สงวน พงษ์มณี วิพากษ์วิจารณ์ความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองที่ลึกซึ้ง โดยชี้ว่าอำนาจรัฐและระบบราชการสร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชน พร้อมเตือนถึงอันตรายจากกระบวนการทางการเมืองที่เลียนแบบอดีตเหตุการณ์รุนแรง และเรียกร้องให้เข้าใจพลวัตใหม่ของสังคมหลังโควิดและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพรรคการเมือง
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมจะพยายามพูดในประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึง ผมจะมองในมิติการแก้ปัญหา ความขัดแย้งว่าผมมองอย่างไร แล้วก็รัฐควรจะทำอะไร ท่านประธานครับ ผมดีใจที่ว่ารัฐบาล ได้นำเรื่องนี้เข้ามาสอบถามความเห็นจากพวกเรา ท่านอ้างถึงว่าเรื่องโควิด (COVID) ถามเรื่องโควิด (COVID) ถามเรื่องการเมือง ผมเป็นนักการเมืองก็จะพูดเฉพาะเรื่องการเมือง เท่านั้นท่านประธานครับ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ที่มองเห็นเราก็มี ที่มองไม่เห็นก็มี แล้วอย่างหนึ่งที่มันสร้างขึ้นมาเหมือนปี ๒๕๑๙ ท่านที่ผมกลัวมาก คือกระบวนการของ อำนาจรัฐปัจจุบันมันเป็นเบ้าหลอม ทำให้คน ๒ กลุ่มที่มีความเห็นต่างกันสร้างความเกลียดชัง ที่สุจริต ทำไมผมพูดประเด็นนี้ ใครไม่เจอแบบผมไม่รู้ครับ ในปี ๒๕๑๙ ผมถูกจับวันที่ ๑๗ อะไรคือความเกลียดชังที่สุจริต เขาเชื่อว่าผมเป็นคนเลวท่านครับ ผมถูกจับใส่กุญแจมือ ขึ้นโรงพัก มีคนรุมถ่มน้ำลายใส่ผมหลายคนมากเลยเพราะเขาเข้าใจว่าเชื่อว่าผมเป็น คนไม่ดี เขาเชื่อว่าผมเป็นคอมมิวนิสต์ เขาคิดว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ผมเลยกลายเป็น ไม่ใช่มนุษย์ วันนี้สังคมเราเจอเรื่องนี้เหมือนกันท่านครับ ยิ่งผมได้ยินในสภานี้ถามถึง ท่อน้ำเลี้ยง ถามถึงอะไรต่าง ๆ ผมยิ่งตกใจท่านประธานครับ เพราะอะไรครับ แสดงว่า คนในสภาแห่งนี้กับระบบราชการถอยห่างจากการเคลื่อนไหวมวลชนข้างนอกคนละทิศ คนละทางเลย ข้างนอกนี่ใครไม่กลัวสุด ๆ พูดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ก็ได้รับการยอมรับ ได้สถานะทางสังคม ข้างในระบบใครกลัวสุด ๆ ขึ้นต่อและปฏิบัติตามผู้บังคับบัญชาสุด ๆ คนนั้นก็จะได้ยศ ได้ตำแหน่ง กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งมันเปลี่ยนไปท่านประธานครับ ที่ผมพูดถึงเรื่องเหล่านี้ผมเพียงแต่จั่วหน้าว่าจะพูดเรื่องอะไรบ้าง ท่านประธานครับ สิ่งที่ ผมบอกว่าความขัดแย้งมีทุกจุด มีทั้งความขัดแย้งระหว่างผู้ที่กำลังเดินขบวนต่อผู้ที่เป็น รัฐบาล อันนี้เรามองเห็น ปรากฏการณ์นี้เกิดอะไรขึ้นเรามองเห็น อะไรไปเพิ่มน้ำหนักให้กับ การขัดแย้งข้างนอก เพราะอะไรครับ โควิด (COVID) ครับ เปลี่ยนพฤติกรรมของคน ความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนไป อยู่บ้านนานมากครับ อยู่กับอะไรครับ อยู่กับโทรศัพท์ แล้วในที่สุดการพัฒนาพลังการผลิต ของดิจิทัล (Digital) มันทำให้มีคนติดต่อกันมีสังคมใหม่ ผมฟังท่านพูด ผมว่าท่านไม่เข้าใจ ข้างนอก ท่านครับ วันนี้มันเกิดการนำรวมหมู่ที่ทุกคนรับผิดชอบตัวเอง ผมเพิ่งมาเห็นตอนนี้ละ เป็นพลังที่น่ากลัวท่านครับ ผมอยากฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีช่วยดูหนัง เรื่องหนึ่งท่านประธานครับ สั้น ๆ เรื่องมังกรสร้างชาติ ฉากสุดท้ายตอนที่เหมาเจ๋อตุง เขาจะยึดอำนาจได้แล้ว ทำไมเขาไม่เป็นประธานประเทศเสียเอง เขาเชิญใครที่เป็นสัญลักษณ์ ของการเป็นประชาธิปไตยมาเป็น เพราะอะไร หลังจากเขาเป็นเกิดอะไรขึ้น มันเกิด กระบวนการเยาวชนเรดการ์ด (Red guard) วันก่อนของการชุมนุมที่ราชประสงค์ ผมเห็น ภาพเด็ก ๒ คนตัวเล็ก ๆ เสื้อขาวกับเสื้อดำ คงเป็นประถมครับ ชูมืออย่างนี้เดินไป ผมขนลุกครับ นี่มันเป็นภาพเหมือนกับประวัติศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้านเราเลย ท่านครับ จั่วหัวเรื่องนี้แค่นี้ ก่อน แต่กลับมาดูว่าความขัดแย้งที่บอกว่ามีอยู่แต่มองไม่เห็น มันจะเห็นเมื่อไร อันหนึ่งจะ เห็นเมื่อยุบสภา คือความขัดแย้งภายในทุกพรรคการเมืองครับ ถ้ายุบสภานี่ข้อจำกัด ๙๐ วันมันไม่มีครับ พรรคหลายพรรคจะต้องแยกตัวไปก่อตั้งพรรคใหม่เพราะระบบ รัฐราชการที่เข้มข้นมันทำให้ระบบในพรรคการเมืองก็เปลี่ยนแปลง ทุกพรรคมีอะไร หลาย ๆ อย่างที่ไม่อยากจะพูด ผมยืนยันว่าจะมีพรรคใหม่เกิดขึ้นในการรวมตัวของ นักการเมืองใหม่ ๆ เกิดขึ้นแน่นอน ท่านครับ ถ้ายึดอำนาจรัฐราชการจะได้เห็นว่าท่านจะเห็น ความขัดแย้งอีกแบบหนึ่ง ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ รัฐราชการนี่นะครับ เขามีหลักการอย่างนี้ ทั่วทั้งหมดของประชาชนนี่นะครับ โดยหลักประชาธิปไตยท่านก็บอกว่ามันเป็นรัฐ ประชาธิปไตยอย่างหนึ่งนะ แต่อำนาจรัฐอยู่ส่วนกลางครับ ประเทศบางประเทศเขาเรียก ระบบอย่างนี้ว่าประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำที่รวมศูนย์ หมายความว่าอย่างไรครับท่านครับ เวลาเรายึดอำนาจไม่ใช่ยึดเพื่อต้องการให้คนของตัวเองเป็นผู้บริหารอย่างเดียวนะครับ เราแย่งกันใช้เงินหลวงซึ่งเป็นเงินของชาวบ้าน เป็นเงินของประชาชน มันมีกระบวนการ เปลี่ยนแปลงการใช้เงินหลวง ๒๔๗๕ เรายึดจากองค์พระมหากษัตริย์ ตอนนั้นมาเป็น คณะบุคคลมาบริหารเงินหลวง จนกระทั่งมีการพัฒนาถึง ๒๔๘๙ ก็มีการยึดอำนาจอีก หลังจากนั้นกระบวนการใช้เงินหลวงเป็นการใช้จากส่วนกลางมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้เงินหลวงขึ้น ตอนนั้นท่านบวรศักดิ์ซึ่งเป็นเลขายกร่างบอกว่า รัฐในขณะนี้ที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต้องเรียกว่าเป็นรัฐของพลเมือง เพราะเงินหลวง จะใช้ตามนโยบายของพรรคการเมือง ใช้มา ๑๐ ปีครับ ยึดอำนาจ ๒๕๕๐ ยึดอำนาจ ๒๕๕๗ เปลี่ยนไม่ใช่ผู้บริหารประเทศ เปลี่ยนการใช้เงินหลวงโดยพรรคการเมือง นโยบาย พรรคการเมือง กลับไปเป็นของส่วนกลาง วิธีการอย่างนี้ประเทศเพื่อนบ้านที่ใหญ่ที่สุด ของภาคเรา ภูมิภาคเรานี่เขาเรียกว่าประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำที่รวมศูนย์ บางคน เขาแปลว่าเผด็จการชนชั้นผู้ใช้แรงงาน ทุกอย่างมาจากส่วนกลางหมด แย่งกันตรงนี้ วันนี้ จนกระทั่งตัวแทนประชาชนไม่มีสิทธิที่จะไปแตะต้องงบประมาณเลย ๒ ปีมานี้หลังจาก ปี ๒๕๖๐ ที่ว่าตัวแทนประชาชนที่อยู่ในสภานี่ สำนักงบประมาณไม่ได้เป็นเลขา ไม่ได้เป็น เลขาท่านประธานครับ นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านครับ กระบวนการเข้าสู่อำนาจวันนี้นะครับ มันเป็นกระบวนการที่แปลกท่าน มันมีการประมูล มันมีการประเมิน อย่างอื่นอธิบายไม่ได้ ท่านประธาน เอากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กฎหมายปกครองท้องที่ประเมินด้วยประชาชน มีการเลือกตั้ง ได้ผู้แทน ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้วนี่ อีก ๕ ปีก็มาประเมินโดยรัฐอีก แต่ถ้า อยากจะเป็นกำนันใช้ระบบประมูล ใครให้อำนาจสูงสุดคนนั้นได้ ใครมีทรัพยากรสูงสุดคนนั้น ได้เป็นครับ ส่วนราชการก็เกิดกระบวนการอย่างนี้ ที่ผมอธิบายหมายความว่ามันห่างจากกระบวนการ ประชาธิปไตยที่เสียงข้างน้อยขึ้นต่อเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากต้องรับฟังความเห็นของ เสียงข้างน้อยหายไปจากระบบของรัฐราชการแล้ว เราใช้อำนาจเป็นกฎหมายจนเคยชิน ทำให้เกิดกระบวนการที่เรียกร้องข้างนอก แล้วเขาเสนอมาทั้งหมดเขาต้องการแก้อุปสรรค ที่จะมาสกัดกั้นการพัฒนาประเทศไทย โดยที่เขาบอกว่าให้ทุกคนมาอยู่ในภายใต้กฎหมาย เดียวกันเหมือนหมวด ๑ ของรัฐธรรมนูญเขียนอย่างไรครับ เขาไม่ต้องการแก้ระบบการเมือง แต่เขาต้องการที่จะปรับโครงสร้างอำนาจให้มาใช้ในกฎหมายเดียวกัน อยู่ภายใต้กฎหมาย เดียวกัน วันนี้รัฐของเราใช้อำนาจเป็นกฎหมาย ไม่ได้ใช้อำนาจตามสารบัญญัติของกฎหมาย ท่านเป็นผู้พิพากษาท่านรู้ดี เราใช้การตีความของฝ่ายการเมืองมาเป็นการบริหารประเทศ มันเลยไม่ใช่เป็นการบริหาร มันเป็นจัดการโดยไม่ต้องบริหาร จัดการเป็นอำนาจเผด็จการ มาบอกว่าบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างไร เพราะคุณจัดการโดยไม่ได้ถามใครเลยวันนี้ เลยแก้ปัญหาไม่ได้ครับ ที่ผมพูดนี่ปัญหาข้างนอกมันมากเหลือเกินท่านประธานครับ แล้วผม จะเสนอท่านอย่างนี้ครับ คนแก้รัฐธรรมนูญได้คือท่านประยุทธ์ท่านเดียว ท่านคุมทุกอย่างได้ ท่านต้องแก้รัฐธรรมนูญตัวอุปสรรคนี้ จะแก้เป็นรายมาตราหรือจะอะไรเข้าไปสภาปุ๊บไม่ต้อง พูดมาก ยกมือ ผม สงวน พงษ์มณี จะบอกว่ารับทุกฉบับ ท่านบอกรับฉบับไหนก็บอกมา คะแนนรวมกันแล้วฉบับไหนตกก็ตก อำนาจหลักอยู่ที่วุฒิสภา ไม่ใช่อยู่ที่พวกผม แก้กันให้หมด วุฒิสภาไม่เอาด้วยก็แก้ไม่ได้ นี่คือหลักการที่เราทุกคนมาที่นี่ ไม่มีใครเข้ามาตรงนี้มีอำนาจ ต่างกัน ผมมาจาก ส.ส. เขต ท่านมาจากการแต่งตั้งท่านก็ถือว่ามาในรัฐธรรมนูญเดียวกัน เรามีสถานะเท่ากันครับ ขอบคุณครับท่านประธาน ผมต้องการให้แก้ปัญหา ท่านแก้ปัญหา ตรงนี้ออกแล้วค่อยลาออกครับ ถ้าไม่ลาออกไม่ออกตอนนี้ก็คิดว่าสวัสดีครับเลย ผมว่านะ ยึดอำนาจก็ถูกจัดการทันทีละ