ปดิพัทธ์ สันติภาดา อภิปรายประเด็นการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเรียกร้องให้เปิดพื้นที่พูดคุยอย่างสันติและมีเหตุผล พร้อมเน้นความสำคัญของความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และการทบทวนบทบาทสถาบันในบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการงบประมาณ โครงการในพระราชดำริ และกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปรายตามญัตติที่ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอต่อรัฐสภา ตามที่ ระบุไว้ในประเด็นที่ ๓ นะครับว่าในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น มีการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่อยู่ในความมุ่งหมายของเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ เกิดในการชุมนุมนะครับ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านว่าหลายคำพูด และหลาย การกระทำฟังแล้วไม่สบายใจ แต่สิ่งนี้เกิดจากอะไรครับ ถ้าเราได้ย้อนกลับไปดูสักเล็กน้อย นะครับ ข้อเสนอที่ฟังแล้วมีเหตุมีผล พูดครั้งแรกในวันที่ ๓ สิงหาคม แต่ว่าในการพูดที่มีเหตุ มีผลและอยู่ในบรรยากาศที่สงบสันตินั้น ผู้ที่ปราศรัย ผู้ที่นำเสนอเหตุผลนั้นถูกจับกุมนะครับ ถูกดำเนินคดี สิ่งนี้เองทำให้เวทีที่จะพูดเรื่องของการปฏิรูปสถาบันด้วยเหตุผลถูกเจือปน ไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก และกลายเป็นการแสดงออกที่รุนแรงขึ้น ตามที่ได้ฟังการอภิปราย ตลอดทั้ง ๒ วันนะครับ สิ่งที่ผมสัมผัสได้ก็คือสมาชิกรัฐสภาหลายท่านเชื่อในกระบวนการ ของรัฐสภาว่าเราจะสามารถนำข้อเรียกร้องของประชาชนมาพูดคุยกันอย่างอดทนและมี วุฒิภาวะได้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ยอมรับนะครับว่าหลายอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่พวกเราคุยกันก็คือว่าเราไม่ต้องการความวุ่นวายและป้องกันการกระทบกระทั่ง ซึ่งจะนำมาซึ่งการสูญเสียของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นพรรคก้าวไกลเห็นด้วยนะครับ และทางเราอยากจะเสนอว่าถ้าเราจะคุยเรื่องนี้กันอย่างปลอดภัย ตรงไปตรงมา และอยู่ใน เจตนารมณ์ที่ดีที่สุด รัฐสภาและเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตยจะเป็นคำตอบของเรื่องนี้ และพวกเราจะสามารถทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรของทุกกลุ่มได้ด้วยกันนะครับ ตั้งแต่มี การเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาลก็มีการใช้มาตรการหลายอย่าง เพื่อหยุดข้อเรียกร้องนี้นะครับ แต่ท่านประธานครับ ไม่ว่าการดำเนินงานจะรุนแรงขนาดไหน ทั้งเป็นการดำเนินคดีข้อหาที่ร้ายแรง ทั้งการจับกุมคุมขัง และการสลายการชุมนุม แต่ทำไม ล่ะครับ การชุมนุมจึงยังมีดำเนินต่อไป กระจายอยู่ทั่วประเทศ และข้อเรียกร้องของพวกเขา ก็ยังคงแข็งแรงอยู่เหมือนเดิม ไม่มีการถดถอยลงไป นี่แสดงให้เห็นแล้วนะครับว่านี่เป็น คำถามแห่งยุคสมัยนะครับ เราปฏิเสธความจริงไม่ได้แล้วว่าจากบทสนทนาที่เราเคยคุยกันใน โต๊ะอาหาร ในวงเหล้า หรือในกลุ่มเพื่อนสนิท ตอนนี้กลับมาเป็นประเด็นทางสาธารณะ มันหมายความว่านี่คือคำถามแห่งยุคสมัย แทนที่ผู้ใหญ่จะใช้วิธีปิดปาก ปิดตา ปิดหู ทำไมเรา ไม่ทำหน้าที่ในการตอบ ในการถามกลับ ทำให้ผู้ชุมนุมหรือเยาวชนของเรามีโอกาสได้พูด มากขึ้น ผมคิดว่าเรื่องนี้ทางรัฐสภาของเราตัดสินใจให้ดีได้นะครับ เพราะถ้าเราตัดสินใจไม่ดี เราอาจจะต้องเสียใจในภายหลังเพราะความรุนแรงอยู่ที่ถนนแล้ว ผมอภิปรายในตอนนี้ ผมมีความเคารพต่อพี่น้องที่ออกมาแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์อย่างสงบสันติ ในขณะเดียวกันผมก็เคารพต่อพี่น้องที่ออกมาแสดงถึง ความเรียกร้องความยุติธรรม ความเท่าเทียม และการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างสงบสันติเช่นกัน นอกจากนี้นะครับ ผมยืนอภิปรายที่นี่ผมเข้าใจว่าครอบครัวนับแสน ๆ ครอบครัว มีบรรยากาศที่ลูกเห็นไม่ตรงกับพ่อแม่ พ่อแม่เห็นไม่ตรงกับลูก เกิดความไม่ไว้เนื้อ เชื่อใจ ชิงชัง บาดหมางกันในครอบครัว ผมเข้าใจถึงบรรยากาศในโรงเรียนที่ครูเห็นไม่ตรงกับ นักเรียน นักเรียนเห็นไม่ตรงกับครู มีการต่อว่า ประท้วง ท้าทาย และใช้ความรุนแรง ในหลายรูปแบบ คำถามคือพวกเราเสียใจใช่หรือไม่ ในการที่เราต้องต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตัวเอง เห็นว่าถูกต้อง แต่ในทางเดียวกันเราต้องทำร้ายคนที่เรารักในคราวเดียวกัน นี่เป็น ความน่าเสียใจของสังคมไทยที่กำลังแตกสลาย ท่านประธานครับ ข้อเสนอและข้อเรียกร้อง หรือข้อคำถามแห่งยุคสมัยนี้ ถ้าเราตั้งหลักได้ เราตั้งสติแล้วฟังได้ ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูป ซึ่งมีความหมายตรงไปตรงมาคือการทำให้สิ่งนั้นดีขึ้น จะส่งผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในโลกสมัยใหม่และในบริบทของไทยได้อย่างไร แม้ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหวที่สุด แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าที่สุดที่พวกเรา จะพูดคุยกัน ถกเถียงกันอย่างสันติและแสวงหาฉันทามติร่วมกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมอยากจะขอนำเสนอทางออกว่าเราจะใช้กลไกของรัฐสภาและเครื่องมือในประชาธิปไตย ทำให้บทสนทนาเรื่องนี้ดีกว่านี้ได้หรือไม่ ไม่มีการใช้ถ้อยคำที่จาบจ้วง กล่าวร้าย แต่เป็น การพูดคุย หารือ ถามคำถามกันด้วยเหตุและผลนะครับ ทำไมเราต้องพูดคุยเรื่องนี้กัน ในสภาครับ เพราะสถาบันทางการเมืองทุกประเภทต่างล้วนแต่ต้องเผชิญช่วงเวลาของ การเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นจะทำให้สถาบันนั้นสามารถ อยู่ต่ออย่างมั่นคงได้ในบริบทของสังคมและโลกที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แน่นอนผมไม่อยากจะ ยกตัวอย่างต่างชาติเยอะเกินไป แต่ผมจะพูดถึงรูปแบบคลาสสิก (Classic) ของประเทศ อังกฤษ ที่เมื่อมีการปรับตัวแล้วนะครับ เพราะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๑๒๐๐ การที่มี การปรับตัว และไม่ใช่การปรับตัวแค่ของสถาบันกษัตริย์นะครับ แต่ทั้งสังคมร่วมกัน มันทำให้ เกิดความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย เกิดหลักนิติธรรมขึ้น และนำไปสู่หลักการสากล ที่เรียกว่าเดอะ คิง แคน ดู โน รอง (The King can do no wrong) ไม่มีผู้ใดที่มีและใช้ อำนาจทางการเมืองได้โดยปราศจากความรับผิดชอบ และเพื่อไม่ให้กษัตริย์ต้องรับผิด จึงต้อง มิให้กษัตริย์กระทำการใด ๆ เว้นแต่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ การปฏิรูปแบบนั้น นะครับ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของประเทศอังกฤษ แต่ทำให้สถาบันนั้นยืนหยัด ยั่งยืน สง่างาม สถาพรได้แม้จะเจอกับความท้าทายอีกหลายต่อหลายครั้งจนถึงปัจจุบัน อีกประเทศหนึ่งที่เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยได้ก็คือประเทศญี่ปุ่น สถาบัน พระมหากษัตริย์ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่จากการปรับตัวครั้งใหญ่ องค์พระมหาจักรพรรดิก็ไม่ได้เป็นสมมุติเทพอีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ทุก ๆ กิจกรรมสาธารณะของพระองค์จะต้องรายงาน ต่อรัฐสภาให้ทราบก่อนเสมอ การปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้ทำให้อำนาจบารมีของท่านตกต่ำลง แต่อย่างใด แต่กลับยิ่งส่งเสริมให้สถาบันพระมหากษัตริย์ของญี่ปุ่นนั้นสง่างาม เป็นที่รัก ของประชาชนไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม ในส่วนของประเทศไทยนะครับ ในเมื่อ เรายังไม่เคยถามทุกคนอย่างตรงไปตรงมาจริง ๆ ถึงความคิดที่เรามีต่อระบอบการเมือง การปกครองของประเทศไทย ผมก็ขอใช้ข้อสันนิษฐานอย่างนี้ครับว่าความคิดของคนไทย ก็จะกระจายตัว ผมไม่สามารถแสดงภาพได้นะครับ ก็คือเป็นกราฟแบบปกติที่เป็นระฆังคว่ำ ก็คือน่าจะมีคนส่วนน้อย ๆ กลุ่มหนึ่งที่ไม่ต้องการระบบการเมืองการปกครองแบบปัจจุบัน และต้องการเปลี่ยนเป็นระบอบอื่น หรือต้องการที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นระบอบ แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็อาจจะมีในประเทศไทย แต่ผมจะไม่ขอกล่าวถึงนะครับ เพราะทั้ง ๒ รูปแบบเป็นการผิดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ คือการเปลี่ยนแปลง การปกครองและไม่อยู่ในอะเจนดา (Agenda) ของใครทั้งสิ้น แต่เมื่อมีสถานการณ์หนึ่ง ๆ เข้ามาในการผ่านกาลเวลา จำนวนประชากรที่เชื่อในอุดมการณ์นะครับ ถ้าดูจากทางซ้ายสุด ก็คือเป็นเสรีนิยมแบบประชาธิปไตย ถ้าขวาก็คือเป็นเรื่องของระบอบที่มีพระราชอำนาจ ของพระมหากษัตริย์มากขึ้น มันก็อาจจะมีการเคลื่อนตัวไปเคลื่อนตัวมาของประชากรที่เชื่อ แบบใดแบบหนึ่ง แต่ปัญหาคืออย่างนี้ว่าถ้าเกิดทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และประชาชนจะต้องเชื่อ แบบใดแบบหนึ่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา นี่แสดงว่าระบอบของเราไม่แข็งแรงนะครับ ระบอบ ที่แข็งแรงก็หมายความว่าเป็นระบอบที่มั่นคงและไม่ยึดติดกับแค่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และความสำคัญในเรื่องนี้ก็คือว่ากว่าที่เราจะมีระบอบที่แข็งแรง ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สิ่งสำคัญคือมันถูกแทรกแซงโดยการรัฐประหาร ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเราล้มลุกคลุกคลานมากว่า ๘๘ ปี เราก็ยังไม่ลงตัวว่าระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นเราจะไปต่อในสมัยใหม่อย่างไร นี่เป็น ที่มาครับที่ทำให้ตอนนี้มีข้อเสนอในการปฏิรูปจากหลายฝ่าย และผมจะยืนยันว่าไม่ใช่แค่ จากฝ่ายผู้ชุมนุมนะครับ เมื่อเราดูในรัฐธรรมนูญสถาบันเป็นองค์กรที่มีตำแหน่งแห่งที่ อยู่ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันจึงถูกปรับปรุงแก้ไขได้เพื่อให้ มีความเหมาะสมกับยุคสมัยดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วนะครับ และจริง ๆ ไม่เคยมีครั้งใดที่เรา บอกว่าห้ามแตะในการแก้ไขหมวดใดหมวดหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ถ้าเราจะมีการพูดคุยกัน ให้อยู่ในกลไกที่ดีนะครับ ผมคิดว่านี่คือเวทีของการสร้างฉันทามติที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะตกใจจนเกินไป และปิด ทุกข้อเสนอที่เข้ามา ทางออกของเรื่องนี้คือเรากำหนดกรอบในการคุยกันดีไหมครับ เรากำหนด กรอบในการตั้งกติกาของรัฐสภาร่วมกัน และการที่เอาข้อเสนอมาคุยในกรอบเหล่านี้ ผมคิดว่าจะลดทอนบรรยากาศทางการเมืองที่ท้องถนนได้เป็นอย่างดีนะครับ หลักการเหล่านี้ ผมคิดว่าเราใช้เวลาสั้น ๆ ตอนนี้คุยกันคงไม่ครบถ้วนนะครับ แต่หลักการที่ผมอยากจะวางไว้ ก็คือไม่ว่าท่านจะชื่นชอบระบอบการเมืองการปกครองแบบไหนก็ตามเราต้องการ ความโปร่งใสมากขึ้นจริงไหมครับ อันนี้น่าจะเป็นหลักที่เราสามารถยึดเอาไว้ได้ว่าไม่ว่า จะจัดสรรตำแหน่งแห่งที่และอำนาจต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญทุกองค์กรที่เกิดขึ้น และมีแห่งที่อยู่ ในรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีความโปร่งใสมากขึ้น
ประการที่ ๒ ก็คือจะต้องมีการตอบรับต่อสาธารณะ เพราะองค์กรที่เกิดขึ้น ในรัฐธรรมนูญจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะหรือที่เรียกว่าเป็นแอกเคาท์อะบิลิตี (Accountability) จากประสบการณ์ทางการเมืองของผมที่เป็น ส.ส. ใหม่นะครับ ผมเพิ่งเป็น ส.ส. ไม่ถึง ๒ ปีดี เวลาที่เรามีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ดูเหมือนว่าสภาจะมีวัฒนธรรมที่บอกว่าเราไม่สามารถตรวจสอบงบประมาณเหล่านี้ได้อย่าง ง่ายนัก อย่างตอนที่ผมไปรับเอกสารการแปรญัตตินะครับ ทางเจ้าหน้าที่ก็ให้คำแนะนำ ด้วยความหวังดีว่า ๒ หมวดไม่ควรจะต้องไปแปรญัตติ สิ่งเหล่านี้เองทำให้เราตั้งข้อสงสัย ครับว่าทำไมการตรวจสอบหน่วยงานที่เจาะจงแบบนี้จึงมีความแตกต่างกับหน่วยงานอื่น หรือแม้แต่การทำงานของกรรมาธิการงบประมาณนะครับ เมื่อต้องตรวจสอบโครงการ ในพระราชดำริก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบชี้แจงน้อยกว่า หน่วยงานอื่น และเมื่อเราตรวจพบความผิดปกติในโครงการ กรณีล่าสุดในปีงบประมาณนี้นะครับ ก็คือโครงการเขื่อนเหมืองตะกั่วที่จังหวัดพัทลุง ก็พบว่าเป็นโครงการที่มีที่มาที่ไป และกระบวนการที่ไม่โปร่งใสของราชการเอง ท่านประธานครับ การปิดบังการตรวจสอบ จากตัวแทนประชาชนไม่ได้ทำให้ระบอบสถาบันพระมหากษัตริย์มั่นคงขึ้น เพราะเป็น การป้องกันโดยใช้ความกลัว ไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยใช้ความรัก และเมื่อเราใช้ความกลัว ในการปิดบังข้อเท็จจริง ผมเกรงเหลือเกินว่านี่จะไม่เป็นการส่งเสริมความมั่นคงสถาพร ของสถาบันเลยนะครับ ถ้าข้อเสนอต่าง ๆ ของผู้ชุมนุม และข้อเสนอต่าง ๆ ของนักวิชาการ ถูกหยิบยกเข้ามาพิจารณาในกรอบของความโปร่งใส ผมกลับคิดว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ ทุกองค์กรที่เกิดขึ้นและมีตำแหน่งแห่งที่ในรัฐธรรมนูญสามารถอยู่ต่อได้อย่างมั่นคง
ประการที่ ๒ คือการตอบรับต่อสาธารณะนะครับ แทนที่เราจะปฏิเสธคำถาม แทนที่เราจะปฏิเสธข้อเสนอ เราเอาข้อเรียกร้องเหล่านี้มาพิจารณาดีไหมครับ ถ้ามันโปร่งใส มากขึ้นและมีการตอบรับต่อสาธารณะหรือมีแอกเคาท์อะเบิล (Accountable) ที่ดีขึ้น เราน่าจะหยิบยกมาคุยกันด้วยเหตุผลได้ ผมยกตัวอย่างเช่น ในหมวดที่ ๒ เรื่องบทบาทของ ผู้สำเร็จราชการและองคมนตรี เราก็ควรจะต้องมาหารือกันใหม่ไหมครับว่ามันส่งเสริม ผลประโยชน์ของประชาชนและความโปร่งใสหรือไม่ นี่เป็นเหตุผลที่พรรคก้าวไกลเสนอว่า รัฐธรรมนูญทุกหมวดควรจะต้องกลับมาคุยกันได้ เมื่อคุยกันเสร็จแล้วอาจจะไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลยก็ได้นะครับ แต่เราเข้าใจที่มาที่ไป เราเข้าใจเหตุผลของการไม่เปลี่ยนแปลงนั้น ๆ และนี่คือความโปร่งใสของทางรัฐสภาที่จะ มอบให้กับพี่น้องประชาชนได้
มีคำถามสำคัญ อย่างเช่นกรณีที่มีผู้ชุมชนไปที่สถานทูตเยอรมันเมื่อคืนว่า การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับที่ต่างประเทศ จะมีผลกระทบต่อการบริหาร ราชการแผ่นดิน และมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ สภาต้องเป็น ผู้ตอบนะครับ ไม่ใช่มีหน้าที่ไปจับคนที่ถาม ๒ อย่างนี้ผมคิดว่าเป็นหลักที่เรายึดเอาไว้ได้ เพราะนี่น่าจะเป็นหลักสากล นี่น่าจะเป็นหลักที่เป็นคอมมอน (Common) ของทุก ๆ คนว่า เราต้องการระบบที่แข็งแรง โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสังคม เพราะฉะนั้นข้อเสนอ ๑๐ ข้อ ของผู้ชุมนุม เราไม่ต้องจับมามัดรวมกันเป็นข้อเดียว เรามาคุยกันทีละข้อได้ครับ ข้อเสนอเช่น บอกให้เราพิจารณาที่จะลดงบประมาณเพื่อสอดคล้องกับงบประมาณแผ่นดิน ฟังขึ้นไหมครับ ในปีหน้าที่เราจะเจอกับการถดถอยของเศรษฐกิจที่ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่ง ข้อเสนอของหลายท่านนะครับ เช่น ท่านบรรยง พงษ์พานิช ท่านไม่ได้พูดตรง ๆ นะครับ แต่มีการพูดว่าเราอาจจะต้องคุยกันเรื่องของ พ.ร.บ. จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ปี ๒๕๖๑ ใหม่ หรือ พ.ร.บ. บริหารราชการในพระองค์ที่มีความแตกต่างเป็นอย่างมากนะครับ สำหรับรัชกาลที่ ๙ และรัชกาลที่ ๑๐