ ไปจะกลายเป็น โศกนาฏกรรม พวกเราต้องเข้าใจและยอมรับเสียก่อนว่าตอนนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว โลกใบเก่าที่หลายคนคุ้นเคย ที่หลายคนโหยหานั้นไม่มีอยู่อีกต่อไป เรากำลังเผชิญกับ นิวนอร์มัล (New Normal) หรือความปกติใหม่ทางการเมือง การเคลื่อนไหวเรียกร้อง ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่เคยเจอมาก่อน เป็นประสบการณ์ใหม่ เป็นข้อเท็จจริงใหม่ เป็นพลัง และความรู้สึกแห่งยุคสมัยใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากปัญหา และความล้มเหลวทางการเมืองที่พวกเรามีส่วนร่วมก่อขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ ข้อเท็จจริงว่าปัญหาทางการเมืองครั้งนี้เป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ รัฐประหารปี ๒๕๔๙ รัฐประหารปี ๒๕๕๗ ซึ่งมีผู้นำกองทัพบางคนและบุคคลบางฝ่าย กระทำการ ทำให้ประชาชนเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ด้วย ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของรัชสมัย เมื่อสภาพความเป็นจริงและรากฐานของ สังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว สังคมจำเป็นต้องแสวงหาฉันทามติใหม่ หากยังปิดหู ปิดตาแล้วกอด โลกใบเก่าเอาไว้เราจะไม่ได้จับมือกันเผชิญหน้ากับโลกใบใหม่ แต่กลับจะสร้างโศกนาฏกรรม บทใหม่ขึ้นมาแทน สำหรับข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของเยาวชน คนรุ่นใหม่ เรามีทางเลือกอยู่ ๒ ทางเลือกด้วยกันครับ ทางเลือกแรก

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขออนุญาต นิดหนึ่งครับท่านพิธา คือท่านประธานรัฐสภาได้กำชับไว้ว่าท่านพูดถึงเฉพาะกรอบกว้าง ในเรื่องของปฏิรูปได้ คราวนี้ถ้าท่านลงไปในรายละเอียด โดยเฉพาะไปถึงตัวบุคคล หรือบุคคลใดที่ไปเกี่ยวข้อง หรือไปกระทบซึ่งเป็น

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ครับท่านประธาน ไม่มีแน่นอนครับ ขอให้ท่านไว้วางใจครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่มีนะครับ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมได้ฟังการอภิปราย แล้วอันนี้อยู่ในญัตติมาตั้ง ๒ วัน ก็จะควบคุมการอภิปรายให้เป็นไป อย่างที่เป็นบรรทัดฐานที่ผ่านมาครับ ขอให้ท่านไว้ใจครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ทางแรก คือทำเหมือนเดิมไม่อยากฟังในสิ่งที่ไม่อยากฟัง ไม่อยากเห็นในสิ่งที่ไม่อยากเห็น ไม่ยอมรับการมีอยู่ความเป็นจริงแบบใหม่ แล้วก็เลือกที่จะกดเอาไว้ หากปะทุขึ้นมาก็จับ ปราบ แล้วก็เข่นฆ่าให้หลาบจำ ผมกังวลว่าหากดึงดันที่จะใช้แนวทาง แบบนี้จะไม่ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับประชาชนดีขึ้น แนวทางที่ ๒ ก็คือยอมรับความปกติใหม่ของสังคมไทยแล้วสร้างบรรยากาศพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย เรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำความเข้าใจกันให้ชัดว่าฝ่ายที่เรียกร้อง การปฏิรูปต้องการอะไร เห็นว่าอะไรเป็นปัญหา มันเป็นปัญหาจริงหรือไม่ อย่างไร และการปฏิรูปไม่ใช่การล้มล้างสถาบัน ทำความเข้าใจกันให้ชัดว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมีข้อกังขา อะไร มีข้อกังวลอะไร และมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา จากนั้นก็ใช้กระบวนการทางประชาธิปไตยในการแสวงหาฉันทามติใหม่ภายใต้เป้าหมาย ร่วมกันก็คือการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่กับประชาชนภายใต้ระบอบ ประชาธิปไตยอย่างมั่นคง เราควรใช้กลไกของรัฐสภาร่วมกับรัฐบาลและประชาชนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการ กระบวนการนิติบัญญัติ การอภิปรายปรึกษาหารือกันอย่างเป็น ทางการหรือไม่เป็นทางการ หรือแม้แต่การทำประชามติอย่างระมัดระวัง เป็นต้น เพื่อแสวงหาข้อตกลงใหม่ที่ยอมรับกันได้ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์มั่นคงสถาพรเพราะทรงปกเกล้าไม่ปกครอง ตามหลักการที่ว่ากษัตริย์ไม่ทรงกระทำผิด เดอะ คิง แคน ดู โน รอง (The King can do no wrong) ในระบอบเช่นนี้จำเป็นที่จะต้องจัดวางพระราชอำนาจ พระราชสถานะอย่างประณีต ผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญ การตรากฎหมาย ระเบียบแบบแผน การจัดสรรงบประมาณ และการจัดการพระราชทรัพย์ในส่วนที่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินด้วยยุทธศาสตร์ ด้วยกุศโลบายต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจอธิปไตยของประชาชน และพัฒนาการของ แต่ละสังคมตามยุคสมัย เพื่อทำให้ไม่ว่าองค์พระมหากษัตริย์ในแต่ละรัชสมัยจะผลัดเปลี่ยน เช่นไร สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ยังมั่นคงอยู่ได้เป็นที่เคารพของประชาชน นี่คือวิธีการที่จะ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ในศตวรรษที่ ๒๑ ถ้าเรายังหลีกเลี่ยงการแสวงหา ฉันทามติใหม่ ยังไม่ยอมรับในความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย ประเทศก็จะไปต่อไม่ได้ ไม่มีเวลา ไม่มีสมาธิที่จะพาเพื่อนร่วมชาติเดินไปข้างหน้าในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ใหม่ ๆ และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลายสิ่งที่เราเถียงกันอยู่นั้นเถียงกันเมื่อ ๔๐ ปี ที่แล้ว ๓๐ ปีที่แล้ว ๒๐ ปีที่แล้ว ๑๐ ปีที่แล้ว เถียงกันบนชีวิตของเพื่อนร่วมชาติมาแล้วไม่รู้ กี่ชีวิต ประเทศของเรามีโรงงานอุตสาหกรรมแห่งความเกลียดชัง เราต้องเลิกสร้าง และผลิตซ้ำความเกลียดชังตั้งแต่วันนี้ และแทนที่ด้วยความหวัง แทนที่ด้วยฉันทามติใหม่ ที่จะพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ พอดี ท่านรัฐมนตรี พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล จะแถลงหรือเปล่าครับเห็นส่งโน้ตเข้ามา ไม่แถลง นะครับ ท่านชัยชาญครับไม่แถลงนะครับ ไม่แถลงแล้วหรือครับ ไม่ชี้แจงนะครับ ก็จะมาถึง ท่านสุดท้ายคือท่านสุทิน คลังแสง ผมอยากจะถามนิดหนึ่งเกี่ยวกับกำหนดเวลาของท่าน เพราะว่าเดิมบอกว่ามีเวลา ๑๘ นาที แล้วมาบวกเวลาของท่านวิรัชเพิ่มเข้าไปเป็น ๓๐ นาที ซึ่งผมไม่ได้มีข้อห้ามหรือต้องการห้ามอะไรนะครับ แต่ผมเป็นเพียงรองประธานรัฐสภา ดังนั้น เพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน ท่านวิรัช รัตนเศรษฐ ซึ่งเป็นผู้ประสานงานวิป (Whip) ช่วยกรุณา ชี้แจงด้วยว่าท่านทำอย่างนี้ได้ในการเปลี่ยนโอนเวลาของแต่ละฝ่ายให้ ขอเชิญท่านวิรัชชี้แจง ด้วยครับ

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ นครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองก็ขออนุญาต เรียนท่านประธานว่า ในการอภิปรายตลอดระยะเวลา ๒ วันที่ผ่านมา เราก็ได้มีการดูแล้วก็มีการตรวจเวลา ควบคู่ขนานกันทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และวุฒิสมาชิก เนื่องจากว่าวันนี้เวลาในการอภิปราย บางครั้งก็ต้องเรียนท่านประธานตรง ๆ ก็คือบางครั้งการอภิปรายของสมาชิกบางท่าน มันเลยไป ๑ นาที ครึ่งนาที ๑ นาที ครึ่งนาที เผอิญว่าของท่านสุทินเหลืออยู่ ๑๘ นาที ซึ่งผมเองก็ต้องเรียนท่านประธานว่าท่านเขาก็ขอผมในลักษณะว่าพี่เอยน้องเอย ซึ่งเราก็ อยู่ในสภามาโดยตลอด ผมเองถ้าเผื่อเพิ่มสัก ๑๒ นาที ผมเองก็คงไม่ขัดข้อง ท่านก็บอก เรียนผมมาอย่างนั้น ผมเองก็ขออนุญาตท่านประธานว่าก็อยู่ที่ความกรุณาของท่านประธาน ว่าจะเป็นอย่างไร ในส่วนการรักษาเวลาผมก็พยายามท่านประธานครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมเห็นว่า เป็นเรื่องที่วิป (Whip) ทุกฝ่ายจะประสานงานกันนะครับ แต่ว่าเมื่อประสานงานกันแล้ว ตกลงกันอย่างนี้ผมก็ไม่มีอะไรที่จะไปห้าม แต่ผมอยากทำสิ่งทุกอย่างให้เปิดเผยต่อทุกท่าน ในที่ประชุมนี้นะครับ อย่างที่ผมกล่าวแล้วว่าผมเป็นแค่รองประธาน ดังนั้นจะทำอะไร ก็อยากจะเรียนให้ท่านสมาชิกทุกท่านทราบ อันนี้ก็เป็นข้อตกลงที่ท่านวิรัชในฐานะประธาน วิป (Whip) รัฐบาลและประธานวิป (Whip) ทุกฝ่ายได้ประสานกันแล้ว ก็ให้ท่านสุทิน คลังแสง รวมเป็น ๓๐ นาทีนะครับ เชิญครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกรัฐสภาจากจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ครับ ความจริงแล้วผมเข้าใจว่าของผมเหลือ ๓๐ นาที แล้วก็ขอท่านวิรัชเพิ่มอีกเป็น ๔๕ นาที เข้าใจอย่างนั้นนะครับ แต่ว่าเมื่อเป็น ๓๐ นาที อย่างไรก็จะขอความกรุณาว่าเดิมแล้วในอดีต ผมใช้ไม่ครบผมก็หยุดอยู่แล้ว ถ้ามันเกินแล้วมันจำเป็นบ้างนิดหน่อยก็จะพยายามรักษาเวลา เต็มที่ครับท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนตรง ๆ ว่า ความเป็นนักการเมือง ความเป็นคนไทยช่วงนี้ยอมรับว่าเครียดทำหน้าที่ด้วยความกังวล เป็นที่สุด กังวลแรก เห็นสถานการณ์บ้านเมืองแล้วถ้าสภาเรายังนิ่งดูดายไม่ทำอะไรผมคิดว่า เราบกพร่อง ก็เลยได้ประสานท่านประธานขอเปิดร่วมกับหลายท่านก็ได้เปิด เมื่อเปิดแล้ว ก็กังวลต่อว่าความคาดหวังของสังคมเขาคาดหวังว่าเราประชุม ๒ วันนี้จะเป็นทางออกจริง ๆ ผมก็กังวลว่าถ้าเขาผิดหวังแล้วเราก็จะบกพร่องอีกนั่นแหละ ความกังวลนี้ก็ยิ่งมาเห็นญัตติ ในวันที่จะประชุมกันตอนนั้น พอเห็นญัตติปั๊บก็ยิ่งกังวลหนักเข้าไปใหญ่ นี่ต้องเรียนตรง ๆ ว่า มันไม่ได้ตอบโจทย์ แต่ว่ามันเป็นอีกทางหนึ่ง แต่ก็โชคดีครับท่านประธานสภา ท่านชวน หลีกภัย ท่านได้กรุณาเคร่งครัดแล้วปรับทิศปรับทางของพวกเราตะล่อมให้พวกเรา ไปในทิศทาง ให้พวกเราได้พูดได้คุยกันบ้าง แม้จะไม่ใช่ทางออกเสียทีเดียวแต่ก็คิดว่า ได้ประโยชน์ไม่น้อย แล้วก็เชื่อว่าท่านประธานซึ่งท่านนั่งอยู่นี้ก็คงจะดำเนินไปอย่างนั้น ท่านประธานครับ ไปดูในญัตติที่จริงผมสรุปไว้เยอะ วันนี้ทางออกไม่ทางออกมันอยู่ที่ ท่านนายกรัฐมนตรี สภาวันนี้มาตรา ๑๖๕ ไม่ได้มีมติว่าจะให้ออกหรือไม่ออก เราเพียงพูด ให้คำแนะนำไป ท่านรับปฏิบัติก็ใช่ เป็นทางออก ท่านไม่รับไม่ปฏิบัติ มันก็ไม่ใช่ทางออก เราทำได้แค่นี้ เพราะฉะนั้นทางบ้านก็จะได้เข้าใจว่าสภาวันนี้ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ ผมจะทำได้มากที่สุดก็คือรวบรวมประเด็นที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ที่สุดประกอบการตัดสินใจ ของท่านนายกรัฐมนตรีให้ท่านได้เข้าใจ สิ่งที่ผมจะรวมประเด็นวันนี้ก็กราบเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ มี ๘ ทางออก มี ๓ ประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนจะไปถึงทางออก และที่สำคัญที่สุดวันนี้ก็คงต้องพูดถึงญัตติแหละ ก็ท่านเขียนมา ๓ ข้อ ข้อแรกก็โควิด (COVID) ก็พูดกันทั้งวัน ชื่นชมว่าโควิด (COVID) เราแก้ได้เก่ง เราเป็นเลิศ จริง ๆ ก็ใช่ครับ สภาแห่งนี้พูดโควิด (COVID) มาเยอะ แต่เสียดายว่ามันห่างจากทางออกของประเทศ ห่างจากวิกฤติวันนี้ไปหน่อย ผมเองก็เคยชมรัฐบาลเรื่องโควิด (COVID) ชมว่าปราบดี แก้ดี มาตรการได้ ได้ผล แต่วันนั้นถ้าไม่ลืม ผมบอกว่าโควิด (COVID) มันมาเราต้องเผชิญอยู่ ๓ แนวรบ ผลกระทบ มี ๓ ทาง ท่านอย่าไปหลงอยู่ทางเดียว ทางแรกคือทางสุขภาพ ทำอย่างไรจะไม่เจ็บไม่ป่วย ก็อันนี้สำเร็จ ชื่นชมแนวรบด้านสุขภาพ แต่แนวรบอีกด้านหนึ่งซึ่งโควิด (COVID) มันทำลาย หนักมากก็คือเศรษฐกิจ ผมบอกว่าต้องระวังแนวรบนี้ดี ๆ สุขภาพดีแต่เศรษฐกิจไม่มีกิน ตาย นี่ก็คือผลกระทบทางงาน และผลกระทบทางสังคม ผมพูดไว้วันนั้นไม่ผิด วันนี้เจอครบแล้วครับ ผมเปรียบเทียบให้เสร็จสรรพวันนั้นว่าโควิด (COVID) ถ้าเปรียบเหมือนคนเป็นโรคเบาหวาน มาหาหมอประยุทธ์ หมอก็ทุ่มรักษาเบาหวานเสียเสร็จ เบาหวานดีขึ้นจริง ๆ ทุ่มไปทุกขนาน ยาอัดลงไปเบาหวานดีขึ้น แต่ไปแพ้ที่ไต ไตก็เสื่อมลง ๆ ในที่สุดตายด้วยโรคไตวาย ไตที่ว่านั้น ก็คือเศรษฐกิจ เมื่อวานนี้ตอนกลางวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน วันนี้พบกัน อีกแล้ว ท่านบอกว่าตัวเลขเศรษฐกิจดี ๆ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็บอกดี ท่านครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (The Wall Street Journal) พูดไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (The Wall Street Journal) เป็นยักษ์ใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา เขาบอกว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขาบอกว่า เศรษฐกิจของไทยในปีนี้มีสิทธิวูบหนักที่สุดหลังมีต้มยำกุ้ง จะหนักที่สุดหลังจากต้มยำกุ้ง แล้วนิคเคอิเอเชีย (NIKKEI Asia) ของญี่ปุ่น พูดไว้คล้ายกันเลยบอกว่าจะหนักกว่าต้มยำกุ้ง แบงก์ชาติที่ท่านแย้งกับคุณจิราพรนี่ละ แบงก์ชาติเขาก็บอกว่าเศรษฐกิจปีนี้มีสิทธิติดลบ ๗-๘ บางสำนักบอกว่าอาจจะถึง ๑๐ ตัวเลขอยู่ระหว่างนี้ ๒ ท่านไม่ผิดหรอก แต่วันนี้ สด ๆ ร้อน ๒๗ วันนี้ คุณทศพร ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า วันนี้นะครับ ท่านประธาน แถลงชัดเลย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงาน จะได้ดูว่าตัวเลขการขอจดจัดตั้งธุรกิจใหม่ ขอเปิดบริษัท ห้างร้าน ห้างหุ้นส่วนจำกัด ขอเปิด เดือนนี้ต่ำกว่าเดือนที่แล้ว ๑๙ เปอร์เซ็นต์ เดือนนี้ของปี ๒๕๖๓ คือปีนี้ กับเดือนนี้ของปีที่แล้วลดลง ๕๕ เปอร์เซ็นต์ เอาแค่นี้ย่อม ๆ นี่ไม่นับรวมข่าวร้าย แต่ละวันว่าท่านจะกู้เพิ่ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่บอกว่าจะกู้เพิ่มเท่านั้น กู้เพิ่มเท่านี้ อันนี้คือโรคไตเสื่อม ไตวายกำลังเสื่อม แล้ววันนี้ไอ้ตัวเศรษฐกิจนี่ละครับ คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาสังคมวันนี้ ประเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง จะอธิบายให้ชัดว่า คนออกมาชุมนุมเขาวิตกอะไร โลกวันนี้มันไปล้างสมองกันไม่ได้ คลิก (Click) เดียวเลย มันรู้ว่าประเทศเป็นหนี้สาธารณะเท่าไร คลิก (Click) ปั๊บหนี้ครัวเรือนเท่าไร เด็กมันคลิก (Click) ปั๊บหนี้ กยศ. เท่าไร คลิก (Click) ปั๊บหมายศาลจะมาถึงเขาเท่าไร วันนี้เหล่านี้ มันเป็นเหตุผลหนึ่ง ย้ำว่าเหตุผลหนึ่ง ผมถึงบอกว่าโควิด (COVID) แนวรบด้านสุขภาพ ท่านชนะ แต่แนวรบทางด้านเศรษฐกิจนี่แพ้ ด้านสังคมมาถึงแล้ววันนี้ เอาเถอะ นั่นข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ ในญัตติเรื่องขบวนเสด็จ วันนั้นประชุม ๔ ฝ่ายท่านอยู่นี่ ผมถึงหลุด คำนี้ออกเลย ถ้าท่านชวนอยู่ท่านจะรู้ ผมบอกว่านี่ไร้วุฒิภาวะ เขียนได้อย่างไร เอาเข้ามา ทำไม คนจะทะเลาะกัน แล้วบอกว่าไปเส้นทางนี้ทำไม คนหนึ่งบอกว่าก็อัธยาศัย แล้วใคร เถียงได้ ใครหาข้อสรุป แล้วมันกระทบไปที่ไหนล่ะ นี่ผมเตือน แต่เอาเถอะ ประเด็นนี้ก็ได้ พูดกันทั้ง ๒ วัน หลายท่านก็แสดงออกถึงความจงรักภักดี อันนี้ถูกต้อง ชื่นชมนะครับ กล้าแสดงออกเลยละ เพราะผมก็จงรักภักดี แต่ที่กังวลกันมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ในญัตติเราไปพูดถึงปลายเหตุ วันนี้มีการล่วงล้ำก้ำเกินพูดถึงเรื่องการปฏิรูปสถาบัน บางเคส (Case) นี่ท่านครับ ผมตะลึง แล้วช็อกด้วย พอช็อกเสร็จกลับมาคิดได้ว่า นี่โลกมันเปลี่ยน สังคมมันเปลี่ยน การเรียนรู้มันเปลี่ยน เราจำเป็นต้องรับฟัง ยอมรับ การเปลี่ยนแปลง แต่จะแก้อย่างไรล่ะ ผมก็มานั่งคิดไปคิดมา เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เมื่อมันเกิดแล้วมันต้องแก้ ห้ามคนคิดห้ามไม่ได้ แต่เราเป็นผู้ใหญ่นี่ เราเป็นส่วนหนึ่งของ การบริหารประเทศ เป็น ส.ส. จะแก้ปัญหานี้อย่างไรไม่ให้เกิด ไม่ให้มี ก็คิดไปคิดมา คิดไป ไปเห็นท่านหนึ่งท่านประธานที่เคารพครับ เป็นผู้ใหญ่ของประเทศ ท่านเสนอทางออกเรื่องนี้ไว้ดีมาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ท่านบอกว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ท่านก็แนะนำรัฐบาลแนะนำ นายกรัฐมนตรีมาเป็นข้อ ๆ พอถึงเรื่องสถาบันนี่ ปัญหาสถาบันวันนี้ที่เกิดกับสถาบันวันนี้

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขออนุญาต ท่านสุทินครับ ท่านพูดถึงบุคคลภายนอก ท่านปรึกษาไว้แล้วใช่ไหมครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

อ๋อ พูดในทาง เป็นคุณครับ พูดในทางเป็นคุณกับท่านครับ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม 🔗

ไม่ได้เป็นลบนะ ท่านบอกว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ท่านแนะนำไว้ดีมากแล้วผมจะยึดคีย์เวิร์ด (Key word) ของ ท่านนี่เป็นการพูดแล้วก็เอาคำทางออกของท่านเป็นแนวทางด้วย ท่านบอกว่าเรื่องสถาบัน อย่าใช้อารมณ์ ให้ใช้สติปัญญาอย่างประณีต อย่าใช้อารมณ์ ให้ใช้สติปัญญา อย่างประณีต ผมคิดว่านี่แหละคือแนวทางตรงกับแนวทางที่ผมเป็นครูเป๊ะเลย แต่อาจจะไม่ตรงกับ ท่านนายกรัฐมนตรีที่เป็นทหารนะครับ วิธีคิดของทหารอาจจะต่างนิดหน่อย คิดอย่างไร ท่านก็ไปปรับนิดได้ เพราะฉะนั้นท่านครับที่ท่านเสนอมาเรื่องขบวนเสด็จมันเป็นเพียง ปลายเหตุ ต้นเหตุมันคืออะไร ต้นเหตุอย่างนี้นะท่านครับ ต้องยอมรับความจริงนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ยอมรับไหมว่าการล่วงล้ำก้ำเกินสถาบัน การจาบจ้วงหรือการเรียกร้อง ให้ปฏิรูปนี่มันไม่เคยเกิดในรัฐบาลอื่นนะ ยอมรับความจริงนะครับ เกิดในรัฐบาลท่านนี่แหละ หนักขึ้นทุกวันด้วย รัฐบาลอื่นไม่เคยมีนะ แล้วสาเหตุคืออะไรทีนี้ท่านไปคิดเอา ท่านไปทำตัว เป็นแนวร่วม มุมกลับกับคนที่จะล้มล้างสถาบันหรือเปล่า ท่านเป็นทหาร กอ.รมน. เขามีศัพท์ คำว่า แนวร่วมมุมกลับ การแสดงออกถึงความจงรักภักดี ไปชี้หน้าคนอื่น ไปด่าว่าคนอื่นนี่ ท้ายที่สุดมันเป็นแนวร่วมมุมกลับให้กับเขา นั่นอันที่ ๑

อันที่ ๒ นี่เพื่อนพูดกันเยอะ ท่านได้ใช้การอยู่ในตำแหน่งของท่าน ๗ ปี เอาสถาบันมาเป็นต้นทุนหรือเปล่า ผมไปดูในญัตตินี้ท่านต้องคิดให้ดี ใช้ต้นทุนสถาบันเปลือง หรือเปล่า ผมเคยอภิปรายที่นี่หลายเที่ยว เตือนท่านมาตลอด ท่านคงไม่ฟังหรอกเพราะว่าผม ฝ่ายตรงข้ามกับท่าน ตอนถวายสัตย์ปฏิญาณผมก็บอก ท่านครับ มันผิดไปแล้วนี่มันไป บั่นทอนท่านเสียสละไหม ยอมสละเพื่อรักษาต้นศรีมหาโพธิ์ผมบอก ไม่อย่างนั้นมันจะไป กันใหญ่นะ นั่นครั้งหนึ่ง ล่าสุดเร็ว ๆ นี้คลิป (Clip) นี้ยังกระจายอยู่ คลิป (Clip) ผมตัวนี้ เรตติ้ง (Rating) ยอดวิว (View) ยังพุ่งขึ้นตลอด สุทินแนะนำนายกเสียสละ ผมบอกอย่างไร รู้ไหมครับตอนนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีครับวันนี้ให้จบที่ป้ายท่านนะ ท่านต้องเสียสละให้จบที่ ป้ายท่าน ถ้ามันไม่จบที่ป้ายท่านมันจะเลยป้าย นี่ผมบอกท่านผมเตือนท่านแล้วมันเลยจริง ๆ เมื่อคืนผมไม่สบายใจเลย นอนก็ไม่หลับ เห็นสถานการณ์เห็นแถลงการณ์ที่สถานทูตเยอรมนี เขาบอกว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เพราะยื่นคำขาดแล้ว ๓ วันท่านไม่ลาออก เราจึงต้องยกระดับ ขึ้นอีก เห็นไหมครับ เลยป้ายไหมผมบอกไว้ แล้ววันนี้ถ้าท่านไม่ลาออกมันก็เป็นสิทธิ แต่อะไร จะเกิดขึ้นเราก็มาคิดด้วยกัน คิดไปด้วยกันนะ เอาอันนี้เรื่องสถาบัน เพียงแต่ว่าวันนี้เรา และท่านทุกท่าน ท่าน ส.ว. ก็ดี ทุกท่านก็ตาม เราจะต้องใช้สติปัญญาอย่างประณีต ในการปกป้องสถาบัน อย่าไปใช้อารมณ์ อย่าไปชี้หน้าด่าคนอื่น เพราะฉะนั้นใช้สติปัญญา อย่างประณีตนี่ผมว่าต้องไปคิดให้มาก แต่ผมเป็นครูผมรู้วิธีคิดของครูเด็กในห้องมีสารพัด เกเรบ้าง กวนบ้าง หัวดีบ้าง ไบร์ท (Bright) บ้าง เขาจัดการอย่างไรกับเด็กในห้องครูนี่ใช้ได้ ตรงกับความเป็นครูเป๊ะเลย ใช้สติปัญญาอย่างประณีต เอาละครับท่านประธานที่เคารพครับ เวลามันจำกัดมาก ทางออกผมรวบรวมจากเพื่อนฝูงมามี ๘ ทางออก แต่ก่อนจะพูดถึง ทางออกจะใช้ทางใดจะได้ผล ไม่ได้ผลต้องมาปรับจูน (Tune) ให้เกิดความเข้าใจเสียก่อนว่า สถานการณ์วันนี้คืออะไร รู้เขารู้เรา โดยเฉพาะรู้ม็อบ (Mob) นี่ต้องจูน (Tune) ก่อน ถ้าท่านคิดกับม็อบ (Mob) ผิดมีอ่านผิด เอกซเรย์ (X-ray) โรคผิด จ่ายยาผิด สิ่งแรก ซึ่งจะต้องขอปรับและเพื่อนก็พูดกันเยอะ ม็อบ (Mob) เด็ก มันใช่หรือเปล่าม็อบ (Mob) เด็ก พอท่านคิดว่าเป็นม็อบ (Mob) เด็ก ท่านก็บอกว่าเป็นเรื่องไร้เดียงสา เป็นเรื่องของเด็ก ไม่มีสาระ หรือสาระก็ลดลง ผมดูแกนนำม็อบ (Mob) นะท่านครับ เด็กวันนี้ที่เป็นแกนนำม็อบ (Mob) นี่ อายุของเด็กวันนี้เท่ากับแกนนำ ๑๔ ตุลาวันนั้น ๖ ตุลา วันนั้นเลย เด็กแกนนำม็อบ (Mob) วันนี้อายุเท่ากับสุธรรม แสงประทุม วันที่ ๖ ตุลา เท่ากับ ธีรยุทธ บุญมี เท่ากับวิสา คัญทัพ เท่ากับเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ ณ วันนั้นเลย และเด็ก วันนั้นเขาคิดผิดไหมเด็กวันนั้น เด็ก ๑๔ ตุลา เด็ก ๖ ตุลา อย่าไปคิดว่าเป็นเด็กมาก พอไปถึง เด็กมัธยมมาร่วม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรู้ดี เห็นเด็กมัธยมร่วมปั๊บนี่เด็กมาก ถูกจูงจมูก ท่านครับ ผมนี่เจอกับตัวเอง ถ้าไปเช็ก (Check) ประวัติผมที่เชียงยืน โรงเรียนเก่าผม เชียงยืนพิทยาคม ผมมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สัปดาห์หนึ่งมี ๕ วัน เดินขบวน ๓ วันไล่ ผอ. เรียนหนังสือเพียง ๒ วัน สุทิน คลังแสง ผมเข้าใจเด็ก ทั้ง ๆ ที่เด็กวันนั้นไม่มีความรู้ ความรู้ ได้จากครู ได้จากพ่อแม่เท่านั้นนะ หาที่อื่นไม่ได้นะ แต่เด็กวันนี้ครูอ้าปาก เด็กมันรู้ก่อน พ่อแม่จะพูด เด็กสอนเลย ก็โซเชียล (Social) มันสอนเด็กหมด เด็กมันรู้หมด คลิก (Click) ปั๊บมันรู้เลยว่าตัวเลขอะไร ๆ มันรู้หมด แล้ววันนี้ไม่แปลกเลย เด็กมัธยม จะออกมานี่ให้คิดดี ๆ ว่าม็อบ (Mob) วันนี้ไม่ใช่ม็อบ (Mob) เด็ก แล้วถ้าคิดต่อได้จะเห็นว่า วันนี้กลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องกับเด็กนี่นักวิชาการ ๔๐๐ คนบ้าง กลุ่มนี้ ๕๐ กว่าคนบ้าง ทนายความกี่คนล่ะ เด็กไหมครับ ต้องคิดให้ดีว่ามันไม่ใช่เด็กนะ เพราะฉะนั้นอันนี้ถ้าคิดตรงนี้ แล้วมันจะมาข้อที่ ๒ ปรับจูน (Tune) กันใหม่ว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง ออกมาเพราะอยู่เบื้องหลัง คนนั้นหนุน คนนี้หนุน เพราะถ้าเราคิดว่าเขาเป็นเด็ก เราก็มาคิดว่าเขาคิดเองไม่ได้ เดินเองไม่ได้ ต้องมีคนหนุน ใครล่ะ พูดชัด ๆ ตรง ๆ เลย ผมคนอีสานหวานไม่เป็น ท่านก็มองมาที่พรรคฝ่ายค้านนี่ละ ผมก็พูดตรง ๆ แรก ๆ เลย ผมก็สงสัยเพื่อนผมเหมือนกัน ฝ่ายค้านด้วยกัน โรมกอดคอคุยกันเลย ยืนคุยอยู่ตรงนี้ รังสิมันต์ โรม มันอย่างนั้นหรือเปล่า เดิมทีแรก ๆ ใหม่ ๆ ไม่เยอะ ผมก็สงสัยเพื่อนผม พอเห็นพัฒนาการวันนี้ เห็นองคาพยพวันนี้ เห็นประเด็นวันนี้ เห็นความห้าวหาญวันนี้ โรมวิ่งตามหลังแค่นั้นละ รังสิมันต์ โรม ได้แค่วิ่ง ตามหลัง ท่านรู้ไหมว่าผมพรรคเพื่อไทยไปดูในโซเชียล (Social) โดนอะไรครับ เด็กด่า ไม่ยอมมาหา ไม่ยอมประกันตัว ติ๊ดชึ่ง ออกอยู่ห่าง โดนทุกวันทัวร์ (Tour) ลงว่าพวกผม ไม่ไปช่วย ไปดูเลยในโซเชียล (Social) ผมเป็นทุกข์เลยว่าเด็กยังโจมตีพวกผมเลย อัดเพื่อนผมด้วย อย่างมากก็แค่ได้ไปประกันตัวเขาเท่านั้นละ วันนี้มันไปนะ ท่านอย่าไปคิดว่า มีคนหนุนหลัง ถ้าเชื่อว่ามีคนหนุนหลังปั๊บมันก็คิดอีกแบบหนึ่ง แล้วยิ่งสำคัญที่สุดไปเชื่อว่า ต่างประเทศหนุนหลัง ท่าน เราเป็นสมาชิกรัฐสภาไทย วุฒิภาวะตรงนี้ดูให้ดีนะ หลักฐานไม่ดี อย่าไปกล่าวหาเขา มหามิตรใหญ่ กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขาเล่นงานเราตาย การยอมรับของรัฐบาลเรายิ่งเปราะบางอยู่ ไปกล่าวหาว่าเขามาอยู่ เบื้องหลัง จะมาเอาเป็นฐานยิงขีปนาวุธ เดี๋ยวไปสู้กับจีนโน่น อันนี้ละเอียดอ่อนอย่าเพิ่งไปคิด นี่คือขอจูน (Tune) ขอปรับก่อน ถ้าความเข้าใจอย่างนี้แล้วว่า ๑. ไม่ใช่เด็กนะครับ ม็อบ (Mob) แล้ววันนี้คนที่ไปเดินกับเขาไปดูสิ เด็กก็ส่วนหนึ่ง แต่พ่อค้าแม่ขาย ผู้หลักผู้ใหญ่ เต็มปนอยู่ในนั้น และมาถึงทางออก ท่านประธานที่เคารพครับ ทางออกที่เสนอกันมา ๒ วันนี้เยอะเลย ให้เปิดเจรจา ให้เจรจา เพื่อนผมนี่โทษเลย รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี อนุชาก็บอกจะให้เจรจา เรื่องเจรจานี่พวกผมเสนอนายกรัฐมนตรีมานานแล้ว ลงไปตรง ๆ เลย ท่านนายกรัฐมนตรี คราวก่อนจะมาตั้งกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นอีก พวกผมคัดค้าน ไม่ส่งคนร่วมด้วย เพราะอยากให้นายกรัฐมนตรีลงไปเจรจา ก็เพราะท่านไม่ได้เจรจามันถึงมา วันนี้ วันนี้ถ้าจะไปสายหรือยัง แต่ก็ดีกว่าไม่ไปนะ ก็ดีก็ลองไป แนวทางต่อมาหลายแนวทางครับ แต่ผมจะย่นย่อมาที่แนวทางตามข้อเรียกร้อง ทางออกคือแก้รัฐธรรมนูญในข้อที่ ๑ วันนี้หลายคน ยินดีปรีดา ท่านนายกรัฐมนตรีรับปากแล้วจะแก้ ๓ วาระรวดให้เสร็จในธันวาคม นี่ต้อง ขอบคุณเลย ถือว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้สร้างคุณค่าให้กับสภา พูดกัน ๒ วันอย่างน้อยที่สุด ท่านนายกรัฐมนตรีรับปากจะแก้รัฐธรรมนูญนี่ถือว่ายังมีอะไรที่ได้บ้าง ติดไม้ติดมือได้อวด ชาวบ้านบ้าง แต่มันไม่พอนะท่านครับ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญท่านรู้ไหมว่าที่ผ่านนี่มาเขาดู ความจริงใจ บอกว่าแก้อย่างเดียวไม่พอหรอก แก้อะไรบ้างล่ะ ยื่นไป ๖ ญัตติ ท่านจะแก้อะไรบ้าง และเมื่อไร ตลอดที่ผ่านมาทั้งสับขาหลอก ทั้งยึด เขาก็เห็น คราวที่แล้วอภิปรายจบแทนที่จะโหวต เขาบอกว่ามาตั้งขึ้น นี่แป้วแล้วใจ ท่านต้องยอมรับนะครับ ส่วนหนึ่งวันนั้นถ้าท่านโหวต โหวตอย่างไรก็ตาม จบ พอท่านไปตั้งกรรมาธิการปั๊บ นี่มันถึงขยายตัว วันนี้ยังไม่สายหรอก ท่านพูดให้ชัดจะแก้อะไรบ้าง มันตั้ง ๖ ญัตติ แล้วท่านบอกว่าจะแก้โดย ๓ วาระรวด ท่านไปดู มันทำได้ไหม มันทำไม่ได้ แก้อย่างอื่นมัน ๓ วาระรวด แต่แก้รัฐธรรมนูญมันแก้ไม่ได้ เดี๋ยวเขา จะมองว่าท่านไม่จริงใจ ท่านจำไม่ได้หรือคนบอก ท่านผิดท่านก็ไปแก้เสีย แต่ก็โอเค (OK) ครับ รัฐธรรมนูญนี่เป็นปัญหานะครับ ถ้าแก้ตอนวิสามัญวันนี้ดีนะครับ ตก เขาจะได้แก้ตัว ในสามัญ พอท่านย่นไปแก้ในสามัญ จะรอหรือไม่รอไอลอว์ (iLaw) ก็แล้วแต่ แต่ลาก รัฐธรรมนูญไปสู่คิลลิง โซน (Killing zone) ลากไปสู่คิลลิง ไทม์ (Killing time) วินาทีสังหาร ตกปั๊บหายหมด แก้ตัวไม่ได้อีกปีหนึ่ง ถ้าเขาคิดอย่างนี้ท่านจะเอาอย่างไร ทางออกต่อมา บอกว่าตั้งกรรมาธิการชุดต่าง ๆ เห็นด้วย เป็นทางออกที่ดี ท่านหัวหน้าพรรคจุรินทร์ก็พูดดี แต่ให้ระมัดระวัง ถ้าวันนี้หวาดระแวงกัน ตั้งปั๊บ ๑. ยื้อเวลาหรือเปล่า ๒. ตั้งเพื่อเป็นกันชน ให้รัฐบาลหรือเปล่า ถ้าเขาเข้าใจอย่างนั้นป่วยการ ไม่มีประโยชน์ วันนี้ต้องยอมรับว่า มันหวาดระแวงกัน เพราะฉะนั้นสื่อดี ๆ จะตั้งอะไรก็ตาม สื่อดี ๆ พวกผมไม่เห็นด้วย ตั้งแล้ว จะยุ่ง เข้าใจผิดแล้วไปกันใหญ่ แนวทางต่อมาผมรวบรัดตัดตอนเลยคือลาออก นี่จะมียุบสภา มีรัฐประหาร ผมเตรียมไว้ แต่ว่าเอาเรื่องลาออกเลย เวลาสั้น เรื่องลาออกคือข้อเสนอสำคัญ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ แล้วก็พูดกันทั้งวัน พูดกันแบบผมนั่งฟังไปกันใหญ่แล้ว หลายท่าน บอกว่าลาออกนี่มันเป็นเรื่องที่ผิดประชาธิปไตยเลย ทำลายหลักประชาธิปไตยเลย ท่าน ส.ว. บางท่านบอกว่ามีกฎหมายเกี่ยวข้องตั้ง ๕-๖ มาตรา นายกรัฐมนตรีไม่สามารถลาออกได้ เอากันไปใหญ่เลยทีนี้ ลาออกไม่ได้ หนักเข้าไปถึงขั้นว่าลาออกแล้วจะหาคนเป็น นายกรัฐมนตรีไม่ได้อีก แล้วที่สำคัญ ลาออกแล้วแก้ปัญหาได้จริงไหมนี่จะต้องคุยกัน ท่านครับ ผมกราบเรียนนะครับว่าการลาออกนี่สง่างามมากในทางประชาธิปไตย แล้วมักเกิด ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ออสเตรีย ฝรั่งเศส โควิด (COVID) ปั๊บ ผิดพลาดปั๊บลาออก แต่การลาออก ยากที่สุดในประเทศด้อยพัฒนา เอากันจนตายไปข้างหนึ่ง บ้านเมืองลุกเป็นไฟไม่มีทาง ลาออก แต่ประเทศที่เขาพัฒนาแล้วเซนซิทีฟ (Sensitive) มาก ลาออกนี่ถือว่าความสง่างาม เคารพประชาชนอย่างดียิ่ง ลาออกได้หรือไม่ได้ฟังอย่างนี้ครับ หลักการประชาธิปไตย มันมี ๒ คำ สิ่งที่ประชาชนมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยและกำหนดชะตากรรมตัวเอง คือ ๑. แต่งตั้งและถอดถอน ๒ คำนี้คู่กันเลยครับ ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์มีไหม ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม อยู่นี่ ท่านสอนรัฐศาสตร์ แต่งตั้งและถอดถอนเป็นสิทธิ คู่กันของพลเมือง แต่งตั้งเพื่ออะไรครับ ลงเลือกตั้งเขาก็เลือกเราเข้ามา เลือกเข้ามาแล้ว ประชาชนมีสิทธิถอดถอน นั่นก็คือลาออก ไล่ให้คุณลาออก เป็นสิทธิชอบธรรมที่เขาจะไล่ ให้รัฐบาลลาออก แล้วยิ่งผู้แทนราษฎรวันนี้เป็นตัวแทนประชาชน ทำไมจะไม่มีสิทธิบอกให้ นายกรัฐมนตรีลาออก เมื่อวานนี้เพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลคนหนึ่งขึ้นคำรามใหญ่เลย ท่านไม่มีสิทธิบอกนายกรัฐมนตรีลาออก ท่านกำลังคุกคาม ท่านเอาสิทธิอะไรมาบอกให้ นายกรัฐมนตรีลาออก มี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ชาวบ้านยังมีสิทธิบอกให้นายกรัฐมนตรี ลาออกเลย แล้วนี่ตัวแทนประชาชน แล้วยิ่งทำให้สอดคล้องกับประชาชนนี่ตรงเลย ข้อหา อะไร ท่านนายกรัฐมนตรีถาม ผมผิดอะไร ท่านครับ ท่านอย่าลืมว่าการมาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี เป็น ส.ส. ไม่ได้ทำสัญญาจ้างเหมือนพนักงานบริษัทนะครับ ไม่ได้มี กฎหมายแพ่งคุ้มครองนะครับ ถ้าทำสัญญาแล้วจะให้เขาออก เจ้าของบริษัทอยากปลดแทบ ตาย คุณต้องเข้าเงื่อนไขการปลดไม่อย่างนั้นเขาฟ้องคุณตาย นั่นพนักงานบริษัท แต่นายกรัฐมนตรี ส.ส. เขาไม่ได้ทำสัญญา คุณมาเป็นปั๊บ วันไหนที่เขาคิดว่าคุณไม่ดีเขาไล่คุณออกได้ ไม่ต้องไปหาความผิดคุณ ในสภาเขียนไว้ด้วยว่า อภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แล้วลงมติให้คุณออก แต่ถ้าการเมืองภาคประชาชนมีเพียง ๒ คำเท่านั้นละครับ วันใดที่เขาเกิดความไม่ไว้วางใจคุณ วันใดที่เขาไม่เชื่อมั่นว่าคุณจะนำพาชีวิตเขาไปได้ วันใดที่เขา ไม่เชื่อมั่นว่าคุณจะพาประเทศนี้ไปสู่ความรุ่งเรือง วันใดที่เขาไม่เชื่อมั่นว่าคุณจะปกป้อง สถาบันที่เขารัก วันนั้นประชาชนมีสิทธิขึ้นมาบอกว่าออกไป ไล่คุณออกได้เลย คำ ๒ คำนี้ คืออะไรครับ ทรัสต์ (Trust) ความไว้วางใจ คอนฟิเดนต์ (Confident) ความเชื่อมั่น คำ ๒ คำนี้ถ้าเป็นนักธุรกิจเขาไม่มี ๒ คำนี้เขาไม่มาลงทุน หรือลงทุนอยู่แล้วเขาก็หนีจาก ประเทศนี้ เพราะเขาไม่ทรัสต์ (Trust) คุณ เขาไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อมั่น สามีภรรยาเลิกกัน เพราะอะไรท่านประธาน ไปดูงานวิจัยสิเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่สุดท้ายฉันไม่ไว้วางใจที่จะอยู่กับคุณ ฉันไม่มั่นใจในชีวิตของคุณกับคุณว่าอยู่กับคุณแล้วชีวิตฉันจะดีขึ้น ฉันจะมีอนาคตที่ดี ทรัสต์ (Trust) คอนฟิเดนต์ (Confident) ก็ทำให้ผัวเมียภรรยาเลิกกัน วันนี้เด็กที่ออกมาชุมนุม เขาไม่ทรัสต์ (Trust) อะไรคุณ เขาไม่ไว้วางใจว่านายกรัฐมนตรีจะบริหารบ้านเมือง เขาไม่ไว้วางใจในความสามารถ เขาเห็นมา ๖ ปี เขารู้ว่าเศรษฐกิจมันตก มันตก มันตก ตกเพราะอะไร พลิกเข้าไปก็เจอแล้วหนี้ครัวเรือน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ หนี้ประเทศเท่าไร แล้วตัวเลข ทางเศรษฐกิจหาได้ยากเสียที่ไหน เขาไม่ทรัสต์ (Trust) ไม่วางใจท่าน แล้วไม่เชื่อมั่น ไม่คอนฟิเดนต์ (Confident) ว่าเขาจบมานี่ โตขึ้นมานี่เขาจะมีอะไร อนาคตเขามีอะไร มีแต่หนี้ไว้ให้เขา เหลือแต่กระดูกไว้ให้เนื้อไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียว เขาก็ไม่คอนฟิเดนต์ (Confident) ไม่วางใจ แค่นี้ละครับประชาชนกับผู้บริหารประเทศแค่ไม่มีความไว้วางใจ กับไม่เชื่อมั่น เขาชอบธรรมที่จะไล่คุณออก เขาชอบธรรมที่จะทำสารพัดที่จะบอกคุณออกดี ๆ เขาก็ต้องมีมาตรการเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีถามว่าผมผิดอะไร ท่านครับ ผิด ๒ ตัวนี่แหละ แต่เพื่อนเขาอธิบายหมดแล้วละ ตัวเลขเศรษฐกิจแบบนั้นแบบนี้ แบบนั้น แบบนี้ ก็หนี้ประเทศเพิ่มทุกวัน หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นทุกวัน คนทำธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) ที่ท่านพูดว่าเขารอดแล้ว ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นี่ ท่านครับเจ๊งลงทุกวัน เด็กวันนี้เขารู้เขาอยู่ ไม่มีอนาคตสร้างหนี้ไว้ให้เขา เขาก็ชอบธรรมที่จะออกมาบอกให้ท่านเลิกเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนท่านจะเลิกหรือไม่เลิกเป็นสิทธิของท่านครึ่งหนึ่งนะ ท่านจะออก ไม่ออก เป็นสิทธิ ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งยังเป็นสิทธิของประชาชนนะ ไม่เฉพาะท่านพวกผมก็เหมือนกัน ส.ส. ก็เหมือนกัน ส.ว. ก็เหมือนกันเขาไล่เราด้วย ไม่เฉพาะเรานะ ผู้ใหญ่บ้านได้เป็นแล้ว ลูกบ้านลงชื่อเกินครึ่งผู้ใหญ่บ้านปิ๋วเลยนะ ไม่ต้องมีข้อหานะ เพียงไม่ไว้วางใจและไม่เชื่อมั่น เพราะฉะนั้นให้เข้าใจเสียใหม่ว่าวันนี้มีสิทธิบอกให้นายกรัฐมนตรีลาออก ข้อหาอะไร เพียงไม่ไว้วางใจและไม่เชื่อมั่นว่าคุณจะพาเขาอยู่ในโลกใบนี้ ชีวิตนี้ และเดี๋ยวเขาก็ไล่คุณออก แล้วท่านประธานที่เคารพ ออกไหมท่านนายกรัฐมนตรี ก็เป็นสิทธิ แต่ถ้าท่านไม่ออก สภาเราก็มีสิทธิปลด ชาวบ้านก็มีสิทธิปลด เขาก็ออกแบบไว้นี่ มีสิทธิที่จะถอดถอนตามระบบ ไม่ใช่เฉพาะไทย ทั่วโลกเขาก็มีสิทธิ เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านอย่าได้แปลก หลายท่านบอกว่า แปลกมีคนมาไล่นายกรัฐมนตรีออก มันไม่แปลกหรอก แล้วที่เขาบอกว่าท่านเป็น ศูนย์รวมของปัญหา ท่านนายกรัฐมนตรีครับให้ท่านสบายใจนะ คนเป็นนายกรัฐมนตรีเป็น ศูนย์รวมทุกอย่าง ต่ำจากข้างบนลงมาท่านก็เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็เป็นศูนย์รวม ดีท่านก็ ได้เป็นศูนย์รวมแห่งความชื่นชม ไม่ดีมาก็ศูนย์รวมแห่งความตำหนิ นายกรัฐมนตรีทุกคนเป็น ศูนย์รวมแห่งปัญหามาแล้ว เลือกว่าใครจะแก้ปัญหาอย่างไร ท่านครับ ผมกราบเรียนว่า ท่านจะลาออกหรือไม่ลาออก สิทธิของท่านครึ่งหนึ่ง สิทธิประชาชนครึ่งหนึ่ง ถ้าท่าน ไม่ลาออกเขาก็ไล่ออก อยู่ที่ว่าท่านจะเลือกอย่างไร ในอดีตท่าน จอมพล ถนอม กิตติขจร ท่าน พลเอก สุจินดา คราประยูร ก็มีคนกล่าวหาว่าท่านเป็นศูนย์รวมของปัญหา คนก็มาไล่ ท่านแบบนี้แหละ แต่ท่านเลือกไม่ออก --––––––––-----------–– ในที่สุดเกิด ๑๔ ตุลาคม มหาวิปโยค คนไทยรับกรรม พลเอก สุจินดาท่านก็เลือกไม่ออก เกิดพฤษภาทมิฬ ผมพูดแล้วคำนี้ แล้วมีนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งเขาก็ด่าท่านว่าเป็นศูนย์รวม ปัญหาเหมือนกัน ท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ปี ๒๕๔๐ ที่ถนนสีลม เดินขบวน ไม่ถึงนี้หรอกนิดเดียว แต่ท่านออก ลูกน้องก็ด่าว่าใจเสาะ ใครก็ด่าท่านว่านายกใจเสาะ แต่ท่านลาออกปุ๊บ ท่านชวน หลีกภัย ก็รับไม้ต่อ เป็นต่อ ประเทศก็เดินมาได้ ท่านจะเลือก เอาแบบไหน แต่ท่านจอมพล ถนอม เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม เบื้องบนปลอดภัย ไม่มีอะไร ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท เป็นเรื่องของข้างล่าง พฤษภาทมิฬวุ่นวายก็ข้างล่าง ข้างบนยังไม่มีอะไรด่างพร้อย แต่วันนี้ท่านครับถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างวันนั้นขึ้น ข้างบน เป็นอย่างไรครับ ยังไม่เกิดเลยวันนี้โดนแล้ว เพราะอะไรครับ เพราะท่านไปผูกปัญหาไว้ ติดกับท่าน ท่านผูกปัญหาไว้ติดกับท่าน

ผมกราบเรียนข้อต่อมาว่าออกแล้วจบไหม หลายท่านก็บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรี ลาออกก็ไม่จบหรอก ยังเหลือข้อหาอีกข้อหาหนึ่งคือปฏิรูปสถาบัน เขาก็จะเรียกร้องต่อ มีเหตุผลนะครับ แต่ท่านฟังอย่างนี้ครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีลาออกวันนี้ปุ๊บ อย่างน้อยที่สุด ๒ ข้อแรก แก้รัฐธรรมนูญท่านทำก่อนแล้วลาออกปั๊บ ๒ ข้อแรกหายแล้ว นายกรัฐมนตรี ลาออกก็ออกแล้วนี่ รัฐธรรมนูญก็ออกแล้วนี่ เหลืออันเดียวเหลืออย่างเดียวคือปฏิรูปสถาบัน เห็นไหมครับ การแก้ปัญหาทีละเปลาะ ท่านเลือกตัดปัญหาออกทีละเปลาะ เอาปัญหา ของท่านออกจากปัญหาเบื้องบนก่อน เอาปัญหาของท่านออกจากปัญหาเบื้องต้นก่อน เอาปัญหาของท่านออกจากปัญหาเบื้องบน ทีนี้ก็จะเป็นเวลาต่อนิดหน่อย ออกจากปัญหา เบื้องบนปั๊บแล้วเป็นอย่างไรต่อ มันก็ง่ายเข้าใช่ไหมครับ ผมเชื่อว่าเบาลง ส่วนพอมันเหลือ เฉพาะข้อที่ ๓ การปฏิรูปสถาบันแก้ได้ไหมครับ ผมว่าง่ายแล้ว ก็ทุกคนในสภาพูดมาตั้ง ๒ วัน มั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เดี๋ยวเขาใส่เสื้อเหลืองมาด่า เขาไม่เห็นด้วยกับคนจะปฏิรูป สถาบัน ถ้ามั่นใจอย่างนั้นมาถูกทางแล้ว ข้อ ๓ นี้จะแก้ปัญหาได้ไม่ยาก ผมจะบอก ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านตัดปัญหาท่านออกจากปัญหาเบื้องบนก่อน แล้วค่อยมา แก้เบื้องบนมันจะง่ายเข้า แต่ถ้าท่านเอาพันกันไว้อย่างนี้ ไม่รู้จับตรงไหนเป็นตัวประกัน หรือไม่ก็ท่านถวายเผือกร้อนอยู่ เกิดอะไรขึ้นครับ มันยาก วันก่อนท่านนายกรัฐมนตรีสู้ ๆ นายกรัฐมนตรีสู้ นายกรัฐมนตรีสู้วันสองวันไม่ได้บอกนายกรัฐมนตรีสู้นะ

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานรัฐสภา

ท่านสุทินครับ เกินเวลามา ๑ นาทีแล้วครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

นิดหน่อยครับ แล้วเดี๋ยวนี้บอกว่าอย่างไรครับ สู้ ๆ ฟังแล้วสะเทือนใจเลยครับ มาถึงวันนี้ ได้อย่างไร จะไปให้ท่านสู้อย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านตัดปัญหาเอาตัวท่าน เอาปัญหาของท่านออกก่อน เหลือไว้เฉพาะข้อ ๓ แก้ได้ แก้อย่างไร ท่านครับ ผมไม่เห็นยาก ท่านไปศึกษาทฤษฎีจิตวิทยา ภรรยาท่านเก่งและเป็นครูไปถามเสีย กรุ๊ป คอนโทรล (Group Control) เขาทำอย่างไร โซเชียล คอนโทรล (Social Control) เขาทำอย่างไร ผมมองเห็นปัญหาจบ มองเห็นปัญหาที่สถาบันเราจะอยู่ได้ เอาละครับท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะออกหรือไม่ออก วันนี้สภาทำอะไรได้ไม่มากกว่านี้ ผมพยายามรวบรัดที่จะเอาความคิดให้ท่าน ถ้าท่านไม่ออกท่านก็เลือกเอาว่าท่านจะนำ ประเทศไปจบอย่างไร เมื่อวานนี้เขาพูดชัด ๓ วันไม่ออกเขายกระดับ ถ้าท่านไม่ออกอีก เขาจะยกอย่างไร อันนี้ไม่ใช่ว่าเรากลัว เรื่องนี้ไม่ใช่กลัว แต่เป็นเรื่องที่เราจะต้องใช้สติปัญญา อย่างประณีต ผม พวกผมไม่มีปัญญาไปบังคับท่านอีกแล้ว ทำแล้วทุกวิถีทาง อย่างมาก เดือนหน้าก็อภิปรายไม่ไว้วางใจท่านอีกเท่านั้นละ และที่สำคัญที่สุดฝากอนาคตของประเทศ ไว้กับท่าน ฝากประชาชนไว้กับท่าน วันนี้ท่านจะเป็นคนขีดเขียนประวัติศาสตร์ว่าจะทำอะไร ท่านจะนำประเทศเข้าสู่อย่างไร จะนองเลือด ไม่นองเลือด ชาวบ้านจะรับชะตากรรมหรือไม่ ฝากท่านคิดหน่อย แล้วเมื่อเกิด อะไรขึ้น ท่านต้องรับผิดชอบ พวกผมทำหน้าที่บอกท่านแล้ว เตือนท่านแล้ว แล้วคนที่บอกว่า อย่าออก อย่าออก อย่าออก ก็ต้องร่วมรับผิดชอบนะครับ ขอภาวนาว่าให้เกิดแต่สิ่งดี ๆ ขึ้น ขอภาวนาว่าสิ่งร้าย ๆ อย่าเข้ามาในชีวิตของคนไทย ๖๕ ชีวิต แต่ผมวิตกว่าการภาวนา และการตั้งจิตที่ดีของผมมันจะไม่สู้กับอะไรที่กำลังจะพัฒนาขึ้นวันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ วันนี้ท่านเลือกเถอะ ท่านคิดว่าท่านเสียสละ ท่านชอบถามว่าทำอะไรเมื่อปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๗ ท่านบอกว่าประชาชนเป็น ๒ ฝ่ายจะมาห้ำหั่นกันท่านเลยต้องยึดอำนาจ ท้วงติงว่าท่านมี วิธีแก้ที่ผิด ผิดหรือไม่ผิด เพียง ๗ ปีมันวนมาแล้ววันนี้ แบบเดียวกันเป๊ะ ก็ ๒ ซีกมาอีกแล้ว ต่างกันเพียงว่าวันนั้นซีกหนึ่ง ไม่ได้มีส่วนร่วมซีกหนึ่ง แต่วันนี้คืออะไร ไม่อยากพูดลงลึก แต่ให้ท่านรู้ตัวเองว่าวันนั้นปี ๒๕๕๗ กับวันนี้วนมาถึงแล้ว ถ้าท่านคิดจะจัดการแบบเดิม ผมว่าบทเรียนวันนี้ชัดเจนที่สุด แล้วที่สำคัญที่สุดท่านพูดว่าวันนั้นเผด็จการรัฐสภา เผด็จการสภาที่คุณสร้างขึ้นคุณจำได้ไหม ความจำสั้นไหม จำได้ครับ ว่าวันนั้นคนเลือก เรามาเยอะ ช่วยไม่ได้ประชาชนเลือกมาเยอะ มาเยอะมันก็ต้องมาก แต่วันนี้เผด็จการสภา ไหมครับ ประชาชนเลือกไหมครับ ๒๕๐ ท่าน วันนี้เผด็จการสภาไหม ท่านรู้ว่าอะไรมันไม่ดี วันนั้น นำมาสู่วิกฤติ แล้ววันนี้ท่านก็ทำเหมือนแบบนั้น มันจึงเกิดวิกฤติแบบวันนั้น เผด็จการสภาวันนั้นกับวันนี้ไม่ต่างกันนะครับ ต่างกันเพียงวันนั้นมันเป็นพวกที่ประชาชน เลือกมา วันนี้ท่านเลือกมา เหตุการณ์มันจะเหมือนกัน แต่ขอร้องว่าแม้ทุกอย่างเหมือนกัน ปรากฏการณ์เดียวกัน ถ้ามนุษย์เรียนรู้ประวัติศาสตร์แล้วมีสติปัญหา ไม่จำเป็นต้องใช้วิธี แก้ปัญหาอันเดียวกัน เมื่อมาถึงแล้วท่านเลือกใช้วิธีปัญหาคนละอย่างมันก็จะจบคนละแบบ หวังว่าข้อคิดทั้งหลายทั้งปวง เวลาที่น้อยนิดจะเป็นประโยชน์กับท่านและพี่น้องประชาชน เลือกเอาเถอะครับ เวลาพระเจ้าให้มา ๒๔ ชั่วโมงเหมือนกัน แต่ใครเลือกใช้เป็น ใช้ไม่เป็น เวลามันจะไล่ล่าเราเอง ขอบพระคุณครับ

ศาตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านใช้เวลา เกินไป ๖ นาที ผมต้องตัดของท่านวิรัชนะครับ หัก ๕ นาที จาก ๒๐ นาที ของท่านวิรัชขอให้ เหลือ ๑๕ นาทีนะครับ เชิญท่านวิรัชครับ

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ผมเองต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ตลอดระยะเวลา ๒ วันเต็ม ๆ ที่มีโอกาสได้ฟังเพื่อนสมาชิกเสนอแนวทางทางออกของ ประเทศ ถ้าโดยสรุปแล้วครับท่านประธาน สิ่งที่เราได้เห็นโดยตลอด ๒ วันก็คือ อยากให้ ท่านนายกรัฐมนตรีลาออก อยากให้การแก้รัฐธรรมนูญ อยากปฏิรูปสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น ท่านใดในส่วนของซีกฝ่ายค้าน สิ่งซึ่งเราเห็นต้องเรียนท่านประธานว่า เราเห็นแต่บอกให้ นายกรัฐมนตรีลาออกกับในส่วนของสภาที่ต้องการ ถ้าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราจะได้ ยินคำนี้บ่อยครับ เพราะถ้าเผื่อไม่บอกให้นายกรัฐมนตรีลาออกมันก็ไม่ใช่เป็นการมาพูดกัน ในสภาระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเรียนท่านประธานก็คือคราวนี้ มีการพัฒนา จากมีหัวข้ออยู่เพียงแค่ ๒ เรื่อง ลามออกมาเป็นในส่วนของการปฏิรูปสถาบัน แล้ววันนี้เราก็ยังไม่เห็นโจทย์ที่ชัดเจนเลย ก็คือคนที่เสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามที ก็ยังไม่ทราบว่าอยู่แห่งหนตำบลใด ทราบมาแต่ว่า คนที่ไปเดินขบวนก็คอยดูแต่มือถือ ฟังคำสั่งจากมือถือ ก้มหน้าดูมือถือ ก็แสดงว่าจะต้องมีคน ที่อยู่ในบอลรูม (Ballroom) อยู่ประมาณ เอาละท่านประธานอย่างเก่งก็ ๑๐ คน หรือ ๑๕ คน ๒๐ คน หรืออาจจะเป็น ๒ แห่งแล้วก็สั่งการมา วันนี้มาถึงนั่ง มาถึงเดิน มาถึงหยุด เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นการชุมนุมที่เป็นรูปแบบใหม่ที่ต้องเรียนท่านประธานว่าเกิดขึ้น ครั้งแรกในประเทศไทยก็ว่าได้ ถ้าเผื่อพูดถึงเรื่องการสลายชุมนุม ท่านประธานครับ อันนี้ก็อีก เช่นเดียวกัน ผมเองก็เห็นใจโดยเฉพาะในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวกับในเรื่องนี้ เพราะถือว่าม็อบ (Mob) หรือผู้ชุมนุมทุกคนถือว่าเป็นลูกเป็นหลานของเขาทั้งสิ้น ไม่กล้า ทำอะไรหรอกครับท่านประธานครับ ท่านประธานก็เคยอยู่ในสภานี้เคยเห็นผ่านการประท้วง และการชุมนุม ในอดีตที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นสี่แยกคอกวัวจนถึงขนาดที่นายทหารระดับ ยศพันเอกต้องเสียชีวิต การเดินขบวนถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตาเสียชีวิต แต่วันนี้อยู่ในรัฐบาลนี้ ท่านประธานครับ วันนี้เราไม่เคยเห็นอะไรที่เป็นความละมุนละม่อม ผมต้องเรียน ท่านประธานว่าการสลายการชุมนุมถ้าไปเทียบกับอารยประเทศทั้งหลายที่เขาถือว่าเป็น แม่แบบของประชาธิปไตย เราไปดูอเมริกาสิครับทั้งตีทั้งทุบ มาฝรั่งเศสก็ทั้งตีทั้งทุบ ผมก็ เตรียมคลิป (Clip) เอาไว้เตรียมไว้จะมาเปิด แต่เนื่องจากท่านประธานบอกว่าเราไม่อยากให้ มีการที่ขัดแย้งกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าไปเปิดเลย ก็เลยครั้งนี้เป็นครั้งแรก และอีกเช่นเดียวกันก็คือไม่มีการเปิดคลิป (Clip) ในการอภิปราย เป็นการอภิปรายว่ากัน เนื้อ ๆ ใครจำเหตุการณ์อะไรได้ก็เอามาพูดกัน ผมอยากเรียนท่านประธานว่าถ้าดูในคลิป (Clip) ต่าง ๆ ที่เห็นเวลาการสลายชุมนุม โดยเฉพาะในส่วนของการสลายชุมนุมครั้งนี้ที่ ราชประสงค์ มีการเตือนครั้งที่ ๑ จะฉีดน้ำแล้วนะ เตือนครั้งที่ ๒ กำลังจะฉีดแล้วนะ นับถอยหลัง ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ ก็ฉีดขึ้นไปข้างบนแล้วก็ให้ตกลงมา ผู้ชุมนุมผู้ประท้วงก็เฮ โดนร่ม ร่มก็อยู่สภาพเดิม ถามว่าการสลายชุมนุมวันนี้เป็นอย่างไรท่านประธานครับ ใช้แรงดันต่ำในการที่ฉีดสลาย แต่ในขณะเดียวกันถ้าเผื่อมีคลิป (Clip) มีดูในรูปเราก็จะเห็นมีทั้งคีม ทั้งค้อน จากในส่วนของ ผู้ชุมนุมประท้วงไปกระทำต่อเจ้าหน้าที่ ผมรู้ได้คุยกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่บอกว่าผู้ชุมนุม คือลูกคือหลานจะทำอะไรคิดอยู่โดยตลอดเวลาว่านี่คือลูกคือหลานของเขาไม่กล้าทำอะไร มีการพูดบอกว่ามีการใส่สี ผมก็ต้องเรียนท่านประธานต่อว่าผมก็ไปถามว่าสีนั้นมันสีอะไร ฉีดไปแล้วถูกร่างกายผู้ชุมนุมเป็นอะไรหรือเปล่า ถ้าเป็นอะไรก็คือลูกหลานของเรา ผมถาม ไปอีกที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ที่เกิดการชุมนุมมีใครเข้าโรงพยาบาล มีใครตาเป็นอะไรไหม มีอะไรไหม ปรากฏว่ามีอยู่ ๑ รายที่มีเยื่อตาอักเสบ แต่ถ้าเผื่อถามเจ้าหน้าที่บาดเจ็บอะไรไหม ตรงนั้นหลายรายมากเหลือเกิน โดนคีม โดนอะไรต่าง ๆ ก้านร่ม ซึ่งร่มก็เป็นร่มที่แปลก อันหนึ่งก็คือเป็นร่มที่ด้ามเหล็กที่ปลาย ๆ ทำมาจากเหล็ก ๖ หุน ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลก แต่ก็ ไม่เป็นไรท่านประธานครับ เราไม่เอามาคิดถึงเรื่องนี้ก็ได้ ผมอยากจะเรียนว่าวันนี้เขาถือว่าผู้ชุมนุมคือลูกหลาน บางครั้งจะใช้วาจาจาบจ้วงอาจจะ เลยไปบ้างทั้งพฤติกรรม ทั้งคำพูดอาจจะหนักไปบ้าง แต่วันนี้เจ้าหน้าที่ก็พยายามอดทน และอดกลั้น ผมเองไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องอีกหลายเรื่องซึ่งบางครั้ง มันอาจจะเกิดความขัดแย้ง แต่สิ่งที่อยากจะเรียนท่านประธานก็คือการที่ได้มาพูดในสภาถึง ๒ วัน เราถือว่าตรงนี้คือทางออก บางคนบอกว่าไม่มีประโยชน์หรอก เปิดมาก็ไม่มีโอกาส แต่ผมเองก็มีโอกาสได้คุยท่านประธานเองวันนั้นท่านประธานเป็นคนไปเรียกแล้วก็บอกว่า จะหาวิธีการทำอย่างไร ท่านประธานเป็นคนดำเนินการก็คือทำหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าวันนั้นท่านประธานไม่ทำเรื่องถึงท่านนายกรัฐมนตรีวันนี้ไม่ได้มีการพูดกันหรอกครับ เพราะท่านประธานพูดออกมาคำหนึ่งว่าเปิดเร็ววันหนึ่งก็มีประโยชน์ วันนี้เราได้มีโอกาสได้มี การมาพูดกันโดยทั้งหมดก็คือทำอย่างไร เพราะทุก ๆ คนก็คือลูกหลานคนไทย ถ้าบอกเป็น หมื่นคนก็เป็นหมื่นคน บอกว่าเดินขบวนมาเป็นแสนคน แต่วันนี้ประชากรคนไทยมีทั้งหมด ๖๗ ล้านคน ความคิดความเห็นอาจจะแตกต่าง ต้องเรียนท่านประธานว่าลึก ๆ แล้ว ไม่ได้แตกแยกแต่อาจจะเกิดความไม่เข้าใจในช่วงนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามทีท่านประธานครับ ความเห็นที่แตกแยกวันนี้มันเกิดเป็นสงครามระหว่างวัย สงครามระหว่างวัยก็คือวันนี้ อาจจะเป็นสงครามระหว่างรุ่นพ่อ รุ่นแม่ กับรุ่นลูก วันนี้ต้องยอมรับความจริงเลยก็คือ ความแตกแยกที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถาบันครอบครัวในประเทศไทย ซึ่งแต่ก่อนอยู่กัน ด้วยความรักและความเข้าใจ แต่วันนี้เปลี่ยนจากความรักและความเข้าใจเป็นความไม่เข้าใจ ซึ่งกันและกัน พ่อแม่อาจจะมีความคิดที่เป็นห่วงลูก ลูกก็อาจจะมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามทีท่านประธานครับ ผมเองก็ต้องเรียนท่านประธานว่าตลอดระยะเวลา ก็มีแต่เหตุผลที่บอกว่านายกรัฐมนตรีต้องลาออก แต่ผมก็มีเหตุผลอีกอันเช่นเดียวกันก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องลาออกหรอกครับ เอาละ วันนี้ถ้าเผื่อท่านนายกรัฐมนตรีลาออก รัฐสภาแห่งนี้เลือกนายกรัฐมนตรีกลับมาคืนอีกละท่านจะว่าอย่างไร แล้วตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมาต้องเรียนท่านประธานว่าถ้าเรามาดูด้วยเหตุและผลที่เป็นประโยชน์กับชาติ และแผ่นดินท่านทุ่มเทมาโดยตลอด โดยเฉพาะการแก้ปัญหาโควิด (COVID) วันนี้ จากอันดับที่เท่าไรเราไม่รู้ แต่วันนี้เรามาอยู่อันดับหนึ่งของโลกก็ว่าได้ในการดูแลและรักษา โรคโควิด (COVID) วันนี้เหมือนท่านนายกรัฐมนตรีเอาพลาสติกมาคลุมเลย คลุมอะไรครับ คลุมถาดผลไม้ ซีล (Seal) ไว้เลย แมลงอะไรจะมาเจาะไม่เข้าครับ วันนี้รอบบ้านเรา ลองไปดูพม่า ดูมาเลเซีย ลาว เขมร ไม่ต้องไปคิดเพราะว่าเขาไม่มีสถิติที่จะมานับ เหมือนอย่างบ้านเรา แต่สิ่งที่เห็นก็คือทั่วโลกอยากมาเที่ยวประเทศไทย ถ้าเจ็บป่วย เกี่ยวกับเรื่องโควิด (COVID) สามารถแก้ไขรักษาได้ ตรงนี้ท่านประธานครับที่ถือว่าเป็นเหตุ และปัจจัยหลักที่ท่านสมควรที่จะต้องอยู่ต่อ วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีมาจากกระบวนการ ประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อันนี้เราเห็นชัดเจนท่านประธานครับ และวันนี้ถ้าเผื่อบอกให้ลาออก ลาออก หลายท่านก็บอกว่าลาออก แต่วันนี้ผมต้องเรียนท่านว่าท่านออกโทรทัศน์บอกว่าท่านถอยมาแล้ว ท่านถอยมาแล้ว ก้าวหนึ่ง และผมยังคิดในใจว่าท่านอาจจะถอยหลายก้าวในการที่จะประนีประนอม ๒ วันนี้ ผมเดินขึ้นไปหาเดินขึ้นลง ผมถามท่านครับ วันนี้สภาของเราจะหาทางออกทางไหน ท่านบอกเลยลองไปช่วยกันคิดดูสิทั้งวุฒิ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ส. ฝ่ายค้านจะทำอย่างไร ที่คิดว่าจะเป็นทางออกของประเทศไทย จะทำอย่างไรที่ให้ประเทศไทยได้เห็นทางในการที่มี ความรักและความสามัคคี ผมก็ตอนช่วงบ่ายขึ้นไปเรียนกับท่านประธานรัฐสภาท่านชวน ท่านครับ ในอดีตที่ผ่านมาในตอนช่วงนั้นท่านประธานรัฐสภาคือท่านชัย ชิดชอบ ได้ตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเมื่อปี ๒๕๕๒ คือการแต่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์และปฏิรูป การเมืองซึ่งเรียกกันสั้น ๆ ว่ากรรมการสมานฉันท์และปรองดอง ก็มาคุยกันครับ ตั้งคณะ ขึ้นมามีทั้งนักวิชาการ มีคู่ขัดแย้ง ตอนแรกก็ไม่สำเร็จครับ เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา แต่พอท่านชัย บอกว่าเป็นคณะกรรมการมีอะไรเอามาคุยกัน ปรากฏว่าอย่างไรครับท่านประธานครับ ก็ได้รับความร่วมมือจากที่เคยเดินขบวนกันแทบทุกวัน ท่านประธานสภาก็เห็นในตอนช่วงนั้น

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ

(การประชุมดำเนินการมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญเลยครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ด้วยความเคารพท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลนะครับ ท่านนายกครับ ผมขออนุญาต ประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๕ นะครับ ว่าเวลาเราหมดแล้วนะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านรองก็บอก แล้วว่าเวลามันหมด ก็อยากจะให้ท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลนะครับ ช่วยกระชับ เพราะว่าไม่มีเวลา เราไม่ได้มีข้อตกลง ขอให้ท่านกระชับครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญเลยครับ

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ พอมาวันนี้ท่านประธานครับ เราก็ต้องกลับมาดูในตอนช่วงนี้ว่าเราจะทำอย่างไร ที่จะให้ในส่วนของการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ได้ดำเนิน ได้สร้างความรัก ความสามัคคี ให้เกิดขึ้น องค์ประกอบผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้ว ท่านประธานก็บอกว่าไม่ขัดข้อง นอกจากท่านประธานที่จะต้องพูดคุยกันในส่วนของวิป (Whip) ทั้ง ๔ ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วย ๑. คณะรัฐมนตรี ๒. วุฒิสมาชิก ๓. ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ส.ส. ฝ่ายค้าน ซึ่งก็เหมือนกับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีจุรินทร์ที่ได้เสนอเมื่อวานนี้ใกล้เคียงกัน และในส่วนตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ ถ้าเผื่อเป็นไปได้ก็เพิ่มเรื่องรัฐธรรมนูญมาอีกเรื่องหนึ่ง วันนี้ เรื่องรัฐธรรมนูญท่านประธานครับ ผมเองในฐานะที่เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ ก็มีโอกาสได้พูดคุยกันแล้วก็ทำเสร็จแล้วเมื่อวันที่ ๒๒ วันนี้ก็อาจจะมีข่าวดีด้วยซ้ำไปก็คือหลายท่านที่เป็นวุฒิสมาชิกบางทีท่านก็เริ่มจะเข้าใจว่า ในทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้มาตรา ๒๕๖ ที่มี ส.ส.ร. แล้วก็ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกฝ่ายค้านว่า ในส่วนของท่านเรา ก็จะไปด้วยกัน แต่วันนั้นเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านบอกว่าถ้าวันนั้นโหวตเลย ถ้ามันไม่ผ่านล่ะ ถ้ามันไม่ผ่านแล้วทำอย่างไร มันก็ต้องตก ตกแล้วท่านจะเอามาเข้าใหม่อีกมันก็ยิ่งเสียเวลา ซึ่งเขามีข้อบังคับไว้อยู่แล้ว ก็คือคณะกรรมาธิการพิจารณาก่อนรับหลักการ แล้วเราก็ทำเสร็จ ส่งรายละเอียดทั้งหมด ๔๐๐ กว่าหน้า เดี๋ยวเราก็จะได้มาพิจารณากัน ถ้าเราไม่รอไอลอว์ (iLaw) อาทิตย์หน้าเปิดสมัยสามัญเอาเข้ามาได้เลย แต่ถ้ารอไอลอว์ (iLaw) ก็รออาทิตย์ถัดไปอีกสักอาทิตย์ ผมก็คิดว่าในส่วนตรงนี้ใครบอกว่าการเปิดประชุม สมัยวิสามัญนี้ไม่มีประโยชน์ แต่วันนี้เราได้ประโยชน์เต็ม ๆ อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเองก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าด้วยเวลาที่น้อยนิด และด้วยเวลาที่ต้อง กำชับก็เลยต้องขอเสนอตั้งคณะกรรมการในส่วนที่จะหาทางออกให้กับประเทศไทย ในตอนช่วงนี้ แล้วก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาเพิ่มเติมเวลาให้ ก็ขออนุญาต กราบขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตที่ประชุมนะครับ โดยที่ญัตติตามมาตรา ๑๖๕ ที่รัฐบาลเสนอเข้ามา แล้วได้มีการพิจารณาไป ๒ วัน ก็ถือว่า เป็นการอภิปรายได้จบสิ้นแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีการลงมติจึงไม่มีการสรุป แต่ว่าจะขออนุญาต ให้ท่านนายกรัฐมนตรีจะกล่าวอะไรก็ยินดีครับ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรตินะครับ ก่อนที่จะผมจะกล่าวสรุปขอบคุณบรรดาสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ผมขอพูดในฐานะ ผมเป็นนายกรัฐมนตรีและในฐานะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งรับผิดชอบ ในงานหลาย ๆ ด้านด้วยกัน ในอดีตและในปัจจุบันที่ผ่านมา ในช่วงที่เป็นรัฐบาลก่อนหน้านี้ และรัฐบาลปัจจุบัน สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือหลายอย่างที่ฟังในสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ไม่ค่อยเห็นชอบกับผมหลายเรื่อง ๆ ก็มักจะพูดจาต่าง ๆ แล้วก็โจมตีผมมาสม่ำเสมอ ตลอดเวลาไม่เคยเปลี่ยนแปลงก็เป็นธรรมดา ผมทราบดีว่าเป็นวิธีการทำงานของท่าน ไม่เป็นไรครับผมรับได้ จะเห็นว่าผมก็ยิ้มไปเรื่อย เพราะผมก็ฟังมาหลายรอบแล้วเหมือนกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งทางฝ่ายรัฐบาลก็พยายามจะชี้แจงมีตัวเลข ต่าง ๆ ออกมา ท่านก็ว่าตัวเลขของรัฐบาลไม่จริง จริง ๆ แล้วผมถามทางด้านนี้เขาบอกว่า ตัวเลขที่ท่านกล่าวอ้างมาทั้งหมดบิดเบือนหลายประการด้วยกัน การที่เราจะบอกว่า ประเทศเรายากจน ประชาชนยากจน แล้วเราทำให้คนยากจนมากยิ่งขึ้น ถ้าท่านไปย้อนดูว่า การขึ้นบัญชี ผมไม่ได้ขึ้นบัญชีเรียกว่าคนจน ท่านเรียกของท่านเอง เป็นการขึ้นบัญชี มีการใช้บิ๊กดาต้า (Big Data) ในการบริหารราชการแผ่นดินในการใช้งบประมาณให้ลงตรงถึง พี่น้องประชาชนระดับฐานราก เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพื่อให้มีอาหารการกินที่เพียงพอ แต่คงไม่ถึงขนาดที่จะไปผ่อนรถ ผ่อนมอเตอร์ไซค์อะไรเหล่านี้ได้ อันนั้นก็เป็นเรื่องของ หนี้ครัวเรือนที่มีทั้งหนี้ที่มีมูลค่าและหนี้ที่ไม่มีมูลค่า รัฐบาลก็อยากจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ทุกมิติ ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป วันนี้ตัวเลขท่านบอกว่ามันจนมากขึ้น ตัวเลขครั้งแรก ที่ออกมานั้นมันก็คือตัวเลขที่ส่งมาจากรัฐบาลก่อน ๆ นั่นละครับ แต่ว่าไม่เคยได้คัดแยก ออกมา รัฐบาลจำเป็นต้องแยกออกมา ผู้มีรายได้ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ต่ำกว่าอะไรต่าง ๆ มันก็ต้องมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น เดี๋ยวก็ต้องมีเพิ่มขึ้นอีกละครับ รัฐบาลก็ต้องมี มาตรการดูแลคนที่มีรายได้ที่แตกต่างกันออกไปอีก นั่นคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เขามีการดำรงชีวิตที่ดี มีอาหารการกินที่เพียงพอ คงไม่ใช่ว่าไปร่ำรวย อะไรหรอกนะครับ แต่เขาก็ต้องร่วมมือกันกับรัฐบาลในโครงการต่าง ๆ ในเรื่องของ ปรับเปลี่ยนตัวเอง แล้วก็ในเรื่องของการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรต่าง ๆ ใช้พื้นที่ ให้เหมาะสม คำนึงถึงการตลาด สิ่งเหล่านี้ไม่เคยได้รับการพูดจามาก่อน พูดรัฐบาลนี้ละครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนชี้แจงพี่น้องประชาชนทั่วไปให้ทราบด้วย ถ้ารับฟังช่องทางเดียว มันก็จะกลายเป็นรัฐบาลนี่ใช้ไม่ได้สักเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นทุกคนทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้น ในประเทศไทยของเราในขณะนี้ ประเด็นที่ท่านกล่าวว่าผมต้องลาออก เพราะผมบริหาร ประเทศล้มเหลว ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๔๙ กับปี ๒๕๕๗ มีการชุมนุม มีใครลาออกไหมครับ มีการกระทำความผิดหรือเปล่าครับ อย่าลืม ผมไม่กล่าวอ้างถึงใครทั้งสิ้น แล้วตอนนี้คนเหล่านั้น อยู่ที่ไหนครับ

เรื่องต่อไป กรณีการชุมนุมผมรักลูกหลานทุกคน ผมรักเด็ก นิสิต นักศึกษา ทุกคน นั่นคือพลังของแผ่นดินในวันข้างหน้า แต่เราควรจะสร้างความเข้าใจกันได้ไหมครับ บทบาทอะไรอยู่ตรงไหน ใครที่จะชี้นำในทางที่ถูกต้อง ในทางที่สงบ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ผมถือว่าทุกคนคือเสียงหนึ่งของคนไทย ของประเทศไทยผมยอมรับฟัง ก็มีทั้งทำได้ และทำไม่ได้

ในเรื่องของกรณีเรื่องของชุดนักเรียนถ้าผมจำได้ไม่ผิดตั้งแต่เด็ก ๆ มา ผมจำได้ว่าเขาเคยมีคำชี้แจงบอกว่าการแต่งชุดนักเรียนจะทำให้เกิดการประหยัด ไม่มีการแข่งขัน ไม่มีความแตกต่าง ระหว่างการแต่งตัวของคนรวยกับคนจน ผมฟังมา อย่างนั้นนะครับ

หลังจากนั้นมาอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าทรงผมเพื่อให้เกิดความแตกต่าง ให้เกิดความปลอดภัยกับเด็กนักเรียน นักศึกษาว่าคนเหล่านี้เมื่อไปเดินอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ นอกเวลาเรียนก็จะได้ไม่ถูกทำร้ายนั่นคือวัตถุประสงค์แรก แต่วันนี้โลกมันเปลี่ยนแล้ว ผมก็ยอมรับได้ ก็ลองไปคิดดูแล้วกันนะครับ ผมไม่อยากจะฟังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงข้างเดียว ทุกอย่างมันมีอดีต มีความเป็นมาทั้งสิ้น

เรื่องต่อไป ในเรื่องของการที่บอกว่าเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกก็ได้กล่าวไปแล้วว่า ได้มีการใช้โทรศัพท์ ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ในการขับเคลื่อน ผมในฐานะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมผมมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้มีการติดตาม ก็ทราบว่าในการแพร่ข้อความต่าง ๆ ในโทรศัพท์นั้นมีคนโพสต์ (Post) ครั้งแรก ๒๐๐ คน จากนั้นเวลาไม่กี่นาทีขึ้นเป็น ๕๐,๐๐๐ คน จากแอกเคาต์ (Account) เดิม ไม่ทราบว่า ใช้เทคโนโลยีอะไรนะครับ ผมก็อาจจะไม่ทันสมัยเท่าท่าน หรือในบางแอกเคาต์ (Account) นั้นจากแอกเคาต์ (Account) อันเดียวกันแพร่ไปหลายช่องทาง แต่ตัวเลขที่ออกมาจาก ระยะที่ ๑ มาช่วงที่ ๒ ช่วงที่ ๓ มันเท่ากันทั้งหมด มันมีเครือข่ายหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ อันนี้ก็กราบเรียนเพื่อทราบเท่านั้นเอง เป็นข้อมูลที่ท่านช่วยเช็ก (Check) ให้ผมด้วยก็แล้วกัน อันนี้คือข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ แล้วไม่ได้ไปละเมิดสิทธิประชาชนเพราะเป็นข้อมูลที่ ได้มาจากผู้ให้บริการทั้งหลายที่มีความร่วมมือให้ข้อมูลกับเรามา เพราะฉะนั้นมีการใช้ระบบ เอไอ (AI) ในการโพสต์ (Post) ข้อมูลต่าง ๆ ทั้งสิ้น การที่จะบอกว่ารัฐบาลไปปิดกั้น ผมไม่เคยอยากจะปิดกั้นนะครับ แต่ถ้ามันละเมิดจนเกินไป ไม่สุภาพ ผมคิดว่าสังคมรับไม่ได้ วันนี้ท่านก็เห็นอยู่แล้วสังคมก็มีปัญหา ผู้หญิงก็มีปัญหา ในโทรศัพท์ขึ้นมาทุกชั่วโมง ในสิ่งที่ไม่ควรจะแพร่ออกมา ไม่ว่าจะชวนเที่ยว ไม่ว่าจะนัดแนะ ไม่ว่าจะขายหวย บอกหวย นี่ละครับคือสิ่งที่จะสร้างสังคมไทยให้เราเข้มแข็งอย่างที่ท่านว่า ท่านเคยไหมว่า ที่จะให้ประชาชนนั้นลดการซื้อสลากกินรวบ ผมไม่เคยได้ยิน แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้เงินต่าง ๆ ที่เขามีอยู่แล้ว น้อยอยู่แล้วมันยิ่งน้อยใหญ่ ผมคิดว่าเราก็ควรจะต้องสร้างความคิด หลักคิด ตรงนี้ไว้บ้าง แต่ก็สุดแล้วแต่ว่าใครจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัตินะครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนชั้นต้นเพียงเท่านี้เพราะว่าผมก็ฟังท่านมา ๒ วันเต็ม ๆ นะครับ

(นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านนายกรัฐมนตรีครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

คือเมื่อสักครู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูด เมื่อสักครู่ผมไม่ติดใจเลยครับ แต่กรณีที่ท่านทำ ดิสคริมิเนชัน (Discrimination) โดยระบุว่าผู้หญิงก็มีปัญหา คือการโฟกัส (Focus) ที่เพศผู้หญิงอย่างเดียวและการกล่าวโทษปัญหาไปที่ผู้หญิงคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ควรทำครับ ผมขอให้ท่านถอนครับ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม

ผมถอนคำพูดว่า ผู้หญิง แต่ผมคงไม่ถอนทั้งหมดนะ เพราะคำว่า ผู้หญิง คือสังคมผู้หญิงที่ถูกละเมิด ผู้หญิงที่ถูกนำมาเป็นสินค้า ผมต้องดูแลเขาอย่างไร เข้าใจไหมครับ ต่อไปครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้มีการเรียก ประชุมรัฐสภาเพื่ออภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองอันเนื่องมาจากการชุมนุมของ ประชาชนกลุ่มหนึ่ง ขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งพรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน และสมาชิก วุฒิสภาทุกท่านที่เสนอความเห็นชี้แนะทางออกให้กับรัฐบาลตลอดในการประชุมทั้ง ๒ วัน เรื่องใดที่ทำ ได้ทำแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ผมและรัฐบาลขอนำแนวทางปฏิบัติ ให้เกิดความเป็นจริง เรื่องไหนแม้จะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ หรือมีข้อจำกัด หรือเป็นข้อคิด เป็นคำเตือนผมก็จะขอรับไว้พิจารณานะครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมห่วงมากที่สุดมีอยู่ ๒ เรื่อง

เรื่องแรก ผมมีความเป็นห่วงประเทศชาติของเราเหมือนที่ท่านเป็นห่วง ว่าจะเป็นอย่างไร จะเดินทางไปทางไหนในสถานการณ์เช่นนี้ ประเทศไทยของเราประสบ ความสำเร็จอย่างสูงในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ต่ำ ผู้เสียชีวิตจำนวนน้อยมาก จนได้รับคำยกย่องอย่างที่กล่าวมาแล้ว มีหลักฐานสถิติเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเราทำได้ดีมากเพียงใด ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากระบบ การสาธารณสุขพื้นฐานที่เข้มแข็ง มั่นคง ซึ่งเราได้สั่งสมมายาวนานจากคนรุ่นเก่าพัฒนา อย่างต่อเนื่องโดยคนรุ่นต่อมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน และที่สำคัญที่สุดก็คือพวกเราคนไทยทุกคน ที่มีความสมัครสามัคคีร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันกับความสำเร็จ ในการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) ของเรา ซึ่งเป็นเรื่องที่ พวกเราควรจะต้องภาคภูมิใจและจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย อย่างไร ก็ตามไม่ว่าเราจะทำดีเพียงใดเรายังคงต้องระมัดระวัง เพราะว่าทุกภูมิภาคของโลกยังคง มีการแพร่ระบาดมากอยู่ เพราะฉะนั้นทุกคนก็ต้องไม่ตกอยู่ในความไม่ประมาท อย่าคิดว่า มี ๐ คน หรือมี ๕ คน แล้วมันปลอดภัยแล้วคงไม่ใช่ตัวนั้นนะครับ อยู่ที่เราสามารถจะรองรับ การแพร่ระบาดเหล่านั้นได้มากน้อยเพียงใด ถ้าซูเปอร์ สเปรเดอร์ (Super Spreader) มาก ๆ ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน ก็ฝากไว้ด้วยแล้วกันขอให้ระมัดระวังให้มากที่สุด ผมห่วงใย ไม่ได้ข่มขู่ ผมห่วงเพราะผมรักท่าน ผมรักท่านผมจึงห่วงท่าน ห่วงประชาชนทุกคน การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง ทั้งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย ในฐานะที่เราอยู่ตรงกลางเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เราถูกรุมล้อมด้วยสถานการณ์รอบบ้านและจากสถานการณ์ต่าง ๆ ของภูมิภาคโลกอื่น ๆ อีกด้วย รัฐบาลได้พยายามดำเนินการทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน แก้ปัญหาการว่างงาน การจ่ายเงินเยียวยา การกระตุ้นการท่องเที่ยว การเพิ่มพลังซื้อ เป็นมาตรการระยะสั้นเท่านั้น ที่จะประคองเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนเดินหน้าไปให้ได้ ไม่ใช่ต้องการไปสนับสนุนผู้ประกอบการ เพียงแต่ต้องการให้ผู้ประกอบการนั้นไม่ยกเลิกการจ้างงานนั่นคือความคิดหลักคิดของรัฐบาล นะครับ เราไม่สามารถจะให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่ากัน น้อยกว่ากันได้ ก็ต้องพิจารณา ตามลำดับความเร่งด่วน ตามความเหมาะสมเราดูแลคน ๖๐ ล้านคน ไม่ใช่ดูแลเฉพาะกลุ่ม กลุ่มโน้น กลุ่มนี้ ดูทุกกลุ่ม แล้วเราก็คาดว่าเมื่อวัคซีนสามารถจะผลิตออกมาได้ เราก็พร้อม ที่จะผลิตใช้ในบ้านของเราและในอาเซียนของเราเพื่อจะควบคุมการระบาดได้ และเศรษฐกิจ ทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวในกลางปีหน้า

ท่านประธานครับ เศรษฐกิจไทยหลายคนบอกว่ามันแย่ แต่ท่านต้องติดตาม อย่างเป็นธรรมท่านก็เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มก้าวเดินขึ้นอย่างช้า ๆ ช้า ๆ นะครับ มันเร็ว ไม่ได้อยู่แล้ว ที่ลดลงก็มีหลายอย่างที่ลดลงในอัตราที่ช้าลงกว่าเดิมนะครับ ความหมายก็คือ ลดลงอยู่แล้วล่ะ อย่างไรมันก็ตก แต่มันตกช้าลงไปเรื่อย ๆ แสดงว่าหลายอย่างมันก็เริ่มดีขึ้น แต่ถ้าจะถามแม่ค้า พ่อค้า ตลาด ตั้งแต่ทั่วไป แน่นอนในเมื่อคนออกมาน้อยลง นักท่องเที่ยว มาน้อยลง เขาต้องรายได้ตกแน่นอน วันนี้รัฐบาลมีมาตรการเสริมเข้าไป แม่ค้าต่าง ๆ ก็สามารถขึ้นทะเบียนได้ รัฐบาลก็ซับซิไดซ์ (Subsidize) เงินลงไปเพื่อให้เกิดการหมุนเวียน ในระบบ ผมคิดว่าเป็นวิธีการที่น่าจะถูกต้องนะครับ

วันนี้ผมอยากให้ท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาย้อนนึกไป เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมากับเวลานี้นะครับ ความรู้สึกตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกันไหมล่ะครับ ตอนนี้เราสามารถจะเดินทางไปไหนมาได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องถูกล็อกดาวน์ (Lockdown) เหมือนอีกหลาย ๆ ประเทศ ล็อกดาวน์ (Lockdown) แล้วล็อกดาวน์ (Lockdown) อีก ผมไม่อยากจะกลับไปสู่เวลานั้นอีก ผมเห็นใจประชาชนผู้มีรายได้น้อย หลายคนอาจจะไม่เดือดร้อนนะครับ สัปดาห์ที่แล้วนั้น เราก็มีมาตรการเพิ่มเข้ามาอีก อย่างที่บอกไปแล้วประเทศไทยเป็นศูนย์แห่งการท่องเที่ยว ศูนย์แห่งความไว้วางใจในเรื่องของความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุข เรามีนักท่องเที่ยวจีน ที่ถือวีซ่า (Visa) พิเศษ ๔๑ คน เดินทางมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีการคัดกรองมาจาก ต้นทาง มีใบแพทย์นะครับ ตามหลักการมาตรฐานโควิด (COVID) ของเรา ป้องกันโควิด (COVID) ของเราเป็นกลุ่มแรกในรอบ ๖ เดือน มีรัฐมนตรีต่างประเทศมาเยือนประเทศไทย เป็นครั้งแรก เมื่อวานนี้มีมาอีก ๑๐๐ คน และจะทยอยมาเรื่อย ๆ เราเปิดประเทศได้แล้ว ครับ แต่เราต้องเปิดอย่างระมัดระวัง ค่อย ๆ แง้ม ค่อย ๆ เปิด ไม่ใช่ผลีผลาม เพราะท่านก็ บอกแล้วว่าสุขภาพและเศรษฐกิจมีความสำคัญเท่าเทียมกัน แล้ววันนี้จากข้อมูล จากกระทรวงการต่างประเทศก็มีผู้ที่เสนอความต้องการทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ มีความต้องการเข้ามาประเทศไทยอีกเป็นพันเป็นหมื่นรายนะครับ เข้าคิวรอที่จะมาประเทศไทย ซึ่งเราจำเป็นต้องจัดเที่ยวบิน มีการเจรจา มีการพูดคุย โดยเฉพาะประเทศที่มีความเสี่ยงน้อย เราคงรับทุกประเทศมาไม่ได้ ความสำเร็จที่คนไทย ๖๐ ล้านคนช่วยกันสร้างขึ้นใน ๖ เดือน ที่ผ่านมา จะทำให้เราสามารถจะประคับประคองประเทศของเราให้เดินต่อไปได้ แต่ท่านประธานครับสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา ผมไม่โทษเขา แต่ผมโทษว่ามีอะไรหรือเปล่าผมไม่ทราบ หลายคนก็อาจจะทราบ ก็บอกผม ด้วยแล้วกันนะครับ ผมอาจจะทราบไม่เท่าท่าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันอาจจะส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจที่กำลังขับเคลื่อนในเรื่องของความเชื่อมั่น ในเรื่องของความเดือดร้อน ผู้ประกอบการ บรรยากาศเศรษฐกิจในช่วงปลายปีที่กำลังอาจจะดีขึ้นจะถูกกดทับ ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่เราจะต้องหาวิธีแก้ไขกันให้ได้นะครับ วันนี้เราได้มีมาตรการ ผ่อนคลายอีกหลายอย่างด้วยกัน ถ้าท่านฟังท่านก็จะเข้าใจ ถ้าท่านไม่ฟังท่านก็ไม่เข้าใจ ท่านก็โจมตีรัฐบาลอยู่เรื่อยไปร่ำไปนะครับเป็นเรื่องธรรมดา ผมรับได้

เรื่องข้างต้นนี้นำมาสู่ความห่วงใยเรื่องที่ ๒ ที่ผมกล่าวก็คือความแตกแยก ในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันครอบครัว ความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่าง คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ซึ่งไม่ควรจะแยกออกจากกัน ก็คือพ่อแม่ พี่น้องกันทั้งสิ้นนะครับ ประเทศไทยนี้เราเคยพูดกันว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่เป็นครอบครัวใหญ่ที่อยู่อาศัยกันมา ยาวนานในแผ่นดินนี้ เราเคยรักกัน เคยเอื้อเฟื้อกัน เคยเคารพซึ่งกันและกัน ผมไม่อยากให้ รากฐานทางวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศแตกร้าวเสียหายไป เพราะความไม่เข้าใจระหว่าง คนแต่ละรุ่น

ผมขอพูดถึงเรื่องสำคัญอีกอันหนึ่งซึ่งผมกล่าวไปบ้างแล้วในสังคมทั่วโลก ที่ประสบอยู่ขณะนี้ ผมพูดถึงทั่วโลกนะครับ คือเรื่องกลุ่มที่ถูกชักชวนในโลกโซเชียล มีเดีย (Social media) มีข้อมูลให้สืบค้นอยู่มากมายพอสมควร วันนี้โลกโซเชียล มีเดีย (Social media) ทุกการติดต่อสื่อสารจะมีการถูกบันทึกและถูกกลุ่มคนที่นำไปใช้ในการจัดเป็น อุปนิสัยของเรานะครับ เขาจะมองเขาจะจัดกลุ่มให้ทั้งหมดว่านิสัยของคนเสพโซเชียล (Social) นั้นเป็นอย่างไรแต่ละคนนะครับ เหมือนที่พ่อแม่คุยกับลูก พ่อแม่ก็จะรู้จักอุปนิสัย ของลูก ลูกก็จะรู้จักอุปนิสัยของพ่อแม่ ในวันที่เราติดต่อสื่อสารในโลกโซเชียล มีเดีย (Social media) มากขึ้นจะมีคนที่รู้จักอุปนิสัยของเรามากกว่าคนที่เรารักและคนที่รักเรา อุปนิสัย เหล่านี้จะถูกจัดรวบรวมและมีกลุ่มหนึ่งเสมอที่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะถูกนำมาใช้ ประโยชน์โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางของเรา ซึ่งอาจจะยังไม่เคยรับข้อมูลใด ๆ มาก่อนเลย กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ จะเห็นว่าการวิเคราะห์และป้อนข้อมูลเฉพาะทางเพื่อให้เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมไปตามที่อีกฝ่ายต้องการโดยไม่รู้ตัว อ่านได้ โพสต์ (Post) ได้ ฟังได้ แต่อย่าเพิ่งเชื่อ ทุกอย่างที่เห็นทุกอย่างที่ฟัง ท่านต้องมีสติปัญญา มีภูมิคุ้มกันที่ดีในการที่จะตรวจสอบ คัดกรองด้วยตัวของท่านเองนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาไปยังเพื่อนสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ประชาชนคนไทยทุกคน ขอให้ท่านสนใจในเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ ขณะนี้ก็มีตัวอย่างให้ศึกษาในเรื่องนี้อยู่มากมายตามที่ผมกล่าว ไปแล้วนะครับ เพื่อที่จะเข้าใจได้ว่ากลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม สามารถนำข้อมูลของคน กลุ่มเปราะบางไปใช้ประโยชน์ในการปรุงแต่งความคิดความนิยมได้เสมอ ไม่คุ้มกันหรอกนะครับ เราจะมาเสียใจทีหลังกับการกระทำวันนี้ในวันข้างหน้าไม่คุ้มนะครับ ก็ขอให้ระมัดระวัง ในการที่จะนำข้อมูลประเทศของเราไปแพร่ที่ต่างประเทศ ผมได้รับข้อมูลจากนักข่าวข้างล่าง จากปรากฏการณ์เมื่อสักครู่ว่ามีเบื้องหลังอยู่พอสมควรเหมือนกัน แต่ผมจะไม่กล่าวถึง ลองดู ก็แล้วกันว่าภาพแพร่ไปที่ไหนบ้าง ก็เสียใจมันไม่เคยเกิดขึ้นในสภาของเรามาก่อน รัฐบาล มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรับฟังความคิดเห็นจากคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย แล้วก็ยินดีที่จะฟัง ข้อเรียกร้อง และพร้อมจะร่วมมือกันแก้ปัญหา แต่ทุกคนต้องตระหนักด้วยว่าเราต้อง ไม่ไปลิดรอนสิทธิของคนอื่น ตลอดจนความคิด ความเชื่อที่แตกต่างของแต่ละคน ไม่ว่าจะ แง่มุมด้านวัฒนธรรม จารีตประเพณี ค่านิยม และความศรัทธา ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญก็คือเรายังคง ต้องคำนึงถึงคนส่วนใหญ่เป็นหลัก นี่เป็นเรื่องปกติภายในหลักการประชาธิปไตยที่ผมเชื่อว่า ทุกฝ่ายคงเข้าใจดีอยู่แล้วนะครับ

ในเรื่องของการประชุมวิสามัญในครั้งนี้ผมเห็นด้วยหากจะมีการตั้งคณะทำงาน ศึกษาแนวทางที่เสนอมาจากในรัฐสภา ๒ วันมานี้ นำไปสู่การพูดคุยหาทางออก โดยเอา ทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาล รัฐสภา ผู้เห็นต่าง หรือผู้ที่อะไรก็แล้วแต่ก็คุยกัน ให้รู้เรื่องแล้วกัน จะได้นำมาสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง ไม่อย่างนั้นก็นั่งเปล่า ๆ ในห้องนี้ ก็ว่ากันไปว่ากันมา มันจะต้องนำสู่การปฏิบัติให้ได้ แล้วไปหามาก็แล้วกันใครจะมาร่วม เพราะผมก็ยังกังวลอยู่ว่าจะไปพูดกับใคร จะเจรจากับใคร เพราะไม่มีใครเป็นหัวหน้า ทุกคนเป็นหัวหน้าหมด คงจะต้องหาสถานที่กว้าง ๆ หน่อยก็แล้วกันนะครับผมว่า แต่ผมคิดว่าทำได้ ผมพูดให้มันหายเครียดเท่านั้นเอง ข้อเรียกร้องใด ๆ ของผู้ชุมนุมที่เห็นว่า สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ที่เขาไม่ได้ออกมาชุมนุม ผมยินดีจะรับ ไปดำเนินการ ถ้าข้อเรียกร้องใดที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความต้องการของประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศนี้ผมขอสงวนสิทธิ ผมเล่าให้ฟังทั้ง ๒ ฝ่าย เมื่อวานนี้ในเรื่องของ การลาออกอะไรออก การแก้ไขรัฐธรรมนูญมันก็อยู่ในขั้นตอนของมันอยู่แล้ว และเป็นหน้าที่ ของรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้มีหลายท่านโยนกลับมาที่ผมอีก การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของใคร เป็นเรื่องของสภา ผมก็สนับสนุนในฐานะรัฐบาลฝ่ายบริหาร เขามีอยู่ ๓ ฝ่ายไม่ใช่หรือ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และยุติธรรม ตุลาการ หน้าที่ใคร หน้าที่ใครก็ทำ ร่วมมือกันได้ก็ร่วม เท่านั้นเอง ผมไม่ไปบังอาจก้าวล่วงกับท่านนะครับ และดูสิว่ามันจะจบง่ายหรือไม่ง่าย มันจบได้หรือไม่ได้ ผมไม่เคยยึดติดกับตำแหน่ง หลายท่านบอกว่าผมอยากอยู่ยาว อยู่นาน ก็ต้องไปถามคนพูด ท่านไปถามคนร่างรัฐธรรมนูญโน่น เพราะผมไม่ได้เป็นคนร่าง ผมคิดว่า ทุกคนก็ปรารถนาดีทั้งหมดนั่นละ บางครั้งท่านก็พูดด้วยอารมณ์ของท่านไปบ้างอะไรไปบ้าง ท่านก็เอามาไล่ผมทุกวันอยู่นี่ ท่านให้ความเป็นธรรมกับผมบ้างนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผมจะไม่ตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อหนีปัญหา ผมจะไม่ละทิ้งหน้าที่โดยการลาออกในยามที่ ชาติบ้านเมืองมีปัญหา เหมือนคนที่เพิ่งฟื้นไข้ หรือเหมือนคนอื่น ๆ ที่หนีปัญหาในยามที่ ทุกคนต้องช่วยกันประคับประคองให้ก้าวเดินไปข้างหน้า ผมยังคงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ยังรอรับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งว่างงาน ช่วยเหลือผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) สินค้าเกษตร การบริหารจัดการน้ำ นอกนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหลายคน บอกว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ใช้เงินอย่างเดียว ผมถามว่าถนนหนทาง รถไฟ รถไฟฟ้า เกิดขึ้นสมัยไหน ก่อนหน้านั้นทำแค่ไหน มีกี่สาย มีกี่เส้น หนี้สาธารณะมันควรจะต้อง เพิ่มขึ้นไหม แต่เพิ่มขึ้นแล้วประชาชนมีความสุขใช่ไหม เรามีกำลังที่จะดำเนินการได้เราก็ทำ ก่อนหน้านั้นงบประมาณก็ไม่ห่างกันมากนักหรอกครับ หนี้สาธารณะก็ไม่ได้ห่างกันมาก ๔๐ กว่าเหมือนเดิม วันนี้มันเพิ่มขึ้นเพราะอะไร เพราะการกู้เรื่องโควิด (COVID) กู้เพื่อดูแลประชาชน ท่านก็ มายกว่ารัฐบาลนี้กู้หนี้มาก ๔-๕ ปีมาแล้วไปดูตัวเลขสิครับ หนี้สาธารณะมันก็คงสภาพอยู่ อย่างนี้ ๔๐ ๔๑ ๔๓ ท่านจะเอาตัวเลขที่มันมั่ว ๆ มาพูด ผมไม่ใช่คนที่ฟังคนมาเพ็ดทูล อย่างเดียว ไม่มีหรอกครับ ใครมาอย่างนั้นผมด่าไล่กลับไปทุกคนนั่นล่ะ เพราะผมอ่านเองได้ สงสัยผมก็เรียกมาถาม ตัวเลขมันเป็นอย่างไรมันใช่หรือเปล่า ผมไม่ได้บริหารงานอยู่บน หอคอยอย่างที่ท่านคิด เรื่องรัฐธรรมนูญนั้นมีจุดยืนอยู่แล้วนะครับ ก็ได้ชี้แจงในรัฐสภาไปแล้ว เมื่อวานนี้นะครับ การได้ชัยชนะกันท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเมืองคุ้มค่ากันไหมครับ คุ้มค่ากันไหมผมถามซิ มันจะไม่เหลืออะไรอีกเลย สิ่งที่ท่านคาดหวังว่าท่านจะเปลี่ยนแปลง ดุลแห่งอำนาจ เปลี่ยนแปลงอำนาจเปลี่ยนอะไรมันจะไม่เหลือให้ท่านแม้แต่น้อยนิด สงสาร ลูกหลานประชาชน เยาวชนที่ท่านว่าท่านห่วงท่านรักเขานั่นน่ะ ท่านคิดถึงเขาบ้างหรือเปล่า ท่านจะเอามาขับเคลื่อนทางการเมืองไปด้วย เอาล่ะนะครับ เจ็บท้องแล้ว ผมก็ฟังท่าน ท้องขึ้นมา ๒ วันแล้วนะ ขอให้ผมได้พูดบ้างก็แล้วกัน ผมพูดน้อยที่สุดอยู่แล้วครั้งนี้ แล้วก็พูด อย่างอะไรล่ะ สุภาพที่สุดแล้วพร้อมรอยยิ้ม ไม่โกรธเคืองใคร โกรธก็เท่านั้นน่ะ ใช่ไหม โมโหใครก็เท่านั้น ไปให้ร้ายใครก็เท่านั้น พระท่านสอนว่ามันจะกลับไปที่ตัวผมเอง ไม่มี ความสุข กรรมใดใครทำใครก่อก็รับไป จะทำบุญทำกุศลก็ไม่มีใครช่วยได้นอกจากต้องทำ ด้วยตัวเอง

ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกและพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนนะครับ ผมได้ทำหน้าที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อร่วมมือกับทุกฝ่าย ทุกอย่างเพื่อจะเดินหน้า อย่างเต็มความสามารถเพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เดินต่อไปจนกว่าจะไม่มีโอกาสได้ทำ ตอบชัดไหมครับ ทางนี้พยักหน้า ทางโน้น ขอบคุณนะครับ ขอขอบคุณทุกท่านนะครับ ขอบคุณที่ใช้เวลา ๒ วัน ก็ขอให้ใช้เวลา ๒ วัน เรื่องข้อมูลทั้ง ๒ วันนี้ใช้อย่างเป็นประโยชน์ เพื่อจะนำไปสู่การปฏิบัติให้ได้อย่างแท้จริงแล้วก็สร้างความเข้าใจกับบรรดาเยาวชนลูกหลาน ของท่าน ไม่ใช่ลูกท่าน ไม่ใช่หลานท่าน แต่ท่านต้องห่วงลูกหลานคนอื่นเขาด้วย ถ้าลูกหลาน ท่านไม่ได้ไป ท่านก็ห่วงลูกหลานคนอื่นที่เขาไปด้วย นั่นล่ะครับคือคนไทย อย่าทำอะไร ที่มันเกิดความเสียหายกับชาติบ้านเมืองนะครับ สิ่งที่ระมัดระวังที่สุดก็คืออย่าเอาต่างประเทศ เข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจการในประเทศไทย เรามีอธิปไตยแผ่นดินของเรา อย่าเอาเขาเข้ามา มันอันตรายที่สุดเลย ช่วงนี้เป็นช่วงของการขั้วอำนาจกันอยู่ มันไม่ใช่มีปัญหาเฉพาะเรา อย่างเดียว ก็ขอเตือนไว้เท่านั้นเอง เมื่อสักครู่มีเหตุการณ์น่าตกใจเกิดขึ้น ผมไม่ได้กล่าวอ้าง ใครนะ ขอพูดหน่อยเถอะ เมื่อสักครู่นี้มีนักข่าวข้างล่างเขาแจ้งมาเขาบอกมีการเตรียมไว้แล้ว ช็อต (Shot) เด็ด เพื่อจะเตรียมแพร่ไปสู่เวทีโลก เลือดตกยางออก ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีครับ

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านที่ประธานที่เคารพคะ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากนครปฐมค่ะ ดิฉันขอประท้วงท่านประธานข้อ ๔๕ นะคะ ท่านประธาน ได้ปล่อยให้ท่านนายกรัฐมนตรีพูดใส่ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุมนะคะ โดยที่บอกว่าเอาต่างชาติเข้ามา เกี่ยวข้อง การกล่าวหามีคนต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องนี่

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขอประท้วง

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านมีหลักฐานอะไรคะ ท่านพูดอย่างนี้ท่านมีหลักฐานอะไรบ้างให้ท่านเอามาแสดงค่ะ

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

มันไม่เป็นธรรมกับผู้ชุมนุมนะคะ แล้วอย่าชี้หน้านะคะ

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ผมขอประท้วง

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

โอเค (OK) ครับ ขอโทษครับ ผมไม่ยุ่งกับท่านดีกว่า

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านประธานครับ ผม นิโรธ ขออนุญาตประท้วงครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ผมวินิจฉัยเองครับว่า การประท้วงนั้นไม่มีอะไรผิดข้อบังคับนะครับ

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ผมขอ อนุญาตประท้วงท่านที่ประท้วง ข้อ ๔๕ วรรคสองครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

เพราะรู้สึก ว่าความแตกแยกงานการสร้างความแตกแยกจะเป็นงานของท่านนี้เลยโดยเฉพาะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อันนี้ละครับ

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ข้อ ๔๕ วรรคสองครับท่าน ความแตกแยกคืองานของท่านโดยเฉพาะเลยครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านนิโรธถอนด้วยครับ

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ขอบคุณมาก ท่านประธานครับ

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะพาดพิงค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านนิโรธ ถอนด้วยครับ

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอให้ถอนคำพูดด้วยนะคะ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถอนด้วยครับ อย่าไปกล่าวหาเขา ที่เขาประท้วงมาก็ผมตัดสินแล้วครับว่าไม่มีอะไรที่ผิดข้อบังคับครับ ท่านนิโรธไปกล่าวหาเขา ถอนด้วยครับ ใส่หน้ากากพูดก็ได้ครับ ถอนด้วยครับ

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ก็เพื่อ ความปรองดองนะครับ เพราะว่าท่านประธานก็มีดำริแล้ว ท่านประธานวิป ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ดำริว่าจะให้ตั้งกรรมการเพื่อสร้างความปรองดองพูดคุยกันหลาย ๆ ฝ่ายนะครับ ผมก็จะขอ อนุญาตถอน ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องถอนคำพูดด้วยค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่ต้องถอนครับ

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ที่บอกว่าเอาต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

จบครับ

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

นี่ละครับ ขอประท้วง ข้อ ๔๕ วรรคสอง ต่อครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

จบครับ

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

อันนี้ไม่ใช่เรื่องขำนะคะท่านประธาน ดิฉันขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี

นายนิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ก็มันไม่ตลกเลย ความแตกแยกคืองานของเธอโดยเฉพาะ

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ถอนคำพูดว่าผู้ชุมนุมเอาม็อบ (Mob) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยค่ะ ถ้าท่านไม่มีหลักฐานนะคะ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

จบครับ

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เอาต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าท่านไม่มีหลักฐานแสดงในวันนี้ขอให้ท่านถอนคำพูด ไปก่อนนะคะ เพราะไม่เป็นธรรมกับผู้ชุมนุมที่ไม่อยู่ในที่นี้ค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คือถ้าพูดไม่ฟังก็ขออนุญาตปิดเสียงนะครับ นายกรัฐมนตรีไม่ได้มีอะไรผิดข้อบังคับครับ เพราะฉะนั้นการประท้วงนั้นไม่มีผลครับ ท่านสมาชิก ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะเรียนพวกเรา เชิญครับ

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ (๒)

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อนุญาตครับ

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ผมเป็นคนเดียว ที่เลือดตกยางออก และถูกกล่าวหาว่าเป็นการจัดฉากระดับโลก ผมเรียนท่านประธานครับว่า ผมจะไม่พูดอะไร และไม่ประท้วง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีนะครับ แต่ว่าที่ท่านนายกรัฐมนตรี พูดไว้ครับ กมฺมุนา วตฺตติโลโก นะครับ ใครที่สร้างบาปให้ประเทศชาติก็ขอให้รับกรรมนั้นไปครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ จบครับ จบเลยครับ

นายสิระ เจนจาคะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

รบกวน ท่านประธานตรวจอาวุธผู้อภิปรายด้วยนะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มีดผ่าผลไม้

นายสายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณสายัณห์ครับ ประท้วงเรื่อง

นายสายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานครับ ผมว่าถึงเวลาที่จะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕๐ แล้วครับ ในกรณีที่ประธาน พิจารณาเห็นว่าอภิปรายพอสมควรแล้ว จะขอให้ที่ประชุมวินิจฉัยว่าปิดสภาก็ได้ครับ ขอบคุณครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่มี ไม่ต้องรับรองครับ

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานครับ ผมเสียหายครับท่าน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมไม่ติดใจเรื่องที่ ใครมาประท้วงผมว่าพกอาวุธเข้ามา ขอให้ไปถามแม่บ้านชงกาแฟข้างหน้านะครับ และจริง ๆ แล้วนี่ถ้าแน่จริงก็มากรีดอย่างผมสิครับ ผมทำเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหลานเราต้อง เลือดตก

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พอครับ จบแล้วครับทุกฝ่าย ก่อนที่จะ ปิดประชุมนะครับ ขอเรียนพวกเราถึงเหตุการณ์สั้น ๆ นิดเดียวครับว่าสิ่งแรกก็คือต้องขอบคุณ พวกเราที่ให้ความสนับสนุนในการเปิดสมัยวิสามัญ ถ้ามีความเห็นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยผมก็ จะไม่ขอไปที่ท่านนายกรัฐมนตรี แต่ว่าสิ่งที่ต้องยอมรับก็คือว่าเมื่อเราทำหนังสือแจ้งไป กราบเรียนท่าน ความจริงท่านอาจจะบอกเห็นด้วยให้เราเข้าชื่อกัน ผมไม่แน่ใจว่าเราจะ หาชื่อได้ตามที่เราต้องการหรือไม่ เพราะฉะนั้นก็ต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ในที่สุด ท่านรับไปเอง คือกราบบังคมทูลเพื่อมีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญมันทำให้ เราสามารถประชุมกัน ๒ วันนี้ได้ อันนี้ต้องขอบคุณทั้งฝ่ายพวกเราทุกพรรคการเมืองนะครับ แล้วก็รัฐบาลที่ให้ความสนับสนุน ผมต้องเรียนว่ามาตรา ๑๖๕ นั้นก็คือฟังความคิดเห็น ขอความเห็นในกรณีที่เป็นการบริหารราชการแผ่นดินที่สำคัญ ซึ่งแน่นอนความเห็นที่ออกมา ทั้งหมดนั้น บางอย่างก็ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง แต่ว่าถ้าเราระลึกว่าความเห็นที่แตกต่าง โดยสิ้นเชิงนั้นก็ไม่ก่อให้ความรุนแรงในทำนองประทุษร้ายซึ่งกันและกัน เพราะในสภานี้ก็เป็น ที่ที่เราสามารถหาข้อยุติบางอย่างได้ และที่มาทั้งหมดที่เราต้องทำเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะเราเป็น ผู้ที่กังวลฝ่ายเดียว คนที่กังวลมากกว่าเราคือประชาชน ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกที่เสนอ ความเห็นนี้มาจากความลำบากใจและทุกข์ใจของพี่น้องประชาชนที่ไม่รู้ว่าประเทศไปทิศทางไหน เราได้ยินคำถามเหมือนที่ผมได้ยินครับ มันจะไปอย่างไร บ้านเมืองจะไปอย่างไร ไม่มีใคร ตอบอะไรได้เชียวหรือ เพราะฉะนั้นสภาของเราต้องหาทางออกที่บรรเทา ผมไม่เคยใช้คำว่า เราแก้ปัญหาทั้งหมดนะครับผมใช้คำว่าเราจะบรรเทาลดปัญหาลงในระดับหนึ่ง วันที่เรา ประชุมว่าเราจะประชุมกันนานเท่าไร ถ้าเพื่อนสมาชิกที่เข้าประชุมจำได้ ท่านสุทินจำได้ มีคนบอกว่าอย่าเปิดเลยอย่างดีก็ออกมาด่ากัน แต่น่าดีใจว่าในวันนั้นมีพวกเราส่วนใหญ่ บอกว่าอันนี้ขึ้นอยู่ที่วุฒิภาวะของสมาชิก และผมก็ได้เห็น ๒ วันว่าพวกเราส่วนใหญ่ มีวุฒิภาวะรับผิดชอบในการอภิปราย อะไรที่ข้อบังคับห้ามไว้ชัดเจนที่จะไม่ให้พูดถึง โดยไม่จำเป็น ผมทราบดีว่าพวกเราอยากจะพูด แต่เห็นด้วยว่าเราอย่าซ้ำเติมปัญหาบ้านเมืองเลย เรามาช่วยกันลดปัญหาลงมาซึ่งเราก็ทำได้ในระดับหนึ่งนะครับ

ส่วนข้อเสนอที่ท่านวิรัชเสนอ ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นด้วยนั้น ผมเรียนว่า เป็นเรื่องนอกเหนือจากมาตรา ๑๖๕ แต่เราจะรับไปหารือกันอีกทีหนึ่งจากพวกเราทุกฝ่าย ทั้งพรรคการเมืองทุกพรรค แล้วก็วุฒิสมาชิก รวมทั้งบุคคลภายนอกว่าเราจะดำเนินการ ข้อเสนอนี้ด้วยวิธีอะไรถึงจะเกิดผลสำเร็จจริง ๆ ผมขอขอบคุณทุกฝ่ายไว้ในโอกาสนี้ครับ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

เรื่องเสนอใหม่ ไม่มี

เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

ก่อนปิดประชุม ผมขอให้เลขาธิการรัฐสภาอ่านพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมวิสามัญแห่งรัฐสภา ๒๕๖๓ ขอเชิญท่านสมาชิกยืนขึ้นครับ

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ)
นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

“พระราชกฤษฎีกา

ปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา

พ.ศ. ๒๕๖๓

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ

พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓

เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ นั้น บัดนี้ สมควรที่จะให้ปิดประชุม สมัยวิสามัญแห่งรัฐสภาดังกล่าว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุม สมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี”

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญนั่งได้ครับ ขอบคุณครับ ผมขอถือโอกาสนี้ขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณรัฐบาล แล้วก็ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ที่ใช้เวลา ๒ วันเต็มที่ ขอบคุณล่ามมือ ขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอบคุณพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงที่เลือกเรามาทำหน้าที่ ผมขอให้พี่น้องทั้งหลายได้มีโอกาสได้รับติดตามภารกิจของสภาและสนับสนุนแนวทาง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในระบอบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดไปนะครับ ขอขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ ผมขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๒๒.๐๒ นาฬิกา