ดอน ชี้บรรยากาศสื่อไทยปลอดโปร่ง เสรีภาพแสดงออกกว้างกว่าต่างประเทศ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓

ดอน ปรมัตถ์วินัย ชี้แจงถึงบรรยากาศเสรีภาพในการแสดงออกและบทบาทของสื่อในประเทศไทย โดยยกตัวอย่างการรับรู้มติ ครม. ผ่านสื่อ รวมถึงการตอบข้อกังวลต่อองค์การระหว่างประเทศ เน้นย้ำว่าไม่มีการกดดันสื่อ และสื่อต่างประเทศมักนำข้อมูลจากสื่อไทยไปตีพิมพ์ต่อ พร้อมเล่าถึงความประทับใจของทูตต่างชาติที่มีต่อการต้อนรับและภาพลักษณ์ของประเทศ

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ

ขออนุญาตนะครับ ขอบพระคุณท่านประธาน เรียนท่านสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นั่งฟัง พอดีได้รับฟังหลายเรื่องที่โยงมาสู่งานของกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะในกรอบของสื่อที่ได้กล่าวถึงกัน และคำว่า กฎ กฎอะไรต่ออะไร ไม่ใช่กฎหมาย นะครับ คือกดดัน ทั้งหมดนี้มันโยงมาในหลาย ๆ มุมด้วยกันนะครับ ขออนุญาตว่าเมื่อวานนี้มีการพูดถึงเรื่อง ของการชี้แจงหรือตอบโต้ให้กับองค์การระหว่างประเทศเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย เมื่อสักครู่พูดถึงเรื่องการกด มันมีข้อคิดในเชิงตรงกันข้ามเกิดขึ้น ในความเป็นจริงจากคนต่างประเทศที่มาอยู่ในประเทศไทย หลายโอกาสทีเดียวที่ได้พูดคุยกัน เขาได้ให้ความรู้สึกต่อการพูดคุยกับทางกระทรวงนะครับว่า มาประเทศไทยแล้วรู้สึก บรรยากาศปลอดโปร่งมาก รับรู้ถึงบรรยากาศของเสรีภาพสารพัดด้านด้วยกัน แต่ที่ชัด ๆ เขาพูดถึงเรื่องของสื่อ บรรยากาศของการแสดงออก ความคิดเห็น และการเปิดให้มีการรับรู้ เรื่องราวต่าง ๆ ของรัฐบาล เขาพูดโดยยกตัวอย่างว่าไม่ค่อยได้เห็นหรอกในประเทศต่าง ๆ ที่เขาได้ไปทำงานที่จะรับรู้มติของ ครม. ในทุกสัปดาห์ในหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วรวมไปถึงรับรู้ ว่ามีการถ่ายทอดออกในเว็บเพจ (Web page) ของสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประจำ ทุกสัปดาห์ อันนี้ก็ถือว่าเขาเห็นว่ามันเป็นเสรีภาพอย่างหนึ่งของประชาชนของคนไทยที่รับรู้ว่า มีมติอะไรบ้าง รวมไปถึงเปิดกว้างให้กับคนต่างชาติเสียด้วยซ้ำว่ามีอะไรที่คุยกันในห้องที่เขา ถือว่าเป็นห้องลับของรัฐบาลแต่ก็ออกมาขยายความ อันนี้ก็เลยชวนทำให้ผมคิดไปถึง เหตุการณ์เมื่อสัก ๓ ปีที่แล้วในยุครัฐบาล คสช. นะครับว่ามีการยกเรื่องประเภทนี้ขึ้นมา จนกระทั่งเราต้องทำการจำลองเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่ง คือให้มีการตัดคลิปปิง (Clipping) ของสื่อไทย ๑ เดือนเต็ม โดยแรนดอม (Random) คือตัดอะไรก็ได้ที่จะโยงไปถึงการทำงาน ของรัฐบาล หรือตัวนายกรัฐมนตรี ในที่สุดแล้วก็เอามาโชว์กันให้รับรู้ว่าโดยการนำเสนอข่าว ของสื่อต่าง ๆ แรนดอม (Random) ตัดออกมาแล้วให้ดู ก็พบว่ามีรายการโจมตีรัฐบาลเต็มไปหมด เกือบจะทุกวันโดยสื่อของประเทศไทยเราเองนี้นะครับ ในเรื่องเหล่านี้เป็นการสะท้อนให้เขา ได้เห็นชัดขึ้นว่าจริง ๆ แล้วในช่วง ๓ ปี ๔ ปีที่ผ่านมานั้นเสรีภาพไม่ได้ขาดหายไปจากวงการสื่อ โจมตีรัฐบาล โจมตีนายกรัฐมนตรี โจมตีอะไรก็ว่ากันไปนะครับ เห็นชัดจากสิ่งที่เราตัดคลิปปิง (Clipping) ออกมามามอบให้กัน อันนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ในมุมเดียวกันนี่มันมีอีกด้านหนึ่ง ที่สื่อต่างประเทศเขาก็มาพูดให้ฟังนะครับ เพราะเราต่อว่าเขาว่าเวลาเกิดเรื่องในประเทศไทย ทำไมท่านเอาไปเขียนเสียอย่างกว้างขวาง และบางครั้งรุนแรงเกินกว่าที่เราเชื่อว่าท่านได้มี โอกาสได้เห็นและประสบเอง เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้เกิดขึ้น เขาบอกว่าก็เขาเพียงแต่ ลอกเอาข่าวจากสื่อในไทยเอาไปลงต่อ จริงอยู่เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์และไม่ได้รับรู้เรื่องราว แต่ว่าเขาต้องสามารถจะประเมินได้ว่าสิ่งที่ลงในสื่อของประเทศนั้น ๆ และได้รับการยอมรับ โดยรัฐบาลก็ดี ในวงการต่าง ๆ ก็ดี ย่อมต้องถือว่าถูกต้อง เพราะฉะนั้นเขาก็นำไปสะท้อน ลงไปในสื่อของเขา สู่บ้านเมืองเขา สู่วงการที่กว้างขึ้น เขาไม่ได้ทำอะไรผิด อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ เพียงแต่อยากจะนำเรียนท่านว่ามันมีมุมนี้ แต่ทั้งหมดนี่เป็นการสะท้อนว่าไม่มีการกดดัน ในเรื่องของสื่อหรือภาพการแสดงออกแต่อย่างใด หลายประเทศเมื่อหลายวันที่แล้วนี่ ผมมีโอกาสพาทูต ๑๖ ท่านเข้าเฝ้าถวายอักษรสาส์นตราตั้งเพิ่งเสร็จเมื่อวานนี้เองแยกเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน ก็มีการคุยกัน และแต่ละท่านก็อยู่ในเมืองไทยเป็นเวลาพอสมควรก่อนที่จะมีโอกาสได้ถวายอักษรสาส์น นั่นนะครับ เขาแสดงความรู้สึกออกมาให้รับรู้กันว่า บางคนบอกว่าไม่เคยมาภูมิภาคนี้เลย นี่เป็นครั้งแรกมาในฐานะทูตแต่เขามีความรู้สึกว่าเขาได้รับการต้อนรับอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่ ทำให้เราสนใจและรับทราบการประเมินเขาก็คือว่า หน้าที่การงานของสถานทูตหรือว่า คนของกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงอื่น ๆ ของเขาในสถานทูตของเขาประจำ ประเทศไทยนั้นเป็นที่ช่วงชิงกัน เป็นที่แย่งชิงกันของคนของเขา ทุกคนอยากมา แล้วทำไม ถึงอยากมาก็เพราะว่ากิตติศัพท์ของบ้านเรามันกระฉ่อนออกไปไม่ใช่เพราะเรื่องของโควิด (COVID) เท่านั้นแต่สารพัดเรื่อง อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคงไม่ลงไปในรายละเอียด แต่ให้ รับทราบว่านั่นเป็นเสียงสะท้อนให้อย่างน้อยสุดให้ผมได้มีโอกาสได้นำเรียน ณ ที่ประชุมนี้ ภายใต้คอนเท็กซ์ทวลลี่ (Contextually) บริบทของคำว่า กดดันก็ดี หรือบทบาทของสื่อ ก็ตาม ไหน ๆ ก็พูดแล้วก็ขออนุญาตตอบสิ่งที่เมื่อวานนี้ได้มีการถามว่าชี้แจงต่อองค์การ ระหว่างประเทศบ้างหรือไม่ ก็ขอเรียนนะครับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านเราตั้งแต่เดินขบวน ตั้งแต่วันที่ ๑๐ กันยายนไล่มา ๑๙ ๒๐ ลงมาถึงวันที่ ๑๓ เหตุการณ์ในวันที่ ๑๓ ๑๔ และ ๑๖ นั้นนานาประเทศเขาจับตามองอยู่ และกลุ่มที่เขาจับตามองอยู่ก็มาหลายพวก ด้วยกัน แต่ที่ชัด ๆ นั่นก็คือสื่อแน่นอนต่างประเทศ ทางภาคธุรกิจของแต่ละประเทศ ก็แน่นอน ทางด้านของเอ็นจีโอ (NGO) ประชาสังคมก็แน่นอน ทางด้านองค์กรระหว่างประเทศ ที่มาตั้งอยู่ในประเทศไทยก็แน่นอน และสถานทูตเองก็แน่นอน ในกลุ่มเหล่านี้ละคือผู้ที่จับตา มองความเคลื่อนไหวต่าง ๆ แต่ที่ถามมาเมื่อวานนี้มุ่งประเด็นขององค์กรระหว่างประเทศ เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมาเมื่อวันที่ ๑๖ ก็ดี วันที่ ๒๒ ก็ตาม มีการนำเอาเสียงสะท้อนจาก ผู้ชำนาญการอิสระ ๓ คนของคือโอเอชซีเอชอาร์ (OHCHR) คือสำนักงานสิทธิมนุษยชน ขององค์กรสหประชาชาติมาถ่ายทอดเป็นข่าวไปกันทั่ว เรื่องนี้ก็ขอเรียนว่านั่นเป็น ความคิดเห็นของแรปพอร์เทอร์ (Rapporteur) ที่เขาเรียกว่าแรปพอร์เทอร์ (Rapporteur) ซึ่งก็คือผู้เชี่ยวชาญอิสระที่โอเอชซีเอชอาร์ (OHCHR) เขาจ้างให้มาทำงานเพื่อจะไปตรวจรับรู้ ความเคลื่อนไหวของประเทศต่าง ๆ ทางด้านสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อทูตของเราประจำเจนีวา ได้พูดคุยกับตัวผู้อำนวยการใหญ่ สิ่งที่ได้รับจากการสนทนาจากมุมของผู้อำนวยการใหญ่ซึ่งก็ จะมีข้อมูลอีกชุดหนึ่งเขาถือว่าเป็นเรื่องที่สมดุล เป็นเรื่องที่สมดุลหลังจากที่ท่านทูตได้ชี้แจง และรับทราบว่ามีการปฏิบัติตามกฎระเบียบ กติกาของไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) ครบถ้วน ซึ่งเขา บอกว่าเขารับทราบเรื่องนี้ แล้วเรื่องต่าง ๆ ที่ดำเนินการอยู่โดยรัฐบาลก็ดีหรือองค์การต่าง ๆ ก็ดี ในแง่ของความเคลื่อนไหวของการประท้วงนั้นมันมาทีละขั้นทีละตอนเขาบอกเขาทราบ และเขาเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่สมดุล อันนี้เป็นอีกมุมหนึ่งที่อยากจะให้พวกท่านผู้มีเกียรติ ทั้งหลายได้รับทราบว่ามันมีสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่ว่าในขณะเดียวกันก็มีมุมของเอ็นจีโอ (NGO) ประชาสังคม เราก็รับทราบว่าส่วนใหญ่ก็ออกมาอย่างแอมเนสตี อินเตอร์เนชันแนล ฮิวแมน ไรทส์ วอทช์ (Amnesty International Human rights Watch) กลุ่มเหล่านี้เขาจะออกมา เป็นประจำอยู่แล้วอะไรที่ผิดปกติจากกิจการประจำวันมันก็จะเป็นข่าว มันเป็นเรื่องที่เขา สามารถจะเอาไปเขียนเป็นรายงานได้ก็ถือว่าเป็นภารกิจหนึ่งของเขา แต่สิ่งที่ไม่เกิดขึ้นเลย ก็คือทางภาครัฐของแต่ละประเทศคือไม่มีสเทตเมนต์ (Statement) ออกมาจากภาครัฐ ของแต่ละประเทศเกี่ยวกับเรื่องเหตุการณ์ทั้งหมด เพราะอะไร เพราะเขาถือว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงแรก ๆ มีการคลี่คลาย มีพัฒนาการ ไปในทางที่จากประสบการณ์ของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลายเขาถือว่าอยู่ในวงกรอบ ที่เป็นสากลนะครับ เรื่องเหล่านี้จึงได้ทำให้มีการเพียงติดตามกันต่อ ๆ ไป โดยที่ไม่มี การแสดงออกจากภาครัฐของแต่ละประเทศในรูปลักษณะของถ้อยแถลงหรือจะเป็น สเทตเมนต์ (Statement) แถลงแต่อย่างใด ยกเว้นแต่ออสเตรเลียประเทศเดียว ออสเตรเลีย ก็เพียงแต่เตือนให้คนของเขาที่จะเดินทางให้มีความระแวดระวังกับเหตุการณ์ นอกนั้นไม่มี ประเทศใดนะครับ อันนี้ก็ขออนุญาตนำกราบเรียนให้รับทราบถึงบรรยากาศทั่วไปของ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา หลายท่านอาจจะบอกว่าวันที่ ๑๖ มันน่าจะถือว่าเป็นอะไร ที่ผิดปกติ มันน่าจะมองในข่ายว่ารุนแรงหรือไม่ แต่ว่าในสายตาของหลาย ๆ ประเทศไม่ใช่ เพราะว่าในบ้านเขาเมืองเขามันไปยิ่งกว่านั้นเยอะแยะ เพราะฉะนั้นเขาก็รับรู้เรื่องนี้อยู่ ก็ขออนุญาตนำกราบเรียนเพียงเท่านี้ครับ ก็ขอขอบคุณ