สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือถึงปรากฏการณ์การชุมนุมที่นำโดยคนรุ่นใหม่ โดยชี้ว่ามีรากฐานจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับความจริง เปลี่ยนวิธีคิด และร่วมกันหาทางออกด้วยสันติวิธี รวมถึงผลักดันการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย โดยเน้นความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจร่วมในสังคมเพื่อรักษาสถาบันในระยะยาวท่ามกลางความท้าทายจากข้อมูลเท็จและแรงกดดันจากทั้งภายในและต่างประเทศ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ในญัตติของการขอฟังความเห็นของรัฐสภาในวันนี้ผมอยากจะเริ่มต้น ด้วยการให้เราได้ยอมรับความจริงว่าในทุกการชุมนุมทางการเมืองยากที่จะจบแบบสวย ๆ หรือแฮปปี้ เอนดิ้ง (Happy ending) ได้ ในการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองในช่วงทศวรรษ ที่ผ่านมาทั้ง ๓ ครั้งจบลงด้วยการรัฐประหารทั้งสิ้น และครั้งนี้ไม่มีใครอยากจะเห็นจุดจบ ของประเทศที่จะต้องเดินไปสู่การรัฐประหารแบบนั้นอีก เนื่องจากในการชุมนุมทางการเมือง แต่ละครั้งนั้นจะต้องมีที่มา ผู้ชุมนุมล้วนแล้วแต่มีชุดความคิด ชุดข้อมูล ชุดความเชื่อ ที่แตกต่างกับที่รัฐมีโดยสิ้นเชิง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดในการแสวงหาทางออกก็คือ การต้องเผชิญหน้ากับความจริง ในปรากฏการณ์ของการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลาที่เกิดขึ้นในช่วงนี้นั้นมีความจริงอยู่ ๒ ข้อ ที่แตกต่างจากการชุมนุมทุกครั้ง ที่ผ่านมาในอดีต นั่นคือ
ประการที่ ๑ กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่คือคนหนุ่มสาว เยาวชน นับตั้งแต่เด็ก ๆ ชั้นมัธยมต้นจนถึงมหาวิทยาลัย แล้วคนซึ่งเพิ่งจบมหาวิทยาลัยไปซึ่งยากที่จะประเมินได้ว่า มีจำนวนเท่าไรกันแน่ เพราะมีทั้งที่ปรากฏตัวและไม่ปรากฏตัว เพราะมีทั้งโลกความเป็นจริง และโลกโซเชียล (Social) ที่ซ้อนทับกัน คนรุ่นนี้อาจจะมีถึง ๒๐ รุ่นที่เขาแสดงความคิด ความเห็นอยู่ในขณะนี้
ประการที่ ๒ ก็คือว่าถ้าเรามองผ่านแกนนำที่พูดจาอยู่ในขณะนี้ มองผ่าน วิธีการพูด มองผ่านวิธีการแสดงออก มองผ่านวิธีการแสดงอารมณ์แรง ๆ ของเขา หรือประเด็นที่สร้างความไม่พอใจ เราก็จะเห็นในความเป็นจริงว่าประเด็น ของการชุมนุมทั้งหลายนั้นมันอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งหรือเปล่า จริง ๆ แล้ว ในใต้ภูเขาน้ำแข็งยังมีอีกหลายเรื่องที่ซ้อนทับกันอยู่ในนั้นและเป็นปัจจัยผลักที่ทำให้ พวกเขาเหล่านั้นแสดงออกอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ในทุกการชุมนุมของคนหนุ่มสาวทั่วโลกในยุคอดีตที่ผ่านมานั้นจะเห็นได้ชัดว่ามันมีความโกรธ เกรี้ยว ไม่พอใจต่อสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคมที่เผชิญอยู่ ความสับสน ความไม่แน่ใจ ที่เกิดขึ้นกับอนาคตของเขา สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นตัวผลักที่ทำให้เขาไปยอมรับแนวคิด ที่ออกมาสู่การชุมนุมและมีการประท้วงต่อการดำเนินการของรัฐอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ บางเรื่องอาจจะเป็นการไม่ยอมรับต่อโครงสร้างทางสังคมบางอย่างที่เกิดขึ้น อย่างที่ หลายประเทศเกิดมาแล้ว แม้กระทั่งความรู้สึกความเป็นประเทศของตัวเอง เรื่องศาสนา เรื่องความเชื่อ หรือแม้แต่กระทั่งการไม่ยอมรับในเรื่องของสถาบันต่าง ๆ จริงอยู่ครับ ที่การปลุกปั่นด้วยแนวคิดทางการเมืองหรือชุดความคิดอาจจะมีผลจริง แต่สิ่งอื่นก็เป็น ส่วนหนึ่งที่เรามองข้ามไม่ได้เช่นเดียวกันว่าเป็นส่วนผลักดันให้ผู้ชุมนุมเหล่านั้นซึ่งเป็นคนหนุ่ม รุ่นใหม่ออกมาแสดงออกอยู่ในขณะนี้ การเสนอทางออกที่เกิดขึ้นในขณะนี้ในสภา ผมมองเห็นแล้วว่าอาจจะมีประเด็นทางออกที่เกิดขึ้นได้ เช่น ๑. การแก้รัฐธรรมนูญที่มี ไทม์ไลน์ (Timeline) ชัดเจน ๒. การเสนอตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์โดยท่านหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ ซึ่งดูเหมือนท่านประธานรัฐสภาและหลายฝ่ายก็ขานรับ เรื่องนี้เป็นเรื่องต้องทำ แต่กระผมมองว่าทั้ง ๒ ประเด็นนี้เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งอาจจะทำให้ สถานการณ์นั้นดีขึ้นเพียงชั่วขณะเท่านั้น แต่การบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น เป็นธรรม และเท่าเทียม อาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งรัฐบาลควรที่จะขบคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะถ้า ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว นั่นจะเป็นปัจจัยผลักที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ พวกเขามีพฤติกรรมการชุมนุมที่รุนแรงมากขึ้นด้วย ในสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนี้ การบังคับใช้กฎหมายอาจจะทำให้สถานการณ์สงบลงชั่วคราวเท่านั้น แต่ถ้ามีสิ่งซึ่งเป็นปัจจัย ผลักที่ผมพูดไปแล้วติดตัวอยู่กับเขา อยู่ที่รุ่นของเขา สถานการณ์นี้จะไม่สงบตลอดไป แต่จะ ปะทุขึ้นมาอีก ทางออกต่อสถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องการทำเพียงเฉพาะหน้าหรือระยะสั้น เท่านั้น แต่ในระยะยาวการครุ่นคิดถึงอนาคตของคนหนุ่มสาวและเยาวชนเหล่านี้ จะทำอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันขบคิดด้วย บางทีโครงสร้าง ทั้งหลายที่อยู่ในปัจจุบันอาจจะไม่ได้รองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือตามไม่ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลง สิ่งหนึ่งที่จะต้องเกิดขึ้นต่อทุกฝ่ายโดยเฉพาะรัฐคือการเปลี่ยนวิธีคิดครับ มันต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องระบบราชการไหม เรื่องการศึกษาไหม ตลอดถึงระบอบการเมือง หรือไม่ ปัญหาเรื่องโครงสร้างทางอำนาจที่มีการพูดกันอยู่ในปัจจุบันที่มีบางคนบอกว่า เป็นระบบราชการรวมศูนย์ ราชการเป็นใหญ่ ประชาชนตัวเล็ก แม้แต่กระทั่ง การวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของทหารในสังคมการเมืองไทยก็เช่นเดียวกัน วัฒนธรรม อำนาจนิยมเป็นประเด็นที่ควรหยิบยกขึ้นมาพูดหรือไม่จากนี้ต่อไปในระยะยาวที่จะเกิดขึ้น กับคนรุ่นใหม่ ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ผูกขาดโดยทุนขนาดใหญ่และนับวันจะขยายตัว มากขึ้น ทำให้คนตัวเล็กต้องถูกทุนขนาดใหญ่กลืนกิน หรือปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องที่ดินทำกิน หรือเรื่องโอกาสทางเศรษฐกิจ เหล่านี้เป็นต้น โจทย์เหล่านี้ใหญ่มาก และถ้าจะแก้ทางออกจากวิกฤติครั้งนี้ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่นั้นจำเป็นต้องคิด เรื่องเหล่านี้ ต้องแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ และต้องมีวิธีการ มีนโยบายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรองรับด้วย ผมคิดว่าโจทย์นี้ทำได้อย่างหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่จะมีการแก้ไข การปรับสมดุลในโครงสร้าง อำนาจจำเป็นครับ เรื่องของการลดการผูกขาดของทุนในเศรษฐกิจไทยโดยการบังคับใช้ กฎหมายอย่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าก็เป็นเรื่องจำเป็นเช่นเดียวกับเรื่อง ความยุติธรรม
เรื่องสุดท้าย ซึ่งผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องมีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึง อย่างจริงจังและเพื่อนสมาชิกบางคนก็พูดถึงแล้ว นั่นก็คือเรื่องข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูป สถาบันสูงสุดหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมคิดว่าเรื่องนี้เราต้องจริงจังในการคิดหาวิธีการ ให้มีการทำความเข้าใจ พูดคุยด้วยเหตุผล เพียงแต่ด้วยในบรรยากาศที่อาจจะสร้าง ความหวาดระแวง ความแตกแยกในขณะนี้อาจจะไม่ใช่เวลาที่พูดคุยเรื่องนี้ แต่โจทย์เรื่องนี้ มันจะยังคงอยู่ต่อไปครับ เราต้องคิดจริงจังเพราะเราต้องแข่งขันกับชุดความคิดที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อสถาบันกษัตริย์อย่างสิ้นเชิงด้วย ซึ่งมาจากทั้งในประเทศ ต่างประเทศ และนำทั้งข้อมูล ที่เป็นจริงและเป็นเท็จมาผสมกัน จนทำให้เกิดความเชื่อที่ยากที่จะไปเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งเหล่านี้ต่างหากครับที่ผมคิดว่า เราจะต้องคิด ผมมีความเชื่อเหมือนคนไทยทั่วประเทศว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งถูก ออกแบบขึ้นมาในสังคมไทยจนมีความผูกพันกับคนไทย เมืองไทยมานานนับเป็นหลายร้อยปี นั้นนี่จะต้องคงอยู่ต่อไป แต่จะต้องคงอยู่ด้วยความคิด ความเชื่อที่ตรงกันของคนทั้งประเทศด้วย ประเด็นนี้เราจึงต้องคิดจริงจังเพราะผู้ชุมนุมที่เป็นคนรุ่นใหม่นั้นอีกไม่เกิน ๑๐ ปีข้างหน้า เขาจะขึ้นมาเป็นกำลังแรงงานและมาเป็นคนซึ่งจะต้องสร้างสรรค์ชาติของเราต่อไปในอนาคต ครับท่านประธานครับ