วันชัย สอนศิริ ชื่นชมการประกาศสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของนายกรัฐมนตรี ซึ่งช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการประชุมจากความตึงเครียดให้เกิดความชัดเจนและหวังว่าจะนำทางออกให้กับปัญหาบ้านเมือง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินนโยบายปรองดองอย่างจริงจัง โดยยกเลิกคดีการเมือง เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ และส่งเสริมความสมัคคีเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งเรียกคืนความหวังและความสงบสุขให้กับสังคมผ่านการปรองดองและสามัคคีกันอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานรัฐสภา พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่นำเรื่องที่เกิดขึ้นนอกสภา เข้ามาหารือกันเป็นการเปิดประชุมวิสามัญทั้งเมื่อวานและวันนี้ครับท่านประธานครับ มีสื่อมวลชนรวมทั้งคนทั่วไปพูดกันในทำนองว่าพูดกันแล้ว ๒ วันอาจจะยังไม่สามารถ แก้ปัญหาใด ๆ ได้ และบางครั้งก็วิพากษ์วิจารณ์ในทำนองว่าคงมาอภิปรายโจมตีกล่าวหากัน แล้วในที่สุดก็จบกันไป แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผิดคาดครับท่านประธาน เมื่อวานนี้ ตอนประมาณ ๑๕.๓๐ นาฬิกา ท่านประธานกำลังทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม แล้วท่านนายกรัฐมนตรีขึ้นมาแถลงยอมรับสนับสนุนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งท่านอาจารย์ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติมเสริมยืนยันว่ารัฐบาล สนับสนุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรีสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชัดเจนครับ ทั้งรัฐบาลพยายามจะรีบเสนอกฎหมายและดำเนินการส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังครับ ท่านประธานครับ ทำให้บรรยากาศของสภาที่อึมครึมต่อเรื่องนี้มาเป็นแรมเดือน เป็นความสับสนระหว่างสมาชิกฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ส.ว. พอท่านนายกรัฐมนตรีประกาศ เท่านั้นครับ โล่ง สว่าง ชัดเจน ทั้งในสภาและนอกสภาครับท่านประธาน คลายล็อกไปได้ทันที จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้อง ๑ ข้อนอกสภา แต่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศเมื่อวานนี้ เห็นได้ว่านายกรัฐมนตรีมีส่วนสำคัญต่อการนำในเรื่องนี้ แม้ท่านจะพูดมาโดยตลอดว่า เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่พอท่านประกาศชัดเจนต่อเรื่องนี้ทุกอย่างจบไปหนึ่งเปลาะ ผมดูบรรยากาศจากเมื่อวานนี้ในสภา สมาชิกทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แทบจะหยิบประเด็นนี้ มาพูดกันน้อยมากแล้วครับท่านประธาน เกือบไม่มีประเด็นใด ๆ ครับ – เห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำต่อการแก้ไขในปัญหาต่าง ๆ ได้จริง ท่านประธานครับ มีผู้รู้ ได้กล่าวกันไว้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นทางเข้าของปัญหา และรัฐธรรมนูญเป็นทางออกของปัญหา ครับท่านประธาน เพราะรัฐธรรมนูญนั้นเป็นโครงสร้างใหญ่ของประเทศ ถ้าโครงสร้าง ไม่มีความสมดุลก็เป็นปัญหา วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำปัญหาดังกล่าวออกไปแล้วครับ ทั้งหมดเกิดความชัดเจนในสภาที่เปิดวิสามัญในครั้งนี้ ขออนุญาตกราบเรียนว่าผมเป็น คนหนึ่งครับที่ลุกขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนแนวทางของการแก้รัฐธรรมนูญตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีเสนอเมื่อวานนี้ โดยผมได้สนับสนุนต่อการแก้ไขเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ที่ผ่านมา เพราะเชื่อว่าแนวทางนี้จะเป็นแนวทางที่ช่วยและสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรี ต่อการออกจากปัญหาที่เกิดขึ้น ประเด็นนี้ถือว่าจบไปได้ครับท่านประธาน เป็นประเด็นใหญ่ ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีและขอบคุณสภาที่ทำให้เรื่องนี้เกิดความชัดเจนขึ้นมา
อีกเรื่องหนึ่งครับที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธาน เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคมที่ผ่านมา ตอนเย็น ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความสงบร่มเย็นของประเทศชาติ วันนั้นท่านแต่งชุดขาวครับ ไปที่วัดโพธิ์ และท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์อยู่ตอนหนึ่งว่า ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องวิกฤติ ต่าง ๆ ทั้งหมดว่าจะทำอย่างไร แบบไหน ท่านพูดอยู่ตอนหนึ่งว่าเราควรหันหน้ากลับมา ปรองดองกัน ผมขออนุญาตขีดเส้นใต้ตรงนี้ครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า เราควรหันหน้ากลับมาปรองดองกันเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผมถือว่าสิ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดนั้นใช่เลยครับท่านประธาน ถูกต้องมากครับ ตรงจุดตรงประเด็นที่สุด ในสถานการณ์นี้ และในสถานการณ์ต่อ ๆ ไปครับ ถ้าทำเรื่องนี้ได้จริง เกิดได้จริงดังที่ท่านพูด เชื่อเหลือเกินว่าความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะเกิดขึ้นแน่นอนครับท่านประธาน แม้แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๗ ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ข้อแรกเลยครับท่านประธาน เขียนไว้ชัด ย้ำไว้ชัดเลยว่าประเทศชาติต้องมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง และเครดิตของท่านนายกรัฐมนตรีตลอดมานั้นคือความสงบจบที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสามัคคีปรองดองนั้นสำคัญที่สุด เราจะมีงบประมาณ มากมายขนาดไหน กองทัพจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรขนาดไหน กฎหมายจะเด็ดขาดขนาดไหน ถ้าคนในชาติแตกแยก แตกสามัคคี แบ่งสี แบ่งฝ่าย ประเทศหายนะแน่นอนครับ เหตุการณ์ที่ผ่านมา ๑๐ กว่าปีครับท่านประธาน เราแตกแยก แตกสามัคคี เห็นเป็นประจักษ์ครับ ประเทศเราไม่ได้ไปไหนเลยครับ เพราะฉะนั้นความขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งที่หายไป ๕ ปี หลังจากเกิดการรัฐประหารหายไป ๕ ปีครับท่านประธาน วันนี้กลับมาอีกแล้วครับ ท่านประธาน เป็นความขัดแย้ง แตกแยก แตกสามัคคีระหว่างรุ่นกับรุ่น ระหว่างใหม่กับเก่า ระหว่างคนชอบกับคนไม่ชอบครับ ผมว่าถ้าขืนปล่อยไปอย่างนี้เป็นเวลา ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี หรือ ๑๐ ปี เหมือนในอดีต ประเทศชาติเราคงย่อยยับไปเหมือนที่ผ่าน ๆ มาละครับ ดังนั้น ที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดว่าเราควรหันกลับมาปรองดองกัน จึงเป็นสิ่งที่ควรทำได้จริงโดยเร็ว ที่สุด และคนที่จะนำทำเรื่องนี้ได้ครับท่านประธาน คือท่านนายกรัฐมนตรี ผมจะไม่พูด ในรายละเอียดหรอกครับว่าต้องทำอย่างไร แบบไหน เพราะท่านนายกรัฐมนตรีมีข้อมูล มีแผน มีรายละเอียด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ที่จะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ เช่น ป.ย.ป. เป็นต้น มีอยู่แล้ว พร้อมที่จะทำอยู่แล้ว แต่แปลกมากครับท่านประธานว่าไปติดเรื่องอะไร และทำไมยังไม่ทำต่อเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีเองพูดว่าเราต้องกลับมา ปรองดองกัน ดังนั้นเรื่องนี้ผมถือว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีทำเรื่องนี้ได้ขึ้นในระยะนี้และเร็ว ที่สุด สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ
ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งซึ่งผมขอพูดเป็นเรื่องสุดท้าย เราขัดแย้ง แตกแยก ทะเลาะกันเมื่อปี ๒๕๐๘ จนกระทั่งปี ๒๕๒๓ เกี่ยวกับเรื่องคอมมิวนิสต์ รบกันมา เป็นเวลาเป็นสิบ ๆ ปี สิ้นงบประมาณ เกิดความแตกแยก ทะเลาะเบาะแว้ง เป็นปัญหา ของบ้านของเมืองครับท่านประธาน ในที่สุด พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่านได้ออกคำสั่ง ๖๖/๒๕๒๓ ให้คนเหล่านี้กลับมาพัฒนาชาติไทยครับ เห็นไหมครับท่านประธาน ความขัดแย้ง แตกแยกกัน ความคิดทางการเมือง สู้รบปรบมือกันมาเป็นเวลานาน ในที่สุดก็ยุติลงได้ครับ ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นทั้งนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นทั้ง นักการทหารครับท่านประธาน ได้โปรดพิจารณาในสถานการณ์ตอนนี้ เรื่องปรองดองแล้ว คดีอะไรก็ตามครับที่เกี่ยวกับการเมืองทั้งหมด เหมือนกับแนวความคิดที่เราสู้กันเรื่อง คอมมิวนิสต์ คดีอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการเมือง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้ ยกเลิกกันได้ไหม จบกันได้ไหม จะด้วยวิธีที่สามารถทำให้เกิดความลงตัวกันได้ไหม นี่ก็เป็นจุดหนึ่งที่เป็น รูปธรรมสร้างความปรองดองได้ครับท่านประธาน ความคิดทางการเมืองนั้นใช้กฎหมาย ใช้อำนาจ ยากที่จะจบได้ครับ แต่เมตตาธรรมนั้นสามารถทำได้ และสร้างความสงบร่มเย็น ให้กับประเทศชาติได้เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผมเป็นข้อสรุปชัด ๆ ที่พูดมาแล้วก็คือ
๑. เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญท่านนายกรัฐมนตรีรับแล้ว และรัฐธรรมนูญ ในส่วนใดที่เห็นว่าสามารถผลักดันให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลได้เร็ว และเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย ทำได้เลย
๒. การปรองดองสมานฉันท์เริ่มโดยท่านนายกรัฐมนตรี
และสุดท้ายคดีความทางการเมืองทั้งหมดทั้งอดีตและปัจจุบันที่ขัดแย้งกัน ทางการเมือง ถ้าสามารถให้ยุติกันได้ด้วยความปรองดอง ด้วยความพอใจร่วมกันบ้านเมือง ก็จะเริ่มต้นได้ด้วยนายกรัฐมนตรีท่านนี้แหละครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ