ชินวรณ์ เสนอตั้งคณะกรรมการร่วม แสวงทางออกร่วมอย่างสันติ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓

ชินวรณ์ บุณยเกียรติ กล่าวในที่ประชุมรัฐสภาถึงความสำคัญของการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 ว่าเป็นโอกาสแรกของสมัยประชุมที่รัฐบาลต้องรับฟังปัญหาจากสมาชิก ซึ่งเกิดจากการหารือร่วมกันของวิปทั้งสี่ฝ่าย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้พื้นที่รัฐสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการแก้ไขปัญหาชาติ พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมการร่วมทุกภาคส่วนเพื่อแสวงหาทางออกร่วมอย่างสันติ รวบรวมความคิดเห็น กำหนดทิศทางการแก้ปัญหา และผลักดันการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเร่งรัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดทำประชามติที่มีกรอบคำถามชัดเจน เพื่อนำประเทศก้าวผ่านวิกฤตไปสู่อนาคตที่ดีร่วมกันโดยยึดหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและการแก้ปัญหาด้วยวิธีสันติ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าวันนี้ผมถือว่าเป็นวันที่มีความสำคัญอีกวันหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เพราะเป็น วันที่เราขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๕ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ที่ผมบอกว่าสำคัญก็เพราะว่าเป็นครั้งแรกในสมัยประชุมนี้ที่เราได้ใช้ มาตรา ๑๖๕ เพื่อที่จะให้รัฐบาลนั้นมารับฟังปัญหาสำคัญที่สะท้อนจากสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ และแน่นอนที่สุดนะครับ ที่เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะว่าความเห็นพ้องต้องกันที่นำโดย ท่านประธานรัฐสภาได้เชิญพวกผมจากทุกภาคส่วน วิป (Whip) ทั้ง ๔ ฝ่ายได้หารือกัน แล้วก็ ทำหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อขอเปิดรัฐสภาในสมัยวิสามัญนี้ แล้วผมเองก็ให้ ความสนใจติดตามรับฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ เพราะผมถือว่า พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ข้างนอกมีความกังวล มีความห่วงใยในปัญหาของประเทศ ครับท่านประธาน เมื่อมีความกังวล มีความห่วงใย ท่านประธานเองก็พูดว่าถึงแม้ว่าเราจะมี เวลาที่จะเปิดสมัยประชุมสามัญในวันที่ ๑ พฤศจิกายนนี้ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เวลาย่อมมี ความสำคัญเสมอ ผมตระหนักในจุดนี้นะครับ ผมจึงคิดว่าเราต้องใช้เวลาในรัฐสภาแห่งนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมอยากจะสะท้อนให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ได้ทราบว่าที่ผมฟังมาก็พอจะแยกได้เป็น ๓ ส่วนครับ

ส่วนที่ ๑ นั้น คือเราต้องยอมรับว่าสภาพปัญหามีอยู่จริงตั้งแต่ก่อนหน้านี้ และสภาพปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ตามญัตติของรัฐบาลที่เสนอเข้ามา และผมยังเชื่อมั่นว่า เรายังมีสภาพปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้นการที่พวกเราทั้งหลายได้มาร่วมกัน แสดงความคิดเห็นโดยใช้เวทีสภาให้เป็นเวทีของทุกฝ่าย ผมคิดว่ารัฐบาลต้องรับฟัง ความคิดเห็นนี้นะครับ ผมอยากเรียกร้องว่ารัฐบาลต้องรับฟังว่าปัญหามีอยู่จริง ความขัดแย้ง มีอยู่จริง ปัญหาความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริง ผมคิดว่าถ้ารัฐสภาได้สะท้อนปัญหาเหล่านี้แล้ว ฝ่ายรัฐบาลได้ยอมรับความเป็นจริงว่าสิ่งที่เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้อาจจะพูดในมุมและมิติ อย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องรับฟังปัญหานี้และนำไปสู่ กระบวนการแก้ไขต่อไป

ผมอยากกราบเรียนเป็นประการที่ ๒ ครับว่าในฐานะผมพูดเป็นคนสุดท้าย ของพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็อยากจะยืนยันจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้เป็นผู้อภิปรายไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วครับ ว่าพวกเรายึดมั่น ในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประเด็นนี้ จะเป็นประเด็นสำคัญมากที่ต่อเนื่องด้วยประเด็นที่เป็นสภาพปัญหาที่ผมกราบเรียน ท่านประธานเบื้องต้นว่ามีอยู่จริง และเป็นปัญหาทั้งในปัจจุบันและในอนาคต แต่เป็นเรื่องที่ พวกเราทั้งหลายจะต้องช่วยกันในการที่จะต้องรักษาระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขนี้เพื่อให้มีความสมบูรณ์และเพื่อต้องการที่จะให้บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ภายใต้ การปกครองแบบมีรากเหง้าของประเทศชาติบ้านเมืองของเรา คือการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ประการที่ ๒ ก็คือยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าเราเห็นด้วยในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยสันติวิธีที่จะต้องมีวิธีการในการที่จะมาพูดคุยกัน มีวิธีการที่จะต้องมาเปิดรัฐสภา ซึ่งมี บางท่านอาจจะตำหนิว่าเสียเวลาเปล่าทั้ง ๒ วัน แต่วันนี้ไม่เสียเวลาเปล่าครับ เดี๋ยวผมจะ เรียนเหตุผลให้ท่านประธานได้รับทราบครับ

และประการที่ ๓ ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ยืนยันว่า ๒ วันนี้ เราจะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะเก็บเกี่ยวเอาข้อคิดเห็นต่าง ๆ ในฐานะรัฐสภา ได้ทำหน้าที่ในการเดินหน้าเอาปัญหานั้นมาคลี่คลาย มาเจรจา มาพูดคุยกันโดยสันติวิธี ตามครรลองประชาธิปไตย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ประธานรัฐสภาจะได้พิจารณาและอยู่ใน ดุลยพินิจของท่านต่อไปนะครับ

ผมอยากจะกราบเรียนว่าในเรื่องของกระบวนการที่เราต้องการที่จะเห็นว่า การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นจริงนั้น นอกจากเราจะยอมรับความเป็นจริงตามที่ผมกราบเรียน ในเบื้องต้นแล้ว ผมคิดว่าในขณะนี้เรามีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเวลา ๒ วันจนมาถึงวันนี้ การคลี่ปัญหาทั้งหมดนั้นผมคิดว่ายังไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด และยังไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการจากสภาแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อต้องการที่จะได้ แสวงหาทางออกของประเทศต่อไป แน่นอนปัญหาส่วนหนึ่งที่เรานำมาพูดกันก็ยังมีมุมมอง ที่หลากหลายละครับ มีบางท่านบอกว่าเราได้จบไปแล้วบ้าง เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์แล้ว เช่นเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็มีความชัดเจนแล้วที่ท่านประธานรัฐสภา จะได้นัดตัวแทนของวิป (Whip) ทั้ง ๔ ฝ่ายไปคุยกันต่อไปว่าเราจะดำเนินการในการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุดได้อย่างไร และเรายอมรับว่าจะต้องนำร่างของภาคประชาชน เข้ามาพิจารณาร่วมกัน ตรงนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ แต่แน่นอนครับ ก็ยังไม่เพียงพอครับ ผมคิดว่ายังมีปัญหาที่เราไม่สามารถพูดได้หมดในที่นี่ และยังมีปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้นถ้าหากเรามีคณะกรรมการแสวงหาทางออกที่อาจจะประกอบด้วยทุกภาคส่วน ผมคิดว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งวันนี้ รวมทั้งภาคส่วนของคณะรัฐมนตรี ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ส.ส. ฝ่ายค้าน วุฒิสภา ฝ่ายคู่ขัดแย้งซึ่งอาจจะมีหลายกลุ่มก็ได้ครับท่านประธาน ฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ และฝ่ายสันติวิธี ผมคิดว่าวันนี้สังคมไทยมีความจำเป็นที่เราต้องสร้างสังคม ให้เกิดการเรียนรู้ว่าเราจะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีได้อย่างไร เมื่อพูดถึงองค์ประกอบอย่างนี้ แล้วผมคิดว่าถ้าไม่พูดว่าเราควรจะให้คณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทหน้าที่อย่างไร ผมขออนุญาตนำเรียนท่านประธานว่าอย่างน้อยก็มีหน้าที่ในการที่จะเก็บเกี่ยวที่เพื่อนสมาชิก ได้แสดงความคิดเห็นในสภานี้ในเรื่องปัญหาของประเทศชาติบ้านเมือง กำหนดปัญหา กำหนดทางแก้และกำหนดอนาคตของชาติด้วย ผมคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่เราสามารถจะใช้ คณะกรรมการชุดนี้ได้ ประการที่ ๒ ผมคิดว่ากรรมการชุดนี้ถ้าตั้งโดยท่านประธานรัฐสภา ก็จะทำให้มีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น ผมไม่อยากชมคนกันเองครับ แต่ว่ามีพี่น้องประชาชน ได้ชื่นชมในการทำหน้าที่ของประธานสภาในครั้งนี้เป็นอย่างมาก เพราะหลายฝ่ายกลัวว่า จะมีการผิดข้อบังคับ แต่ว่าการประชุมมาถึงจุดสุดท้ายก็เป็นไปด้วยดี ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านประธานจะเปิดเวทีความปลอดภัยให้เกิดขึ้นทุกฝ่ายที่สามารถมาแสดงออก มาเจรจา โดยสันติวิธีต่อไปครับ

ประการที่ ๓ ผมคิดว่าคณะกรรมการชุดนี้ควรที่จะได้มีส่วนสำคัญในการที่จะ เร่งรัดในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตลอดถึงการหาทางออกว่าเราจะเอา ความคิดของภาคประชาชน กับความคิดที่เราเสนอร่างแล้วมาทำอย่างไรที่จะทำให้การแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญได้เห็นพ้องต้องกัน เราอยากจะเห็นวันหนึ่งว่าเมื่อเรามีการร่าง โดย ส.ส.ร. แล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ออกมาจะได้พูดตรงกันว่านี่คือฉบับของประชาชน และเราจะร่วมกันในการใช้หลักเกณฑ์หลักของประเทศชาติบ้านเมืองเพื่อนำไปสู่ดุลยภาพ ในทางการเมืองต่อไป

ประการ ๔ ที่ผมอยากจะกราบเรียนเสนอว่าคณะกรรมการชุดนี้ก็ควรจะพูด ถึงแนวทางในการที่จะปฏิรูปประเทศด้วยเช่นเดียวกันนะครับ เพราะว่าเรามีปัญหา ในเรื่องของการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องในหลายเรื่อง วันนี้มีคนพูดถึงปัญหาสาธารณสุข ปัญหาความยุติธรรม ปัญหาเรื่องการศึกษา ผมคิดว่าคณะกรรมการชุดนี้ก็สามารถที่จะ ดำเนินการได้ครับ

ประการที่ ๕ ผมอยากจะให้แนวทางว่าคณะกรรมการชุดนี้ควรจะได้มี กระบวนการในการหาข้อยุติในการตั้งคำถามกับประชาชนถ้ามีประชามติ เพราะท่าน รองนายกรัฐมนตรีได้กรุณาพูดถึงว่าถ้าหากเราแก้ปัญหาด้วยทางออกของสภาไม่ได้ควรจะทำ ประชามติ แต่ผมคิดว่าการที่จะทำประชามติอย่างน้อยมันก็ต้องมีข้อยุติในปัญหา มีข้อยุติ แม้แต่คำถามที่จะถามกับประชาชน เพราะบางคำถามไม่สามารถที่จะนำไปถามเป็น ประชามติได้ เพราะฉะนั้นต้องมีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่จะต้องมารองรับในการที่จะหา ข้อสรุปให้ตกผลึกในเรื่องของการที่จะตั้งคำถามเพื่อทำประชามติต่อไปครับ

ประการสุดท้ายผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานฝากไปว่าถ้าเรามี คณะกรรมการชุดนี้เราก็ควรจะดำเนินการให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และให้เขารู้สึกว่าการแสดงความคิดเห็นที่จะมาร่วมเป็นกรรมการชุดนี้ภายใต้การแต่งตั้ง ของประธานรัฐสภานั้นเขามีความเชื่อมั่นว่าจะได้มีการขับเคลื่อนนำไปสู่การปฏิบัติจริง และถ้าเขามีความเชื่อมั่นและถ้าพวกเรามีความเชื่อมั่นเหมือนที่ผมอธิบายผมคิดว่า ผมก็อยากจะเรียกร้องว่าขอให้ทุกฝ่ายหยุดการเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ผมคิดว่าถ้าเราทำได้เช่นนี้หลังจากเราประชุมเสร็จแล้วในวันนี้เราจะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ และเราจะมีความคาดหวังที่ดีว่าเราสามารถที่จะนำพาประเทศชาติบ้านเมืองไปได้หรือไม่ ที่ผมพูดเช่นนี้ผมไม่ได้มีเจตนาว่าผมคนหนึ่งที่จะต้องไปนำพารัฐบาล ผมไม่มีกำลังมากพอครับ แต่ผมคนหนึ่งมีสิทธิที่จะเสนอว่าผมต้องการเห็นประเทศชาติบ้านเมืองของเราเดินไปข้างหน้า กราบขอบพระคุณครับ