กิตติ ชี้ชุมนุมใกล้สถานทูตเสี่ยงแทรกแซงกิจการ ย้ำรับผิดชอบ-รักษาสถาบัน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓

กิตติ วะสีนนท์ แสดงความกังวลต่อการชุมนุมที่เกี่ยวข้องกับสถานทูตและการใช้สัญลักษณ์ต่างชาติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สงบและถูกมองว่าเป็นการชักศึกเข้าบ้าน พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงจากการบิดเบือนข้อมูลและเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมระมัดระวังการกระทำที่อาจกระทบต่อความมั่นคงและสถาบันหลักของชาติ ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนสิทธิ์ในการแสดงออกอย่างสันติ แต่เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบ ความสมดุลระหว่างอุดมการณ์กับความเป็นจริง และความสำคัญของการรักษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทยไว้

นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็คงจะเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากคำเสนอขอเปิดอภิปรายของรัฐบาล เพียงแต่ว่ากระผมเอง มีหลายท่านได้พูดถึงเหตุการณ์เมื่อวานนี้แล้ว ในการที่ผู้ชุมนุมได้เดินขบวนไปที่ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมันแล้วก็มีการยื่นหนังสือเปิดผนึก ซึ่งก็คงไปแสดงพลัง ในส่วนของผู้เรียกร้องเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่าง ๆ ซึ่งก็หลายฝ่าย ต้องยอมรับว่าจำนวนมาก เห็นว่ามันไม่บังควรอย่างยิ่ง เพราะในหนังสือนั้นมีข้อความที่จาบจ้วงสถาบันแล้วก็เหิมเกริม สิ่งที่ผมกังวลอย่างหนึ่งก็คือว่ามันเป็นหลักการที่ศักดิ์สิทธิ์ของการต่างประเทศก็คือว่า ต้องไม่ก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศอื่น ขณะนี้สิ่งที่ผู้ชุมนุมทำจะโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือโดยความตั้งใจของคนบางคนกำลังนำคนนอกเข้ามา กำลังเป็นการที่นำไฟนอกไปข้างใน ไฟในเข้ามาข้างนอก ชักศึกเข้าบ้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่า น่ากังวล อันนี้ก็ประกอบกับสิ่งที่หลายท่านได้มีการพูดถึงเมื่อวานนี้ เช่นว่าเอาธงของ บางองค์กร ผมคงพูดได้ อย่างของอุยกูร์ ของไต้หวันมาแสดง อะไรต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น การที่จะชักศึกเข้าบ้านทั้งสิ้น ผมคิดว่าอันนี้ฝ่ายชุมนุมต้องระมัดระวังในส่วนนี้นิดหนึ่งนะครับ

แล้วข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือภาษาในจดหมาย ค่อนข้างเป็นภาษาที่ เป็นแนวเดียวกับที่คนบางคน คนไทยที่ไปลี้ภัยอยู่ในต่างแดน หรือคนต่างชาติที่มีข้อกล่าวหา ว่ารับใช้หรือรับจ้างเขียนเพื่อโจมตีประเทศไทย โจมตีสถาบัน สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ น่าห่วง ซึ่งผมคิดว่าทางกระทรวงการต่างประเทศคงทราบดีอยู่แล้ว แล้วก็มีการติดต่อพูดคุย กับประเทศต่าง ๆ รวมทั้งทางเยอรมนีมาโดยตลอดนะครับ จริง ๆ ผมก็ต้องชมเชย ในประเด็นนี้ว่าทางรัฐบาลกับทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีการสื่อสารกับประเทศ ต่าง ๆ รวมทั้งสถานทูตที่อยู่ในประเทศไทย ก็คงจะรวมถึงการที่ได้มีการเชิญคณะทูต และองค์การระหว่างประเทศมาฟังบรรยายสรุปเมื่อวันอังคารที่ ๒๐ ตุลาคมนี้ด้วยนะครับ ซึ่งบรรยากาศเท่าที่ผมได้รับทราบก็มีความเข้าใจที่ดีมาก อาจจะมีความเข้าใจผิดหลังจากนั้น ในช่วงการไปสัมภาษณ์แล้วก็ไปบิดเบือน ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขกันต่อไป แต่ผมคิดว่าภาพขณะนี้สถานทูตต่างประเทศแล้วก็ต่างประเทศมีความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างดี ผมหวังว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างดุลยภาพแล้วก็ความเข้าใจเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แล้วก็สิ่งที่จะต้องไม่ให้เกิดก็คือการใช้กำลังนะครับ

ขออนุญาตกลับไปประเด็นที่ทางหนังสือของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ส่งมาที่ รัฐสภา เรื่องสถานการณ์โควิด (COVID) นี่คิดว่าหลายท่านได้คุยกันไปแล้ว แต่ในแง่ ของผมคิดว่าทางรัฐบาลทำดีมาก รัฐบาลทำดีโดยได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ เป็นอันดับหนึ่งในเรื่องการปรับตัว จนกระทั่งทุกคนแม้แต่ชาวต่างชาติบรรดาคณะทูตเอง ก็ยอมรับว่าเขาอยู่เมืองไทยเขาปลอดภัย รู้สึกปลอดภัยกว่ากลับไปอยู่ประเทศเขาเสียอีก มันคงเป็นเพราะดีเกินไปกระมังทางผู้ชุมนุมก็เลยไม่กลัว แต่ผมคิดว่าสิ่งที่หลายท่านพูดถึงว่า ไม่เห็นมีหลักฐานเลยว่าติด ผมคิดว่าไม่ใช่อยู่ตรงนั้น เพราะมันยังไม่หมด สถานการณ์มันยังอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นที่แม่สอด สิ่งที่เกิดขึ้นที่สมุยยังชี้ให้เห็นว่ามันมีการติดต่อได้ รอบ ๒ มันยังมี ยังมีโอกาสสูง ฉะนั้นผมคิดว่ารัฐบาลคงทำถูกต้องที่จะต้องมีความระมัดระวังในเรื่องนี้ต่อไป นะครับ

ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องการชุมนุม แม้ว่าผมเป็นรุ่นเบบี้ บูเมอร์ (Baby Boomer) ผมเข้าใจถูกว่าผมเป็นรุ่นนั้น ก็ได้ผ่านเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องอะไรกันมามาก พอสมควรนะครับ รวมทั้งในปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๑๙ ก็มีความพยายามที่จะเข้าใจคนรุ่นใหม่ แล้วก็สนับสนุนการแสดงออก การใช้สิทธิโดยสันติวิธี ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ท่าน กล่าวถึงเสมอตามมาตรา ๔๔ แต่มันไม่ได้มีแค่วรรคหนึ่ง มันมีวรรคสองและอื่น ๆ ด้วย และหลักการที่สำคัญของประชาธิปไตยก็คือว่าการใช้สิทธิต้องมาพร้อมกับหน้าที่ และความรับผิดชอบ การใช้สิทธิไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือแสดงออกต้องไม่ไปละเมิดสิทธิ ของผู้อื่น ที่สำคัญก็คือว่าต้องไม่ไปเหยียบย่ำศรัทธาของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนา บุญคุณบิดามารดา หรือสถาบันที่ผู้คนเคารพรัก เมื่อวานซืนผมพบชาวต่างชาติเขาบอกว่า ไท์มแมกาซีน (Time Magazine) เรียกคนรุ่นปัจจุบันว่าเจเนเรชัน มี (Generation Me) อะไรก็ถือตัวเองเป็นสำคัญ แต่เขาก็เชื่อว่าโดยสังคมไทย วัฒนธรรมไทย คนไทยจะมีเจน (Gen) เป็นเจเนเรชัน วี (Generation We) คือเป็นคิดถึงเรา ไม่ใช่เขาคิดถึงเป็นเด็ก เป็นเยาวชน เป็นผู้ใหญ่เท่านั้น แต่คิดเหมือนกัน แล้วก็ไปด้วยกันได้ กระผมก็หวังว่าคำพูด แล้วก็ความเชื่อของบุคคลคนนั้นจะเป็นจริงนะครับ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งก็ฝากไปทางผู้ชุมนุม ซึ่งผมคิดว่าพวกเราก็คงต้องฟังด้วยว่ามันมีความแตกต่าง ระหว่างความฝันกับความเป็นจริง สิ่งที่เรียกร้องนี่ส่วนใหญ่มันจะเป็นความฝัน อันนี้สิ่งที่ ผู้ชุมนุมหลายท่านอาจจะลืม ก็คือว่ามองประวัติศาสตร์ว่าเป็นอดีต เป็นแชปเตอร์ (Chapter) ที่ปิดลงไปแล้วจริง ๆ มันไม่ใช่ ประวัติศาสตร์มันไม่ใช่แค่อดีตแต่มันเป็นรากฐานของสังคม รากฐานที่นำมาสู่รากเหง้าของสังคมปัจจุบันซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริง ปัจจุบันนี่เป็นข้อเท็จจริง ทีนี้เราก็จะมามุ่งสู่อนาคต ซึ่งเราฝันได้ แต่ฝันอย่างไร ให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริงและเป็นจริงได้เป็นเรียลลิสติก ดรีมส์ (Realistic dreams) ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเราไม่ควรหนีจุดตรงนี้ไป โดยเฉพาะผู้ชุมนุมที่เรียกร้องอะไรเยอะแยะไปหมด นี่นะครับ ท่านต้องคำนึงว่าอะไรที่มันเป็นจริงได้ อะไรที่มันเป็นไปไม่ได้ กรณีคุกคาม ขบวนเสด็จ ผมก็ไม่พยายามที่จะพูดเรื่องสถาบันมากนักนะครับ แต่ว่ามันเผอิญในหนังสือนี่ ก็ระบุถึงการใช้ถ้อยคำที่หยาบคายรุนแรงและเป็นสิ่งที่มิบังควรกระทบกระเทือนจิตใจ ของประชาชนที่เคารพและเทิดทูนสถาบัน จริง ๆ ไม่ควรเกิดในแผ่นดินนี้ ทางการไทย ก็นิ่มนวลมาก คือในต่างประเทศหน่วยคุ้มกันบุคคลสำคัญคงจะใช้มาตรการที่เข้มข้น เฉียบขาดกว่านี้นะครับ แต่ข้อสังเกตประการหนึ่งก็มีบุคคลในองค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้อง ให้รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุม รวมทั้งปกป้องเด็กและเยาวชน แต่ไม่มีใครกล่าวถึง การคุกคามสิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพขององค์สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ซึ่งพระชนมายุ ๑๕ พรรษา ก็แปลกคงมีอะไรพลิกที่ไหน สักอย่างไม่มีการกล่าวเรื่องนี้ มีแต่ทางภาครัฐออกไปช่วยปกป้องท่าน ต่อข้อเสนอของ ผู้ชุมนุมนะครับ ผมเห็นด้วยกับหลาย ๆ ท่าน ผมมองไม่เห็นเหตุผลที่ท่านนายกรัฐมนตรี จะลาออก ตรงกันข้ามเลยครับ ผมเห็นว่าเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องรับผิดชอบ แก้ปัญหาบ้านเมืองให้สำเร็จต่อไป เป็นความตั้งใจของท่านและท่านก็อยู่ในกระบวนการนั้น ท่านคงจะต้องทำให้สำเร็จ ก็พูดกัน นี่จากส่วนตัวนะครับ ถ้าต้องเลือกระหว่างลาออก กับการยุบสภานี่ ซึ่งแน่นอนนะครับผมเห็นด้วยนะครับสภาไม่ได้ทำผิดอะไร แต่จริง ๆ การยุบสภานี่มันเป็นมาตรการทางประชาธิปไตยเหมือนกัน ประเทศใกล้ ๆ บ้านเราสิงคโปร์ เขาก็ทำ คือมันกระทำเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อแก้วิกฤติ ผมไม่ได้เสนอให้ยุบสภานะครับ ผมก็หวังว่าจะมีทางออกอื่น ๆ ที่จะดำเนินการได้โดยสันติวิธี ส่วนข้อเสนอปฏิรูปสถาบัน ผมคิดว่าหลายคนเห็นตรงกันคือมันมีเป็นวาระซ่อนเร้น มันมีฮิดเดน อะเจนดา (Hidden agenda) ของคนบางคน ซึ่งตามความรู้สึกของพวกเรา ผู้ใหญ่สอนผมว่าระบบกษัตริย์ ระบบ สถาบันกษัตริย์ของเราโมนาคี (Monarchy) นี่เป็นพิลาร์ ออฟ สแตบิลิที (Pillar of stability) ของประเทศ ประเทศไทยมีสัญลักษณ์พิเศษนะครับ ท่านพูดถึงการมีกษัตริย์ มาเกือบ ๘๐๐ ปี อันนี้มันเป็นหลักการสำคัญ ฉะนั้นสถาบันก็เป็นเสมือนเสาหลักของ เสถียรภาพของสังคมไทย ของชาติไทย ต่างจากประเทศอื่น ท่านจะเอาอังกฤษมาเปรียบ เอาญี่ปุ่นมาเปรียบมันไม่เหมือนกัน ประวัติศาสตร์มันไม่เหมือนกัน ประเทศยุโรปเล็ก ๆ บางประเทศ เช่น โมนาโก ลิกเตนสไตน์ มีเป็นคอนสติติวชันนัล โมนาคี (Constitutional monarchy) เป็นระบบกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญเหมือนกัน แต่ประเทศนั้นกษัตริย์เขาเป็น ประมุขที่มีอำนาจบริหารด้วย มันก็ต่างกัน หรือประเทศในรอบบ้านเราบางประเทศก็ยังเป็น สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มันก็แล้วแต่ประวัติศาสตร์ อันนี้มันไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ แน่นอน การเปลี่ยนแปลงปรับตัวก็ต้องทำอันนี้เป็นเรื่องปกติ แต่การเรียกร้องโดยมีฮิดเดน อะเจนดา (Hidden agenda) โดยมีวาระแอบแฝงนี่อันตราย ท่านกำลังจะไปรื้อหลักของสังคม รื้อหลักของชาติไทย ผมคิดว่าสิ่งเหล่านั้นคงเป็นไปไม่ได้ แล้วก็รัฐธรรมนูญทุกฉบับของเราตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม มาตรา ๓ ก็กำหนดไว้ใกล้เคียงกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ชัดเจนนะครับ นั่นคือรากเหง้า ของสังคมไทย จริง ๆ มีคนส่งมาให้ผมว่ารัชกาลปัจจุบันได้ทรงทำปิดทองหลังพระอะไร ตั้งเยอะแยะไปหมด แม้แต่เรื่องโควิด (COVID) นะครับ ท่านพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ท่านพระราชทานเครื่องตรวจโรคให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศอะไรต่าง ๆ มีเยอะแยะ แต่ว่าเวลาคงไม่อำนวย ฉะนั้นโดยสรุปผมอยากให้แก้ไขปัญหา แน่นอนทุกคนอยากเห็น ปัญหาได้รับการแก้ไขโดยสันติวิธี แล้วก็ให้มีการใช้สิทธิโดยคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น ผมเข้าใจดี ว่าการเจรจามันต้องมีฝ่ายที่ชัดเจน แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมเป็นสเทกโฮลเดอร์ (Stakeholder) ที่เด็ดขาดหรือเปล่า มีการพูดถึงแกนนำนิรนาม มีการพูดถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ทำอย่างไรที่จะ ตัดคนเหล่านี้ออกไป และคุยกับผู้ที่มีความจริงใจในการชุมนุมเพื่อเห็นประเทศชาติที่ดีขึ้น ขอบคุณครับ